โครงการธรรมศึกษาวิจัย

 

หลักการตีความตามนัยคัมภีร์เนตติปกรณ์และคัมภีร์เปฏโกปเทส

ศึกษาจากพระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกาตลอดจนคัมภีร์

ทางพระพุทธศาสนา

 

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

ผู้อำนวยการหลักสูตร

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

 

ธรรมศึกษาวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนา

ตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย   พุทธศักราช  ๒๕๕๑

พิมพ์ครั้งที่ ๑    ๕๐๐ เล่ม เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

 

 

 

คำนำ

 

ในหนังสือเล่มนี้รวบรวมและสกัดขึ้น เพื่อให้เข้าถึงสภาวธรรมในคัมภีร์เนตติปกรณ์และคัมภีร์เปฏโกปเทส อันแป็นเกี่ยวกับคำสอนที่เข้าถึงพุทธพจน์หรือเถระ

เถรีที่มีความสำคัญยิ่ง   โดยอ้างอิงจากพระไตรปิฏกและตำราอรรถกถา 

เจตนาหนังเสือเล่มนี้ เพื่อเข้าถึงแก่นแห่งสภาวธรรมในคัมภีร์เนตติปกรณ์และคัมภีร์เปฏโกปเทสอันเป็น คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนานี้ถือว่าเป็นคัมภีร์สำคัญที่หลายประเทศให้ความสำคัญ และเป็นที่ศึกษาของวงการพระพุทธศาสนาในระดับมหาวิทยาลัย เพื่อให้ศาสนาพุทธได้ธำรงยิ่งยืนนาน จึงศึกษาค้นคว้าหาแห่งที่มาสรุปเป็นบทโดยย่อง่ายต่อความเข้าใจ และจดจำ   ผลของงานเขียนครั้งนี้บางจุดได้นำมาจากข้อมูลเดิมที่ยังไม่ทราบว่าผู้ใดเขียนไว้ก็ขอให้เกิดผลบุญแก่ท่านผู้นั้นด้วย รวมถึงบุพการีครูอาจารย์ตลอดผู้มีคุณทุกท่านขออำนาจแห่งเจตนานี้เป็นปัจจัยให้ทุกท่านถึงที่สุดแห่งทุกข์และสิ้นสุดแห่งกองกิเลส เข้าสู่พระนิพพานโดยทั่วหน้ากัน

                                               

ธีรเมธี

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

มหาบัณฑิตพุทธศาสน์ แห่งมหามกุฏราชวิทยาลัย

 

                                         

บทที่ ๑

หลักการตีความตามนัยคัมภีร์เนตติปกรณ์และคัมภีร์เปฏโกปเทส

 

คัมภีร์เนตติปกรณ์และคัมภีร์เปฏโกปเทส1 เป็นผลงานของพระเถระรูปหนึ่งร่วมสมัยกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าชื่อว่าพระมหากัจจายนะได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ที่สามารถอธิบายขยายความธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงไว้โดยย่อให้พิศดารได้2 จึงรวบรวมประมวลหลักการและวิธีการที่ท่านใช้ในการอธิบายความตีความธรรมเอาไว้ทั้งสองคัมภีร์นี้มีเนื้อหาคล้ายคลึงกันสันนิษฐานกันว่าคัมภีร์เนตติปกรณ์เป็นคัมภีร์สายเถรวาทส่วนคัมภีร์เปฏโกปเทสอาจมาจากสายอื่นเช่นนิกายมหิสาสกะ3 คัมภีร์ทั้งสองนี้แม้มีเนื้อหาคล้ายคลึงกันแต่ความเป็นระเบียบในการแต่งมีความแตกต่างกันคัมภีร์เนตติปกรณ์จะมีเนื้อหาที่เป็นระบบชัดเจนมากกว่าเพราะคัมภีร์เปฏโกปเทสไม่ได้จัดลำดับข้ออย่างเป็นระบบข้อนี้ทำให้ปราชญ์ชาวตะวันตกบางท่านเห็นว่าคัมภีร์เปฏโกปเทสเกิดก่อนคัมภีร์เนตติปกรณ์อย่างไรก็ตามในคัมภีร์ชั้นรองของพระพุทธศาสนาเถรวาทได้มีข้อความบ่งชี้ว่าคัมภีร์เปฏโกปเทสนั้นแต่งตามแนวของคัมภีร์เนตติปกรณ์และมีเนื้อหาดำเนินตามแนวของคัมภีร์เนตติปกรณ์เป็นคัมภีร์ที่อธิบายความในพระไตรปิฎกเช่นกัน4

คัมภีร์เนตติปกรณ์มีความแตกต่างจากคัมภีร์อรรกถาอื่นๆตรงที่ว่าคัมภีร์เนตติปกรณ์จะอธิบายธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยหลักหาระนัยและสาสนปัฏฐานเป็นหลักการอธิบายที่มีลักษณะเฉพาะที่มุ่งอธิบายความเนื้อหาธรรมเป็นหลักแต่คัมภีร์อรรถกถาอื่นๆนั้นจะมีลักษณะอธิบายความจากพระไตรปิฎกเช่นกันแต่เป็นการอธิบายแบบคำต่อคำบทต่อบทความต่อความไม่ได้มีลักษณะเหมือนกับคัมภีร์เนตติปกรณ์นอกจากนั้นคัมภีร์อรรถกถามีการนำนิทานยกขึ้นมาอธิบายประกอบเป็นตัวอย่างแต่คัมภีร์เนตติปกรณ์ไม่มีการยกนิทานมาอธิบายประกอบหากแต่จะยกพุทธพจน์มาเป็นตัวอย่างอธิบายประกอบการศึกษาคัมภีร์พระพุทธศาสนาจะใช้วิธีการตามแบบอรรถกถาและอ้างอิงจากคัมภีร์อรรถกถาเป็นส่วนมากส่วนหลักการตามคัมภีร์เนตติปกรณ์จะเป็นปรากฏในงานของพระอรรถกถาจารย์ในอดีตเช่นพระพุทธโฆษาจารย์ที่รจนาคัมภีร์วิสุทธิมรรค5  และปรากฏในคัมภีร์ฎีกาแห่งทีฆนิกาย6 สังยุตนิกาย7 อังคุตรนิกาย8 ได้อธิบายความโดยใช้หลักการในคัมภีร์เนตติปกรณ์คัมภีร์เนตติปกรณ์ได้ให้หลักการตีความที่ชัดเจนไม่เปิดโอกาสให้มีการตีความนอกไปจากกรอบที่ให้ไว้ทั้งนี้เพื่อป้องกันการตีความหรือเข้าใจเนื้อหาสาระพระสูตรเดียวกันต่างกันฉะนั้นหากการศึกษาตีความใช้หลักการเดียวกันจะเชื่อได้ว่าการตีความจะไม่ขัดแย้งกันไม่ว่าการแสดงธรรมนั้นจะแสดงไว้ในรูปแบบไหนทั้งในแง่บัญญัติและปรมัตถ์เพราะการใช้หลักการเดียวกันจะสามารถเชื่อมโยงเข้าหาหลักธรรมได้และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักการทั้งหมดนั้นสามารถเชื่อมโยงถึงกันและกันได้ด้วยอย่างไรก็ตามแม้คัมภีร์เนตติปกรณ์จะถือเป็นหลักการเพียงพอที่จะอ่านพระไตรปิฎกได้กระนั้นก็ตามไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่จะเข้าใจองค์ธรรมโดยรวมอย่างถ่องแท้จำเป็นต้องอาศัยหลักการอื่นๆมาประกอบด้วยโดยเฉพาะหลักอภิธรรมมาช่วยอธิบายหรือศึกษาตีความ9  เพราะองค์ธรรมหรือเนื้อหาสาระที่เป็นแก่นธรรมส่วนมากจะแสดงไว้ในอภิธรรมกระนั้นก็ตามนักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาเช่นพุทธทาสภิกขุเห็นว่าการศึกษาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นสามารถศึกษาได้ครบถ้วนในพระสุตตันตปิฎกพระไตรปิฎกในส่วนที่เป็นอภิธรรมปิฎกท่านเสนอให้ตัดทิ้งบ้างก็ได้เราก็ยังสามารถศึกษาพุทธธรรมได้อย่างไรก็ตามแม้ในกลุ่มผู้ศึกษาพุทธศาสนาหรือนักปราชญ์ชาวพุทธศาสนาจะมีความเห็นต่างกันบ้างเป็นสิ่งที่ควรรับฟังไว้แต่จะเชื่อหรือยอมรับหรือไม่เป็นอีกประเด็นหนึ่งฉะนั้นลักษณะการศึกษาพุทธศาสนาที่ควรจะเป็นคือควรศึกษาตามคัมภีร์หรือหลักฐานเอกสารต่างๆเท่าที่มีสืบทอดมาถึงเราทั้งพระไตรปิฎกและอรรถกถาตลอดถึงคัมภีร์อื่นๆไม่ควรจะตัดทิ้งหรือมองข้ามละเลยคัมภีร์ใดๆหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของคัมภีร์ไปเพราะเราเองตัดสินไม่ได้เช่นกันว่าส่วนไหนใช่หรือไม่ใช่คำสอนในพระพุทธศาสนาแต่ภาพรวมของเนื้อหาคัมภีร์ทั้งหมดเป็นตัวเปิดเผยถึงความจริงของตัวมันเองคัมภีร์ดังกล่าวนี้จึงเป็นปกรณ์ที่ใช้เป็นเครื่องมือในการสืบค้นหาคำสอนหรือสาสนะ10 เป็นการสืบค้นหาความหมายของคำสอนอธิบายถึงความหมายของคำสอนในเชิงปริยัติวิเคราะห์วิจารณ์ถึงเนื้อหาคำสอนทั้งหมดสอดคล้องกันระหว่างหลักการใหญ่กับหลักการย่อยทั้งหลาย11

 

                1) ความหมายของคำว่า“เนตติ”

ในอรรถกถาคัมภีร์เนตติปกรณ์พระธรรมบาลเถระแห่งพุทธติตถวิหารได้อธิบายความหมายคำว่า“เนตฺติ”ไว้ว่าหมายถึงคัมภีร์ที่สามารถนำเวไนยสัตว์เข้าสู่สัจธรรมได้หรือเป็นเครื่องมือในการทำเวไนยสัตว์ให้บรรลุนิพพานหากใช้หลักการตามคัมภีร์เนตติปกรณ์นี้ศึกษาเนื้อหาของพระสูตรจะมีความรู้ความเข้าใจพระสูตรได้ถูกต้องไม่มีผิดเพี้ยนไปจากเจตนารมณ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า12

 

2) รูปแบบการแสดงเนื้อหาในคัมภีร์เนตติปกรณ์

คัมภีร์เนตติปกรณ์มีเนื้อหาแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ

(1) สังคหวาระเป็นการสรุปประมวลเนื้อหาโดยย่อแสดงไว้ในรูปของคาถา 5 คาถาด้วยกันแต่ได้สาระครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมดของคัมภีร์เนตติปกรณ์ส่วนนี้มีลักษณะเหมือนบทคัดย่อที่สรุปสาระสำคัญที่เป็นหัวใจของเนื้อหาทั้งหมดไว้

