พ4.1.gif

ความเข้าใจนิพพานที่ถูกต้อง

คนไทยกับภาวะผู้นำในสังคม

คนที่ไม่ศึกษาศาสนาพุทธ

ความเชื่อถือ ความเห็น ทฤษฎี

ความรู้เรื่อง "เปรต" จากพระไตรปิฎก

ความหมายของภิกษุ

ความหมายของนิพพาน

ความหมายไตรลักษณ์

คัมภีร์ฎีกา

คัมภีร์อรรถกถา-ฎีกา

วารสารบำเพ็ญบุญบารมี

BUMPENBUNBARAME JOURNAL

 

 

 

 

 

สารบัญ

 

ความเข้าใจนิพพานที่ถูกต้อง

คนไทยกับภาวะผู้นำในสังคม

คนที่ไม่ศึกษาศาสนาพุทธ

ความเชื่อถือ ความเห็น ทฤษฎี

ความรู้เรื่อง "เปรต" จากพระไตรปิฎก

ความหมายของภิกษุ

ความหมายของนิพพาน

ความหมายไตรลักษณ์

คัมภีร์ฎีกา

คัมภีร์อรรถกถา-ฎีกา

 

 

ความเข้าใจนิพพานที่ถูกต้อง

                     ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี LL.B, M.A

                                                      ผู้รวบรวมเรียบเรียง

 

          เรื่องนิพพาน  คนส่วนมากมักจะเข้าใจผิดว่า  เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับบุคคลที่เบื่อโลกเท่านั้น  ส่วนคนที่ยังต้องการสนุกสนานอยู่ในโลก  เรื่องนิพพานไม่จำเป็น  ยิ่งไปกว่านั้น  คนส่วนมากมักจะเข้าใจผิดว่า  คนเราจะบรรลุถึงนิพพานก็ต่อเมื่อตายไปแล้วเท่านั้น  และบางคนเมื่อเอ่ยถึงเรื่องนิพพานก็ทำให้เขานึกว่า  การบรรลุถึงนิพพานก็คือ  การไม่เกิด  หรือการบรรลุถึงความดับสูญไม่มีอะไร  ซึ่งทำให้รู้สึกว่า  นิพพานไม่เห็นน่าจะสนใจอย่างไร  การมีชีวิตอยู่  แม้จะต้องประสบกับความยุ่งยากลำบากต่าง    ก็ยังดีกว่าการบรรลุถึงนิพพาน  ความเข้าใจผิดทั้งหลายเหล่านี้  เป็นเหตุให้คนส่วนมากไม่สนใจเรื่องนิพพาน  ซึ่งโดยที่แท้  นิพพานเป็นเรื่องที่จำเป็นแก่ชีวิตทุกคน   ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่  ไม่ว่าคนที่สมัครจะอยู่ในโลก  หรือคนที่เบื่อโลกแล้ว

          การศึกษาเรื่องนิพพานต้องศึกษาจากข้อเท็จจริงที่สามารถพิสูจน์ได้  การบรรลุถึงนิพพาน  ก็คือ  การเข้าถึง  ความสงบ  ความสว่าง  และความบริสุทธิ์ที่เกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติเอง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะค่อย ๆ มีขึ้นตามสติปัญญาภูมิธรรมของผู้ปฏิบัติธรรม การรู้แจ้งเห็นจริงตามกฎของธรรมชาติอย่างถูกต้องเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นต่อทุกคนเพราะนิพพานมีหลายระดับตามที่พุทธทาสภิกขุได้สอนไว้ คือตั้งแต่ปุถุชนธรรมดาจนถึงอริยชน ยึดมั่นถือมั่นมากก็ทุกข์มาก ยึดมั่นถือมั่นน้อยก็ทุกข์น้อย

          พึงเข้าใจว่าการบรรลุนิพพานนั้นมีหลายชั้นปุถชนธรรมดาก็นำมาใช้ได้เมื่อดับกิเลสความทุกข์อย่างหยาบได้ แต่โดยทั่วไปมุ่งหมายเอาเฉพาะพระอริยบุคคลตั้งแต่โสดาบันขึ้นไป  ได้ชื่อว่าบรรลุถึงนิพพานแล้ว  แต่ผู้เข้าถึงโดยสมบูรณ์  คือพระอรหันต์เท่านั้น

          นิพพานเป็นที่สงบแห่งสังขารทั้งปวง  สังขาร  แปลว่า  สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง  ในที่นี้สังขาร  หมายถึง  นามรูป  วิญญาณในเมื่อได้พบกับความสงบอันประณีตนี้แล้ว  อวิชชา  ตัณหา  และอุปาทาน  เริ่มคลายออก  จนกระทั่งไม่มีเหลือ  และปฏิสนธิวิญญาณในชาติต่อไปก็ไม่มี

          นิพพานเป็นที่สละคืนซึ่งอุปธิทั้งปวง  คำว่า  อุปธิ  หมายถึง  กิเลสก็มี  และหมายถึง  เบญจขันธ์ก็มี  แปล่า  สิ่งที่เข้าไปทรงไว้  เข้าไปครองที่  หมายถึงปัญจขันธ์  สิ่งที่เป็นรากฐานแห่งการเกิด โดยเฉพาะหมายถึงอุปาทาน  คือการยึดมั่นถือมั่นว่าตัวเราของเราอันเป็นเหตุให้มีการเกิดขึ้นอีก  ฉะนั้น  จึงหมายถึง  เป็นที่สละคืนซึ่งอุปาทานทั้งหลาย

          นิพพานคือวิราคธรรม  ซึ่งแปลว่า  ธรรมอันเป็นที่คลายออกซึ่งกิเลส  คือหมายความว่า  ใจของใครก็ตามเมื่อมาพบกับวิราคธรรมเข้าแล้ว  กิเลสทั้งหลาย  ย่อมจะคลายตัวออกจากใจ  จนกระทั่งในที่สุดไม่มีเหลือ และคำว่าวิราคธรรมในที่นี้  ก็หมายถึง  ความสงบอันประณีตนั่นเอง

          นิพพานเป็นอสังขตธรรม คือเป็นเครื่องหมายที่ทำให้กำหนดรู้ หรือเครื่องกำหนดหมายให้รู้ว่าเป็นอสังขตะ (ว่ามิใช่สภาวะที่ปัจจัยทั้งหลายมาร่วมกันทำขึ้นแต่งขึ้น) ของ อสังขตธรรมมี    อย่างคือ

          .  ไม่ปรากฎความเกิด

       .  ไม่ปรากฎความสลาย

       .  เมื่อดำรงอยู่ ไม่ปรากฎความผันแปร

          รวมความว่า  อสังขตธรรมหรือวิสังขาร คือ นิพพาน พ้นจากภาวะไม่เที่ยงและเป็นทุกข์  แต่ก็เป็นอนัตตาไร้ตัวตน  ส่วนธรรมอื่นนอกจากนั้น  คือ  สังขารหรือสังขตธรรมทั้งหมด  ทั้งไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  และเป็นอนัตตา  ดังในคัมภีร์แห่งพระวินัยปิฎกว่า  “ สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง  สังขตธรรมทั้งปวงเป็นทุกข์และเป็นอนัตตา”

 

 

 

 

คนไทยกับภาวะผู้นำในสังคม

(Thai People and Leadership in the present Society)

                           ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี LL.B, M.A

                                                                  ผู้รวบรวมเรียบเรียง

 

         เหตุการณ์บ้านเมืองของเราทุกวันนี้  ต้องการความรักความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ไม่ว่าจะนับถีอศาสนาใดเราเกิดบนผืนแผ่นดินไทย เราก็คือคนไทยด้วยกัน ใต้ร่มธงไทย มีอธิปไตย มีพระมหากษัตริย์ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาต่อพสกนิกรอย่างเสมอเท่าเทียมกัน  เราเชื่อมั่นว่าทุกคนรักชาติ หวงแหนประเทศชาติ ไม่ต้องการให้ใครมาทำลายสามัคคีหรือแบ่งแยก เพราะบรรพบุรุษได้ยอมสละชีวิตเพื่อรักษาแผ่นดินนี้ไว้ให้ลูกหลานได้อาศัยอยู่จนทุกวันนี้  และเป็นหน้าที่ของคนไทยวันนี้  ต้องมีความเสียสละเพื่อรักษาแผ่นดินของชาติไว้ให้ลูกหลานรุ่นต่อๆไป  ดังเช่นที่บรรพบุรุษของเราได้กระทำมาแล้วเช่นกัน

         บทบาทภาวะผู้นำ หรือ ปริจจาคะ  ในข้อที่ ๓ ของ ทศพิธราชธรรม ๑๐ ประการ เป็นธรรมของผู้ปกครอง  หมายถึง การเสียสละความสุขสำราญ  ตลอดจนชีวิต เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน และความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

ที่มาและความหมายของปริจจาคะ:

        1 ปริจจาคะ   เรานำมาใช้ในภาษาไทยว่า บริจาค และมักจะใช้พูดคู่กันไปกับทาน ทานะ –บริจาค สองคำนี้มีที่มาในหมวดธรรมในพุทธศาสนาหลายหมวด มาในหมวดแต่ละคำคือ ทานอย่างเดียว  หรือปริจจาคะ หรือ จาคะ อย่างเดียวก็มี  ที่มาเดี่ยวนั้น เช่นใน บุญกิริยาวัตถุ๓  ข้อ ๑ ทานมัยบุญกิริยา  การทำบุญสำเร็จด้วยภาวนา

        เมื่อคำว่าทานและปริจจาคะ บริจาค หรือ จาคะ บริจาค ทั้งสองคำนี้ ต่างมาเดี่ยวไม่คู่กัน ในหมวดธรรมนั้นๆ มีความหมายรวมกัน ทานคือการให้ รวมถึง ปริจจาคะ หรือจาคะ บริจาคคือ สละด้วย ทานนั้น มุ่งถึงการให้ เพื่อให้สำเร็จประโยชน์แก่ผู้รับ ส่วนปริจจาคะหรือจาคะ ที่แปลทับศัพท์ว่า บริจาค หรือแปลเป็นไทยว่า  สละ นั้น มุ่งถึงสละสิ่งที่มีประโยชน์น้อย หรือเป็นประโยชน์น้อย เพื่อประโยชน์ที่มากกว่า ยิ่งกว่า ดังพระพุทธภาษิตที่แปลว่า “ผู้มีปัญญยเมื่อเห็นสุขอันไพบูลย์ พึงสละสุขพอประมาณเสีย” และที่ว่า “พึงสละทรัพย์เพราะเหตุรักษาอวัยวะ อันประเสริฐ   เมื่อรักษาชีวิตก็พึงสละอวัยวะ  เมื่อระลึกถึงธรรม  ก็พึงสละอวัยวะ  ทรัพย์ และ แม้ชีวิตทั้งสิ้น”

 

การบริจาคหรือสละมุ่งถึงประโยชน์ที่พึงได้เป็นที่ตั้ง

        ฉะนั้น  ลักษณะที่เรียกว่า บริจาค หรือสละนี้ จึงมุ่งถึงประโยชน์ที่พึงได้เป็นที่ตั้ง  ดังที่ว่า  สละสิ่งที่มีประโยชน์น้อยเพื่อสิ่งที่มีประโยชน์มากกว่า หรือมุ่งถึงสิ่งที่จะพึงได้หรือพึงรักษาไว้ได้ที่ยิ่งกว่า  หรือมุ่งที่ระรักษาธัมมะ คือ ความถูกต้อง ความดีที่เรียกว่าคุณธรรม ธรรมที่เป็นคุณ คือความดีที่เกื้อกูล ตลอดถึงธรรมคือ หน้าที่ที่พึงทำ  ก็พึงสละได้ทั้งหมด

1  จากหนังสือ “ทศพิธราชธรรม”  ปริจจาคะ  หน้า 125                              

        ทรงสอนให้สละทรัพย์  วัยวะ ชีวิต เพื่อรักษาธรรม

         เมื่อมาถึงหน้าที่ ถึงความถูกต้อง ถึงคุณธรรมคือความดี หากต้องรักษาธรรมดังกล่าวนี้ไว้ ซึ่ง ธรรมคือความถูกต้อง นี้ เป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดยิ่งกว่าชีวิตอวัยวะร่างกาย และทรัพย์ เมื่อมองเห็นคุณค่าทางธรรมว่าประเสริฐสุด ดั่งนี้แล้ว เมื่อถึงคราวต้องรักษาธรรม แต่ว่าจำเป็นต้องสละชีวิต สละอวัยวะร่างกาย สละทรัพย์ ก็พึงสละเพื่อรักษาธรรม  อันธรรมที่ว่าประเสริฐสุดนี้ ท่านจึงสละได้เพื่อบารมี ซึ่งชื่อว่าเป็นธรรม  พระโพธิสัตว์บำเพ็ญทาน  บำเพ็ญศีล  บำเพ็ญเนกขัมมะคือการออก แลที่จแสดงต่อไป เมื่อท่านบำเพ็ญนั้น ท่านสละทรัพย์เพื่อบำเพ็ญทาน  บำเพ็ญศีล  บำเพ็ญเนกขัมมะ บารมีข้อนั้นๆก็ชื่อว่าบารมี  เมื่อท่านสละอวัยวะเพื่อบำเพ็ญบารมีข้อนั้นๆก็ชื่อว่า อุปบารมี ท่านบำเพ็ญบารมี ท่านสละชีวิตเพื่อบำเพ็ญบารมีข้อนั้นก็ชื่อว่า ปรมัตถบารมี   บารมีนั้นเป็นธรรม ที่มีความหมายว่า เป็นความดี อันเป็นความหมายของธรรมทั่วไปในฝ่ายกุศลธรรม  เป็นคุณธรรม เป็นความดี  ยังมีความหมายถึงหน้าที่  ด้วย  คือเป็นหน้าที่ของพระโพธิสัตว์ หน้าที่ดังกล่าวนี้ เป็นหน้าที่ที่ไม่มีใครแต่งตั้งให้  แต่เป็นหน้าที่ ที่มาพร้อมกับภาวะคือความเป็น คือเมื่อเป็นอะไรขึ้นมา หน้าที่ก็มาพร้อมกับภาวะที่เป็นนั้น  เช่น เมื่อเป็นพระโพธิสัตว์ หน้าที่ก็มาพร้อมกับภาวะคือความเป็นพระโพธิสัตว์ คือบำเพ็ญบารมี และต้องรักษาหน้าที่ คือรักษาธรรมที่เป็นหน้าที่ไว้ให้ได้ จึงจะเป็นพระโพธิสัตว์ได้  จึงต้องสละทรัพย์ อวัยวะร่างกาย แม้ชีวิตก็ต้องสละ เพื่อรักษาธรรมคือหน้าที่อันได้แก่บารมีดังกล่าว

     คุณธรรมข้อสำคัญหนึ่งสำหรับผู้นำ คือ ความเสียสละสูง หรือเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อความถูกต้องชอบธรรม ความเป็นธรรม ความยุติธรรนม เรียกสั้นๆว่า “ธรรม” ดังพุทธพจน์ว่า

                จะเช    ธะนัง   อังคะวะรัสสะ   เหตุ      พีงสละทัพย์เพื่อรักษาอวัยวะไว้

                อังเค    จะเช    ชีวิตัง      รักขะมาโน     พึงสละอวัยวะเมื่อจะรักษาชีวิตไว้

                อังคัง    ธะนัง   ชีวิตัญจาปี  สัพพัง     เมื่อจะรักษาธรรมไว้ พึงสละทั้งหมด

                จะเช    นะโร   ธัมมะมะนุสสะรันโต ทั้งทรัพย์ อวัยวะ  และแม้กระทั่งชีวิต          (ขุ.ชา. ๒๘/๔๗๐/๑๒๒  )

               ดังมีชาดกที่กล่าวถึงคุณธรรมความเสียสละของผู้นำ ที่เป็นพญาวานร ในป่าหิมพานต์ ริมฝั่งแม่น้ำคงคา เหนือเมืองพาราณสี  ที่ยอมเสียสละกาย และชีวิต  เพื่อรักษาบริวาร ๘๐,๐๐๐ ตัว ให้รอดพ้นจากทหารพลธนู แห่งเมืองพาราณสี (พระไตรปิฎกภาษาไทย  ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๗ ข้อ ๘๓-๘๙ หน้า ๒๗๐-๒๗๑ มหากปิชาดก และคัมภีร์อรรถกถาแปลมหาปิชาดก ,พระสูตร และอรรถกถาแปล เล่มที่ ๕๙(ขุททกนิกาย ชาดกเล่ม ๓ ภาค ๕) ข้อ๑๐๕๐-๕๖ หน้า ๓๓๒-๔๓, มหามกุฏราชวิทยาลัย, กรุงเทพฯ๒๕๒๕)

