dhammajak_rubberstamp_sailom_11_326

โครงการธรรมศึกษาวิจัย

 

สัมมาทิฏฐิ  : ศึกษาคัมภีร์พระไตรปิฎก

อรรถกถากถาวัตถุและคัมภีร์ทางพุทธศาสนา

 

 

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

ผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์คัมภีร์

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

 

 

ธรรมศึกษาวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนา

ตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์  พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช  ๒๕๕๐พิมพ์ครั้งที่ ๑    ๕๐๐ เล่ม

เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

                       

บทนำ

เรื่องนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาเรื่องสัมมาทิฏฐิในพระพุทธศาสนาเถรวาทว่ามีความสำคัญอย่างไรผลการศึกษาพบว่าพระพุทธศาสนาให้ความสำคัญแก่ทิฏฐิสูงที่สุดประการหนึ่งเพราะเป็นปัจจัยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตและสังคมในเมื่อทิฏฐิชนิดใดได้รับการยอมรับและเป็นหลักของการดำเนินชีวิตในสังคมตลอดถึงเป็นกรอบกำหนดแนวทางให้แก่คนในสังคมเป็นกำลังส่งเสริมให้ชีวิตและสังคมให้ดำเนินไปภายใต้กรอบแห่งทิฏฐินั้นด้วยเหตุนี้ก่อนเข้าสู่การพัฒนาชีวิตตามหลักทางสายกลางพระพุทธศาสนาเถรวาทจึงเน้นให้มีการสร้างสัมมาทิฏฐิให้เกิดขึ้นก่อนด้วยอาศัยเหตุ๒ประการได้แก่เหตุภายนอกคือการคบหาสมาคมกับคนดีและการได้รับคำสั่งสอนที่ดีงามและเหตุภายในคือการคิดอย่างถูกต้องหรือคิดแบบโยนิโสมนสิการสัมมาทิฏฐิจึงมีความสำคัญมากเป็นตัวชี้นำและกำกับทิศทางการดำเนินชีวิตตั้งแต่ต้นจนจบโดยเป็นเบื้องต้นของการพัฒนาชีวิตของคนในสังคมเป็นศูนย์กลางของความรู้เกี่ยวกับการแก้ปัญหาของชีวิตตามหลักอริยสัจ๔ในระหว่างการฝึกอบรมสัมมาทิฏฐิจะเป็นตัวคอยกำกับกระบวนพัฒนาขั้นพื้นฐานคือเริ่มต้นด้วยความเชื่อในเรื่องกฏแห่งกรรมจนถึงการได้บรรลุมรรคผลยิ่งไปกว่านั้นสัมมาทิฏฐิยังแสดงความสัมพันธ์กับองค์มรรคอื่นๆในการเกื้อหนุนกันและกันเป็นต้นเหตุให้การดำเนินชีวิตในทางสังคมคือศีลด้านจิตใจคือสมาธิและปัญญาให้มีการพัฒนาไปด้วยกัน

        สัมมาทิฏฐิความเห็นถูกต้องมีความสำคัญมากเปรียบเหมือนประทีปส่องนำทางให้บุคคลเดินทางได้สะดวกไม่เกิดอันตรายต่างๆในเวลาเดินทางฉะนั้นเมื่อคนเรามีความรู้ความเข้าใจในหลักการสำหรับดำเนินชีวิตไปตามแนวของสัมมาทิฏฐิโดยอาศัยปัญญาเป็นตัวนำคอยประคับประคองมิให้การดำเนินชีวิตเป็นไปในทางที่ผิดคือมิจฉาทิฏฐิความเห็นผิดจากทำนองคลองธรรมย่อมจะนำความประโยชน์เกื้อกูลมาให้แก่ตนเองและสังคมส่วนรวมประเทศชาติศาสนาพระมหากษัตริย์ตลอดถึงสังคมชาวโลกจะได้มีความสงบสุขไม่เกิดปัญหาอาชญากรรมต่างๆขึ้นในสังคมทั่วไปสัมมาทิฏฐิความเห็นถูกต้องจึงเป็นแนวทางสำหรับดำเนินชีวิตของชาวโลกทุกเพศทุกวัยเมื่อมนุษย์ได้ปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์๘มีความเห็นชอบเป็นต้นหรือเรียกว่าหลักไตรสิกขาคือศีลสมาธิปัญญาให้เหมาะสมกับภาวะของตนๆไม่มีการเบียดเบียนกันและกันดังนั้นสัมมาทิฏฐิสามารถจัดเป็น๓ระดับคือ

. ระดับขั้นต่ำหมายเอาความเห็นชอบตามทำนองคลองธรรมเช่นเห็นว่าบาปบุญมีจริงมารดาบิดามีคุณจริงนรกสวรรค์มีจริงทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่วเป็นต้น

. ระดับขั้นกลางหมายเอาความเห็นถูกต้องตามกฎธรรมดาเช่นเห็นว่าสรรพสิ่งทั้งหลายมีความเกิดขึ้นในเบื้องต้นแปรปรวนไปในท่ามกลางแล้วแตกสลายไปในที่สุดทำให้ผู้เห็นรู้จักปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นในสังขารทั้งปวงได้

. ระดับขั้นสูงหมายเอาความเห็นชอบในอริยสัจ๔คือทุกข์ได้แก่ความไม่สบายกายไม่สบายใจเหตุให้เกิดความทุกข์ได้แก่ตัณหาความทะยานอยากความดับทุกข์หรือนิโรธและมรรคได้แก่ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์มีสัมมาทิฎฐิเป็นต้นดังนั้นการที่คนเราต้องการความสุขความเจริญก้าวหน้าแก่ตนเองและสังคมทั้งในอดีตปัจจุบันและอนาคตตลอดถึงได้บรรลุสันติบทคือพระนิพพานเป็นที่สุดจะต้องประพฤติปฏิบัติตามทางสายกลางคืออริยมรรคมีองค์๘มีสัมมาทิฎฐิความเห็นถูกต้องเป็นต้น

                             ธีรเมธี

ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี

มหาบัณฑิตแห่งมหามกุฏราชวิทยาลัย

 

                                         

สารบัญ

สัมมาทิฏฐิ

๑ความหมายและขอบเขตของทิฏฐิ

๒ทิฏฐิในทัศนะทางพระพุทธศาสนาเถรวาท

.๑ทิฏฐิในฐานะเป็นพลังขับเคลื่อนวิถีชีวิต

.๒ทิฏฐิในฐานะเป็นกิเลสกลุ่มปปัญจธรรม

.๓ทิฏฐิเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงธรรม

..๑ทิฏฐุปาทาน

..๒ทิฏฐิชาละ

..๓ทิฏโฐฆะ

..๔ทิฏฐาสวะ

..๕ทิฏฐิสังโยชน์

๓ทิฏฐิในสังคมไทย

.๑ทิฏฐิในสังคมไทยสมัยโบราณ

..๑โลกทัศน์และชีวทัศน์แบบไตรภูมิ

..๒แนวคิดเกี่ยวกับรัฐและพระมหากษัตริย์

..๓ความคิดเรื่องเวลาของพราหมณ์และพุทธ….

..๔แนวคิดเรื่องโลกยุคพระศรีอาริย์และพระมาลัย

.๒อิทธิพลของทิฏฐิต่อการเปลี่ยนการปกครองแบบตะวันตก

..๑บทบาทของทิฏฐิในสมัยรัชกาลที่๔

..๒บทบาทของทิฏฐิในสมัยรัชกาลที่๕

..๓บทบาทของทิฏฐิในสมัยรัชกาลที่๖

..๔บทบาทของทิฏฐิในสมัยรัชกาลที่๗

บทที่ ๒ ความสัมพันธ์และการสร้างสรรค์สัมมาทิฏฐิในพระพุทธศาสนาเถรวาท

๑ความหมายและความสัมพันธ์ระหว่างสัมมาทิฏฐิสองระดับ

.๑วิเคราะห์ความหมายของคำว่า“สัมมา”

.๒ความหมายของสัมมาทิฏฐิ

..๑ความหมายของโลกิยสัมมาทิฏฐิ

..๒ความหมายของโลกุตรสัมมาทิฎฐิ

.๓ความสัมพันธ์ระหว่างโลกิยสัมมาทิฏฐิกับโลกุตรสัมมาทิฏฐิ

๒สัมมาทิฏฐิกับการพัฒนาชีวิต

.๑สัมมาทิฏฐิในฐานะเป็นเหมือนนายสารถี

.๒สัมมาทิฏฐิในฐานะเป็นบุพนิมิตแห่งการตรัสรู้

.๓สัมมาทิฏฐิในฐานะเป็นบ่อเกิดและส่งเสริมกุศลธรรมทั้งปวง

๓การสร้างสรรค์สัมมาทิฏฐิ

.๑ปรโตโฆสะ

.๒โยนิโสมนสิการ

..๑วิธีคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย

..๒วิธีคิดแบบแยกแยะส่วนประกอบหรือการคิดแบบวิเคราะห์

..๓วิธีคิดแบบสามัญลักษณ์

..๔วิธีคิดแบบแก้ปัญหาหรือแบบอริยสัจ

..๕วิธีคิดแบบอรรถธรรมสัมพันธ์

..๖วิธีคิดแบบเห็นคุณโทษและทางออก

..๗วิธีคิดแบบรู้คุณค่าแท้คุณค่าเทียม

..๘วิธีคิดแบบเร้าคุณธรรม

..๙วิธีคิดแบบอยู่กับปัจจุบัน

..๑๐วิธีคิดแบบวิภัชวาทะ

บทที่๓  การวิเคราะห์สัมมาทิฏฐิในการพัฒนาชีวิตตามหลักมัชฌิมาปฎิปทา

๑ความหมายและขอบเขตขององค์มรรคทั้ง๘

.๑สัมมาทิฎฐิ

.๒สัมมาสังกัปปะ

.๓สัมมาวาจา

.๔สัมมากัมมันตะ

..๖สัมมาวายามะ

.๗สัมมาสติ

.๘สัมมาสมาธิ

๒บทบาทสัมมาทิฎฐิในฐานะเป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างสัจธรรมกับจริยธรรม 

๓สัมมาทิฎฐิในฐานะเป็นแกนนำของทางสายกลาง

๔สัมมาทิฎฐิในฐานะเป็นตัวนำในการสร้างกรรมเพื่อสิ้นกรรม.

๕สัมมาทิฎฐิอยู่ในทุกขั้นตอนแห่งการพัฒนาชีวิต

.๑กัมมัสสกตาทิฎฐิ

.๒ฌานสัมมาทิฎฐิ

.๓วิปัสสนาสัมมาทิฎฐิ

.๔มัคคสัมมาทิฎฐิ

.๕ผลสัมมาทิฎฐิ

๖วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างสัมมาทิฎฐิกับองค์มรรคอื่นๆ

.๑ระบบความสัมพันธ์แบบเครือข่าย

.๒ระบบความสัมพันธ์แบบเส้นตรง

.๓ระบบความสัมพันธ์แบบมัคคสมังคี

.๔ความสัมพันธ์องค์มรรคในกระบวนการรับรู้

๗คุณภาพสัมมาทิฎฐิที่เจริญขึ้นโดยลำดับตลอดกระบวนการพัฒนา

บทสรุป

บรรณานุกรม

 

 

บทที่ ๑

แนวทางการศึกษาเรื่องสัมมาทิฏฐิ

 

  ความหมายและขอบเขตของทิฎฐิ

คำว่า“ทิฎฺฐิ”เป็นศัพท์วิชาการทางพุทธศาสนาที่ใช้ในความหมายและขอบเขตที่กว้างขวางมากบางครั้งใช้ในความหมายกลางๆเพื่อสื่อถึงระบบความคิดความเชื่อทั่วๆไปโดยไม่ได้ชี้ชัดลงไปว่าถูกหรือผิดถ้าในกรณีที่ใช้กล่าวถึงทิฎฐินอกพุทธศาสนาเช่นลัทธิครูทั้ง๖และทิฎฐิ๖๒ในที่นี้จะใช้หมายถึงความเห็นผิดเพียงอย่างเดียวหรือถ้ามาพร้อมกันเป็นชุดในฐานะเป็นกิเลสกลุ่มปปัญจธรรม (ธรรมเครื่องเนิ่นช้า) คือตัณหามานะและทิฎฐิในที่นี้ก็จะหมายถึงความเห็นผิดเหมือนกัน๑โดยเฉพาะความเห็นชนิดที่ยึดเอาอัตตาเป็นศูนย์กลางแต่ถ้าใช้หมายถึงปัญญาที่เกิดขึ้นในขั้นตอนของการปฏิบัติธรรมหรือใช้เป็นคุณสมบัติของพระอริยบุคคลเช่นคำว่า“ทิฎฐิปปัตตะ”* (ผู้บรรลุสัมมาทิฎฐิ) เป็นต้นในที่นี้จะหมายเอาเฉพาะความเห็นที่ถูกต้องเพียงอย่างเดียว

พระเทพเวที (..ปยุตโต) ได้นิยามความหมายของทิฎฐิโดยเทียบเคียงกับคำในภาษาอังกฤษว่าทิฎฐิหมายถึงทฤษฎีความเห็นความเชื่อความคิดเห็นการเก็งความจริงและความเชื่อแบบสิทธันต์๒รวมถึงค่านิยมและท่าทีหรือทัศนคตินอกจากนั้นในหนังสือพุทธธรรมท่านยังได้ให้ความหมายละเอียดยิ่งขึ้นไปอีกว่าทิฎฐิแปลว่าความเห็นหมายถึงความเชื่อถือลัทธิทฤษฎีความเข้าใจตามแนวเหตุผลข้อที่เข้ากับความเห็นของตนหลักการที่เห็นสมข้อที่ถูกใจข้อที่เชิดชูเอาไว้ความใฝ่นิยมรวมถึงอุดมการณ์โลกทัศน์และชีวทัศน์ต่างๆตลอดจนทัศนะพื้นฐานที่สืบเนื่องมาจากความเห็นความเข้าใจและความใฝ่นิยมเหล่านั้น๓

พุทธทาสภิกขุได้ให้ความหมายไว้ว่าทิฎฐิหมายถึงการมีความเห็นความเข้าใจความรู้ความเชื่อและทฤษฎีต่างๆเป็นความเห็นที่แฝงไว้ด้วยยึดมั่นถือมั่นกล่าวคือเมื่อผู้ใดได้รับการศึกษาหรือมีความรู้อย่างใดอย่างหนึ่งจนตกผลึกเป็นทิฎฐิของตนก็จะยึดถือเอาทิฎฐินั้นไว้เป็นมาตรฐานสำหรับตัดสินความคิดเห็นอย่างอื่นทิฎฐิในภาษาบาลีใช้ทั้งในแง่ดีแง่ไม่ดีและแง่ที่เป็นกลางๆอย่างไรก็ตามถ้าเทียบกันโดยสัดส่วนแล้วที่ใช้ในแง่ดีเป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้นเช่นคำว่า“ทิฎฐิสัมปันโน” (ผู้สมบูรณ์ด้วยทิฎฐิ) และ“ทิฎฐิปปัตโต” (ผู้บรรลุถึงสัมมาทิฎฐิ) เป็นต้นส่วนที่ใช้ในแง่ที่ไม่ดีหรือแง่ที่เป็นมิจฉาทิฎฐิจะมีมากกว่า๔

               กล่าวโดยสรุปพุทธศาสนาใช้คำว่า“ทิฎฐิ”ในความหมายและขอบเขตที่กว้างขวางมากครอบคลุมทั้งในแง่ความหมายที่เป็นกลางๆโดยไม่ชี้ชัดลงไปว่าเป็นความเห็นความเชื่อที่ถูกหรือผิดทั้งในแง่ความเห็นความเชื่อที่ถูกต้องหรือเป็นสัมมาทิฎฐิและในแง่ความเห็นความเชื่อที่ผิดหรือเป็นมิจฉาทิฎฐินอกจากนั้นเมื่อมองในแง่ที่ปรากฏผลออกมาเป็นวิถีชีวิตและวิถีสังคมของมนุษย์ความหมายและขอบเขตของทิฎฐิจะครอบคลุมไปถึงวัฒนธรรมประเภทนามธรรมหรือวัฒนธรรมทางด้านจิตใจในสังคมมนุษย์ทั้งหมดเช่นวัฒนธรรมด้านความเชื่อค่านิยมทางสังคมท่าทีหรือทัศนคติชีวทัศน์โลกทัศน์และอุดมการณ์เป็นต้น

 

๒ทิฎฐิในทัศนะทางพุทธศาสนาเถรวาท

.๑ทิฎฐิในฐานะเป็นพลังขับเคลื่อนวิถีชีวิต

ตามทัศนะของพุทธศาสนาเถรวาทพลังอำนาจที่ขับเคลื่อนวิถีชีวิตและสังคมของมนุษย์คือพลังแห่งเจตจำนงหรือพลังแห่งกรรมนั่นเอง(กมฺมุนาวตฺตตีโลโก) ซึ่งกรรมในที่นี้มุ่งตรงไปที่ตัวแท้หรือต้นตอของกรรมจริงๆได้แก่เจตนาความจงใจหรือการเลือกตัดสินใจที่จะกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งนั่นเองเจตนาหรือเจตจำนงนี้เป็นตัวชี้นำและกำหนดทิศทางแห่งการกระทำทั้งหมดของมนุษย์พร้อมทั้งเป็นตัวการหรือเป็นการริเริ่มปรุงแต่งสร้างสรรค์ทุกอย่างด้วยเหตุนี้จึงได้ชื่อว่าเป็นตัวแท้ของกรรมและในการที่เจตนาแสดงพลังขับเคลื่อนวิถีชีวิตนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะดำเนินไปอย่างบริสุทธิ์เสมอไปหากแต่เป็นพลังที่เคลื่อนไปตามอำนาจการชักนำของธรรมที่เป็นคุณสมบัติของจิต (เจตสิก)อีกชั้นหนึ่งโดยเฉพาะกลุ่มกิเลสที่เป็นรากเหง้าของอกุศล๓อย่างคือโลภะโทสะและ

โมหะในบรรดากรรมที่มนุษย์กระทำต่อโลกภายนอกทั้ง๓อย่างคือกายกรรมวจีกรรมและมโนกรรมถือว่ามโนกรรมเป็นกรรมที่สำคัญและมีผลกว้างขวางรุนแรงที่สุดที่บอกว่ามโนกรรมเป็นกรรมสำคัญที่สุดนั้นก็เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของกายกรรมและวจีกรรมหรือเพราะเหตุที่กายกรรมและวจีกรรมถูกบงการด้ายมโนกรรมนั่นพุทธพจน์บางแห่งได้ยกให้จิตเป็นตัวขับเคลื่อนโลกและชีวิตทั้งหมดเช่นพุทธพจน์ที่ว่า“โลกถูกจิตนำไปถูกจิตผลักใสไปจิตเป็นธรรมอย่างหนึ่งที่โลกทั้งหมดตก

อยู่ในอำนาจ”๕และพุทธพจน์ที่ว่า“ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้ามีใจเป็นใหญ่สำเร็จด้วยใจถ้าคนมีใจชั่วก็จะพูดชั่วหรือทำชั่วตามไปด้วย”๖พึงสังเกตว่าในที่นี้แม้ยกให้จิตเป็นตัวนำและเป็นตัวขับเคลื่อนแต่ก็ไม่ได้ขัดกับข้อความที่กล่าวมาแล้วเพราะจิตจะเป็นตัวนำได้นั้นจิตจะต้องตั้งเจตจำนงหรือแสดงบทบาทอย่างใดอย่างหนึ่งออกมาการแสดงบทบาทของจิตนี้เองที่เรียกว่า“มโนกรรม”หรือเรียกตามหลักปฏิจจสมุปบาทว่า“สังขาร”และบทบาทที่จิตแสดงออกมานั้นก็ไม่ใช่กระบวนการที่เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์เสมอไปหากแต่ถูกกำกับทิศทางด้วยทิฎฐิหรือความเห็นความเชื่อและค่านิยมอย่างใดอย่างหนึ่งที่ตนยึดถือเอาไว้เพื่อให้เห็นบทบาทและอิทธิพลของทิฎฐิอย่างเป็นรูปธรรมบางครั้งพระพุทธองค์ก็ทรงใช้หลักชีววิทยาแบบง่ายๆเข้ามาช่วยอธิบายนั่นคือหลักการถ่ายทอดพันธุกรรมของพืชในเมล็ดพืชทุกชนิดล้วนได้รับลักษณะทางพันธุกรรมทุกอย่างจากพืชที่เป็นแม่โดยผ่านโครงสร้างของยีนที่มีอยู่ในโครโมโซมลักษณะทางพันธุกรรมเหล่านี้ก็คือภาวะแฝงที่มีอยู่ในเมล็ดพืชนั่นเองถ้าปัจจัยภายนอกเอื้ออำนวยก็พร้อมจะแสดงตัวออกมาการที่เรานำเมล็ดพืชไปปลูกไว้ในดินแล้วใส่ปุ๋ยรดน้ำพรวนดินก็คือการสร้างโอกาสให้ลักษณะทางพันธุกรรมของพืชแสดงตัวออกมานั่นเองทิฎฐิก็เช่นเดียวกันเมื่อบุคคลหรือสังคมยึดมั่นถือมั่นในทิฐิอย่างใดอย่างหนึ่งก็เท่ากับว่าทิฎฐิได้เข้าไปเป็นภาวะแฝงในชีวิตและสังคมเรียบร้อยแล้วปรากฏการณ์ต่างๆในสังคมมนุษย์ที่ออกมาในรูปของวัฒนธรรมก็ดีในรูปของพิธีกรรมทางศาสนาหรือสถาบันทางการเมืองที่ดีก็คือการแสดงตัวของทิฎฐินั่นเองดังพุทธพจน์ที่ว่า  กายกรรมที่ถือว่าปฏิบัติให้บริบูรณ์ตามสมควรแก่ทิฎฐิพรั่งพร้อมตามทิฎฐิวจีกรรมที่ถือปฏิบัติให้บริบูรณ์ตามสมควรแก่ทิฎฐิมโนกรรมที่ยึดถือปฏิบัติให้บริบูรณ์ตามสมควรแก่ทิฎฐิเจตนาความปรารถนาความตั้งใจและสังขารทั้งหลายของบุคคลผู้เป็นมิจฉาทิฎฐิธรรมทั้งหมดนี้ย่อมเป็นไปเพื่อผลที่ไม่น่าปรารถนาไม่น่าใคร่ไม่น่าพอใจไม่เกื้อกูลเป็นทุกข์ข้อนั้นเพราะเหตุไรเพราะความเห็น (ทิฎฐิ) เลวทรามเปรียบเหมือนเมล็ดสะเดาเมล็ดบวบขมหรือเมล็ดน้ำเต้าขมที่บุคคลเพาะไว้ในดินชุ่มชื้นรสดินและรสน้ำมันดูดซับเอาไว้ทั้งหมดย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นของขมเผ็ดร้อนไม่น่ายินดีข้อนั้นเพราะเหตุไรเพราะเมล็ดสะเดาขมเป็นต้นนั้นเลวฉะนั้น๗พุทธพจน์ที่ยกมานี้แสดงให้เห็นว่าสภาพความเป็นไปในชีวิตและสังคมของมนุษย์ทั้งในแง่ที่เจริญขึ้นและเสื่อมลงล้วนแต่ถูกกำหนดไว้อย่างแน่นอนด้วยอิทธิพลของทิฎฐิเหมือนลักษณะของพืชที่ถูกกำหนดไว้อย่างแน่นอนด้วยลักษณะทางพันธุกรรม

 

.๒ทิฎฐิในฐานะเป็นกิเลสกลุ่มปปัญจธรรม

คำว่า“ปปญฺจ”คัมภีร์อภิธานวรรณนาได้นิยามความหมายไว้๒นัยคือคำว่า“กว้างขวาง”และ“พิสดาร”นอกจากนั้นยังได้ยกคำที่มีความหมายอย่างเดียวกันและใช้เป็นไวพจน์ของกันขึ้นมาเทียบเคียงอีก๒คำคือคำว่า“พยฺาส”และ“วิตฺถาร”แปลว่า“กว้างขวาง”และ“พิสดาร”เหมือนกันเมื่อนำมาใช้เป็นศัพท์วิชาการทางพุทธศาสนาจะมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า“ปปัญจธรรม”เป็นชื่อรวมที่ใช้เรียกกลุ่มกิเลส๓ตัวคือตัณหามานะและทิฎฐิหมายถึงธรรมเครื่องเนิ่นช้าหรือกิเลสที่ทำให้คิดปรุงแต่งยึดเยื้อพิสดารนอกจากนั้นระบบคำสอนของพุทธศาสนาเองอาจจะกลายเป็นมิจฉาทิฎฐิได้เช่นกันถ้าบุคคลยึดถืออย่างไม่ถูกต้องหรือเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างงมงายดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในอลคัททูปมสูตรว่าธรรมที่พระองค์แสดงเปรียบเหมือนแพสำหรับข้ามฟากเมื่อบุคคลอาศัยข้ามถึงฝั่งแล้วจะต้องทิ้งแพไว้ตรงนั้นไม่ใช่แบกติดตัวไปด้วยเช่นเดียวกันเมื่อบุคคลอาศัยธรรมข้ามถึงฝั่งแล้ว (พระนิพพาน) แม้ธรรมทั้งหลายก็ต้องละด้วยไม่ใช่ยึดมั่นถือมั่นเอาไว้๙  การที่ท่านจัดกลุ่มกิเลส๓ตัวคือตัณหามานะและทิฎฐิให้อยู่ในชุดเดียวกันก็เพราะกิเลสชุดนี้ทำงานประสานสัมพันธ์กันและเป็นเหตุปัจจัยของกันและกันเมื่อตัวใดตัวหนึ่งออกมาเป็นตัวเด่นในการกำหนดพฤติกรรมของมนุษย์ถ้าสืบสาวลึกลงไปในเบื้องหลังจะเห็นว่ามีกิเลสตัวอื่นๆคอยหนุนหลังอยู่หลักอริยสัจ๔ที่ว่าตัณหาเป็นสาเหตุแห่งความทุกข์ (สมุทัย) ในที่นี้ท่านไม่ได้หมายเอาเฉพาะตัณหาเพียงอย่างเดียวหากแต่ยกตัณหาขึ้นมาในฐานะเป็นตัวเด่นเท่านั้นแท้ที่จริงแล้วก็คือการพูดถึงมานะและทิฎฐิโดยอ้อมนั่นเองอย่างไรก็ตามถ้ามองในแง่กิเลสที่เป็นแกนกลางก็ต้องยกให้ทิฎฐิเพราะเมื่อบุคคลมีความเห็นความเชื่อในเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้วมานะและตัณหาก็จะแสดงบทบาทเพื่อตอบสนองความเห็นความเชื่อนั้นๆเช่นบุคคลมีความเชื่อว่าตัวตนที่เป็นศูนย์กลาง (ทิฎฐิ)ก็จะทำให้เกิดความอยากที่จะหาวัตถุมาบำเรอปรนเปรอตน (ตัณหา) และความทะนงตนอยากใหญ่ใฝ่เด่นก็จะเกิดตามมา (มานะ)๑๐

กล่าวโดยสรุปกิเลสกลุ่มปปัญจธรรมคือตัณหามานะและทิฏฐิเป็นกลุ่มกิเลสที่มีแกนกลางอยู่บนความเชื่อว่ามีตัวตนหรือตัวกู (อหังการ) แล้วแสดงบทบาทเพื่อตอบสนองความเชื่อนั้นเป็นกิเลสที่มีอิทธิพลต่อกระบวนการรับรู้โลกของมนุษย์เป็นอย่างมากโดยเป็นตัวปรุงแต่งสร้างสรรค์ข้อมูลจากประสบการณ์ให้เกิดความฟั่นเฝือยึดเยื้อยุ่งเหยิงและซับซ้อนหลากหลายนอกจากนั้นยังมีอิทธิพลต่อการกำหนดวิถีชีวิตและสังคมของมนุษย์ทั้งหมดด้วย

 

.๓ทิฏฐิเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงธรรม

การยึดมั่นถือมั่นในทิฏฐิอย่างใดอย่างหนึ่งพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นอุปสรรคขวางหรือทำให้เกิดความเนิ่นช้าต่อการเข้าถึงธรรมนอกจากนั้นยังเป็นปัญหาเร่งด่วนที่จะต้องจัดการแก้ไขในลำดับต้นๆดังที่ท่านพุทธทาสภิกขุกล่าวไว้ว่าปัญหาเรื่องทิฏฐิเป็นปัญหาเฉพาะหน้าและรีบด่วนที่สุดเพราะถ้าเป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างต่ำอย่างทรามที่สุดก็จะพาลงนรกลงอบายในปัจจุบันทันตาเห็นทีนี้ถ้าสูงขึ้นมากกว่านี้ก็ให้พ้นทุกข์ไปอย่างชั้นประณีตคือเวียนว่ายตายเกิดไปแม้จะเป็นเทพเป็นพรหมเราก็ถือว่าต้องทนเวียนว่ายตายเกิดอยู่นั่นเองเพราะฉะนั้นปัญหาเรื่องทิฏฐินี้มันจึงมีมากไม่มีที่สิ้นสุดจนกว่าจะเป็นพระอรหันต์๑๑  อย่างไรก็ตามปัญหาหรืออุปสรรคจะมีมากหรือน้อยอย่างไรขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของความยึดมั่นถือมั่นในทิฏฐินั้นเพราะทิฏฐิจะเป็นเหมือนกำแพงที่ปิดกั้นตัวเองไม่ให้มีโอกาสออกมารับรู้โลกภายนอกได้อย่างเต็มที่พร้อมกันนั้นก็ปิดกั้นไม่ให้ข้อมูลจากโลกภายนอกเข้ามาหาตัวเองด้วยส่งผลให้วิถีชีวิตตนเวียนซ้ำซากอยู่ในกรอบแคบๆโอกาสที่จะได้รับรู้ข้อมูลหรือวิถีชีวิตแบบอื่นๆจึงเกิดขึ้นได้ยากดังนั้นพุทธศาสนาจึงได้กล่าวถึงทิฏฐิในฐานะเป็นอุปสรรคไว้ในลักษณะต่างๆดังนี้

 

..ทิฏฐุปาทาน๑๒ความยึดมั่นถือมั่นในทฤษฎีหรือทิฏฐิต่างๆเป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งของหลักปฏิจจสมุปบาทโดยเป็นผลสืบเนื่องมาจากตัณหาอีกทีหนึ่งและตัณหานี้ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากอวิชชานั่นเองเมื่อบุคคลมีความไม่รู้ (อวิชชา) ในสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริงในฐานะเป็นกระบวนการแห่งเหตุปัจจัยที่สัมพันธ์ต่อเนื่องกันจึงเกิดความเห็นผิดว่ามีตัวตนที่เที่ยงแท้ถาวรขึ้นมาในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งแล้วความเห็นผิดนี้ก็เป็นปัจจัยให้เกิดตัณหาหรือความอยากที่จะแสวงหาวัตถุมาปรนเปรอตน (กามตัณหา)อยากให้ตนได้เป็นหรือได้ดำรงอยู่ในภาวะอย่างใดอย่างหนึ่ง (ภวตัณหา) หรืออยากให้ตนพ้นไปจากภาวะที่เป็นอยู่ (วิภวตัณหา) จากนั้นความอยากนี้ก็จะเป็นปัจจัยให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นในทิฏฐิทฤษฎีหรือหลักปรัชญาอย่างใดอย่างหนึ่ง (ทิฏฐุปาทาน) ที่ตนเห็นว่าเป็นแนวทางที่จะสนองความอยากนั้นได้จากความยึดมั่นในทิฏฐิก็จะนำไปสู่ภาคปฏิบัติหรือการสร้างกรรมแล้วได้รับผลกรรมหมุนเวียนซ้ำซากอยู่ในสังสารวัฎอย่างไม่มีที่สิ้นสุดยิ่งเห็นว่าทิฏฐิที่ตนยึดถือสามารถตอบสนองความอยากของตนได้ก็ยิ่งเพิ่มความยึดมั่นถือมั่นในทิฏฐินั้นให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้นไปอีกในที่สุดทิฏฐิที่ตนยึดถือก็จะเป็นเหมือนกำแพงหรือคูที่กักขังตัวเอง

 

..ทิฏฐิชาละข่ายแห่งทิฏฐิในพรหมชาลสูตรพระพุทธองค์ได้ทรงเปรียบเทียบทิฏฐิ๖๒ซึ่งเป็นทิฏฐิที่แพร่หลายอยู่ในสมัยนั้นว่าเป็นเช่นเดียวกับเส้นด้ายจำนวนมากมายที่โยงใยสอดประสานกันเป็นตาข่ายแล้วแผ่ขยายปกคลุมครอบงำระบบความคิดความเชื่อของประชาชนในสมัยนั้นคนที่ถูกข่ายแห่งทิฏฐิคลุมเอาไว้จึงเป็นเช่นเดียวกับปลาที่ถูกแหของชาวประมงคลุมเอาไว้ไม่ว่าปลาจะผุดโผล่หรือแหวกว่ายไปมาอย่างไรก็สามารถทำได้ภายในขอบเขตหรืออาณาบริเวณที่อยู่ภายใต้การครอบของแหเท่านั้นดังที่พระองค์ตรัสไว้ว่าเปรียบเหมือนชาวประมงหรือลูกมือชาวประมงผู้ชำนาญใช้แหตาถี่ทอดลงในหนองน้ำเล็กๆเขาคิดว่าบรรดาสัตว์ตัวใหญ่ในหนองน้ำแห่งนี้ทั้งหมดถูกแหครอบเอาไว้อยู่ในแหนี้เมื่อผุดขึ้นก็ผุดอยู่ในแหนี้ติดอยู่ในแหนี้ถูกครอบเอาไว้เมื่อผุดขึ้นก็ผุดอยู่ในแหนี้ฉันใดสมณะหรือพราหมณ์…ประกาศวาทะแสดงทิฏฐิต่างๆทั้งหมดถูกทิฏฐิ๖๒นี้ซึ่งเป็นดุจตาข่ายปกคลุมเอาไว้ตกอยู่ในตาข่ายนี้เมื่อโผล่ขึ้นก็โผล่อยู่ในตาข่ายนี้ติดอยู่ในตาข่ายนี้ถูกปกคลุมเอาไว้เมื่อโผล่ขึ้นก็โผล่อยู่ในตาข่ายนี้เองฉันนั้น๑๓

ดังนั้นการติดตาข่ายแห่งทิฏฐิในที่นี้จึงสื่อถึงพฤติกรรมทางจิตของบุคคลที่ถูกตีกรอบให้คิดให้ปรุงแต่งสร้างสรรค์หรือให้ตั้งเจตจำนงตามทิฏฐิอย่างใดอย่างหนึ่งนั่นเองเพราะทิฏฐิมีกำเนิดมาจากอวิชชาหรือความไม่รู้เมื่อไม่รู้ก็คิดฝันสร้างจินตนาการและแสดงพฤติกรรมต่างๆภายใต้การชักนำของทิฏฐินั้นหลงยึดเอาขอบเขตหรือพื้นที่ที่ถูกข่ายของทิฏฐิคลุมอยู่นั่นว่าเป็นโลกที่ยิ่งใหญ่เป็นเป้าหมายของชีวิตดังที่พุทธทาสภิกขุได้กล่าวไว้ว่า“บรรดาสิ่งที่กั้นสัตว์ดุจตาข่ายไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่าทิฏฐิมันทำให้คนที่เข้าไปติดนั้นไม่ว่าเข้าไปติดอยู่ในตาข่ายแล้วก็พอใจที่จะอยู่ในข่ายคือทิฏฐินั้นเหมือนกับนกที่อยู่ในกรงไม่พอใจที่จะออกจากกรง”๑๔

..ทิฏโฐฆะ๑๕  ห้วงน้ำคือทิฏฐิหมายถึงทิฏฐิอันเป็นดุจกระแสน้ำที่หลากท่วมใจสัตว์หรือกิเลสอันเป็นดุจกระแสน้ำที่ท่วมทับและพัดพาให้เวียนว่ายอยู่ในทะเลแห่งสังสารวัฎการนำเอาคำว่า“ห้วงน้ำ”มาสื่อความหมายของทิฎฐิก็เป็นการใช้ภาษาเชิงภาพพจน์เช่นเดียวกันเมื่อนึกถึงสัตว์ที่ตกลงไปในบ่อน้ำภาพที่ปรากฏขึ้นมาในใจของเราคือการที่สัตว์นั้นแหวกว่ายวนเวียนไปมาอยู่ในบ่อน้ำนั้นอย่างซ้ำซากตราบใดที่ยังขึ้นจากบ่อน้ำนั้นไม่ได้กิจกรรมแห่งการเวียนว่ายก็จะดำเนินไปเรื่อยๆจนกว่าจะหาทางขึ้นจากบ่อน้ำนั้นได้เมื่อโยงเข้ามาหาสภาพจิตของบุคคลหรือสังคมที่ตกอยู่ในกระแสของทิฏฐิก็จะทำให้เห็นภาพว่าเป็นสภาพจิตที่คิดปรุงแต่งวนเวียนซ้ำซากอยู่ภายใต้อิทธิพลของทิฏฐินั้นตราบใดที่ยังไม่เข้าถึงฝั่งแห่งพระนิพพานกิจกรรมทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการคิดการพูดหรือการกระทำก็จะวนเวียนซ้ำซากอยู่ในกรอบแห่งทิฏฐินั้นนั่นเองยิ่งถ้าตกลงไปแล้วเกิดหลงติดเพลิดเพลินยึดเอาห้วงน้ำคือทิฏฐินั้นเป็นที่พึ่งที่อาศัยของตนก็ยิ่งทำให้ถลำลึกและยืดระยะเวลาของสังสารวัฏให้ยาวนานมากขึ้นไปอีก

 

..ทิฏฐาสวะ๑๖อาสวะคือทิฏฐิหมายถึงกิเลสที่หมักดองอยู่ในสันดานสัตว์หรือกิเลสที่ไหลซึมซ่านไปย้อมใจเมื่อประสบอารมณ์ต่างๆการนำคำว่า“อาสวะ”มาใช้อธิบายความหมายของทิฏฐิก็เป็นการใช้ภาษาเชิงภาพพจน์เช่นเดียวกันเพราะเดิมทีคำนี้ไม่ใช่คำที่ใช้ในภาษาธรรมแต่เป็นคำที่ใช้ในภาษาธรรมดาสามัญทั่วไปหมายถึงเครื่องหมักดองหรือเมรัยเช่นคำว่า“ปุปผาสโว”น้ำดองดอกไม้“ผลาสโว”น้ำดองผลไม้เป็นต้นเมื่อนึกถึงผลไม้ที่ถูกหมักดองไว้ทำเมรัยเราจะนึกเห็นภาพของน้ำเชื้อที่แผ่ซ่านแทรกซึมเข้าไปเป็นเนื้อเดียวกันกับผลไม้ทำให้ผลไม้นั้นมีสีกลิ่นและรสเปลี่ยนแปลงไปตามอิทธิพลของน้ำเชื้อนั้นทิฏฐิฐานะที่หมักดองอยู่ในจิตสันดานของสัตว์ก็มีลักษณะเช่นเดียวกันจะแผ่ซ่านแทรกซึมเข้าไปย้อมจิตแล้วทำให้มึนเมาเคลิบเคลิ้มและแสดงพฤติกรรมไปตามอิทธิพลของทิฏฐินั้น

 

..ทิฏฐิสังโยชน์๑๗เครื่องผูกมัดคือทิฏฐิในที่นี้หมายถึง“สักกายทิฏฐิ”หรือความเห็นความเชื่อว่ามีตัวตนที่เที่ยงแท้ถาวรความเห็นที่ยังติดแน่นในสมมติว่าเป็นตัวตนเราเขาเป็นนั่นเป็นนี่มองไม่เห็นสภาพความจริงที่สัตว์บุคคลเป็นเพียงองค์ประกอบต่างๆมาประชุมกันเข้าการที่ทิฏฐิได้ชื่อว่าเป็นสังโยชน์ก็เพราะเป็นกิเลสที่ผูกมัดสัตว์ไว้กับความทุกข์หรือสังสารวัฎและการนำเอาเครื่องผูดมัดหรือสังโยชน์มาสื่อความหมายของทิฏฐิก็เป็นการใช้ภาษาเชิงภาพพจน์เช่นเดียวกันดังที่พุทธทาสภิกขุกล่าวไว้ว่าสังโยชน์แปลว่าเครื่องผูกเครื่องล่ามเหมือนกับโซ่หรือตรวนหรือขื่อ…เครื่องล่ามเครื่องผูกเครื่องจำเรียกว่าสังโยชน์สิ่งที่มันผูกจิตใจไว้ให้ติดอยู่ในกิเลสในความทุกข์ในวัฎฎะนี่คือสังโยชน์ก็คือมันผูกให้ติดไว้กับสิ่งที่จะเป็นทุกข์สิ่งที่จะทำให้เกิดทุกข์มันมีสังโยชน์ผูกติดไว้กับสิ่งนั้นถ้าตัดสังโยชน์ได้หมดก็เป็นพระอรหันต์๑๘