(2) วิภาควาระเป็นส่วนการอธิบายจาแนกเนื้อหาโดยละเอียดซึ่งจะประกอบด้วยรูปแบบการอธิบายเรียกว่าเทสคือการแสดง 3 ส่วนของการแสดงคือ 1) อุทเทสหมายถึงการยกหัวข้อขึ้นแสดง 2) นิทเทสหมายถึงการแสดงรายละเอียดว่าในหัวข้อที่ยกขึ้นมานั้นแต่ยังไม่ให้รายละเอียดทั้งหมด 3) ปฏินิทเทสหมายถึงการแสดงรายละเอียดโดยพิศดารโดยการทำรายละเอียดจากนิทเทสมาอธิบายขยายเพื่อให้ได้รายละเอียดเพิ่มเติมมากขึ้นอีกฉะนั้นปฏินิทเทสของคัมภีร์เนตติปกรณ์นี้จึงประกอบเนื้อหาสำคัญ 4 ส่วนคือ (1) หารวิภังค์ (2) หารสัมปาตะ (3) นยสมุฏฐานและ (4) สาสนปัฏฐาน (ซึ่งหารวิภังค์กับหารสัมปาตะมีความแตกต่างกันคือหารวิภังค์เป็นการอธิบายพระสูตรหลายสูตรด้วยหาระเดียวแต่หาระสัมปาตะเป็นการกล่าวแสดงพระสูตรเดียวด้วยหลายหาระ)13

 

 

3) รูปแบบการตีความในคัมภีร์เนตติปกรณ์

คัมภีร์เนตติปกรณ์มีเนื้อหาสาระสำคัญแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ (1) หาระ (2) นัย (3) สาสนปัฏฐานมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

 (1) หาระ

“หาระ”เป็นส่วนที่แสดงถึงหลักการอธิบายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารวมถึงเป็นหลักการฟังธรรมของผู้ฟังหลักการนี้สามารถใช้ได้ทั้งผู้ฟังและผู้พูดหรือผู้ตีความสามารถนำมาใช้ในทั้งสองทางทั้งที่เป็นผู้ตีความเองและเป็นการตีความผู้ตีความอีกชั้นหนึ่งโดยความหมายตามรูปศัพท์คำว่า“หาระ”นี้แปลว่าวิธีการหลักการการกล่าวอธิบายจะพบเห็นคำนี้ที่ใช้ในรูปศัพท์อื่นๆที่มีความหมายว่าการกล่าวอธิบายเช่นคำว่า“โวหาร”“พรรณนาโวหาร”“อัพโพหาริก”ดังนั้นหาระจึงเป็นหลักการซึ่งถือว่าเป็นกุญแจสำคัญในการกล่าวอธิบายขยายความธรรมให้ถูกต้องตามพระประสงค์ขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าหากนำหลักการดังกล่าวนี้ไปใช้ในการศึกษาตีความคัมภีร์พระไตรปิฎกหรือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทำให้เข้าใจรับรู้เข้าถึงคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ถูกต้องที่สุดเพราะหลักการดังกล่าวนี้พระมหากัจจายนะเคยใช้อธิบายธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาก่อนแล้วและที่สำคัญพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรับรองว่าการอธิบายธรรมของพระองค์ด้วยหลักการเช่นนี้เป็นการถูกต้องตามพุทธประสงค์และหากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอธิบายด้วยพระองค์เองก็จะทรงอธิบายเช่นเดียวกันกับที่พระมหากัจจายนะได้อธิบายนี้เช่นกันหลักหาระดังกล่าวนี้จำแนกออกเป็น 16 หาระด้วยกันดังมีรายละเอียดต่อไปนี้

1) เทสนาหาระ

เทสนาหาระเป็นหลักการอธิบายขยายความพุทธพจน์โดยจำแนกประเด็นในการวิเคราะห์ออกเป็น 6 ประเด็นด้วยกันคือ

(1) อัสสาทะหมายถึงข้อดีความพึงพอใจยินดีด้านที่เป็นคุณหรือแง่บวกของธรรมนั้นว่ามีข้อดีที่ทำให้เกิดความพึงพอใจหรือมีประโยชน์อย่างไรได้แก่สุขโสมนัสอิฏฐารมณ์ตัณหาและวิปัลลาสโดยที่ตัณหาและวิปัลลาสเป็นอัสสาทะในฐานะที่เป็นเหตุให้เกิดความยินดีส่วนเวทนาอิฏฐารมณ์ในภูมิ 3 เป็นอัสสาทะในฐานะเป็นผลอัสสาทะจึงมีทั้งส่วนที่เป็นเหตุและส่วนที่เป็นผล

(2) อาทีนวะหมายถึงข้อเสียหรือด้านลบที่เป็นโทษของธรรมนั้นที่ควรระวังและควรหลีกเว้นได้แก่ทุกขเวทนาอนิฏฐารมณ์ต่างๆการปรุงแต่งในภูมิ 3 (เตภูมิกสังขาร) เป็นอาทีนวะด้วยในฐานเป็นธรรมชาติที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของความเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ปราศจากตัวตนที่แท้จริง

(3) นิสสรณะหมายถึงทางออกแนวทางออกจากข้อเสียปัญหาหรือสิ่งที่เป็นโทษนั้นได้แก่อริยมรรคและนิพพานที่เป็นเป้าหมายสูงสุดนิสสรณะดังกล่าวนี้จึงมีนัยความหมายทางภาษาเป็นทั้งเหตุและผลของการปฏิบัตินิสสรณะในความหมายที่เป็นเหตุได้แก่อริยมรรคโพธิปักขิยธรรมสติปัฏฐานเพราะธรรมเหล่านี้เป็นเหตุให้หลุดพ้นจากความทุกข์ได้นิสสรณะในความหมายที่เป็นผลได้แก่นิพพาน

(4) ผลหมายถึงผลลัพธ์หรืออานิสงส์ที่เกิดจากการดำเนินตามนิสสรณะหรือทางออกนั้นแล้วได้แก่ความรู้ที่ได้รับจากการฟังเรียกว่า

สุตมยปัญญาหรือสุตมยญาณตลอดถึงความรู้ธรรมในระดับสูงขึ้นไปกระทั่งสัมมาสัมโพธิญาณ

(5) อุปายหมายถึงอุบายหรือวิธีการที่แยบยลเพื่อให้เกิดผลโดยใช้อุบายบางอย่างกระตุ้นให้ดำเนินตามแนวทางออกที่เสนอไว้ได้แก่ข้อปฏิบัติที่เป็นเบื้องต้นของอริยมรรคหรืออุบายที่จะทำให้เกิดการบรรลุอริยมรรคและบรรลุนิพพานในที่สุดเช่นปรโตโฆสะและโยนิโสมนสิการเป็นเบื้องต้นแห่งการเกิดขึ้นของสัมมาทิฐิเป็นต้น

(6) อาณัติหมายถึงการกล่าวชักจูงการชักชวนโน้มน้าวให้แรงจูงใจใฝ่รู้ใฝ่กระทำประพฤติปฏิบัติทั้งชักชวนชี้ชวนและสั่งบังคับได้แก่คำสั่งคำแนะนำคำเชิญชวนให้ปฏิบัติเช่น“อปฺปมาเทนสมฺปาเทถท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมถึง”14 คำว่า“จง”เป็นลักษณะของอาณัตินี้15

หลักการทั้ง 6 ประการของเทสนาหาระดังกล่าวนับเป็นหลักการสำคัญเบื้องต้นในการแสดงธรรมพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแม้ในการแสดงธรรมแต่ละครั้งจะไม่ได้ระบุคำเหล่านี้อยู่แต่ผู้ฟังหรือผู้แสดงต่อไปสามารถจับประเด็นในเนื้อหาได้ด้วยหลักการเหล่านี้ซึ่งอาจไม่เป็นไปตามลำดับโดยเฉพาะในพระสูตรหรือพุทธพจน์ทั้งหมดอนึ่งพระสูตรต่างๆอาจใช้โวหารไม่เหมือนกันใช้คำต่างกันแต่สาระสำคัญของธรรมไม่ต่างกันดังนั้นสาระสำคัญของเทสนาหาระจึงอยู่ที่อัสสาทะอาทีนวะและนิสสรณะที่จะใช้เป็นหลักการในการตีความคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งอัสสาทะกับอาทีนวะนั้นเป็นหลักการมองโลกและชีวิตว่ามีสองด้านเสมอและทั้งสองนั้นเป็นส่วนที่เป็นโลกียธรรมที่ยังข้องและเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนให้มองโลกและชีวิตทั้งสองด้านมิให้มองเพียงด้านเดียวแล้วจะเห็นทางออกของปัญหาชีวิตสิ่งเดียวกันมีนัยแฝงทั้งที่เป็นด้านคุณคืออัสสาทะและที่เป็นโทษคืออาทีนวะอยู่ด้วยฉะนั้นต้องมองให้ครบทั้งสองด้านในการตีความคำสอนเช่นเดียวกันเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมที่มีนัยแฝงดังกล่าวการตีความจำเป็นต้องมองทั้งสองด้านด้วยเช่นกันกระนั้นก็ตามการมองทั้งสองด้านยังไม่สมบูรณ์ตามเจตนารมณ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพราะไม่ได้ทรงแสดงธรรมไว้เพียงสองด้านเท่านั้นหากทรงแสดงทางออกหรือทางแก้ปัญหาไว้ด้วยฉะนั้นจึงต้องชี้ทางออกของปัญหาหรือข้อดีข้อเสียนั้นๆเพื่อมนุษย์จะได้มีความหวังในโลกและชีวิตที่จะออกไปจากทางสองแพร่งที่ดีหรือเสียนั้นได้อย่างไรก็ตามการแสดงธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบางแห่งและบางโอกาสไม่ได้ทรงแสดงไว้ตรงๆถึงความเป็นอัสสาทะอาทีนวะและนิสสรณะบางทีทรงแสดงเพียงอัสสาทะไม่ทรงแสดงอาทีนวะและนิสสรณะบางทีทรงแสดงอัสสาทะและอาทีนวะไม่แสดงนิสสรณะหรือบางทีแสดงเพียงนิสสรณะอย่างเดียวไม่เพียงเท่านั้นส่วนมากการแสดงธรรมหลักฐานในเนื้อหาคัมภีร์ไม่ได้ระบุชัดว่าส่วนไหนเป็นอัสสาทะอาทีนวะหรือนิสสรณะจึงเป็นหน้าที่ของผู้ศึกษาตีความค้นหาเองโดยใช้หลักการแห่งเทสนาหาระนี้ทั้งนี้ในคัมภีร์เนตติปกรณ์มีข้อความระบุถึงการที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมมีอัสสาทะอาทีนวะและนิสสรณะเป็นต้นไม่ครบถ้วนนั้นควรเข้าใจได้ว่าเป็นเพราะพระองค์ทรงแสดงธรรมโดยทรงคำนึงถึงความเหมาะสมของอุปนิสัยแต่ละบุคคลที่ทรงประสงค์จะโปรดโดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลที่เป็นเวไนยสัตว์ 3 ประเภทคืออุคฆติตัญญูวิปจิตัญญูและเนยยบุคคลกล่าวคือจะทรงแสดงเฉพาะนิสสรณะแก่บุคคคลประเภทอุคฆติตัญญูทรงแสดงอาทีนวะและนิสสรณะแก่บุคคลประเภทวิปจิตัญญูและทรงแสดงทั้งอัสสาทะอาทีนวะและนิสสรณะแก่บุคคลประเภทเนยยะ16ส่วนปทปรมบุคคลนั้นไม่มีการกล่าวถึงเป็นไปได้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบดีว่าจะแสดงอย่างไรก็ตามสำหรับบุคคลกลุ่มนี้จะไม่สามารถบรรลุผลได้จึงไม่พบข้อความที่ระบุถึงวิธีสอนบุคคลกลุ่มนี้หรืออาจเป็นไปได้เช่นกันว่าพระองค์ทรงเล็งเห็นว่ามนุษย์ทุกนามเป็นเวไนยสัตว์ทั้งหมด