ชาติอยู่รอดได้เพราะความเสียสละ               

            แผ่นดินเป็นทรัพย์ที่สำคัญที่สุด มีแผ่นดินก็เท่ากับมีชีวิตอยู่ ยังมีความหวังของอนาคต  แผ่นดินเป็นที่เชิดหน้าชูตาของผู้เป็นเจ้าของ  ผู้ไร้แผ่นดินหรือผู้ต้องอาศัยแผ่นดินคนอื่นอยู่นั้นไม่อาจอวดศักดิ์ศรี มองหน้าคนอื่นได้เต็มตา  แม้มีชีวิตอยู่ก็เหมือนตายทั้งเป็น  พระบูรพามหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ทรงตระหนักดีว่าเมื่อยังมีแผ่นดินก็ยังมีชาติ  เมื่อสิ้นแผ่นดินก็เท่ากับสิ้นชาติ  ตราบใดยังมีอธิปไตยบนผืนแผ่นดินไทย ชาติก็ยังคงอยู่  ยังได้ชื่อว่ารักษาความเป็นเจ้าของแผ่นดิน รักษาความเป็นไทยไว้ได้

            เพราะทรงตระหนักในเรื่องคนี้  พระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์จึงทรงป้องกันรักษาแผ่นดินไว้ด้วยกำลังพระวรกายและพระสติปัญญาทุกวิถีทาง  บางครั้งมีข้าศึกเข้ามาย่ำยีหมายยึดครองแผ่นดิน  เข้ามาล่วงล้ำอธิปไตยเหนือแผ่นดิน ก็ทรงพลีพระชนมชีพออกต่อสู้  ทรงระดมกำลังช่วยแก้ไข  ทรงปลุกเร้าคนไทยให้เกิดวามรักชาติรักแผ่นดินเกิด ประวัติศาสตร์ไทยได้บันทึกเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับการป้องกันรักษาแผ่นดินของพระมหากษัตริย์ไทยแต่ละพระองค์ไว้โดยละเอียดชัดเจน  เป็นการบันทึกเรื่องราวผู้ที่สมควรได้รับยกย่องในความเป็น “พระเจ้าแผ่นดิน”โดยแท้จริง

ชาติอยู่รอดได้เพราะความเสียสละ

         พระมหากษัตริย์และบรรพบุรุษได้เอาเลือดเอาเนื้อป้องกันรักษาแผ่นดินไทยไว้เสมอด้วยชีวิต  ความอยู่ดีมีสุข  ความมีเอกราชอธิปไตย  ศิลปวัฒนธรรม ความเจริญรุ่งเรืองในด้านต่างๆ จนมีความเป็นเอกลักษณ์ไทย  ล้วนมีความเป็นมาได้ด้วยพระเมตตากรุณาธรรมแห่งพระมหากษัตริย์และบรรพบุรุษไทยอย่างแท้จริง  อันความเมตตากรุณานั้นเป็นคุณธรรมสำคัญ  เป็นเหตุผลักดันให้เกิดความเสียสละ  ความเสียสละเป็นเหตุให้เกิดการทำสิ่งที่เป็นประโยชน์  กล่าวคือ  ความเสียสละเป็นเหตุให้พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจต่างๆที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนทรงเสียสละความสุขส่วนพระองค์และพระสติปัญญาเพื่อเทิดพระพุทธศาสนา เพื่อปกป้องขอบขัณฑสีมา รักษาประชาชนและมนตรี ตามพระราชปณิธาน

         ความโลภเป็นกิเลสอย่างหนึ่ง  ก่อให้เกิดความเห็นแก่ตัว  ความเห็นแก่ได้  ความไม่รู้จักพอ  ความโลภเป็นอันตรายต่อธรรม เช่น ธรรมชาติต่างๆ ป่าไม้ ลำธารสิ่งแวดล้อม แม้แต่ผืนแผ่นดินที่ถูกทำลายให้สูญสิ้นสภาพไปเพราะความโลภ

       คนที่มีความเห็นแก่ตัว จัดว่าเป็นบุคคลอันตราย เป็นคนน่ากลัว เพราะจะเป็นผู้ทำลายธรรมทุกอย่างได้ด้วยความโลภ ดังพุทธพจน์ “คนโลภย่อมไม่รู้อรรถคือเหตุผล  คนโลภย่อมไม่เห็นธรรมคือความดี  ความโลภเข้าครอบงำนรชนเมื่อใด เมื่อนั้นย่อมมีแต่ความมืดมัว”ดังนี้

          พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์และบรรพบุรุษไทย ได้บรรเทาความโลภในใจได้แล้วจึงบำเพ็ญจาคธรรมคือความเสียสละ  บรรพบุรุษไทยได้เสียสละ  สละสิ้นทุกอย่างแม้ชีวิต  เพื่อรักษาประเทศชาติไว้ให้ลูกหลานได้อยู่สุขสบาย  ดังเช่น สมเด็จมพระนเรศวรมหาราช  พระเจ้าตากสินมหาราช ,   วีรบุรุษผู้กล้าแห่งบ้านบางระจัน  ย่าเหลือแห่งเมืองโคราช ช่วยย่าโมออกสู้รบพม่าจนตัวตาย แม้เป็นหญิง ก็ประกาศศักดิ์ศรีหญิงไทย ยอมสละร่างกายเพื่อให้พม่าตายใจ ซุ่มทำหลาวหลุมพราง ดักทางพม่า  และมีชัยในที่สุด  แม้ตัวตายก็ประกาศศักดิ์ศรีคนไทย ไม่ยอมให้ใครมาข่มข่มเหง  พม่าจึงถอยทัพไป  ท้าวเทพกษัตรีย์ท้าวศรีสุนทร แห่งเมืองถลาง ภูเก็ต ก็เฉกเช่นเดียวกัน  ดังปรากฏหลักฐานไว้ในประวัติศาสตร์

         แล้วเรา, ลูกหลานไทยในทำอะไรกันอยู่  แม้ในปัจจุบันเราจะไม่มีสงครามสู้รบกันเหมือนในอดีตที่ผ่านๆมา  แต่คุณค่าความเป็นไทย ลักษณะเด่นเฉพาะตัวของคนไทย คือความรักชาติ มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน  รักใคร่สามัคคีกันเมื่อยามมีภัย ช่วยเหลือกันยามทุกข์ยาก(เห็นได้จากภัยธรณีพิบัติทสึนามิ  ภาคใต้ของไทย)  ปัจจุบันมีผู้ก่อความไม่สงบ ฆ่ารายวันพี่น้องไทยในสามจังหวัดภาคใต้ เรายังจะนิ่งดูดาย  นอนใจ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายปกครองบ้านเมืองอย่างเดียวกระนั้นหรือ  คนไทยมีน้ำใจแห่งการเสียสละ  ถึงเวลาอันสมควรที่ท่านต้องแสดงออกซึ่งการเสียสละต่อแผ่นดินเกิด  ด้วยการเป็นหูเป็นตา สอดส่องพฤติกรรมอันเป็นภัยต่อชาติ อย่างไม่กลัวภัยหรืออิทธิพลมืดใดๆ  แล้วแจ้งข้อมูลต่อรัฐอย่างไม่ประมาท

         เราคนไทย ควรมองให้กว้างไกล ไม่ใช่มองแค่องค์กรหรือชุมชนของตนเอง  ให้พิจารณาดูว่า มีอะไรที่เกี่ยวข้อง ที่มีผลกระทบมา  หรือมีอิทธิพลกระทบจากภายนอก จากสังคมอื่น จากคนพวกอื่นกลุ่มอื่น จากปัญหาโลก  มองให้รู้เท่าทัน  มองปัญหาให้ทั่วว่าโลกนี้เป็นอย่างไร  มีความต้องการอะไร   เราปรับตัว  ปรับองค์กรของเรา ให้รับมือกับมันได้  หรือช่วยแก้ไขมันได้  มองให้เห็นโอกาสและช่องทางดำเนินการตามจุหมาย อย่างน้อยที่สุด  ถ้าเรานำมันไม่ได้  ก็อย่าให้มันมาครอบงำ...หรือไม่ให้ล้าหลัง (ประยุตธ์ ปยุตโต), ภาวะผู้นำ ความสำคัญต่อการพัฒนาคน พัฒนาประเทศ จัดพิมพ์เป็นมุทิตาสักการะเนื่องในวันคล้ายวันเกิด  ๑๒ มกราคม ๒๕๔๑,ธรรมสภา กรุงเทพฯ หน้า ๓๑)

           เราคนไทยต้องไม่ประมาทมัวเมา  มีสติไม่ประมาท คอยตรวจตราสถานการณ์ต่างๆอยู่เสมอ อะไรที่เป็นปัญหา เป็นความตกต่ำ เสื่อมเสีย จะได้หาหนทางแก้ไข แต่เริ่มแรก ให้ทันเหตุการณ์  ตัดสินใจทำอะไร   อย่ามีอคติ ๔ ประการ  คือ

      ๑.  ลำเอียงเพราะชอบพอกัน เป็นเพื่อนฝูง ญาติมิตรกัน (ฉันทาคติ)

         ๒.  ลำเอียงเพราะไม่ชอบ  เกลียดชังกัน (โทสาคติ)                                     

         ๓.  ลำเอียงเพราะเกรงกลัวอำนาจอิทธิพลมืดอื่นๆ (ภยาคติ)                                               

         ๔.  ลำเอียงเพราะความโง่ หลง รับข้อมูลข่าวสารเป็นเท็จ (โมหาคติ)                                              

         ดังนั้น  จึงไม่ควรเชื่ออะไรง่ายๆ(กาลามสูตร) และอย่าวางใจ หรือวางใจกับเหตุการณ์ในชีวิตตนเอง ไม่ว่าความสำเร็จ ความล้มเหลว  ความสุข หรือความทุกข์   ทั้งนี้เพราะสรรพสิ่งหมุนเวียนเปลี่ยนตลอเวลา  ชีวิตชาวพุทธที่แท้จริง ก็คือชีวิตที่ดำเนินอยู่ด้วยสติสัมปชัญญะ  คือไม่รู้ตัวทั่วพร้อม สำเนียก  ระมัดระวังตลอดเวลา ซึ่งเรียกว่า “อัปมาทธรรม” (ความไม่ประมาท) ตรงกันข้ามกับความประมาท ความมัวเมา ทอดธุระ ปล่อยปละละเลย ความเลินเล่อเผลอสติเพราะ “ความประมาทเป็นทางแห่งความตาย   ความไม่ประมาทเป็นทางอมตะ”

         ผู้นำนั้นมี  ๒ รูปแบบ คือแบบที่มีฐานะตำแหน่งรองรับและไร้รูปแบบคือผู้นำทางศีลธรมศาสนา ทางสังคม แม้แต่ครูอาจารย์ชาวบ้านธรรมดาก็สามารถเป็นผู้นำทางสติปัญญาได้ ภาวะผู้นำกำหนดได้ด้วยคุณธรรมโดยเฉพาะความจริงใจ ความเสียสล อุทิศตนเพื่อศีลธรรมความดีงาม สติปัญญา  ความเมตตากรุณา เป็นต้น  โดยความจริงแล้ว โลกนี้ไม่เคยขาดผู้นำเลย แม้แต่ฝูงสัตว์ก็ยังมีหัวหน้า พระพุทธองค์ตรัสถึงโคข้ามแม่น้ำ จ่าฝูงนำทางคด ลูกน้องในฝูงก็จะคดไปด้วย  โลกนี้มีการถูกชักนำไปไม่ถูกทาง หรือเลวร้าย  เช่นการเอาเปรียบ เบียดเบียน ข่มเหง ทำร้ายเข่นฆ่า ทำลายร้างกัน   เมื่อสัตว์ป่ายังมีหัวหน้า คนอยู่ในป่าลึกๆก็มีหัวหน้าเผ่า  มีพระมหากษัตริย์เป็นผู้นำในหมู่ชน  ด้านศาสนาเรามีพระตถาคตขึ้นมาเป็นกัลยาณมิตรเพื่อนำมวลมนุษย์ ไปสู่สวรรค์และนิพพานดินแดนแห่งความสุขสงบ  ผู้นำที่ดีที่ถูกต้องชอบธรรมต้องเปิดโอกาสให้ธรรม  ระบบศีลธรรมเข้ามานำประชาชน  สิ่งที่จะนำให้มนุษย์ไปรอดปลอดภัย  ก็คือ “ธรรม” ให้ธรรมนำพาสังคม โลกมนุษย์จะปลอดภัย สงบสุข มีสันติภาพที่ถาวร

                                                      บรรณานุกรม

 

ทศพิธราชธรรม “ปริจจาคะ” หน้า ๑๒๕-๑๒๗

วารสาร พุทธจักร, ปีที่ ๕๘ ฉบับที่ ๑๑ เดือนพฤศจิกยน ๒๕๔๗

เอกสารแถลงข่าว “ทางเดิน” ปีที่ ๒๙ ฉบับที่ ๑๒๖ เดือนกันยายน - ตุลาคม ๒๕๔๗

 

 

 

 

คนที่ไม่ศึกษาศาสนาพุทธ

                                                ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี LL.B, M.A

                                                                          ผู้รวบรวมเรียบเรียง

 

ให้ถ่องแท้และถูกทาง เพราะไม่รู้ว่าศาสนาพุทธมีไว้เพื่อใช้ประโยชน์อะไร เกิดขึ้นมา มีขึ้นมาเพื่อใช้ประโยชน์อะไร เหมือนคนโง่ คนไม่รู้ ไปเจอมีดเจอพร้าที่คมกริบตกอยู่ในทางเดิน ไม่รู้จักว่าคืออะไร เอามือลูบคมมันก็บาดมือ เอาไปเหวี่ยงเล่น มันก็ตัดต้นหมากรากไม้เสียหายย่อยยับ ทำความบาดเจ็บให้คนอื่นๆ ได้ของมาฟรีๆแต่ไม่รู้ประโยชน์ ไม่รู้วิธีใช้ ก็มีแต่จะก่อโทษ .
               
ศาสนาเหมือนมีด คนที่เอาไว้ใช้ตัดทุกข์ที่คนเรามีติดตัวอยู่ตั้งแต่เกิดจนตายไป จะตัดทุกข์หั่นทุกข์ได้ ก็ต้องรู้จักตัวศาสนา อันไหนใช้เพื่ออะไร อะไรเป็นเบื้องต้น อะไรเป็นส่วนกลาง อะไรเป็นที่สุด เหมือนเราต้องรู้ว่ามีดนั้น ส่วนไหนเป็นด้ามจับ ส่วนไหนเป็นสัน ส่วนไหนเป็นคม
                
จะใช้ศาสนาเป็นเครื่องดับทุกข์ก็ต้องรู้ว่าตนเองมีทุกข์อะไรอยู่ วิธีจะตัดทุกข์ ดับทุกข์ต้องทำอย่างไร? ถ้าเป็นมีดก็ต้องรู้ว่า จะหั่น จะสับ จะเฉือน จะเถือ จะแล่ จะฟัน จะถาก จะเอาออกทีละน้อย จะเอาออกทีละมากๆ หรือจะเอาแบบทีเดียวหมดเลย
               
ก็ต้องมาดูว่า ทุกข์ของตนมันมากไหม เยอะไหม เห็นทุกข์ของตัวเองชัดไหม มันใหญ่หรือมันเล็ก แล้วก็ดูกำลังว่า มีกำลังพอทีจะหั่นจะตัด จะฟันมันได้แค่ไหน เอาแต่พอกำลังของตน แต่ให้อาศัยความพยายามทำให้ต่อเนื่องไม่ย่อหย่อน ต้องเอาจริง ต้องกัดติด มันจึงจะเป็นผล ได้ผลอย่างที่อยากได้

          
การปฏิบัติตนเพื่อให้ทุกข์น้อยลง คลายลง และหมดไป พวกเราฆราวาสต้องเริ่มที่การรักษาศีล 5 เสียก่อน เพราะศีล5เป็นหลักประกันของความเดือดร้อน ทำให้ความเดือดร้อนจากสังคมหรือคนอื่นน้อยลง ไม่ก่อเวรข้ามชาติ ไม่ก่อเรื่องให้คนอื่นเดือดร้อน
          
ถ้าเราไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ทำร้ายรังแกสัตว์ ผลของกรรมที่จะพาไปสู่ชีวิตที่ทุกข์ยาก เช่น ความพิการ ความเจ็บไข้ ความมีอายุสั้น ก็ไม่เกิดขึ้น เราไม่ทำร้ายสัตว์ จิตใจเราก็เป็นจิตใจของผู้ที่มีเมตตา มันจะอ่อนโยน ผ่องใส ลดความอาฆาตพยาบาทลงได้ เมื่อเราไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ทำร้ายสัตว์ได้ เรื่องการฆ่าคนและทำร้ายคนก็เป็นอันพับไป เรื่องที่จะติดคุกติดตารางเพราะการฆ่าผู้อื่นก็จะไม่เกิดขึ้น ความอาฆาตแค้นของญาติผู้อื่นที่เราไปฆ่าเขาก็ไม่มี เวรกรรมที่ติดตัวไปชาติหน้าก็ไม่มี พ้นความเดือดร้อนไปหนึ่งอย่าง อยู่ก็มีความสุข ตายก็ไม่ต้องกลัวนรก
          