๓ทิฏฐิในสังคมไทย

การศึกษาทิฏฐิในสังคมไทยในที่นี้มุ่งศึกษาเฉพาะทิฏฐิในสังคมไทยโบราณและสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองแบบประชาธิปไตยในปีพ.. ๒๔๗๕เท่านั้นโดยจะเลือกศึกษาเฉพาะทิฏฐิที่เป็นกระแสหลัก๒ทิฏฐิเท่านั้นได้แก่ทิฏฐิที่มีรากฐานมาจากไตรภูมิพระร่วงผสมแนวคิดแบบฮินดูและทิฏฐิแบบประชาธิปไตยจากตะวันตกเพื่อจะชี้ให้เห็นภาพของทิฏฐิในระดับสังคมอย่างกว้างๆว่าทิฏฐิเหล่านี้ได้มีอิทธิพลความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงสังคมไทยในลักษณะอย่างไรบ้าง

.๑ทิฏฐิในสังคมไทยสมัยโบราณ

..โลกทัศน์และชีวทัศน์แบบไตรภูมิ“ไตรภูมิพระร่วง”หรือ“เตภูมิกถา”เป็นเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญมากในฐานะเป็นรากฐานความคิดความเชื่อกระแสหลักของสังคมไทยมายาวนานตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นได้มีอิทธิพลทั้งทางด้านศาสนาและการเมืองการปกครองนิพนธ์ขึ้นในสมัยกรุงสุโขทัยโดยพระเจ้าลิไท (ประมาณพ.. ๑๘๙๐ - ๑๙๒๗) กล่าวกันว่าพระองค์นิพนธ์ขึ้นจากการรวบรวมข้อมูลจากคัมภีร์ต่างๆประมาณ๓๐คัมภีร์โดยมากเป็นคัมภีร์ชั้นรองจากพระไตรปิฏกในทัศนะของเสฐียรโกเศศไตรภูมิพระร่วงเป็นลักษณะร่วมของมนุษย์ทุกชาติทุกภาษาที่พยายามจะค้นหาคำตอบเกี่ยวกับกำเนิดของโลกและจักรวาลรวมทั้งกำเนิดของสัตว์ทุกจำพวกว่ามีกำเนิดมาอย่างไรตายแล้วจะไปไหนเป็นต้นและที่สำคัญคือไตรภูมิพระร่วงเป็นแหล่งสำหรับสอนศาสนาทางอ้อมแก่สามัญชนทั่วไปโดยยกเอาเรื่องนรกสวรรค์มาเป็นแรงจูงใจซึ่งมักจะได้ผลดีกว่าการสอนหลักธรรมแบบตรงๆ๑๙อิทธิพลของไตรภูมิพระร่วงที่มีต่อความคิดความเชื่อของคนไทยสมัยโบราณที่เด่นชัดคือความเชื่อเรื่องบาป–บุญคุณ–โทษนรก–สวรรค์ความไม่เที่ยงแท้แน่นอนของชีวิตที่อยู่ในโลกนี้และความเชื่อที่ถือว่ามีพลังและสร้างเสน่ห์จูงใจประชาชนที่สุดคือความเชื่อในอานิสงส์แห่งการสดับฟังไตรภูมิกถาว่าจะทำให้ได้พบโลกพระศรีอาริย์ที่จะมาถึงในอนาคตจากความเชื่อดังกล่าวมานี้ทำให้คนไทยสมัยโบราณมีค่านิยมในการทำบุญสั่งสมบารมีแล้วตั้งความปรารถนาให้ได้บังเกิดในสวรรค์วิมานชั้นที่สูงๆขึ้นไปและที่เด่นชัดที่สุดคือค่านิยมในการทำบุญแล้วตั้งความปรารถนาให้ได้บังเกิดในโลกยุคพระศรีอาริย์ดังหลักฐานที่ปรากฏในจารึกสมัยโบราณและเอกสารอื่นๆดังต่อไปนี้

. จารึกที่ฐานพระพุทธรูปองค์ที่๑,,๓ณวัดพญาภูอำเภอเมืองจังหวัดน่านเมื่อปีพ.. ๑๙๗๐เป็นอักษรสุโขทัยสมเด็จเจ้าพระยาผาสุมเจ้าเมืองน่านได้ตั้งความปรารถนาไว้ว่า“ปรารถนา…(ขอให้) ทัน (ศาสนา) พระศรีอาริย์ไมตรี”๒๐

. จารึกวัดส่องคบ๓อำเภอเมืองจังหวัดชัยนาทอักษรไทยอยุธยาและขอมอยุธยาเมื่อปีพ.. ๑๙๗๖มีข้อความที่ตั้งความปรารถนาให้ได้พบพระศรีอาริย์๓ครั้งว่า“ขอจงได้ทันพระศรีอาริยไมตรีโพธิสัตว์…ขอจงทันพระศรีอาริยไมตรีทุกชาติแล…ขอจงได้ทันพระศรีอาริยไมตรีแล”๒๑

. จารึกฐานพระพุทธรูปแม่ศรีมหาตาเป็นอักษรไทยพุทธศตวรรษที่๒๐อยู่ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามกรุงเทพฯมีข้อความที่ปรารถนาให้ได้เกิดเป็นผู้ชายและได้เป็นศิษย์ของพระศรีอาริย์ดังข้อความที่ว่า“พระเจ้าแม่ศรีมหาตาขอปรารถนาเป็นผู้ชายชั่วหน้าจุ่งข้าได้เป็นศิษย์ตนพระศรีอาริย์โพธิสัตว์เจ้า”๒๒

. ในกฎหมายคณะสงฆ์ฉบับแรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์สมัยรัชกาลที่๑ข้อที่๑พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมีรับสั่งถึงพระสงฆ์ผู้จะแสดงพระเทศนาเรื่องมหาชาติและประชาชนผู้ฟังธรรมว่า“แต่นี้สืบไปเมื่อน่าให้พระสงฆ์ผู้สำแดงพระธรรมเทศนาแลราษฎรผู้จะฟังพระมหาชาติชาดกนั้นสำแดงฟังแต่ตามวาระพระบาฬีและอรรถกถาฎีกาให้บริบูรณ์ด้วยผลอานิสงส์นั้นก็จะได้พบสมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรยในอนาคตตามเทวราชโองการตรัสสั่งมาแก่พระมาลัยเทวเถระเจ้านั้น..”๒๓

..แนวคิดเกี่ยวกับรัฐและพระมหากษัตริย์นอกจากไตรภูมิพระร่วงจะทำหน้าที่หล่อหลอมความเชื่อในทางศาสนาแล้วยังมีอิทธิพลต่อความคิดด้านการเมืองด้วยผู้รู้บางท่านได้ให้ทัศนะว่าพระเจ้าลิไททรงนิพนธ์ไตรภูมิพระร่วงขึ้นมาเพื่อปกครองกรุงสุโขทัยทางอ้อมเพราะทรงนิพนธ์ในขณะที่เป็นอุปราชและกำลังเตรียมที่จะเป็นกษัตริย์อีกประการหนึ่งนโยบายทางด้านการเมืองของสุโขทัยหลังรัชสมัยของพ่อขุนรามคำแหงอยู่ที่การทอดอำนาจของอาณาจักรอยุธยาและในการนี้พระเจ้าลิไทได้ใช้ความพยายามทั้งทางตรงและทางอ้อมทางตรงคือการขยายอาณาเขตส่วนทางอ้อมคือการใช้ระบบความเชื่อทางศาสานา๒๔

จักรวาลวิทยาแบบไตรภูมิได้เข้าไปมีอิทธิพลต่อการจัดรูปแบบของรัฐไทยสมัยโบราณอย่างเห็นได้ชัดโดยเฉพาะรูปแบบสถาปัตยกรรมของราชธานีแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะจำลองจักรวิทยาแบบไตรภูมิเข้ามาไว้ในรูปแบบของรัฐดังที่รอเบิตไฮน์เกลเดินได้ตั้งข้อสังเกตว่า“ราชธานีเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นให้มีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมเหมือนจริงกับจักรวาลและสิ่งสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการจำลองสัญลักษณ์ของจักรวาลมาก็คือการสร้างวัดหรือเทวาลัยให้เป็นเหมือนภาพจำลองของภูเขาสุเมรุ”๒๕แม้แนวคิดในด้านการจัดโครงสร้างการปกครองก็เช่นเดียวกันได้มีการแต่งตั้งเสนาบดีทั้ง๔หรือจตุสดมภ์๔ก็ล้วนมีจำนวนและหน้าที่สอดคล้องกับท้าวโลกบาลทั้งสี่ที่ทำหน้าที่รักษาคุ้มครองทิศทั้ง๔เช่นเดียวกันสถานะของพระมหากษัตริย์สมัยสุโขทัยตอนต้นได้รับความชอบธรรมทางการเมืองเพราะอาศัยคติความเชื่อทางพุทธศาสนาที่ถ่ายทอดผ่านไตรภูมิพระร่วงเป็นหลักพระมหากษัตริย์จึงดำรงอยู่ในภาวะแห่งความเป็น“พุทธภาพ”กล่าวคือเป็นผู้ที่ได้รับสั่งสมบารมีมาแต่ชาติปางก่อนและปัจจุบันก็เป็นผู้ได้ชื่อว่าตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรมทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขอาณาประชาราษฎร์และอุปถัมภ์บำรุงพระภิกษุสงฆ์เหมือนดังพระอินทร์ผู้ปกครองจักรวาลดังนั้นกษัตริย์จึงมีพระนามอีกอย่างว่า“ธรรมราชา”เช่นพระมหาธรรมราชาลิไทยเป็นต้นต่อมาในสมัยสุโขทัยตอนปลายตลอดถึงสมัยอยุธยาสถานะพระมหากษัตริย์ได้ถูกอธิบายให้มีความศักดิ์สิทธิ์และชอบธรรมมากยิ่งขึ้นด้วยอิทธิพลของแนวคิดความเชื่อที่มีรากฐานมาจากลัทธิเทวราชของฮินดูที่สืบทอดมาจากขอมพระมหากษัตริย์จึงมีสถานะอีกอย่างหนึ่งคือความเป็นเทพเจ้าหรือ“เทวภาพ”ดังจะเห็นได้ว่าก่อนที่พระมหากษัตริย์จะเสด็จขึ้นครองราชย์พราหมณ์ประจำราชสำนักจะประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกทั้งนี้ก็เพื่ออันเชิญเทพเจ้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือพระศิวะลงมาสู่โลกให้สถิตย์ในองค์พระมหากษัตริย์นั่นเองแม้พระนามของพระมหากษัตริย์ในสมัยอยุธยาเช่นสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถสมเด็จพระนเรศวรหรือสมเด็จพระนารายณ์เป็นต้นก็ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดแบบเทวราชได้เป็นอย่างดี

..ความคิดเรื่องเวลาของพราหมณ์และพุทธสำนึกเรื่องเวลามีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับเรื่องการมองโลกและชีวิตอย่างแยกไม่ออกถือว่าเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตและสังคมไทยสมัยโบราณเป็นอย่างมากสำนึกนี้เกิดจากการผสมผสานระหว่างความเชื่อเรื่อง“ยุค”ของฮินดูและความเชื่อเรื่อง“ปัญจอันตรธาน”* หรือความเชื่อเรื่องเสื่อมสิ้นไปของพุทธศาสนา๕ประการแนวคิดแบบฮินดูเชื่อว่าชีวิตของมนุษย์ในโลกเริ่มต้นด้วยสภาวะที่มีแต่ความสุขสมบูรณ์แล้วจะเสื่อมลงโดยลำดับในระยะยาวในที่สุดก็จะถูกทำลายด้วยภัยธรรมชาติจากนั้นพระพรหมจะสร้างโลกขึ้นมาใหม่แล้วกระบวนการเปลี่ยนแปลงก็จะดำเนินไปเช่นเดิมแนวคิดนี้เกี่ยวกับการแบ่งโลกออกเป็น๔ยุคคือ

. กฤตยุคเป็นยุคที่มีแต่ความบริสุทธิ์มีแต่สันติสุขมนุษย์ตั้งอยู่ในศีลธรรมไม่มีกิเลสตัณหาไม่มีความเจ็บไข้

. เตรตายุคเป็นยุคที่ความดีงามต่างๆเริ่มเสื่อมถอยลงจนเหลือสามในสี่

. ทวาปรยุคเป็นยุคที่ความดีงามเสื่อมถอยลงไปอีกจนเหลือครึ่งหนึ่งสองในสี่

. กลียุคเป็นยุคที่เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายความดีงามเสื่อมถอยลงจนเกือบเหลือเพียงหนึ่งในสี่ส่วนเท่านั้น๒๖

สามยุคแรกคือกฤตยุคเตรตายุคและทวาปรยุคได้ผ่านพ้นไปแล้วตั้งแต่ก่อนสมัยพุทธกาลตั้งแต่สมัยพุทธกาลจนถึงปัจจุบันอยู่ในช่วงของกลียุคแนวคิดเรื่องยุคของฮินดูผสานกันได้อย่างกลมกลืนกับแนวคิดเรื่อง“ปัญจอันตรธาน”และสอดรับเป็นอย่างดีกับความเชื่อเรื่องการเสด็จมาของพระพุทธเจ้าองค์ถัดไปคือพระศรีอาริย์คนไทยสมัยโบราณมีความเชื่อว่าพระพุทธศาสนาจะมีอายุยืนอยู่ได้เพียง๕,๐๐๐ปีโดยจะเริ่มเสื่อมลงเรื่อยๆเมื่อพ้นกึ่งพุทธกาล (หลัง๒,๕๐๐ปี) แล้วจะสูญสิ้นไปในที่สุดเมื่อครบ๕,๐๐๐ปีจะเห็นได้ว่าพระมหากษัตริย์ไทยและดินแดนใกล้เคียงเช่นพม่าและมอญมักนิยมทำพิธีลบศักราชเพื่อยืดระยะเวลาให้ยาวออกไปและมีการสร้างถาวรวัตถุทางศาสนามากมายเพื่อหวังจะสืบต่ออายุของพระศาสนาและทิ้งไว้เป็นสมบัติให้คนรุ่นหลังได้เห็นเมื่อศาสนาสูญสิ้นไปแล้ว

นักวิชาการบางท่านวิจารณ์แนวคิดเรื่องเวลาว่าความเชื่อดังกล่าวนี้อาจมีผลทำให้คนไทยส่วนใหญ่ขาดความคิดประดิษฐ์สร้างสรรค์และทำให้สังคมขาดพลังความคิดริเริ่มในสิ่งใหม่ๆเนื่องจากมีทัศนาคติต่ออนาคตในลักษณะที่ดำเนินไปสู่จุดเสื่อมลงเรื่อยๆและทำให้มีความเชื่อว่าอนาคตได้ถูกกำหนดไว้ก่อนแล้วโดยที่มนุษย์ไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงได้ทัศนะเช่นนี้น่าจะมีส่วนในการทำให้คนไทยมีลักษณะที่เรียกว่า“ชะตานิยม”ซึ่งสอดคล้องกับความเชื่อในเรื่องกรรมเก่าในอดีตชาติเป็นเครื่องกำหนดชีวิตปัจจุบันผู้ที่มีความคิดเช่นนี้มักไม่ดิ้นรนต่อสู้ในทางการเมืองเขาจะไม่เชื่อมโยงความทุกข์ยากในชีวิตเข้ากับการกระทำของผู้ปกครองหากเป็นเพราะชะตากรรมบันดาลให้เป็นไป๒๗

..แนวคิดเรื่องโลกยุคพระศรีอาริย์และพระมาลัยแนวคิดเรื่องเวลาดังที่กล่าวมาแล้วมีความเกี่ยวเนื่องกับแนวคิดเรื่องโลกยุคพระศรีอาริย์ด้วยมีการสันนิษฐานว่าแนวคิดเรื่องพระศรีอาริย์คงจะแพร่หลายในสังคมไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัยแล้วเพราะในไตรภูมิพระร่วงก็ได้กล่าวถึงพระศรีอาริย์ไว้ทั้งในคำนำและคำลงท้ายนอกจากนั้นในการสำรวจหลักศิลาจารึกสุโขทัยทั้งหมด๑๖หลักก็พบว่าได้กล่าวถึงพระศรีอาริย์ด้วยคำต่างๆกันเช่น“อารยไมตรี”บ้าง“พระพุทธศรีอาริยไมตรี”บ้างจากความเชื่อที่ว่าเมื่อผ่านกึ่งพุทธกาลไปแล้วพุทธศาสนาจะเสื่อมลงโดยลำดับจนสูญสิ้นไปเมื่อครบ๕,๐๐๐ปีโลกจะเกิดมิคสัญญีและกลียุคสังคมจะเต็มไปด้วยการรบราฆ่าฟันเดือดร้อนไปทั่วจึงทำให้ผู้คนเริ่มคิดถึงโลกในความฝันหรือโลกในอุดมคติซึ่งก็คือโลกยุคพระศรีอาริย์นั่นเองพระศรีอาริย์จึงเป็นประดุจดังวีรบุรุษผู้ที่มาจะปราบยุคเข็ญได้รับการคาดหมายว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปแล้วเสด็จโปรดชาวโลกให้อยู่เย็นเป็นสุขสังคมในสมัยของพระองค์จะบรรลุถึงสังคมในอุดมคติทุกคนจะตั้งอยู่ในศีลธรรมไม่มีการเบียดเบียนรบราฆ่าฟันกันไม่มีโรคภัยไข้เจ็บฤดูกาลจะสม่ำเสมอพืชพันธ์ธัญญาหารจะอุดมสมบูรณ์จะมีต้น“กัลปพฤกษ์”อันเป็นต้นไม้สารพัดนึกที่สามารถบันดาลสิ่งที่ต้องการได้ทุกอย่างทุกคนจะมีฐานะเท่าเทียมกันหมดไม่มีความร่ำรวยความยากจน๒๘

จากแนวคิดเรื่องโลกยุคพระศรีอาริย์โยงมาถึงเรื่องพระมาลัยด้วยพระมาลัยเป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับนับถือมากเพราะท่านเป็นพระอรหันต์ที่ฤทธิ์มากเช่นเดียวกับพระโมคคัลลานะในสมัยพุทธกาลสามารถที่จะไปโปรดสัตว์ได้ทั้งในนรกและสวรรค์ในคราวที่เดินทางไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อนมัสการพระจุฬามณีเจดีย์ (ที่บรรจุพระเกศาของพระพุทธองค์) ในช่วงเดียวกันนั้นพระศรีอาริย์โพธิสัตว์ก็ได้เสด็จมาจากสวรรค์ชั้นดุสิตเพื่อนมัสการพระจุฬามณีเจดีย์เช่นเดียวกันเมื่อท่านทั้งสองได้พบกันการสนทนาเรื่องราวต่างๆก็เกิดขึ้นเช่นเรื่องระยะกาลสูญสิ้นแห่งศาสนาของพระสมณโคดมเรื่องกำหนดกาลที่จะลงมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าของพระศรีอาริย์และเรื่องการปฏิบัติตนเพื่อให้ได้พบพระศรีอาริย์ในอนาคตโดยให้สดับตรับฟังพระธรรมเทศนาเรื่อง“มหาเวสันดรชาดก”อยู่เป็นนิตย์เป็นต้น๒๙เมื่อพระมาลัยกลับลงมายังโลกมนุษย์จึงได้นำข่าวนี้มาประกาศให้ชาวโลกได้ทราบ

ตำนานเรื่องพระมาลัยแต่งขึ้นในลังการาวพ.. ๑๖๙๖และแพร่หลายเข้ามายังประเทศพม่าสุโขทัยและต่อมาถึงอยุธยาเมื่อพ.. ๒๒๘๐เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ (กุ้ง)ได้นิพนธ์เรื่องพระมาลัยคำหลวงขึ้นคาดกันว่าเรื่องราวของพระมาลัยคงจะรู้จักกันอย่างแพร่หลายในสังคมอยุธยาทั้งในราชสำนักและประชาชนทั่วไปเพราะมีประเพณีการสวดพระมาลัยทั้งในพิธีแต่งงานและพิธีศพด้วยกล่าวโดยสรุปการที่แนวคิดเรื่องผู้มีบุญมาโปรดไม่ว่าจะเป็นผู้มีบุญในฐานะเป็นกษัตริย์หรือในฐานะเป็นพระศรีอาริย์ก็ตามได้รับการเน้นย้ำเป็นพิเศษตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นต้นมาส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเรื่องของจิตวิทยามวลชนการควบคุมทางสังคมและการสร้างความชอบธรรมทางการเมืองให้แก่ชนชั้นปกครองเพราะกษัตริย์ได้ชื่อว่าเป็นผู้สั่งสมบุญบารมีมามากเช่นเดียวกันกับพระศรีอาริยโพธิสัตว์ดังนั้นจึงมีความชอบธรรมที่จะปกครองผู้อื่นในฐานะเป็นผู้มีบุญมาโปรดส่วนผู้ที่อยู่ใต้ปกครองเป็นการบ่งบอกอยู่ในตัวแล้วว่าได้สั่งสมบุญบารมีมาน้อยจึงเป็นผู้ที่มีความชอบธรรมที่จะถูกปกครองเช่นเดียวกันนอกจากนั้นแนวคิดเรื่องผู้มีบุญยังอธิบายสถานะที่แตกต่างกันของคนในสังคมได้ด้วยการที่คนในสังคมมีฐานะเหลื่อมล้ำต่ำสูงไม่เท่าเทียมกันนั้นเพราะแต่ละคนได้สั่งสมบุญบารมีมาแต่ชาติปางก่อนไม่เท่าเทียมกันหาใช่เกิดจากความผิดพลาดของผู้ปกครองไม่

.๒อิทธิพลของทิฏฐิต่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองแบบตะวันตก

การเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยของไทยในปีพ..๒๔๗๕ถือว่าเป็นจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของไทยการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้แม้จะเกิดขึ้นอย่างฉับพลันด้วยการปฏิวัติยึดอำนาจของกลุ่มคณะราษฎรแต่ในแง่ของทิฏฐิหรือความคิดความเชื่อในเรื่องประชาธิปไตยได้เกิดขึ้นมาก่อนหน้านั้นแล้วเหตุการณ์ปฏิวัติเป็นเพียงผลเบื้องปลายของทิฏฐิที่สั่งสมมาแล้วอย่างยาวนานดังนั้นการศึกษาทิฏฐิในช่วงก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองแบบประชาธิปไตยจึงน่าจะทำให้มองเห็นภาพการแสดงบทบาทของทิฏฐิในการกำหนดวิถีสังคมได้

 

..บทบาทของทิฏฐิในสมัยรัชกาลที่๔ยุคสมัยที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อทางประวัติศาสตร์สังคมไทยระหว่างสมัยเก่ากับสมัยใหม่หรือระหว่างรัตนโกสินทร์ตอนต้นกับตอนปลายคือรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่๔มาตรฐานอย่างหนึ่งที่มักจะถือเป็นสัญลักษณ์แห่งการแบ่งยุคสมัยเก่ากับสมัยใหม่คือความเสื่อมลงของโลกทัศน์แบบไตรภูมิอันเป็นผลกระทบจากโลกทัศน์แบบวิทยาศาสตร์ตะวันตกการติดต่อกับโลกตะวันตกในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นทำให้ชนชั้นปกครองของไทยมีโอกาสได้รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับความก้าวหน้าทางด้านวิทยาการมากขึ้นดังจะเห็นได้จากการที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯรัชกาลที่๔ทรงสนพระทัยในเรื่องดาราศาสตร์เป็นอย่างมากจนสามารถทำนายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติได้ด้วยอิทธิพลของระบบเหตุผลแบบวิทยาศาสตร์ทำให้พระองค์มีท่าทีปฏิเสธความเชื่อใดๆก็ตามที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลรวมทั้งการมองโลกและชีวิตตามแบบไตรภูมิด้วยเช่นความเชื่อเรื่องพุทธกาล๕,๐๐๐ปีพระองค์ทรงแย้งว่าพุทธศาสนาสามารถจะดำรงอยู่ได้ตลอดกาลนานถ้าชาวพุทธตั้งอยู่ในสัมมาปฏิบัติเป็นนิจแม้คติเรื่องนรกสวรรค์ในชาติหน้าก็ถูกลดความสำคัญลงแล้วถูกแทนที่ด้วยแนวคิดเรื่องสวรรค์ในอกนรกในใจรวมทั้งคติเรื่องพระศรีอาริย์พระโพธิสัตว์และการปรารถนาพุทธภูมิก็ถูกละทิ้งไปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯนับว่าเป็นกษัตริย์พระองค์แรกที่ประกาศชัดเจนว่า“มิทรงเอื้อมอาจปรารถนาพุทธภูมิ”๓๐

หลักฐานที่ชี้ให้เห็นการปฏิเสธโลกทัศน์แบบไตรภูมิอย่างชัดเจนที่สุดคือ“หนังสือแสดงกิจจานุกิจ”แต่งขึ้นในปีพ.. ๒๔๑๐โดยเจ้าพระยาทิพากรวงษ์ฯ(ขำบุนนาค) เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ส่วนหนึ่งเป็นความพยายามที่จะแสดงให้เห็นว่าพุทธธรรมที่แท้จริงมีความสอดคล้องกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่โดยเฉพาะแนวคิดเรื่องโลกกลมอีกส่วนหนึ่งเป็นการตั้งข้อสงสัยโลกทัศน์แบบไตรภูมิว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อถือเพราะไม่สอดคล้องกับหลักวิทยาศาสตร์เช่นข้อความที่ว่า“ถามว่าระดูฝนทำไมจึงมีฝนตกระดูแล้งไม่มีฝนบางทีระดูฝนก็แล้งไปบ้างระดูแล้งก็มีฝนบ้างเป็นเหตุอย่างไรขอตอบตามคัมภีร์ไตรภูมิก่อน…แต่คำที่ว่ามานี้เป็นของไม่มีพยาน…ด้วยเทวดาวัสวลาหกวิมานอยู่ที่ไหนก็ไม่เห็นจะบันดาลให้ฝนตกจริงหรือไม่จริงก็ไม่รู้”๓๑

กล่าวโดยสรุปทิฏฐิที่อยู่เบื้องหลังความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองมีทิฏฐิที่เป็นกระแสหลัก๒ทิฏฐิคือทิฏฐิที่มีรากฐานมาจากจักรวาลวิทยาแบบไตรภูมิผสมกับคติความเชื่อเรื่องเทวราชของฮินดู

ทิฏฐินี้ได้แสดงบทบาทกำหนดวิถีชีวิตและสังคมไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น (รัชกาลที่๓) ที่เห็นได้ชัดคือความเชื่อถือเรื่องโครงสร้างของจักรวาลสำนึกเรื่องเวลาและความเชื่อถือเรื่องความชอบธรรมทางการเมืองของพระมหากษัตริย์ในฐานะเป็นผู้มีบุญมาโปรดและเป็นเทวราชในเวลาเดียวกันส่วนทิฏฐิที่เป็นกระแสหลักในสมัยก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง(ตั้งแต่รัชกาลที่๔) คือความเชื่อในระบบเหตุผลแบบวิทยาศาสตร์ผสมกับความเชื่อในระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยทิฏฐินี้ได้แสดงบทบาทพลิกผันสังคมไทยจากสังคมแบบจารีตมาสู่สังคมแบบสมัยใหม่ที่เห็นได้ชัดเจนคือการปฏิเสธสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลแบบวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะจักรวาลวิทยาแบบไตรภูมิในด้านการปกครองที่เห็นได้ชัดคือการปฏิเสธความชอบธรรมทางการเมืองของผู้ปกครองในฐานะผู้ได้สั่งสมบุญบารมีมามากหรือในฐานะเป็นเทวราชโดยเชื่อในความชอบทางการเมืองของผู้ปกครองที่ต้องมาจากความเห็นชอบของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยรวมความว่าความเห็นความเชื่อหรือ“ทิฏฐิ”ถือว่ามีบทบาทสำคัญมากในฐานะเป็นแกนกลางหรือรากฐานแห่งความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตและสังคมมนุษย์ทั้งหมดการศึกษาเรื่องสัมมาทิฏฐิและความสำคัญของทิฏฐิจึงเท่ากับว่าเป็นการย้อนกลับไปหารากฐานของชีวิตและสังคมหรือถ้ามองในแง่ของกระบวนการแก้ปัญหาการศึกษาเรื่องทิฏฐิก็คือการเจาะเข้าไปหารากเหง้าหรือต้นตอของปัญหานั่นเองกล่าวเฉพาะการพัฒนาชีวิตตามหลักของพระพุทธศาสนาเถรวาทถือว่าสัมมาทิฏฐิเป็นรากฐานสำคัญในกระบวนการพัฒนาชีวิตทั้งหมดการสร้างตึกสูงๆย่อมต้องการรากฐานที่ลึกและแข็งแกร่งฉันใดการพัฒนาชีวิตเพื่อความหลุดพ้นย่อมต้องการรากฐานคือสัมมาทิฏฐิฉันนั้นการศึกษาเรื่องสัมมาทิฏฐิจึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นสำหรับชีวิตในสังคมมนุษย์ไม่ว่าจะมีการปกครองแบบใดก็ตามเพื่อเป็นการยกคุณธรรมของสังคมมนุษย์ให้สูงขึ้นนั่นเอง

 

เชิงอรรถบทที่ ๑

๑ราชบัญฑิตยสถาน. พจนานุกรมศัพท์ศาสนาสากลอังกฤษ–ไทย. (กรุงเทพฯ:หจก. อรุณการพิมพ์, ๒๕๔๒). หน้า๑๐๖.

* คำว่า“ทิฎฐิปัตตะ”หมายถึงผู้บรรลุสัมมาทิฏฐิคือเข้าใจอริยสัจอย่างถูกต้องเป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งของพระอริยบุคคลผู้บรรลุโสดาปัตติผลจนถึงผู้ปฏิบัติเพื่ออรหัตตผล.

๒พระเทพเวที (.. ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสนาฉบับประมวลธรรม. หน้า๓๘๐.

๓พระธรรมปิฎก (.. ปยุตโต). พุทธธรรมฉบับปรับปรุงและขยายความ. หน้า๗๓๕.

๔พุทธทาสภิกขุ. ความเป็นเจ้าโลก. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, ๒๕๑๘).หน้า๔๙–๕๐.

๕สํ.. ๑๕/๑๘๑/๕๔.

๖ขุ.. ๒๕/๑๑/๑๕.

๗อง. เอก. ๒๐/๙๐/๔๓.

๙ม.มู. ๑๒/๒๘๐/๒๗๐–๒๗๑.

๑๐พระธรรมปิฎก (.. ปยุตฺโต). พุทธธรรมฉบับปรับปรุงและขยายความ. หน้า๗๐/๕๑.

๑๑พุทธทาสภิกขุ. ความเป็นเจ้าโลก. หน้า๕๔.

๑๒ที.ปา. ๑๑/๒๖๒/๒๔๒.

๑๓ที.สี. /๙๐/๕๘.

๑๔พุทธทาสภิกขุ. ความเป็นเจ้าโลก. หน้า๘๘.

๑๕ที.ปา. ๑๑/๒๕๘/๒๔๒.

๑๖อภิ.วิ. ๑๙/๓๔๙/๙๐.

๑๗สํ.. ๑๙/๓๔๙/๙๐.

๑๘พินิจรักทองหล่อ. ธรรมมานุกรมธรรมโฆษณ์ฉบับประมวลธรรมเล่ม๓.(กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์สุขภาพใจ, ๒๕๔๐). หน้า๒๓๗.

๑๙เสฐียรโกเศศ. เล่าเรื่องไตรภูมิพระร่วง. (พระนคร : ห้างหุ้นส่วนจำกัดโรงพิมพ์อักษรไทย, ๒๕๑๕). หน้า๑๗–๑๙.

๒๐กรมศิลปากร. จารึกสมัยสุโขทัย. (กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๒๖).หน้า๑๔๗. อ้างในบำเพ็ญระวิน, พระอนาคตวงศ์. (กรุงเทพฯ : บริษัทอมรินทร์ปริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิงจำกัด. ๒๕๔๒). หน้า๔๑.

๒๑กรมศิลปากร. จารึกในประเทศไทยเล่ม๕. (กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๒๙).หน้า๑๗๘.

๒๒กรมศิลปากร. จารึกสุโขทัย. หน้า๑๙๘อ้างในบำเพ็ญระวิน. พระอนาคตวงศ์.หน้า๔๓.

๒๓พระราชบัญญัติคณะสงฆ์และกฎหมายมหาเถรสมาคม. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๒). หน้า๖.

๒๔สมบัติจันทรวงศ์และชัยอนันต์สมุทวณิช. ความคิดทางการเมืองไทย.(กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์บรรณกิจ, ๒๕๒๓). หน้า๙๑.

๒๕รอเบิตไฮน์เกลเดินแนวคิดเกี่ยวกับรัฐและสถาบันกษัตริย์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้. แปลโดยนิธิเอียวศรีวงศ์”. วารสารสังคมศาสตร์. (เมษายน-กันยายน๒๕๒๕).หน้า๔-.

* อันตรธาน๕ประการคือ

() ปริยัติอันตรธานความเสื่อมสูญแห่งพระปริยัติธรรม

() ปฏิบัติฮันตรธานความเสื่อมสูญแห่งการปฏิบัติ

() ปฏิเวธอันตรธานความเสื่อมสูญแห่งปฏิเวธ

() ลิงคอันตรธานความเสื่อมสูญแห่งสมณเพศ

() ธาตุอันตรธานความเสื่อมสูญแห่งพระธาตุ.

๒๖เสฐียรโกเศศ. เล่าเรื่องไตรภูมิ. (พระนคร : ห้างหุ้นส่วนจำกัดโรงพิมพ์อักษรไทย, ๒๕๑๕).หน้า๒๐๗–๒๐๘.

๒๗สมบัติจันทรวงศ์และชัยอนันต์สมุทวณิช. ความคิดทางการเมืองไทย.(กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์บรรณกิจ, ๑๕๒๓). หน้า๙๑.

๒๘เฉลิมเกียรติผิวนวล. ความคิดทางการเมืองของปรีดีพนมยงค์. (กรุงเทพฯ :สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง, ๒๕๒๙). หน้า๓๙–๔๑.

๒๙อริยธรรมป. ฎีกามาลัยเทวสูตรโดยพิศดาร. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์เลี่ยงเชียงจงเจริญ, ๒๕๒๑). หน้า๒๑๑–๒๒๑.

๓๐พระไพศาลวิสาโล. พระธรรมปิฎกกับอนาคตพระพุทธศาสนา. (กรุงเทพฯ :บริษัทธรรมสารจำกัด, ๒๕๔๒). หน้า๗.

๓๘เสน่ห์จามริก. เรื่องเดียวกัน. หน้า๑๐๙.

๓๙เสน่ห์จามริก. เรื่องเดียวกัน. หน้า๑๐๙.