การอธิบายความธรรมหากมุ่งให้คนเข้าใจธรรมอย่างถูกต้องและมีอุปนิสัยโน้มไปในทางปฏิบัติธรรมจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแสดงหรืออธิบายความธรรมให้ครอบคลุมอย่างน้อย 3 นัยดังกล่าวโดยเฉพาะคนทั่วไปซึ่งจัดอยู่ในประเภทเนยยบุคคลจำเป็นต้องชี้แจงอธิบายให้ครบทั้งสามนัยอย่างไรก็ตามในแง่การศึกษาตีความหากไม่มุ่งให้เกิดการบรรลุธรรมแต่มุ่งความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาธรรมนัยแห่งการตีความยิ่งจำเป็นต้องศึกษาตีความให้ครอบคลุมครบทั้งหมดของหลักการตีความโดยนัยแห่งการตีความที่เหลือจากที่คัมภีร์เนตติปกรณ์เสนอไว้สามารถนำมาใช้ได้เพื่อให้เห็นถึงแต่ละด้านของคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่จะอย่างไรก็ตามเพื่อป้องกันการมองเพียงด้านเดียวจำเป็นต้องนำรูปแบบการแสดงมาตีความให้ครบถ้วนเพราะมิฉะนั้นอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ซึ่งอาจมองในแง่ลบอย่างเดียวหรือมองในแง่บวกอย่างเดียวแม้จะไม่ผิดไปจากคำสอนโดยรวมทั้งหมดแต่เป็นความถูกต้องบางแง่มุมการเสนอแบบแยกส่วนแล้วไม่มีการเสนอแบบองค์รวมรอบด้านของคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอาจทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนได้ฉะนั้นในแง่การศึกษาตีความเชิงปริยัติจำเป็นต้องศึกษาให้ครบทุกด้านของคำสอนแม้จะมุ่งเพียงความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคำสอนไม่ได้มุ่งถึงการบรรลุธรรมชั้นสูงสุดก็ตามตัวอย่างคำสอนเรื่องอนุปุพพิกถาแสดงให้เห็นถึงเทสนาหาระโดยเฉพาะอัสสาทะอาทีนวะและนิสสรณะอย่างชัดเจนการกล่าวแสดงถึงเรื่องทานศีลและสวรรค์ถือว่าเป็นเรื่องของอัสสาทเทศนาอาทีนวกถาเป็นการกล่าวถึงโทษของกามคุณที่เป็นที่พอใจซึ่งเป็นศูนย์รวมความสุขความพอใจที่เกิดจากการให้รักษาศีลและให้ผลในสวรรค์นั้นยังมีโทษอยู่เพราะยังเป็นทุกข์และเป็นเหตุให้เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏการแสดงเช่นนี้ถือว่าเป็นอาทีนวเทสนาและสุดท้ายคือเนกขัมมกถาที่พูดถึงการออกจากกามคุณด้วยรูปแบบต่างเช่นการบวชเป็นภิกษุเป็นต้นถือว่าเป็นนิสสรณเทสนา   จะเห็นว่าหากแสดงแต่ข้อดีของทานและศีลที่ส่งผลให้เกิดในสวรรค์เพียงอย่างเดียวโดยไม่ชี้ให้เห็นโทษของกามคุณด้วยคนจะไม่ปฏิบัติเพื่อสลัดออกจากภาวะที่เป็นโทษนั้นๆเมื่อคนฟังมองเห็นข้อเสียในสิ่งที่ยึดว่าดีนั้นแล้วจึงจะหันมาปฏิบัติหรือหาแนวทางแก้ไขหรือออกจากภาวะที่ทำให้เกิดความทุกข์โทษอย่างจริงใจเพื่อให้ความหวังแก่คนที่มองเห็นความจริงเช่นนั้นแม้หลักคำสอนเรื่องอริยสัจ 4 เช่นกันเป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นการแสดงธรรมที่มีครบทั้งอัสสาทะอาทีนวะและนิสสรณะกล่าวคือทุกข์ได้แก่อาทีนวะและเป็นส่วนผลตัณหาเป็นอัสสาทะและเป็นเหตุนิโรธเป็นนิสสรณะและมรรคเป็นอุบายและอาณัติ17

 

2) วิจยหาระ

วิจยหาระหมายถึงหลักการวิเคราะห์จำแนกแยกแยะการเลือกเฟ้นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกโดยใช้หลักการในเทสนาหาระเพื่อให้เกิดความชัดเจนและตรงตามพุทธประสงค์หรือนัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประสงค์ (ทั้งที่เป็นคำถามและคำตอบที่สำคัญคือการวิเคราะห์จำแนกตามหลักการของเทสนาหาระ (คืออัสสาทะอาทีนวะนิสสรณะผลอุปายและอาณัติ) วิจยหาระจำแนกเนื้อหาที่ต้องวิจัยออกเป็น 12 ประการด้วยกันคือ18

 (1) บทการวิเคราะห์บทในแต่ละประโยคตามหลักไวยากรณ์ของภาษาโดยเฉพาะไวยากรณ์ภาษาบาลีบทดังกล่าวนี้จำแนกออกเป็น 4 คือบทที่เป็นนามอาขยาตอุปสัคและนิบาตเช่นนี้เรียกว่าจำแนกบทเชิงศัพท์ (สัทท) และการจำแนกบทอีกประการหนึ่งคือการจำแนกบทเชิงอรรถ (อัตถ) ว่าบทนั้นมีความหมายว่าอย่างไรเป็นการวิเคราะห์ความหมายของศัพท์การวิเคราะห์วิจัยบทดังกล่าวนี้จะปรากฏมีการใช้มากในคัมภีร์อรรถกถาแต่ในคัมภีร์เนตติปกรณ์ไม่ได้แสดงตัวอย่างไว้

(2) ปัญหาหรือคำถามการวิเคราะห์วิจัยเกี่ยวกับคำถามที่ต้องวิเคราะห์เพราะว่าคำถามมีหลายประเภทตามนัยอรรถกถาแห่งคัมภีร์เนตติปกรณ์จำแนกไว้ถึง 11 ประเภทดังนี้

1) อทิฏฐโชตนาปุจฉาคือคำถามที่ถามเพราะไม่รู้ไม่เห็นแต่อยากจะรู้

2) ทิฏฐสังสันทนาคือถามเพื่อเปรียบเทียบกับความรู้เห็นที่มีอยู่

3) วิมติจเฉทนาคือถามเพื่อตัดความสงสัย

4) อนุมติปุจฉาคือถามเพื่อคล้อยตาม

5) กเถตุกัมยตาปุจฉาคือถามเพื่อจะตอบเอง

6) เอกังสพยากรณียาคือคำถามที่สามารถตอบได้เลยโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ

7) วิภัชชพยากรณียาคือคำถามที่จะต้องแยกแยะตอบเป็นประเด็น

8) ปฏิปุจฉาพยากรณียาคือคำถามที่ต้องย้อนถามก่อนแล้วจึงตอบ

9) ฐปนียาคือคำถามที่ต้องงดไว้ไม่ตอบ

10) ธัมมาธิษฐานาคือคำถามที่มุ่งหมายถึงธรรม

11) สัตตาธิษฐานาคือคำถามที่มุ่งหมายถึงสัตว์19

การศึกษาตีความจึงจำเป็นต้องจำแนกแยกแยะให้ได้ว่าในกรณีที่มีการถามที่ปรากฏในพระไตรปิฎกเท่าที่มีผู้มาทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือเป็นคำถามของบุคคลอื่นๆก็ตามเป็นคำถามประเภทไหนเพราะเมื่อจำแนกได้แล้วว่าเป็นคำถามประเภทไหนจะได้ตอบให้ตรงประเด็นหรือปฏิบัติให้ตรงกับลักษณะคำถามนั้นๆ

(3) วิสัชนาหรือคำตอบมีลักษณะและประเภทเช่นเดียวกับคำถามเพราะจะต้องตอบให้ตรงประเด็นกับคำถามดังนั้นลักษณะประเภทของคำตอบและคำถามจึงมีจำนวนเท่ากันในการศึกษาตีความผู้ศึกษาตีความต้องวินิจฉัยจำแนกแยกแยะด้วยว่าลักษณะการตอบปัญหาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือของเหล่าพระสาวกมีลักษณะการตอบเป็นประเภทไหนโดยเฉพาะอย่างยิ่งการตอบปัญหาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า 4 ลักษณะคือ

1) เอกังสพยากรณ์ตอบตรงทันที

2) วิภัชชพยากรณ์ตอบแบบแยกแยะให้เห็นชัดในประเด็นและรายละเอียดต่างๆ

3) ปฏิปุจฉาพยากรณ์ตอบแบบย้อนถามเพื่อให้อยู่ในประเด็นเดียวกัน

4) ฐปนียพยากรณ์ตอบแบบไม่ตอบ

นอกจากนี้การตอบคำถามของผู้ไม่รู้ผู้มีความสงสัยผู้ประสงค์เทียบเคียงหรือเพื่อให้มั่นใจก็ตามลักษณะการตอบคำถามยังคงอยู่ใน 4 ลักษณะของการตอบปัญหาดังกล่าวนี้ซึ่งวัตถุประสงค์หรือเจตนารมณ์ของผู้ถามปัญหานั้นมีส่วนสำคัญในการจะตอบปัญหานั้นๆเช่นผู้ที่ประสงค์จะถามเพื่อเทียบเคียงแนวคิดคำสอนเพื่อถึงเข้าเป็นฝักฝ่ายสนับสนุนแนวความคิดของตนหรือคำถามที่มีลักษณะสุดโต่งไปทางใดทางหนึ่งเช่นนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงใช้วิธีฐปนียพยากรณ์

(4) บุพพาประหรือข้อความก่อนกับข้อความหลังได้แก่การศึกษาวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างประโยคข้อความหน้ากับประโยคข้อความหลังที่เชื่อมความขยายความกันและกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างคำถามกับคำตอบประโยคคำถามถือว่าเป็นข้อความหน้าสำหรับประโยคคำตอบเป็นข้อความหลังเพื่อให้เห็นถึงความมีเอกภาพระหว่างคำหน้ากับคำหลังมิให้เกิดความขัดแย้งกันการศึกษาตีความต้องคำนึงถึงประเด็นนี้อย่างไรก็ตามคำหน้ากับคำหลังที่ว่านี้ไม่ได้หมายถึงเฉพาะคำถามกับคำตอบเท่านั้นประโยคข้อความอื่นๆที่อธิบายขยายความประโยคข้อความข้างหน้าตนจัดเป็นคำหน้ากับคำหลังด้วยตัวอย่างเช่น

1) คำถามกับคำตอบในประโยคคำถามว่า“เกนสฺสุนิวุโตโลโก”20 (อะไรห่อหุ้มสัตว์โลกไว้) เป็นคำหน้าประโยคคำตอบว่า“อวิชฺชายนิวุโตโลโก”21 (อวิชชาห่อหุ้มสัตว์โลกไว้) จัดเป็นคำหลัง

2) ประโยคข้อความทั่วไปเช่น   “นีวรเณหินิวุโตโลโก”22(นิวรณ์ทั้งหลายห่อหุ้มสัตว์โลกไว้) จัดเป็นคำหน้าและ“อวิชฺชานีวรณาหิสพฺเพสตฺตา”23 (สรรพสัตว์มีอวิชชาเป็นเครื่องห่อหุ้มไว้) จัดเป็นคำหลังและประโยคข้อความต่อๆไปที่ขยายความซึ่งกันและกันจะกลายเป็นคำหน้ากับคำหลังของกันและกันจนกว่าจะจบข้อความการพิจารณาวิเคราะห์ข้อความหน้ากับข้อความหลังดังกล่าวจะทำให้ได้เนื้อหาสาระที่แท้จริงและจะเห็นถึงความสอดคล้องต้องกันตลอดสายของพุทธธรรม

(5) อัสสาทะหรือข้อดี (6) อาทีนวะหรือข้อเสีย (7) นิสสรณะหรือทางออก (8) ผล (9) อุบาย (10) อาณัติทั้ง 6 ข้อนี้มีความหมายเช่นเดียวกับที่กล่าวแล้วในเทสนาหาระข้างต้นจะไม่ขอกล่าวรายละเอียดในที่นี้อีก