ถ้าเราไม่ไปเอาของคนอื่นมาเป็นของเรา ไม่ไปทำให้ใครโกรธเคืองเพราะไปเอาทรัพย์เขามา ความเดือดร้อนที่เกิดจากคนอื่นมาทวงถาม เกิดจากการติดคุกติดตารางเพราะไปทำผิดต่อทรัพย์ผู้อื่นก็ไม่มี เป็นคนที่ผู้อื่นไว้วางใจ ไม่ระแวงสงสัย เพราะเป็นผู้ไม่เอาทรัพย์ผู้อื่น เป็นคนมีเครดิต จะเข้าบ้านใครก็ไม่มีใครรังเกียจ อยู่ก็มีความสุข ตายก็ไม่ต้องกลัวนรก
          
ถ้าเราไม่ไปยุ่งกับลูกกับเมียชาวบ้านหรือผัวชาวบ้าน แม้กับคนที่เขามีผู้ปกครองดูแล โดยเจ้าของเขาไม่ยินดีด้วย เราก็ไม่เดิอดร้อนจากการแย่งชิง ไม่ต้องคอยระวังว่าจะเดือดร้อนจากเจ้าของหรือผู้ปกครองดูแล เป็นคนรักเดียวใจเดียว ผัวเดียวเมียเดียว ครอบครัวตัวเองก็เป็นสุข ครอบครัวคนอื่นก็เป็นสุข มีความรัก มีความสามัคคีกัน โดยไม่ต้องระแวงระวังว่าจะมีการผิดลูกผิดเมียกัน จะทำอะไรก็เข้าตามตรอกออกตามประตู ไม่ทำให้ใครโกรธพยาบาท เพราะไปยุ่งกับคนที่เขาหวง อยู่สบาย อยู่ก็มีความสุข ตายก็ไม่ต้องกลัวนรก
           
ถ้าเราไม่พูดโกหก ไม่พูดยุแยงตะแคงแหย่ ให้ร้ายนินทา ใส่ร้ายป้ายสี พูดหยาบคาย พูดมั่ว บ้าน้ำลาย พูดเรื่องไร้สาระ พูดในเวลาไม่ควรพูด พูดเรื่องไม่ควรพูด ไม่ระวังคำพูดของตัวเอง ชีวิตจะเดือดร้อนมากมาย ไม่มีใครเชื่อถือ มีแต่คนรังเกียจ แม้แต่คนแบบเดียวกันก็ไม่ชอบ เพราะมีปากเป็นภัย ไม่มีใครอยากคบหาสมาคม เป็นบุคคลอันตราย น่ารังเกียจ ในทางตรงกันข้าม หากเป็นคนพูดแต่คำจริง พูดถูกกาละเทศะ พูดแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ มีวาจาสุภาษิตคือพูดแล้วผู้ฟังได้ประโยชน์ถ่ายเดียว ใครๆก็เชื่อถือ นับถือ ความเดือดร้อนที่เกิดจากปากเป็นเหตุก็เป็นอันปิดประตู อยู่ก็มีความสุข ตายก็ไม่ต้องกลัวนรก
          
ถ้าเราไม่ไปข้องเกี่ยวกับสุรายาเมา น้ำขาวน้ำเหลือง ไม่ยุ่งกับสิ่งเสพติด สุขภาพก็ดี เงินก็ไม่เปลือง ไม่ต้องเป็นทาสยา ทาสหมากพลูบุหรี่ยานัตถุ์ยาดม หมากฝรั่งลูกอมเครื่องดื่มชูกำลัง หรืออะไรที่ต้องกินหรือเสพประจำ ทำให้ชีวิตเหมือนเป็นทาสมัน เรียกร้องเรียกหา อยู่ไม่ได้ถ้าไม่ได้มัน บางอย่างกินแล้วเสพแล้วก็ไม่เป็นผู้เป็นคน เสียสติ เสียสตังค์ เสียชีวิต ก่อเรื่องก่อราว สร้างความเดือดร้อนเพราะยับยั้งชั่งใจไม่ได้ เหล้ายาพาไป กว่าจะรู้ก็สายไป งดเว้นสิ่งเหล่านี้เสีย อย่าไปยุ่งกับมัน ชีวิตก็ปลอดภัยจากความชั่วร้ายที่มากับมัน อยู่ก็มีความสุข ตายก็ไม่ต้องกลัวนรก

          
แค่ศีลห้าข้อนี้ ทำให้ได้ รักษาเอาไว้ให้มั่น ความเดือดร้อนก็หายไปเยอะ ความทุกข์ร้อนที่เกิดจากการเบียดเบียนกันก็หายไปเยอะ ความสงบระงับก็เกิดขึ้น ไม่ดิ้นรนสนสาย ความเป็นสมณะก็เกิดขึ้นในใจ เป็นสมณะด้วยหัวใจ ไม่ต้องโกนหัว ไม่ต้องห่มจีวร เป็นผู้ไม่ก่อเวรในระดับหนึ่ง การใช้ชีวิตชาวบ้านแต่บวช(ละเว้น)ใจ เป็นทางหนึ่งที่พระพุทธเจ้าได้สอนเอาไว้ ที่สำคัญ ต้องรักษาให้จริง เอาให้จริง เคร่งครัดไม่ย่อหย่อนตามใจตัวสิ่งที่ชีวิตชาวบ้านต้องปฏิบัติสามข้อ ซึ่งจะทำให้ชีวิตเป็นสุข เป็นหลักประกันทั้งโลกนี้และโลกหน้า คือ
           
การให้ ให้วัตถุสิ่งของ ให้ทรัพย์ ให้อภัย ให้วิชาความรู้ ให้ธรรมมะ ให้โอกาส ให้อะไรก็ได้ที่ผู้รับได้ประโยชน์ และไม่ก่อโทษ ก่อความเดือดร้อน
           
การรักษาศีล อย่างที่ว่ามาข้างบนนั้น
           
การทำจริง ให้จริงๆ รักษาศีลจริงๆ ให้จนเป็นนิสัย ทำให้ศีลเป็นเรื่องปกติของชีวิตประจำวัน ทำให้สำเร็จ ให้เกิดผลดีกับตัวเอง
           
สามข้อนี้ นับเป็นหลักการสำคัญที่ชาวบ้านต้องใช้ในชีวิตทุกๆวัน ความเดือดร้อน ความทุกข์ร้อนก็จะคลายลง หมดลงเรื่อยๆ และอาจพบสิ่งที่เรียกกันว่าพระนิพพานได้ในที่สุด ซึ่งจะกล่าวถึงในตอนต่อไป ถึงการปฏิบัติที่ถูกต้อง(ไม่ผิด) ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญของผู้นับถือศาสนาพุทธ ไม่ใช่แค่พิธีกรรมแบบที่ทำกันอยู่ทุกวันนี้

 จึงมีการกล่าวว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาว่าด้วย

คำสอนและบันทึกเรื่องราวต่างๆ
โดยสภาพคำสอนแล้วไม่บังคับ

แต่ชี้ให้เห็นคุณและโทษ กำหนดกรอบ

มารยาทการประพฤติปฎิบัติตาม

ให้รู้จักชำระกิเลสอันเครื่องเศร้าหมองออกจากใจ

และที่สำคัญไม่สอนให้มีการยึดมั่นถือมั่น
เพื่อจะได้ให้ประโยชน์แก่ชีวิตต่อไป

 

 

ความเชื่อถือ ความเห็น ทฤษฎี

                                      ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี LL.B, M.A

                                                                  ผู้รวบรวมเรียบเรียง

 

แนวความคิดและค่านิยมต่างๆ ที่เรียกว่าทิฏฐิ ทิฏฐินี้เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมทั่วๆ ไปของบุคคล ความเป็นไปในชีวิตของบุคคลและคติของสังคมทั้งหมด เมื่อเชื่อ เมื่อเห็น หรือนิยมอย่างไร ก็คิดการ พูดจาสั่งสอนชักชวนกัน และทำการต่างๆ ไปตามที่เชื่อที่เห็นที่นิยมอย่างนั้น ถ้าเป็นมิจฉาทิฏฐิ การดำริ พูดจาและทำการก็ดำเนินไปในทางผิดเป็นมิจฉาไปด้วย ถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิ การดำริ พูดจาและทำการต่างๆ [1]ก็ดำเนินไปในทางถูกต้องเป็นสัมมาไปด้วย เช่น คนและสังคมที่เห็นว่าความพรั่งพร้อมทางวัตถุมีค่าสูงสุดเป็นจุดหมายที่พึงใฝ่ประสงค์ ก็จะเพียรพยายามแสวงหาวัตถุให้พรั่งพร้อมและถือเอาความพรั่งพร้อมด้วยวัตถุนั้น เป็นมาตรฐานวัดความเจริญรุ่งเรืองเกียรติยศและศักดิ์ศรีเป็นต้น วิถีชีวิตของคนและแนวทางของสังคมนั้นก็จะเป็นไปในรูปแบบหนึ่ง ส่วนคนและสังคมที่ถือความสงบสุขทางจิตใจเป็นที่หมาย ก็จะมีวิถีชีวิตและความเป็นไปอีกแบบหนึ่ง

        พุทธพจน์แสดงความสำคัญของมิจฉาทิฏฐิและสัมมาทิฏฐินั้นมีมากมายเช่น

        “ภิกษุทั้งหลาย เราไม่พิจารณาเห็นธรรมอื่นแม้สักอย่างหนึ่ง ที่เป็นเหตุให้อกุศล

ธรรมทั้งหลายที่ยังไม่เกิด มีเกิดขึ้น อกุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้ว ก็เป็นไปเพื่อ

ความเจริญยิ่งขึ้นไปจนไพบูลย์ เหมือนอย่างมิจฉาทิฎฐินี้เลย…”[2]

        “ภิกษุทั้งหลาย เราไม่พิจารณาเห็นธรรมอื่นแม้สักอย่างหนึ่ง ที่เป็นเหตุให้กุศล

ธรรมทั้งหลายที่ยังไม่เกิดขึ้น ก็เกิดขึ้น กุศลธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้วก็เป็นไปเพื่อ

ความเจริญยิ่งขึ้นไปจนไพบูลย์เหมือนอย่างสัมมาทิฏฐินี้เลย…”[3]

        “ภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลเป็นผู้มีมิจฉาทิฏฐิ กายกรรมที่ยึดถือปฏิบัติพรั่งพร้อม

ตามทิฏฐิก็ดี วจีกรรมที่ยึดถือปฏิบัติพรั่งพร้อมตามทิฏฐิก็ดี เจตนาก็ดี ความปรารถนาก็

ดี ประณิธานก็ดี การปรุงแต่งทั้งหลายก็ดี ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมเป็นไปเพื่อผลที่

ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าชอบใจ เพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ ข้อนั้น

เพราะเหตุไร? ก็เพราะทิฏฐิชั่วร้าย, เปรียบเหมือนเมล็ดสะเดาก็ดี เมล็ดบวบขมก็ดี

เมล็ดน้ำเต้าขมก็ดี ที่เขาเอาลงปลูกไว้ในดินที่ชุ่มชื้น รสดินและรสน้ำที่มันดูดซึมไว้ทั้ง

หมด ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นของขม เป็นของเผ็ด เป็นของไม่อร่อย ข้อนั้นเพราะ

เหตุไร? ก็เพราะพืชไม่ดี…

        “ภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ กายกรรมที่ถือปฏิบัติพรั่งพร้อม

ตามทิฏฐิก็ดี วจีกรรมที่ถือปฏิบัติพรั่งพร้อมตามทิฏฐิก็ดี มโนกรรมที่ถือปฏิบัติพรั่งพร้อมตามทิฏฐิก็ดี เจตนาก็ดี ความปรารถนาก็ดี ประณีธานก็ดี การปรุงแต่งทั้งหลายก็ดี ธรรมทั้งหมดนั้น ย่อมเป็นไปเพื่อผลที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข ข้อนั้นเพราะเหตุไร? ก็เพราะทิฏฐิงาม, เปรียบเหมือนพันธุ์อ้อยก็ดี พันธุ์ข้าวสาลีก็ดี พันธุ์ผลจันทน์ก็ดี ที่เขาเอาลงปลูกไว้ในคืนที่ชุ่มชื้น รสดินและรสน้ำที่มีนดูดซึมเข้าไว้ทั้งหมด ย่อมเป็นไปเพื่อความมีรสหวาน เพื่อความเป็นของอร่อย เพื่อความน่าชื่นใจ ข้อนั้นเพราะเหตุไร?ก็เพราะพืชดีงาม… [4]

        “ภิกษุทั้งหลาย เอกบุคคล เมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อไม่เกื้อกูลแก่

พหูชน เพื่อมิใช่ความสุขแก่พหูชน เพื่อเสื่อมประโยชน์ เพื่อไม่เกื้อกูลแก่พหูชน เพื่อ

ความทุกข์แก่เทวะและมนุษย์ทั้งหลาย เอกบุคคลนั้นคือใคร? ได้แก่ ผู้มีมิจฉาทิฏฐิ

มีทัศนะอันวิปริต, เอกบุคคลผู้มีมิจฉาทิฏฐินั้น ย่อมยังพหูชนให้คลาดจากสัทธรรมให้

ตั้งมั่นในอสัทธรรม…

        “ภิกษุทั้งหลาย เอกบุคคล เมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อเกื้อกูลแก่พหูชน

เพื่อความสุขแก่พหูชน เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูลแก่พหูชน เพื่อความสุขแก่เทวะและ

มนุษย์ทั้งหลาย เอกบุคคลนั้นคือใคร? ได้แก่ ผู้มีสัมมาทิฏฐิ มีทัศนะไม่วิปริต,

เอกบุคคลผู้มีสัมมาทิฏฐิ ย่อมยังพหูชนให้ออกพ้นจากอสัทธรรม ให้ตั้งมั่นใน

สัทธรรม…”

        “ภิกษุทั้งหลาย เราไม่พิจารณาเห็นธรรมอื่นแม้สักอย่างหนึ่ง ซึ่งมีโทษมาก

เหมือนมิจฉาทิฏฐินี้เลย, ภิกษุทั้งหลายสิ่งที่เป็นโทษทั้งหลายมีมิจฉาทิฏฐิเป็นอย่างยิ่ง” [5]

        “ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นเจ้าใหญ่ สำเร็จด้วยใจ, ถ้าบุคคลมีจิตใจ

เสียหายแล้ว จะพูดก็ตาม จะทำก็ตาม ความทุกข์ย่อมติดตามเขาไป เหมือนล้อหมุน

ตามโคที่ลากเกวียนถ้าบุคคลมีจิตใจผ่องใสแล้ว จะพูดก็ตาม จะทำก็ตาม ความสุข

ย่อมติดตามมา เหมือนดังเงาที่ติดตามตัว”[6]

 

 

 

ความรู้เรื่อง "เปรต" จากพระไตรปิฎก

                                      ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี LL.B, M.A

                                                                  ผู้รวบรวมเรียบเรียง


           
เปรตคือสัตว์ชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องอาศัยมารดาบิดา (โอปปาติกะ) ท่านว่าเปรตเกิดจากคนเราในสมัยที่เป็นมนุษย์ ชอบประกอบอกุศลกรรมเป็นอาจิณ หลังจากที่ได้ตายไปแล้ว และไปอุบัติเป็น สัตว์นรกเสวยทุกข์เวทนาเป็นเวลานานแสนนาน พอหมดอายุขัยจากนรกแล้ว ด้วยเศษอกุศลกรรมที่ยังเหลืออยู่ก็จะส่งผลให้ไปอุบัติเป็นชีวิตใหม่อีกรูปแบบหนึ่งเพื่อ เสวยทุกขเวทนาบนโลกมนุษย์ มีชื่อเรียกว่า "เปรตวิสัย"
           