 

                                                       

บทที่ ๒

ความสัมพันธ์และการสร้างสรรค์สัมมาทิฏฐิในพระพุทธศาสนาเถรวาท

 

๑.ความหมายและความสัมพันธ์ระหว่างสัมมาทิฏฐิสองระดับ

.๑วิเคราะห์ความหมายของคำว่า“สัมมา”

โดยที่องค์ประกอบของอริยมรรคมีองค์๘จะมีคำว่า“สัมมา”กำกับไว้ข้างหน้าเสมอเรามักจะแปลคำนี้โดยทั่วไปว่า“ชอบ”และแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า“Right”(ถูก) แล้วก็ไม่ได้ให้รายละเอียดต่อไปว่าที่บอกว่าชอบหรือถูกนั้นหมายความว่าอย่างไรมีขอบเขตแค่ไหนอย่างไรดังนั้นการทำความเข้าใจความหมายของคำว่า“สัมมา”ให้ชัดเจนก่อนจึงเป็นวิถีทางหนึ่งที่จะช่วยทำให้เข้าใจความหมายของสัมมาทิฏฐิได้ง่ายขึ้น

พระธรรมปิฎก (.. ปยุตโต) ได้นิยามความหมายของคำว่า“สัมมา”ด้วยคำภาษาไทย๗คำคือโดยชอบดีถูกต้องถูกถ้วนสมบูรณ์จริงและแท้๑ในขณะที่พุทธทาสภิกขุได้นิยามด้วยคำในภาษาไทย๒คำคือคำว่า“ชอบ”และคำว่า“ถูกต้อง”โดยคำทั้งสองนี้จะต้องเล็งไปที่ความดับทุกข์โดยตรงถ้าไม่ได้มุ่งไปที่ความดับทุกข์โดยตรงก็ไม่ชื่อว่าเป็นสัมมาเช่นความเห็นแบบคาดคะเนหรือแนวคิดของพวกนักปรัชญาแม้จะได้รับการยอมรับว่าชอบหรือถูกต้องถ้าไม่ได้มุ่งไปที่การแก้ปัญหาความทุกข์ในชีวิตก็ไม่ชื่อว่าเป็นสัมมาเช่นเดียวกัน๒

นอกจากนั้นคำว่า“สัมมา”ยังเป็นตัวกำกับให้องค์ประกอบของมรรคแต่ละองค์มีความเป็นสายกลางในตัวเองไม่เอียงสุดโต่งไปด้านใดด้านหนึ่งเช่นไม่ยึดมั่นถือมั่นในทิฏฐิอย่างงมงายจนกลายเป็นกำแพงปิดกั้นตัวเองและไม่ปล่อยตัวเองจนกลายเป็นคนไร้จุดยืนเมื่อบูรณาการองค์มรรคทั้ง๘ที่มีความเป็นกลางในตัวเองเข้าด้วยกันก็จะทำให้เกิดระบบจริยธรรมแบบองค์รวมที่มีความเป็นสายกลางและสมดุลครบทุกด้าน

..๒ความหมายของสัมมาทิฏฐิ

ในพระไตรปิฎกคำที่ใช้เป็นไวพจน์ของสัมมาทิฏฐิโดยตรงมีน้อยเท่าที่ปรากฏเช่นในสัมมาทิฏฐิสูตรพระสารีบุตรใช้คำว่า“ทิฏฐิที่ดำเนินไปตรง (อุชุคตา๓ส่วนในทัศนะของผู้วิจัยสัมมาทิฏฐิความเห็นชอบหมายถึงความเห็นที่ดีและประเสริฐถูกต้องโดยมุ่งหมายเอาทิฏฐิ๒อย่างคือความเห็นชอบที่ยังนับเนื่องอยู่ในโลกและความเห็นชอบที่พ้นไปจากโลกได้แก่โลกียสัมมาทิฏฐิโลกุตตระสัมมาทิฏฐิส่วนในคัมภีร์วิสุทธิมรรคพระพุทธโฆษาจารย์ได้ให้คำนิยามว่า“สัมมาทิฏฐิก็คือปัญญาจักษุอันมีนิพพานเป็นอารมณ์ที่ไถ่ถอนอนุสัย (กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในสันดาน) คืออวิชชาเสียได้”

พุทธทาสภิกขุให้ความหมายว่าสัมมาทิฏฐิคือความเห็นชอบหรือความเห็นที่ถูกต้องคำว่า“เห็น”ในที่นี้ไม่ใช่เห็นด้วยตาแต่เห็นด้วยใจเรียกง่ายๆว่าความเข้าใจที่ถูกต้องความรู้ที่ถูกต้องความเชื่อที่ถูกต้องหรือความรู้สึกนึกคิดที่ถูกต้องนั่นเอง๕อย่างไรก็ตามความหมายของสัมมาทิฏฐิตามที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงความหมายแบบกลางๆที่ครอบคลุมความหมายสัมมาทิฏฐิทุกระดับและเป็นการให้ความหมายในแง่ของการตีความตามรูปศัพท์เท่านั้นยังมีความหมายของสัมมาทิฏฐิอีกแบบหนึ่งซึ่งเป็นความหมายเฉพาะเจาะจงตามระดับขั้นของสัมมาทิฏฐิดังนี้

 

ความหมายของโลกียสัมมาทิฏฐิได้แก่ความเห็นชอบระดับโลกีย์ที่ยังเนื่องอยู่กับกระแสโลกเป็นไปตามทำนองคลองธรรมและสอดคล้องกับหลักศีลธรรมอันดีงามของสังคมเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าสัมมาทิฏฐิที่ยังมีอาสวะพุทธทาสภิกขุเรียกว่า“สัมมาทิฏฐิฝ่ายภาษาคน”หมายถึงความเห็นชอบที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักแห่งเหตุและผลหรือกฎแห่งกรรมที่ว่า“ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว”ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับตัวตนเรื่องบุญเรื่องบาปเรื่องโลกนี้โลกหน้าและเรื่องนรกสวรรค์เป็นต้น๖ดังพุทธพจน์ที่ว่าสัมมาทิฏฐิที่ยังมีอาสวะเป็นส่วนแห่งบุญให้ผลคืออุปธิเป็นอย่างไรคือความเห็นว่าทานที่ให้แล้วมีผลยัญที่บูชาแล้วมีผลการเซ่นสรวงที่เซ่นสรวงแล้วมีผล* วิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วมีโลกนี้มีโลกหน้ามีมารดามีคุณบิดามีคุณสัตว์ที่เป็นโอปปาติกะมีสมณพราหมณ์ผู้ประพฤติปฏิบัติชอบทำให้แจ้งโลกนี้และโลกหน้าด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้งก็มีอยู่ในโลก๗  แม้สัมมาทิฏฐิระดับโลกิยะนี้จะยังท่องเที่ยวอยู่ในสังสารวัฎไม่สามารถนำไปสู่ความหลุดพ้นจากกิเลสได้อย่างสิ้นเชิงแต่พุทธศาสนาก็ยอมรับว่าเป็นความเชื่อระดับพื้นฐานที่จำเป็นกล่าวคือเป็นเครื่องจูงใจให้คนตั้งอยู่ในศีลธรรมรู้จักละอายชั่วกลัวบาปและทำให้สังคมร่มเย็นเป็นสุขพุทธทาสภิกขุแม้ท่านจะบอกว่าสัมมาทิฏฐิระดับนี้เป็นเรื่องของภาษาคนไม่ใช่ภาษาธรรมแต่ก็เป็นผู้หนึ่งที่ยอมรับความสำคัญของทิฏฐิระดับนี้ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า“สัมมาทิฏฐิที่เห็นอย่างนี้ทำให้บุคคลรักบุญกุศล…จึงเป็นผู้มีความสุขความเจริญในโลกนี้แม้จะยังต้องเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสารก็เวียนว่ายไปแต่ในทางบุญทางกุศลไม่มีความทุกข์ยากลำบากในนรกมีแต่การเสวยสุขที่เรียกว่าสุคติหรือสวรรค์เป็นเบื้องหน้าสืบไป”

 

ความหมายของโลกุตตรสัมมาทิฏฐิได้แก่ความรู้ความเข้าใจในสิ่งทั้งหลายอย่างถูกต้องตามอย่างที่มันเป็นหรือความรู้ความเข้าใจโลกและชีวิตถูกต้องตามความเป็นจริงตามสภาวะของธรรมชาติซึ่งเป็นความรู้ในระดับที่เหนือกระแสโลกเหนือการแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายว่าดี-ชั่วบุญ-บาปนรก-สวรรค์พ้นไปจากสังสารวัฎและปราศจากตัวตนพุทธทาสภิกขุเรียกว่า“สัมมาทิฏฐิฝ่ายภาษาธรรม”หรือ“ฝ่ายปรมัตถธรรม”ในพระไตรปิฎกเรียกว่า“สัมมาทิฏฐิอันเป็นอริยะ”บ้าง“สัมมาทิฏฐิที่ไม่มีอาสวะ”บ้างดังพุทธพจน์ที่ว่าสัมมาทิฏฐิอันเป็นอริยะที่ไม่มีอาสวะเป็นโลกุตตระเป็นองค์แห่งมรรคเป็นอย่างไรคือองค์แห่งมรรคข้อสัมมาทิฏฐิที่เป็นตัวปัญญาปัญญินทรีย์ปัญญาพละธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ของภิกษุผู้มีจิตไกลจากข้าศึกมีจิตหาอาสวะมิได้เพียบพร้อมด้วยอริยมรรคเจริญองค์แห่งมรรคอยู่นี้เป็นสัมมาทิฏฐิอันเป็นอริยะที่ไม่มีอาสวะเป็นโลกุตตระเป็นองค์แห่งมรรค๙ภิกขุโพธิ (bhikkhu Bodhi) ได้แบ่งสัมมาทิฏฐิแนวโลกุตตระออกเป็น๒ระดับ

ระดับแรกคือ“สัจจานุโลมิกสัมมาทิฏฐิ”หมายถึงความรู้ที่อนุโลมตามตามสัจธรรมในขั้นนี้จะเรียกว่าเป็นโลกุตตรสัมมาทิฏฐิเลยทีเดียวก็ยังไม่ได้เพราะยังไม่เข้าถึงตัวสัจธรรมที่แท้จริงส่วนมากจะเป็นความรู้ที่เกิดมาจากการศึกษาอบรมแล้วนำมาไตร่ตรองจนรู้ความหมายและความสำคัญของมันอย่างแจ่มแจ้ง

ระดับที่สองคือ“สัจจปฏิเวธสัมมาทิฏฐิ”หมายถึงสัมมาทิฏฐิในขั้นที่รู้แจ้งแทงตลอดซึ่งสัจธรรมเป็นความรู้เกิดมาจากการเจริญภาวนาหรือการพัฒนาปัญญาตามหลักอริยมรรคมีองค์๘จนรู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง๑๐

 

๓ ความสัมพันธ์ระหว่างโลกียสัมมาทิฏฐิกับโลกุตตรสัมมาทิฏฐิ

สัมมาทิฏฐิทั้งสองระดับนั้นหาได้ขัดแย้งกันไม่นอกจากไม่ขัดแย้งกันแล้วยังสนับสนุนกันอีกด้วยเนื่องจากระบบจริยธรรมทางพุทธศาสนาเป็นระบบที่มีการฝึกฝนและพัฒนาไปตามลำดับดังพุทธพจน์ที่ว่า“ในธรรมวินัยนี้มีการศึกษาไปตามลำดับมีการบำเพ็ญไปตามลำดับมีการปฏิบัติตามลำดับไม่ใช่การบรรลุอรหัตตผลโดยทันทีเหมือนมหาสมุทรต่ำไปโดยลำดับลาดไปโดยลำดับลึกลงโดยลำดับไม่ดิ่งชันไปทันที”๑๑ดังจะเห็นได้จากการแบ่งระบบจริยธรรมของพุทธศาสนาออกเป็น๒ระดับคือระดับที่สอนให้คนอยู่กับความจริงอย่างโลกๆหรืออยู่กับบัญญัติของโลก (สมมติสัจจะ) ได้อย่างดีมีความสุขและระดับที่สอนให้คนพัฒนาตัวให้เข้าถึงความจริงตามกฎธรรมชาติ (ปรมัตถสัจจะ)ที่อยู่เหนือสมมติของโลกนอกจากนั้นความสุขที่สัมพันธ์กับระบบจริยธรรมก็มี๒อย่างเช่นเดียวกันคือ“โลกียสุข”กับ“โลกุตตรสุข”ซึ่งก็สอดคล้องกับการแบ่งประโยชน์ (อัตถะ)หรือจุดหมายของชีวิตออกเป็น๓ขั้นคือ๑๒

. ประโยชน์ขั้นต้นได้แก่ประโยชน์ในปัจจุบันหรือประโยชน์ในชีวิตนี้เป็นจุดหมายขั้นต้นหรือจุดหมายเฉพาะหน้าเช่นการได้ลาภยศสุขสรรเสริญทรัพย์สินฐานะเกียรติและชีวิตคู่ครองที่เป็นสุขเป็นต้นเรียกว่า“ทิฏฐิธัมมิกัตถะ”

. ประโยชน์ขั้นกลางได้แก่ประโยชน์เบื้องหน้าหรือประโยชน์ที่ลึกล้ำยิ่งกว่าที่มองเห็นได้ด้วยตาเป็นเรื่องคุณค่าด้านในของชีวิตเช่นความเจริญงอกงามทางด้านจิตใจมีคุณธรรมและศีลธรรมเป็นต้นรวมถึงประโยชน์ในชาติเบื้องหน้าเช่นการได้เป็นเทวดาและพรหมเป็นต้นเรียกว่า“สัมปรายิกัตถะ”

. ประโยชน์ขั้นสูงสุดได้แก่ประโยชน์อย่างยิ่งยวดหรือประโยชน์ที่เป็นสาระแท้จริงของชีวิตเป็นจุดหมายสูงสุดของชีวิตได้แก่การรู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริงจนหลุดพ้นจากเครื่องผูกมัดทั้งปวงหรือการได้บรรลุนิพพานนั่นเองเรียกว่า“ปรมัตถะ”อัตถะหรือประโยชน์ทั้ง๓ระดับนี้แสดงให้เห็นหลักการพัฒนาชีวิตและความสัมพันธ์ระหว่างโลกียสัมมาทิฏฐิกับโลกุตตรสัมมาทิฏฐิตามหลักพุทธศาสนาได้อย่างชัดเจนประโยชน์ในขั้นต้นต้องเป็นฐานให้แก่ประโยชน์ขั้นกลางในขณะเดียวกันประโยชน์ในขั้นกลางก็ต้องเป็นฐานให้แก่ประโยชน์ในขั้นสูงสุดหรือจะพูดอีกอย่างหนึ่งก็ได้ว่าโลกียสัมมาทิฏฐิต้องเป็นพื้นฐานให้แก่โลกุตตรสัมมาทิฏฐิก็ได้เพราะการแบ่งประโยชน์ออกเป็น๓ขั้นนี้เป็นเพียงการแบ่งในเชิงคุณภาพเท่านั้นถ้าแบ่งโดยเอาเกณฑ์โลกิยะกับโลกุตระเข้ามาจับก็จัดเป็น๒ระดับคือประโยชน์ขั้นต้นและขั้นกลางเป็นระดับโลกิยะส่วนขั้นประโยชน์ขั้นสูงสุดเป็นระดับโลกุตระอย่างไรก็ตามภาพความสัมพันธ์ระหว่างสัมมาทิฏฐิสองระดับหากนำเสนอในแง่ของหลักธรรมเพียงอย่างเดียวอาจจะทำให้เห็นภาพได้ไม่ชัดเจนแต่ถ้าเราแทนที่ความสัมพันธ์นั้นด้วยการเสนอภาพพุทธประวัติอาจจะทำให้เห็นภาพในเชิงรูปธรรมมากยิ่งขึ้นจริงอยู่พุทธประวัติตั้งแต่ประสูติจนถึงเสด็จดับขันธปรินิพพานอาจจะมีรายละเอียดปลีกย่อยมากมายแต่ถ้าเราสังเคราะห์เนื้อหาเหล่านั้นลงในกรอบความคิดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างทิฏฐิสองระดับเข้ามาจับก็สามารถจัดแบ่งออกเป็น๔ช่วงหลักๆดังนี้

. ช่วงก่อนเกิดวิกฤตทางความคิดหมายถึงช่วงชีวิตของเจ้าชายตั้งแต่ประสูติจนถึงช่วงก่อนได้พบเทวทูตทั้ง๔ในช่วงนี้เจ้าชายดำเนินชีวิตตามปกติของปุถุชนที่ยังอยู่ในกระแสโลกมีการปฏิบัติตามธรรมเนียมประเพณีและค่านิยมของสังคมในขณะนั้นๆเช่นการได้รับการศึกษาทางโลกจนถึงขั้นสูงสุดที่มีอยู่ในขณะนั้นคือทรงจบทั้งไตรเพทและศิลปศาสตร์ทั้ง๑๘สาขารวมทั้งการได้บรรลุปฐมฌานตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ความรู้ทางโลกเหล่านี้คงเพียงพอแล้วที่จะทำให้พระองค์มีสัมมาทิฏฐิในระดับพื้นฐานได้อย่างน้อยก็ต้องทรงรู้ว่าอะไรคือบาป-บุญคุณ-โทษดี-ชั่วและที่ชัดเจนที่สุดคือการเปล่งอาสภิวาจาในวันประสูติที่ว่าพระองค์เป็นผู้เลิศเป็นผู้ประเสริฐที่สุดในโลกนี้คือการแสดงความเชื่อมั่น (สัมมาทิฏฐิ) ในศักยภาพของมนุษย์ว่าสามารถพัฒนาได้จนถึงขั้นสูงสุด

. ช่วงเห็นโทษกามสุขหมายถึงช่วงตั้งแต่เกิดวิกฤตทางความคิดอันมีสาเหตุมาจากการมองเห็นสัจธรรมของชีวิตคือความไม่เที่ยงความไร้แก่นสารของชีวิตที่หมกมุ่นอยู่ในกามสุขตลอดถึงการเสด็จออกจากพระราชวังแล้วเห็นเทวทูต๔คือคนแก่คนเจ็บคนตายและสมณะ

. ช่วงคิดหาทางออกหมายถึงช่วงตั้งแต่คิดตั้งคำถามเชิงเปรียบเทียบว่าเมื่อมีร้อนก็มีเย็นแก้เมื่อมีมืดก็มีสว่างแก้เมื่อมีแก่เจ็บตายก็น่าจะมีสภาวะที่ตรงกันข้ามเช่นเดียวกันตลอดถึงระยะเวลา๖ปีของการเสด็จออกผนวชเพื่อแสวงหาทางหลุดพ้นจนถึงการบำเพ็ญทุกกรกิริยา

. ช่วงเดินสายกลางหมายถึงช่วงตั้งแต่เลิกบำเพ็ญทุกกรกิริยาแล้วหันมาเดินทางสายกลางจนได้รู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรมหรือได้ตรัสรู้อริยสัจ๔เนื้อหาพุทธประวัติทั้ง๔ช่วงเหล่านี้ทำให้เราได้ทราบความสัมพันธ์ระหว่างโลกียสัมมาทิฏฐิกับโลกุตตรสัมมาทิฏฐิได้อย่างชัดเจน ๓๐ อีกประการหนึ่งการที่สัมมาทิฏฐิระดับโลกิยะเป็นปัจจัยส่งเสริมสนับสนุนและไม่ขัดแย้งกับสัมมาทิฏฐิระดับโลกุตระนั้นก็เนื่องมาจากแก่นแท้ที่มีอยู่ภายในโลกียสัมมาทิฏฐินั่นเองจริงอยู่แม้สัมมาทิฏฐิระดับโลกิยะจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องการตัดสินทางคุณค่าหรือเป็นเรื่องสัมพันธ์ที่ขึ้นอยู่กับค่านิยมบรรทัดฐานหรือข้อบัญญัติทางสังคมซึ่งจะต้องมีการปรับเปลี่ยนไปตามอิทธิพลของสภาพแวดล้อมและกาลสมัยแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีหลักความจริงเป็นฐานรองรับอยู่เลยหลักกลางสำหรับชี้วัดความเป็นโลกียสัมมาทิฏฐินั้นก็คือความรู้เห็นที่สอดคล้องกับกฎแห่งกรรมนั่นเอง* กล่าวคือความเชื่อมั่นในกฎแห่งกรรมในฐานะเป็นกฎธรรมชาติอย่างหนึ่งว่าเป็นตัวบันดาลความเป็นไปในชีวิตของมนุษย์ทั้งหมดดังนั้นเมื่อจะนิยามความหมายของโลกียสัมมาทิฏฐิแบบกระชับที่สุดท่านจึงชี้ชัดลงไปที่“กัมมัสสกตาญาณ”๑๓หมายถึงความรู้ความเห็นว่าสัตว์มีกรรมของตนเองเป็นผู้กำหนดควบคุมและบันดาลชะตาชีวิตของตนเองด้วยความเห็นชอบที่มีรากฐานอยู่บนกฎแห่งธรรมชาตินี้เองจึงทำให้โลกียสัมมาทิฏฐิมีความสอดคล้องกับโลกุตตรสัมมาทิฏฐินอกจากนั้นยังเป็นปัจจัยเกื้อหนุนและเป็นรากฐานให้แก่โลกุตตรสัมมาทิฏฐิอีกด้วย

.๒สัมมาทิฏฐิกับการพัฒนาชีวิต

สัมมาทิฏฐิมีบทบาทสำคัญมากในการศึกษาหรือการพัฒนาชีวิตและสังคมกล่าวได้ว่า“คนเริ่มมีการศึกษาเมื่อเขามีสัมมาทิฏฐิ”๑๔ดังได้กล่าวมาแล้วในเรื่องความหมายของสัมมาทิฏฐิว่าเนื้อหาสาระสำคัญของสัมมาทิฏฐิคืออริยสัจ๔รวมไปถึงชีวทัศน์โลกทัศน์และค่านิยมพื้นฐานที่ดีงามของสังคมทั้งหมดดังนั้นสัมมาทิฏฐิจึงเป็นแหล่งรวมของข้อมูลที่เกี่ยวกับการแก้ปัญหาชีวิตทั้งหมดนับตั้งแต่รู้ว่าอะไรคือปัญหาชีวิตอะไรคือสาเหตุของปัญหาอะไรคือเป้าหมายของชีวิตและอะไรคือวิถีทางจะไปสู่เป้าหมายนั้นด้วยเหตุนี้ในกระบวนการพัฒนาชีวิตตามหลักพุทธศาสนาจึงได้ยกให้สัมมาทิฏฐิจึงเป็นตัวนำเป็นประดุจประทีปส่องนำทาง๑๕ให้แก่บุคคลผู้เดินทางถ้าขาดสัมมาทิฏฐิก็เปรียบเหมือนคนเดินทางท่ามกลางความมืดโดยไม่รู้แม้กระทั่งว่าทางอยู่ที่ไหนจุดหมายปลายทางคืออะไรแน่นอนว่าจะต้องสูญเสียเวลาในการหลงทางและการลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ

ดังที่พุทธทาสภิกขุได้อุปมาไว้ว่า“สัมมาทิฏฐิเหมือนกองสอดแนมไปข้างหน้าเพื่อหาข้อเท็จจริงต่างๆหาวิธีการต่างๆที่จะให้กองทัพหลวงทำงานได้สำเร็จ…บางทีก็จะเปรียบได้เหมือนกับเข็มทิศหรือแผนที่ซึ่งต้องมีก่อนรู้แจ่มแจ้งก่อนจึงจะทำอะไรไปได้ตามแผนที่หรือแผนการ”๑๖ในพระไตรปิฎกได้อธิบายความสำคัญของสัมมาทิฏฐิในลักษณะต่างๆดังนี้

..สัมมาทิฏฐิในฐานะเป็นเหมือนนายสารถีดังพุทธพจน์ที่ว่า“ทางนั้นชื่อว่าทางตรงทิศนั้นชื่อว่าไม่มีภัยรถชื่อว่าไม่มีเสียงดังประกอบด้วยล้อคือธรรมมีหิริเป็นฝามีสติเป็นเกราะกั้นธรรมรถนั้นเราบอกให้มีสัมมาทิฏฐินำหน้าเป็นนายสารถี”๑๗จะเห็นว่าพระพุทธองค์ได้เปรียบชีวิตของมนุษย์เหมือนกับรถที่กำลังแล่นไปบนเส้นทางชิ้นส่วนต่างๆที่นำมาประกอบเข้าเป็นตัวรถก็เป็นเพียงสิ่งที่ช่วยทำให้เป็นรถที่สมบูรณ์เท่านั้นแต่รถคันนั้นจะไม่มีประโยชน์หากจอดทิ้งไว้เฉยๆหรือจะวิ่งไปสู่จุดหมายปลายทางเองไม่ได้ถ้าไม่มีคนขับที่ชาญฉลาดสัมมาทิฏฐิจึงเป็นเหมือนนายสารถีผู้รู้จักเส้นทางเป็นอย่างดีจึงสามารถที่จะนำรถคือชีวิตไปสู่จุดหมายได้ส่วนองค์มรรคข้ออื่นๆแม้จะไม่ใช่ตัวนำแต่ก็มีความสำคัญไม่น้อยเหมือนกันในฐานะเป็นตัวหนุนอยู่เบื้องหลังการทำงานของสัมมาทิฏฐิถ้าไม่มีองค์มรรคข้ออื่นๆสัมมาทิฏฐิก็ทำงานโดยลำพังไม่ได้เหมือนมีคนขับแต่ไม่มีรถจะให้ขับในขณะเดียวกันถ้ามีแต่องค์มรรคข้ออื่นๆโดยไม่มีสัมมาทิฏฐิตัวนำก็เหมือนกับการมีรถแต่หาคนขับไม่ได้หรือเหมือนกับให้รถเดินเครื่องแล้วปล่อยให้วิ่งไปโดยไม่ต้องมีคนขับรถคันนั้นจะต้องวิ่งเข้าพงอย่างแน่นอน

.สัมมาทิฏฐิในฐานะเป็นบุพนิมิตแห่งการตรัสรู้           ดังพุทธพจน์ที่ว่า

“ภิกษุทั้งหลายเมื่อดวงอาทิตย์กำลังจะอุทัยย่อมมีแสงอรุณขึ้นมาก่อนเป็นบุพนิมิตฉันใดสัมมาทิฐิก็ฉันนั้นเหมือนกันเป็นตัวนำเป็นบุพนิมิตเพื่อการตรัสรู้อริยสัจ๔ประการ”๑๘ข้อความในพุทธพจน์ตรงนี้เป็นการใช้ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ทุกคนคุ้นเคยมาเปรียบเทียบให้เห็นการแสดงบทบาทของสัมมาทิฏฐิคำว่า“บุพนิมิต”หมายถึงเครื่องหมายที่บอกให้รู้ล่วงหน้าหรือเป็นการบอกเหตุการณ์ล่วงหน้าว่ากำลังจะมีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นตามมา๑๙โดยปกติรุ่งอรุณยามเช้าก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้นจะมีแสงเงินแสงทองเหลืองเรืองรองปรากฎขึ้นมาก่อนเป็นสัญญาณหรือบุพนิมิตบอกให้รู้ล่วงหน้าว่าอีกไม่นานพระอาทิตย์จะปรากฎตัวขึ้นมาทำให้โลกนี้สว่างไสวเช่นเดียวกันกับการมีสัมมาทิฏฐิเป็นตัวนำในกระบวนการพัฒนาชีวิตก็เป็นนิมิตหมายบอกให้รู้ล่วงหน้าว่าเมื่อความมืดมนคืออวิชชาถูกกำจัดออกไปด้วยแสงสว่างแห่งปัญญาแล้วจะทำให้ได้ตรัสรู้อริยสัจ๔ในไม่ช้า

ดังคำกล่าวของพระนาคเสนที่ว่า“มหาราชปัญญาเมื่อเกิดขึ้นก็กำจัดเครื่องทำให้มืดคืออวิชชาทำให้เกิดแสงสว่างคือวิชชาทำให้เกิดแสงสว่างคือญาณทำให้อริยสัจปรากฏ”๒๐

 

.สัมมาทิฏฐิในฐานะเป็นบ่อเกิดและส่งเสริมกุศลธรรมทั้งปวง

ดังพุทธพจน์ที่ว่า“ภิกษุทั้งหลายเราไม่เห็นธรรมอื่นแม้สักอย่างหนึ่งที่เป็นเหตุให้กุศลธรรม

ที่ยังไม่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้นหรือที่เกิดขึ้นแล้วก็เป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้นเหมือนสัมมาทิฏฐินี้เลย”๒๑พุทธพจน์ตรงนี้แสดงให้เห็นบทบาทและความสำคัญของสัมมาทิฏฐิใน๒ประเด็นคือบทบาทในการทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้นและบทบาทในการทำกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วให้เจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้นคงไม่ผิดนักถ้าจะเปรียบสัมมาทิฏฐิเหมือนมารดาของกุศลธรรมทั้งปวงเพราะธรรมดาว่ามารดาย่อมมีอุปการะต่อบุตรใน๒สถานคือเป็นผู้ให้กำเนิดและเป็นผู้เลี้ยงดูบุตรให้เจริญเติบโตสัมมาทิฏฐิก็เช่นเดียวกันนอกจากจะมีบทบาทในการทำให้กุศลธรรมอื่นๆให้เกิดขึ้นแล้วยังเป็นปัจจัยสนับสนุนให้กุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วได้เจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้นด้วย

 

๓ การสร้างสรรค์สัมมาทิฏฐิ

ดังได้กล่าวมาแล้วว่าสัมมาทิฏฐิเป็นตัวนำของกระบวนการศึกษาหรือการพัฒนาชีวิตเพื่อความดับทุกข์ตามหลักพุทธศาสนาถ้าการศึกษาถูกนำด้วยสัมมาทิฏฐิก็แสดงว่าตัวการศึกษาที่แท้ได้เริ่มขึ้นแล้วในขณะเดียวกันถ้าการศึกษาใดไม่ถูกนำด้วยสัมมาทิฏฐิการศึกษานั้นก็หาชื่อว่าเป็นการศึกษาที่แท้ไม่แม้จะสมมติเรียกกันว่าการศึกษาก็เป็นการศึกษาที่ยังหาหลักประกันไม่ได้ว่าจะทำให้เกิดสัมฤทธิ์ผลทางการศึกษาได้จริงหรือไม่ด้วยเหตุผลดังกล่าวมานี้ก่อนที่จะเข้าสู่ตัวการศึกษาที่แท้จะต้องมีการวางรากฐานการศึกษาหรือสร้างเหตุปัจจัยเพื่อการเกิดขึ้นแห่งสัมมาทิฏฐิโดยเน้นความสมดุลของปัจจัยทั้ง๒ด้านคือทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในปัจจัยภายนอกเรียกว่า“ปรโตโฆสะ”ส่วนปัจจัยภายในเรียกว่า“โยนิโสมนสิการ”ดังพุทธพจน์ที่ว่า“ปัจจัยให้เกิดสัมมาทิฏฐิ๒อย่างนี้ ปัจจัย๒อย่างอะไรบ้างคือปรโตโฆสะและโยนิโสมนสิการ”๒๒ถ้าเราสร้างแผนผังความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยแห่งการศึกษากับกระบวนการศึกษาแผนผังจะออกมาในลักษณะดังต่อไปนี้๒๓  ปัจจัยแห่งการเกิดสัมมาทิฏฐิสองด้านปัจจัยแห่งการศึกษาตัวนำการศึกษาตัวการศึกษาที่แท้

.ปรโตโฆสะ (เสียงจากผู้อื่น) .อธิศีลสิกขา สัมมาทิฏฐิ  .อธิจิตตสิกขา

.โยนิโสมนสิการ(คิดถูกวิธี) .อธิปัญญาสิกขา

จากแผนผังนี้จะเห็นได้ว่าปัจจัยที่นำไปสู่การเกิดสัมมาทิฏฐิมี๒ด้านคือปัจจัยภายนอกได้แก่ปรโตโฆสะและปัจจัยภายในได้แก่โยนิโสมนสิการส่วนสัมมาทิฏฐิที่อยู่ช่วงกลางของแผนผังเป็นตัวแสดงบทบาทนำกระบวนการพัฒนาชีวิตในทุกด้านคือทั้งทางด้านศีล (อธิศีลสิกขา) ด้านจิตใจ (อธิจิตตสิกขา) และด้านปัญญา(อธิปัญญาสิกขา)อย่างไรก็ตามในเบื้องต้นนี้จะพิจารณาเฉพาะปัจจัยแห่งการเกิดสัมมาทิฏฐิก่อนดังมีเนื้อหาและสาระสำคัญดังต่อไปนี้

.ปรโตโฆสะการสร้างสัมมาทิฏฐิด้วยปัจจัยภายนอกแปลตามศัพท์ว่าเสียงจากผู้อื่นหรือเสียงจากภายนอกมีความหมายครอบคลุมถึงสภาพแวดล้อมภายนอกทุกประเภทที่มีอิทธิพลต่อการหล่อหลอมชีวิตของบุคคลไม่ว่าจะเป็นคำแนะนำสั่งสอนการโฆษณาประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารคำอธิบายชี้แจงตลอดจนการเรียนรู้และการเลียนแบบจากแหล่งภายนอกต่างๆอาจจะเรียกว่าปัจจัยทางสังคมหรือกระบวนการหล่อหลอมทางสังคมก็ได้โดยแหล่งสำคัญของการเรียนรู้ประเภทนี้เช่นพ่อแม่ครูอาจารย์มิตรสหายคนมีชื่อเสียงในสังคมสื่อมวลชนทุกแขนงตลอดถึงสถาบันศาสนาและวัฒนธรรมเป็นต้นในที่นี้หมายเอาเฉพาะปรโตโฆสะที่เป็นความรู้เกี่ยวกับโลกและชีวิตในทางถูกต้องดีงามเท่านั้นโดยเฉพาะปรโตโฆสะที่เป็นบุคคลหรือที่เรียกว่า“กัลยาณมิตร”กัลยาณมิตรได้แก่บุคคลผู้เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติที่ดีงามพร้อมที่จะแนะนำสั่งสอนชี้แจงชักจูงช่วยบอกช่องทางหรือเป็นแบบอย่างที่ดีให้ผู้อื่นได้ดำเนินตามอย่างถูกต้อง๒๔บางครั้งเรียกว่า“บัณฑิต”หรือ“สัตบุรุษ”การได้เสวนาหรือได้สมาคมกับกัลยาณมิตรนับว่าเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงมากต่อการพัฒนาชีวิตของบุคคลดังจะเห็นได้จากข้อความในมงคลสูตรพระพุทธองค์ได้สรรเสริญการคบบัณฑิตว่าเป็นมงคลอันสูงสุดเลยทีเดียวนอกจากนั้นยังมีพุทธพจน์ที่ยกย่องการมีกัลยาณมิตรว่ามีประโยชน์เหนือกว่าปัจจัยภายนอกด้านอื่นๆดังข้อความที่ว่า“ภิกษุทั้งหลายเมื่อภิกษุผู้เป็นพระเสขะยังไม่บรรลุ…เราไม่เห็นองค์ประกอบภายนอกอื่นใดที่จะมีประโยชน์มากเหมือนความเป็นผู้มีกัลยาณมิตรนี้เลย”๒๕ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคพระพุทธโฆษาจารย์ได้ยกตัวอย่างบุคคลที่ถือว่าเป็นกัลยาณมิตรเช่นพระพุทธเจ้าพระอรหันตสาวกครูอาจารย์และท่านผู้เป็นพหูสูตทางปัญญาสามารถสั่งสอนแนะนำและเป็นที่ปรึกษาได้แม้จะอ่อนวัยกว่าก็ตาม๒๖อย่างไรก็ตามเมื่อมองในแง่คุณสมบัติของผู้ที่เป็นกัลยาณมิตรอาจแยกพิจารณาได้๒ด้านคือ

. คุณสมบัติภายในคือคุณสมบัติที่พัฒนาขึ้นภายในตัวของกัลยาณมิตร

ซึ่งทำให้สามารถทำหน้าที่ต่อบุคคลอื่นได้อย่างสมบูรณ์เรียกว่าสัปปุริสธรรมแปลว่าธรรมของสัตบุรุษหรือธรรมของคนดีมี๗ประการดังนี้๒๗

. ธัมมัญญุตารู้จักเหตุคือรู้หลักความจริงของธรรมชาติรู้หลักการกฎเกณฑ์แบบแผนหน้าที่ซึ่งจะเป็นเหตุให้กระทำการได้สำเร็จผลตามความมุ่งหมาย

. อัตถัญญุตารู้จักผลคือรู้ความหมายและความมุ่งหมายของหลักธรรมหรือหลักการกฎเกณฑ์หน้าที่และรู้ผลที่ประสงค์ของกิจที่จะทำนั้น

. อัตตัญญุตารู้จักตนคือรู้จักฐานะภาวะเพศกำลังความรู้ความสามารถและคุณธรรมเป็นต้นของตนตามเป็นจริงเพื่อประพฤติปฏิบัติให้เหมาะสมและให้เกิดผล

. มัตตัญญุตารู้จักประมาณคือรู้จักความพอเหมาะพอดีเช่นรู้จัก

ประมาณในการบริโภคอาหารในการใช้จ่ายทรัพย์หรือการที่ภิกษุรู้จักประมาณในการรับปัจจัย๔เป็นต้น

. กาลัญญุตารู้จักกาลเช่นรู้ว่าเวลาไหนควรทำอะไรรู้จักเวลาเรียนเวลาทำงานเวลาพักผ่อนเป็นต้น

. ปริสัญญุตารู้จักชุมชนคือรู้จักถิ่นฐานรู้จักที่ชุมชนรู้จักมารยาทระเบียบวินัยขนบธรรมเนียมประเพณีและข้อควรรู้ควรปฏิบัติอื่นๆต่อชุมชนนั้นๆ

. ปุคคลัญญุตารู้จักบุคคลคือรู้จักความแตกต่างระหว่างบุคคลทั้งในด้านอัธยาศัยความรู้ความสามารถและคุณธรรมเป็นต้นเพื่อปฏิบัติต่อผู้นั้นโดยถูกต้องเช่นว่าควรจะคบหรือไม่จะเข้าไปเกี่ยวข้องในลักษณะอย่างไรหรือควรที่จะแนะนำสั่งสอนอย่างไรจึงจะได้ผลดีเป็นต้น

. คุณสมบัติที่แสดงออกภายนอกคือคุณสมบัติในแง่ทำหน้าที่ต่อผู้อื่นหรือคุณสมบัติที่ปรากฎต่อสายตาของบุคคลอื่นหรือต่อสังคมเรียกว่ากัลยาณมิตรธรรมหรือธรรมของผู้ที่เป็นกัลยาณมิตร๗ประการดังนี้๒๘

. ปิโยเป็นคนน่ารักคือเข้าถึงจิตใจสร้างความรู้สึกสนิทสนมเป็นกันเองชวนใจผู้เรียนให้อยากเข้าไปปรึกษาไต่ถาม

. ครุเป็นคนน่าเคารพคือมีความประพฤติสมควรแก่ฐานะทำให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นใจเป็นที่พึ่งได้และปลอดภัย

. ภาวนีโยเป็นคนน่าเจริญใจคือมีความรู้จริงทรงภูมิปัญญาแท้จริงและเป็นผู้ฝึกฝนปรับปรุงตนอยู่เสมอเป็นที่น่ายกย่องควรเอาอย่างทำให้ศิษย์เอ่ยอ้างและรำลึกถึงด้วยความซาบซึ้งมั่นใจและภาคภูมิใจ

. วัตตาเป็นคนฉลาดในการพูดคือพูดเป็นรู้จักชี้แจงให้เข้าใจรู้จักจังหวะและเวลาที่ควรพูดและไม่ควรพูดคอยให้คำแนะนำว่ากล่าวตักเตือนและเป็นที่ปรึกษาที่ดี

. วจนักขโมอดทนต่อถ้อยคำได้คือพร้อมที่จะรับฟังคำปรึกษาคำซักถามแม้จุกจิกตลอดจนคำกล่าวล่วงเกินและคำตักเตือนวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆสามารถอดทนฟังได้ด้วยจิตที่เปี่ยมด้วยเมตตาไม่เบื่อหน่ายและไม่เสียอารมณ์

. คัมภีรัญจะกะถังกัตตาแถลงเรื่องล้ำลึกได้คือกล่าวชี้แจงเรื่องต่างๆที่ลึกซึ้งซับซ้อนให้เข้าใจได้และสอนศิษย์ให้ได้เรียนรู้เรื่องราวที่ลึกซึ้งยิ่งๆขึ้นไป

. โนจัฎฐาเนนิโยชะเยไม่ชักนำในฐานะที่ไม่ควรคือไม่ชักจูงไปในทางเสื่อมเสียหรือเรื่องเหลวไหลไม่สมควรชักนำแต่เรื่องที่อยู่ในทำนองคลองธรรมเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่การพัฒนาชีวิตในระดับที่สูงขึ้นไปคุณสมบัติทั้งสองด้านดังที่กล่าวมานี้โดยเฉพาะคุณสมบัติที่แสดงออกภายนอกเช่นความเป็นผู้น่ารักน่าเคารพน่าเจริญใจและฉลาดในการพูดเป็นต้นนับว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญในการสร้างอิทธิพลชักนำบุคคลที่เข้ามาเสวนาให้เกิดความเชื่อความเลื่อมใสความนิยมชมชอบความซาบซึ้งตรึงตราในจิตใจหรือที่เรียกรวมๆว่า“ศรัทธา”เมื่อเกิดศรัทธาแล้วก็มีพลังที่จะนำความคิดนำพฤติกรรมหรือทำให้เกิดการเลียนแบบอย่างที่ดีงามของผู้ที่เป็นกัลยาณมิตรได้โดยง่ายเพราะศรัทธาได้ชื่อว่าเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งกุศลธรรมทั้งปวงจึงกล่าวได้ว่าปัจจัยที่เป็นแกนกลางในการเชื่อมโยงให้บุคคลเข้ามาคบหากัลยาณมิตรและทำให้กัลยาณมิตรมีอิทธิพลอย่างสูงต่อบุคคลนั้นก็คือศรัทธานั่นเองในขณะเดียวกันบุคคลแม้จะเป็นคนดีมีปัญญาแต่ไม่มีคุณสมบัติที่จะทำให้คนเกิดศรัทธาได้ก็ยังไม่ได้ชื่อว่าเป็นกัลยาณมิตร๒๙เพราะไม่มีพลังหรืออิทธิพลที่จะทำให้ผู้อื่นเกิดสัมมาทิฏฐิได้อย่างไรก็ตามแม้องค์ประกอบภายนอกหรือปรโตโฆสะจะสามารถเป็นปัจจัยให้เกิดสัมมาทิฏฐิได้แต่ก็เป็นสัมมาทิฏฐิที่อยู่ในขั้นของศรัทธาคือมีศรัทธาคอยหนุนหลังอยู่ไปได้ไกลสุดเพียงแค่โลกียสัมมาทิฏฐิเท่านั้นถ้าหยุดไว้เพียงแค่นี้โดยไม่มีปัจจัยภายในเข้ามาเสริมหรือมารับช่วงต่อกระบวนการศึกษาก็ไปไม่ตลอดรอดฝั่งไม่ถึงจุดหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนาเพราะเมื่ออยู่เพียงแค่ขั้นศรัทธาตัวผู้มีศรัทธานั้นก็ยังขึ้นต่อกัลยาณมิตรคอยพึ่งอาศัยครูอาจารย์พฤติกรรมก็ยังอยู่ในลักษณะของการทำตามหรือเลียนแบบทางแก้คือต้องพยายามหาทางเชื่อมโยงให้ก้าวเข้าสู่องค์ประกอบภายในให้ได้นั่นคือโยนิโสมนสิการ

 

.โยนิโสมนสิการการสร้างสัมมาทิฏฐิด้วยวิธีการแห่งปัญญาเมื่อวิเคราะห์โดยรูปศัพท์คำว่า“โยนิโสมนสิการ”ประกอบด้วยโยนิโส + มนสิการโยนิโสมาจากคำว่า“โยนิ”แปลว่าต้นเหตุต้นเค้าแหล่งเกิดส่วนคำว่า“มนสิการ”แปลว่าการทำในใจการคิดคำนึงนึกถึงใส่ใจพิจารณาเมื่อรวมสองคำเข้าด้วยกันมักแปลสืบๆกันมาว่าการทำในใจโดยแยบคาย๓๐หมายถึงการใช้ความคิดถูกวิธีคิดอย่างมีระเบียบคิดหาเหตุผลสืบค้นถึงต้นเค้าสืบสาวให้ตลอดสายแยกแยะสิ่งทั้งหลายให้เห็นความจริงตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัยโดยไม่เอาความรู้สึกด้วยตัณหาอุปาทานของตนเข้าจับ๓๑โยนิโสมนสิการเป็นองค์ประกอบภายในถือว่ามีความสำคัญอย่างมากต่อการเกิดขึ้นของโลกุตตรสัมมาทิฏฐิดังพุทธพจน์ที่ว่า“ภิกษุทั้งหลายเมื่อดวงอาทิตย์กำลังจะอุทัยย่อมมีแสงอรุณขึ้นมาก่อนเป็นบุพนิมิตฉันใดความถึงพร้อมด้วยโยนิโสมนสิการก็เป็นตัวนำเป็นบุพนิมิตเพื่อความเกิดขึ้นแห่งอริยมรรคมีองค์๘ฉันนั้น”พระธรรมปิฎก(.. ปยุตโต) ได้ประมวลการคิดแบบโยนิโสมนสิการจากพระไตรปิฎกมี๑๐วิธีด้วยกันคือ๓๒