(11) อนุคีติเป็นการวิเคราะห์วิจัยถึงสิ่งที่กล่าวมาแล้วนำมากล่าวย้ำอีกครั้งหนึ่งอนุคีติคือการกล่าวย้ำถึงสิ่งที่ได้กล่าวมาแล้วอีกครั้งหนึ่งเป็นการสรุปย้ำประเด็นที่กล่าวมาแล้วซึ่งถ้อยคำที่นำมากล่าวนั้นอาจเป็นข้อความที่อ้างมาจากที่อื่นเพื่อสนับสนุนข้อความที่กล่าวมาแล้วเป็นลักษณะการวิจัยที่มีการอ้างอิงข้อความอื่นเพื่อให้ข้อความที่กล่าวมานั้นมีความน่าเชื่อถือไม่เลื่อนลอยคำที่มีความหมายเหมือนกันกับคำว่าอนุคีติมีหลายคำเช่นสังคหกถาอุทานคาถาคำเหล่านี้เป็นไวพจน์กันสามารถใช้แทนกันได้ซึ่งในบางคัมภีร์อาจใช้คำเหล่านี้ต่างกันไปบางคัมภีร์ใช้คำว่าอุทานคาถาบางคัมภีร์ใช้คำว่าอนุคีติบางคัมภีร์ใช้คำว่าสังคหกถา24 กระนั้นก็ตามขอให้เข้าใจว่ามีความหมายเหมือนกันคือเป็นการสรุปย้ำความที่กล่าวมาโดยนำข้อความอื่นมาสนับสนุนให้มีน้ำหนักยิ่งขึ้นซึ่งอาจเป็นข้อความที่เป็นพุทธพจน์หรือคำของอาจารย์ในอดีตก็ได้จะพบการอ้างอิงลักษณะใช้คำภาษาบาลีเช่นเตนาหภควา (เหตุนั้นพระผู้พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า) ยถาหภควา (เหมือนดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า) เตนาหุโปราณา (เพราะเหตุนั้นโบราณาจารย์จึงกล่าวไว้ว่า) (12) พระสูตร 9 หรือที่เรียกว่านวังคสัตถุสาสน์เป็นกรอบหนึ่งเพื่อการศึกษาวิจัยคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าคำสอนไหนจัดอยู่ในกลุ่มไหนใน 9 กลุ่มนั้นคือสุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน ชาตกะ อิติวุตตกะ อัพภูตธัมมะ และ เวทัลละ  

วิจัยหาระจึงเป็นกรอบในการศึกษาตีความธรรมวินัยที่ค่อนข้างครอบคลุมซึ่งผู้ศึกษาจำเป็นต้องมีความรู้พื้นฐานด้านภาษาโดยเฉพาะภาษาบาลีที่ใช้บันทึกคำสอนเพราะการศึกษาวิจัยถ้าจะให้ได้ความหมายสมบูรณ์ต้องพิจารณาทั้งในแง่อรรถะและในแง่พยัญชนะอรรถะมีอยู่ในพยัญชนะและพยัญชนะจะเป็นสื่อให้เข้าใจถึงอรรถะ

 

2) ยุตติหาระ

ยุตติหาระหมายถึงหลักการพิจารณาถึงความเหมาะสมและไม่เหมาะสมของศัพท์และความหมายของศัพท์เป็นหลักการพิจารณาถึงความสมเหตุสมผลของศัพท์และความหมายที่ได้จากการวิเคราะห์ด้วยหลักหาระทั้งปวงถือว่าเป็นการตรวจสอบความถูกต้องของการตีความการอธิบายความตามหลักหาระอื่นๆอีกชั้นหนึ่ง25 หลักเกณฑ์ที่ใช้ในการตรวจสอบพิจารณาถึงความถูกต้องและไม่ถูกต้องนั้นตามหลักการแห่งยุตติหาระมี 4 หลักใหญ่คือ

(1) หลักมหาปเทศคือหลักการอ้างผู้ใหญ่การอ้างหลักฐานที่สำคัญมี 4 ประการได้แก่

1) พุทธาปเทสหมายถึงการอ้างถึงพระดำรัสของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

2) สังฆาปเทสหมายถึงการอ้างถึงคำพูดของพระสงฆ์

3) สัมพหุลัตเถราปเทสหมายถึงการอ้างถึงถ้อยคำของพระเถระหลายรูป

4) เอกัตเถราปเทสหมายถึงการอ้างถึงถ้อยคำของพระเถระรูปเดียว26 ทั้ง 4 ข้อนี้ถือว่าเป็นรูปแบบการอ้างอิงในยุคไม่มีหนังสือเป็นรูปเล่มจึงต้องอ้างบุคคลผู้ที่กล่าวหรือผู้ที่ตนได้รับฟังมาจัดเป็นแหล่งข้อมูลซึ่งต้องตรวจสอบด้วยสูตรข้อความที่อ้างมานั้นต้องเทียบเคียงกับสูตรและจัดลงในสูตรได้ไม่ขัดแย้งกับสูตรและคำว่า“สูตร”ตามนัยแห่งเนตติปกรณ์คือ“อริยสัจ27

แม้ในอรรถกถาพระไตรปิฎก“สูตร”จะหมายถึงปิฎกทั้ง 3 ก็ตามแต่พึงเห็นว่าสามารถเทียบเคียงกันและสมกันเพราะคำสอนในปิฎก 3 นั้นล้วนจัดอยู่ในขอบข่ายของอริยสัจ 4 ทั้งหมด28

(2) หลักอริยสัจ 4 ได้แก่ (1) ทุกข์ (2) สมุทัย (3) นิโรธและ (4) มรรคหลักอริยสัจ 4 นี้จึงเป็นหลักเทียบเคียงและใช้ตรวจสอบความถูกต้องของการตีความด้วยการอ้างตามหลักมหาปเทศดังกล่าวข้อความหรือคำอธิบายต่างๆต้องสามารถตรวจสอบและจัดลงในอริยสัจ 4 ได้จึงจะถือว่า“ยุตติ”คือถูกต้องสมเหตุสมผลเป็นการตีความที่ถูกต้อง

(3) เทียบเคียงกับวินัยคำว่า“วินัย”ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงวินัยบัญญัติในพระวินัยปิฎกแต่หมายถึงการละการขจัดได้แก่การขจัดและละกิเลสทั้งหลายโดยเฉพาะรากเหง้าของอกุศลทั้งปวงคือราคะความกำหนัดโทสะความโกรธและโมหะความหลงได้แก่ราควินัยโทสวินัยและโมหวินัยการตีความต้องเป็นไปเพื่อการขจัดกิเลสเหล่านี้29

(4) ไม่ขัดแย้งกับหลักธรรมดาคำว่า“ธรรมดา”คือคำว่าในภาษาบาลีว่า“ธมฺมตา”ในที่นี้หมายถึงหลักปฏิจจสมุปบาท30

การศึกษาตีความธรรมวินัยหากจะให้ถูกต้องต้องตรวจสอบแหล่งที่มาหรือที่อ้างอิงตามหลักมหาปเทศส่วนด้านเนื้อหาต้องสอดคล้องตรงกันกับหลักอริยสัจ 4 การละกิเลสและไม่ขัดแย้งกับหลักปฏิจจสมุปบาทต้องมีความสอดคล้องต้องกันกับหลักปฏิจจสมุปบาทมุ่งขจัดกิเลสและประชุมในอริยสัจ 4 ได้เช่นนี้ถือว่าเป็นยุตติหาระคือความถูกต้องเหมาะสมและเป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ยุตติหาระจึงเป็นการตรวจสอบพิจารณาความถูกต้องหรือไม่ถูกต้องของธรรมวินัยที่มีการตีความอธิบายความนั้นๆโดยหลัก 4 ประการคือ

(1) สุตตะได้แก่พระไตรปิฎกโดยเฉพาะพระไตรปิฎกที่ทำสังคายนา 3 ครั้งนั้น

(2) สุตตานุโลมคือหลักมหาปเทศ 4

(3) อาจริยวาทคืออรรถกถา

(4) อัตตโนมติคือความรู้ความเข้าใจส่วนบุคคลซึ่งต้องใช้ตรวจสอบกันตามลำดับ31

 

4) ปทัฏฐานหาระ

ปทัฏฐานหาระหมายถึงหลักการตีความโดยพิจารณาถึงเหตุใกล้ของธรรม (ปทัฏฐาน) แต่ละข้อที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแสดงไว้32 เป็นวิธีการตีความแบบหนึ่งในพระพุทธศาสนาเถรวาทซึ่งให้หลักการวิเคราะห์ธรรมไว้โดยการวิเคราะห์สืบสาวหาปทัฏฐานหรือเหตุใกล้

(อาสันนการณ์) ของธรรมแต่ละข้อที่เชื่อมโยงกันผู้ที่เคยศึกษาคัมภีร์

วิสุทธิมรรคจะคุ้นเคยกับคำว่าปทัฏฐานเพราะเป็นวิธีการอธิบายความประการหนึ่งที่พระพุทธโฆษาจารย์ใช้ในการอธิบายความที่รู้จักกันว่า“ลักขณาทิจตุกกะ”คือวิธีการอธิบายความธรรม 4 องค์ประกอบคือ

1) ลักษณะ

2) รสหรือกิจหน้าที่

3) ปัจจุปัฏฐานและ

4) ปทัฏฐานการตีความตามหลักปทัฏฐานหาระสามารถทำได้ 2 วิธีคือ

(1) การวิเคราะห์สืบสาวหาปทัฏฐานโดยอนุโลมเป็นการสืบสาวหาเหตุจากต้นไปสู่ปลายหรือจะเรียกว่าจากเหตุไปหาผลก็ได้วิธีนี้มีชื่อเรียกเฉพาะว่า โอรุยโหรุยนัย  ตัวอย่างเช่นอวิชชาเป็นปทัฏฐานแห่งสังขารสังขารเป็นปทัฏฐานแห่งวิญญาณวิญญาณเป็นปทัฏฐานของนามรูปเรื่อยไปจนถึงอุปายาส

(2) การวิเคราะห์สืบสาวหาปทัฏฐานโดยปฏิโลมเป็นการสืบสาวหาเหตุจากปลายขึ้นไปหาต้นจากล่างสู่บนหรือเริ่มจากผลย้อนไปหาเหตุเรียกว่าอารุยหารุยหนัยตัวอย่างเช่นเริ่มจากอุปายาสย้อนขึ้นมาถึงอวิชชา33

ปทัฏฐานมุ่งหมายเอาเหตุปัจจัยทุกอย่างที่ประชุมกันแล้วทำให้เกิดธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นกระนั้นก็ตามปทัฏฐานมีความมุ่งหมายจำเพาะเหตุปัจจัยที่ใกล้ตัวมากที่สุดที่ส่งต่อให้เกิดธรรมนั้นๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งธรรมแต่ละข้อนั้นล้วนเป็นทั้งผลและเป็นปทัฏฐานให้เกิดธรรมอื่นๆอีกด้วยดังข้อความในคัมภีร์เนตติปกรณ์ที่ยืนยันถึงปทัฏฐานว่าอุปนิสัยอย่างใดอย่างหนึ่งปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมดนั้นล้วนเป็นปทัฏฐาน34 ดังนั้นคำว่าปทัฏฐานอาจหมายถึงเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งในเหตุ 3 ประเภทคือ