ในพระไตรปิฎกกล่าวว่าเปรตเหล่านี้มีรูปร่างและลักษณะการเสวยทุกข์เวทนาจะแตกต่างกันไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ กรรม (การกระทำ) ของแต่ละบุคคล เช่น เปรตบางตนเมื่อครั้งเป็นมนุษย์เคยประกอบอาชีพฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นอาจิณ หลังจากหมดอายุขัยในนรกแล้วก็ไปอุบัติเป็นเปรตที่มีรูปร่างเป็นก้อนเนื้อให้นกกาจิกแทะกลางอากาศ เปรตบางตนมีรูปร่างสวยงามแต่กลิ่นปากเน่าเหม็นคละคลุ้ง เพราะในสมัยมีชีวิตอยู่แม้จะประกอบกุศลกรรมบ้าง (ทำให้ร่างกายสวยงาม) แต่ปากคอระรานชอบด่าว่าผู้ทรงศีล เลยเกิดมาเป็นเปรตรูปร่างสวยงามแต่ปากเหม็น เป็นต้น สรุปคือ รูปร่างของเปรตแต่ละตัวล้วนแตกต่างกันไปตามอำนาจปรุงแต่งของกรรมที่ตนทำไว้นั่นเอง หาใช่มีแต่เปรตตัวสูงเท่าต้นตาล ปากเท่ารูเข็ม อย่างที่คนทั่วไปเข้าใจเท่านั้นไม่
           
ในพระไตรปิฎกมีเรื่องราวของเหล่าสาวกทั้งบรรพชิตและฆราวาสมากมายที่ได้พบเห็นเปรตและมีโอกาสได้สนทนาด้วย ในการสนทนาส่วนใหญ่เปรตก็มักจะเล่าถึงเหตุผลของการที่ตนเองต้องมาเกิดเป็นเปรตรับทุกข์ทรมาน และมีสภาพที่น่าสมเพชเวทนาเช่นนี้ ว่าเกิดจากในสมัยที่ตนเป็นมนุษย์ได้กระทำกรรมชั่วอะไรไว้บ้าง และในตอนท้ายของการสนทนา เปรตก็มักจะขอร้องให้มนุษย์ที่ตนสนทนาด้วยให้ช่วยทำบุญให้ทาน อุทิศส่วนกุศลไปให้เปรตบ้าง เมื่อเปรตเหล่านี้ได้รับการอุทิศส่วนกุศลจากมนุษย์แล้ว ชีวิตของตนก็พ้นจากความทุกข์เวทนาจากเศษกรรมที่ยังเหลืออยู่ มีความปีติยินดี ไปอุบัติเป็นสัตว์โอปปาติกะขนิดใหม่ที่ดีขึ้นเช่น เทวดา เป็นต้น
           
ในสมัยพุทธกาล พระพุทธองค์เองก็ทรงไม่สนับสนุนให้ชาวพุทธไปเที่ยววุ่นวายกับเรื่อง"เปรต" ให้เสียเวลา เพราะเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องของประสบการณ์เฉพาะตน ที่ไม่สามารถจะนำไปยืนยันหรือพิสูจน์ให้ทุก ๆ คนได้เห็นตามได้ อีกทั้งการที่ไปวุ่นวายเรื่องเหล่านี้ยังเป็นการเสียเวลาไม่เอื้อต่อการปฏิบัติธรรมให้พ้นทุกข์อีกด้วย ยกตัวอย่าง กรณีท่านพระมหาโมคคัลลานะที่เล่าให้เพื่อนภิกษุฟังว่าตนมองเห็นเปรตที่เขาคิชฌกูฏ เพียงเท่านั้นเอง บรรดาเพื่อนพระภิกษุหลายรูปที่ไม่สามารถเห็นตามได้ ต่างก็เพ่งโทษพระมหาโมคคัลลานะว่ากล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม (อวดคุณวิเศษว่าตนมีตาวิเศษสามารถมองเห็นเปรตได้อะไรทำนองนี้ ) จนพระพุทธองค์ต้องมาช่วยตรัสรับรองความบริสุทธิ์ใจของพระมหาโมคคัลลานะว่า สิ่งที่พระมหาโมคคัลลานะท่านได้เล่าให้ฟังนั้น เป็นสิ่งที่ท่านได้เห็นมากับตาจริง ๆ ท่านไม่มีเจตนาที่จะอวดฤทธิ์แต่อย่างใด จึงไม่ต้องอาบัติ
           
แม้พระพุทธองค์เองก็ตรัสว่า ท่านก็เคยได้เห็นเปรตเช่นเดียวกัน แต่การที่ท่านไม่ได้เล่าให้ใครฟัง ก็เพราะว่าการกระทำเช่นนั้นจะก่อให้เกิดความแคลงใจสงสัยสำหรับผู้ที่ไม่มีความเชื่อ อันจะก่อให้เกิดผลเสีย คือ ทำให้เขาไม่ศรัทธาในสาระสำคัญในพุทธศาสนาอีกต่อไป ผู้นั้นจะเสียประโยชน์หมดโอกาสไปเปล่า ๆ ดังจะขอยกพระพุทธดำรัสดังกล่าวมาอ้างดังต่อไปนี้

... ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อกาลก่อนเราก็ได้เห็นสัตว์ (เปรต) นั้น แต่เราไม่ได้พยากรณ์ (นำมาบอกเล่า หรือ พูดคุย )
ถ้าเราพยากรณ์สัตว์นั้น และคนอื่นไม่เชื่อเรา ข้อนั้นก็จะพึงเป็นไปเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูลเพื่อทุกข์ แก่เขาเหล่านั้น
สิ้นกาลนาน....

( วินัย เล่ม ๑ ข้อ ๒๙๕ หน้า ๔๒๗ บรรทัดที่ ๒๒-๒๔)


           
สรุปแล้ว เรื่อง "เปรต" ควรเป็นเรื่องที่พอรู้ไว้ให้เป็นความรู้รอบตัว โดยที่ไม่จำเป็นที่จะต้องไปเที่ยวตามพิสูจน์หาความจริงแต่อย่างใด (เพราะอาจจะทำให้ถูกหลอกลวงจากผู้ที่ไม่ปรารถนาดี ) ควรสนใจเฉพาะคำสอนที่เป็นสาระในพุทธศาสนาจะเป็นการปลอดภัยที่สุด
           
สำหรับผู้ที่มีความเชื่อเรื่องนี้ ก็ให้ยึดหลักการที่ท่านแนะนำไว้ให้แม่น ๆ ว่า หน้าที่ของชาวพุทธคือศึกษาพัฒนาตนเอง ส่วนเรื่อง เปรต หรือ ผีสางนางไม้นั้น เป็นเรื่องที่ไม่ควรเสียเวลาไปเที่ยวพิสูจน์ ดังที่กล่าวมาข้างต้น เพราะถึงแม้ท่านจะสามารถพิสูจน์เห็น"เปรต"มาได้ด้วยตนเองแล้ว (ด้วยการฝึกฝนจิตตนเองหรือด้วยเหตุปัจจัยอันใดก็แล้วแต่) แต่คนสมัยใหม่ที่เขาเชื่อเรื่องของเหตุผล เขาก็จะด่วนสรุปทันทีว่าท่านเป็นคนงมงาย แม้ว่าท่านจะนั่งยันนอนยันว่าเห็นมากับตาสักเท่าไรก็ตามที
           
แม้พระพุทธองค์ท่านยังรู้ขอบเขต ไม่เน้นสอนเรื่องเหล่านี้ คงเพียงแค่กล่าวผ่าน ๆ รับรองว่าสิ่งเหล่านี้มีจริงเท่านั้น เพราะถ้าหากขืนไปเน้นพูดถึงเรื่องนี้มาก ๆ ผู้คนก็จะพาหลงทิศหลงทางจากหลักธรรมได้ง่ายๆ (เพราะมัวแต่ไปตระเวนตามล่าเปรตสุดขอบฟ้า) ส่วนคนที่ไม่เชื่อก็จะคิดดูหมิ่นดูแคลนพุทธศาสนา กล่าวหาว่าสอนแต่เรื่องงมงายไปเลย จะเห็นได้ว่าสิ่งเหล่านี้ถ้าไปยุ่งกับมันมาก ๆ จะก่อให้เกิดผลเสียต่อพระพุทธศาสนาในระยะยาว (พุทธศาสนาในสมัยกรุงศรีอยุธยาที่เสื่อมขนาดหนัก ก็เพราะเน้นสอน เรื่องอิทธิปาฎิหาริย์ ผีสางเทวดา นั่นเอง ท่านสามารถศึกษาบรรยากาศของพุทธศาสนาในสมัยนั้นได้ จากวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน )
           
สมมุติว่าวันดีคืนดีท่านเกิดไปเดินเจอเปรตตัวจริงที่ไหนเข้า ท่านก็รู้หลักการจากพระไตรปิฎกแล้วว่าควรปฏิบัติอย่างไร นั่นคือการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่เปรต ให้ท่านถือว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้ช่วยเหลือเพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย
           
อันที่จริงไม่ใช่เพียงแต่ เปรต อย่างเดียวเท่านั้นที่ต้องการบุญกุศลจากมนุษย์ แม้เทวดาทั้งหลายก็ยังต้องการบุญกุศลจากมนุษย์เช่นเดียวกัน เพราะสัตว์เหล่านี้หมดโอกาสที่จะได้ทำบุญกุศลแล้ว มนุษย์คือสัตว์ชนิดเดียวที่มีโอกาสประกอบคุณงามความดีได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด มนุษย์จึงไม่ควรสยบยอมอยู่ใต้อำนาจผีสางเทวดา เที่ยวไปหมอบคลานกราบไหว้ผีสางเทวดา เพื่อขอพึ่งพาอาศัย ให้เป็นที่น่าอนาถใจ
           
มนุษย์ควรมีศักดิ์ศรีของตนเอง ควรพัฒนาตนเองให้ประเสริฐ ให้ผีสางเทวดามากราบไหว้ ทำตัวให้เป็นที่พึ่งของเจ้าพ่อเจ้าแม่ยังจะดีเสียกว่าไปพึ่งพาสิ่งเหล่านี้  

 

 

 

 

ความหมายของภิกษุ

 

บทว่า กตเม จตฺตาโร (๔ อย่าง คืออะไร) เป็น กเถตุกมฺมยตาปุจฺฉา ( คำถามเพื่อจะตอบเอง).

บทว่า อิธ ได้แก่ อิมสฺมึ โยก สาสเน แปลว่า ในศาสนานี้.

คำว่า ภิกฺขเว นี้เป็นคำเรียกบุคคลผู้จะรับธรรมะ. คำว่า ภิกฺขุ เป็นคำแสดงถึงบุคคล ผู้จะยังข้อปฏิบัติให้ถึงพร้อม อีกอย่างหนึ่ง เทวดา และมนุษย์แม้เหล่าอื่น ก็ยังข้อปฏิบัติให้ถึงพร้อมได้เหมือนกัน.

แต่พระองค์ตรัสเรียกว่า ภิกษุ เพราะเป็นผู้ประเสริฐ และเพราะทรง แสดงถึงภิกขุภาวะด้วยข้อ

ปฏิบัติ.เพราะว่า เมื่อภิกษุทั้งหลาย ปฏิบัติตามอนุศาสนี ของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ภิกษุทั้งหลายก็จะเป็นผู้ประเสริฐที่สุด เพราะเป็น(เสมือน) ภาชนะ (รองรับ) อนุศาสนีทุกประการ. เพราะฉะนั้นพระองค์จึงตรัสว่า ภิกษุ เพราะเป็นผู้ประเสริฐที่สุด.ก็ทรงระบุถึงภิกษุนั้นแล้ว เทวดาและมนุษย์ที่เหลือก็เป็นอันทรง ระบุถึงด้วยเหมือนกัน เหมือนบริษัทที่เหลือถูกระบุถึงด้วยราชศัพท์ในกิจทั้งหลายมีการเสด็จพระราชดำเนินเป็นต้น.และผู้ใดปฏิบัติข้อปฏิบัตินี้ ผู้นั้น ก็ชื่อว่า ภิกษุ เพราะฉะนั้น

พระองค์จึงตรัสว่า ภิกษุ เพราะทรงแสดงถึงภิกขุภาวะ. ด้วยข้อปฏิบัติบ้าง. ผู้ปฏิบัติจะเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตาม เข้าถึงการนับว่าเป็นภิกษุทั้งนั้น. สมดังที่ตรัสไว้ว่า

ถึงผู้ที่ประดับประดาแล้ว หากประพฤติธรรมสม่ำเสมอ สงบแล้ว ฝึกแล้ว มีคติที่แน่นอน ประพฤติ

พรหมจรรย์ เขาเว้นอาชญาในสัตว์ทั้งมวลเสียแล้ว ย่อม ชื่อว่าเป็นพราหมณ์ เป็นสมณะ เป็นภิกษุ.

*    มูลปริยายวรรค - ๑๐. สติปัฏฐานสูตร "

หมวดหมู่: อรรถกถาพระสุตตันตปิฎก

 

 

ความหมายของเอกายนะ

 

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอกายโน แปลว่า ทางเอก.

เพราะว่าทางมีชื่อมากอย่าง คือ มรรคา, ปันถะ, ปถะ, ปัชชะ, อัญชสะ, วฏุมะ, อายตนะ, นาวา,

อุตตรเสตู, กุลละ, ภิสิ, และสังกมะ.

ในสติปัฏฐานสูตรนี้ พระองค์ตรัสทางนี้นั้นไว้โดยชื่อว่า อยนะ.

เพราะฉะนั้น ในคำว่า เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค (ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางเอก ) นี้ควรเข้าใจความหมายอย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางสายเดียว ไม่ใช่เป็นทาง ๒ สาย.

อีกอย่างหนึ่ง ทางชื่อว่า เอกายนะ เพราะคนคนเดียวเท่านั้น พึงไป. คำว่า คนเดียว คือควรละการ

คลุกคลีด้วยหมู่ ปลีกตัวออก เงียบสงัด ดำเนินไป คือปฏิบัติ (คนเดียว) หรือชื่อว่าอยนะ เพราะ

เพราะเป็นเหตุดำเนินไป คือไปจากสงสาร ถึงพระนิพพาน.

ทางดำเนินของผู้เป็นเอก ชื่อว่า เอกายนะ คำว่า ผู้เป็นเอก ได้แก่ ผู้ประเสริฐที่สุด. และผู้ประเสริฐ

ที่สุดกว่าสรรพสัตว์ คือ พระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะฉะนั้น จึงมีอธิบายว่า ได้แก่ ( ทางดำเนิน ) ของพระผู้มีพระภาคเจ้า.อันที่จริง ถึงคนอื่นก็ดำเนินไปตามทางนั้นได้ แต่ถึงอย่างนั้น

ทางนั้นก็ชื่อว่าเป็นทางเสด็จดำเนินของพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะพระองค์ทรงสร้างขึ้น. ดังที่ท่านได้กล่าวไว้ว่า ดูก่อนพราหมณ์ ความจริงพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงยังทางที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้นแล้ว ดังนี้

เป็นต้น.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อยนะ เพราะไป คือดำเนินไป อธิบายว่า เป็นไป. มีอธิบายว่า ไปในที่เดียวกัน

คือเป็นไปในธรรมวินัย (ศาสนา)นี้เท่านั้น ไม่ใช่ไปที่อื่น. ดังที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนสุภัททะ อริยมรรคมีองค์ ๘ หาได้ในพระธรรมวินัย ( ศาสนา ) นี้เอง. ความจริง เนื้อความทั้ง ๒ นี้ ต่างกันเพียงเทศนา (โวหาร) เท่านั้น แต่ก็มีเนื้อความเป็นอันเดียวกัน.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า เอกายนะ เพราะไปสู่จุดหมายเดียวกัน มี อธิบายว่า ในตอนต้นถึงแม้จะเป็นไป

โดยนัยแห่งภาวนาที่เป็นหลักแตกต่างกัน แต่ตอนหลัง ก็จะไปถึงนิพพานแห่งเดียวกันนั้นแหละ. ดังที่

ท้าวสหัมบดีพรหมได้กล่าวไว้ว่า :-พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงเห็นที่สุดแห่งการสิ้นความ เกิด ทรงอนุเคราะห์เกื้อกูล (ทรงมีพระมหากรุณา-ธิคุณ) ทรงทราบทางไปสู่ที่แห่งเดียว (พระนิพพาน) ด้วยทางสายนี้ที่คนทั้งหลายได้เคยข้ามโอฆะห้วงน้ำ มาแล้ว กำลังข้ามอยู่ และจักข้ามต่อไป.แต่อาจารย์บางเหล่ากล่าวว่า ชื่อว่า เอกายนะ เพราะไปถึงนิพพาน ครั้งเดียว ตามนัยแห่งความว่า ไม่ไปถึงฝั่ง (คือพระนิพพาน) ถึง ๒

ครั้ง. คำนั้น ไม่ถูก. เพราะว่า อรรถะ (ความหมาย) อย่างนี้ พยัญชนะ ควรจะเป็นอย่างนี้ว่า สกึ อยโน (ไม่ใช่เอกายโน). แต่ถ้าจะกล่าวประกอบความอย่างนี้ว่า ทางนั้นมีทางไปอย่างเดียว คือมีคติ ได้แก่มีความเป็นไปอย่างเดียว ดังนี้ พยัญชนะก็ใช้ได้. แต่อรรถใช้ไม่ได้ทั้ง ๒อย่าง.