 

..วิธีคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัยคือการคิดที่เริ่มสภาพที่เป็นผลหรือการพิจารณาสภาพที่เป็นปัญหาแล้วหาหนทางแก้ไขด้วยการค้นหาสาเหตุและปัจจัยต่างๆที่สัมพันธ์ส่งผลสืบทอดกันมาอาจเรียกว่าวิธีคิดแบบอิทัปปัจจยตาหรือคิดตามหลักปฏิจจสมุปบาทก็ได้เช่นการคิดแบบปัจจัยสัมพันธ์ตามหลักอิทัปปัจจยตาที่ว่า“เมื่อสิ่งนี้มีสิ่งนี้จึงมีเพราะสิ่งนี้เกิดขึ้นสิ่งนี้จึงเกิดขึ้นเพราะสิ่งนี้ไม่มีสิ่งนี้จึงไม่มีเพราะสิ่งนี้ดับไปสิ่งนี้จึงดับไป”

 

..วิธีคิดแบบแยกแยะส่วนประกอบหรือการคิดแบบวิเคราะห์คือการคิดแบบกระจายเนื้อหามุ่งให้มองและให้รู้จักสิ่งทั้งหลายตามสภาวะของมันเองในทางธรรมท่านมักใช้พิจารณาเพื่อให้เห็นความไม่มีแก่นสารหรือความไม่เป็นตัวเป็นตนที่แท้จริงของสิ่งทั้งหลายเพื่อไม่ให้มีความยึดมั่นถือมั่นในสมมติบัญญัติโดยเฉพาะพิจารณาเห็นสัตว์บุคคลเป็นเพียงการประชุมกันเข้าของขันธ์๕เมื่อแยกขันธ์ต่างๆที่มาประชุมกันออกแล้วก็ไม่เหลือสิ่งใดที่ยึดถือได้ว่าเป็นตัวตนที่เที่ยงแท้ถาวรดังข้อความที่ว่า“เมื่อขันธ์ทั้งหลายมีอยู่การสมมติว่าสัตว์ก็มีได้เหมือนคำว่ารถมีได้เพราะประกอบส่วนต่างๆเข้าด้วยกัน”๓๓

 

..วิธีคิดแบบสามัญลักษณ์คือการคิดแบบรู้เท่าทันธรรมดาของสิ่งที่มีปัจจัยปรุงแต่งทั้งหลายที่ว่าคิดให้รู้เท่าทันธรรมดานั้นได้แก่คิดเห็นอาการที่สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดจากปัจจัยปรุงแต่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็จะต้องดับไปไม่เที่ยงแท้ไม่คงที่ไม่ยั่งยืนไม่คงอยู่ตลอดไปเรียกว่าอนิจจังเมื่อสิ่งที่ไม่เที่ยงเข้ามาสัมพันธ์กันจึงเกิดความขัดแย้งทำให้สิ่งเหล่านั้นมีสภาวะถูกบีบคั้นกดดันไม่อาจคงอยู่ในสภาพเดิมได้เรียกว่าทุกข์ในเมื่อต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัยมันจึงไม่เป็นไปตามอำนาจและความปรารถนาของใครไม่มีใครสามารถบังคับมันได้และไม่มีใครเป็นเจ้าของครอบครองมันได้จริงจึงเรียกว่าเป็นอนัตตาดังคำกล่าวของท่านพระสารีบุตรที่ว่า“ท่านโกฏฐิตะอุปาทานขันธ์๕ประการนี้อันภิกษุผู้ได้สดับควรมนสิการโดยแยบคายโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นทุกข์ฯลฯเป็นอนัตตา…”๓๔

..วิธีคิดแบบแก้ปัญหาหรือแบบอริยสัจเป็นการคิดที่สัมพันธ์กับการแก้ปัญหาความทุกข์ของชีวิตโดยตรงคือคิดเริ่มต้นจากปัญหาหรือทุกข์โดยกำหนดรู้ทำความเข้าใจปัญหาหรือความทุกข์ให้ชัดเจนก่อน (ขั้นทุกข์) จากนั้นจึงคิดไล่เลียงสืบสาวหาสาเหตุอันเป็นที่มาของปัญหาว่าคิดอะไรประกอบด้วยอะไรบ้าง (ขั้นสมุทัย) พร้อมกันนั้นก็ให้คิดกำหนดวางเป้าหมายของตนให้แน่ชัดว่าคืออะไรอยู่ที่ไหนจะเป็นไปได้หรือไม่(ขั้นนิโรธ) ขั้นสุดท้ายคือคิดหาวิธีปฏิบัติหรือหามรรควิธีที่จะกำจัดสาเหตุของปัญหาโดยสอดคล้องกับจุดหมายที่ได้กำหนดไว้แล้วนั้น (ขั้นมรรค)

 

..วิธีคิดแบบอรรถธรรมสัมพันธ์คือการคิดให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่าง“ธรรม” (หลักการ) กับ“อรรถ” (จุดมุ่งหมาย) คำว่า“ธรรม”แปลว่าหลักการหลักความจริงหลักความดีงามหลักการปฏิบัติหรือหลักที่จะเอาไปใช้ปฏิบัติส่วนคำว่า“อรรถ”แปลว่าความหมายความมุ่งหมายจุดหมายประโยชน์ที่ต้องการหรือสาระที่พึงประสงค์ในการปฏิบัติธรรมหรือการกระทำอะไรก็ตามจะต้องมีความเข้าใจความหมายและความมุ่งหมายของธรรมหรือหลักการนั้นๆว่าปฏิบัติหรือทำไปเพื่ออะไรธรรมหรือหลักการนั้นกำหนดวางไว้เพื่ออะไรเมื่อปฏิบัติแล้วจะนำไปสู่ผลหรือที่หมายใดบ้างทั้งจุดหมายสุดท้ายปลายทางและเป้าหมายระดับย่อยที่จะส่งทอดไปยังธรรมหรือหลักการในระดับที่สูงขึ้นไปเมื่อเข้าใจหลักการและจุดมุ่งหมายได้ถูกต้องก็จะนำไปสู่การปฏิบัติที่ถูกต้องด้วยเรียกว่าธรรมานุธรรมปฏิบัติหมายถึงการปฏิบัติธรรมน้อยคล้อยแก่ธรรมใหญ่หรือการปฏิบัติตามหลักปลีกย่อยให้คล้อยตามหลักการใหญ่

 

..วิธีคิดแบบเห็นคุณโทษและทางออกคือการคิดหรือการพิจารณาสิ่งที่ตนครอบครองหรือกำลังได้เสวยอยู่อย่างรอบด้านให้เห็นทุกแง่ทุกมุมถือว่าเป็นวิธีคิดที่สำคัญมากสำหรับผู้ที่ยังเกี่ยวข้องอยู่กับอารมณ์ของโลกหรือความสุขอย่างโลกๆเรียกว่าเป็นการคิดแบบเผื่อใจไว้รองรับความผันผวนที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเวลาทั้งในด้านที่น่าชอบใจ(อิฏฐารมณ์)พร้อมกันนั้นก็คิดหาทางที่จะยกจิตใจให้เหนือสภาวะที่แปรปรวนเหล่านั้นโดยมีหลักในการคิด๓ด้านคือ

. อัสสาทะคือการคิดในส่วนดีส่วนที่น่าใคร่น่าปรารถนาและน่าพึงพอใจ

. อาทีนวะคือการคิดในส่วนเสียส่วนด้อยส่วนที่มีโทษหรือข้อบกพร่อง

. นิสสรณะคือการคิดหาทางออกทางหลุดรอดหรือภาวะที่ไร้จากปัญหามีความสมบูรณ์ในตัวหรือเป็นภาวะที่อยู่เหนือทั้งข้อดีข้อเสียวิธีคิดแบบเห็นคุณโทษและทางออกนี้ถือว่าเป็นจุดหักเลี้ยวที่สำคัญที่มีส่วนผลักดันให้เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวชดังที่พระองค์ตรัสไว้ว่า

ภิกษุทั้งหลายเมื่อก่อนเราเป็นโพธิสัตว์ยังไม่ได้ตรัสรู้ได้มีความคิดดังนี้ว่าอะไรเป็นคุณในโลกอะไรเป็นโทษอะไรเป็นเครื่องสลัดออกจากรูป…เรานั้นได้มีความคิดว่าสภาพที่สุขโสมนัสอาศัยรูปเกิดขึ้นนี้เป็นคุณของรูปสภาพที่รูปไม่เที่ยงเป็นทุกข์มีความผันแปรเป็นธรรมดานี้

เป็นโทษของรูปธรรมเป็นที่กำจัดฉันทราคะธรรมเป็นที่ละฉันทราคะในรูปนี้เป็นเครื่องสลัดออกจากภพ๓๕

..วิธีคิดแบบรู้คุณค่าแท้คุณค่าเทียมคือการคิดที่สัมพันธ์กับการใช้สอยหรือการบริโภคเป็นวิธีคิดแบบสกัดกั้นเส้นทางกิเลสตัณหาไม่ให้เข้ามาแสดงอิทธิพลครอบงำจิตใจแล้วชักจูงพฤติกรรมต่อๆไปวิธีคิดแบบนี้มีประโยชน์ในการใช้ชีวิตประจำวันเพราะเกี่ยวข้องกับการบริโภคใช้สอยปัจจัย๔ดังพุทธพจน์ที่เกี่ยวกับการฉันบิณฑบาตของภิกษุที่ว่า“ภิกษุพิจารณาโดยแยบคายแล้วฉันบิณฑบาตไม่ใช่เพื่อเล่นไม่ใช่เพื่อมัวเมาไม่ใช่เพื่อประดับไม่ใช่เพื่อตกแต่งแต่เพียงเพื่อให้กายนี้ดำรงอยู่ได้เพื่อให้ชีวิตอินทรีย์เป็นไปเพื่อบำบัดความหิวเพื่ออนุเคราะห์แก่พรหมจรรย์…”๓๖โดยปกติมนุษย์จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆเพราะมีความต้องการและเห็นว่าสิ่งนั้นๆจะสนองความต้องการของตนได้สิ่งใดสามารถสนองความต้องการได้ดีก็จะตัดสินสิ่งนั้นว่ามีคุณค่าและคุณค่านี้จำแนกได้เป็น๒ประเภทตามชนิดของความต้องการคือ

. คุณค่าแท้หมายถึงคุณค่าหรือประโยชน์ของสิ่งทั้งหลายในแง่ที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตโดยตรงหรือที่มนุษย์นำมาใช้แก้ปัญหาของตนเพื่อความดีงามและความดำรงอยู่ด้วยดีของชีวิตคุณค่านี้อาศัยปัญญาเป็นเครื่องตีค่าหรือวัดราคาจะเรียกว่าคุณค่าที่สนองปัญญาก็ได้เช่นคุณค่าของอาหารอยู่ที่การบำรุงเลี้ยงร่างกายให้ดำรงอยู่ได้มีสุขภาพดีเป็นอยู่ผาสุกและมีกำลังเกื้อกูลแก่การบำเพ็ญกิจหน้าที่เป็นต้น

. คุณค่าเทียมหมายถึงคุณค่าหรือประโยชน์ของสิ่งทั้งหลายที่มนุษย์พอกเสริมให้แก่สิ่งนั้นซึ่งเป็นคุณค่าที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตคุณค่านี้อาศัยตัณหาเป็นเครื่องตีค่าหรือจะเรียกว่าเป็นคุณค่าสนองตัณหาก็ได้เช่นการมองคุณค่าของอาหารอยู่ที่ความเอร็ดอร่อยความสนุกสนานความมีหน้ามีตาในสังคมเป็นต้น

 

..วิธีคิดแบบเร้าคุณธรรมเป็นวิธีคิดเพื่อสกัดกั้นหรือบรรเทาตัณหาหมายถึงการคิดในแนวทางที่จะส่งเสริมให้เกิดคุณธรรมหรือความพยายามที่จะสร้างสมพฤติกรรมการคิดของจิตในแง่ที่ดีๆอาจเรียกว่าการเลือกมองโลกและชีวิตในแง่ดีก็ได้การคิดแบบเร้าคุณธรรมนี้มีความสำคัญทั้งในแง่ที่ทำให้เกิดความคิดและการกระทำที่ดีงามในขณะนั้นๆและในแง่ที่ช่วยแก้นิสัยความเคยชินร้ายๆของจิตที่ได้สั่งสมไว้แต่เดิมพร้อมกันนั้นก็เป็นการสร้างความเคยชินใหม่ๆให้แก่จิตด้วยเช่นการคิดถึงความตายถ้ามีโยนิโสมนสิการก็จะทำให้เกิดการตื่นตัวไม่มัวเมาประมาทรีบเร่งขวนขวายกระทำกิจที่ควรทำเร่งประพฤติปฏิบัติธรรมตลอดจนทำให้รู้เท่าทันคติธรรมดาของสังขารทั้งหลายดังพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพานว่า“ภิกษุทั้งหลายบัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลายสังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาเธอทั้งหลายจงทำหน้าที่ให้สำเร็จด้วยความไม่ประมาทเถิด”๓๗ในทางกลับกันถ้าคิดโดยไม่มีโยนิโสมนสิการก็จะทำให้เกิดความหดหู่ฟุ้งซ่านเกิดความห่อเหี่ยวท้อถอยในจิตใจหมดกำลังใจที่จะประกอบกิจการงานต่างๆ

 

..วิธีคิดแบบอยู่กับปัจจุบันคือการคิดที่อยู่กับอารมณ์ปัจจุบันเป็นการคิดในแนวทางของปัญญาซึ่งตรงกันข้ามกับการคิดแบบหวนละห้อยถึงสิ่งล่วงไปแล้วหรือไม่ก็คิดฟุ้งซ่านเลื่อนลอยไปกับภาพฝันในอนาคตที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานแห่งความเป็นจริงการคิดแบบอยู่กับปัจจุบันนี้ไม่ได้หมายความว่าพุทธศาสนาสอนให้ยึดเอาแต่เหตุการณ์เฉพาะหน้าในขณะนี้เท่านั้นโดยไม่สนใจบทเรียนในอดีตและเตรียมการเพื่ออนาคตแท้ที่จริงแล้วไม่ว่าจะเป็นเรื่องในปัจจุบันเรื่องอดีตหรือเรื่องอนาคตถ้ารู้จักนำมาคิดในแนวทางแห่งปัญญาก็จัดเป็นการคิดแบบอยู่กับปัจจุบันได้เช่นเดียวกันในขณะเดียวกันถ้าคิดไปในแนวทางของตัณหาแม้จะคิดถึงเรื่องที่เป็นอยู่ในปัจจุบันก็ไม่ชื่อว่าเป็นการคิดแบบอยู่กับปัจจุบันดังจะเห็นได้ว่าเรื่องราวหรือเหตุการณ์ในอดีตปัจจุบันหรืออนาคตก็ตามเป็นสิ่งที่ถูกต้องและมีความสำคัญตามคำสอนของพระพุทธศาสนาในทุกระดับทั้งในระดับชีวิตประจำวันเช่นการสั่งสอนให้นึกถึงบทเรียนในอดีตด้วยการยกอดีตนิทานมาเล่าหรือสอนให้เตรียมรับมือกับภัยที่จะมาถึงในอนาคตข้างหน้าเป็นต้นดังพุทธพจน์ที่ว่า“บุคคลควรทำความดีเสียตั้งแต่วันนี้ทีเดียวใครเล่าจะรู้ว่าความตายจักมีในวันพรุ่งนี้เพราะว่าความผัดเพี้ยนกับมัจจุราชผู้มีเสนามากนั้นย่อมไม่มีแก่เราทั้งหลายไว้๓๘และแม้ในระดับการรู้แจ้งสัจธรรมรวมถึงการบำเพ็ญพุทธกิจของพระพุทธเจ้าก็ให้ทรงความสำคัญกับเรื่องอดีตและอนาคตเหมือนกันเช่นปุพเพนิวาสานุสติญาณ(ญาณหยั่งรู้เรื่องในอดีต) และอนาคตังสญาณ (ญาณหยั่งรู้เหตุการณ์ในอนาคต) เป็นต้น

 

..๑๐วิธีคิดแบบวิภัชชวาทเป็นลักษณะการคิดการพูดหรือการแสดงความจริงที่เป็นเอกลักษณ์สำคัญของพุทธศาสนาเพราะคำว่า“วิภัชชวาท”ถือว่าเป็นชื่อเรียกระบบความคิดของพุทธศาสนาทั้งหมดและแม้พระพุทธองค์เองก็มีชื่อเรียกอย่างหนึ่งว่า“วิภัชชวาที”แปลว่าผู้มีปกติกล่าวแบบแยกแยะอย่างไรก็ตามเมื่อมองโดยสาระสำคัญการคิดแบบวิภัชชวาทหมายถึงการคิดและการแสดงความจริงโดยแยกแยะออกให้เห็นทุกแง่ทุกมุมไม่จับเอาเฉพาะบางแง่บางมุมขึ้นมาวินิจฉัยแล้วด่วนสรุปว่าเป็นจริงอย่างนั้นทั้งหมดเช่นเมื่อกล่าวถึงบุคคลผู้หนึ่งว่าเขาดีหรือไม่ดีอย่างไรก็แยกแยะชี้ประเด็นให้เห็นความจริงเป็นด้านๆไปว่าแง่มุมนั้นหรือด้านนั้นเขาดีอย่างไรหรือไม่ดีอย่างไรเป็นต้นวิธีคิดทั้ง๑๐ประการดังที่กล่าวมานี้ถือว่าเป็นปัจจัยที่เข้ามารับข่าวต่อจากปัจจัยภายนอกหรือปัจจัยด้านปรโตโฆสะเป็นขั้นตอนสำคัญที่ทำให้ผู้ศึกษาไม่หยุดนิ่งอยู่แค่สัมมาทิฏฐิระดับศรัทธาหรือระดับโลกิยะหากแต่ทำให้ก้าวผ่านเข้าไปสู่องค์ประกอบภายในคือโยนิโสมนสิการเมื่อมีโยนิโสมนสิการก็มีปัจจัยที่จะทำให้เกิดโลกุตตรสัมมาทิฏฐิซึ่งเป็นสัมมาทิฏฐิที่สามารถทำให้เกิดการดับทุกข์ได้อย่างแท้จริงดังที่พระธรรมปิฎก (.. ปยุตโต) กล่าวไว้ว่า“พึงเห็นความสำคัญของสัมมาทิฏฐิที่เป็นโลกุตระนี้ว่าเป็นธรรมที่มีผลลึกซึ้งกว่าโลกียสัมมาทิฏฐิมากสามารถทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในบุคลิกภาพอย่างที่เรียกว่าถอนรากถอนโคน…จึงกำจัดกิเลสได้มิใช่เพียงกดข่มหรือทับไว้”๓๙อย่างไรก็ตามแม้โยนิโสมนสิการจะเป็นปัจจัยที่เกิดขึ้นภายในตัวบุคคลแต่ก็ต้องอาศัยปัจจัยภายนอกหรือกัลยาณมิตรนั่นเองเป็นผู้กระตุ้นให้ผู้เรียนได้รู้จักวิธีคิดรู้จักวิธีที่จะปลูกสร้างโยนิโสมนสิการให้เกิดขึ้นด้วยตัวเองอาจเรียกตามระบบการศึกษาสมัยใหม่ว่าการศึกษาที่ยึดเอาผู้เรียนเป็นศูนย์กลางโดยนัยนี้กัลยาณมิตรจึงมีหน้าที่เพียงเป็นผู้ชี้แนะทางเท่านั้น

หลักธรรมที่น่าจะแสดงให้เห็นขั้นตอนกระบวนการพัฒนาชีวิตตามหลักพุทธศาสนาตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงจุดสุดท้ายคือเริ่มตั้งแต่การสร้างปัจจัยแห่งการศึกษาตัวนำการศึกษาจนถึงตัวการศึกษาที่แท้ซึ่งแสดงไว้อย่างครบถ้วนในหมวดธรรมชุดเดียวกันได้แก่“ปัญญาวุฒิธรรม”๔๐หมายถึงธรรมที่เป็นไปเพื่อความเจริญแห่งปัญญามี๔ประการดังนี้

. สัปปุริสสังเสวะได้แก่การเสวนาสัตบุรุษการคบหาคนดีจัดเป็นปัจจัยภายนอกแห่งการเกิดสัมมาทิฏฐิในแง่ที่เป็นปรโตโฆสะด้านบุคคลหรือกัลยาณมิตรนั่นเอง

. สัทธรรมสวนะได้แก่การสดับการฟังหรือการเรียนรู้พระสัทธรรมจากการฟังคำสอนรวมถึงการได้รับข่าวสารที่ดีงามจากแหล่งความรู้ต่างๆอาจจะเป็นข้อมูลที่มาจากสื่อสิ่งพิมพ์หรือสื่อวิทยุโทรทัศน์ก็ได้โดยมากการได้ฟังพระสัทธรรมมักจะเป็นผลพวงที่สืบเนื่องมาจากการได้เสวนากับสัตบุรุษในข้อแรกนั่นเองถือว่าเป็นปรโตโฆสะหรือปัจจัยภายนอกแห่งการเกิดสัมมาทิฏฐิเช่นเดียวกันแต่เป็นปรโตโฆสะในแง่ที่เป็นข้อมูลข่าวสาร

. โยนิโสมนสิการได้แก่การทำในใจโดยอุบายอันแยบคายการใช้ความคิดถูกวิธีถือว่าเป็นองค์ประกอบแห่งการเกิดสัมมาทิฏฐิในแง่ที่เป็นปัจจัยภายในหรือปัจจัยด้านความคิดเป็นตัวที่ทำให้การพัฒนาไม่สะดุดหยุดลงเพียงแค่สัมมาทิฏฐิระดับศรัทธาหากแต่จะทำให้ก้าวหน้าต่อไปถึงสัมมาทิฏฐิระดับปัญญาหรือระดับโลกุตระ

. ธรรมานุธรรมปฏิบัติการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมการปฏิบัติธรรมย่อยคล้อยแก่ธรรมใหญ่หรือการปฏิบัติหลักการย่อยๆให้สอดคล้องพอดีตามขอบเขตความหมายและวัตถุประสงค์ที่สัมพันธ์กับหลักการใหญ่ถือว่าเป็นหลักการที่สำคัญมากและเป็นตัวตัดสินว่าการปฏิบัติธรรมหรือการกระทำนั้นๆจะสำเร็จบรรลุจุดมุ่งหมายได้หรือไม่ถ้ามองในแง่ขั้นตอนของการพัฒนาชีวิตธรรมานุธรรมปฏิบัติก็คือขั้นของการศึกษาที่แท้หรืออริยมรรคนั่นเองหลักธรรมที่กล่าวถึงลำดับขั้นตอนการพัฒนาชีวิตที่เริ่มด้วยการสร้างปัจจัยแห่งการศึกษาในแนวเดียวกับหลักปัญญาวุฒิธรรมนี้มีอยู่มากมายในพระไตรปิฎกในที่บางแห่งพระพุทธองค์ที่ถึงกับใช้เป็นหลักสำหรับตัดสินความดำรงอยู่หรือความเสื่อมสูญไปของ

พุทธศาสนาเลยทีเดียวดังพุทธพจน์ที่ว่าภิกษุทั้งหลายธรรม๕ประการนี้ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงมั่นไม่เสื่อมสูญไม่หายไปแห่งพระสัทธรรมธรรม๕ประการอะไรบ้างคือ

. ฟังธรรมโดยเคารพ

. เรียนธรรมโดยเคารพ

. ทรงจำธรรมโดยเคารพ

. ใคร่ครวญอรรถ (อัตถุปปริกขา) แห่งธรรมที่ทรงจำไว้แล้วโดยเคารพ

. รู้อรรถรู้ธรรมแล้วย่อมปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมโดยเคารพ๔๑

พุทธพจน์นี้แม้จะไม่ได้ระบุถึงการคบหากัลยาณมิตรไว้โดยตรงแต่ก็ได้สื่อความหมายไว้โดยอ้อมเพราะถ้าไม่มีกัลยาณมิตรแล้วการฟังธรรมหรือการเรียนธรรมเป็นต้นจะเกิดขึ้นไม่ได้ในส่วนของปัจจัยภายในก็เช่นเดียวกันพุทธพจน์ตรงนี้จะใช้โยนิโสมนสิการในแง่ของการใคร่ครวญอรรถแห่งธรรม (อัตถุปปริกขา) ถือว่าเป็นการใช้โยนิโสมนสิการในลักษณะที่เฉพาะเจาะจงโดยจำกัดขอบเขตให้อยู่ในกรอบของหลักการ(ธรรม) และจุดมุ่งหมาย (อรรถ) ของเรื่องที่กำลังปฏิบัติอยู่ในขณะนั้นๆหลักธรรมอีกชุดหนึ่งซึ่งเป็นชุดใหญ่และมีความละเอียดพิสดารมากได้เสนอกระบวนการพัฒนาชีวิตตามหลักพุทธศาสนาแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นจนจบนั่นคือหลักมงคล ๓๘ประการหลักธรรมชุดนี้ถ้ามองอย่างผิวเผินอาจจะเห็นว่าเป็นเพียงการประมวลหลักจริยธรรมไว้เป็นชุดๆเพื่อให้เห็นว่าควรประพฤติปฏิบัติอะไรบ้างเท่านั้นแต่ถ้ามองโดยใช้กรอบของกระบวนการพัฒนาชีวิตตามหลักพุทธศาสนาหรือใช้กรอบความสัมพันธ์ระหว่างสัมมาทิฏฐิสองระดับจะเห็นได้ทันทีว่าการจัดวางหัวข้อธรรมในมงคลสูตรไปอย่างมีลำดับขั้นตอนและสอดคล้องเชื่อมโยงกันโดยเริ่มจากหัวข้อธรรมที่เกี่ยวกับการสร้างเหตุปัจจัยแห่งการศึกษาแล้วตามด้วยหัวข้อธรรมที่เกี่ยวกับการประพฤติพรหมจรรย์ตามหลักอริยมรรคแล้วจบลงด้วยหัวข้อธรรมที่เกี่ยวกับผลการศึกษาคือพระนิพพานพร้อมด้วยภาวะจิตของผู้เข้าถึงความหลุดพ้นดังรายละเอียดดังต่อไปนี้

. หลักธรรมที่เกี่ยวกับการสร้างปัจจัยแห่งการศึกษาหรือสัมมาทิฏฐิได้แก่การไม่คบคนพาลการคบบัณฑิตการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมความเคารพความสุภาพอ่อนน้อมความกตัญญูความเป็นผู้ว่าง่ายการเห็นสมณะการฟังธรรมและสนทนาธรรมตามกาลเป็นต้น

. หลักธรรมเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตเพื่อความดีงามระดับโลกียสัมมาทิฏฐิได้แก่การให้ทานการเลี้ยงดูมารดาบิดาการสงเคราะห์บุตรและภรรยาการประกอบการงานที่ไม่มีโทษและการงดเว้นจากการดื่มน้ำเมาเป็นต้น

. หลักธรรมที่เกี่ยวกับการพัฒนาชีวิตเพื่อความดีงามระดับโลกุตตรสัมมาทิฏฐิได้แก่การทำความเพียรเพื่อเผากิเลส (ตบะ) การประพฤติพรหมจรรย์(อริยมรรค) การเห็นแจ้งอริยสัจ๔และการกระทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน

. หลักธรรมที่แสดงถึงสภาวะทางจิตของผู้เข้าถึงความหลุดพ้นได้แก่ความเป็นผู้มีจิตไม่หวั่นไหวขึ้นๆลงๆตามกระแสแห่งโลกธรรมเป็นภาวะจิตชุ่มชื่นเบิกบานไม่แห้งผากหรือไม่เศร้าโศก (อโสกํ) ปราศจากธุลี (วิรชํ) และเป็นจิตที่เกษม (เขมํ)กล่าวโดยสรุปก่อนที่จะเข้าสู่ตัวการศึกษาหรือการพัฒนาที่แท้จริงพุทธศาสนาได้ให้ความสำคัญกับการสร้างปัจจัยแห่งการเกิดสัมมาทิฏฐิเป็นอย่างมากเรียกว่าให้ความสำคัญพอๆกับตัวสัมมาทิฏฐิเลยก็ว่าได้เพราะสัมมาทิฏฐิจะเกิดขึ้นเองไม่ได้ถ้าไม่มี๔๖   เหตุปัจจัยให้เกิดด้วยเหตุนี้เองจึงมีหลักธรรมหลายหมวดที่มักจะเริ่มต้นด้วยการแสดงปัจจัยแห่งสัมมาทิฏฐิไว้ในหัวข้อต้นๆเช่นหลักปัญญาวุฒิธรรมและหลักมงคล๓๘ประการเป็นต้นโดยปัจจัยที่จะนำพาชีวิตเข้าสู่กระบวนการพัฒนานั้นมี๒ด้านด้วยกันคือปัจจัยด้านสังคมหรือสภาพแวดล้อมที่ดีงามเป็นกัลยาณมิตร (ปรโตโฆสะ) และปัจจัยด้านความคิด(โยนิโสมนสิการ) ปัจจัยด้านสังคมจะใช้วิธีการแห่งศรัทธาเป็นพลังหลักในการผูกโยงบุคคลเข้ากับกัลยาณมิตรความคิดความเชื่อที่เป็นสัมมาทิฏฐิจึงพัฒนาขึ้นมาบนพื้นฐานของความซาบซึ้งตรึงใจความเลื่อมใสศรัทธาในผู้ที่เป็นกัลยาณมิตรนั้นดังนั้นจึงมักเรียกสัมมาทิฏฐิระดับนี้ว่าสัมมาทิฏฐิระดับศรัทธาหรือโลกียสัมมาทิฏฐิส่วนปัจจัยด้านความคิดหรือโยนิโสมนสิการจะเน้นไปที่การใช้ความคิดอย่างถูกวิธีคิดอย่างมีระเบียบคิดสืบค้นถึงต้นเค้าสืบสาวให้ตลอดสายคิดแยกกระจายให้เห็นองค์ประกอบต่างๆถือว่าเป็นองค์ประกอบภายในที่จะทำให้เกิดโลกุตตรสัมมาทิฏฐิซึ่งเป็นสัมมาทิฏฐิที่เป็นตัวนำในกระบวนการพัฒนาชีวิตอย่างแท้จริง๔๗

 

เชิงอรรถ บทที่ 

๑พระธรรมปิฏก (.. ปยุตโต). พจนานุกรมพุทธศาสน์ฉบับประมวลศัพท์. (กรุงเทพฯ

: สำนักพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๘). หน้า๓๒๙.

๒พุทธทาสภิกขุ. มหิดลธรรม. (กรุงเทพฯ : หจก. การพิมพ์พระนคร, ๒๕๑๘). หน้า๒๖๔.

๓ม.มู. ๑๒/๑๑๐/๘๕.

๔วิสุทธิ. /๙๗.

๕พินิจรักทองหล่อ. ธรรมานุกรมธรรมโฆษณ์ฉบับประมวลธรรมเล่ม๓.(กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์สุขภาพใจ, ๒๕๔๐). หน้า๒๙๓.

๖พุทธทาสภิกขุ. มหิดลธรรม. (กรุงเทพฯ : หจก. การพิมพ์พระนคร, ๒๕๑๘).หน้า๒๗๔.

* การบูชายัญและการเซ่นสรวงตามหลักพุทธศาสนาเป็นคำสอนเชิงปฏิรูปหมายถึงการให้ชีวิตสัตว์การไม่เบียดเบียนสัตว์ไม่ได้หมายถึงการฆ่าสัตว์บูชายัญตามความเชื่อของพราหมณ์ดูเพิ่มเติมในกูฏทันตสูตรที.สี. /๒๒๗/๑๘๒.

๗ม.อุ. ๑๔/๒๕๗/๑๘๑.

๘พินิจรักทองหล่อ. ธรรมานุกรมธรรมโฆษณ์ฉบับประมวลธรรมเล่ม๓.(กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ, ๒๕๔๐). หน้า๒๙๓–๒๙๔.

๙ม.อุ. ๑๔/๒๕๘/๑๘๑.

๑๐ Bhikkhu Bodhi. op, Cit., pp. ๒๕–๒๖.

๑๑วิ.จู. /๔๕๗/๒๘๘.

๑๒พระธรรมปิฎก (.. ปยุตฺโต). พุทธธรรมฉบับปรับปรุงและขยายความ. หน้า๕๙๔–๕๙๕.

* คำว่าความรู้เห็นในที่นี้เป็นเพียงความรู้เห็นที่สอดคล้องกับกฎแห่งกรรมเท่านั้นไม่ใช่การได้ประจักษ์หรือการหยั่งรู้ในตัวกฎธรรมชาติจริงๆเพราะการรู้ในตัวกฎเป็นหน้าที่ของสัมมาทิฏฐิระดับโลกุตตระ.

๑๓อภิ.วิ. ๓๕/๗๙๘/๔๒๖.

๑๔พระธรรมปิฎก (.. ปยุตฺโต). พุทธธรรมฉบับปรับปรุงและขยายความ. หน้า๗๔๐.

๑๕ P.Lakshmi Narasu. The Essence of Buddhism. (Bombay : Thacker &Co.,Ltd., ๑๙๔๙). p.๑๖๑.

๑๖พุทธทาสภิกขุ. มหิดลธรรม. หน้า๑๕๙.

๑๗สํ.. ๑๕/๑๔๔/๔๕.

๑๘สํ.. ๑๙/๑๗๒๐/๕๕๓.

๑๙พระธรรมปิฎก (.. ปยุตฺโต). แสงเงินแสงทองของชีวิต. (กรุงเทพฯ :สำนักพิมพ์ธรรมสภา, ๒๕๓๙). หน้า๒.

๒๐ปุ้ยแสงฉาย. มิลินทปัญหาฉบับพร้อมอรรถกถาฎีกา. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ลูกส. คำภักดี, ๒๕๓๘). หน้า๕๖.

๒๑องฺ.เอก. ๒๐/๑๙๐/๔๓.

๒๒ม.มู. ๑๒/๔๙๗/๕๓๙.

๒๓พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ปยุตฺโต). ปรัชญาการศึกษาไทย. (กรุงเทพฯ :สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง, ๒๕๒๕). หน้า๑๗๑.

๒๔พระธรรมปิฎก (.. ปยุตฺโต). พุทธธรรมฉบับขยายความและปรับปรุง. หน้า๖๒๓.

๒๕ขุ.อิติ. ๒๕/๑๙๕/๒๓๗.

๒๖วิสุทธิ. /๑๒๓–๑๒๕.

๒๗ที.ปา. ๑๑/๓๓๑/๒๖๔.

๒๘องฺ.สตฺตก. ๒๓/๓๔/๓๓.

๒๙พระธรรมปิฎก (.. ปยุตฺโต). พุทธธรรมฉบับปรับปรุงและขยายความ.หน้า๖๔๒.

๓๐พระเทพเวที (ประยุทธ์ปยุตฺโต). วิธีคิดตามหลักพุทธธรรม. (กรุงเทพฯ :สำนักพิมพ์ปัญญา, ๒๕๓๕). หน้า๓๐.

๓๑พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ปยุตฺโต). ปรัชญาการศึกษาไทย. (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง, ๒๕๒๕). หน้า๑๗๒.

๓๒พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ปยุตฺโต). เรื่องเดียวกัน. หน้า๑๗๙–๑๙๖.

๓๓สํ.. ๑๕/๕๕๑/๑๙๗.

๓๔สํ.. ๑๗/๓๑๕/๒๐๕.

๓๕สํ.. ๑๗/๕๙/๓๔–๓๕.

๓๖ม.มู. ๑๒/๑๔/๑๗.

๓๗ที.. ๑๐/๑๔๓/๑๘๐.

๓๘ม.อุ. ๑๔/๕๒๗/๓๔๘.

๓๙พระธรรมปิฎก (.. ปยุตฺโต). พุทธธรรมฉบับปรับปรุงและขยายความ. หน้า๗๓๙.

๔๐สํ.. ๑๙/๑๔๒๘/๔๓๔.

๔๑องฺ.ปญฺจก. ๒๒ /๑๕๔/๑๙๗.