(1) ชนกเหตุคือเหตุที่ทำให้เกิดผล

(2) ญาปกเหตุคือเหตุที่แสดงให้รู้ว่ามีเหตุนี้มีลักษณะเป็นสัญญาณบ่งบอก

(3) สัมปาปกเหตุคือเหตุให้ถึงผลซึ่งเหตุกับผลในกรณีนี้เป็นคนละอย่างกันเช่นมรรคเป็นปทัฏฐานของนิพพานมรรคกับนิพพานเป็นคนละอย่างกันมรรคไม่มีในนิพพานและนิพพานก็ไม่มีในมรรคแต่มรรคทำให้นิพพานเกิดขึ้นได้ปทัฏฐานในที่นี้จึงหมายถึงสัมปาปกเหตุนี้ไม่ใช่ชนกเหตุหรือญาปกเหตุข้างต้น

 

5) ลักขณหาระ

ลักขณหาระหมายถึงหลักการหรือวิธีการอธิบายพุทธพจน์อีกแนวหนึ่งที่ใช้ลักษณะร่วมของธรรมเป็นหลักในการอธิบายธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้โดยย่อให้พิสดารการอธิบายความตามนัยแห่งลักขณาหาระนี้จะยึดเอาลักษณะของสภาวธรรมเป็นเครื่องมือโดยเฉพาะสืบสาวจากธรรมข้อหนึ่งไปสู่ธรรมข้ออื่นๆที่มลักษณะอย่างเดียวกัน (เอกลักขณ) หรือมีลักษณะเสมอกัน (สมานลักขณ) ซึ่งครอบคลุมถึงธรรมที่เป็นสหจารีคือธรรมที่เกิดร่วมกันมีหน้าที่เหมือนกัน (สมานกิจ) มีเหตุเหมือนกัน (สมานเหตุ) มีผลเหมือนกัน (สมานผล) มีอารมณ์เดียวกัน (สมานารัมมณ)

ลักขณหาระจึงเป็นหลักการตีความเชื่อมโยงถึงธรรมอื่นที่ไม่ได้ตรัสไว้ในพระธรรมเทศนาโดยอาศัยความเหมือนกันโดยลักษณะที่เรียกว่าเป็นสัมปยุตธรรมเป็นตัวเชื่อมโยงเป็นการสร้างองค์ความรู้ใหม่จากฐานความรู้เก่าหรือฐานข้อมูลที่มีอยู่โดยหลักการนี้จะทำให้มีความรู้ในหลักธรรมอื่นจากที่ตรัสไว้เป็นการสงเคราะห์ธรรมอื่นที่มีลักษณะเดียวกันเข้ามาแม้จะไม่ได้ตรัสไว้ในที่นั้นหรือในสูตรนั้นก็ตามแต่เนื่องจากเป็นธรรมที่มีลักษณะเหมือนกันกับธรรมที่ตรัสอยู่นั้นเช่นนี้นับว่าเป็นธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ในที่นั้นหรือในสูตรนั้นด้วย35 หลักการนี้ยังสามารถใช้ในกรณีที่พบปัญหาการหาหลักฐานที่มาของข้อความหรือข้อความพุทธพจน์ที่ยกมาอ้างซึ่งหาไม่พบเพื่อสนับสนุนในการตีความทางหนึ่งด้วยตัวอย่างเช่นในกรณีของจักษุที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ว่าไม่เที่ยงแต่ไม่ได้แสดงโสตะฆานะเป็นต้นรวมไว้ด้วยในเวลาอธิบายความโสตะฆานะจะต้องอ้างอิงธรรมเช่นจักษุที่ทรงแสดงไว้โดยตรงเป็นหลักฐานอ้างอิงเพราะนัยลักขณหาระถือว่าจักษุและโสตะฆานะเป็นต้นนั้นเป็นธรรมที่มีลักษณะร่วมกันในฐานะเป็นอินทรีย์อายตนะโดยเฉพาะอย่างยิ่งตกอยู่ในสามัญลักษณะเช่นกัน36  การอธิบายธรรมเช่นนี้เป็นการเทียบเคียงไปยังธรรมที่มีลักษณะเดียวกับธรรมที่มีอยู่

 

6) จตุพยูหหาระ

จตุพยูพหาระหมายถึงหลักการอธิบายด้วยวิธีการ 4 ประการคือ

(1) นิรุตติได้แก่การวิเคราะห์ศัพท์เพื่อหาความหมายของศัพท์เป็นการนิยามความหมายของคำแต่ละคำตามรากศัพท์มีความหมายเหมือนกับคำว่าวิคฺคห, นิพฺพจนซึ่งการวิเคราะห์ให้เห็นถึงรากศัพท์ช่วยให้การแปลความหมายของศัพท์และการแยกแยะให้เห็นถึงธาตุปัจจัยจะช่วยให้เข้าใจความหมายของพุทธพจน์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

(2) อธิปปายได้แก่ความมุ่งหมายเป้าประสงค์ของผู้กล่าวแสดงหรือผู้เขียนในกรณีการตีความธรรมวินัยในพระพุทธศาสนาหมายถึงจุดมุ่งหมายหรือเป้าหมายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเองที่ทรงแสดงพระสูตรแต่ละสูตรเพื่อจุดประสงค์อะไรเพื่ออนุเคราะห์บุคคลเช่นไรหากเป็นการตีความคัมภีร์หรือหนังสืออื่นๆย่อมหมายถึงจุดประสงค์ของผู้เขียนหนังสือนั้นๆ

(3) เทสนานิทานได้แก่มูลเหตุหรือต้นเหตุแห่งการแสดงธรรมนั้นๆมูลเหตุดังกล่าวนี้มี 2 ประการคือมูลเหตุภายในกับมูลเหตุภายนอกมูลเหตุภายในได้แก่ความต้องการหรือเจตนารมณ์ของผู้แสดงผู้กล่าวส่วนมูลเหตุภายนอกได้แก่บริบททางสังคมสภาพแวดล้อมของการแสดงธรรมนั้นๆ

(4) ปุพพาปรสันธิได้แก่การเชื่อมโยงข้อความในสูตรเดียวกันระหว่างข้อความหน้ากับข้อความหลังเพื่อให้ไม่เกิดความขัดแย้งกันแต่เพื่อความประสานสอดคล้องต้องกันประการหนึ่งอีกประการหนึ่งเป็นความเชื่อมโยงระหว่างสูตรกับสูตรปุพพาปรสนธินี้ยังจำแนกออกเป็น 4 ประการคือ

(1) อัตถสนธิคือการเชื่อมโยงกันของความหมายได้แก่สังกาสนาการยกหัวข้อขึ้นกล่าวปกาสนาการขยายความในเบื้องต้นวิวรณาการขยายความในรายละเอียดวิภชนาการจำแนกความพร้อมอุทาหรณ์อุตตานีกัมม์การทำให้เข้าใจง่ายขึ้นบัญญัติการแสดงให้รู้โดยประเภทต่างๆ

(2) พยัญชนสนธิคือการเชื่อมโยงกันของพยัญชนะทั้ง 6 ได้แก่อักขระบทพยัญชนะอาการนิรุตติและนิทเทส

(3) เทสนาสนธิคือการเชื่อมโยงกันของการกล่าวแสดงระหว่างสูตรที่แสดงไว้ก่อนกับสูตรที่แสดงในภายหลังโดยมากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะแสดงวัฏฏะก่อนแล้วจึงแสดงวิวัฏฏะภายหลัง37

7) อาวัฏฏหาระ

อาวัฏฏหาระมีความหมายเช่นเดียวกับปทัฏฐานหาระหากแปลตามศัพท์แล้วจะได้ความว่าหลักการที่พูดถึงการหมุนธรรมคือการแสดงธรรมจากฝ่ายหนึ่งมาเป็นอีกฝ่ายหนึ่งหรือสลับจากฝ่ายดีมาเป็นฝ่ายชั่วเป็นการตีความธรรมทั้งสองด้านที่ตรงกันข้ามกันพระมหากัจจายนะนิยามความหมายอาวัฏฏหาระไว้ดังนี้ว่า“เมื่อยกธรรมข้อหนึ่งซึ่งเป็นปทัฏฐานขึ้นแสดงแล้วค้นหาธรรมที่เป็นปทัฏฐานที่เหลือและหมุนไปในธรรมฝ่ายตรงกันข้ามชื่อว่าอาวัฏฏหระ”38 อาวัฏฏหาระจึงเป็นการตีความข้อความหรือประโยคคำพูดที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือพระเถระอื่นๆแสดงไว้ว่ามีปทัฏฐานมาจากอะไรและเป็นปทัฏฐานของอะไรเป็นต้นเป็นการอธิบายหาปทัฏฐานจากประโยคคำพูดไม่ได้เป็นการปทัฏฐานจากองค์ธรรมเหมือนปทัฏฐานหาระข้างต้นตัวอย่างเช่นคาถาว่า

อารมฺภถนิกฺกมถยุญฺชถพุทฺธสาสเน  ธุนาถมจฺจุโนเสนํนฬาคารํวกุญฺชโรติ39  แปลว่าท่านทั้งหลายจงพยายามจงบากบั่นจงหมั่นเพียรในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจงกำจัดเสนาแห่งมัจจุมารดุจช้างทำลายบ้านเรือนที่ทำด้วยไม้อ้อฉะนั้น

                ตามหลักอาวัฏฏหาระคาถาดังกล่าวจะตีความได้ความว่าประโยคที่ว่า“อารมฺภถนิกฺกมถ”เป็นปทัฏฐานให้เกิดองค์ธรรมคือวิริยะความเพียรประโยคว่า“ยุญฺชถพุทฺธสาสเน”เป็นปทัฏฐานให้เกิดองค์ธรรมคือสมาธิส่วนประโยคว่า“ธุนาถมจฺจุโนเสนํนฬาคารํวกุญฺชโร”เป็นปทัฏฐานให้เกิดปัญญา

อาวัฏฏหาระในอีกความหมายหนึ่งคือการหมุนหรือสลับธรรมเพื่อให้เห็นสิ่งที่เป็นปฏิปักข์หรือเป็นข้าศึกต่อกันของธรรมนั้นตัวอย่างเช่นความโลภจะละได้ด้วยอสุภกรรมฐานความโกรธจะขจัดได้ด้วยเมตตาความหลงจะละได้ด้วยปัญญาหรืออีกตัวอย่างหนึ่งคือแสดงธรรมที่เป็นข้าศึกกันโดยใช้หลักพรหมวิหารมาอธิบายว่าเป็นปฏิปักข์ต่ออคติ 4 กล่าวคือฉันทาคติ (โลภะ) ละได้ด้วยอุเบกขาโทสาคติละได้ด้วยเมตตาและกรุณาส่วนโมหาคติและภยาคติละได้ด้วยมุทิตา40

อาวัฏฏหาระจึงเป็นหลักการตีความธรรมที่เป็นปทัฏฐานจากประโยคคำพูดและเป็นการตีความที่ทำให้มองเห็นฝ่ายตรงกันข้ามระหว่างดีกับไม่ดีและหาปทัฏฐานของธรรมที่ดีและไม่ดีนั้นๆด้วยเพื่อให้สามารถเชื่อมโยงกันระหว่างกุศลกับอกุศล41

 

8) วิภัตติหาระ

วิภัตติหาระหมายถึงหลักการอธิบายความโดยการจำแนกธรรมต่างๆออกเป็น 3 ประการคือ

                (1) ธรรมวิภัตติได้แก่การจำแนกหาองค์ธรรมว่าเนื้อหาสาระที่เป็นแก่นของเรื่องนั้นคืออะไรจากนั้นจึงวิเคราะห์หาปทัฏฐานของธรรมนั้นอีกชั้นหนึ่งและองค์ธรรมที่ว่านั้นจัดอยู่ในภูมิไหน