เพราะเหตุไร  ?

เพราะในที่นี้ทรงประสงค์เอามรรคที่เป็นบุพพภาค อธิบายว่า ในที่นี้พระองค์ทรงประสงค์เอามรรค

เป็นที่ตั้งสติ (สติ-ปัฏฐาน) อันเป็นส่วนเบื้องต้น เป็นไปในอารมณ์ทั้ง ๔ มีกายเป็นต้น.ไม่ใช่มรรคที่เป็นโลกุตตระ. และมรรคที่เป็นส่วนเบื้องต้นนั้นก็ไปได้ไม่ใช่ครั้งเดียวด้วย ทั่งมีการไปไม่ใช่อย่างเดียว.ศิษย์กับอาจารย์สนทนากัน

อนึ่ง แม้เมื่อก่อน ในบทนี้ พระมหาเถระทั้งหลาย ก็ได้มีการสนทนากันมาแล้วเหมือนกัน. (คือ) พระ

ตรีปิฎกจุลลนาคเถระ ได้กล่าวไว้ว่า เป็นทางสติปัฏฐานที่เป็นบุพพภาค. แต่อาจารย์ของท่าน คือ

พระตรีปิฎกจุลลสุมนเถระ ได้กล่าวไว้ว่า เป็นทางปนกันไป (ทั้งโลกิยะและโลกุตตระ).เป็นทางเบื้องต้น ครับ ใต้เท้า ท่านตรีปิฎกจุลลนาคเถระกล่าว เป็นทางปนกันไป คุณ ท่านตรีปิฎกจุลลสุมนเถระค้านเมื่ออาจารย์กล่าวย้ำแล้วย้ำอีก ศิษย์ก็นิ่งไม่คัดค้าน. (ทั้ง ๒ ท่าน) ก็ลุกขึ้นโดยไม่วินิจฉัย (ชี้ขาด) ปัญหาเลย. ภายหลังพระเถระผู้เป็นอาจารย์ไปที่ห้องอาบน้ำ คิดว่า เราพูดว่า เป็นทางปนกันไป แต่คุณจุลลนาคอ้างเอาว่า เป็นทางเบื้องต้น ในปัญหานี้ จะมีวินิจฉัยกันอย่างไรนะ จึงร่ายพระสูตรตั้งแต่ต้น ไป กำหนด (ยุติ) ลงตรงนี้ว่า โย หิ

โกจิ ภิกฺขเว อิเม จตฺตาโร สติปฏฺฐาเน เอวํ ภาเวยฺย สตฺต รสฺสานิ

(ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดผู้หนึ่งก็ตาม เจริญสติปัฏฐานทั้ง ๔ เหล่านี้อย่างนี้ ตลอด ๗ ปี ) ดังนี้ ท่านก็รู้ว่า ธรรมดาโลกุตตรมรรค ครั้นเกิดขึ้นแล้ว จะหยุดชะงักอยู่ตลอด ๗ ปี ไม่มี มรรคที่ปนกันไปที่เรา

กล่าวแล้วนั้นมีไม่ได้ ส่วนมรรคที่เป็นบุพพภาค ที่คุณจุลลนาคแสดงแล้วมีได้ จึงได้ไป ณ ที่ที่สำหรับประกาศในวันธัมมัสสวนะ ๘ ค่ำได้ทราบว่า พระเถระในปางก่อนชอบฟังธรรม. พอได้ยินเสียง เท่านั้น ก็คิดว่า เรา (จะฟัง) ก่อน เรา ( จะฟัง) ก่อนแล้ว ลงฟังกันอย่างพร้อมพรั่งทีเดียว. และวันนั้นก็เป็นวาระของท่านจุลลนาคเถระเมื่อท่านนั่งบนธรรมาสน์ จับพัดแล้วกล่าวอารัมภบท (บุพพกถา)พระเถระที่ยืนอยู่หลังอาสนะได้มีความคิดว่า เราจะนั่งในที่ลับ ไม่พูด(อะไร). เพราะว่า พระเถระในปางก่อน เป็นนักฟัง. จะไม่เที่ยวยกความพอใจของตนขึ้นเป็นใหญ่อย่างเดียว เหมือนคนแบกมัดอ้อยไว้ฉะนั้น ถือเหตุผลอย่างเดียว. สลัดสิ่งที่ไม่มีเหตุผลทิ้ง. เพราะฉะนั้น พระเถระจึงพูดว่า คุณ จุลลนาค.

ท่าน (จุลลนาค ) สงสัยว่า ดูเหมือนเสียงท่านอาจารย์ได้หยุด แสดงธรรมแล้ว เรียนว่าอะไรครับใต้

เท้า  ?

คุณจุลลนาค มรรคปนกันไปที่ฉันว่านั้น ไม่มี แต่มรรคคือสติปัฏฐานที่เป็นบุพพภาค ที่คุณว่านั้น มี พระเถระพูดตอบ.

พระเถระ (จุลลนาค) คิดว่า อาจารย์ของเรา เรียนปริยัติทั่วถึง ทรงจำไตรปิฎกไว้ได้เป็นสุตพุทธ

ปัญหานี้ ยังมัวสำหรับพระภิกษุถึงขนาดนี้ (ชั้นอาจารย์) พระภิกษุที่เป็นรุ่นน้องในอนาคตจักพิศวงปัญหานี้

(แน่นอน) เราจักเอาพระสูตรมาแก้ปัญหานี้ไม่ให้ดิ้นได้. จากคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค บุพพภาคสติปัฏฐานมรรค ท่านเรียกว่า เอกายนมรรค. พระเถระได้นำเอาพระสูตรมาตั้งว่า

บรรดาทางทั้งหลาย ทางมีองค์ ๘ ประเสริฐที่สุด บรรดาสัจจะทั้งหลาย บท ( สัจจะ) ทั้ง ๔

ประเสริฐที่สุด บรรดาธรรมทั้งหลาย วิราคธรรม ประเสริฐที่สุด และบรรดาสัตว์ ๒ เท้าทั้งหลาย

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงมีปัญญาจักษุ ประเสริฐที่สุด ทางสายนี้เท่านั้นไม่มีทางสายอื่นที่เป็นไป

เพื่อความบริสุทธิ์แห่งทัสสนะ. เธอทั้งหลาย จงเดินทางสายนั้นเถิด ที่ให้มารและเสนามารหลง.

เพราะว่าเธอทั้งหลายเดินทางสายนั้นแล้ว จักทำที่สุแห่งทุกข์ได้.

อธิบายมรรค ทางชื่อว่า มรรค เพราะหมายความว่า อย่างไร ? เพราะหมายความว่า เป็นเหตุให้ถึง

พระนิพพาน และเพราะหมาย ความว่า ผู้มีความต้องการพระนิพพานจะต้องดำเนินไป.

*    มูลปริยายวรรค - ๑๐. สติปัฏฐานสูตร "

หมวดหมู่: อรรถกถาพระสุตตันตปิฎก

 

 

 

ความหมายของนิพพาน

                             ปทมจฺจุตมจฺจนฺตํ                   อสงฺขตมนุตฺตรํ

                     นิพฺพานมิติ  ภาสนฺติ          วานมุตฺตา  มเหสโยฯ 

          พระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่  คือ  ศีลขันธ์  สมาธิขันธ์  ปัญญาขันธ์  ผู้พ้นแล้วจากตัณหาเครื่องร้อยรัด  ย่อมกล่าวสภาวะธรรมที่เข้าถึงได้  มีอยู่โดยเฉพาะ  ไม่เกี่ยวด้วยสังขตธรรม  ไม่มีความตาย  และก้าวล่วงไปจากขันธ์    เสียได้  ไม่ถูกปรุงแต่งด้วยปัจจัย    อย่างใดอย่างหนึ่ง  เป็นธรรมที่ประเสริฐสุดนั้นว่า  “นิพพาน”

          อธิบายในคาถานี้ว่า  พระอนุรุทธาจารย์  พรรณาคุณของพระนิพพานและแสดงให้รู้ว่านิพพานนั้น  คืออะไร

          การพรรณาคุณของพระนิพพานในคาถานี้ มีอยู่    บท  คือ  ปทํ, อจฺจุตํ, อจฺจนฺตํ, อสงฺขตํ,  อนุตฺตรํ  รวมเป็น  ๕ บทเหล่านี้เป็นสภาพของพระนิพพาน  ฉะนั้น  ธรรมใดมีสภาพ    อย่างดังกล่าวแล้วนี้  ธรรมนั้นแหละชื่อว่า  “นิพพาน”  ตามคำกล่าวของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

          คำว่า  ปทํ  แปลว่า  ส่วนหนึ่ง  หมายความว่า  สภาวะธรรมชนิดหนึ่งที่เข้าถึงได้  มีอยู่โดยเฉพาะ     ไม่เกี่ยวกับสังขตธรรม  ได้แก่  พระนิพพาน    

          คำว่า อจฺจุตํ แปลว่าธรรมที่ไม่ตาย หมายความว่า ไม่มีเกิด ไม่มีตาย เพราะความตายจะมีได้ก็ต้องมีการเกิด เมื่อไม่มีการเกิดแล้วความตายก็มีไม่ได้ ได้แก่ พระนิพพาน

คำว่า  อจฺจนฺตํ  แปลว่า  ธรรมที่ก้าวล่วงขันธ์    ที่เป็นอดีตและอนาคต  ได้แก่     พระนิพพาน  หมายความว่าพระนิพพานนั้น ก้าวล่วงขันธ์ ๕ ที่ดับไปแล้ว  คือ  ปุพพันตขันธ์  และก้าวล่วงขันธ์    ที่จะเกิดข้างหน้า  คือ  อปรันตขันธ์  แม้ว่าไม่แสดงการก้าวล่วงขันธ์    ที่เป็นปัจจุบันก็จริง  แต่เมื่อได้แสดงการก้าวล่วงจากขันธ์    ที่เป็นอดีตและอนาคตแล้ว  การแสดงการก้าวล่วงจากขันธ์    ที่เป็นปัจจุบันก็สำเร็จไปด้วย  เพราะถ้าขันธ์    ที่เกิดไปแล้ว  และที่จะเกิดต่อไปข้างหน้าไม่มีแล้ว  ขันธ์    ที่กำลังเกิดก็มีไม่ได้  อุปมาเหมือนมีคนพูดว่า  เราไม่เคยเห็นเลือดที่ในตัวปู  และต่อไปข้างหน้าก็จะแลไม่เห็นเช่นเดียวกัน  การพูดเช่นนี้ก็หมายความว่า  ในปัจจุบันนี้เขาไม่แลเห็นนั้นเอง

          ขันธ์    ที่เป็นปัจจุบันนี้แหละ  เป็นอดีตของขันธ์    ที่ล่วงไปแล้ว  และจะเป็นอนาคตของขันธ์    ที่จะเกิดต่อไปข้างหน้าอีก  ฉะนั้น จึงไม่จำเป็นต้องแสดงการก้าวล่วงจากปัจจุบันขันธ์โดยเฉพาะ  และเป็นที่รู้ได้ว่าพระนิพพานนี้  เป็นธรรมที่พ้นจากกาลทั้ง    เรียกว่า  กาลวิมุตติ  และเป็นธรรมที่พ้นจากขันธ์    เรียกว่า  ขันธวิมุตติ

          คำว่า  อสงฺขตํ  แปลว่า  ธรรมที่ไม่ได้ถูกปรุงแต่งด้วยปัจจัย    อย่างใดอย่างหนึ่ง  ได้แก่พระนิพพาน  หมายความว่า  พระนิพพานนี้เป็นธรรมที่ไม่ใช่จิต  เจตสิก  รูป  เพราะธรรมดา  จิต  เจตสิก  รูปเหล่านี้  เกิดขึ้นได้ก็โดยมีปัจจัย    คือ  กรรม  จิต  อุตุ  อาหาร  อย่างใดอย่างหนึ่ง  หรือ  --  เป็นผู้แต่ง  เรียกว่า     สังขตธรรม 

เมื่อพูดโดยสามัญแล้วคำว่า  อสังขตธรรม  ก็ได้แก่  บัญญัติด้วยเหมือนกัน  แต่สำหรับในที่นี้แสดงแต่เฉพาะปรมัตถ์  ซึ่งเป็นธรรมที่มีจริง ๆ  ฉะนั้น  อสังขตธรรมในที่นี้จึงหมายเอาพระนิพพานเท่านั้น

          คำว่า  อนุตฺตรํ  แปลว่า  เป็นธรรมที่ประเสริฐ  ได้แก่  พระนิพพาน  หมายความว่า  ธรรมอื่น  ๆ ที่ประเสริฐกว่าพระนิพพานนั้นไม่มีเลย

          เมื่อว่าโดยส่วนรวมแล้ว  อนุตฺตรธรรม  ก็ได้แก่  โลกุตตรจิตและเจตสิก  ๓๖  ดวง  แต่สำหรับในที่นี้หมายเอาพระนิพพานอย่างเดียว  ก็เพราะคาถาที่กล่าวไว้ข้างต้นนั้น  แสดงถึงเรื่องพระนิพพาน อย่างเดียว แสดงวจนัตถะ  และอธิบายในคำว่า  นิพพาน

          คำว่า  นิพพาน  เมื่อแยกออกแล้วมี    บท  นิ+วาน.  นิ  แปลว่า  พ้น,  วาน  แปลว่า  ธรรมที่เป็นเครื่องเกี่ยวโยง  หมายถึง  พ้นจากตัณหา  ดังมีพระวจนัตถะแสดงว่า

          วินติ  สํสิพพตีติ  วานํ  ธรรมชาติใด  ย่อมเป็นผู้เกี่ยวไว้  ฉะนั้น  ธรรมชาตินั้นชื่อว่า  วาน  ได้แก่      ตณฺหา  วานโต  นิกฺขนฺตนฺติ  นิพฺพานํ   ธรรมชาติย่อมพ้นจากเครื่องเกี่ยวโยง  คือ  ตัณหา  ฉะนั้น  ธรรมชาตินั้น  ชื่อว่า  นิพพาน

          ธรรมดาสัตว์ทั้งหลายที่เกิดอยู่ในโลกนี้  ความเกิด  และความตาย  ในคนหนึ่ง    ที่ผ่านมาแล้วนั้นมากมายจนไม่สามารถจะคำนวณได้ว่า  เคยเกิดตายมาแล้วเท่าไร  และต่อไปข้างหน้าความเกิดความตายก็จะมีต่อไปเรื่อย    กำหนดไม่ได้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไร   ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะอาศัยตัณหา  คือ  ความพอใจ  ติดใจ  ต้องการในอารมณ์ต่าง  ๆ นั้นเอง  เป็นผู้เกี่ยวกับสัตว์ไว้ไม่ให้หลุดพ้นจากความเกิดและความตายไปได้          เหมือนหนึ่งช่างเย็บผ้าที่เอาผ้าหลาย    ชิ้น  มาเย็บให้ติดกันฉันใด  ตัณหาก็เปรียบได้กับช่างเย็บผ้า  คือเกี่ยวกับสัตว์ในภพเก่าให้ติดต่อกันกับภพใหม่เรื่อย    ไป  ด้วยเหตุนี้แหละตัณหาจึงได้ชื่อว่า  วาน

          สำหรับพระนิพพานนั้นเป็นธรรมชาติที่พ้นจากตัณหาแล้ว  ฉะนั้น  จึงชื่อว่า  นิ+วาน  คำว่า  วาน  เป็นชื่อของธรรมที่ไม่ดี  แต่เมื่อมีคำว่า  นิ  ประกอบอยู่ข้างหน้าแล้วก็กลายเป็นชื่อของธรรมที่ดีสุดไป  เช่นเดียวกับผู้ที่ได้ชื่อว่า  “  พระขีณาสพ "   คำว่า  ขีณาสพ  นี้เมื่อแยกออกแล้วได้    บท  คือ  ขีณ+อาสว,  ขีณ  -หมด  อาสว  -  ธรรมที่ไหลไปได้ใน  ๓๑  ภูมิ  ได้แก่  โลภะ  ทิฏฐิ  โมหะ  ชื่ออาสวะเป็นชื่อที่ไม่ดี  แต่เมื่อเอาคำว่า  ขีณะ  เติมลงข้างหน้า  กลายเป็นสิ่งที่ดีไป  ว่าโดย  บุคคล  ได้แก่ พระอรหันต์ทั้งหลายมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  เป็นต้น