 

                                                        

บทที่๓

การวิเคราะห์สัมมาทิฏฐิในการพัฒนาชีวิตตามหลักมัชฌิมาปฏิปทา

 

เมื่อกล่าวถึงบทบาทของสัมมาทิฏฐิในลักษณะกว้างๆโดยมุ่งเน้นในแง่ความหมายความสัมพันธ์และกระบวนการสร้างสรรค์สัมมาทิฏฐิระดับเบื้องต้นซึ่งเป็นเพียงบทบาทในระดับการสร้างเหตุปัจจัยพื้นฐานเพื่อนำพาชีวิตเข้าสู่กระบวนการพัฒนาตามหลักมัชฌิมาปฏิปทาเท่านั้นมุ่งเน้นบทบาทของสัมมาทิฏฐิที่มีอยู่ในการพัฒนาชีวิตตามหลักมรรคมีองค์๘โดยตรงเพื่อแสดงให้เห็นว่าเมื่อชีวิตเข้าสู่กระบวนการพัฒนาตามระบบทางสายกลางอย่างเต็มรูปแบบแล้วสัมมาทิฏฐิได้แสดงบทบาททั้งในแง่ที่เป็นตัวชี้นำกระบวนการพัฒนาอย่างไรและในขณะเดียวกันนั้นตัวสัมมาทิฏฐิเองได้รับการพัฒนาให้มีคุณภาพสูงขึ้นอย่างไรเป็นต้น

 

๑ ความหมายและขอบเขตขององค์มรรคทั้ง๘

เนื่องจากสัมมาทิฏฐิเป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งของมรรคและการแสดงบทบาทของสัมมาทิฏฐิก็เป็นการแสดงโดยสัมพันธ์กับองค์มรรคอื่นๆที่อยู่ในระบบเดียวกันดังนั้นก่อนที่จะเข้าสู่การวิเคราะห์บทบาทของสัมมาทิฏฐิโดยตรงจึงควรที่จะทราบความหมายและขอบเขตขององค์มรรคทั้ง๘องค์โดยสังเขปเพื่อเป็นพื้นฐานในการศึกษาวิเคราะห์ต่อไปองค์มรรคทั้ง๘ประการมีดังนี้

.สัมมาทิฏฐิหมายถึงความเห็นความเชื่อความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องตรงตามความเป็นจริงในฐานะเป็นสัมมาทิฏฐิในเชิงปฏิบัติการหรือสัมมาทิฏฐิที่อยู่ในกระบวนการแก้ปัญหาโดยตรงในที่นี้จึงหมายถึงความรู้ความเข้าใจในอริยสัจ๔ดังพุทธพจน์ที่ว่า“สัมมาทิฏฐิเป็นอย่างไรคือความรู้ในทุกข์ (ความทุกข์) ความรู้ใน๔๘   ทุกขสมุทัย (เหตุให้เกิดทุกข์) ความรู้ในทุกขนิโรธ (ความดับแห่งทุกข์) ความรู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งทุกข์) ภิกษุทั้งหลายนี้เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ”

.สัมมาสังกัปปะหมายถึงความดำริความนึกคิดความมุ่งหมายในทางที่ถูกต้องได้แก่ความดำริชอบ๓อย่างคือดำริในการออกจากกามดำริในการไม่พยาบาทปองร้ายและดำริในการไม่เบียดเบียนดังพุทธพจน์ที่ว่า“ภิกษุทั้งหลายสัมมาสังกัปปะเป็นอย่างไรคือความดำริในการออกจากกาม (เนกขัมมสังกัปปะ) ความดำริในการไม่พยาบาท (อัพยาบาทสังกัปปะ) ความดำริในการไม่เบียดเบียน (อวิหิงสาสังกัปปะ)ภิกษุทั้งหลายนี้เรียกว่าสัมมาสังกัปปะ”

.สัมมาวาจาวาจาชอบหมายถึงเจตนาที่จะงดเว้นจากวจีทุจริต๔คือการไม่พูดเท็จไม่พูดส่อเสียดไม่พูดคำหยาบและไม่พูดเพ้อเจ้อดังพุทธพจน์ที่ว่า“สัมมาวาจาเป็นอย่างไรคือเจตนาเป็นเหตุงดเว้นจากการพูดเท็จเจตนาเป็นเหตุงดเว้นจากการพูดส่อเสียดเจตนาเป็นเหตุงดเว้นจากการพูดคำหยาบเจตนาเป็นเหตุงดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อภิกษุทั้งหลายนี้เรียกว่าสัมมาวาจา”

พุทธพจน์ที่ยกมานี้เป็นการนิยามความหมายของสัมมาวาจาในแง่ของการงดเว้นหรือในเชิงลบอย่างเดียวแต่มีพุทธพจน์อีกแห่งหนึ่งนอกจากจะให้คำนิยามในเชิงลบแล้วยังได้ให้คำนิยามเชิงบวกพร้อมกันไปด้วยกล่าวคือนอกจากจะให้งดเว้นจากวจีทุจริต๔แล้วยังส่งเสริมให้พูดแต่คำสัตย์ (สัจจวาจา) พูดคำที่สร้างความสมานสามัคคี (สมัคคกรณีวาจา) พูดคำที่สุภาพไพเราะเสนาะโสตะ (กัณณสุขา) น่ารัก (เปมนิยา) จับใจ (หทยังคมา)พูดคำที่มีหลักฐานมีที่อ้างอิงและประกอบด้วยประโยชน์ (อัตถสัณหิตาวาจา)

.สัมมากัมมันตะหมายถึงการกระทำชอบการกระทำการทางกายที่ไม่เบียดเบียนคนอื่นได้แก่การตั้งเจตจำนงที่จะงดเว้นจากกายทุจริต๓คือการไม่ฆ่าสัตว์ไม่ลักทรัพย์และไม่ประพฤติผิดในกามดังพุทธพจน์ที่ว่า“สัมมากัมมันตะเป็นอย่างไรคือเจตนาเป็นเหตุงดเว้นจากการฆ่าสัตว์เจตนาเป็นเหตุงดเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้เจตนาเป็นเหตุงดเว้นจากการประพฤติผิดในกามภิกษุทั้งหลายนี้เรียกว่าสัมมากัมมันตะ”

.สัมมาอาชีวะหมายถึงการเลี้ยงชีวิตชอบการประกอบอาชีพในทางที่ไม่ผิดศีลธรรมไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นได้แก่การเว้นจากอาชีพที่ผิด(มิจฉาวณิชชา) ๕อย่างคือค้าขายอาวุธค้าขายมนุษย์ค้าขายเนื้อสัตว์ค้าขายน้ำเมาและค้าขายยาพิษดังพุทธพจน์ที่ว่า“สัมมาอาชีวะเป็นอย่างไรคืออริยสาวกในธรรมวินัยนี้ละมิจฉาชีวะแล้วสำเร็จการเลี้ยงชีพด้วยสัมมาอาชีวะภิกษุทั้งหลายนี้เรียกว่าสัมมาอาชีวะ”

คำว่า“อาชีวะ”หรือ“อาชีพ”ในทางพุทธศาสนาไม่ได้มีความหมายเพียงแค่การประกอบอาชีพการงานเพื่อหารายได้มาเลี้ยงชีวิตเพียงอย่างเดียวหากแต่มีความหมายครอบคลุมไปถึงพฤติกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ทุกด้านทั้งด้านการผลิตและการบริโภคและการจำหน่ายจ่ายแจกดังที่นักเศรษฐศาสตร์ตะวันตกท่านหนึ่งได้มองสัมมาอาชีวะว่าเป็น“เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ”๗โดยเฉพาะในวิถีชีวิตของพระภิกษุแม้จะไม่เกี่ยวข้องกับเรื่อง“อาชีวะ”ในแง่ของการผลิตแต่ก็ยังเกี่ยวข้องในแง่ของการแสวงหาปัจจัย๔และการบริโภคในการแสวงหาปัจจัย๔จากชาวบ้านต้องเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ (อาชีวปาริสุทธิ)ไม่ใช่ได้มาด้วยมิจฉาอาชีวะเช่น“การพูดล่อลวงการเลียบเคียงการหว่านล้อม…การใช้ลาภต่อลาภ”๘เป็นต้นแม้ในการบริโภคปัจจัย๔ (จีวรอาหารบิณฑบาตที่อยู่อาศัยยารักษาโรค) ก็ต้องบริโภคให้เป็นสัมมาอาชีวะคือรู้จักประมาณหรือความพอเหมาะพอดี(มตฺตญฺญุตาจภตฺตสฺมึ) ไม่ให้ตกเป็นทาสของวัตถุหรือเพื่อสนองตัณหาแต่ให้เป็นปัจจัยแห่งการพัฒนาคุณภาพชีวิตในระดับสูงขึ้นไป

.สัมมาวายามะหมายถึงความเพียรชอบความพยายามความมีจิตมุ่งมั่นแน่วแน่เพื่อที่จะปฏิบัติธรรมให้ประสบความสำเร็จได้แก่ความเพียร๔อย่างคือเพียรระวังไม่ให้บาปอกุศลเกิดเพียรละบาปอกุศลที่เกิดขึ้นแล้วเพียรทำให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้นและเพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วไม่ให้เสื่อมไปดังพุทธพจน์ที่ว่า“สัมมาวายามะเป็นอย่างไรคือภิกษุในธรรมวินัยนี้

. สร้างฉันทะพยายามปรารภความเพียรประคองจิตมุ่งมั่นเพื่อป้องกันบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น (สังวรปธาน)

. สร้างฉันทะพยายามปรารภความเพียรประคองจิตมุ่งมั่นเพื่อละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว (ปหานปธาน)

. สร้างฉันทะพยายามปรารภความเพียรประคองจิตมุ่งมั่นเพื่อทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น (ภาวนาปธาน)

. สร้างฉันทะพยายามปรารภความเพียรประคองจิตมุ่งมั่นเพื่อความดำรงอยู่ไม่เลือนหายภิญโญภาพไพบูลย์เจริญเต็มที่แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว(อนุรักขนาปธาน) ภิกษุทั้งหลายนี้เรียกว่าสัมมาวายามะ”

.สัมมาสติหมายถึงความมีสติชอบความไม่เผลอไผลไม่เลินล่อไม่ฟั่นเฟือนเลื่อนลอยความระมัดระวังความตื่นตัวต่อหน้าที่พร้อมเสมอในการที่จะรับรู้สิ่งต่างๆที่เข้ามาเกี่ยวข้องกล่าวโดยรวมได้แก่ความไม่ประมาทนั่นเองได้แก่การฝึกสติตามหลักสติปัฏฐาน๔คือการตามดูรู้ทันกายการตามดูรู้ทันเวทนาการตามดูรู้ทันจิตและการตามดูรู้ทันธรรมดังพุทธพจน์ที่ว่า“สัมมาสติเป็นอย่างไรคือภิกษุในธรรมวินัยนี้

. พิจารณาเห็นกายในกายอยู่มีความเพียรมีสัมปชัญญะมีสติกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ (กายานุปัสสนา)

. พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่มีความเพียรมีสัมปชัญญะมีสติกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ (เวทนานุปัสสนา)

. พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่มีความเพียรมีสัมปชัญญะมีสติกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ (จิตตานุปัสสนา)

. พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่มีความเพียรมีสัมปชัญญะมีสติกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ (ธัมมานุปัสสนา) ภิกษุทั้งหลายนี้เรียกว่าสัมมาสติ”๑๐

.สัมมาสมาธิหมายถึงความตั้งมั่นแห่งจิตความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง(เอกัคคตา)ความที่จิตตั้งมั่นไม่หวั่นไหวผ่องใสนุ่มนวลควรแก่การงาน(กัมมนีย์)ปราศจากเศร้าหมองได้แก่สมาธิในฌาน๔ดังพุทธพจน์ที่ว่า“สัมมาสมาธิเป็นอย่างไรคือภิกษุในธรรมวินัยนี้

. สงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลายบรรลุปฐมฌานที่มีวิตกมีวิจารมีปีติและสุขอันเกิดจากวิเวกอยู่

. เพราะวิตกวิจารสงบระงับไปบรรลุทุติยฌานที่มีความผ่องใสภายในมีภาวะที่จิตเป็นหนึ่งผุดขึ้นไม่มีวิตกมีวิจารมีปีติและสุขอันเกิดจากวิเวกอยู่

. เพราะปีติจางคลายไปมีจิตเป็นอุเบกขามีสติมีสัมปชัญญะอยู่และเสวยสุขด้วยกายบรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายกล่าวสรรเสริญว่า“ผู้มีอุเบกขามีสติอยู่เป็นสุข”

. เพราะละสุขและทุกข์เสียได้เพราะโสมนัสและโทมนัสดับไปก่อนแล้วบรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุขมีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาอยู่ภิกษุทั้งหลายนี้เรียกว่าสัมมาสมาธิ”๑๑

องค์มรรคทั้ง๘ประการเหล่านี้สามารถสงเคราะห์ลงในหลักไตรสิกขาได้ดังนี้คือสัมมาทิฏฐิความเห็นชอบ๑สัมมาสังกัปปะความดำริชอบ๑จัดเป็นปัญญาสิกขาสัมมาวาจาความเจรจาชอบ๑สัมมากัมมันตะการทำการงานชอบ๑สัมมาอาชีวะการเลี้ยงชีวิตชอบ๑จัดเป็นศีลสิกขาสัมมาวายามะความพยายามชอบ๑สัมมาสติความระลึกชอบ๑สัมมาสมาธิความตั้งจิตมั่นชอบ๑จัดเป็นจิตตสิกขาองค์มรรคทั้ง๘เหล่านี้เมื่อกล่าวโดยรวบยอดคือศีลสมาธิปัญญานั่นเองความสำรวมกายวาจาให้เรียบร้อยดีไม่มีโทษเรียกว่าศีลการทำจิตของตนให้ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์อันเดียวเรียกว่าสมาธิความเป็นผู้รอบรู้ในกองสังขารทั้งหลายซึ่งมีความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปเป็นธรรมดาเรียกว่าปัญญา

 

๒ บทบาทสัมมาทิฏฐิในฐานะเป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างสัจธรรมกับจริยธรรม

คำว่า“ธรรม”ในทัศนะทางพุทธศาสนาเมื่อมองอย่างกว้างๆแยกออกเป็น๒อย่างคือธรรมในฐานะเป็นความจริงที่มีอยู่ตามธรรมชาติเรียกว่า“สัจธรรม”และธรรมในฐานะที่เป็นแนวทางหรือวิธีปฏิบัติของมนุษย์เพื่อให้รู้แจ้งหรือเข้าใจสรรพสิ่งตามความเป็นจริงในกฎธรรมชาตินั้นเรียกว่าจริยธรรมสัจธรรมเป็นตัวความจริงที่มีอยู่ตามธรรมดาของธรรมชาติไม่มีการเปลี่ยนแปลงไม่ขึ้นอยู่กับกาลเวลาและสถานที่ไม่ว่ามนุษย์จะเข้าไปรับรู้ความจริงนั้นหรือไม่ก็ตามสัจธรรมก็คงดำรงอยู่ตามธรรมดาอย่างนั้นตลอดไปส่วนจริยธรรม (พรหมจรรย์ / อริยมรรค) เป็นเรื่องที่สัมพันธ์กับบทบาทของมนุษย์โดยตรงกล่าวคือเมื่อมนุษย์รู้แจ้งความจริงตามธรรมชาติแล้วก็เอามาจัดวางในรูปของจริยธรรมเพื่อให้มนุษย์คนอื่นๆสามารถจะถือเอาประโยชน์จากความจริงนั้นได้โดยนัยนี้สัจธรรมกับจริยธรรมจึงมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดโดยสัจธรรมเป็นตัวกำหนดแนวทางของจริยธรรมหรือสัจธรรมนั่นเองเป็นฐานเกิดของจริยธรรมถ้าจริยธรรมถูกจัดวางขึ้นมาโดยขาดความรู้ความเข้าใจในสัจธรรมก็จะกลายเป็นระบบที่เลื่อนลอยไร้จุดหมายในขณะเดียวกันแม้สัจธรรมจะเป็นความจริงที่มีอยู่ตามธรรมดาของธรรมชาติแต่ถ้าไม่มีจริยธรรมเป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับมนุษย์มนุษย์ก็ไม่สามารถที่จะถือเอาประโยชน์จากสัจธรรมนั้นได้จึงกล่าวได้ว่าปัญญาของมนุษย์นี้เองเป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างจริยธรรมกับสัจธรรมกล่าวคือสติปัญญาเป็นตัวนำพามนุษย์เข้าไปรู้แจ้งความจริงตามกฎธรรมชาติแล้วมนุษย์ก็อาศัยสติปัญญาที่รู้ความจริงตามกฎธรรมชาตินั้นมาจัดวางเป็นระบบจริยธรรมดังคำกล่าวของพระธรรมปิฎก (..ปยุตฺโต) ที่ว่ามรรคเกิดมีขึ้นโดยฐานเป็นวิธีการที่คนนำเอากฎเกณฑ์ของธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการดำเนินชีวิตของตนคือเป็นวิธีปฏิบัติของคนที่จะให้เกิดผลตามกระบวนของธรรมชาติหรือการใช้วิธีการของคนเพื่อให้เกิดผลตามกระบวนการของธรรมชาติมรรคเป็นจุดเริ่มต้นของการประยุกต์เอาความรู้ในกฎธรรมชาติมาสร้างเป็นวิธีการปฏิบัติของคน๑๒   มีพุทธพจน์แห่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างจริยธรรมกับสัจธรรมได้อย่างชัดเจนโดยตัวกลางที่เชื่อมโยงนั้นก็คือปัญญาคุณของพระพุทธองค์ที่ได้ตรัสรู้ความจริงตามกฎธรรมชาติแล้วทรงนำเอาสัจธรรมมาจัดวางเป็นระบบจริยธรรมดังข้อความตอนหนึ่งที่ปรากฎในอุปปาทาสูตรว่าภิกษุทั้งหลายตถาคตเกิดขึ้นก็ตามไม่เกิดขึ้นก็ตามธาตุนั้นคือความตั้งอยู่ตามธรรมดาความเป็นไปตามธรรมดาก็คงตั้งอยู่อย่างนั้นตถาคตรู้บรรลุธาตุนั้นว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง…สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์…ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตาครั้นรู้บรรลุแล้วจึงบอกแสดงบัญญัติกำหนดเปิดเผยจำแนกทำให้ง่าย๑๓จะสังเกตเห็นได้ว่าเนื้อหาในพระพุทธพจน์ตรงนี้ข้อความหลักๆจะมีอยู่  ๓ส่วนคือส่วนที่กล่าวถึงสัจธรรมส่วนที่กล่าวถึงตัวปัญญาและส่วนที่กล่าวถึงการจัดวางระบบจริยธรรมดังรายละเอียดดังต่อไปนี้

. ส่วนที่เกี่ยวกับสัจธรรมคือ“ภิกษุทั้งหลายตถาคตเกิดขึ้นก็ตามไม่เกิดขึ้นก็ตามธาตุนั้นคือความตั้งอยู่ตามธรรมดาความเป็นไปตามธรรมดาก็คงตั้งอยู่อย่างนั้น…”

. ส่วนที่เกี่ยวกับความรู้หรือสติปัญญาคือ“ตถาคตรู้บรรลุธาตุนั้นว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง…สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์…ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา..”

. ส่วนที่เกี่ยวกับการนำสัจธรรมมาจัดวางเป็นระบบจริยธรรมคือ“ครั้นรู้บรรลุแล้วจึงบอกแสดงบัญญัติกำหนดเปิดเผยจำแนกทำให้ง่าย”จะเห็นว่าข้อความในส่วนแรกพระพุทธองค์จะทรงยกเอาตัวสัจธรรมขึ้นมาแสดงก่อนในฐานะเป็นตัวความจริงที่มีอยู่ตามธรรมชาติสัจธรรมนี้ไม่ว่าพระพุทธเจ้าจะเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตามก็ไม่มีผลกระทบใดๆต่อการดำรงอยู่ของสัจธรรมนั้นจากนั้นในข้อความส่วนที่๒ถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญเพราะเป็นส่วนที่แสดงให้เห็นความสามารถทางด้านสติปัญญาของมนุษย์ในฐานะเป็นตัวโยงมนุษย์ไปหาสัจธรรมและในฐานะเป็นตัวโยงสัจธรรมเข้าสัมพันธ์กับมนุษย์ในรูปแบบของจริยธรรมและในข้อความส่วนสุดท้ายได้แสดงให้เห็นการบำเพ็ญพุทธกิจของพระพุทธองค์ในการประกาศพรหมจรรย์หรือจัดวางระบบจริยธรรมโดยอาศัยพระปัญญาคุณที่รู้ความจริงตามกฎธรรมชาตินั่นเองมาเป็นพื้นฐานอย่างไรก็ตามเมื่อมองในแง่ของพระพุทธองค์ในฐานะเป็นศาสดาผู้ก่อตั้งศาสนาเราจะเห็นบทบาทพระปัญญาคุณของพระองค์ได้ชัดเจนในการนำเอาความรู้ในสัจธรรมมาประยุกต์เป็นระบบจริยธรรมแต่ในฐานะคนทั่วไปผู้ยังเข้าไม่ถึงสัจธรรมจำต้องอาศัยระบบจริยธรรม (มรรค) ที่พระองค์ได้จัดวางเอาไว้บทบาทของสติปัญญาคงมีแต่ในแง่ของการชี้ส่องเส้นทางและนำกระบวนการพัฒนาชีวิตทั้งหมดไปสู่เป้าหมายคือสัจธรรมอย่างไรก็ตามเราต้องยอมรับในระดับหนึ่งว่าแม้ผู้ปฏิบัติตามอริยมรรคจะยังไม่เข้าถึงสัจธรรมอย่างสมบูรณ์แต่ก็ต้องมีความรู้ความเข้าใจในกระบวนการของธรรมชาติบ้างไม่มากก็น้อยอาจจะเป็นความรู้ในเชิงทฤษฎีหรือความรู้ตามแนวเหตุผลก็ได้ดังนั้นในกระบวนการพัฒนาชีวิตตามหลักอริยมรรคจึงเริ่มต้นด้วยสัมมาทิฏฐิดังคำกล่าวของพระธรรมปิฎก (..ปยุตฺโต) ที่ว่า“ผู้ที่จะปฏิบัติ (ตามมรรค) ก็จะต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการธรรมชาตินั้นบ้างไม่มากก็น้อยดังนั้นมรรคจึงเริ่มต้นด้วยสัมมาทิฏฐิ”๑๔โดยนัยนี้สัมมาทิฏฐิจึงมีบทบาทสูงมากในการเป็นตัวกลางเชื่อมโยงชีวิตของบุคคลเข้าไปหาสัจธรรมโดยอาศัยมรรคหรือหลักจริยธรรม

 

๓ สัมมาทิฏฐิในฐานะเป็นแกนนำของทางสายกลาง

เมื่อพูดถึงทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) คนส่วนมากมักจะคิดว่าได้แก่เส้นทางหรือจุดยืนที่อยู่ตรงกลางระหว่างคู่ขัดแย้งสองฝ่ายโดยวัดจากสุดปลายด้านหนึ่งกับอีกสุดปลายด้านหนึ่งแล้วยืนอยู่ตรงกลางไม่พยายามเอนเอียงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถ้าเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ถือว่าขาดความเป็นกลางหรืออีกแง่หนึ่งก็มักจะมองว่าความเป็นกลางคือการที่คู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายไม่ยืนหยัดในจุดยืนของตนจนเกินไปยอมโอนอ่อนผ่อนตามยอมประนีประนอมเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายพออยู่กันได้ความเป็นกลางในลักษณะนี้เช่นแนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนและแนวคิดเรื่องการประนีประนอมของตะวันตก* เป็นต้น

แนวคิดเหล่านี้มีรากฐานมาจากความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนมีสิทธิตามธรรมชาติอย่างสมบูรณ์เมื่อเข้ามาอยู่ในสังคมการเมืองทุกคนต้องยอมประนีประนอมยอมลดหย่อนผ่อนปรนสิทธิตามธรรมชาติของตนเพื่อให้สังคมอยู่ได้สังคมการเมืองจึงมีกำเนิดมาจากการที่มนุษย์ตกลงทำสัญญาประชาคมเพื่อไม่ให้ทุกคนใช้สิทธิตามธรรมชาติของตนไปละเมิดสิทธิของบุคคลอื่นดังนั้นความเป็นกลางตามแนวคิดนี้จึงอยู่ที่การโอนอ่อนผ่อนปรนเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งจึงกล่าวได้ว่าความเป็นกลางตามแนวคิดนี้มีรากฐานมาจากมโนทัศน์เรื่องความขัดแย้ง๑๕

สำหรับแนวคิดเรื่องทางสายกลางของพุทธศาสนา (มัชฌิมาปฏิปทา) ไม่ใช่ทั้งการยืนอยู่ตรงกลางโดยไม่เอนเอียงเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งและไม่ได้เกิดจากการประนีประนอมระหว่างคู่ขัดแย้งสองฝ่ายหากแต่เป็นทางสายกลางที่ชี้นำด้วยปัญญา(สัมมาทิฏฐิ) มีดุลยภาพในระบบองค์รวมมีความพอเหมาะพอดีไม่ตึงจนเกินไปและไม่ย่อหย่อนจนเกินไปมีรูปแบบปฏิบัติมีเป้าหมายและทิศทางที่จะดำเนินไปอย่างแน่นอนชัดเจนนั่นคือเป็นทางที่มุ่งไปสู่ความหลุดพ้นจากทุกข์ (วิมุตติ) โดยนัยนี้ทางสายกลางตามหลักพุทธศาสนาจึงเป็นทางที่มีอิสระในตัวเองไม่จำเป็นต้องรอให้มีคู่ขัดแย้งเกิดขึ้นก่อนจึงจะเกิดขึ้นได้ดังพุทธพจน์ที่ว่า“ภิกษุทั้งหลายมัชฌิมาปฏิปทาไม่เอียงเข้าใกล้ที่สุด๒อย่างนั้นตถาคตได้ตรัสรู้อันเป็นปฏิปทาก่อให้เกิดจักษุก่อให้เกิดญาณเป็นไปเพื่อความสงบเพื่อความรู้ยิ่งเพื่อความตรัสรู้เพื่อพระนิพพาน”๑๖

จริงอยู่ทางสายกลางของพุทธศาสนาเกิดขึ้นท่ามกลางแนวคิดสุดโต่ง๒ด้านคือด้านที่ประกอบตนให้หมกมุ่นอยู่ในกามสุข (กามสุขัลลิกานุโยค) และด้านที่ทรมานให้ได้รับความลำบาก (อัตตกิลมถานุโยค) แม้การใช้คำว่า“มัชฌิมาปฏิปทา”สำหรับเรียกระบบจริยธรรมของพุทธศาสนาเองส่วนหนึ่งก็เกิดมาจากการเทียบเคียงกับแนวคิดสุดโต่งทั้งสองด้านนั้นแต่ก็ไม่ได้ความหมายว่าพระพุทธศาสนาประนีประนอมกับแนวคิดทั้งสองด้านนี้แล้วเอามาตั้งเป็นทางสายกลางหรือเข้าไปยืนอยู่บนเส้นแบ่งตรงกลางดูรายละเอียดเพิ่มเติมในสมภารพรมทา. ปรัชญาสังคมและการเมือง. (กรุงเทพฯ :สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๓๖). หน้า๑๖–๑๙.

ของทั้งสองฝ่ายโดยไม่ลำเอียงไปเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งหรือเพื่อรักษามิตรภาพกับทั้งสองฝ่ายเอาไว้ในทางตรงข้ามทางสายกลางของพุทธศาสนาเกิดมาจากการปฏิเสธและการไม่เข้าไปข้องแวะกับคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายอย่างสิ้นเชิงแล้วจึงจัดวางแนวทางของตัวเองขึ้นมาใหม่  คำว่า“มัชฌิมาปฏิปทา”เป็นชื่อกลางๆที่ใช้เรียกหมวดธรรม๒หมวดคืออริยมรรคมีองค์๘และไตรสิกขาดูประหนึ่งว่าทางสายกลางนี้มีอยู่๒สายแต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่เพราะหลักธรรมทั้งสองหมวดนี้แท้ที่จริงก็คือระบบแห่งการฝึกหัดพัฒนาชีวิตอันเดียวกันนั่นเองอริยมรรคก็เป็นหลักเดียวกับไตรสิกขาและไตรสิกขาก็เป็นอันเดียวกับอริยมรรคแต่การที่ท่านจัดวางลำดับเนื้อหาของหลักธรรมทั้งสองหมวดไม่เหมือนกันก็เพราะมีจุดเน้นในการนำเสนอแตกต่างกันกล่าวคือเนื้อหาของอริยมรรคต้องการเน้นให้เห็นว่าปัญญาเป็นจุดตั้งต้นหรือเป็นตัวนำกระบวนการพัฒนาส่วนเนื้อหาของไตรสิกขาต้องการเน้นให้เห็นว่าปัญญาเป็นจุดหมายปลายทางของการพัฒนาชีวิตตาม

หลักพุทธศาสนาดังต่อไปนี้คือหลักอริยมรรคจะเริ่มต้นด้วยปัญญาคือสัมมาทิฎฐิความเห็นชอบคือเห็นทุกข์เหตุให้เกิดทุกข์ความดับทุกข์และข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์และสัมมาสังกัปปะความคิดนึกที่ถูกต้องคือคิดจะออกจากกามคิดในเรื่องไม่พยาบาทคิดในเรื่องไม่เบียดเบียนกันต่อมาก็ให้บำเพ็ญศีลคือให้รู้จักควบคุมกายวาจาไม่ให้มีโทษแล้วให้ฝึกอบรมจิตของตนด้วยความเพียรชอบระลึกชอบและทำจิตให้เป็นสมาธิส่วนหลักไตรสิกขาให้เริ่มต้นด้วยการมีศีลคือให้พัฒนากายวาจาแล้วฝึกจิตให้เป็นสมาธิเมื่อมีศีลมีสมาธิปัญญาก็จะเกิดขึ้นตามมาจะเห็นว่าการจัดวางเนื้อหาของอริยมรรคกับไตรสิกขาไม่ได้ขัดแย้งกันแต่ประการใดนอกจากไม่ขัดแย้งกันแล้วยังช่วยเน้นเนื้อหาของกันและกันให้เด่นชัดขึ้นด้วยกล่าวคือเนื้อหาของอริยมรรคช่วยเน้นให้เห็นว่าการพัฒนาชีวิตตามหลักพุทธศาสนาเป็นระบบที่เริ่มต้นด้วยปัญญาปัญญาเป็นตัวชี้นำกระบวนการพัฒนาทั้งหมดอุปมาเหมือนการเดินทางต้องรู้ก่อนว่าจะเดินทางสายไหนจะตั้งต้นตรงไหนและไปจบลงที่ใดการรักษาศีลจะมั่นคงได้ก็ต้องอาศัยปัญญาที่รู้เห็นคุณค่าและจุดมุ่งหมายของการรักษาศีลถ้าไม่มีปัญญากำกับก็จะกลายเป็นการยึดมั่นในศีลอย่างงมงายที่เรียกว่า“สีลัพพตปรามาส”๑๗ส่วนเนื้อหาของไตรสิกขาช่วยเน้นให้เห็นว่าในที่สุดแล้วกระบวนการพัฒนาชีวิตก็ต้องมาจบลงที่ปัญญาโดยให้เริ่มฝึกหัดจากง่ายไปหายากให้สูงขึ้นโดยลำดับให้ขั้นต่ำเป็นฐานให้แก่ขั้นกลางขั้นกลางเป็นฐานให้แก่ขั้นสูง

กล่าวคือเริ่มจากการฝึกหัดด้านนอก (ศีล) เข้าไปจิตใจ (สมาธิ) และจบลงด้วยปัญญาเมื่อเราเอาเนื้อหาของหลักธรรมทั้งสองมาวางต่อกันดังภาพแผนผังจะเห็นได้ชัดเจนว่าปลายสุดทั้งสองด้านจะถูกขนานด้วยปัญญา

ในทัศนะของพระธรรมปิฎก (..ปยุตโต) มรรคกับไตรสิกขามีจุดเน้นแตกต่างกันแต่ก็เป็นระบบที่สืบเนื่องประสานสัมพันธ์กันมรรคเป็นหลักปฏิบัติที่มุ่งในแง่เนื้อหาของตัวระบบเองโดยแจกแจงให้เห็นองค์ประกอบย่อยๆว่ามีอะไรบ้างเหมือนกับการมองดูถนนหนทางแล้วแยกวิเคราะห์ดูว่าจะใช้เส้นทางใดบ้างเริ่มจากจุดไหนและจะไปสิ้นสุดที่ใดเป็นต้นในขั้นนี้จึงยังไม่ต้องพูดว่าจะใช้มันอย่างไรเพียงแต่จัดแยกแยะให้เห็นความสัมพันธ์ภายในองค์ประกอบเหล่านั้นเท่านั้นโดยนัยนี้การจัดวางลำดับขององค์มรรคจึงจัดตามลำดับความสัมพันธ์ขององค์ซึ่งทำหน้าที่อยู่ในตัวผู้ปฏิบัติธรรมดังนั้นสัมมาทิฏฐิจึงถูกจัดเป็นข้อแรกในฐานะเป็นจุดเริ่มต้นที่ขาดไม่ได้ถ้าขาดเสียแล้วองค์ประกอบอื่นๆก็เกิดขึ้นไม่ได้ส่วนไตรสิกขาเป็นหลักปฏิบัติที่มุ่งใช้งานจริงกล่าวคือเป็นการนำเอาองค์ประกอบของมรรคออกมาจัดวางเป็นขั้นตอนแห่งการปฏิบัติจริงๆเปรียบเหมือนการนำเอาข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางมาใช้ในการเดินทางจริงๆในภาคปฏิบัติการจริงนี้การจัดวางจึงเป็นไปตามลำดับแห่งการพัฒนาที่ต้องการเน้นเป็นพิเศษในแต่ละช่วงตอนเช่นช่วงต้นต้องการฝึกเน้นในด้านนอกหรือด้านสังคมเป็นพิเศษจึงเอาองค์มรรคด้านศีลสิกขามาจัดวางไว้เป็นลำดับแรกเป็นต้นอย่างไรก็ตามไม่ว่าผู้ปฏิบัติธรรมจะกำลังฝึกเน้นเป็นพิเศษอยู่ในช่วงใดของไตรสิกขาจะเป็นขั้นศีล

ขั้นสมาธิหรือขั้นปัญญาก็ตามการทำหน้าที่ขององค์มรรคทั้ง๘ข้อย่อมดำเนินอยู่เรื่อยไปตลอดเวลาทุกช่วงตอนการแยกออกมากล่าวเป็นขั้นๆว่านี้ขั้นศีลนี้ขั้นสมาธินี้ขั้นปัญญาเป็นเพียงการบอกแจ้งในตอนนั้นๆว่ากำลังเร่งระดมฝึกฝนในด้านใดเป็นพิเศษเท่านั้น๑๘

 

๔ สัมมาทิฏฐิในฐานะเป็นตัวนำในการสร้างกรรมเพื่อสิ้นกรรม

คำสอนเรื่อง“กรรม”ถือว่าเป็นหลักคำสอนที่มีความสำคัญมากอาจจะเรียกว่าเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาเลยก็ว่าได้เพราะเป็นกฎธรรมชาติ (กรรมนิยาม) ที่มีความเกี่ยวข้องกับการกระทำของมนุษย์และความเป็นไปในวิถีชีวิตของมนุษย์โดยตรงดังคำกล่าวของพระเทพเวที (ประยุทธ์ปยุตฺโต) ที่ว่า“เมื่อมองในแง่ของมนุษย์กรรมนิยามเป็นกฎสำคัญที่สุดเพราะเป็นเรื่องของมนุษย์โดยตรงมนุษย์เป็นผู้เสกสรรปรุงแต่งกรรมและกรรมก็เป็นเครื่องปรุงแต่งชีวิตโชคชะตาของมนุษย์…”๑๙และการที่พระพุทธศาสนามีลักษณะเป็นมนุษย์นิยมก็มีรากฐานมาจากความเชื่อมั่นในกฎแห่งกรรมหรือกฎแห่งการกระทำของมนุษย์นี้เองนอกจากนั้นการที่พระพุทธองค์ทรงบำเพ็ญพุทธกิจหลังตรัสรู้ตลอดเวลา  ๔๕พรรษาก็ด้วยความเชื่อมั่นที่ว่ามนุษย์สามารถเข้าถึงความดีงามสูงสุดได้โดยอาศัยการสร้างกรรมที่ดีงามหรือการพัฒนาชีวิตตามหลักจริยธรรมที่พระองค์ได้วางไว้นั่นเองอย่างไรก็ตามเมื่อพูดถึงเรื่องกรรมตามหลักพุทธศาสนาถึงกล่าวแบบรวมๆก็หมายถึงการกระทำทุกอย่างที่ประกอบด้วยเจตนาหรือเจตจำนงแต่ถ้าพูดแบบจำแนกแจกแจงก็อาจมีหลายอย่างขึ้นอยู่กับว่าจะใช้รูปแบบในการแจกแจงอย่างไรเช่นถ้าจำแนกโดยยึดธรรมที่เป็นมูลเหตุหรือแรงจูงใจให้ทำกรรมก็มี๒อย่างคืออกุศลกรรมและกุศลกรรมหรือถ้าจำแนกโดยยึดช่องทางที่กระทำกรรมก็มี๓อย่างคือกายกรรมวจีกรรมและมโนกรรมเป็นต้นอย่างไรก็ตามการจำแนกกรรมที่แสดงให้เห็นการวางลำดับความสำคัญและเกี่ยวข้องกับผลที่จะเกิดแก่ชีวิตของมนุษย์โดยตรงคือการจำแนกโดยสัมพันธ์กับเรื่องคุณค่าทางจริยธรรม (วิบาก) หรือผลที่จะได้จากการทำกรรมนั้นๆมี ๔ อย่างคือ๒๐

. กรรมดำมีวิบากดำหมายถึงกรรมที่เกิดจากการกระทำชั่วทางกายวาจาใจอันมีรากฐานแรงจูงใจฝ่ายชั่วคืออกุศลมูล๓ได้แก่ความโลภความโกรธและความหลงกรรมประเภทนี้มีวิบากดำคือทำให้ได้รับความทุกข์อยู่ในสังสารวัฎ

. กรรมขาวมีวิบากขาวหมายถึงกรรมที่เกิดจากการกระทำดีทางกายวาจาใจแต่เป็นความดีระดับโลกีย์หรือระดับศีลธรรมเช่นการทำบุญให้ทานรักษาศีลหรือการปฏิบัติตามหลักกุศลกรรมบถ๑๐ประการเป็นต้นด้วยปรารถนาให้ตนไปบังเกิดในสวรรค์ถือว่าเป็นการทำดีด้วยแรงจูงใจแบบตัณหา (ตัณหาฉันทะ) กรรมประเภทนี้มีวิบากขาวคือทำให้ได้รับผลเป็นความสุขแต่เป็นความสุขที่แฝงไว้ด้วยความทุกข์หรือความสุขที่อยู่ในวังวนแห่งสังสารวัฎ

. กรรมทั้งดำและขาวมีวิบากทั้งดำและขาวหมายถึงการกระทำทั้งกรรมดีและกรรมชั่วผสมกันไปทำให้ได้รับวิบากทั้งดำบ้างขาวบ้างสลับกันไป

. กรรมทั้งไม่ดำและไม่ขาววิบากไม่ดำและไม่ขาวเป็นไปเพื่อสิ้นกรรมหมายถึงกรรมที่ไม่ได้มาจากแรงจูงใจฝ่ายชั่ว (อกุศลมูล) และแรงจูงใจฝ่ายดีแบบโลกๆที่มุ่งสนองตัณหาหรืออัตตา (ตัณหาฉันทะ / กามฉันทะ) หากแต่เป็นกรรมที่มาจากแรงจูงใจใฝ่ความจริงใฝ่ความถูกต้องดีงาม (ธรรมฉันทะ / กุศลฉันทะ) วิบากของกรรมประเภทนี้จะไม่เป็นทั้งดำและขาวหากแต่มีผลเป็นความสิ้นกรรมโดยไม่ต้องมีการสร้างกรรมอีกต่อไปการจำแนกกรรมในลักษณะนี้มองในแง่หนึ่งก็มีลักษณะเหมือน“อนุปุพพิกถา”คือการแสดงธรรมให้ลุ่มลึกลงตามลำดับโดยเริ่มต้นด้วยปรารภถึงกรรมในแง่ที่เป็นความดีความชั่วระดับศีลธรรมที่ชาวโลกยึดถือกันโดยทั่วไปแล้วมาจบลงด้วยการโยงเข้าหาหลักกรรมที่เป็นตัวแท้ของพุทธศาสนาจริงๆ (มรรค๘) คำสอนในลักษณะนี้มีอยู่อีกมากมายเช่นการแสดงหลักอนุปุพพิกถาก็จะเริ่มด้วยการบอกว่าการทำดีระดับทานระดับศีลจะทำให้ได้ความสุขในสวรรค์จากนั้นก็บอกว่าความสุขระดับนี้เป็นความสุขระดับกาม (กามสุข) แฝงไปด้วยทุกข์หาความแน่นอนไม่ได้แล้วสุดท้ายจบลงด้วยการชี้หนทางออก (เนกขัมมะ) หรือทางเข้าถึงความดีงามตามหลักพุทธศาสนาแม้การสอนเรื่องเทพก็เหมือนกันจะเริ่มต้นด้วยการปรารภถึงเทพที่มนุษย์สมมติกันขึ้นมา (สมมติเทพ) ตามด้วยเทพที่สูงขึ้นไปอีกคือเทพที่มีอยู่บนสวรรค์ (อุปัตติเทพ) แล้วก็จบลงด้วยการโยงเข้ามาหาเทพตามหลักการของพุทธศาสนาจริงๆคือผู้หมดจดจากกิเลส (วิสุทธิเทพ)อย่างไรก็ตามในบรรดากรรมทั้ง๔อย่างนั้นกรรมที่ถือว่าสำคัญที่สุดและเป็นตัวแท้ของพุทธศาสนาจริงๆได้แก่กรรมประเภทสุดท้าย (กรรมทั้งไม่ดำและไม่ขาว)ดังคำกล่าวของพุทธทาสภิกขุที่ว่า“พระพุทธเจ้าได้สอนกรรมอีกชนิดหนึ่งที่เรียกว่ากรรมไม่ดำไม่ขาวที่เป็นที่สิ้นสุดแห่งกรรมดำกรรมขาวโดยประการทั้งปวงนั่นแหละคือหลักเรื่องกรรมที่แท้จริงในพุทธศาสนา”๒๑ประเด็นที่ว่ากรรมไม่ดำไม่ขาวหรือกรรมที่เป็นตัวแท้ของพุทธศาสนานั้นคืออะไรพระพุทธองค์ตรัสชัดเจนว่าได้แก่มรรคมีองค์๘ดังพุทธพจน์ที่ว่า“กรรมทั้งไม่ดำและไม่ขาวมีวิบากทั้งไม่ดำและไม่ขาวเป็นไปเพื่อความสิ้นกรรมเป็นอย่างไรคือสัมมาทิฏฐิฯลฯสัมมาทิฏฐิ..”๒๒พุทธพจน์ตรงนี้เป็นการมองกรรมในระดับพฤติกรรมที่แสดงออกทางกายวาจาใจยังมีพุทธพจน์อีกแห่งหนึ่งได้มองกรรมไม่ดำไม่ขาวในระดับที่ลึกลงไปกว่าพฤติกรรมคือมองไปที่ตัวเจตนาหรือความจงใจอันเป็นบ่อเกิดหรืออยู่เบื้องหลังกรรมระดับพฤติกรรมดังพุทธพจน์ที่ว่า“ในบรรดากรรมเหล่านั้นเจตนาเพื่อละกรรมดำมีวิบากดำกรรมขาวมีวิบากขาวกรรมทั้งดำและขาวมีวิบากทั้งดำและขาวนี้เรียกว่ากรรมทั้งไม่ดำและไม่ขาวมีวิบากทั้งไม่ดำและไม่ขาวเป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม”๒๓พุทธพจน์ตรงนี้แสดงให้เห็นว่าสารัตถะหรือแก่นแท้ของหลักอริยมรรคจริงๆก็คือ“เจตนาหรือเจตจำนงเพื่อละกรรม”จริงอยู่ในหลักอริยมรรคได้แบ่งการฝึกออกเป็น๓ด้านคือศีลสมาธิและปัญญาแต่การฝึกในทุกด้านจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีเจตนาเป็นตัวขับเคลื่อนเช่นการรักษาศีลแม้จะเน้นการควบคุมพฤติกรรมทางกายและวาจาแต่ก็ต้องมีเจตนาที่จะงดเว้นเป็นสารัตถะสำคัญ