(2) ปทัฏฐานวิภัตติได้แก่การจำแนกวิเคราะห์หาปทัฏฐานของธรรมเป็นเหมือนกับวิจยหาระที่ค้นหาองค์ธรรมปทัฏฐานและจำแนกธรรมจึงเป็นกรอบคิดที่สำคัญในการตีความคำสอนในพระพุทธศาสนาเพื่อให้เห็นความเชื่อมโยงขององค์ธรรมต่างๆนอกจากนี้ยังเป็นการวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ของการแสดง (วัตถุ) กับสิ่งที่เป็นต้นเหตุของการแสดง (นาม) ในแต่ละวิภัตติจะมีเนื้อหาจำแนกนามและวัตถุดังกล่าวที่เป็นสาธารณะคือทั่วไปและที่เป็นอสาธารณะคือไม่ทั่วไปสาธารณะกับอสาธารณะในที่นี้หมายถึงสภาวธรรมความเป็นธรรม (ธมฺมตา) ที่สัมพันธ์กันระหว่างภูมิแต่ละชั้นเช่นกามราคะและพยาบาทเป็นที่ทั่วไปสำหรับผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผลกับพระโสดาบันแต่โดยสภาวธรรมไม่เหมือนกัน (อสาธารณะ) กล่าวคือทั้งโสดาปัตติมรรคและโสดาปัตติผลยังมีกิเลสคือกามราคะและปฏิฆะด้วยกันทั้งคู่แต่โดยสภาวธรรม (ธมฺมตา) ไม่เหมือนกันเพราะโสดาปัตติมรรคกำลังละกิเลสอยู่แต่โสดาปัตติผลนั้นละกิเลสได้แล้วในขอบเขตของตนเอง42

(3) ภูมิวิภัตติได้แก่การจำแนกธรรมตามภูมิหรือชั้นระดับของธรรม43

กระนั้นก็ตามเพื่อให้เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์จำแนกแจกแจงให้เห็นชัดยิ่งขึ้นท่านยังได้จำแนกหลักการของวิภัตติหาระให้เห็นถึงลักษณะของสูตรทั้งหลายที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ออกเป็น 2 ประเภทหลักคือ44

(1) วาสนาภาคิยสูตรหมายถึงกลุ่มพระสูตรที่มีเนื้อหากล่าวถึงการทำดีหรือการบำเพ็ญบุญกุศลต่างๆที่เป็นเหตุปัจจัยเบื้องต้นแห่งการรู้ธรรมชั้นสูงเช่นสูตรที่พูดถึงทานกถาศีลกถาสัคคกถากามาทีนวกถาเนกขัมมกถาหรือปุญญวิปากกถา45ผู้ที่ได้ฟังสูตรที่เป็นวาสนาภาคิยสูตรจะยังไม่บรรลุธรรมในทันทีแต่จะเป็นอุปนิสัยปัจจัยแห่งการบรรลุธรรมต่อไปในอนาคตได้เป็นส่วนของธรรมที่เป็นพื้นฐานสำหรับผู้ที่มีญาณยังไม่แก่กล้า

(2) นิพเพธภาคิยสูตรหมายถึงกลุ่มพระสูตรที่มีเนื้อหากล่าวถึงการทำลายกิเลสเช่นความโลภเป็นต้นเป็นส่วนหนึ่งแห่งการหยั่งรู้ธรรมชั้นสูงตามลำดับโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระสูตรที่แสดงถึงอริยสัจ 4 ผู้ที่ได้ฟังนิพเพธภาคิยสูตรจะบรรลุธรรมในทันทีและเป็นพระสูตรที่ทรงแสดงแก่ผู้มีญาณแก่กล้าแล้วมีสติปัญญาที่เฉียบแหลม46

ลักษณะสูตรทั้งสองนั้นยังแบ่งออกได้อีกเป็นอย่างละ 2 คือวาสนาภาคิยสูตรแยกเป็นส่วนดีเรียกว่าอสังกิเลสภาคิยสูตรและส่วนไม่ดีเรียกว่าสังกิเลสภาคิยสูตรส่วนนิพเพธภาคิยสูตรแยกเป็นเสกขภาคิยสูตรสูตรที่กล่าวถึงส่วนของผู้ที่ยังต้องศึกษาปฏิบัติอยู่และอเสกขาภาคิยสูตรสูตรที่กล่าวถึงส่วนของผู้ที่ไม่ต้องศึกษาปฏิบัติอีกต่อไปแม้จะจำแนกออกเป็น 4 ประเภทดังกล่าวก็ตามแต่คงนับเนื่องใน 2 สูตรหลักอยู่ฉะนั้นการจำแนกสูตรออกเป็น 2 ฝ่ายดังกล่าวนั้นจึงเป็นการจำแนกเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการจำแนกและวิเคราะห์หาองค์ธรรมว่าองค์ธรรมนั้นๆจัดอยู่ในฝักฝ่ายไหนจะง่ายต่อการแสวงหาปทัฏฐานและภูมิขององค์ธรรมนั้นดียิ่งขึ้น

วิภัตติหาระจึงเป็นสูตรสำเร็จสำหรับใช้ในการตีความจำแนกพุทธพจน์ที่มีกรอบสำหรับตีความที่สำคัญคือองค์ธรรมปทัฏฐานและภูมิของธรรมนั้นๆโดยมีกรอบคิดที่จัดแบ่งพระสูตรออกเป็น 2 กลุ่มคือกลุ่มที่เป็นเพียงการส่งเสริมอบรมความมีกุศลและกลุ่มที่เป็นส่วนส่งเสริมในการบรรลุธรรมชั้นสูง

 

9) ปริวัตตนหาระ

ปริวัตตนหาระหมายถึงหลักการอธิบายความพุทธพจน์ในลักษณะมองในมุมกลับจากสภาวธรรมหนึ่งไปสู่อีกสภาวธรรมหนึ่งที่ตรงกันข้ามกันเป็นการเชื่อมโยงให้เห็นถึงธรรมที่เป็นปฏิปักข์หรือตรงกันข้ามกัน47 เช่นกุศลเป็นปัจจัยให้ละอกุศลหรืออกุศลที่ถูกละได้เพราะธรรมที่เป็นกุศลดังข้อความในคัมภีร์เนตติปกรณ์ว่า“มิจฉาทิฐิย่อมหายไปจากคนที่เป็นสัมมาทิฐิอกุศลธรรมที่เลวทรามเป็นอันมากที่จะพึงเกิดขึ้นแก่ผู้เป็นสัมมาทิฐินั้นเพราะความเห็นผิดเป็นปัจจัยย่อมหายไปจากบุคคลผู้เป็นสัมมาทิฐิ”48

10) เววจนหาระ

เววจนหาระหมายถึงหลักการตีความอธิบายความโดยการใช้ศัพท์หรือคำพูดที่มีความหมายเหมือนกันในการอธิบายซึ่งอาจมีคำที่สามารถนำมาใช้อธิบายได้มากกว่าหนึ่งคำ49คำในลักษณะนี้เรียกว่า“ไวพจน์”หรือ“เววจนะ”แปลว่าคำที่มีความหมายเหมือนกันหรือคำที่มุ่งหมายถึงสิ่งเดียวกันแม้จะมีเนื้อหาบางแง่มุมแตกต่างกันก็ตามบางทีก็เรียกว่าคำพ้องความ50 เหมือนกับที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมข้อหนึ่งด้วยคำที่เป็นไวพจน์กันและกันเป็นอันมาก51การที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมข้อหนึ่งด้วยคำศัพท์มากมายนั้นเป็นเพราะว่า

(1) เพื่อเป็นแนวทางการหยั่งรู้ความหมายคำในอนาคต

(2) เพื่อทำให้ผู้ฟังที่ใจลอยได้เข้าใจความหมายด้วยคำอื่นๆจากคำแรกที่ไม่ได้ฟัง

(3) เพื่อทำให้ผู้มีปัญญาน้อยจะได้ไม่หลงประเด็นเมื่อกำหนดความหมายของคำนั้นบ่อยๆ

(4) เพื่อขจัดความสับสนของคำที่มีความหมายหลายนัยซึ่งมีพยัญชนะเหมือนกัน

(5) เพื่อให้เข้าใจความหมายได้ตรงกันแม้จะใช้คำอื่น

(6) เพื่อง่ายสำหรับผู้กล่าวธรรมที่จะวางเป็นแบบแผนเพื่อให้เข้าใจอรรถได้

(7) เพื่อประกาศความเป็นผู้ชาญฉลาดในธัมมนิรุตติปฏิสัมภิทา

(8) เพื่อให้เวไนยสัตว์ได้หยั่งรู้ธรรม52

 

11) ปัญญัตติหาระ

ปัญญัตติหาระหมายถึงหลักการอธิบายความโดยการจำแนกเป็นบัญญัติต่างๆในธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง53 เพื่อให้รู้และแยกแยกได้ว่าส่วนไหนเป็นบัญญัติและส่วนไหนเป็นปรมัตถ์หรือสมมติสัจจะและปรมัตถสัจจะ54 เป็นการแสดงให้รู้ความหมายโดยประการต่างๆโดยเฉพาะภาษาที่ใช้สื่อสิ่งต่างๆทั้งที่เป็นสมมติและปรมัตถ์กล่าวอีกนัยหนึ่งบัญญัติหมายถึงภาษาที่ใช้สื่อให้เข้าใจในเรื่องต่างๆนั้นเป็นบัญญัติทั้งสิ้นแม้คำที่พูดปรมัตถ์ก็เป็นบัญญัติพระมหากัจจายนะได้แสดงบัญญัติไว้เป็นอเนกประการดังนี้

(1) นิกเขปบัญญัติบัญญัติ (การแสดงให้รู้โดยเอนกประการ) คือสภาวธรรมตามปกติที่ยกขึ้นมาพูดกัน

(2) ปภวบัญญัติบัญญัติถึงเหตุที่ทำให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น

(3) ปริญญาบัญญัติบัญญัติคือการกำหนดรู้เช่นกำหนดรู้ทุกข์

(4) ปหานบัญญัติบัญญัติว่าด้วยการละ

(5) ภาวนาบัญญัติบัญญัติว่าด้วยการเจริญทำให้เกิดมีขึ้น

(6) สัจฉิกิริยาบัญญัติบัญญัตว่าด้วยการทำให้สำเร็จลุล่วง

(7) นิโรธบัญญัติบัญญัติว่าด้วยการดับทุกข์อย่างสิ้นเชิง

(8) นิพพิทาบัญญัติบัญญัติว่าด้วยความเบื่อหน่าย

(9) ปฏิเวธบัญญัติบัญญัติว่าด้วยการหยั่งรู้แจ้ง

(10) อุปปาทบัญญัติบัญญัติว่าด้วยการเกิดขึ้น

(11) โอกาสบัญญัติบัญญัติว่าด้วยที่ตั้ง

(12) อารัมภบัญญัติบัญญัติว่าด้วยการริเริ่มคิดสร้างทำ

(13) อาหฏนาบัญญัติบัญญัติว่าด้วยการยกออก

(14) อภินิฆาตบัญญัติบัญญัติว่าด้วยการตัดโดยไม่เหลือ

(15) เทสนาบัญญัติบัญญัติว่าด้วยการแสดง

(16) ปวัตตนาบัญญัติบัญญัติว่าด้วยการกล่าวแสดง

(17) อภิญญาบัญญัติบัญญัติว่าด้วยการรู้ยิ่ง

(18) ปริจจาคบัญญัติบัญญัติว่าด้วยการสละ

(19) ฐิติบัญญัติบัญญัติว่าด้วยการตั้งอยู่ดำรงอยู่

(20) อภินิพพิทาบัญญัติบัญญัติว่าด้วยการมุ่งไปสู่นิพพาน

(21) ปทาลนบัญญัติบัญญัติว่าด้วยการทำลาย

(22) เววจนบัญญัติบัญญัติว่าด้วยคำที่เป็นไวพจน์กันมีความหมายเหมือนกัน

(23) อภินิเวสบัญญัติบัญญัติว่าด้วยการยึดมั่น

(24) ทัสสนบัญญัติบัญญัติว่าด้วยการรู้เห็น

(25) อปจยบัญญัติบัญญัติว่าด้วยการสั่งสม

(26) วายามบัญญัติบัญญัติว่าด้วยความพยายาม

(27) อัปปมาทบัญญัติบัญญัติว่าด้วยความไม่ประมาท

(28) อารักขบัญญัติบัญญัติว่าด้วยการรักษาให้คงอยู่

(29) วิปรีตบัญญัติบัญญัติว่าด้วยความแปลกแยก

(30) กิจจบัญญัติบัญญัติว่าด้วยหน้าที่

(31) พลวบัญญัติบัญญัติว่าด้วยการมีกำลัง

(32) วิรูหนาบัญญัติบัญญัติว่าด้วยการพอกพูน

(33) อุปนยนบัญญัติบัญญัติว่าด้วยการนำเข้าสู่ประเด็น

(34) โชตนาบัญญัติบัญญัติว่าด้วยภาวะแห่งความกระจ่างชัด

(35) นิยยานิกบัญญัติบัญญัติว่าด้วยการนำออกจากทุกข์

(36) นิสสรณบัญญัติบัญญัติว่าด้วยการสลัดออกจากทุกข์55

 