          แสดงประเภทของนิพพาน

          นิพพาน  มี    คือ  สันติลักขณะ

          พระนิพพาน  เมื่อโดยสภาวลักขณะแล้วมีอย่างเดียว  คือ  สันติลักขณะ  หมายถึง  สงบจากกิเลสและขันธ์    ทั้งหลายที่กล่าวว่า  พระนิพพานว่าโดยสภาวลักขณะของตนแล้ว  มีอยู่อย่างเดียวนั้น  ไม่เหมือนกับวัตถุสิ่งของที่มีสิ่งเดียว  แต่มีเจ้าของหลาย    คน  ฉะนั้น  จะใช้สิ่งของนั้นพร้อม    กันไม่ได้        จำเป็นต้องผลัดกันใช้ทีละคน  ส่วนพระนิพพานหาเป็นเช่นนั้นไม่  พระอรหันต์ทั้งหลาย  เมื่อปรินิพพานแล้วย่อมได้เข้าถึงสันติสุขด้วยกันทั้งสิ้น  แสดงให้เห็นว่า “นิพพาน" คือ  สภาพสันติสุข

          นิพพาน  มี    คือ

          .  สอุปาทิเสสนิพพาน      

.  อนุปาทิเสสนิพพาน

.  สอุปาทิเสสนิพพาน  หมายความว่า  นิพพานที่เป็นไปกับขันธ์    คือ  วิบาก  และ  กัมมชรูป  ที่เหลือจากกิเลสทั้งหลาย  ได้แก่  นิพพานของพระอรหันต์ที่ยังมีชีวิตอยู่  หมายความว่า  วิบากและกัมมชรูป  ที่วนเวียนอยู่ในวัฏสงสารเหล่านี้  ย่อมเกิดเกี่ยวเนื่องกันกับกิเลสอยู่เสมอ  ครั้นเมื่อพระอรหัตตมรรคประหารกิเลสทั้งหลายหมดสิ้นไปโดยไม่มีเหลือแล้วแต่วิบากและกัมมชรูป ซึ่งเป็นผลของกิเลสเหล่านั้นยังเหลืออยู่  ฉะนั้นวิบากและกัมมชรูปนี้แหละ  จึงได้ชื่อว่า อุปาทิเสส  เมื่อว่าโดยบุคลาธิษฐานแล้ว  ก็ได้แก่ร่างกายของพระอรหันต์ที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นเอง  ในข้อที่ว่า  นิพพานที่เกิดขึ้นพร้อมด้วยวิบากและกัมมชรูปนั้น  ไม่เหมือนกับที่เกิดพร้อมด้วย  เจตสิกมุ่งหมายว่า  วิบากและกัมมชรูปที่ยังเหลืออยู่เป็นให้รู้ถึงพระนิพพาน

          .  อนุปาทิเสสนิพพาน  หมายความว่า  นิพพานที่ไม่มีขันธ์    คือ  วิบากและกัมมชรูปเหลืออยู่  ได้แก่นิพพานของพระอรหันต์ที่ปรินิพพานแล้ว  ดังแสดงวจนัตถะว่า  นตฺถิ  อุปาทิเสโส  ยสฺสาติ             อนุปาทิเสโส  ขันธ์    คือ  วิบากและกัมมชรูปที่เหลือไม่มีนิพพานใด  ฉะนั้นนิพพานนั้นชื่อว่า  อนุปาทิเสส  เมื่อว่าโดยปริยายแห่งเหตุแล้ว  นิพพานมี    อย่างนั้น  หมายความว่า  วิบากและกัมมชรูป  ยังคงเหลืออยู่และไม่เหลือ  ทั้ง    นี้  เป็นเหตุให้รู้ถึงสภาวะของพระนิพพาน  ด้วยเหตุนี้  พระพุทธองค์จึงแสดงว่า  พระนิพพานมี    ตามเหตุดังกล่าวนั้น  แต่ก็เป็นการแสดงโดยปริยายไม่ใช่โดยตรงทีเดียว

          อนึ่ง  สอุปาทิเสสนิพพาน  จะเรียกว่า  ทิฏฐธัมมนิพพาน  ก็ได้เพราะอรหันต์ทั้งหลายผู้เข้าไปรู้แจ้งพระนิพพานนั้น  ยังมีชีวิตอยู่  ยังไม่ได้นิพพาน

          อนุปาทิเสสนิพพาน  จะเรียกว่า  สัมปรายิกนิพพานก็ได้  เพราะพระอรหันต์ทั้งหลาย  เมื่อปรินิพพานแล้ว  จึงเข้าถึงนิพพานนั้น

          นิพพาน  มี    คือ 

.  สุญญตนิพพาน 

. อนิมิตตนิพพาน 

. อัปปณิหิตนิพพาน

          . สุญญตนิพพาน  หมายความว่า  ความเป็นอยู่ของพระนิพพานนั้นสูญสิ้นจากกิเลสและขันธ์    ไม่มีอะไรเหลืออยู่แล้ว  ฉะนั้น  จึงเรียกว่า  สุญญตนิพพาน

.อนิมิตตนิพพาน หมายความว่า ความเป็นอยู่ของพระนิพพานนั้นไม่มีเครื่องหมาย  รูปร่างสัณฐาน  สีสันวรรณะอย่างใดเลย

          ธรรมดารูปขันธ์นั้น ย่อมมีรูปกายเกิดร่วมกันอยู่ ฉะนั้น  รูปร่างสัณฐาน  สีสันวรรณะ  จึงปรากฏได้ ส่วนนามขันธ์    แม้ว่า  รูปร่างสัณฐาน  สีสันวรรณะ  ปรากฏไม่ได้เหมือนรูปขันธ์ก็จริง  แต่ความเกิดสืบต่อกันของนามขันธ์ทั้ง    นี้  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและปรจิตตาวิชานอภิญญาลาภีบุคคลทั้งหลาย  ย่อมเห็นได้ด้วยปัญญา  คล้ายกันว่า  นามขันธ์    เหล่านั้นมีรูปร่างสัณฐาน ฉะนั้น  จึงมีนิมิตเครื่องหมาย  ส่วนความเป็นอยู่ของพระนิพพานไม่เป็นเช่นนั้นแต่ประการใดเลย  ฉะนั้น  จึงได้ชื่อว่า  อนิมิตตนิพพาน

          . อัปปณิหิตนิพพาน หมายความว่า  ความเป็นอยู่ของพระนิพพานนั้น  ไม่มีอารมณ์ที่น่าปรารถนาด้วยโลภะ  และไม่มีตัณหา  ที่เป็นตัวต้องการอยู่ในนิพพานนั้น  อธิบายว่า           สังขตธรรมทั้งหลายที่เป็นรูปก็ตาม  นามก็ตาม  ต้องมีสภาพปณิหิตตะ  คือ  มีอารมณ์ที่น่าปรารถนาด้วยโลภะหรือตัณหา  ทั้ง    อย่างนั้น  อย่างใดอย่างหนึ่ง   หรือทั้ง    อย่าง  แม้ว่า โลกุตตรจิตเจตสิกเหล่านี้ จะไม่มีอารมณ์ที่น่าปรารถนาด้วยโลภะและไม่มีตัวตัณหาก็จริง  แต่ก็ยังไม่พ้นจากความเป็นปณิหิตธรรม  เพราะต้องเกิดอยู่กับบุคคล  ส่วนนิพพานนั้นไม่ได้เกิดอยู่ภายใน  เป็นธรรมภายนอกโดยส่วนเดียว  ฉะนั้น  จึงชื่อว่า  อัปปณิหิตตะ

         

 

                                                     

ไตรลักษณ์ (The  three  Charateristics)

ลักษณะที่เป็นสามัญ  ๓ อย่าง  หรือสามัญลักษณะ  สามัญหมายถึงธรรมดา    สิ่งที่เป็นธรรมดา  ไม่มีอะไรพิเศษกว่ากัน  บางทีเราเรียกว่าสามัญธรรมดา  หรือธรรมดาสามัญ  หรือลักษณะที่เสมอกัน  เท่ากัน  เหมือนกัน  หรือได้แก่ทฤษฎีแห่งความเหมาะเหมือน(The  law  of  identity)  เพราะสสารทุกประเภทต้องตกอยู่ภายใต้กฏแห่งความเสมอเหมือนนี้เท่ากันหมด  ไม่มีข้อยกเว้น  แม้จะเป็น สิ่งมีชีวิตหรือสิ่งที่ไม่มีชีวิตก็ตามทฤษฎีเป็นเครื่องบ่งบอกความจริงที่เป็นสัจธรรม  คือความจริงที่มีอยู่ภายในธรรมชาติ  ไม่มีใครสร้าง  มันมีอยู่ตามความจริง  จึงถือว่าเป็นกฎแห่งความจริงที่เป็นจริง  ทฤษฎีนี้ได้แก่อนิจจัง  ความไม่เที่ยงแท้แน่นอน ความไม่คงที่  ความเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหว ทุกขัง  ความเป็นทุกข์  ความขัดแย้ง  ความทนอยู่ไม่ได้ อนัตตา  ความไม่มีตัวตน  ไม่มีเรา  ไม่มีเขา  ไม่มีอะไรเป็นของตน

ไตรลักษณ์เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  สามัญลักษณะ  แปลว่า  ลักษณะที่ทั่วไป  หรือเสมอกันแก่สิ่งทั้งปวง  ซึ่งได้ความหมายเท่ากัน เพื่อความเข้าใจง่าย ๆ จะแสดงความหมายของ  ไตรลักษณ์  (The  three  Characteristilcs  of  Existence) โดยย่อดังนี้

          .  อนิจจา  (Impermanence)  ความไม่เที่ยง  ความไม่คงที่  ความไม่ยั่งยืนภาวะที่เกิดขึ้นแล้วเสื่อมและสลายไป

          . ทุกขตา  (Stress  and  Conflict)  ความเป็นทุกข์  ภาวะที่ถูกบีบคั้นด้วยการเกิดขึ้นและสลายตัว  ภาวะที่กดดัน  ฝืนและขัดแย้งอยู่ในตัวเพราะปัจจัยที่ปรุงแต่งให้มีสภาพเป็นอย่างนั้นเปลี่ยนแปลงไปจะทำให้คงอยู่ในสภาพนั้นไม่ได้ภาวะที่ไม่สมบูรณ์มีความบกพร่องอยู่ในตัวไม่ให้ความสมอยากแท้จริงหรือความพึงพอใจเต็มที่แก่ผู้อยากด้วยตัณหา  และก่อให้เกิดทุกข์แก่ผู้เข้าไปอยากเข้า  ไปยึดด้วยตัณหาอุปาทาน

          .  อนัตตา  (Soullessness  หรือ  Non-self)  ความเป็นอนัตตาความไม่ใช่ตัวตน      ความไม่มีตัวตนที่แท้จริงของมันเอง

          ไตรลักษณ์  จึงมีลักษณะที่สัมพันธ์กับความไม่เที่ยงหรืออนิจจัง  ทำให้เกิดทุกข์  เป็นความตั้งอยู่ไม่ได้และเพราะเหตุว่าทุกอย่างนั้นตั้งอยู่ไม่ได้  จึงไม่ใช่ตัวตน  เพราะถ้าเป็นตัวตนของเราแล้ว  ต้องตั้งอยู่ได้ด้วยเจตนาของเรา  และเราต้องบังคับได้  ความตั้งอยู่ไม่ได้ของทุกสิ่งทุกอย่างในตัวเรานั้นแปลว่า  สิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่ตัวเรา  เพราะอยู่นอกเหนืออำนาจของเราทั้งสิ้น พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง  สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์  ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา” ลักษณะโดยธรรมชาติ ๓ อย่างของสิ่งทั้งปวงตัวกฎหรือตัวสภาวะ

          ตามหลักพุทธธรรมเบื้องต้นที่ว่า  สิ่งทั้งหลายเกิดจากส่วนประกอบต่าง ๆ มาประชุมกันเข้า  หรือมีอยู่ในรูปของการรวมตัวเข้าด้วยกันของส่วนประกอบต่าง ๆ นั้น  มิใช่หมายความว่าเป็นการนำเอาส่วนประกอบที่เป็นชิ้น ๆ อัน ๆ อยู่แล้วมาประกอบเข้าด้วยกัน  และเมื่อประกอบเข้าด้วยกันแล้ว  ก็เกิดเป็นรูปร่าง  คุมกันอยู่เหมือนเมื่อเอาวัตถุต่าง ๆ มารวมกันเป็นเครื่องอุปกรณ์ต่าง ๆ  ความจริงที่กล่าวว่าสิ่งทั้งหลายเกิดจากการประชุมกันของส่วนประกอบต่าง ๆ นั้น เป็นเพียงคำกล่าวเพื่อเข้าใจง่าย ๆ ในเบื้องต้นเท่านั้นแท้จริงแล้ว       สิ่งทั้งหลายมีอยู่ในรูปของกระแส  ส่วนประกอบแต่ละอย่าง ๆ ล้วนประกอบขึ้นจากส่วนประกอบอื่น ๆ ย่อยลงไป  แต่ละอย่างไม่มีตัวตนของมันเองเป็นอิสระ  ล้วนเกิดดับต่อกันไปเรื่อย  ไม่เที่ยง  ไม่คงที่  กระแสนี้ไหลเวียนหรือดำเนินต่อไป  อย่างที่ดูคล้ายกับรักษารูปแนวและลักษณะทั่วไปไว้ได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป  ก็เพราะส่วนประกอบทั้งหลายมีความสัมพันธ์เนื่องอาศัยซึ่งกันและกัน  เป็นเหตุปัจจัยสืบต่อแก่กันอย่างหนึ่ง  และเพราะส่วนประกอบเหล่านั้นแต่ละอย่างล้วนไม่มีตัวตนของมันเอง  และไม่เที่ยงแท้คงที่อย่างหนึ่ง

          ความเป็นไปต่าง ๆ ทั้งหมดนี้เป็นไปตามธรรมชาติ  อาศัยความสัมพันธ์และความเป็นปัจจัยเนื่องอาศัยของสิ่งทั้งหลายเอง  ไม่มีตัวการอย่างอื่นที่นอกเหนือออกไปในฐานะผู้สร้างหรือผู้บันดาล  จึงเรียกเพื่อเข้าใจง่าย ๆ ว่าเป็นกฎธรรมชาติ มีหลักธรรมใหญ่อยู่    หมวด  ที่ถือได้ว่าพระพุทธเจ้าทรงแสดงในรูปของกฎธรรมชาติ  คือ ไตรลักษณ์  และ  ปฏิจจสมุปบาท 

          ความจริงธรรมทั้ง    หมวดนี้ถือได้ว่าเป็นกฎเดียวกัน  แต่แสดงในคนละแง่หรือคนละแนว  เพื่อมองเห็นความจริงอย่างเดียวกัน  คือ ไตรลักษณ์ มุ่งแสดงลักษณะของสิ่งทั้งหลายซึ่งปรากฏให้เห็นว่าเป็นอย่างนั้น   ในเมื่อสิ่งเหล่านั้นเป็นไปโดยอาการที่สัมพันธ์เนื่องอาศัยเป็นเหตุปัจจัยสืบต่อแก่กันตามปฏิจจสมุปบาท    ส่วนหลักปฏิจจสมุปบาท  ก็มุ่งแสดงถึงอาการที่สิ่งทั้งหลายมีความสัมพันธ์เนื่องอาศัยเป็นเหตุปัจจัยสืบต่อแก่กันเป็นกระแส  จนมองเห็นลักษณะได้ว่าเป็น  ไตรลักษณ์

          กฎธรรมชาติ นี้เป็น ธรรมธาตุ  คือภาวะที่ทรงตัวอยู่โดยธรรมดา  เป็นธรรมฐิติ  คือภาวะที่ตั้งอยู่หรือยืนตัวเป็นหลักแน่นอนอยู่โดยธรรมดา  เป็นธรรมนิยาม  คือ  กฎธรรมชาติ  หรือกำหนดแห่งธรรมดา ไม่เกี่ยวกับผู้สร้างผู้บันดาล  คือการเกิดขึ้นของศาสนาหรือศาสดาใด ๆ กฎธรรมชาตินี้แสดงฐานะของศาสดาในความหมายของพุทธธรรมด้วยว่าเป็นผู้ค้นพบกฎเหล่านี้แล้วนำมาเปิดเผยชี้แจงแก่ชาวโลก

          ไตรลักษณ์  แปลว่า  ลักษณะ    อย่าง  อันหมายถึงกฎธรรมชาติที่มีอยู่ทั่วไปในสรรพสิ่ง  กฎธรรมชาตินี้เป็นภาวะที่ทรงตัวอยู่เองโดยธรรมชาติ(ธรรมธาตุ)  เป็นหลักหรือกฎเกณฑ์ที่แน่นอนตายตัว(ธรรมฐิติ)  เป็นสิ่งธรรมดา  ไม่มีผู้สร้างบันดาล  เกิดเองเป็นเอง  (ธรรมนิยาม)  พระพุทธเจ้าตรัสถึงกฎธรรมชาตินี้ไว้ว่า