นอกจากนั้นพุทธพจน์ตรงนี้ยังได้มองเรื่องกรรมด้วยกรอบของอริยสัจ๔กล่าวคือมองกรรมสามอย่างแรกในฐานะปัญหาความทุกข์ของชีวิตแล้วมองกรรมประเภทสุดท้ายในฐานะเป็นทางออกจากกรรมซึ่งก็สอดรับกับพุทธพจน์อีกแห่งหนึ่งที่ได้แสดงเรื่อง“กรรม”กับ“อริยสัจ๔”ให้เป็นเรื่องเดียวกันดังพุทธพจน์ดังต่อไปนี้

ภิกษุทั้งหลายเพราะอริยสาวกรู้ชัดกรรมอย่างนี้ (ทุกข์) รู้ชัดเหตุเกิดแห่งกรรมอย่างนี้ (สมุทัย) รู้ชัดความต่างกันแห่งกรรมอย่างนี้รู้เหตุชัดวิบากแห่งกรรมอย่างนี้รู้ชัดความดับแห่งกรรมอย่างนี้ (นิโรธ) รู้ชัดข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งกรรมอย่างนี้ (มรรค) เธอจึงรู้ชัดพรหมจรรย์ที่เป็นเหตุชำแรกกิเลสเป็นที่ดับกรรมนี้๒๔

กล่าวโดยสรุปการแสดงเรื่องกรรมในพุทธศาสนาโดยจำแนกแจกแจงออกเป็น๔อย่างมีจุดมุ่งหมายและสาระสำคัญดังนี้

. เป็นรูปแบบหนึ่งของการแสดงธรรมให้ลุ่มลึกโดยลำดับ(อนุปุพพิกถา)โดยวางลำดับความสำคัญจากน้อยไปหามากเริ่มตั้งแต่กรรมที่ระดับศีลธรรมที่แบ่งขั้วดี–ชั่ว  ดำ- ขาวแล้วจบด้วยกรรมชนิดที่อยู่เหนือการแบ่งแยกเป็นดี–ชั่วหรือถูก–ผิด

. ต้องการแสดงให้เห็นว่ากรรมที่เป็นตัวแท้ของพุทธศาสนาจริงๆเมื่อมองในระดับพฤติกรรมที่แสดงออกทางกายวาจาและใจคือการสร้างกรรมหรือการดำเนินชีวิตตามหลักอริยมรรคมีองค์๘นั่นเองเรียกโดยเทียบเคียงกับกรรมชนิดอื่นๆว่ากรรมทั้งไม่ดำและไม่ขาวเป็นไปเพื่อสิ้นกรรม

. เมื่อมองในระดับที่ลึกกว่าพฤติกรรมที่แสดงออกมรรคมีองค์๘ก็คือตัวเจตจำนงหรือเจตนาที่จะละทั้งกรรมดำกรรมขาวและกรรมทั้งดำและขาวนั่นเองโดยเจตนานี้ประกอบด้วยแรงจูงใจใฝ่รู้ความจริงความถูกต้องและความดีงามเรียกเป็นศัพท์ทางพุทธศาสนาว่า“ธรรมฉันทะ”หรือ“กุศลฉันทะ”

. การแสดงเรื่องกรรมเป็นรูปแบบหนึ่งของการแสดงหลักอริยสัจ๔คือเริ่มต้นด้วยชี้ให้เห็นกรรมในฐานะเป็นปัญหาความทุกข์ของชีวิตกรรมในฐานะเป็นสาเหตุของปัญหาภาวะสิ้นกรรมในฐานะเป็นเป้าหมายชีวิตแล้วจบลงด้วยแสดงหลักธรรม(มรรค) หรือหลักปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงภาวะสิ้นกรรมอย่างไรก็ตามที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงการแสดงหลักกรรมในระดับกว้างๆเท่านั้นประเด็นที่ต้องการเน้นในที่นี้คือการวิเคราะห์ให้เห็นว่าสัมมาทิฏฐิได้แสดงบทบาทเป็นตัวนำในกระบวนการสร้างกรรมตามหลักอริยมรรคอย่างไรได้เคยกล่าวมาแล้วว่าในการจำแนกกรรมออกเป็น ๓ อย่างตามช่องทางที่แสดงออก (ทวาร) คือกายกรรมวจีกรรมและมโนกรรมกรรมที่ถือว่าสำคัญที่สุดคือมโนกรรม๒๕ส่วนกรรมอีก ๒ อย่างคือกายกรรมและวจีกรรมก็เป็นผลพวงที่สืบทอดมาจากมโนกรรมนั่นเองหลักการนี้จึงนำไปสู่การตอบคำถามที่ว่าทำไมสัมมาทิฏฐิจึงถูกจัดวางให้เป็นตัวนำในมรรคมีองค์๘เหตุผลก็เพราะว่าสัมมาทิฏฐิดำรงสถานะ๒อย่างในเวลาเดียวกันนั่นคือในฐานะเป็นมโนกรรมด้วย* และในฐานะเป็นองค์ประกอบด้านปัญญาด้วยแน่นอนว่าในฐานะเป็นมโนกรรมสัมมาทิฏฐิย่อมเป็นจุดกำเนิดหรือเป็นตัวผลักดันให้เกิดการกระทำกรรมในองค์มรรคอื่นๆเช่นการเจรจาชอบและการทำการงานชอบเป็นต้นและในฐานะเป็นองค์ประกอบด้านปัญญาสัมมาทิฏฐิจึงเป็นตัวชี้นำกระบวนการพัฒนาชีวิตทั้งหมดให้ดำเนินไปถูกทางมีเป้าหมายที่ชัดเจนและรักษาดุลยภาพให้มีความเป็นสายกลางในระบบองค์รวมด้วยกรรมในอริยมรรคมีองค์๘สามารถมองได้๒ระดับคือระดับเจตนาหรือเจตจำนงและระดับพฤติกรรมที่แสดงออกทางกายวาจาและใจเจตนาจะเป็นตัวชี้นำบงการและผลักดันให้เกิดการกระทำกรรมระดับพฤติกรรมด้วยเหตุนี้เองเมื่อต้องการกล่าวถึงอริยมรรคแบบรวบรัดที่สุดท่านจึงระบุไปที่ตัวเจตนาเพื่อละกรรมนอกจากนั้นองค์ประกอบที่ถือว่าเป็นตัวกำกับทิศทางของเจตนาอีกชั้นหนึ่งก็คือแรงจูงใจใฝ่รู้ความจริงใฝ่ความถูกต้องดีงามหรือเรียกตามศัพท์วิชาการทางพุทธศาสนาว่า“ธรรมฉันทะ”หรือ“กุศลฉันทะ”แรงจูงใจชนิดนี้เป็นแรงจูงใจแบบปัญญาไม่ประกอบด้วย“อกุศลมูล”คือโลภะโทสะและโมหะไม่เป็นไปเพื่อสนองตัณหาหรือเพื่อบำรุงบำเรออัตตา๒๖ด้วยเหตุนี้กรรมที่เกิดมาจากแรงจูงใจชนิดนี้จึงไม่อาจเรียกได้ว่า“กรรมดำ”“กรรมขาว”หรือ“กรรมทั้งดำและขาว”หากแต่เรียกชื่อในเชิงปฏิเสธว่า“กรรมทั้งไม่ดำและไม่ขาวเป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม”อีกประการหนึ่งเมื่อมองความสัมพันธ์ระหว่างเจตนากับแรงจูงใจใฝ่ความจริงความถูกต้องดีงาม (เจตนา + ธรรมฉันทะ) โดยเทียบเคียงกับสัมมาทิฏฐิในฐานะเป็นมโนกรรมและเป็นองค์ประกอบด้านปัญญา (มโนกรรม + ปัญญา) ก็จะเห็นว่าสอดคล้องลงตัวกันพอดีเพราะการที่จิตตั้งเจตจำนงนั้นมองในแง่หนึ่งก็คือกระบวนการทำงานทางจิตที่เรียกว่า“มโนกรรม”นั่นเองในฝ่ายแรงจูงใจก็เช่นเดียวกันไม่ว่า“ธรรมฉันทะ”หรือ“กุศลฉันทะ”ก็คือลักษณะหนึ่งของปัญญานั่นเองโดยนัยนี้การที่ท่านจัดวางสัมมาทิฏฐิไว้ในตำแหน่งตัวนำกระบวนการพัฒนาชีวิตทั้งหมดจึงเป็นเรื่องที่สมควรอย่างยิ่งเพราะสัมมาทิฏฐิเป็นที่รวมไว้ซึ่งพลังแห่งเจตจำนง (มโนกรรม) และพลังแห่งแรงจูงใจใฝ่รู้ความจริงตามกฎธรรมชาติ (ธรรมฉันทะ / ปัญญา) พลังทั้งสองอย่างนี้จึงเป็นตัวขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาชีวิตและเป็นตัวกำกับทิศทางการพัฒนาให้ดำเนินไปอย่างถูกต้องและมีเป้าหมาย

 

.๕สัมมาทิฏฐิมีอยู่ในทุกขั้นตอนแห่งการพัฒนาชีวิต

กระบวนการพัฒนาชีวิตตามหลักพุทธศาสนาเป็นระบบที่เชื่อมโยงสืบทอดกันไปตามลำดับหรืออย่างที่เรียกว่าเป็นการพัฒนาที่ลุ่มลึกลงโดยลำดับเหมือนมหาสมุทรที่ลาดลุ่มลงไปทีละน้อยไม่ใช่ระบบก้าวกระโดดหรือลึกลงแบบฉับพลันทันทีเหมือนหุบเหว๒๗เมื่อมองกระบวนการพัฒนาแบบช่วงยาวก็ต้องถือว่าชีวิตได้เข้าสู่กระบวนการพัฒนาตั้งแต่บุคคลเข้ามายอมรับนับถือพุทธศาสนาเป็นต้นไปจนกว่าจะเข้าถึงความหลุดพ้นหรือเป็นพระอรหันต์ตลอดช่วงยาวแห่งการพัฒนานี้ในแต่ละช่วงตอนอาจจะมีรูปแบบและจุดเน้นในการพัฒนาแตกต่างกันออกไปแต่องค์ธรรมถือว่าแสดงบทบาทอยู่ทุกช่วงตอนในฐานะเป็นแกนนำที่ยึดโยงร้อยประสานระบบทั้งหมดให้สัมพันธ์กันและแสดงบทบาทกำกับชี้นำกระบวนการพัฒนาชีวิตทั้งหมดตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงจุดสุดท้ายก็คือปัญญา (สัมมาทิฏฐิ) ดังคำกล่าวของพุทธทาสภิกขุที่ว่า“ทุกอย่างต้องมีปัญญาเป็นฝ่ายนำสัมมาทิฏฐิคือปัญญาเราต้องเอาปัญญามานำสิ่งต่างๆจึงจะเป็นไปถูกทาง…ก็หมายความว่าให้เราเอาปัญญาจูงทานจูงสมาธิจูงข้อปฏิบัติทุกอย่างอย่าให้ตกหลุมตกบ่อจึงว่าบริสุทธิ์ด้วยปัญญา”๒๘

หลักฐานในคัมภีร์ที่แสดงให้เห็นว่าสัมมาทิฏฐิได้แสดงบทบาทแทรกซึมอยู่ในทุกช่วงตอนแห่งการพัฒนาชีวิตคืออรรถกถาทุกนิบาตอังคุตตรนิกายพระอรรถกถาจารย์ได้นิยามความหมายของสัมมาทิฏฐิในพุทธพจน์ที่ว่า“ภิกษุทั้งหลายเราไม่เห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่งที่เป็นเหตุให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้นหรือที่เกิดขึ้นแล้วก็เป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้นเหมือนสัมมาทิฏฐินี้เลย”๒๙พุทธพจน์ตรงนี้ได้แบ่งบทบาทและหน้าที่ของสัมมาทิฏฐิออกเป็น๒อย่างคือเป็นตัวสร้างกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดและสนับสนุนกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วให้เจริญงอกงามยิ่งขึ้นเปรียบเหมือนมารดาที่คลอดบุตรนอกจากจะเป็นผู้ให้ชีวิตแก่บุตรแล้วยังต้องเลี้ยงบำรุงบุตรเจริญเติบโตโดยนัยนี้สัมมาทิฏฐิจึงมีบทบาททั้งในฐานะเป็นตัวสร้างและเป็นตัวเสริมตัวสร้างคือสร้างสารัตถะหรือคุณสมบัติใหม่ๆให้เกิดขึ้นแก่ชีวิตตัวเสริมคือส่งเสริมคุณสมบัติที่สร้างขึ้นนั้นให้งอกงามยิ่งขึ้นในทัศนะของพระอรรถกถาจารย์สัมมาทิฏฐิในพุทธพจน์ดังกล่าวก็คือสัมมาทิฏฐิที่แสดงบทบาทอยู่ในกระบวนการพัฒนาชีวิตตั้งแต่ต้นจนจบได้แก่สัมมาทิฏฐิ๕ระดับคือ๓๐

.กัมมัสกตาสัมมาทิฏฐิคือความเห็นความเชื่อมั่นที่ว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตนเป็นผู้บันดาลความเป็นไปในชีวิตด้วยกรรมของตนเองชีวิตของหมู่สัตว์จะเป็นไปในทางร้ายหรือดีอย่างไรไม่ได้ขึ้นอยู่กับอำนาจดลบันดาลของสิ่งลึกลับเหนือธรรมชาติหากแต่ขึ้นอยู่กับอำนาจแห่งเจตจำนงหรืออำนาจแห่งการสร้างกรรมของมนุษย์นั่นเองดังพุทธพจน์ที่ว่า“สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตนเป็นทายาทรับกรรมเป็นมรดกมีกรรมเป็นกำเนิดมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัยกรรมย่อมจำแนกสัตว์เพื่อให้เลวและดีต่างกันด้วยประการฉะนี้”๓๑นอกจากนั้นสัมมาทิฏฐิระดับนี้ครอบคลุมถึงความเชื่อว่ากระแสโลกทั้งหมดตกอยู่ภายใต้อำนาจแห่งเจตจำนงของมนุษย์ตามพุทธพจน์ที่ว่า“กมฺมุนาวตฺตตีโลโก”๓๒ (โลกเคลื่อนไหวตามเจตจำนงหรือกรรม) ตลอดถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพมนุษย์ว่าสามารถพัฒนาได้จนถึงขั้นสูงสุดความเชื่อระดับนี้ถือว่าเป็นรากฐานที่สำคัญต่อการพัฒนาในระดับที่สูงขึ้นไป

.ฌานสัมมาทิฏฐิคือความเห็นชอบในระดับการบำเพ็ญสมถภาวนาเป็นการพัฒนาในขั้นที่มุ่งทำให้จิตสงบแน่วแน่มั่นคงเข้มแข็งควรแก่การงานและเป็นฐานให้แก่การพัฒนาระดับสูงๆขึ้นไปผลสูงสุดของการบำเพ็ญสมถภาวนาก็คือการได้ฌานสมาบัติดังนั้นความเชื่อที่ว่าการบำเพ็ญสมถภาวนามุ่งทำให้จิตใจสงบเพียงอย่างเดียวยังไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องของปัญญาจึงเป็นความเชื่อที่ผิดเพราะในระดับนี้จะเน้นในเรื่องสมถะก็ต้องมีปัญญาหรือสัมมาทิฏฐิคอยกำกับและถ่วงดุลอยู่ตลอดเวลาทั้งนี้เพื่อไม่ให้เอาผลของสมาธิไปใช้ในทางที่ผิดเช่นเอาไปใช้ในเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ซึ่งในที่สุดก็จะกลายเป็นมิจฉาสมาธิไปปัญญาจึงเป็นตัวที่ทำให้รู้ว่าการได้ฌานไม่ได้มีจุดหมายสิ้นสุดในตัวของมันเองหากแต่เป็นฐานแก่การเจริญวิปัสสนาต่อไป

.วิปัสสนาสัมมาทิฏฐิคือความเห็นชอบที่อยู่ในขั้นของการเจริญวิปัสสนาภาวนาเป็นขั้นการพัฒนาที่สืบเนื่องมาจากขั้นสมถภาวนากระบวนการพัฒนาในขั้นนี้จะมุ่งเน้นในเรื่องการใช้ปัญญาพิจารณาสภาพความจริงของเบญจขันธ์ดังจะเห็นได้จากกิจกรรมแห่งการใช้ปัญญาในวิปัสสนาญาณ๙จะเน้นใช้ปัญญาพิจารณาความเกิดขึ้นตั้งอยู่และแตกสลายไปของสังขารทั้งหลายการพิจารณาเห็นสังขารเป็นของน่ากลัวเป็นของมีโทษและเป็นของน่าเบื่อหน่ายเป็นต้นการปฏิบัติระดับนี้แม้จะเป็นกิจกรรมทางปัญญาแต่ก็ต้องเป็นปัญญาที่ถูกต้องถูกทางถูกกำกับควบคุมด้วยสัมมาทิฏฐิตลอดเวลาถ้าไม่มีสัมมาทิฏฐิคอยควบคุมอาจจะทำให้ไขว้เขวหรือหลงใหลด้วย“วิปัสสนูปกิเลส”* ดังนั้นในข้อสุดท้ายของวิปัสสนาญาณ๙ท่านจึงจบลงด้วยปัญญาที่โน้มไปหาหรือคล้อยไปสู่การรู้แจ้งสัจธรรมในระดับโลกุตระหรือที่เรียกว่า“สัจจานุโลมิกญาณ”ในขั้นนี้สัมมาทิฏฐิจึงแสดงบทบาทเป็นทั้งตัวควบคุมและเป็นตัวเชื่อมโยงการพัฒนาระดับโลกิยะไปสู่ระดับโลกุตระด้วย

.มัคคสัมมาทิฏฐิหมายถึงสัมมาทิฏฐิหรือปัญญาญาณของพระอริยบุคคลผู้กำลังดำเนินการพัฒนาชีวิตอยู่ในขั้นของมรรค๔โสดาปัตติมรรคสกทาคามิมรรคอนาคามิมรรคและอรหัตตมรรคปัญญาในขั้นนี้จะเป็นตัวปฏิบัติการเพื่อทำลายกิเลสเครื่องร้อยรัด (สังโยชน์) ซึ่งในมรรคแต่ละขั้นคุณภาพของปัญญาก็จะสูงขึ้นโดยลำดับตามความก้าวหน้าแห่งการพัฒนาพอเพียงต่อการตัดกิเลสสังโยชน์ที่มรรคแต่ละขั้นจะต้องตัดต้องละเช่นปัญญาของอริยบุคคลผู้ปฏิบัติอยู่ในขั้นโสดาปัตติมรรคก็มีความลึกซึ้งและแหลมคมพอเพียงต่อการตัดสังโยชน์๓ข้อต้นคือสักกายทิฏฐิวิจิกิจฉาและสีลัพพตปรามาสหรือถ้ามองอีกแง่หนึ่งปัญญาในมรรคแต่ละขั้นจะมีคุณภาพเพิ่มขึ้นตามการลดลงของกิเลสยิ่งกิเลสลดลงมากเท่าใดความรู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรมก็ยิ่งเพิ่มขึ้นมากเท่านั้นเป็นเงาตามตัวเหมือนความมืดกับความสว่างยิ่งบุคคลกำจัดหรือลดความเข้มข้นของความมืดลงได้มากเท่าใดความสว่างก็เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

.ผลสัมมาทิฏฐิหมายถึงสัมมาทิฏฐิหรือปัญญาญาณของพระอริยบุคคลอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการตัดสังโยชน์ในมรรคแต่ละขั้นนั่นเองแบ่งเป็น๔ระดับคือโสดาปัตติผลสกทาคามิผลอนาคามิผลและอรหัตตผลปัญญาในมรรคกับปัญญาในผลเป็นเหตุและผลที่สืบเนื่องกันในขั้นของมรรคปัญญาจะเป็นตัวทำการหรือปฏิบัติการเพื่อตัดกิเลสส่วนปัญญาในขั้นผลก็คือปัญญาที่สืบเนื่องหรือยกระดับขึ้นมาจากปัญญาในขั้นมรรคนั่นเองอุปมาเหมือนการกระโดดข้ามลำน้ำ๔สายในขณะที่กำลังออกแรงกระโดดให้ตัวลอยอยู่บนอากาศเหนือลำน้ำแต่ยังไม่ตกถึงพื้นในฝั่งตรงข้ามถือว่าอยู่ในขั้นของมรรคพอตกถึงพื้นยืนตัวได้มั่นคงแล้วถือว่าอยู่ในขั้นของผลอย่างไรก็ตามการข้ามลำน้ำได้สายเดียวถือว่าภาระหน้าที่ยังไม่สิ้นสุดยังเหลือลำน้ำอีก๓สายที่จะต้องข้ามดังนั้นผลของการข้ามแม่น้ำสายแรกได้จึงเป็นเหตุปัจจัยหรือเป็นมรรคเพื่อให้ได้ข้ามลำน้ำสายที่๒ต่อไปในลำน้ำสายที่๓และ๔ก็มีนัยยะเช่นเดียวกันนี้

อุปมาอีกอย่างหนึ่งที่มักจะได้ยินบ่อยๆคือพระอริยบุคคลทั้ง๔เหมือนผู้กำลังพยายามว่ายข้ามแม่น้ำสายหนึ่งฝั่งด้านนี้เต็มไปด้วยอันตรายนานัปการเปรียบเหมือนที่อยู่ของปุถุชนผู้หนาไปด้วยกิเลสส่วนฝั่งตรงข้ามเป็นแดนเกษมเป็นแดนแห่งความสุขสันติเปรียบเสมือนภาวะแห่งพระนิพพานกระแสน้ำที่คั่นกลางระหว่างฝั่งทั้งสองเปรียบเหมือนกระแสแห่งความทุกข์หรือกระแสแห่งโอฆสงสารพระโสดาบันเหมือนผู้ที่กำลังก้าวเดินลุยลงไปในกระแสน้ำในช่วงที่ยังไม่ลึกมาก (โสดาบัน = ผู้ถึงกระแส) พระสกทาคามีเหมือนการออกแรงว่ายน้ำต่อไปอีกถึงช่วงลึกกลางกระแสน้ำถ้าจะย้อนกลับมาก็ยังพอกลับได้ (สกทาคามี = ผู้กลับมาอีกครั้งเดียว) พระอนาคามีเหมือนการว่ายผ่านช่วงลึกกลางกระแสน้ำไปแล้วถึงช่วงตื้นของฝั่งตรงข้ามจะย้อนกลับไปฝั่งเดิมคงไม่ได้แล้ว (อนาคามี =ผู้ไม่ย้อนกลับ) ส่วนพระอรหันต์เหมือนการอยู่ห่างไกลจากกระแสน้ำหรือการได้ขึ้นฝั่งอันเกษมเรียบร้อยแล้ว(อรหันต์ = ผู้ไกลจากกิเลส)๓๓ในขณะที่กำลังว่ายอยู่ในกระแสน้ำนั้นแน่นอนว่าจะต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่างเช่นแรงกำลังการทำงานของแขนขาและจิตใจที่มุ่งมั่นเป็นต้นแต่องค์ประกอบที่ถือว่าสำคัญและยืนตัวอยู่ตลอดเวลาทั้งก่อนว่ายกำลังว่ายและหลังว่ายคือสติปัญญาที่รู้จักเส้นทางดีรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบาในการว่ายรวมทั้งการรู้จักแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่อาจมีได้ตลอดเวลาบทบาทของสัมมาทิฏฐิมีอยู่ในทุกช่วงตอนของการพัฒนาชีวิตเช่นเมื่อบุคคลมีความเห็นว่าสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงล้วนแต่มีกรรมเป็นของตนมีกรรมเป็นกำเนิดมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์มีกรรมเป็นพวกพ้องตนกระทำกรรมใดไว้จะต้องได้รับผลของกรรมนั้นเรียกว่ากัมมัสสกตาสัมมาทิฏฐิรู้จักบำเพ็ญสมาธิจนทำให้ฌานเกิดจัดเป็นฌานสัมมาทิฏฐิเจริญวิปัสสนาจนรู้จักสภาวะธรรมมีความไม่เที่ยงเป็นทุกข์และเป็นอนัตตาเป็นต้นจัดเป็นวิปัสสนาสัมมาทิฏฐิทั้งหมดนี้จัดเป็นระดับโลกิยสัมมาทิฏฐิบำเพ็ญองค์มรรคทั้ง๘ให้เกิดมีจัดเป็นมัคคสัมมาทิฏฐิปฏิบัติไปจนบรรลุมรรคผลคือโสดาปัตติผลเป็นต้นจัดเป็นผลสัมมาทิฏฐิเหล่านี้จัดเป็นระดับโลกุตตรสัมมาทิฏฐิ

จะเห็นได้ว่ากระบวนการพัฒนาชีวิตทุกขั้นตอนท่านจะใช้สัมมาทิฏฐิกำกับไว้ตลอดทั้งนี้ก็เพื่อแสดงให้เห็นว่าสัมมาทิฏฐิเป็นตัวยืนโรงแทรกซึมอยู่ตลอดเวลาในการชี้นำและกำกับควบคุมกระบวนการพัฒนาชีวิตทั้งหมดตั้งแต่ระดับเริ่มเข้าสู่กระบวนการพัฒนาคือระดับความเชื่อในกฎแห่งกรรมจนถึงระดับพระอริยบุคคลผู้บรรลุอรหัตตผล

 

.๖วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างสัมมาทิฏฐิกับองค์มรรคอื่นๆ

คำว่า“มรรค” (อัฏฐังคิกมรรค) เป็นคำรวมที่ใช้เรียกองค์ประกอบทั้ง๘อย่างรวมกันหรือถ้าเรียกตามหลักไวยากรณ์ก็เป็นคำนามประเภท“สมุหนาม”พึงสังเกตว่าในบาลีพระไตรปิฎกท่านจะใช้คำนี้เป็นเอกพจน์ตลอด(อฏฺฐงฺคิโกมคฺโค)๓๔จะไม่ใช้เป็นพหูพจน์เป็นการแสดงให้เห็นว่า“มรรคเป็นระบบองค์รวมที่ผลึกเอาองค์ประกอบทั้ง๘ประการให้เป็นหนึ่งเดียวกันไม่ใช่ทาง๘สายที่แยกเป็นอิสระจากกันอย่างที่หลายคนเข้าใจการที่แยกออกเป็น๘อย่างก็เพื่อต้องการให้เห็นว่าส่วนผสมหรือองค์ประกอบที่รวมกันอยู่นั้นมีอะไรบ้างมีกี่ประเภทแต่ละประเภทมีสัดส่วนมากน้อยแค่ไหนอย่างไรและองค์ประกอบใดเป็นแกนนำเป็นต้นอุปมาเหมือนสูตรแกงชนิดหนึ่งที่ใช้เครื่องปรุง๘อย่างก่อนจะแกงก็ต้องแยกเครื่องปรุงให้เป็นส่วนๆแล้วเรียกชื่อตามชนิดของเครื่องปรุงนั้นๆจากนั้นก็จัดวางลำดับว่าเครื่องปรุงชนิดใดจะต้องใส่ก่อนใส่หลังอะไรเป็นส่วนสำคัญที่สุดในแกงชนิดนั้นเช่นแกงปลาก็ต้องมีปลาเป็นส่วนสำคัญหรือแกงไก่ก็ต้องมีไก่เป็นสำคัญเป็นต้นพอถึงเวลาแกงจริงๆเครื่องปรุงทุกอย่างต้องใส่ให้ครบสูตรไม่ใช่แยกแกงต่างหากจากกันสำหรับชื่อที่ใช้เรียกแกงชนิดดังกล่าวนี้ก็คือผลรวมของการผสมเครื่องปรุงทุกอย่างเข้าด้วยกันหาใช่ชื่อเรียกเครื่องปรุงชนิดใดชนิดหนึ่งไม่มรรคมีองค์๘ก็เช่นเดียวกันถึงเวลาปฏิบัติจริงๆก็ต้องปฏิบัติองค์ประกอบทุกอย่างไปพร้อมๆกันไม่ใช่แยกปฏิบัติไปทีละอย่างเรียงตามลำดับจากต้นไปหาปลายดังคำกล่าวของดร.ราหุลที่ว่าไม่ควรเข้าใจว่าองค์มรรคทั้ง๘ประการนี้ต้องนำไปประพฤติปฏิบัติทีละข้อเรียงตามลำดับหมายเลขตรงกันข้ามองค์มรรคเหล่านี้จะต้องพัฒนาให้เจริญงอกงามขึ้นพร้อมๆกันมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่ขีดความสามารถของแต่ละบุคคลองค์มรรคเหล่านี้ล้วนเกี่ยวโยงสัมพันธ์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแต่ละองค์ได้รับการเกื้อหนุนจากองค์อื่นๆในขณะเดียวกันก็ช่วยเกื้อหนุนองค์อื่นๆให้เจริญงอกงามไปพร้อมๆกันด้วยอย่างไรก็ตามเมื่อองค์ประกอบของมรรคเป็นระบบความสัมพันธ์แบบองค์รวมสิ่งที่เราต้องวิเคราะห์ต่อไปก็คือความสัมพันธ์ที่องค์มรรคแต่ละองค์มีต่อกันนั้นเป็นไปในลักษณะอย่างไรบ้างในประเด็นนี้ผู้วิจัยมีความเห็นว่าความสัมพันธ์ขององค์มรรคมีหลายลักษณะขึ้นอยู่ที่ว่าผู้มองจะเลือกมองมุมใดต่อไปนี้คือระบบความสัมพันธ์ที่ผู้วิจัยเห็นว่ามีความสำคัญ

.ระบบความสัมพันธ์แบบเครือข่ายจากทัศนะของท่านราหุลที่ยกมาข้างต้นแสดงให้เห็นว่าระบบความสัมพันธ์ขององค์มรรคซึ่งทำหน้าที่อยู่ในตัวของผู้ปฏิบัติธรรมเป็นลักษณะของการทำงานประสานสัมพันธ์กันเป็นเครือข่ายที่โยงใยถึงกันหมดเหมือนข่ายใยของแมงมุมความสัมพันธ์ในลักษณะนี้เส้นใยแต่ละเส้นจะทับซ้อนเชื่อมต่อและสอดประสานถึงกันหมดไม่มีเส้นใดเส้นหนึ่งเป็นอิสระจากเส้นอื่นๆนอกจากนั้นยังเป็นความสัมพันธ์ในลักษณะโต้ตอบกันกลับไปกลับมาคือเป็นลักษณะการกระทำโต้ตอบกันไปมาโดยองค์แต่ละองค์นอกจากเป็นตัวทำ (เกื้อหนุน) ต่อองค์มรรคองค์อื่นๆอีก๗องค์ด้วยผลจากความสัมพันธ์แบบโต้ตอบกลับไปกลับมานี้จะทำให้คุณภาพขององค์มรรคแต่ละองค์เจริญงอกงามขึ้นโดยลำดับยิ่งองค์มรรคมีคุณภาพสูงมากขึ้นเท่าใดก็ยิ่งเกื้อกูลต่อการพัฒนาในระดับที่สูงมากขึ้นเท่านั้นอย่างไรก็ตามในระบบความสัมพันธ์แบบนี้องค์มรรคแต่ละองค์จะเชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องกันดุจใยแมงมุมที่โยงถึงกันหมดองค์มรรคทั้ง๘ก็มีความสัมพันธ์ตลอดทุกองค์ถ้าจะเปรียบร่างกายคนเราเป็นสนามหรือเวทีให้องค์มรรคที่เรากำลังปฏิบัติต่างทำหน้าที่ของตนๆแต่ละองค์นั้นย่อมจะทำให้ผู้ปฏิบัติได้รับผลตามสมควรแก่การปฏิบัติจนได้บรรลุมรรคผลตามลำดับคือ

. โสดาปัตติมรรคโสดาปัตติผลละสังโยชน์ได้๓คือสักกายทิฏฐิวิจิกิจฉาศีลัพพตปรามาส

.สกทาคามิมรรคสกทาคามิผลละสังโยชน์ได้     เหมือนกันแต่ทำราคะโทสะและโมหะให้เบาบางลง

. อนาคามิมรรคอนาคามิผลละสังโยชน์ได้เพิ่มจากที่พระโสดาบันอีก๒คือกามราคะ๑ปฏิฆะ๑รวมเป็น๕อย่างเรียกว่าโอรัมภาคิยสังโยชน์

. อรหัตตมรรคอรหัตตผลละสังโยชน์ได้หมดทั้ง๑๐ประการคือสักกายทิฏฐิ๑วิจิกิจฉา๑สีลัพพตปรามาส๑กามราคะ๑ปฏิฆะ๑รูปราคะ๑อรูปราคะ๑มานะ๑อุทธัจจะ๑และอวิชชาเป็นพระอริยบุคคลสมบูรณ์ตามหลักการในพระพุทธศาสนาเถรวาท

ความสัมพันธ์ระหว่างองค์มรรคแบบเครือข่ายคือองค์มรรคทั้ง๘ประการนี้เริ่มต้นจากสัมมาทิฏฐิจนถึงสัมมาสมาธิเป็นที่สุดต่างก็แสดงปฏิกิริยาต่อกันไปจนจบกระบวนการขององค์มรรคนั้นๆ

.ระบบความสัมพันธ์แบบเส้นตรงจุดเน้นของการมองความสัมพันธ์ในลักษณะนี้ก็เพื่อให้แง่มุมความสัมพันธ์แบบเส้นตรงไล่เรียงตามลำดับขององค์มรรคจากต้นไปหาปลายโดยองค์มรรคแต่ละองค์หนุนเนื่องส่งต่อกันเป็นทอดๆเริ่มตั้งแต่สัมมาทิฏฐิในฐานะเป็นตัวนำไปจนถึงสัมมาสมาธิอย่างไรก็ตามการมองความสัมพันธ์แบบนี้ไม่ได้หมายความว่าจะแยกปฏิบัติทีละข้อเรียงกันไปตามลำดับหมายเลขแท้ที่จริงแล้วก็คือการปฏิบัติมรรคทุกองค์ไปพร้อมๆกันนั่นเองที่เน้นการเรียงลำดับตามหมายเลขก็เพื่อแสดงให้เห็นสายสัมพันธ์ขององค์มรรคว่าในขณะที่ปฏิบัติตามมรรคอยู่นั้นผู้ปฏิบัติธรรมกำลังเร่งระดมฝึกฝนพัฒนาตนอยู่ในองค์ประกอบข้อใดเป็นพิเศษและองค์มรรคที่กำลังเน้นปฏิบัติ๗๐อยู่นั้นได้ส่งผลให้มรรคองค์ถัดไปเจริญงอกงามอย่างไรระบบความสัมพันธ์แบบนี้พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้เองดังข้อความปรากฏในมหาจัตตารีสกสูตรที่ว่า๓๖

ภิกษุทั้งหลาย…สัมมาทิฏฐิเป็นหัวหน้าอย่างไรคือ

. ผู้มีสัมมาทิฏฐิสัมมาสังกัปปะก็มีพอเหมาะ

. ผู้มีสัมมาสังกัปปะสัมมาวาจาก็มีพอเหมาะ

. ผู้มีสัมมาวาจาสัมมากัมมันตะก็มีพอเหมาะ

. ผู้มีสัมมากัมมันตะสัมมาอาชีวะก็มีพอเหมาะ

. ผู้มีสัมมาอาชีวะสัมมาวายามะก็มีพอเหมาะ

. ผู้มีสัมมาวายามะสัมมาสติก็มีพอเหมาะ

. ผู้มีสัมมาสติสัมมาสมาธิก็มีพอเหมาะ

. ผู้มีสัมมาสมาธิสัมมาญาณก็มีพอเหมาะ

. ผู้มีสัมมาญาณสัมมาวิมุตติก็มีพอเหมาะ

จากพุทธพจน์ที่ยกมาจะเห็นว่านอกจากพระพุทธองค์จะทรงแสดงระบบความสัมพันธ์ขององค์มรรคแบบเส้นตรงแล้วยังแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ในแนวดิ่งอีกด้วยกล่าวคือเป็นความสัมพันธ์ที่ดิ่งสูงขึ้นโดยลำดับจนถึงจุดสูงสุดแห่งกระบวนการพัฒนาจุดที่น่าสังเกตก็คือช่วงต่อจากองค์มรรคข้อสุดท้ายคือสัมมาสมาธิจะมีองค์ธรรมมารับช่วงอีก๒องค์คือสัมมาญาณและสัมมาวิมุตตินั่นหมายความว่าพอระบบความสัมพันธ์ดำเนินมาตามลำดับจนถึงองค์มรรคข้อสุดท้าย (สัมมาสมาธิ) ก็จะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของการพัฒนาคือการมีปัญญาญาณรู้เห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง (สัมมาญาณ) เมื่อรู้แจ้งเห็นจริงแล้วความหลุดพ้นจากกิเลสก็จะเกิดขึ้นตามมา (สัมมาวิมุตติ) มองในแง่หนึ่งการจัดความสัมพันธ์ขององค์มรรคในรูปแบบอย่างนี้ก็เป็นลักษณะเดียวกับที่เคยกล่าวมาแล้วในข้อที่ว่าด้วยระบบมรรคกับระบบไตรสิกขากล่าวคือทั้งเบื้องต้นและเบื้องปลายจะถูกขนาบด้วยปัญญาหมายความว่าเป็นระบบการพัฒนาชีวิตทีเริ่มต้นด้วยปัญญา (สัมมาทิฏฐิ) แล้วจบลงด้วยปัญญา (สัมมาญาณ + สัมมาวิมุตติ)

.ระบบความสัมพันธ์แบบมัคคสมังคีระบบความสัมพันธ์ขององค์มรรคอีกแบบหนึ่งคือการที่องค์มรรคต่างๆทำงานประสานสัมพันธ์กันภายในชีวิตของผู้ปฏิบัติธรรมเรียกว่า“มัคคสมังคี”แปลว่าผู้พรั่งพร้อมด้วยองค์มรรคในกระบวนการทำงานนี้องค์มรรค๓องค์คือสัมมาทิฏฐิสัมมาวายามะและสัมมาสติจะแสดงบทบาทเป็นแกนหลักยืนตัวอยู่ตลอดเวลาในการเข้าไปเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับองค์มรรคอื่นๆโดยสัมมาทิฏฐิจะทำหน้าที่เป็นแกนนำสำคัญส่วนสัมมาวายามะและสัมมาสติจะเป็นแนวร่วมสนับสนุนเปรียบเหมือนเพื่อน๓สหายจับมือกันรับทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งเมื่อรับงานมาแล้วก็แบ่งหน้าที่กันตามความถนัดแล้วช่วยกันทำงานนั้นจนประสบความสำเร็จอีกอย่างหนึ่งเปรียบองค์มรรคทั้ง๓นี้เหมือนการเดินทางสัมมาทิฏฐิทำหน้าที่เหมือนไฟส่องให้เห็นทางเดินไปสู่จุดหมายสัมมาวายามะเหมือนการออกแรงก้าวเดินไปตามทางที่สัมมาทิฏฐิชี้ส่องให้นั้นส่วนสัมมาสติเหมือนเครื่องบังคับควบคุมให้เดินถูกทางถูกจังหวะและหลบหลีกภัยอันตรายต่างๆในขณะกำลังทำงานกลางคันการเดินทางก็จะไม่บรรลุถึงจุดหมายเช่นในขณะที่สัมมาวายามะออกก้าวเดินไปเรื่อยๆสัมมาสติก็ช่วยกำกับแต่สัมมาทิฏฐิกลับหยุดทำหน้าที่ส่องทางเดินการเดินทางก็จะสะดุดลงตรงนั้นเป็นต้นดังคำกล่าวของพุทธทาสภิกขุที่ว่าองค์มรรคทั้งแปดรวมกำลังกันโดยสัมมาทิฏฐิเป็นตัวยืนโรงหรือเป็นเจ้าของเรื่ององค์อีกเจ็ดองค์เป็นตัวประกอบทำหน้าที่ของตนๆคือสัมมาทิฏฐิทำให้สัมมาสังกัปปะสัมมาวาจาสัมมากัมมันตะสัมมาอาชีวะทำหน้าที่ของตนๆอย่างถูกต้องโดยมีสัมมาวายามะและสัมมาสติเป็นตัวกำลังและเครื่องมือสำคัญรวมกันเป็นอริยมัคคสมังคี๓๗  ในมหาจัตตารีสกสูตรได้แสดงให้เห็นระบบความสัมพันธ์ขององค์มรรคอีกแบบหนึ่งเรียกว่า“มัคคสมังคี”เป็นระบบความสัมพันธ์ที่องค์มรรค๓องค์คือสัมมาทิฏฐิสัมมาวายามะและสัมมาสติได้ทำงานประสานสัมพันธ์กันเป็นแกนหลักแล้วเข้าไปสนับสนุนองค์มรรคอื่นๆให้เจริญไพบูลย์

ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคพระพุทธโฆษาจารย์ได้กล่าวถึงระบบความสัมพันธ์แบบมัคคสมังคีขององค์มรรคเหมือนกันแต่ประเด็นที่ท่านนำเสนอเป็นการฝึกตามขั้นตอนของหลักไตรสิกขาดังนั้นจึงได้แสดงความสัมพันธ์ระหว่างองค์มรรคที่อยู่ภายในกลุ่มเดียวกันกล่าวคือถ้าเป็นกลุ่มสมาธิก็แสดงเฉพาะความสัมพันธ์ขององค์มรรคในกลุ่มสมาธิถ้าเป็นกลุ่มปัญญาก็จะแสดงเฉพาะความสัมพันธ์ภายในกลุ่มปัญญาในองค์มรรคกลุ่มสมาธิท่านได้แสดงถึงการทำงานสัมพันธ์กันขององค์มรรค๓องค์คือสัมมาวายามะสัมมาสติและสัมมาสมาธิเปรียบเสมือนเพื่อน๓สหายช่วยกันเก็บดอกจำปาที่อยู่สูงจนเอื้อมคนเดียวไม่ถึงสัมมาสติเหมือนเพื่อนอีกคนที่เอาไหล่เข้ามาเคียงให้เพื่อนเหยียบยันจนหายโงนเงนสัมมาสมาธิเหมือนเพื่อนคนที่ยืนอยู่บนหลังสหายคนแรกแต่ยังโงนเงนไปมายังเก็บดอกไม้ไม่ได้พอยันไหล่สหายคนที่สองก็ตั้งหลักได้มั่นคงจนทำกิจคือการเก็บดอกไม้ได้สำเร็จ๓๙   ในองค์มรรคกลุ่มปัญญาท่านได้แสดงถึงการทำงานสัมพันธ์กันระหว่างองค์มรรค๒องค์คือสัมมาทิฏฐิและสัมมาสังกัปปะโดยสัมมาสังกัปปะเปรียบเสมือนนิ้วมือที่หยิบเหรียญพลิกไปมาสัมมาทิฏฐิเป็นเหมือนเหรัญญิกผู้ทำหน้าที่วินิจฉัยตัดสินว่าเป็นเหรียญแท้หรือเหรียญปลอมอีกตัวอย่างหนึ่งสัมมาสังกัปปะเปรียบเหมือนคนที่คอยจับท่อนซุงพลิกทำให้ช่างถากคือสัมมาทิฏฐิทำการถากได้ถนัดและถากได้ตามต้องการ๔๐

 

.ความสัมพันธ์องค์มรรคในกระบวนการรับรู้ข้อความในสฬายตนวิภังคสูตร๔๑เป็นลักษณะของการแสดงกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาทที่เกิดขึ้นครบวงจรในชีวิตประจำวันโดยจับจุดเอาเฉพาะช่วงองค์ประกอบที่เกี่ยวเนื่องกับการรับรู้โลกในชีวิตประจำวันของมนุษย์ (สฬายตนะผัสสะและเวทนา) ตรงจุดนี้ถือว่ามีความสำคัญมากเพราะเป็นจุดพลิกผันหรือจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สามารถนำวิถีชีวิตไปสู่ความทุกข์ในสังสารวัฎหรือไปสู่ความดับทุกข์ก็ได้ธรรมต่างๆที่เกิดขึ้นในช่วงการรับรู้ตรงนี้เรียกว่า“อายตนิกธรรม”หมายถึงธรรมอันเกี่ยวเนื่องด้วยอายตนะหรือธรรมที่เป็นองค์ประกอบร่วมในกระบวนการรับรู้ทางอายตนะมี๓๐ประการโดย

แบ่งเป็นกลุ่มหลักๆ๕กลุ่มคือ

. อายตนะภายใน๖หมายถึงช่องทางรับรู้หรือแดนติดต่อกับอารมณ์ที่มีอยู่ภายในตัวมนุษย์มี๖ช่องทางคือตาหูจมูกลิ้นกายและใจ

. อายตนะภายนอก๖หมายถึงแดนติดต่อภายนอกหรืออารมณ์ที่ถูกรับรู้ซึ่งเป็นของคู่กับอายตนะภายในมี๖อย่างคือรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะและธรรมารมณ์

. วิญญาณ๖หมายถึงความรู้แจ้งอารมณ์หรือความรู้ที่เกิดขึ้นเมื่ออายตนะภายในและภายนอกมากระทบกันมี๖อย่างตามช่องทางที่รับรู้คือวิญญาณทางตา (จักขุวิญญาณ) วิญญาณทางหู (โสตวิญญาณ) วิญญาณทางจมูก (ฆานวิญญาณ)วิญญาณทางลิ้น (ชิวหาวิญญาณ) วิญญานทางกาย (กายวิญญาณ) และวิญญาณทางใจ(มโนวิญญาณ)

. ผัสสะ / สัมผัส๖หมายถึงการถูกต้องการกระทบหรือความประสบพร้อมกันแห่งองค์ประกอบ๓อย่างคืออายตนะภายในอายตนะภายนอกและวิญญาณทำให้เกิดผัสสะมี๖อย่างผัสสะทางตา (จักขุสัมผัส) ผัสสะทางหู (โสตสัมผัส) ผัสสะทางจมูก (ฆานสัมผัส) ผัสสะทางลิ้น (ชิวหาสัมผัส) ผัสสะทางกาย (กายสัมผัส) และผัสสะทางใจ (มโนสัมผัส)

. เวทนา๖หมายถึงการเสวยอารมณ์หรือความรู้สึกที่เป็นสุขทุกข์หรือเฉยๆอันสืบเนื่องมาจากการมีผัสสะทางอายตนะนั้นๆมี๖อย่างคือเวทนาเกิดจากผัสสะทางตา (จักขุสัมผัสสชาเวทนา) เวทนาเกิดจากผัสสะทางหู (โสตสัมผัสสชาเวทนา)เวทนาเกิดจากผัสสะทางจมูก (ฆานสัมผัสสชาเวทนา ) เวทนาเกิดจากผัสสะทางลิ้น (ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา) เวทนาเกิดจากผัสสะทางกาย (กายสัมผัสสชาเวทนา) และเวทนาอันเกิดจากผัสสะทางใจ (มโนสัมผัสสชาเวทนา)ในบรรดาอายตนิกธรรมทั้ง๕กลุ่มเหล่านี้ธรรมใน๓กลุ่มแรกคืออายตนะภายในอายตนะภายนอกและวิญญาณถือว่าเป็นธรรมที่เกิดขึ้นพร้อมๆกัน(สหชาตธรรม) หมายความว่าต้องมีการประจวบพร้อมกันกระบวนการรับรู้จึงสำเร็จจะขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ได้เช่นเมื่อตากระทบกับรูปแต่ขาดวิญญาณการรับรู้ก็เกิดขึ้นไม่ได้เป็นต้นส่วนกลุ่มที่๔คือผัสสะเป็นชื่อที่ใช้เรียกอาการที่อายตนะภายในอายตนะภายนอกและวิญญาณมาประจวบพร้อมกันถ้าขาดส่วนใดส่วนหนึ่งก็ไม่เกิดผัสสะโดยนัยนี้ผัสสะในภาษาธรรมจึงไม่ได้หมายถึงการถูกต้องสัมผัสด้วยอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งอย่างที่เข้าใจในภาษาสามัญทั่วไปหากแต่เป็นคำที่สื่อถึงการเข้ามาประจวบพร้อมกันขององค์ประกอบ๓ด้านสำหรับกลุ่มสุดท้ายคือเวทนาเป็นกลุ่มแสดงถึงการเสวยอารมณ์ที่สืบทอดมาจากการมีผัสสะอีกทีหนึ่งอาจจะเป็นความรู้สึกสุขทุกข์หรือเฉยๆก็ได้ดังพุทธพจน์ที่ว่า“จักขุวิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยจักขุ (อายตนะภายใน) และรูปารมณ์(อายตนะภายนอก) ความประจวบกันแห่งธรรมทั้ง๓เป็นผัสสะเพราะผัสสะเป็นปัจจัยแห่งเวทนาจึงเกิด..”๔๒

ในการรับรู้ของมนุษย์ปุถุชนทั่วไปเมื่อกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาทหรือกระแสแห่งการรับรู้ดำเนินมาถึงช่วงเสวยอารมณ์หรือเวทนาไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ที่น่าชอบใจหรือไม่น่าชอบใจก็ตามก็มักไม่มีสติปัญญารู้เท่าทันในอารมณ์นั้นตามความเป็นจริงแล้วปล่อยให้เวทนาเป็นปัจจัยแห่งการเกิดตัณหาอุปาทานสุดท้ายก็ได้รับความทุกข์ในสังสารวัฏไม่มีที่สิ้นสุดส่วนในกรณีของกัลยาณชนผู้ปฏิบัติตามหลักอริยมรรคเมื่อเสวยเวทนาแล้วจะมีสติปัญญารู้เท่าทันเวทนาที่กำลังเสวยไม่ปล่อยให้เวทนาเข้าไปมีอิทธิพลต่อการเกิดตัณหาเมื่อตัณหาเกิดขึ้นไม่ได้กระแสแห่งความทุกข์หรือกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาทก็ถูกตัดตอนหรือถูกหักเลี้ยวไปเป็นกระแสอย่างอื่นกระแสอย่างอื่นที่ว่านี้ก็คือกระแสแห่งอริยมรรคหรือกระแสแห่งความสัมพันธ์ขององค์มรรคนั่นเองแท้ที่จริงตัวปัญญาที่เข้ามาหักเหทิศทางของกระแสปฏิจจสมุปบาทตรงนี้ก็คือการแสดงบทบาทของสัมมาทิฏฐิที่ประสานสัมพันธ์กับองค์มรรคอื่นๆนั่นเองดังพุทธพจน์ที่ว่าทิฏฐิของบุคคลผู้มีธรรมอย่างนั้น (รู้เท่าทันอายตนิกธรรม) ย่อมเป็นสัมมาทิฏฐิความดำริของผู้มีธรรมอย่างนั้นย่อมเป็นสัมมาสังกัปปะความพยายามของบุคคลผู้มีธรรมอย่างนั้นย่อมเป็นสัมมาวายามะสติของบุคคลผู้มีธรรมอย่างนั้นย่อมเป็นสัมมาสติสมาธิของบุคคลผู้มีธรรมเป็นอย่างนั้นย่อมเป็นสัมมาสมาธิส่วนกายกรรมวจีกรรมและอาชีวะของเขาจัดว่าบริสุทธิ์ดีในเบื้องต้นทีเดียวเมื่อเป็นเช่นนี้อริยมรรคมีองค์๘นี้ของเขาย่อมถึงความเจริญเต็มที่๔๓พึงสังเกตว่าเนื่องจากกระบวนการรับรู้ตรงจุดหักเลี้ยวนี้ (ผัสสะเวทนา)เป็นเรื่องของกระบวนธรรมทางจิตใจดังนั้นพุทธพจน์ตรงนี้จึงจัดให้องค์มรรคที่เกี่ยวกับฝึกภายในคือด้านปัญญาสิกขาและจิตตสิกขาขึ้นมาแสดงบทบาทเป็นตัวนำส่วนองค์มรรคที่เกี่ยวกับฝึกด้านนอกคือศีลสิกขาถูกจัดให้อยู่อันดับสุดท้ายเป็นตัวแสดงบทบาทสนับสนุนแม้จะไม่เห็นบทบาทตรงนี้เด่นชัดนักแต่ก็ถือว่ามีอยู่แล้วโดยอัตโนมัติดังนั้นจะเห็นได้ว่าผัสสะเป็นจุดที่องค์ประกอบ๓อย่างมาประจวบกันเข้าคืออายตนะภายในอายตนะภายนอกและวิญญาณถ้าองค์ประกอบทั้ง๓อย่างนี้มีไม่ครบผัสสะจะเกิดขึ้นไม่ได้อุปมาเหมือนการใส่ใจจดจ่ออยู่กับกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งเมื่อมีเสียงหรือรูปผ่านเข้ามาแม้จะอยู่ในวิสัยที่สามารถจะเห็นหรือได้ยินแต่ก็หาได้เห็นหรือได้ยินไม่ทั้งนี้ก็เพราะขาดองค์ประกอบด้านวิญญาณนั่นเองในกรณีนี้จึงไม่เรียกว่าผัสสะเมื่อไม่มีผัสสะเวทนาก็เกิดขึ้นไม่ได้และอีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือช่วงเวทนาตรงนี้เป็นจุดสำคัญในแง่ที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตทางจริยธรรมตรงจุดนี้เองที่กระบวนการแห่งมรรคได้เข้ามาช่วงชิงตัดตอนกระแสแห่งสังสารวัฏไปจนทำให้เวทนาไม่มีบทบาทต่อการเกิดตัณหาและตรงจุดนี้อีกเช่นกันที่มีแรงจูงใจแบบใหม่เข้ามาช่วงชิงแรงจูงใจแบบตัณหาคือแรงจูงใจแบบธรรมฉันทะซึ่งก็เป็นแรงจูงใจที่มาพร้อมกับมรรคนั่นเองพุทธทาสภิกขุเป็นบุคคลหนึ่งที่จับเอากระแสปฏิจจสมุปบาทตรงกระบวนการรับรู้ทาง“ผัสสะ”มาเน้นย้ำมากเป็นพิเศษอาจจะเรียกว่าเป็นงานสอบส่วนใหญ่ของท่านก็ได้ดังคำกล่าวของท่านที่ว่า“เรียนเรื่องผัสสะเรียนเรื่องมีสติควบคุมผัสสะกันให้เพียงพอเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในหลักธรรมะของเราอบรมให้มีสติสำหรับหยุดการปรุงแต่งของผัสสะให้ได้นี่แหละเรียกว่าเราจะสนองพุทธประสงค์”๔๔และว่า“แม้แต่สิ่งที่เรียกว่า“กฎ”ก็มาจากผัสสะสติปัญญาก็มาจากผัสสะความโง่ก็มาจากผัสสะอะไรๆก็มาจากผัสสะแล้วทำไมไม่สนใจกับสิ่งที่เรียกว่าผัสสะนี้…ถ้าจะรู้อะไรจริงต้องสนใจที่ผัสสะโลกทั้งโลกใหญ่ๆนี้สำเร็จอยู่ที่คำคำเดียวคือผัสสะ”๔๕วาทะในการแสดงธรรมของท่านที่มักจะได้ยินบ่อยๆเช่น“ความยึดมั่นในตัวกูของกู”ก็ดี“จิตว่างจากตัวกูของกู”ก็ดีวาทะเหล่านี้ล้วนแต่โยงใยอยู่กับการจับประเด็นตรง“ผัสสะ”แทบทั้งสิ้นเหตุผลที่ท่านเอาเรื่องผัสสะมาเน้นย้ำก็เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตที่นี่และเดี๋ยวนี้ (สันทิฏฐิโก)การปฏิบัติธรรมเพื่อความดับทุกข์ก็ต้องเริ่มต้นตรงผัสสะนี้ดังที่ท่านเคยกล่าวไว้ว่าเรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ถ้าจะกล่าวทางทฤษฎีหรือทางหลักวิชามันยืดยาว .. แต่ว่าปฏิจจสมุปบาทในฝ่ายภาคปฏิบัติแท้ๆนั้นมันก็มีเพียงหยิบมือเดียวหรือกำมือเดียวเท่าที่พระพุทธเจ้าท่านว่าคือเมื่อสัมผัสกันเข้ากับรูปหรือเสียงหรือกลิ่นหรือรสอะไรก็ตามทางตาทางหูทางใดทางหนึ่งเมื่อมีการกระทบแล้วก็เรียกว่าสัมผัสบาลีว่าผัสสะ…วิธีนี้จะใช้ให้เป็นประโยชน์ก็คือว่าอย่าให้มันอาศัยกันเกิดขึ้นได้ให้ตัดมันเสียคือว่าเมื่อผัสสะกระทบกันทางตาเป็นต้นแล้วให้มันขาดตอนกลางไปอย่าให้ปรุงเป็นเวทนา…พอกระทบอารมณ์เป็นผัสสะล้วนๆแล้วหยุดเสียแค่นั้นมันก็ไม่มีทางที่จะเกิดตัวกูของกูก็ไม่เป็นโรคทางจิตวิญญาณและไม่เป็นทุกข์๔๖

เมื่อผัสสะเป็นจุดตั้งต้นของปัญหาความทุกข์การแก้ปัญหาอย่างง่ายๆแบบรวบรัดที่สุดซึ่งสามารถทำได้ทุกคนในชีวิตประจำวันคือการมีสติปัญญารู้เท่าทันกระบวนการรับรู้ตรงผัสสะนี้เมื่อหยุดกระแสแห่งผัสสะได้ความว่างจากตัวกู–ของกูก็เกิดขึ้นทันทีแม้พระนิพพานก็เกิดขึ้นตรงนี้ดังที่ท่านกล่าวว่า“อายตนะนั้นคือนิพพานก็หมายความว่านิพพานก็เป็นเพียงสิ่งๆหนึ่งที่อยู่ในวิสัยที่เราจะรู้จักมันได้โดยทางตาทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกายทางใจ” ๔๗หลักฐานที่ท่านมักจะยกมาสนับสนุนแนวคิดนี้บ่อยๆคือพุทธพจน์ที่ตรัสกับพาหิยะที่ว่าเมื่อใดเธอเมื่อเห็นรูปก็สักแต่ว่าเห็นเมื่อฟังเสียงก็สักแต่ว่าฟังเมื่อรับรู้อารมณ์ที่ได้รับรู้ก็สักแต่ว่ารับรู้เมื่อรู้แจ้งธรรมารมณ์ที่รู้แจ้งก็สักแต่รู้แจ้งเมื่อนั้นเธอก็จะไม่มีเมื่อใดเธอไม่มีเมื่อนั้นเธอก็จะไม่ยึดติดในสิ่งนั้นเมื่อใดเธอไม่ยึดติดในสิ่งนั้นเธอไม่มีโลกนี้ไม่มีโลกอื่นไม่มีในระหว่างโลกทั้งสองนี้เป็นที่สุดแห่งทุกข์๔๘  ด้วยพุทธพจน์สั้นๆเพียงแค่นี้สามารถทำให้พาหิยะถึงความหลุดพ้นได้ในทัศนะของพุทธทาสภิกขุนี้คือตัวอย่างของการปฏิบัติตามหลักอริยมรรค (มัคคสมังคี) ที่สามารถเกิดขึ้นได้พร้อมกันทันทีในขณะที่มีผัสสะที่สำคัญคือต้องการมีสติปัญญารู้เท่าทันกระบวนการรับรู้ไม่ให้เป็นปัจจัยแก่ตัณหาอุปาทานความดับทุกข์ก็จะเกิดขึ้นในปัจจุบันทันที(เป็นสันทิฏฐิโก)กล่าวโดยสรุปการแสดงบทบาทเพื่อตัดกระแสแห่งสังสารวัฏขององค์มรรคทั้งหมดทำให้เราเห็นการทำงานประสานสัมพันธ์กันขององค์เหล่านั้นๆได้เป็นอย่างชัดเจนโดยองค์ธรรมที่ถือว่าเป็นตัวนำในการแสดงบทบาทตรงนี้ก็คือ“สัมมาทิฏฐิ”ในฐานะเป็นองค์ประกอบด้านสติปัญญาที่รู้เท่าทันกระบวนการรับรู้และหยุดยั้งหรือเบี่ยงเบนกระแสสร้างทุกข์ไปสู่กระแสสิ้นทุกข์ส่วนองค์ธรรมด้านอื่นๆคือด้านสมาธิและด้านศีลแม้ว่าจะไม่เห็นบทบาทตรงนี้เด่นชัดนักเพราะไม่ได้เป็นตัวนำแต่ก็ถือว่ามีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าองค์ประกอบด้านปัญญาเลยทีเดียวในฐานะที่แสดงบทบาทสนับสนุนอยู่เบื้องหลังเพราะลำพังการทำงานของปัญญาเพียงอย่างเดียวไม่มีพลังเพียงพอที่จะตัดกระแสแห่งสังสารวัฏได้

ความหลุดพ้นคุณภาพของสัมมาทิฏฐิจะมีความสมบูรณ์เต็มที่ความเชื่อโดยผ่านการบอกเล่าก็จะหมดไปอย่างสิ้นเชิงด้วยเหตุนี้ผู้เข้าถึงความหลุดพ้นจึงเรียกว่า“อัสสัทธะ”๔๙แปลว่าผู้ไร้ศรัทธาหรือหมดศรัทธาหมายความว่าเป็นผู้รู้เองเห็นเองโดยไม่ต้องเชื่อตามคนอื่นในขณะเดียวกันเมื่อสัมมาทิฏฐิมีคุณภาพสมบูรณ์สูงสุดก็มักมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งต่างหากว่า“สัมมาญาณ”๕๐หรือ“วิชชา”สาเหตุที่ต้องมีชื่อเรียกอีกหนึ่งต่างหากก็เพราะคำว่า“สัมมาทิฏฐิ”เป็นองค์ธรรมในฐานะเป็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์ (มรรค) เป็นชื่อหนึ่งของปัญญาที่กำลังอยู่ในภาวะเผชิญหน้ากับปัญหาความทุกข์หรือกิเลสพอกิเลสถูกกำจัดให้หมด

-สัมปรายิกัตถะ๔คือสัทธาสัมปทาสีลสัมปทาจาคสัมปทาปัญญาสัมปทา

-วุฒิธรรม๔คือสัทธาศีลสุตะจาคะปัญญา

-พละ (อินทรีย์) ๕คือสัทธาวิริยะสติสมาธิปัญญา

-เวสารัชชกรณธรรม๕คือสัทธาศีลพาหุสัจจะวิริยารัมภะปัญญา

-อริยทรัพย์๗คือสัทธาศีลหิริโอตตัปปะพาหุสัจจะจาคะปัญญาไปปัญญานั้นก็อยู่ในภาวะที่เหนือทิฏฐิกล่าวคืออยู่ในภาวะสูงเกินกว่าที่จะเรียกว่า

“สัมมาทิฏฐิ”ได้อีกต่อไป * ในประเด็นนี้พระธรรมปิฏก ( .. ปยุตฺโต ) มีความเห็นว่า

“ความก้าวหน้าในมรรคานี้ดำเนินไปโดยลำดับจากความเชื่อ (ศรัทธา) มาเป็นความเห็นหรือเข้าใจโดยเหตุผล (ทิฐิ) จนเป็นการรู้การเห็น (ญาณทัสสนะ) ในที่สุดซึ่งในขั้นสุดท้ายเป็นอันหมดภาวะของศรัทธาโดยสิ้นเชิง”๕๑

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าในช่วงต้นของกระบวนการพัฒนาศรัทธาจะมีบทบาทและความเข้มข้นสูงมากแต่ก็มีสัมมาทิฏฐิคอยกำกับอยู่เบื้องหลังในช่วงกลางสัมมาทิฏฐิจะมีบทบาทโดดเด่นขึ้นมาอันเนื่องมาจากผู้ปฏิบัติได้รู้เห็นความจริงด้วยประสบการณ์ตรงมากขึ้นแต่ก็แสดงบทบาทเคียงคู่กันไปกับศรัทธานั่นเองพอมาถึงช่วงสุดท้ายแห่งการพัฒนาบทบาทของศรัทธาจะหมดไปอย่างสิ้นเชิง (อัสสัทธะ) ในขณะเดียวกันสัมมาทิฏฐิจะมีคุณภาพสมบูรณ์สูงสุดจนถึงขั้นที่อยู่เหนือทิฏฐิโดยปัญญาในขั้นนี้จะไม่เรียกว่าสัมมาทิฏฐิ อีกต่อไปหากแต่เรียกว่า“สัมมาญาณ”หรือ“วิชชา”อย่างไรก็ตามอาจมีการตั้งข้อสงสัยว่าการหมดไปของศรัทธาตามที่กล่าวมานี้ขัดแย้งกันหรือไม่กับหลัก“สัทธาธิกะ” * ของโพธิสัตว์ผู้เน้นศรัทธาเป็นตัวนำไปสู่การตรัสรู้และหลัก“สัทธานุสารี” (ผู้แล่นตามศรัทธา) และ“สัทธาวิมุต” (ผู้หลุดพ้นด้วยศรัทธา) **ของพระอริยบุคคลผู้อาศัยศรัทธาแล้วหลุดพ้นด้วยการนำของศรัทธา

พระพุทธเจ้าประเภท“สัทธาธิกะ”ก็ดีพระอริยบุคคลประเภท“สัทธานุสารี”ก็ดีท่านเหล่านี้อาศัยศรัทธาฐานะเป็นพลังขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายเท่านั้นซึ่งก็สอดคล้องกับทัศนะของท่านพระนาคเสนที่ว่า“ศรัทธา .. มีการแล่นไปเป็นลักษณ์”๕๒ไม่ได้หมายความว่าท่านเหล่านี้ยังต้องอาศัยศรัทธาอยู่หลังจากเข้าถึงความหลุดพ้นแล้วอีกประการหนึ่งแม้ว่าท่านเหล่านี้จะอาศัยพลังของศรัทธาเป็นตัวนำไปสู่ความหลุดพ้นก็ไม่ได้หมายความว่าศรัทธาเป็นตัวทำหน้าที่ตัดกิเลสแล้วทำให้บรรลุธรรมองค์ธรรมที่ทำหน้าที่ตัดกิเลสแล้วทำให้รู้แจ้งสัจธรรมก็ยังถือว่าเป็นบทบาทของปัญญาอยู่นั่นเองดังข้อความที่ปรากฏในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรคที่ว่า“ปฏิเวธกาเลปญฺญินฺทฺริยํอาธิปฺเตยฺยํโหติ”๕๓แปลว่าปัญญาเป็นใหญ่ในเวลาที่แทงตลอดซึ่งสัจธรรมเมื่อเข้าถึงความหลุดพ้นอย่างสิ้นเชิงแล้วไม่ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าหรือพระอริยบุคคลประเภทใดๆก็ตามล้วนแล้วแต่เป็นผู้ไร้ศรัทธา (อัสสัทธะ) หรือไม่ต้องอาศัยศรัทธาเหมือนกันทั้งหมดในประเด็นตรงนี้พระธรรมปิฏก (.. ปยุตฺโต) ได้แสดงทัศนะไว้อย่างชัดเจนว่าแม้ศรัทธาจะมีคุณประโยชน์สำคัญแต่ในขั้นสูงสุดศรัทธาจะต้องหมดไปถ้ายังมีศรัทธาอยู่ก็แสดงว่ายังไม่บรรลุจุดหมายเพราะตราบใดที่ยังเชื่อต่อจุดหมายนั้นก็ย่อมแสดงว่ายังไม่ได้เข้าถึงจุดหมายนั้นรู้เห็นจริงด้วยตนเองและตราบใดที่ยังมีศรัทธาก็แสดงว่ายังต้องอาศัยสิ่งอื่นยังต้องฝากปัญญาไว้กับสิ่งอื่นยังไม่หลุดพ้นเป็นอิสระได้อย่างสมบูรณ์โดยเหตุนี้ศรัทธาจึงไม่เป็นคุณสมบัติของพระอรหันต์ตรงข้ามพระอรหันต์กลับมีคุณลักษณะว่าผู้ไม่มีศรัทธา(อัสสัทธ) เมื่อผู้ที่เข้าถึงความหลุดพ้นเป็นผู้ไม่มีศรัทธาจึงมีคำถามต่อไปว่าท่านเหล่านั้นยังคงมีความเชื่อมั่นในสัจธรรมอยู่หรือไม่เช่นอริยสัจ๔ปฏิจจสมุปบาทและไตรลักษณ์เป็นต้นแน่นอนว่าท่านเหล่านั้นยังคงมีความเชื่อมั่นสัจธรรมทั้งหลายอย่างเต็มเปี่ยมแต่ไม่ใช่ความเชื่อในลักษณะของศรัทธาแต่เกิดมาจากปัญญาที่รู้แจ้งแทงตลอดในสัจธรรมเหล่านั้น

พระอริยบุคคลประเภท“สัทธานุสารี” ( ใช้ศรัทธาเป็นตัวนำ ) และ“ธัมมานุสารี”๕๔ (ใช้ปัญญาเป็นตัวนำ) พระอริยบุคคล๘จำพวกคือ

. พระโสดาปัตติมรรค

. พระโสดาปัตติผล

. พระสกทาคามิมรรค

. พระสกนาคามิผล

. พระอนาคามิมรรค

. พระอนาคามิผล

. พระอรหัตตมรรค

. พระอรหัตตผล

จะเห็นได้ว่าผู้กำลังปฏิบัติเพื่อโสดาปัตติผลมี๒ประเภทคือประเภทที่ใช้ศรัทธาเป็นตัวนำเรียกว่า“สัทธานุสารี” (ผู้แล่นตามศรัทธา) และประเภทที่ใช้ปัญญาเป็นตัวนำเรียกว่า“ธัมมานุสารี” (ผู้แล่นตามธรรม) ผู้ใช้ศรัทธาเป็นตัวนำเมื่อหลุดพ้นเป็นพระอริยบุคคลตั้งแต่ระดับโสดาปัตติผลจนถึงอรหัตตมรรคเรียกว่า“สัทธาวิมุต”แปลว่าผู้หลุดพ้นด้วยศรัทธาส่วนผู้ใช้ปัญญาเป็นตัวนำเมื่อหลุดพ้นเป็นพระอริยบุคคลตั้งแต่ระดับโสดาปัตติผลจนถึงอรหัตตมรรคเรียกว่า“ทิฏฐิปปัตตะ”แปลว่าผู้บรรลุซึ่งสัมมาทิฏฐิแต่พอบรรลุถึงขั้นสุดท้ายคือพระอรหัตตผลไม่ว่าจะใช้ศรัทธาเป็นตัวนำหรือปัญญาเป็นตัวนำก็ตามจะเรียกเหมือนกันว่า“ปัญญาวิมุต”แปลว่าผู้หลุดพ้นด้วยปัญญาซึ่งก็สอดคล้องกับข้อความในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรคที่ยกมาข้างต้นว่าปัญญาเป็นใหญ่ในเวลาแทงตลอดซึ่งสัจธรรม

..การลดลงของสังโยชน์สังโยชน์เป็นกิเลสที่เปรียบเสมือนเชือกที่ผูกมัดสัตว์ไว้ในสังสารวัฏหรือผูกไว้กับความทุกข์ปัญญาเปรียบเสมือนมีดสำหรับตัดปมเงื่อนของเครื่องผูกนั้นสมมติว่ามีชายคนหนึ่งถูกพันธนาการอย่างแน่นหนาด้วยเชือกจำนวน๑๐เส้น (สังโยชน์๑๐) ภาพที่เราเห็นคือเขาขาดความเป็นอิสระอย่างสิ้นเชิงต่อมาเขาฝึกฝนตนเองจนสามารถตัดเชือกให้ขาดไปทีเส้นภาพที่เราเห็นคือความเป็นอิสระได้มีแก่เขาทีละน้อยพร้อมกับจำนวนเชือกที่ลดลงต่อมาเขาพัฒนาตนเองให้มีความสามารถยิ่งขึ้นไปอีกจนสามารถตัดเชือกให้ขาดได้ทั้งหมดภาพที่เราเห็นต่อมาคือเขาหลุดเป็นอิสระอย่างสิ้นเชิงกรณีของชายในตัวอย่างนี้เราอาจมีวิธีวัดความสามารถหรือคุณภาพของเขาได้หลายวิธีหนึ่งในวิธีเหล่านั้นคือวัดที่การลดลงแห่งเชือกที่ผูกมัดเขาอยู่ยิ่งเขาสามารถทำให้เชือกเหลือน้อยเท่าใดก็เป็นเครื่องบ่งบอกว่าคุณภาพหรือความสามารถที่มีอยู่ในตัวเขามากขึ้นเท่านั้นในการวัดคุณภาพของสัมมาทิฏฐิก็เช่นเดียวกันพุทธศาสนามีวิธีวัดอีกอย่างหนึ่งคือดูที่การลดลงของสังโยชน์ยิ่งผู้ศึกษาสามารถทำให้สังโยชน์ลดลงได้มากเท่าใดก็เป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นว่าคุณภาพของสัมมาทิฏฐิมีมากขึ้นเท่านั้นดูเหมือนว่าวิธีการแบบปฏิเสธนี้จะเป็นวิธีที่นิยมใช้กับการอธิบายสภาวะธรรมขั้นสูงๆหรือขั้นโลกุตรธรรมเช่นเมื่อกล่าวถึงสภาวะของพระนิพพานพระพุทธองค์จะตรัสว่า“นิพพานคือความสิ้นราคะสิ้นโทสะสิ้นโมหะ”๕๕เป็นต้น

สังโยชน์เป็นกิเลสที่พระอริยบุคคลเท่านั้นจึงจะละได้มี๑๐อย่างแยกเป็น๒ระดับคือสังโยชน์เบื้องต่ำหรือขั้นหยาบ๕อย่างและสังโยชน์เบื้องสูงหรือขั้นละเอียด๕อย่างดังนี้๕๖

. โอรัมภาคิยสังโยชน์สังโยชน์เบื้องต่ำหรือสังโยชน์ขั้นหยาบมี๕อย่างคือ

. สักกายทิฏฐิความเห็นว่าเป็นตัวของตนความเห็นที่ยังติดแน่นในสมมติว่าเป็นตัวตนเราเขาเป็นนั่นเป็นนี่

. วิจิกิจฉาความลังเลสงสัยความเคลือบแคลงต่างๆเช่นสงสัยในพระศาสดาในพระธรรมในพระสงฆ์ในสิกขาและในปฏิจจสมุปบาทเป็นต้นทำให้ไม่มั่นใจในการดำเนินชีวิตตามหลักธรรมและในการที่จะเดินหน้าแน่วดิ่งไปในอริยมรรค

. สีลัพพตปรามาสความถือมั่นศีลพรตในลักษณะงมงายเช่นการยึดถือศีลระเบียบแบบแผนบทบัญญัติและข้อปฏิบัติต่างๆโดยสักว่าทำตามๆกันมาไม่เป็นไปตามความหมายและความมุ่งหมายที่แท้จริงของศีลและวัตรนั้นทำให้ปฏิบัติเขวออกมานอกลู่นอกทางไม่เป็นไปตามครรลองแห่งอริยมรรค

. กามราคะความกำหนัดในกามความผูกใจติดพันในกามสุข

. ปฏิฆะความกระทบกระทั่งในใจความหงุดหงิดขัดเคืองหรืองุ่นง่านใจ

. อุทธัมภาคิยสังโยชน์สังโยชน์เบื้องสูงหรือขั้นละเอียดมี๕อย่างคือ

. รูปราคะความติดใจในรูปธรรมอันประณีตเช่นติดใจในอารมณ์แห่งรูปฌานพอใจในรส

ความสุขความสงบของสมาธิขั้นรูปฌานและติดใจปรารถนาในรูปภพเป็นต้น

. อรูปราคะความติดในอรูปธรรมเช่นติดใจในอารมณ์แห่งฌานขั้นละเอียดหรือขั้นอรูปฌานและติดใจปรารถนาในอรูปภพเป็นต้น

. มานะความเย่อหยิ่งถือตัวความสำคัญตนว่าเป็นนั่นเป็นนี่เช่นสำคัญตนว่าสูงกว่าเขาเท่าเทียมเขาหรือต่ำกว่าเขาเป็นต้น

. อุทธัจจะความฟุ้งซ่านจิตใจไม่สงบว้าวุ่นซัดส่ายคิดพล่านไป

๑๐. อวิชชาความไม่รู้จริงไม่รู้เท่าทันสภาวะไม่เข้าใจกฏธรรมดาแห่งเหตุผลหรือความไม่รู้ความจริงตามหลักอริยสัจ๔สังโยชน์ทั้ง๑๐อย่างเหล่านี้เป็นกิเลสที่ผู้อยู่ในระดับพระอริยบุคคลเท่านั้นจึงจะละได้โดยพระอริยบุคคล๓ขั้นแรกจะละได้เฉพาะสังโยชน์เบื้องต่ำหรือขั้นหยาบส่วนพระอรหันต์สามารถละได้ทั้งขั้นหยาบและขั้นละเอียดกล่าวคือพระโสดาบันสามารถละได้๓อย่างแรกคือสักกายทิฏฐิวิจิกิจฉาและสีลัพพตปรามาส  พระสกทาคามีละได้๓อย่างเหมือนกันคือแต่สามารถทำราคะโทสะและโมหะให้เบาบางลงได้พระอนาคามีละเพิ่มขึ้นได้อีก๒อย่างคือกามราคะและปฏิฆะส่วนพระอรหันต์สามารถละสังโยชน์ขั้นละเอียดเพิ่มขึ้นอีก๕อย่างคือรูปราคะอรูปราคะมานะอุทธัจจะและอวิชชา

 

เชิงอรรถบทที่ 

๑ที.. ๑๐/๒๙๙/๓๔๘.

๒ที.. ๑๐/๒๙๙/๓๔๘.

๓ที.. ๑๐/๒๙๙/๓๔๘.

๔ที.. /๑๓๐/๘๓. ท่านพุทธทาสภิกขุมองว่าเนื้อหาของพุทธพจน์ตรงนี้เป็นคำไขความของสัมมาวาจาในอริยมรรคดูรายละเอียดเพิ่มเติมในพุทธทาสภิกขุ. อริยสัจจากพระโอษฐ์ภาคปลาย. (กรุงเทพฯ, หจก. การพิมพ์พระนคร, ๒๕๓๖). หน้า๑๐๖๖–๑๐๖๗.

๕ที.. ๑๐/๒๙๙/๓๔๘.

๖ที.. ๑๐/๒๙๙/๓๔๘.

๗อี.เอฟ.ชูเมกเกอร์. จิ๋วแต่แจ๋ว. แปลโดยสมบูรณ์ศุภศิลป์. (กรุงเทพฯ :สำนักพิมพ์สมิต, ๒๕๓๗). หน้า๗๑–๗๗.

๘ม.อุ. ๑๔/๒๗๕/๑๕๖.

๙ที.. ๑๐/๒๙๙/๓๔๘–๓๔๙.

๑๐ที.. ๑๐/๒๙๙/๓๔๙.

๑๑ที.. ๑๐/๒๙๙/๓๔๙–๓๕๐.

๑๒พระธรรมปิฏก (.. ปยุตโต). พุทธธรรมฉบับปรับปรุงและขยายความ.(กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๖). หน้า๖๐๗.

๑๓องฺ.ติก. ๒๐/๕๗๖/๓๖๘.

๑๔พระธรรมปิฏก (.. ปยุตโต). พุทธธรรมฉบับปรับปรุงและขยายความ. หน้า๕๗๑.

* แนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนและการประนีประนอมมีรากฐานมาจากแนวคิดเรื่องสิทธิตามธรรมชาติ (natural rights) ของโทมัสฮอบส์จอห์ล๊อคและจัง-จาคส์รุสโซ

๑๕พระเทพเวที (ประยุทธ์ปยุตฺโต). พุทธวิธีแก้ปัญหาเพื่อศตวรรษที่๒๑.(กรุงเทพฯ : บริษัทสหธรรมิกจำกัด, ๒๕๓๖). หน้า๔๙–๕๓.

๑๖วิ.. / ๑๓ / ๑๘.

๑๗สํ.. ๑๙/๓๔๙/๙๐.