12) โอตรณหาระ

โอตรณหาระหมายถึงหลักการอธิบายความตีความด้วยการสงเคราะห์หลักธรรมย่อยรวมลงในหลักใหญ่อันเป็นหัวใจสำคัญของพุทธธรรมได้แก่ปฏิจจสมุปบาทอินทรีย์ขันธ์ธาตุอายตนะ56ในทางกลับกันหมายถึงหลักธรรมเหล่านี้คือปฏิจจสมุปบาทอินทรีย์ขันธ์ธาตุอายตนะเป็นหลักการในการตีความและเป็นเกณฑ์วินิจฉัยด้วยว่าการตีความถูกต้องหรือไม่หากสามารถสงเคราะห์เข้าได้ไม่ขัดแย้งกับหลักธรรมดังกล่าวถือว่าเป็นการตีความที่ถูกต้องโดยเฉพาะธรรมในกลุ่มขันธ์ท่านจำแนกเป็น 2 กลุ่มคือ (1) กลุ่มศีลขันธ์สมาธิขันธ์และปัญญาขันธ์ (2) กลุ่มรูปขันธ์เวทนาขันธ์สัญญาขันธ์สังขารขันธ์และวิญญาณขันธ์

โอตรณหาระจึงเป็นวิธีการตีความโดยการจัดหรือสงเคราะห์ธรรมจากหมวดหนึ่งไปอีกหมวดหนึ่งเพื่อให้เห็นความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันโดยความเป็นองค์ธรรมหรือสภาวธรรมว่าเป็นอันเดียวกันซึ่งแสดงในถ้อยคำที่ต่างกันหมายความว่าในพระสูตรพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอาจไม่ทรงแสดงปฏิจจสมุปบาทอินทรีย์ขันธ์ธาตุอายตนะไว้โดยตรงแต่ผู้อื่นจะต้องหาวิธีจัดธรรมที่มีเนื้อหาสาระนั้นๆให้เข้าในหลักธรรมดังกล่าวตามแต่ละกรณีวิธีการเช่นนี้เรียกว่าโอตรณหาระ57 ตัวอย่างเช่นนิสสัยมี 2 อย่างคือตัณหานิสัยและทิฐินิสัยเจตนาของผู้กำหนัดอย่างแรงชื่อว่าตัณหานิสัยเจตนาของผู้หลงอย่างเมามันชื่อว่าทิฐินิสัยเจตนานั้นเป็นสังขารเพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงเกิดวิญญาณเพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิดนามรูปฯลฯปฏิจจสมุปบาททั้งปวงย่อมมีเช่นนี้นี้เป็นการสงเคราะห์ด้วยปฏิจจสมุปบาทในบรรดาบุคคลผู้กำหนัดอย่างแรงและหลงอย่างยิ่งนั้นเวทนาของผู้กำหนัดนั้นเป็นสุขเวทนาเวทนาของผู้หลงเป็นอทุกขมสุขเวทนาเวทนาทั้งสองนั้นเป็นเวทนาขันธ์นี่เป็นการสงเคราะห์ด้วยขันธ์ในบรรดาเวทนาเหล่านั้นสุขเวทนาเป็นอินทรีย์ 2 อย่างคือสุขินทรีย์และโสมนัสสินทรีย์อทุกขมสุขเวทนาเป็นอุเปกขินทรีย์นี้เป็นการสงเคราะห์ด้วยอินทรีย์ทั้งหลายอินทรีย์เหล่านั้นนับเนื่องในสังขารสังขารเหล่าใดเป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นเหตุแห่งภพสังขารเหล่านั้นสงเคราะห์เป็นธัมมธาตุนี่เป็นการสงเคราะห์ด้วยธาตุธรรมธาตุนั้นนับเนื่องในธัมมายตนะอายตนะใดเป็นอารมณ์ของอาสวะเป็นเหตุแห่งภพ (อายตนะนั้นไม่ดี) นี่เป็นการสงเคราะห์ด้วยอายตนะทั้งหลาย58

 

13) โสธนหาระ

โสธนหาระหมายถึงหลักการพิจารณาตรวจสอบความถูกต้องและไม่ถูกต้องของความหมายที่เสนอในคำถามและคำตอบโดยเสนอหลักการเพื่อใช้ในการตรวจสอบชำระ 2 ประการคือ (1) บท (2) เนื้อหาที่ต้องการ (อารัมภ์) หมายถึงข้อความที่เป็นคำตอบสมบูรณ์เป็นบทสรุปของเนื้อหาทั้งปวงที่เป็นภาพรวมทั้งหมดฉะนั้นในการถามและตอบจะมีประเด็นคำถามและคำตอบที่ตรงไปตรงมาเช่นถามว่าอะไรเป็นเครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย (แห่งกิเลส) ขอพระองค์จงตรัสบอกถึงเครื่องป้องกันกระแสเหล่านั้นด้วยเถิดตอบว่าสติเป็นเครื่องกั้นกระแสทั้งหลายเรากล่าวการปิดกั้นกระแสทั้งหลายว่าย่อมถูกปิดกั้นด้วยปัญญาหากพิจารณาการถามและตอบดังกล่าวด้วยบทคือบทที่เป็นคำถามและคำตอบคำต่อคำในที่นี้คืออะไรเป็นเครื่องกั้นสติเป็นเครื่องกันจะกั้นด้วยอะไรกั้นด้วยปัญญาแต่ถ้าพิจารณาโดยอารัมภะคือเนื้อหาที่เป็นภาพรวมทั้งหมดของคำถามและคำตอบทั้งหมดคือสติและปัญญาเป็นเครื่องกั้นป้องกันและปิดกั้นกระแสแห่งกิเลสทั้งหลาย59

 

14) อธิฏฐานหาระ

อธิฏฐานหาระหมายถึงหลักการอธิบายความธรรมโดยมีบทตั้งและอธิบายความของบทนั้นในรายละเอียดเพิ่มเติมเป็นการนำเอาหลักการหรือหัวข้อธรรมคำศัพท์ตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้แล้วมาอธิบายมีลักษณะเหมือนการนำข้อความมาอ้างอิงแป็นหลักฐานดังนั้นอธิฏฐานหาระจึงอาศัยความทรงจำที่แม่นยำหรืออาศัยคัมภีร์เป็นหลักฐานอ้างอิงอธิฏฐานหาระมีหลักการอธิบายความ 2 ลักษณะคือ

(1) เอกัตตตาความเป็นคำสามัญที่มีความเหมือนกันซึ่งไม่ได้ระบุเจาะจงชัดลงไปว่าเป็นอะไร

(2) เวมัตตตาความหมายพิเศษที่มีนัยต่างกันในรายละเอียดตัวอย่างเช่นคำว่า“ทุกข์”เรียกว่าเป็นเอกัตตตาเพราะเป็นเพียงคำแสดงหัวข้อสำคัญแต่ถ้าหากเป็นการกล่าวแสดงถึงรายละเอียดว่าความทุกข์นั้นมีอะไรบ้างอะไรบ้างที่จัดเป็นทุกข์เช่นความเกิดเป็นทุกข์ความแก่เป็นทุกข์ความเจ็บเป็นทุกข์ความตายเป็นทุกข์เหล่านี้เรียกว่าเวมัตตตาอธิฏฐานหาระไม่เปิดโอกาสให้ตีความอธิบายเป็นอย่างอื่นหากแต่ต้องอ้างข้อความพุทธพจน์จากคัมภีร์โดยตรงหรือจากความทรงจำเนื้อหาแหล่งที่ในคัมภีร์ได้เอกัตตตากับเวมัตตตาจึงมีความสัมพันธ์กันในฐานเป็นหัวข้อกับรายละเอียดเนื้อหาในประเด็นย่อยที่จำแนกแยกแยะให้เห็นจริง60 ดังข้อความในคัมภีร์เนตติปกรณ์ตอนหนึ่งที่ชี้ให้เห็นถึงความดังกล่าวว่า  ธรรมใดมีสภาวะเหมือนธรรมใดโดยนัยดังกล่าวธรรมนั้นแม้ไม่ใช่เป็นอันเดียวกันแต่สามารถจัดว่าเป็นอันเดียวกันได้โดยความเหมือนแห่งธรรมนั้นส่วนธรรมใดมีลักษณะแตกต่างกับธรรมใดโดยภาวะใดๆธรรมนั้นย่อมถึงความแตกต่างกับธรรมนั้นโดยภาวะนั้นๆผู้ถูกถามพึงพิจารณาดูในสูตรในไวยากรณ์หรือในคาถาคือเขาถามด้วยความเหมือนหรือด้วยความต่างๆถ้าถามด้วยความเหมือนควรตอบด้วยความเหมือนหากถามด้วยความต่างควรตอบด้วยความต่างถ้าถามด้วยสัตตาธิฏฐานควรตอบด้วยสัตตาธิฏฐานถ้าถามด้วยธรรมาธิฏฐานควรตอบด้วยธรรมาธิฏฐานหรือถามด้วยประการใดๆควรตอบด้วยประการนั้นๆ61

 

15) ปริกขารหาระ

ปริกขารหาระหมายถึงหลักการอธิบายความโดยการจำแนกเหตุและปัจจัยของธรรมทั้งหลายเพื่อชี้ให้เห็นถึงความเป็นเหตุเป็นผลและความสัมพันธ์ระหว่างเหตุกับผลมีหลักการว่า“ธรรมใดทำให้ธรรมใดเกิดธรรมนั้นชื่อว่าปริกขารของธรรมนั้น”คำว่าบริขารจึงมีลักษณะการทำให้เกิดผลอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นสิ่งที่ทำให้สรรพสิ่งเกิดผลมี 2 ประการคือเหตุและปัจจัยเหตุคือสิ่งที่อยู่ในภายในตัวของสิ่งนั้นสิ่งที่ทำให้เกิดเป็นเหตุโดยตรงมีลักษณะเฉพาะไม่ทั่วไปแก่ผลอื่นๆส่วนปัจจัยคือเหตุที่รองลงมาเป็นเหตุที่อยู่ในภายนอกเป็นสิ่งที่คอยสนับสนุนให้เกิดผลแต่ไม่ใช่เหตุที่เป็นปทัฏฐานเรียกว่าเหตุภายนอกคำว่าเหตุนั้นหมายถึงเหตุภายในของสิ่งนั้นๆตัวอย่างเช่นพีชะหรือเชื้อเป็นเหตุไม่ทั่วไป (เหตุ) ของการเกิดขึ้นของหน่อไม้แต่ดินและน้ำเป็นเหตุทั่วไป (ปัจจัย) ของการเกิดขึ้นของหน่อไม้ดินและน้ำเป็นปัจจัยของหน่อไม้พีชะจึงเป็นสภาวเหตุหน่อไม้เกิดขึ้นได้เพราะมีเหตุและปัจจัยดังกล่าวนี้“เหตุ”ท่านจำแนกออกเป็น 2 อย่างคือสมนันตรเหตุกับปรัมปรเหตุสมนันตรเหตุคือเหตุที่ไม่มีระหว่างคั้นเหมือนหน่อพืชกับพืชเป็นเหตุที่เกิดก่อนส่วนปรัมปรเหตุคือเหตุที่สืบเนื่องต่อกันมาเช่นผลไม้ที่เกิดจากพืชถือว่าเป็นเหตุที่สืบเนื่องกันมา62