 “ไม่ว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะอุบัติขึ้นในโลกหรือไม่ก็ตาม  กฎธรรมชาตินี้ก็ยังคงมีอยู่และเป็นไปตลอดกาล พระพุทธเจ้าเป็นเพียงผู้ที่รู้แจ่มแจ้งซึ่งกฎธรรมชาตินั้น  แล้วทรงนำมาประกาศเปิดเผยให้บุคคลอื่นเข้าใจตามเท่านั้น”   

          กฎนี้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  สามัญลักษณะ  หมายความว่า  เป็นลักษณะทั่วไปหรือมีเหมือนกันในสิ่งทั้งปวง  มีอยู่    ประการ  ดังต่อไปนี้

          .   อนิจจตา =  ความเป็นของไม่เที่ยง  อันได้แก่  ไม่ถาวร  ไม่คงที่  ไม่แน่นอน  เมื่อมีการเกิดขึ้นแล้วก็เสื่อมไป  แปรปรวนไป

          .   ทุกขตา =  ความเป็นทุกข์  อันได้แก่  ความเป็นของทนได้ยาก  ทนอยู่ตลอดไปไม่ได้  ต้อง แปรปรวนไป  เพราะมีเหตุมีปัจจัยคือความเกิดขึ้น  ความเสื่อมไปและความแปรปรวนไป

          . อนัตตา =   ความเป็นของไม่ใช่ตัวตน  อันได้แก่  ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา  ขัดแย้งกับความเป็นตัวตน  ไม่มีใครเป็นเจ้าของ  เป็นของว่างเปล่า  เป็นเพียงสิ่งสมมติ  ไม่ใช่ของตนแท้จริง

          อนิจจตาเป็นปรากฏการณ์ที่ประจักษ์ภายนอก   เช่น  ผมหงอก  ฟันหลุด  ผิวหนังเหี่ยวย่น  เป็นต้น  ส่วนทุกขตาเป็น “เนื้อใน”  ของสิ่งนั้น  หรือเหตุให้เกิดการเปลี่ยนแปลง นั่นคือ  การที่ผมหงอก  ฟันหลุด        ผิวหนังเหี่ยวย่นดังที่ปรากฏให้เห็นนั้นเป็นเพราะเนื้อแท้ของสิ่งเหล่านี้ไม่มีความสมบูรณ์ในตัว มันมีความ    บกพร่องในตัวเอง  มันจึงทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้  ต้องมีอันเปลี่ยนแปลง

 

 

 

คัมภีร์ฎีกา

คำว่า  “ฎีกา”  แปลว่า  วาจาเป็นเครื่องกำหนด  เล็งนัยเฉพาะคำพูด  การเกิดขึ้นของฎีกานั้น  มีจุดหมายสำคัญเพื่ออธิบายคำในอรรถกถาให้เข้าใจง่ายขึ้น   และจะอธิบายเฉพาะข้อความที่ยากหรือไม่ชัดเจนมากกว่าแง่อื่น เพราะในอรรถกถานั้นจะอธิบายพระไตรปิฎกในแง่มุมต่างๆ อย่างกว้างขวาง ในแง่ของความคิด ความเชื่อ  ประเพณี วัฒนธรรมฯลฯ
คำว่า  “ฎีกา”   นี้  มักจะใช้คำอื่นนำหน้า  เช่น  คำว่า ลีนัตถปกาสนา  ลีนัตถปกาสินี   ซึ่งแปลว่า   การประกาศหรือเปิดเผยเนื้อความที่เร้นลับ บางครั้งก็ใช้คำว่า   ลีนัตถโชตนา  หมายถึง การทำเนื้อความที่ลี้ลับให้สว่าง  และมีคำอื่น   เช่น  คำว่า  ทีปนี   เป็นคำลงท้าย  ซึ่งหมายถึงการอธิบายให้แจ่มแจ้ง   ซึ่งเหล่านี้ล้วนจัดอยู่ในประเภทฎีกาทั้งสิ้น

คัมภีร์ฎีกาถือกำเนิดขึ้นหลังอรรถกถา  ดร.  จีพี มาล   ลาเซเกรา  (Dr.  G.P. Malalakera) ได้ให้ข้อสังเกตไว้ว่า  “บ่อเกิดของคัมภีร์ฎีกาแตกต่างจากอรรถกถา   คือ  มีบ่อเกิดที่ศรีลังกาเป็นครั้งแรก    และผู้แต่งคัมภีร์ฎีกาก็เป็นปราชญ์ชาวศรีลังกา”  
ประวัติความเป็นมาของคัมภีร์ฎีกานั้นมีเรื่องเล่าว่า  ในพุทธศตวรรษที่  17  พระมหากัสสปะ  เป็นพระเถระรูปหนึ่งของศรีลังกา  (ชื่อไปพ้องกับพระมหากัสสปะ สมัยทำสังคายนาครั้งที่ 1) ได้จัดให้มีการทำสังคายนาขึ้นซึ่งนับว่าเป็นสังคายนาครั้งที่  7 โดยมีพระเจ้าปรักกมพาหุ   ทรงเป็นองค์อุปถัมภก   เป็นประธานฝ่ายคฤหัสถ์   ในการทำสังคายนาครั้งนี้   ได้มีการแต่งคัมภีร์ฎีกาขึ้นเพื่ออธิบายข้อความในอรรถกถาโดยพระเถระหลายรูปได้ร่วมกันแต่ง  ซึ่งได้กลายมาเป็นแบบอย่างการแต่งฎีกาและอนุฎีกาสืบต่อมา  นอกจากนี้ การแต่งฎีกาในสมัยนั้น  ได้มีพระสงฆ์ชาวพม่าหลายรูปที่ไปศึกษาที่คณะมหาวิหารในศรีลังกาเข้าร่วมแต่งคัมภีร์ฎีกาด้วย

คัมภีร์ฎีกาถือกำเนิดขึ้นและรุ่งเรืองมากในช่วงพุทธศตวรรษที่  17-24  ในช่วงนี้ได้มีผู้แบ่งสมัยของการแต่งคัมภีร์ฎีกา   เพื่ออธิบายอรรถกถาออกเป็น   3 สมัย  คือ

1.  
สมัยแรก   คัมภีร์ฎีกาเริ่มจากการแต่งของพระธัมมปาละและพระอานนท์  (ชื่อ พ้องกับพระอานนท์   ซึ่งเป็นพุทธอนุชาในสมัยพุทธกาล)   การแต่งในสมัยนี้นิยมใช้คำว่า “ลีนัตถปกาสนา”  หรือ  “ลีนัตถโชตนา”
2.  
สมัยที่สอง   ในสมัยนี้ นักปราชญ์ที่แต่งคัมภีร์ฎีกา  มักใช้คำว่า  “คัณฐิ”   ต่อท้ายชื่อปกรณ์  เป็นประเภทคัณฐิบท  เช่น   มหาคัณฐิบท   จูฬคัณฐิบท  เป็นต้น
3.  
สมัยที่สาม  นักปราชญ์ผู้แต่งคัมภีร์ฎีกา  มักใช้คำว่า  “ฎีกา”   นำหน้าหรือต่อท้ายปกรณ์
อนึ่ง  ยังมีคัมภีร์ฎีกาที่พระสงฆ์ชาวพม่าได้แต่งขึ้น   วิธีการแต่งมักจะเลียนแบบประเพณีนิยมของพระสงฆ์ชาวศรีลังการเป็นส่วนใหญ่  และในคัมภีร์ก็มิได้ระบุว่า   แต่งเมื่อใดหรือสมัยใดไว้ด้วย   จึงเป็นการยากที่จะทราบสมัยหรือระยะเวลาที่แน่ชัด    อย่างไรก็ตาม  ฎีกาเหล่านี้ก็สันนิษฐานว่าแต่งขึ้นภายหลังฎีกาของพระสงฆ์ชาวศรีลังกา

การแบ่งประเภทของคัมภีร์ฎีกา
คัมภีร์ฎีกาแบ่ง   ได้  3  ประเภท  ซึ่งแบ่งไปตามประเภทของไตรปิฎก คือ
ฎีกาวินัย   ฎีกาวินัยมีจำนวน  10  คัมภีร์  คือ
1.  
สารัตถทีปนี   ฎีกาวินัย   เป็นฎีกาของสมันตปาสาทิกา   เป็นผลงานการแต่งของพระสารีบุตร  ซึ่งเป็นพระสงฆ์ชาวศรีลังกา
2.  
วิมติวิโนทนี ฎีกาวินัย   แต่งขึ้นเพื่ออธิบายศัพท์และประโยคในสมันตปาสาทิกาเป็นผลงานการแต่งของพระมหากัสสปะ    ท่านพำนักอยู่     อุทุมพรคีรีวิหาร  ศรีลังกา
3.  
วชิรพุทธิ ฎีกาวินัย   แต่งขึ้นเพื่ออธิบายศัพท์และประโยคในสมัคนตปาสาทิกา  เป็นผลงานของพระวชิรพุทธิ
4.  
วินยัตถมัญชุสา   ฎีกาปาติโมกข์  เป็นผลงานของพระพุทธนาคะ
5.
สุมังคลปกาสินี  ฎีกาขุททกสิกขา  ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง
6.  
วินยัตถสารสันทีปนี  ฎีกาวินัยวิจฉยสังคหะ  ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง
7.
ลีนัตถปกาสนาฏีกาอุตตรวินยวินิจฉัย เป็นชื่อที่ตั้งใหม่    ซึ่งชื่อเดิม  คือ  อริมัททนะ เป็นผลงานของพระเรวตะ   แต่งที่เมืองพุกาม
8.  
วินวิมติจเฉทนี  นวฎีกามูลสิกขา ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง
9.  
อนุตตามทีปนี   ฎีกาปาลิมุตตกวินยวินิจฉยสังคหะ  ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง
10.  
วินยาลังการ   ฎีกาปาลิมุตตวินยวินิจฉยสังคหะ   เป็นผลงานของพระติปิฎกลังการเถระ  แต่งที่ประเทศพม่า
ฎีกาสุตตันตะ   ฎีกาพระสูตรมีจำนวน  7  คัมภีร์  คือ
1.
ลีนัตถปกาสนา  ฎีกาทีฆนิกาย   เป็นผลงานของพระธัมมปาละ
2.  
ลีนัตถปกาสนา   ฎีกามัชฌิมนิกาย   เป็นผลงานของพระธัมมปาละ
3.  
ลีนัตถปกาสนา   ฎีกาสังยุตตนิกาย  เป็นผลงานของพระธัมมปาละ
4.  
ลีนัตถปกาสนา  ฎีกานิบาตชาดก   ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง
5.  
ปรมัตถมัญชุสา  มหาฎีกาวิสุทธิมรรค  เป็นผลงานของพระธัมมปาละ
6.  
สังเขปัตถโชตนี  จูฬฎีกาวิสุทธิมรรค  ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง
7.  
ฎีกาสัจจสังเขป   เป็นผลงานของพระวาจิสสระ  แต่งที่ศรีลังกา

ฎีกาอภิธรรม  ฎีกาอภิธรรมนี้มีจำนวน  27  คัมภีร์  คือ
1.
ลีนัตถโชตนา   มูลฎีกาธัมมสังคณี   เป็นผลงานของพระอานันทาจารย์   แต่งที่ ศรีลังกา
2.  
ลีนัตถปาสินี    อนุฎีกาธัมมสังคณี  ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง
3.  
ลีนัตถโชตนา   มูลฎีกาวิภังค์  เป็นผลงานของพระอานันทาจารย์   แต่งที่ศรีลังกา
4.  
ลีนัตถปกาสินี อนุฎีกาวิภังค์  ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง  
5.  
ลีนัตถปกาสินี   มูลฎีกาธาตุกถา  เป็นผลงานของอานันทาจารย์   แต่งที่ศรีลังกา
6.  
ลีนัตถปกาสินี   อนุฎีกาธาตุกถา  ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง
7.  
ลีนัตถโชตนา  มูลฎีกาปุคคลบัญญัติ   เป็นผลงานของพระอานันทาจารย์  แต่งที่ศรีลังกา
8.
ลีนัตถปกาสินี   อนุฎีกาปุคคลบัญญัติ  ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง
9.  
ลีนัตถโชตนา   มูลฏีกากถาวัตถุ   เป็นผลงานของพระอานันทาจารย์   แต่งที่ศรีลังการ
10.
ลีนัตถปกาสินี   อนุฎีกากถาวัตถุ  ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง
11.  
ลีนัตถโชตนา  มูลฎีกากถาวัตถุ  ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง
12.
ลีนัตถปาสินี   อนุฎีกายมก    ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง
13.  
ลีนัตโชตนา   มูลฎีกาปัฏฐานเป็นผลงานของพระอานันทาจารย์   แต่งที่ศรีลังกา
14.  
ลีนัตถปกาสินี   อนุฎีกาปัฏฐาน  ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง
15.
มธุสารัตถทีปนี  ฎีกาอธิบายความของมูลฎีกา  เป็นผลงานของพระอานันทเถระพระสงฆ์ชาวพม่า  แต่งที่เมืองหงสาวดี   ประเทศพม่า
16.
โปราณฏีกาอภิธัมมาวตาร  ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง
17.  
อภิธัมมัตถวิกาสนี   ฎีกาอภิธัมมาวตาร   เป็นผลงานของพระสุมังคละ
18.
อภิธัมมัตถวิภาวินี  ฎีกาอภิธัมมัตถสังคหะ   เป็นผลงานของพระสุมังคลาจารย์  พระเถระชาวศรีลังกา  แต่งที่เมืองปุลัตถินคร  (เมืองโปโลนารุวะ)   ศรีลังกา
19.  
ปรมัตถมัญชุสา   อนุฎีกาอภิธัมมัตถสังคหะ  ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง
20.  
มณิสารมัญชุสา  นวฏีกาอภิธัมมัตถสังคหะ  เป็นผลงานของพระอริยวังสะพำนักอยู่เมืองสกาย  ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของพม่า
21.  
สังเขปวัณณนา  ฎีกาอภิธัมมัตถสังคหะ   เป็นผลงานของพระโชติกเถระ
22.  
อเผคคุสารัตถทีปนี  จูฬฎีกาอภิธัมมัตถสังคหะ   เป็นผลงานของพระมหาสุวัณณทีปเถระ  แต่งที่ประเทศพม่า
23.  
มุขมัตตกถา  โปราณฎีกาปรมัตถวินิจฉัย   ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง
24.  
ฎีกาปรมัตถวินิจฉัย  ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง
25.  
ฎีกาเขมปกรณะ   เป็นผลงานของพระเขมกะ
26.  
ลีนัตถปกาสินี   โปราณฎีกานามรูปปริจเฉท  ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง
27.  
ปรมัตถทีปนีฎีกา  เป็นผลงานของท่านอาจารย์เลดี  อู  ญาณะ  หรือ  ญาณธชะเป็นพระเถระชาวพม่า  คัมภีร์เป็นคัมภีร์ที่อธิบายอภิธัมมัตถสังคหะ   และ  อภิธัมมัตถวิภาวินีเป็นวรรณกรรมภาษาบาลีรุ่นปัจจุบัน  
-->>
นอกจากนี้ ยังมีคัมภีร์อื่นอีก  เรียกชื่อว่า  “คัณฐิ”  คำว่า  “คัณฐิ”  คือ  คัมภีร์ที่ชี้เงื่อนสำคัญหรือคัมภีร์ที่ชี้ปมสำคัญ   มีจำนวนทั้งหมด  26  คัมภีร์  แต่จะไม่ขอกล่าวในที่นี้