๑๘พระธรรมปิฏก (.. ปยุตฺโต). พุทธธรรมฉบับปรับปรุงและขยายความ.หน้า๖๐๘–๖๐๙.

๑๙พระเทพเวที (ประยุทธ์ปยุตฺโต). กรรมตามนัยแห่งพุทธธรรม. (กรุงเทพฯ :มูลนิธิพุทธธรรม, ๒๕๓๔). หน้า๑๐.

๒๐ที.ปา๑๑/๒๕๖/๒๔๒.

๒๑พินิจรักทองหล่อ (ผู้รวบรวม). ธรรมานุกรมธรรมโฆษณ์ฉบับประมวลธรรมเล่ม ๑. (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ธรรมสภา, ๒๕๓๘). หน้า๘๘.

๒๒อง. จตุกฺก. ๒๑/๒๓๒/๓๑๓.

๒๓อง. จตุกฺก. ๒๑/๒๓๓/๓๑๔.

๒๔อง. จตุกฺก. ๒๒/๓๓๔/๔๖๕.

๒๕ม.. ๑๓/๖๔/๕๕.

* ในกุศลกรรมบถ๑๐ประการท่านจัดให้สัมมาทิฏฐิอยู่ในส่วนมโนกรรม.

๒๕ ม.. ๑๓/๖๔/๕๕.

* ในกุศลกรรมบถ๑๐ประการท่านจัดให้สัมมาทิฏฐิอยู่ในส่วนมโนกรรม.

๒๖พระเทพเวที (ประยุทธ์ปยุตฺโต). กรรมตามนัยแห่งพุทธธรรม. (กรุงเทพฯ :มูลนิธิพุทธธรรม, ๒๕๓๑). หน้า๑๒๖.

๒๗วิ.จู. /๔๕๗/๒๘๘.

๒๘พุทธทาสภิกขุ. การศึกษาชนิดที่ไม่เลื่อนชั้นตัวเอง. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, ๒๕๑๕). หน้า๓๔.

๒๙องฺ. เอก. ๒๐ /๑๘๒/๔๐.

๓๐องฺ.ทุกฺ.. /๑๗๕/๗๑.

๓๑ม.อุ. ๑๔/๕๙๖/๓๘๕.

๓๒ขุ.. ๒๕/๓๘๒/๔๕๗.

* วิปัสสนูปกิเลสหมายถึงธรรมารมณ์ที่เกิดขึ้นในขณะเจริญวิปัสสนาทำให้ผู้ปฏิบัติธรรมหลงผิดคิดว่าตนได้บรรลุอรหัตเช่นแสงสว่าง (โอภาส) และความอิ่มใจ (ปีติ)เป็นต้นถ้าผู้ปฏิบัติหลงไหลในสิ่งเหล่านี้การปฏิบัติธรรมก็ติดตันไม่ก้าวหน้า.

๓๓พุทธทาสภิกขุ. การศึกษาชนิดที่ไม่เลื่อนชั้นตัวเอง. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, ๒๕๑๕). หน้า๕๕.

๓๔วิ.. /๑๓/๑๘.

๓๕ Rahula, W. What the Buddha Taught. (Bangkok : Haw Chai Prining Co.,Ltd., ๑๙๙๙). p. ๔๖.

๓๖ม.อุ. ๑๔/๒๗๙/๑๘๗.

๓๗พุทธทาสภิกขุ. อริยสัจจากพระโอษฐ์ภาคปลาย. (กรุงเทพฯ : ห้างหุ้นส่วนจำกัดการพิมพ์พระนคร, ๒๕๓๖). หน้า๑๖๓๕.

๓๘ม.อุ. ๑๔/๒๕๒–๒๗๘/๑๘๐–๑๘๗.

๓๙วิสุทฺธิ. /๑๐๓–๑๐๔.

๔๐วิสุทฺธิ. /๑๐๓.

๔๑ม.อุ. ๑๔/๘๒๕–๘๓๑/๕๒๑–๕๒๒.

๔๒ม.มู. ๑๒/๒๔๘/๒๖๖.

๔๓ม.อุ. ๑๔/๘๒๘/๕๒๓.

๔๔พุทธทาสภิกขุ. นิพพานสำหรับทุกคน. (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ของกู, มปป.).หน้า๔๒–๔๓.

๔๕พินิจรักทองหล่อ (ผู้รวบรวม) . ธรรมานุกรมธรรมโฆษณ์ฉบับประมวลธรรมเล่ม๒. (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ธรรมสภา, ๒๕๓๘). หน้า๑๐๙.

๔๖เรื่องเดียวกัน. หน้า๒๘–๒๙.

๔๗เรื่องเดียวกัน. หน้า๗๔.

๔๘ขุ.อุ. ๒๕/๔๙/๘๓.

๔๙ขุ.. ๒๕/๑๗/๒๘.

๕๐ม.อุ. ๑๔/๒๗๙/๑๘๗.

* พึงสังเกตจากคำว่า“ทิฏฺฐิสมฺปนฺโน” (ผู้สมบูรณ์ด้วยสัมมาทิฏฐิ) หรือ“ทิฏฺฐิปฺปตฺโต”(ผู้บรรลุซึ่งสัมมาทิฏฐิ) ท่านมักจะไม่ใช้เป็นคุณสมบัติของพระอรหันต์หากแต่จะใช้เป็นคุณสมบัติของพระอริยบุคคลผู้ไม่หมดกิเลสคือตั้งแต่พระโสดาบันจนถึงผู้กำลังปฏิบัติเพื่อความเป็นพระอรหันต์

ดูเพิ่มเติมในองฺ.ทุก. ๒๐/๒๙๓/๙๓. (พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาฯ).

๕๑พระธรรมปิฎก (..ปยุตฺโต). พุทธธรรมฉบับปรับปรุงและขยายความ. หน้า๖๔๙.

* คำว่า“สัทธาธิกะ”เป็นชื่อของพระพุทธเจ้าผู้เน้นการสร้างศรัทธาบารมีเพื่อนำไปสู่การตรัสรู้เป็นหนึ่งในพระพุทธเจ้า๓ประเภทคือปัญญาธิกะสัทธาธิกะและวิริยาธิกะ.

** คำว่า " สัทธานุสารี " หมายถึงผู้ปฏิบัติตามอริยมรรคโดยมีศรัทธาเป็นตัวนำหมายเอาผู้กำลังปฎิบัติเพื่อโสดาปัตติผลส่วนคำว่า "สัทธาวิมุต" หมายถึงผู้หลุดพ้นเพราะมีปัญญารู้เห็นสัจจะธรรมโดยการนำของศรัทธาหมายเอาพระอริยบุคคลตั้งแต่โสดาปัตติผลเป็นต้นไปจนถึงผู้ปฎิบัตติเพื่ออรหัตตผลดูที.ปา.๑๑ / ๓๓๖ / ๒๖๖.

๕๒ ปุ้ยแสงฉาย. มิลินทปัญหาฉบับพร้อมด้วยอรรถกถาฎีกา. (กรุงเทพฯ :โรงพิมพ์ลูกส. ธรรมภักดี, ๒๕๒๘). หน้า๔๙.

๕๓ขุ.. ๓๑/๔๙๐/๓๗๗.

๕๔ที.ปา. ๑๑/๓๔๒/๒๖๗.

๕๕สํ.สฬา. ๑๘/๕๑๓/๓๒๑.

๕๖สํ.. ๑๙/๓๔๙–๓๕๓/๔๐–๔๑.

 

 

บทสรุป

        สัมมาทิฏฐิในพระพุทธศาสนาเถรวาทเป็นหลักธรรมที่สำคัญมากสำหรับผู้ปฏิบัติธรรมโดยทั่วไปมีขอบเขตและความหมายครอบคลุมทั้งความเห็นแนวคิดความเชื่อทฤษฎีทัศนคติตลอดถึงอุดมการณ์ในเมื่อบุคคลใดมีทิฏฐิชนิดใดเป็นเจ้าครองจิตใจจนตกอยู่ในอำนาจของมันแล้วทิฏฐิชนิดนั้นก็เข้าไปมีอิทธิพลต่อการกำหนดกรอบการมองโลกและวิถีชีวิตในสังคมของบุคคลนั้นรวมทั้งมีอิทธิพลต่อการตีค่าและให้ความสำคัญแก่สิ่งต่างๆซึ่งเรียกรวมกันว่ากระบวนการทางความคิดและสร้างสรรค์จิตใจและความเห็นความเชื่อทางจิตใจจะแสดงออกมาเป็นการกระทำกรรมทางสังคมมีการแสดงออกมาให้ปรากฏแก่สายตาของชาวโลกทั้งทางกายทางวาจาและทางใจอันส่งผลให้วิถีชีวิตของมนุษย์และสังคมเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปตามอำนาจของความเห็นในพระพุทธศาสนาได้ให้ความสำคัญแก่เรื่องความเห็นเป็นอย่างมากเพราะว่าความเห็นหรือทิฏฐินั้นเป็นจุดเปลี่ยนแปลงที่อาจนำวิถีชีวิตและสังคมมนุษย์ไปสู่ความเจริญหรือความเสื่อมก็ได้ยิ่งไปกว่านั้นอาจทำให้เกิดความทุกข์ยากลำบากโดยประการต่างๆและอาจนำไปสู่ความดับทุกข์หรือนิพพานก็ได้ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับคนเรามีทิฏฐิความเห็นชนิดใดเป็นตัวนำหากเริ่มต้นมีความเห็นความเชื่อถือที่ผิดกลายเป็นมิจฉาทิฏฐิก็จะทำให้กระบวนการการทำงานของจิตเกิดมีความผิดพลาดไปด้วยส่งผลให้วิถีชีวิตดำเนินไปในทางที่ผิดก็ให้เกิดความทุกข์ดังพระพุทธพจน์ที่ว่าสัตว์โลกถูกจิตนำไปตกไปตามอำนาจของจิตหรือทิฏฐินั่นเองอันเป็นวงจรของปฏิจจสมุปบาทสายให้เกิดความทุกข์หากมองในแง่ธรรมเป็นเหตุให้การดำเนินชีวิตเป็นไปเนิ่นช้าซึ่งเรียกได้ว่าเป็นอุปสรรคขัดขวางต่อการกระทำความดีให้สำเร็จตกอยู่ในสังสารวัฏอันยาวนานในทางกลับกันหากบุคคลเริ่มต้นชีวิตด้วยความเห็นความเชื่อหรือทัศนคติอุดมการณ์ที่ถูกต้องเป็นสัมมาทิฏฐิแล้วก็เป็นเหตุให้กระบวนการดำเนินชีวิตความคิดความปรารถนาก็เกิดความถูกต้องตามไปด้วยอันเป็นเหตุให้วิถีชีวิตดำเนินไปตามทางสายกลางหรือมรรคมีองค์๘ซึ่งเป็นทางดับทุกข์ด้วยเหตุดังกล่าวมิจฉาทิฏฐิความเห็นผิดและสัมมาทิฏฐิความเห็นถูกต้องจึงกลายเป็นจุดแยกระหว่างทางให้เกิดปัญหากับทางให้ดับปัญหาของสังคมมนุษย์ส่วนการดำเนินชีวิตตามหลักสายกลางก็ไม่อาจจะบังเกิดขึ้นได้ถ้าไม่อบรมสัมมาทิฏฐิให้บังเกิดมีก่อนดังนั้นในทางพระพุทธศาสนาเถรวาทจึงมองเห็นการพัฒนาสัมมาทิฏฐิคือปัจจัยอันเป็นเหตุให้สัมมาทิฏฐิบังเกิดขึ้นนั้นมี๒ประการคือ

. ปรโตโฆสะซึ่งเป็นปัจจัยภายนอก

. โยนิโสมนสิการซึ่งเป็นปัจจัยภายใน

. สำหรับปัจจัยภายนอกหรือปรโตโฆสะนั้นคือวิธีการสร้าง

สัมมาทิฏฐิโดยอาศัยสิ่งแวดล้อมภายนอกที่ดีเช่นการคบหากัลยาณมิตรคนดีคนมีศีลธรรมเช่นสัตบุรุษทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นการได้รับฟังคำแนะอบรมสั่งสอนตลอดถึงได้ร่วมกับสภาพแวดทางสังคมที่ดีซึ่งเป็นต้นเหตุให้เกิดสัมมาทิฏฐิประกอบด้วยพลังศรัทธาที่จะศึกษาอบรมจากกัลยาณมิตรนั้นด้วยเหตุนี้สัมมาทิฏฐิที่เกิดขึ้นอย่างนี้จัดเป็นระดับที่อยู่ในศรัทธาอันเป็นโลกิยะยังเป็นสัมมาทิฏฐิขั้นธรรมดาหาความมั่นคงไม่ได้

. สำหรับปัจจัยภายในหรือโยนิโสมนสิการนั้นเป็นวิธีการสร้างเสริมสัมมาทิฏฐิด้วยการมีความคิดได้แก่การคิดอย่างถูกวิธีคือการค้นหาสาเหตุตั้งแต่ต้นจนปลายอันเป็นปัจจัยให้เกิดความรู้ความเข้าใจอย่างถูกวิธีซึ่งเป็นเหตุให้เกิดสัมมาทิฏฐิระดับโลกุตระอันเป็นการพัฒนาวิถีชีวิตให้เป็นไปเพื่อความดับทุกข์ด้วยเหตุดังกล่าวเมื่อบุคคลเริ่มพุ่งเป้าหมายการพัฒนาชีวิตตามทางสายกลางคือมรรคมีองค์๘แล้วสัมมาทิฏฐิความเห็นถูกต้องก็เริ่มแสดงบทบาทเป็นตัวนำและคอยควบคุมกระบวนการพัฒนาตั้งแต่ต้นจนจบโดยสามารถสรุปสั้นๆเป็น๓อย่างคือ

. เป็นแนวทางนำชีวิตเข้าสู่กระบวนการพัฒนา

. เป็นแนวทางฝึกอบรม

. เป็นแนวทางสำเร็จผลอันเป็นจุดมุ่งหมายอย่างแท้จริงเรียกได้ว่ามีความสำคัญทั้งเบื้องต้นท่ามกลางและที่สุดสัมมาทิฏฐิเป็นองค์ธรรมที่ประมวลไว้ซึ่งความรู้เบื้องต้นอันเกี่ยวกับการ

แก้ปัญหาของชีวิตทั้งหมดเริ่มตั้งแต่ความรู้จักความทุกข์ซึ่งเป็นตัวปัญหา (ทุกข์สัจ) ความรู้จักสาเหตุของปัญหาคือตัณหาความทะยานอยาก (สมุทัยสัจ) ความรู้จักสภาวะที่หมดปัญหาคือความดับทุกข์อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของชีวิต (นิโรธสัจ) และรู้จักหนทางแห่งการดำเนินให้ถึงความดับทุกข์ (มรรคสัจ)อนึ่งแม้ความรู้ระดับนี้จะเป็นเพียงทฤษฎีหรือความรู้ระดับเหตุผลแต่ก็เป็นความรู้ที่ถูกต้องถ้ามองการพัฒนาแบบระยะยาวคือตั้งแต่ระดับโลกิยะจนไปถึงระดับโลกุตระหรือตั้งแต่การพัฒนาขั้นพื้นฐานจนถึงขั้นบรรลุมรรคผลสัมมาทิฏฐิจะเป็นตัวคอยกำกับกระบวนการพัฒนาโดยตลอดคือนับตั้งแต่ความเชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรมว่าสรรพสัตว์ทั้งหลายล้วนมีกรรมเป็นของตนเป็นไปตามอำนาจของกรรมระดับการฝึกอบรมสมถกรรมฐานการบำเพ็ญสมาธิและระดับการฝึกวิปัสสนากรรมฐานดังนั้นถ้ามองด้านคุณภาพจึงอาจแบ่งคุณภาพของสัมมาทิฏฐิออกเป็น๓ระดับคือ

. คุณภาพระดับความเชื่อ

. คุณภาพระดับสมบูรณ์ในฐานะเป็นความเห็น

. คุณภาพระดับไม่เป็นความเชื่อหรือเหนือความเห็น

คุณภาพของสัมมาทิฏฐิถึงขั้นสูงจริงๆในเมื่อเข้าสู่กระบวนการศึกษาอย่างเต็มรูปแบบได้แก่ตั้งแต่ขั้นพระโสดาบันหรือเสขะผู้กำลังศึกษากำลังปฏิบัติจนถึงผู้ปฏิบัติเพื่อบรรลุพระอรหัตต์ในระหว่างการฝึกอบรมนี้สัมมาทิฏฐิตลอดถึงองค์มรรคอื่นๆจะประสานสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันไปจนกลายเป็นมรรคสามัคคีจนบรรลุถึงขั้นสมบูรณ์โดยเรียกผู้ปฏิบัติธรรมขั้นนี้ว่าทิฏฐิสัมปันโนผู้ถึงพร้อมด้วยความเห็นชอบหรือทิฏฐัปปัตโตผู้บรรลุถึงความเห็นก็ได้ด้วยเหตุนี้การศึกษาเรื่องสัมมาทิฏฐิในพระพุทธศาสนาเถรวาทในจึงขอเน้นในเรื่องการดำเนินชีวิตตามหลักของพุทธธรรมในอริยมรรคมีองค์ ๘ประการเพราะทิฏฐิเป็นเรื่องใหญ่สำคัญมากพระพุทธศาสนาจึงให้ความสำคัญแก่เรื่องทิฏฐินี้เป็นอย่างมากและเพราะทิฏฐิเป็นจุดหักเหพลิกผันในการดำเนินชีวิตของสังคมในทัศนะทางพุทธศาสนาชีวิตและสังคมจะเป็นไปในรูปแบบใดก็ขึ้นอยู่กับมนุษย์ในสังคมจะตั้งจิตของตนไว้ในกรอบวิธีคิดแบบใดดังพระพุทธพจน์ว่า  " จิตที่ตั้งไว้ผิดย่อมทำผู้นั้นให้ประสบกับความฉิบหายยิ่งกว่าโจรเห็นโจรผู้มีเวรแก่กันจะกระให้เสียอีกในทางกลับกันจิตที่ตั้งไว้ชอบก็จะพึงอำนวยประโยชน์สุขให้อย่างหาที่สุดมิได้แม้มารดาบิดาญาติพวกพ้องไม่อาจทำให้ได้ "

พระพุทธศาสนาได้ให้ความสำคัญในเรื่องทิฏฐิเป็นประเด็นสำคัญทางสังคมมีทิฏฐิ๖๒เป็นต้นและได้อุปมามนุษย์ในสังคมเหมือนถูกปกคลุมเอาไว้ด้วยตาข่ายคือแหไม่อาจหลุดพ้นไปจากความดับทุกข์ได้

 

 

บรรณานุกรม

 

. คัมภีร์พระไตรปิฎก

มหามกุฏราชวิทยาลัย. สฺยามรฏฺฐสฺสเตปิฏกํเล่มที่๔, , , ๑๐, ๑๑, ๑๒, ๑๓, ๑๔,๑๕, ๑๗, ๑๘, ๑๙, ๒๐, ๒๑, ๒๒, ๒๓, ๒๕, ๓๑, ๓๕.กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๓๘.

. หนังสือและบทความในหนังสือ

เกียรติชัยพงษ์พาณิชย์. ปฏิวัติ๒๔๗๕. พระนคร: บริษัทผดุงวิทยาจำกัด,๒๕๑๔.

เฉลิมเกียรติผิวนวล. ความคิดทางการเมืองของปรีดีพนมยงค์. กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์โกมลคีมทอง, ๒๕๒๙.

ทิพากรวงษ์ฯ(ขำบุนนาค), เจ้าพระยา. หนังสือแสดงกิจจานุกิจ. กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภา, ๒๕๑๔.

เทพเวที (ประยุทธ์ปยุตฺโต),พระ. กรรมตามนัยพุทธธรรม. กรุงเทพฯ: มูลนิธิพุทธธรรม,๒๕๓๑.

. พจนานุกรมพุทธศาสน์ฉบับประมวลธรรม. กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๒.

. พุทธวิธีแก้ปัญหาเพื่อศตวรรษที่๒๑. กรุงเทพฯ: บริษัทสหธรรมิกจำกัด, ๒๕๓๖.

. วิธีคิดตามหลักพุทธธรรม. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ปัญญา,๒๕๓๕.

ธรรมปิฎก(ประยุทธ์ปยุตฺโต),พระ. พจนานุกรมพุทธศาสน์ฉบับประมวลศัพท์. กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทาลัย, ๒๕๓๖.

. พจนานุกรมพุทธศาสน์ฉบับปรับปรุงและขยายความ.กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทาลัย, ๒๕๓๖.

. แสงเงินแสงทองของชีวิต. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ธรรมสภา,๒๕๓๙.

ประสังสิต, .. แผนดินพระปกเกล้าฯ. พระนคร:โรงพิมพ์ผดุงชาติ, ๒๕๐๕.๙๔

ปุ้ยแสงฉาย. มิลินทปัญหาฉบับพร้อมทั้งอรรถกถาฎีกา. กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์ลูกส. ธรรมภักดี, ๒๕๒๘.

พระราชบัญัติคณะสงฆ์และกฎมหาเถรสมาคม. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๒ ( พิมพ์เป็นที่ระลึกงานในสมโภชสัญญาบัตรพัดยศพระครูนิทัศน์สิกขการ ( กองติกฺขวีโร )

วันที่๑๐มิถุนายน๒๕๔๒).พินิจรักทองหล่อ. ธรรมานุกรมธรรมโฆษณ์ฉบับประมวลธรรม. ๓เล่ม.

กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์สุขภาพใจ, ๒๕๔๐.

พุทธทาสภิกขุ. การศึกษาชนิดที่ไม่เลื่อนขั้นตัวเอง. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, ๒๕๑๕.

. ความเป็นเจ้าโลก. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว,๒๕๑๘.

. นิพพานสำหรับทุกคน. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ของกู, มปพ.

. มหิดลธรรม. กรุงเทพฯ: การพิมพ์พระนคร, ๒๕๑๘.

. อริยสัจจากพระโอษฐ์ภาคต้น-ภาคปลาย. ๒เล่ม. กรุงเทพฯ:หจก. การพิมพ์พระนคร, ๒๕๓๖.

ไพศาลวิสาโล, พระ. พระธรรมปิฎกกับอนาคตของพุทธศาสนา. กรุงเทพฯ :บริษัทธรรมสารจำกัด, ๒๕๔๒.

มหากุฏราชวิทยาลัย. วิสุทฺธิมคฺคสฺสนามปกรณวิเสสสฺส. ภาคที่๓.โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยา, ๒๕๓๑.

. วิสุทฺธิมคฺคสฺสนามปกรณวิเสสสฺส. ภาคที่๑. โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๓๑.

ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรมศัพท์ศาสนาสากลอังกฤษ –ไทย. กรุงเทพฯ :หจก. อรุณการพิมพ์, ๒๕๔๒.

ราชวรมุนี(ประยุทธ์ปยุตฺโต),พระ. ปรัชญาการศึกษาไทย. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง, ๒๕๒๕.

สมบัติ จันทรวงศ์และชัยอนันต์ สมุทวณิช. ความคิดทางการเมืองไทย. กรุงเทพฯ :สำนักพิมพ์บรรณกิจ, ๒๕๒๓.

สมภาร พรมทา. ปรัชญาสังคมและการเมือง. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๓๙.

เสฐียรโกเศศ. เล่าเรื่องไตรภูมิ. พระนคร : ห้างหุ้นส่วนจำกัดโรงพิมพ์อักษรไทย, ๒๕๑๕.

เสน่ห์ จามริก. การเมืองไทยกับการพัฒนารัฐธรรมนูญ. กรุงเทพฯ :โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๐.

ศิลปากร, กรม. จารึกในประเทศไทยเล่ม๕. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร,๒๕๒๙.

ศิลปากร, กรม. จารึกในสมัยสุโขทัย. กรุงเทพฯ: กรมศิลปารกร, ๒๕๒๖.

อริยธรรมป. ฎีกามาลัยเทวสูตรโดยพิศดาร. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์เลี่ยงเชียงจงเจริญ, ๒๕๒๑.

การศึกษาเชิงวิเคราะห์เรื่องสัมมาทิฏฐิในพระพุทธศาสนาเถรวาท พระมหาสุทินถาวโร (ชูช่วย)

วิทยานิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาพุทธศาสนาและปรัชญาบัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยมหากุฏราชวิทยาลัย

 

. บทความในวารสาร

เกษมศิริสัมพันธ์และนิออนสนิทวงศ์. “แนวพระราชดำริทางการเมืองในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว”. สังคมศาสตร์ปริทัศน์. (กุมภาพันธ์๒๕๑๑) : ๓๙.

ไฮ–เกลเดิน, รอเบิด. “แนวคิดเกี่ยวกับรัฐและสถาบันกษัตริย์ในเอียเซียตะวันออก

เฉียงใต้แปลโดยนิธิเอียวศรีวงศ์. วารสารสังคมศาสตร์. (เมษายน–กันยายน๒๕๒๕) : .

Books Bodhi, Bhikkhu. The Noble Eightfold Path. Kandy : Buddhist Publication Society, 1984.

Narasu, P. Lakshmi. The Essence of Buddhism. Bombay : Thacker & Co ., Ltd., 1984.

Rahula, W. What the Buddha Taught. Bangkok : Kurusapha Press, 1995.

 

ภาคผนวก

แผนผังพระไตรปิฎก

ลำดับที่๑

พระไตรปิฎก

พระวินัยปิฎกพระสุตตันตปิฎกพระอภิธัมมปิฎก

(คัมภีร์ว่าด้วยระเบียบวินัย) (คัมภีร์ว่าด้วยพระธรรมเทศนา (คัมภีร์ว่าด้วยข้อธรรมทั่วๆไปไม่มีประวัติ)

แผนผังพระไตรปิฎก

พระวินัยปิฎก

มหาวิภังค์ : ว่าด้วยข้อห้ามหรือพระวินัยที่เป็นหลักใหญ่

ภิกขุนีวิภังค์ : ว่าด้วยข้อห้ามหรือพระวินัยของนางภิกษุณี

มหาวัคค์ : ว่าด้วยพุทธประวัติตอนแรกและพิธีกรรมทางพระวินัย

จุลลวัคค์ : ว่าด้วยพิธีกรรมทางพระวินัยและความเป็นมาของนางภิกษุณี,ประวัติการทำสังคายนา

บริวาร : ว่าด้วยข้อเบ็ดเตล็ดทางพระวินัย

แผนผังพระไตรปิฎก

พระสุตตันตปิฎก

ทีฆนิกาย : ว่าด้วยพระสูตรหรือพระธรรมเทศนาขนาดยาว

มัชฌิมนิกาย : ว่าด้วยพระสูตรหรือพระธรรมเทศนาขนาดกลาง

สังยุตตนิกาย : ว่าด้วยพระสูตรหรือพระธรรมเทศนาอัน

ประมวลธรรมะหรือเรื่องราวไว้เป็นพวกๆเช่นว่าด้วยพระมหากัสสปะเรียกว่า“กัสสปสังยุต”

ว่าด้วยแคว้นโกศลเรียกว่า“โกสลสังยุต”ว่าด้วยข้อปฏิบัติเรียกว่า“มัคคสังยุต”

อังคุตตรนิกาย :ว่าด้วยพระสูตรหรือพระธรรมเทศนาเป็นข้อๆตามลำดับจำนวนเช่นธรรมะหมวด๑ธรรมะ

หมวด๒ธรรมะหมวด๓แต่ละข้อก็มีจำนวน๑,๒หรือ๓ตามหมวดนั้นๆ

ขุททกนิกาย : ว่าด้วยพระสูตรหรือพระธรรมเทศนาเบ็ดเตล็ดรวมทั้งภาษิตของพระสาวก, ประวัติต่างๆและชาดก

แผนผังพระไตรปิฎก

พระอภิธัมมปิฎก

ธัมมสังคณี : ว่าด้วยธรรมรวมเป็นหมวดเป็นกลุ่ม

วิภังค์ : ว่าด้วยธรรมะแยกเป็นข้อๆ

ธาตุกถา : ว่าด้วยธรรมะจัดระเบียบความสัมพันธ์โดยถือธาตุเป็นหลัก

ปุคคลบัญญัติ :ว่าด้วยบัญญัติ๖ชนิดและแสดงรายละเอียดเฉพาะบัญญัติเกี่ยวกับบุคคล

กถาวัตถุ : ว่าด้วยคำถามคำตอบในหลักธรรมประมาณ๒๑๙หัวข้อเพื่อถือเป็นหลักในการตัดสินธรรม

ยมก : ว่าด้วยธรรมเป็นคู่ๆ

ปัฏฐาน : ว่าด้วยปัจจัยคือสิ่งที่เกื้อกูลสนับสนุน๒๔อย่าง

 

ทิฏฐิ๖๒

ทิฏฐิ๖๒แบ่งออกเป็น๒ส่วนใหญ่คือปุพพันตกัปปิกาทิฏฐิความเห็นตามขันธ์ส่วนอดีต๑๘และอปรันตกัปปิกทิฏฐิความเห็นตามขันธ์ส่วนอนาคต๔๔ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้

() ปุพพันตกัปปิกทิฏฐิ๑๘ความเห็นตามขันธ์ส่วนอดีต/พวกที่มองหาอดีต

. สัสสตทิฏฐิ๔พวกที่เห็นว่าอัตตาและโลกเป็นสิ่งเที่ยงแท้

(). ด้วยอาศัยการระลึกชาติตั้งแต่๑ชาติถึงหลายแสนชาติ

(). ด้วยอาศัยการระลึกชาติตั้งแต่๑ชาติถึง๑๐กัปป์

(). ด้วยอาศัยการระลึกชาติตั้งแต่๑๐ชาติถึง๔๐กัปป์

(). ด้วยอาศัยตรรกะของนักปรัชญาบางคน

. เอกัจจสัสสตทิฏฐิ๔พวกที่เห็นว่าบางสิ่งเที่ยงบางสิ่งไม่เที่ยง

(). พวกที่เข้าใจว่าท้าวมหาพรหมเที่ยงพรหมตนอื่นไม่เที่ยง

(). พวกที่เข้าใจว่าเทพพวกขิฑฑาปโทสิกะไม่เที่ยงพวกอื่นเที่ยง

(). พวกที่เข้าใจว่าเทพพวกมโนปโทสิกะไม่เที่ยงพวกอื่นเที่ยง

(). อาศัยตรรกะของนักปรัชญาว่ากายไม่เที่ยงวิญญาณเที่ยง

. อันตานันติกทิฏฐิ๔พวกที่เห็นว่าโลกมีที่สุดและโลกไม่มีที่สุด

(). พวกที่ถือว่าโลกมีที่สุด (โลกมีขอบเขต)

(). พวกที่ถือว่าโลกไม่มีที่สุด

(). พวกที่ถือว่าโลกด้านบนกับด้านล่างมี่ที่สุดด้านขวางไม่มีที่สุด

(). อาศัยตรรกะของนักปรัชญาบางคนถือว่าโลกมีที่สุดก็ไม่ใช่ไม่มีที่สุดก็ไม่ใช่

. อมราวิกเขปิกทิฏฐิ๔พวกที่ความเห็นไหลลื่นพลิกไปมาไม่ตายตัวคือพวกที่ปฏิเสธว่าอย่างนั้นก็ไม่ใช่อย่างนี้ก็ไม่ใช่อย่างอื่นก็ไม่ใช่ที่ว่ามิใช่ก็ไม่ใช่ที่ว่ามิใช่ไม่ใช่ก็มิใช่พวกนี้มีความเห็นอย่างเดียวกันทั้ง๔พวกต่างกันแต่ที่มีความเห็นคือ

(). เพราะความไม่รู้และกลัวว่าจะพูดเท็จ

(). เพราะความไม่รู้และกลัวว่าจะถือเอาอย่างผิดๆ

(). เพราะความไม่รู้และกลัวว่าจะถูกผู้รู้ซักถามแล้วตอบไม่ได้

(). เพราะความเขลาและงมงายจึงไม่ยอมรับและไม่กล้ายืนยันแนวความคิดใดๆเลย

. อธิจจสมุปปันนิกทิฏฐิ๒พวกเห็นว่าอัตตาและโลกเกิดขึ้นลอยๆ

(). อาศัยการระลึกชาติของผู้เคยเป็นพรหมชนิดอสัญญีสัตว์

(). อาศัยตรรกะของนักปรัชญาบางคน

() อปรันตกัปปิกทิฏฐิ๔๔ความเห็นตามขันธ์ส่วนอนาคต

. สัญญีทิฏฐิ๑๖พวกที่เห็นว่าอัตตาหรือชีวิตหลังความตายมีสัญญาคือ

(). อัตตาที่มีรูปยั่งยืนมีสัญญา

(). อัตตาที่ไม่มีรูปยั่งยืนมีสัญญา

(). อัตตาทั้งที่มีรูปทั้งที่ไม่มีรูปยั่งยืนมีสัญญา

(). อัตตาทั้งที่มีรูปก็มิใช่ทั้งที่ไม่มีรูปก็มิใช่ยั่งยืนมีสัญญา

(). อัตตาที่มีที่สุดยั่งยืนมีสัญญา

(). อัตตาที่ไม่มีที่สุดยั่งยืนมีสัญญา

(). อัตตาที่มีที่สุดทั้งที่ไม่มีที่สุดยั่งยืนมีสัญญา

(). อัตตาทั้งที่มีที่สุดก็มิใช่ทั้งที่ไม่มีที่สุดก็มิใช่ยั่งยืนมีสัญญา

(). อัตตาที่มีสัญญาอย่างเดียวกันยั่งยืนมีสัญญา

(๑๐). อัตตาที่มีสัญญาต่างกันยั่งยืนมีสัญญา

(๑๑). อัตตาที่มีสัญญาย่อมเยายั่งยืนมีสัญญา

(๑๒). อัตตาที่มีสัญญาหาประมาณมิได้ยั่งยืนมีสัญญา

(๑๓). อัตตาที่มีสุขอย่างเดียวยั่งยืนมีสัญญา

(๑๔). อัตตาที่มีทุกข์อย่างเดียวยั่งยืนมีสัญญา

(๑๕). อัตตาที่มีทั้งสุขทั้งทุกข์ยั่งยืนมีสัญญา

(๑๖). อัตตาที่มีทุกข์ก็มิใช่สุขก็มิใช่ยั่งยืนมีสัญญา

. อสัญญีทิฏฐิ๘พวกที่เห็นว่าอัตตาหลังความตายไม่มีสัญญาคือ

(). อัตตาที่มีรูปยั่งยืนไม่มีสัญญา

(). อัตตาที่ไม่มีรูปยั่งยืนไม่มีสัญญา

(). อัตตาทั้งที่มีรูปทั้งที่ไม่มีรูปยั่งยืนไม่มีสัญญา

( ). อัตตาทั้งที่มีรูปก็มิใช่ทั่งที่ไม่มีรูปก็มิใช่ยั่งยืนไม่มีสัญญา

(). อัตตาที่มีที่สุดยั่งยืนไม่มีสัญญา

(). อัตตาที่ไม่มีที่สุดยั่งยืนไม่มีสัญญา

(). อัตตาทั้งที่มีที่สุดทั้งที่ไม่มีที่สุดยั่งยืนไม่มีสัญญา

(). อัตตาทั้งที่มีที่สุดก็มิใช่ทั้งที่ไม่มีที่สุดก็มิใช่ยั่งยืนไม่มีสัญญา

. เนวสัญญีนาสัญญีทิฏฐิ๘พวกเห็นว่าอัตตาหลังความตายมีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่คือพูดไม่ได้ว่ามีหรือไม่มีสัญญาคือ

(). อัตตาที่มีรูปยั่งยืนมีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่

(). อัตตาที่ไม่มีรูปยั่งยืนมีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่

(). อัตตาทั้งที่มีและไม่มีรูปยั่งยืนมีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่

(). อัตตาทั้งที่มีรูปก็มิใช่ทั้งที่ไม่มีรูปก็มิใช่ยั่งยืนมีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่

(). อัตตาที่มีสุดยั่งยืนมีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่

(). อัตตาที่ไม่มีที่สุดยั่งยืนมีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่

(). อัตตาทั้งที่มีและไม่มีที่สุดยั่งยืนมีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่

(). อัตตาทั้งที่มีที่สุดก็มิใช่ทั้งที่ไม่มีที่สุดก็มิใช่ยั่งยืนมีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่

. อุจเฉททิฏฐิ๗เห็นว่าอัตตาหลังความตายขาดสูญเหมือนกันต่างกันแต่การตีความเกี่ยวกับอัตตาเท่านั้นว่าอะไรคืออัตตาที่แท้จริงและการขาดสูญของอัตตา (ที่ตนคิด) นั้นเองจึงจะถือว่าอัตตาได้ขาดสูญแล้วอย่างแท้จริงการขาดสูญที่พวกแรกๆกล่าวถือว่าไม่เป็นการขาดสูญที่แท้จริงกล่าวคือ

(). พวกที่ถือว่าอัตตาของมนุษย์และสัตว์ในโลกนี้ขาดสูญ

(). พวกที่ถือว่าอัตตาทิพย์มีรูปเป็นกามาวจรขาดสูญ

(). พวกที่ถือว่าอัตตาทิพย์มีรูปสำเร็จทางใจขาดสูญ

(). พวกที่ถือว่าอัตตาที่เป็นอากาสานัญจายตนะ

       (ของพวกที่ได้อรูปฌานชั้นอากาสานัญจายตนะ ) ขาดสูญ

(). พวกที่ถือว่าอัตตาที่เป็นวิญญานัญจายตนะขาดสูญ

(). พวกที่ถือว่าอัตตาที่เป็นอากิญจัญญายตนะขาดสูญ

(). พวกที่ถือว่าอัตตาที่เป็นเนวสัญญานาสัญญายตนขาดสูญ

. ทิฏฐิธรรมนิพพานทิฏฐิ๕เห็นว่าสภาวธรรมบางอย่างคือนิพพานในปัจจุบันก็คือการตีความคำว่า“ทิฏฐธรรมนิพพาน”ไปตามความคิดของตนเหมือนกับการตีความอัตตาในข้อก่อนนั่นเองกล่าวคือ

(). ถือว่าความเพียบพร้อมด้วยกามคุณ๕คือนิพพานในปัจจุบัน

(). ถือว่าการบรรลุปฐมฌานคือนิพพานในปัจจุบัน

(). ถือว่าการบรรลุทุติยฌานคือนิพพานในปัจจุบัน

(). ถือว่าการบรรลุตติยฌานคือนิพพานในปัจจุบัน

(). ถือว่าการบรรลุจตุตถฌานคือนิพพานในปัจจุบันพวกที่เป็นเจ้าของทิฏฐิทั้งหมดเหล่านี้ล้วนเป็นผู้ทำความเพียรเจริญสมาธิจนได้ฌานชั้นสูงหรือไม่ก็เป็นนักปรัชญาที่เก่งกล้า

 

             ประวัติผู้รวบรวมเรียบเรียงเขียน

ชื่อสกุล                        นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี

วันเดือนปีเกิด             วันพฤหัสที่    กันยายน  พ.ศ. ๒๕๐๒

ที่อยู่ปัจจุบัน               ๔๓/๑๒ ถนนพุทธมณฑลสาย ๓ เขตบางแค

                           กรุงเทพมหานคร

วุฒิการศึกษา                                                                               

มัธยมศึกษาสายสามัญโรงเรียนวัดราชาธิวาส แผนกวิทย์

นิติศาสตร์บัณฑิต   สมาชิกวิสามัญแห่งเนติบัณฑิตยสภา

พุทธศาสนศึกษามหาบัณฑิต มหามกุฎราชวิทยาลัย

ประสบการณ์การทำงาน

รับราชการที่มหาวิทยาลัยมหิดล คณะสาธารณะสุขศาสตร์

เป็นผู้ช่วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุทัยธานี

เป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท พีไทย อาคิเต็คฯ  จำกัด

เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท เอสเอสโกลเด้นท์แลนด์ จำกัด

เป็นเลขาธิการสมาพันธ์ชมรมวิทยุสมัครเล่นกรุงเทพมหานคร

ประธานชมรมนักกฎหมายวิทยุสมัครเล่น

กิจการทางพระพุทธศาสนา

เป็นกรรมการบริหารพุทธธรรมรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎรสังกัดคณะกรรมาธิการศาสนาวัฒนธรรมสภาผู้แทนราษฎร

เป็นกรรมการชมรมพิทักษ์พระพุทธศาสนา

<