คัมภีร์อนุฎีกา
คำว่า  “อนุฎีกา”   หมายถึงฎีกาใหม่ที่แต่งเพิ่มเติมภายหลัง  คำบาลี  เรียกว่า “อภินวฎีกา”  แปลว่า  ฎีกาใหม่   เป็นคำอธิบายความในฎีกาให้เข้าใจง่ายขึ้น  อนุฎีกามีชื่อต่าง ๆ   แยกไปตามไตรปิฎก
อนุฎีกาวินัย  ได้แก่  
1.
วินยาลังการฎีกาคัมภีร์ใหม่เป็นผลงานของพระมุนินทโฆสะแต่งที่ประเทศพม่า
2.
ขุททสิกขาฎีกาคัมภีร์ใหม่  หรือสุมังคลปสาทนีฎีกา  เป็นผลงานของพระสังฆรักขิตเถระ  แต่งที่เมืองราธปุระ
3.
มูลสิกขาฎีกาคัมภีร์หรือวิมติจเฉทฎีกาเป็นผลงานของพระสมันตคุณสาคระแต่งที่เมืองวิชัยปุระ
อนุฎีกาพระสูตร  ได้แก่
1.
อังคุตตรฎีกาคัมภีร์ใหม่  เป็นผลงานของพระสารีบุตร  พระเถระชาวศรีลังกา
2.
ทุกังทุตตรฎีกาคัมภีร์ใหม่  เป็นผลงานของพระสารีบุตร  พระเถระชาวศรีลังกา
3.
ติกังคุตตรฎีกาภีร์ใหม่  เป็นผลงานของพระสารีบุตร  พระเถระชาวศรีลังกาล
4.
จตุกกังคุตตรฎีกาคัมภีร์ใหม่  เป็นผลงานของพระสารีบุตร   พระเถระชาวศรีลังกา
5.
ปัญจกังคุตตรฎีกาคัมภีร์ใหม่ เป็นผลงานของพระสารีบุตร  พระเถระชาวศรีลังกา
6.
ฉักกังคุตตรฎีกาคัมภีร์ใหม่  เป็นผลงานของพระสารีบุตร  พระเถระชาวศรีลังกา
7.
สัตตังคุตตร ฎีกาคัมภีร์ใหม่  เป็นผลงานของพระสารีบุตร  พระเถระชาวศรีลังกา
8.
อัฎฐังคุตตรฎีกาภีร์ใหม่  เป็นผลงานของพระสารีบุตร  พระเถระชาวศรีลังกา
9.
นวังคุตตรฎีกาคัมภีร์ใหม่  เป็นผลงานของพระสารีบุตร   พระเถระชาวศรีลังกา
10.
ทสังคุตตรฎีกาคัมภีร์ใหม่  เป็นผลงานของพระสารีบุตร  พระเถระชาวศรีลังกา
11.
เอกาทสังคุตตรฎีกาคัมภีร์ใหม่  เป็นผลงานของพระสารีบุตร  พระเถระชาวศรีลังกา
12.
ธัมมปทัฏฐกถาฎีกาคัมภีร์ใหม่  เป็นผลงานพระวรสัมโพธิ  แต่งที่ปุคันจิประเทศพม่า
13.
เปฎกาฎีกาคัมภีร์ใหม่   เป็นผลงานของพระสังฆราชญาณวังสะ ธรรมเสนาบดีแต่งที่ประเทศพม่า
อนุฎีกาพระอภิธรรม  ได้แก่
1.
อภิธัมมัตถวิภาวินีฎีกาคัมภีร์ใหม่  เป็นผลงานของพระสุมังคละ แต่งที่ศรีลังกา
2.
ปรมัตถวินิจฉยฎีกาคัมภีร์ใหม่  ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง
3.
นามรูปปริจเฉทฎีกาคัมภีร์ใหม่  ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง
4.
อภิธัมมาวตารฎีกาคัมภีร์ใหม่  เป็นผลงานของพระสุมังคละ  แต่งที่ศรีลังกา
5.
สัจจสังเขปฎีกาคัมภีร์ใหม่  หรือสารัตถสาลินีฎีกา  ไม่ปราฏกชื่อผู้แต่ง

-->>  
ข้อสังเกตเกี่ยวกับการแต่งฎีกาและอนุฎีกาประการหนึ่ง  คือ  นับตั้งแต่การแปลและแต่งอรรถกถาในสมัยของท่านพระพุทธโฆษาจารย์   จนกระทั่งถึงสมัยที่มีการเริ่มแต่งคัมภีร์ฎีกาในรัชกาลของพระเจ้าปรักกมพาหุเป็นต้นมา  พระสงฆ์ทั้งที่เป็นชาวศรีลังกาและพม่า (เมียนมาร์)   ได้แต่งอรรถกถาและฎีกาเป็นจำนวนมาก   โดยยึดถือเอาหลักการและวิธีการแต่งอรรถกถา และฎีการุ่นแรก ๆ  เป็นแบบ

 

 

 

คัมภีร์อรรถกถา-ฎีกาฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

 

อรรถกถาพระวินัย เล่ม

. สมันตปาสาทิกา ปฐมภาค

. สมันตปาสาทิกา ทุติยภาค

. สมันตปาสาทิกา ตติยภาค

. กังขาวิตรณีอัฏฐกถา

. วินยสังคหอัฏฐกถา

. วินยวินิจฉยะ อุตตรวินิจฉยะ

อรรถกถาพระสูตร

ทีฆนิกาย เล่ม

. สุมังคลวิลาสินี สีลกขันธวัคคอัฏฐกถา (พิมพ์ครั้งที่ )

. สุมังคลวิลาสินี มหาวัคคอัฏฐกถา (พิมพ์ครั้งที่ )

. สุมังคลวิลาสินี ปาฏิกวัคคอัฏฐกถา (พิมพ์ครั้งที่ )

มัชฌิมนิกาย เล่ม

๑๐. ปปัญจสูทนี มูลปัณณาสอัฏฐกถา ปฐมภาค

๑๑. ปปัญจสูทนี มูลปัณณาสอัฏฐกถา ทุติยภาค

๑๒. ปปัญจสูทนี มัชฌิมปัณณาสอัฏฐกถา

๑๓. ปปัญจสูทนี อุปริปัณณาสอัฏฐกถา

สังยุตตนิกาย เล่ม

๑๔. สารัตถัปปกาสินี สคาถาวัคคอัฏฐกถา

๑๕. สารัตถัปปกาสินี นิทาน-ขันธวัคคอัฏฐกถา

๑๖. สารัตถัปปกาสินี สฬายตน-มหาวัคคอัฏฐกถา

อังคุตตรนิกาย เล่ม

๑๗. มโนรถปูรณี เอกกนิปาตอัฏฐกถา

๑๘. มโนรถปูรณี ทุก-จตุกกนิปาตอัฏฐกถา

๑๙. มโนรถปูรณี ปัญจก-เอกาทสกนิปาตอัฏฐกถา

ขุททกนิกาย ๒๘ เล่ม

๒๐. ปรมัตถโชติกา ขุททกปาฐอัฏฐกถา

๒๑. ปรมัตถทีปนี อุทานอัฏฐกถา

๒๒. ปรมัตถทีปนี อิติวุตตกอัฏฐกถา

๒๓. ปรมัตถโชติกา สุตตนิปาตอัฏฐกถา ปฐมภาค

๒๔. ปรมัตถโชติกา สุตตนิปาตอัฏฐกถา ทุติยภาค

๒๕. ปรมัตถทีปนี วิมานวตถุอัฏฐกถา

๒๖. ปรมัตถทีปนี เปตวตถุอัฏฐกถา

๒๗. ปรมัตถทีปนี เถรคาถาอัฏฐกถา ปฐมภาค

๒๘. ปรมัตถทีปนี เถรคาถาอัฏฐกถา ทุติยภาค

๒๙. ปรมัตถทีปนี เถรีคาถาอัฏฐกถา

๓๐. ชาดกอัฏฐกถา ปฐมภาค

๓๑. ชาดกอัฏฐกถา ทุติยภาค

๓๒. ชาดกอัฏฐกถา ตติยภาค

๓๓. ชาดกอัฏฐกถา จตุตถภาค

๓๔. ชาดกอัฏฐกถา ปัญจมภาค

๓๕. ชาดกอัฏฐกถา ฉัฏฐภาค

๓๖. ชาดกอัฏฐกถา สัตตมภาค

๓๗. ชาดกอัฏฐกถา อัฏฐมภาค

๓๘. ชาดกอัฏฐกถา นวมภาค

๓๙. ชาดกอัฏฐกถา ทสมภาค

๔๐. สัทธัมมัปปัชโชติกา มหานิทเทสอัฏฐกถา

๔๑. สัทธัมมัปปัชโชติกา จูฬนิทเทสอัฏฐกถา

๔๒. สัทธัมมัปปกาสินี ปฏิสัมภิทามัคคอัฏฐกถา ปฐมภาค

๔๓. สัทธัมมัปปกาสินี ปฏิสัมภิทามัคคอัฏฐกถา ทุติยภาค

๔๔. วิสุทธชนวิลาสินี อปทานอัฏฐกถา ปฐมภาค

๔๕. วิสุทธชนวิลาสินี อปทานอัฏฐกถา ทุติยภาค

๔๖. มธุรัตถวิลาสินี พุทธวังสอัฏฐกถา

๔๗. ปรมัตถทีปนี จริยาปิฏกอัฏฐกถา

อรรถกถาพระอภิธรรม เล่ม

๔๘. อัฏฐสาลินีอัฏฐกถา

๔๙. สัมโมหวิโนทนีอัฏฐกถา

๕๐. ปัญจปกรณอัฏฐกถา

๕๑. ปัญจ อภิธัมมัตถสังเขปอัฏฐกถา

- อภิธัมมาวตาร

- ปรมัตถวินิจฉยะ

- นามรูปปริจเฉท

- สัจจสังเขป

- รูปารูปวิภาค

๕๒. อภิธัมมัตถสังคหะ

ตโยอภิธัมมัตถสังคหฏีกา

- อภิธัมมัตถสังคหฏีกา

- อภิธัมมัตถวิภาวินีฏีกา

- สังเขปวัณณนาฏีกา

๕๓. โมหวิจัเฉทนี

ปกรณวิเสส เล่ม

๕๔. วิสุทธิมัคคปกรณ ปฐมภาค

๕๕. วิสุทธิมัคคปกรณ ทุติยภาค

๕๖. เนตติ-เปฏโกปเทสปกรณ

๕๗. มิลินัทปัญหปกรณ

๕๘. มหาวังส ปฐมภาค

๕๙. มหาวังส ทุติยภาค

๖๐. วินยกกมจันทิกา

อรรถกถาปกรณวิเสส เล่ม

๖๑. เนตติอัฏฐกถา

๖๒. มิลินัทปัญหอัฏฐกถา-ฏีกา

คัมภีร์ฎีกาฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ฎีกาพระวินัย ๑๒ เล่ม

๖๓. วชิรพุทธิฏีกา

๖๔. สารัตถทีปนีฏีกา ปฐมภาค

๖๕. สารัตถทีปนีฏีกา ทุติยภาค

๖๖. สารัตถทีปนีฏีกา ตติยภาค

๖๗. วิมติวิโนทนีฏีกา ปฐมภาค

๖๘. วิมติวิโนทนีฏีกา ทุติยภาค

๖๙. กังขาวิตรณีปุราณ-วินัตถมัญชูสากังขาวิตรณีอภิวนฏีกา

๗๐. วินยลังการฏีกา ปฐมภาค

๗๑. วินยาลังการฏีกา ทุติยภาค

๗๒. วินยวินิจฉยฏีกา ปฐมภาค

๗๓. วินยวินิจฉยฏีกา ทุติยภาค

๗๔. ขุททสิกขา-มูลสิกขา-ฏีกา

ฎีกาพระสูตร

ทีฆนิกาย เล่ม

๗๕. ลีนัตถัปปกาสนี สีลกขันธวัคคฏีกา

๗๖. ลีนัตถัปปกาสนี มหาวัคคฏีกา

๗๗. ลีนัตถัปปกาสนี ปาถิกวัคคฏีกา

๗๘. สาธุวิลาสินี สีลกขันธวัคคอภินวฏีกา ปฐมภาค

๗๙. สาธุวิลาสินี สีลกขันธวัคคอภินวฏีกา ทุติยภาค

ฎีกามัชฌิมนิกาย เล่ม

๘๐. ลีนัตถัปปกาสนี มูลปัณณาสฏีกา ปฐมภาค

๘๑. ลีนัตถัปปกาสนี มูลปัณณาสฏีกา ทุติยภาค

๘๒. ลีนัตถัปปกาสนี มัชฌิม-อุปริปัณณาสฏีกา

ฎีกาสังยุตตรนิกาย เล่ม

๘๓. ลีนัตถัปปกาสนี สังยุตตฏีกา ปฐมภาค

๘๔. ลีนัตถัปปกาสนี สังยุตตฏีกา ทุติยภาค

ฎีกาอังคุตตรนิกาย เล่ม

๘๕. สารัตถมัญชูสา อังคุตตรฏีกา ปฐมภาค

๘๖. สารัตถมัญชูสา อังคุตตรฏีกา ทุติยภาค

๘๗. สารัตถมัญชูสา อังคุตตรฏีกา ตติยภาค

ฎีกาพระอภิธรรม ๑๐ เล่ม

๘๘. ธัมมสังคณีมูล-อนุฏีกา

๘๙. วิภังคมูล-อนุฏีกา

๙๐. ปัญจปกรณมูล-อนุฏีกา

๙๑. มธุสารัตถทีปนีฏีกา (มธุฏีกา) ปฐมภาค

๙๒. มธุสารัตถทีปนีฏีกา (มธุฏีกา) ทุติยภาค

- มณิทีปฏีกา ปฐมภาค

๙๓. อภิธัมมาวตารฏีกา ปฐมภาค

๙๔. อภิธัมมาวตารฏีกา ทุติยภาค

๙๕. อภิธัมมัตถสังคหทีปนีฏีกา

๙๖. ปรมัตถทีปนี สังคหมหาฎีกา

๙๗. มณิสารมัญชูสาฏีกา ปฐมภาค

๙๘. มณิสารมัญชูสาฏีกา ทุติยภาค

ฎีกาปกรณวิเสส เล่ม

๙๙. ปรมัตถมัญชูสา วิสุทธิมัคคมหาฏีกา ปฐมภาค

๑๐๐. ปรมัตถมัญชูสา วิสุทธิมัคคมหาฏีกา ทุติยภาค

๑๐๑. เนตติฏีกา-เนตติวิภาวินี

๑๐๒. ชินาลังการฏีกา

๑๐๓. ชินาลังการฎีกาแปล

คัณฐี เล่ม

๑๐๔. ปฏิสัมภิทามัคคัฏฐกถาคัณฐีบท

 

 

 

 

 

                       ประวัติผู้เขียนและรวบรวม

ชื่อสกุล                  นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี

วันเดือนปีเกิด           วันพฤหัสที่    กันยายน  พศ ๒๕๐๒

ที่อยู่ปัจจุบัน              ๔๓/๑๒ ถนนพุทธมณฑลสาย ๓ เขตบางแค กรุงเทพมหานคร

วุฒิการศึกษา                                              

มัธยมศึกษาสายสามัญโรงเรียนวัดราชาธิวาส แผนกวิทย์

นิติศาสตร์บัณฑิต   สมาชิกวิสามัญแห่งเนติบัณฑิตยสภา

พุทธศาสนศึกษามหาบัณฑิต มหามกุฎราชวิทยาลัย

ประสบการณ์การทำงาน

รับราชการที่มหาวิทยาลัยมหิดล คณะสาธารณะสุขศาสตร์

เป็นผู้ช่วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุทัยธานี

เป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท พีไทย อาคิเต็คฯ  จำกัด

เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท เอสเอสโกลเด้นท์แลนด์ จำกัด

เป็นเลขาธิการสมาพันธ์ชมรมวิทยุสมัครเล่นกรุงเทพมหานคร

ประธานชมรมนักกฎหมายวิทยุสมัครเล่น

กิจการทางพระพุทธศาสนา

เป็นกรรมการบริหารพุทธธรรมรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร

สังกัดคณะกรรมาธิการศาสนาวัฒนธรรมสภาผู้แทนราษฎร

เป็นกรรมการชมรมพิทักษ์พระพุทธศาสนา

ประธานชมรมวิทยากรพิทักษ์พระพุทธศาสนา รุ่น ๔                                 

เป็นนักจัดรายการวิทยุใน รายการไขปัญหาชาวพุทธ

รายการรู้ธรรมนำปฎิบัติ, รายการบำเพ็ญบุญบารมี

สถานีวิทยุเพื่อพระพุทธศาสนาธรรมะพล ๑ AM ๑๔๒๒ MKz

เป็นอาจารย์บรรยายที่ธรรมสถานจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เป็นผู้ตอบปัญหาธรรมในเวทีลานธรรม มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

พศ ๒๕๔๕ – ปัจจุบัน เป็นเวบมาสเตอร์จัดทำโฮมเพจให้องค์กรพุทธฯหลายแห่ง

พศ ๒๕๓๖ – ปัจจุบัน   เป็นกรรมการบริหารมูลนิธิเบญจนิกาย

พศ ๒๕๕๐ – ปัจจุบัน   เป็นกรรมการบริหารมูลนิธิพุทธางกูร

พศ ๒๕๕๐ – ปัจจุบัน  เป็นกรรมการบริหารสมาคมนักเรียนเก่าร.ร.วัดราชาธิวาส

ตำแหน่ง/สถานที่ทำงาน ปัจจุบัน  ทำงานบริษัทในเครือ บริษัท สหวิริยา กรุ๊ป

ตำแหน่งผู้จัดการสำนักกฎหมาย ฝ่ายบริหารบริษัท

 

 

 



[1] องฺ.ทสก.24/194-5/318-320

[2] ม.ม.13/64/56

[3] องฺ.เอก.20/181-2/40-41

[4] องฺ.เอก.20/189-190/42-43; องฺ.ทสก.24/104/226

[5] องฺ.เอก.20/191-3/44;  ส.ม.1*/42-3/13; 280-1/73

[6] ขุ.ธ.25/11/15