ปริกขารหาระจึงครอบคลุมถึงสิ่งที่เป็นอุปนิสัยปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมดจึงเป็นบริขารเพราะทำให้เกิดผลชัดและสืบต่อกันมาอย่างไม่ขาดสาย63 ตัวอย่างเช่นจักขุวิญญาณอาศัยจักขุปสาทและรูปารมณ์จึงเกิดขึ้นจักขุปสาทเป็นอธิปติปัจจัยรูปารมณ์เป็นอารัมมณปัจจัยแสงสว่างเป็นอุปนิสัยปัจจัยมนสิการ (กิริยามโนธาตุ) เป็นเหตุที่มีภาวะเหมือนกันคือความเป็นวิญญาณเหมือนจักขุวิญญาณ64

 

16) สมาโรปนหาระ

สมาโรปนหาระหมายถึงหลักการอธิบายความตีความโดยการยกเอาสิ่งที่เป็นปทัฏฐานไวพจน์การปฏิบัติและการละมาเป็นหลักการในการอธิบายโดยนัยนี้สมาโรปนหาระจึงจำแนกออกเป็น 4 ประการคือ

(1) ปทัฏฐานสมาโรปนะได้แก่การยกเอาเหตุที่เป็นปทัฏฐานของธรรมมากล่าวแสดงเป็นการสืบสาวค้นหาปทัฏฐานของธรรมนั้นๆหากธรรมนั้นไม่ได้ปรากฏว่ามีการแสดงปทัฏฐานไว้โดยตรงตัวอย่างเช่นโอวาทปาฏิโมกข์ 3 ที่ว่า“การไม่ทำความชั่วทั้งปวงการทำแต่ความดีการอบรมจิตของตนให้ผ่องใสนี่เป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย”มีปทัฏฐานคือสุจริต 3 ได้แก่กายสุจริตวจีสุจริตและมโนสุจริตเป็นต้น65

 (2) เววจนสมาโรปนะได้แก่การยกคำที่เป็นไวพจน์หรือคำที่มีความหมายเหมือนกันมาอธิบายเพื่อให้เห็นและเข้าใจภาพรวมของธรรมนั้นๆเพราะสิ่งเดียวกันอาจมีคำเรียกได้หลายคำตามความนิยมใช้ในแต่ละท้องถิ่นการนำเอาคำเหล่านั้นมาอธิบายถึงสิ่งนั้นในที่แห่งเดียวกันคนที่อยู่ต่างท้องถิ่นก็สามารถเข้าใจเนื้อหานั้นได้เช่นคำว่าปัญญินทรีย์ปัญญาพลปัญญาสิกขาปัญญาขันธ์ญาณสัมมาทิฐิสันตีรณะหิรีวิปัสสนาเป็นไวพจน์ของกันและกันทั้งหมดหมายถึงปัญญา

(3) ภาวนาสมาโรปนะได้แก่การยกเอาวิธีการปฏิบัติมากล่าวแสดงว่าธรรมที่เป็นภาคปฏิบัตินั้นมีวิธีการปฏิบัติอย่างไรและสามารถเชื่อมโยงถึงการปฏิบัติของหมวดธรรมอื่นๆด้วยเช่นแสดงวิธีปฏิบัติสติปัฏฐานให้เชื่อมโยงกับอริยมรรคเป็นต้น

(4) ปหานสมาโรปนะได้แก่การยกเอาการขจัดกิเลสในแต่ละระดับของการปฏิบัติธรรมแต่ละอย่างมากล่าวแสดงเช่นการที่บุคคลพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ย่อมขจัดวิปัลลาส (ความเห็นที่คลาดเคลื่อน) ว่างามในสิ่งที่ไม่งามการพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาย่อมขจัดวิปัลลาสว่าสุขในสิ่งที่เป็นทุกข์การพิจารณาเห็นจิตในจิตย่อมขจัดวิปัลลาสว่าเที่ยงในสิ่งที่ไม่เที่ยงและการพิจารณาเห็นธรรมในธรรมย่อมขจัดทิ้งวิปัลลาสว่าเป็นตัวตนในสิ่งที่ไม่มีตัวตนได้66

(2) นัยคัมภีร์เนตติปกรณ์ได้แสดงนัยแห่งการตีความและอธิบายความธรรมไว้โดยให้นิยามคำว่า“นัย”ว่าหมายถึงวิธีการที่ทำให้รู้จักอกุศลธรรม (ฝ่ายไม่ดี) และกุศลธรรม (ฝ่ายดี) ที่มีแฝงอยู่พระวัจนะในพระสูตรต่างๆ“นัย”จึงเป็นหลักการวิธีการที่จำแนกธรรมตามมุ่งหมายหรือตามเจตนารมณ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงให้เป็นนัยความหมายเอาไว้ที่แฝงอยู่ในพยัญชนะที่ทรงกล่าวแสดงการอธิบายธรรมตามหลักหาระข้างต้นเป็นการตีความตามพยัญชนะตามตัวอักษรที่ต่างใช้ฐานความรู้ทางไวยากรณ์แต่นัยนี้เป็นการค้นหาความหมายที่แท้จริงที่อยู่ในตัวอักษรนั้นโดยจำแนกออกเป็นส่วนๆเป็น 5 นัยด้วยคือ67

 

1) นันทิยาวัฏฏนัย

นันทิยาวัฏฏนัยหมายถึงนัยที่แสดงถึงการอธิบายด้วยการเวียนจำแนกออกเป็น 2 ฝ่ายคือฝ่ายดีกับฝ่ายไม่ดีโดยที่ธรรมฝ่ายไม่ดีนั้นจะอธิบายด้วยคำว่าตัณหาและอวิชชา (ได้แก่คนผู้เป็นตัณหาจริตและทิฐิจริต) และธรรมฝ่ายดีจะอธิบายด้วยคำว่าสมถะและวิปัสสนา (เสมือนยารักษาโรคฝีและถอนลูกศรคืออัตตกิลมถานุโยคและกามสุขัลลิกานุโยค) แล้วสงเคราะห์ลงในอริยสัจ 4 กล่าวคือตัณหาและอวิชชาก็ดอกุศลอันเป็นกิเลสที่เหลือและกุศลจิตตุปบาทอันเป็นสาสวะก็ดีชื่อว่าสมุทยสัจจะเป็นธรรมที่ควรละเตภูมิกธรรมทั้งหลายที่เหลือชื่อว่าทุกขสัจจะเป็นธรรมที่ควรกำหนดรู้สมถะและวิปัสสนาชื่อว่ามรรคสัจจะเป็นธรรมที่เจริญฝึกอบรมทำให้เกิดขึ้นนิพพานชื่อว่านิโรธสัจจะเป็นธรรมที่ควรทำให้แจ้งธรรมดังกล่าวคือตัณหาอวิชชาสมถะและวิปัสสนาเหล่านี้เรียกว่ามูลบท 4

2) ติปุกขลนัย

ติปุกขลนัยหมายถึงนัยที่มีการกล่าวแสดงถึงลักษณะการนำเนื้อหาสูตรที่เป็นฝ่ายสังกิเลสคืออกุศลมูล 3 ได้แก่โลภะโทสะโมหะและเนื้อหาของสูตรฝ่ายโวทานคือกุศลมูล 3 ได้แก่อโลภะอโทสะอโมหะแล้วสงเคราะห์เข้าใจสัจจะ 4 กล่าวคืออกุศลมูล 3 เป็นสมุทยสัจจะเตภูมิกธรรมที่เหลือเป็นทุกขสัจจะกุศลมูล 3 เป็นมรรคสัจจะและนิพพานเป็นนิโรธสัจจะ

3) สีหวิกกีฬิตนัย

สีหวิกกีฬิตนัยหมายถึงนัยที่มีลักษณะการนำเนื้อหาของสูตรฝ่ายสังกิเลสคือวิปัลลาส 4 (ความเข้าใจคลาดเคลื่อนในสิ่งที่ไม่งามว่างาม 1 ความเข้าใจคลาดเคลื่อนในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข 1 ความเข้าใจคลาดเคลื่อนในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง 1 ความเข้าใจคลาดเคลื่อนในสิ่งที่ไม่เป็นตัวตนว่าเป็นตัวตน 1) และเนื้อหาของสูตรที่เป็นโวทานคืออินทรีย์ 4 (สติ 1 สมาธิ 1 วิริยะ 1 ปัญญา1) สงเคราะห์เข้าในสัจจะ 4 คือทุกข์สมุทัยนิโรธและมรรคอีกทีหนึ่งเป็นวิธีการตีความธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เช่นกับราชสีห์

             4) ทิสาโลจนนัย

ทิสาโลจนนัยหมายถึงนัยแห่งการพิจารณาดูธรรมทั้งหมด (18 ประการคือมูลบท 4 อกุศลมูล 3 กุศลมูล 3 วิปัลลาส 4 และอินทรีย์ 4) ซึ่งเป็นกุศลและอกุศลตามที่ได้แสดงมาแล้วในนัยทั้ง 3 ข้างต้น

5) อังกุสนัย

อังกุสนัยได้แก่นัยแห่งการนำเอาทิสาธรรมทั้งหมดที่พิจารณาดูแล้วตามนัยแห่งทิสาโลจนนัยนั้นไปในนัยทั้ง 3 ข้างต้นเหมือนกับการเกี่ยวดึงวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่งที่ต้องการไปสู่สถานที่ต้องการด้วยตะขอทิสาโลจนนัยและอังกุสนัยนี้ไม่มีเนื้อหาต่างหากของตนเองแต่เป็นเหมือนเครื่องมือในการพิจารณาตรวจสอบธรรมทั้งหลายด้วยจิตแล้วนำไปด้วยจิตในนัย 3 ข้างต้นเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าโวหารนัยและกรรมนัยเพราะเป็นเพียงโวหารคือการดูการนำไปและกิริยาการคือการดูการนำไปเท่านั้น68 อย่างไรก็ตามนัยทั้ง 5 นั้นเป็นเครื่องมือสำหรับวิเคราะห์พระสูตรเพื่อค้นหาวิเคราะห์ถึงองค์ธรรมที่เป็นรากเหง้าของธรรมทั้งฝ่ายดีและฝ่ายไม่ดีทั้งยังเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาตรวจสอบความถูกต้องแห่งการอธิบายความธรรมด้วย

(3) สาสนปัฏฐาน

สาสนปัฏฐานหมายถึงวิธีการกล่าวแสดงธรรมอธิบายความให้เหมาะสมกับอัธยาศัยของเวไนยสัตว์ให้มีหลักในการอธิบายความพุทธพจน์ได้อย่างถูกต้องตามพุทธประสงค์เป็นการแสดงธรรมหรือกล่าวอธิบายธรรมตามความเหมาะสมกับอุปนิสัยอัธยาศัยของผู้ฟังคำนึงถึงผู้ฟังเป็นหลักเพื่อให้ผู้ฟังสามารถเข้าใจในสิ่งที่สอนมากที่สุดหลักการนี้ไม่ง่ายนักหากจะนำมาใช้ในปัจจุบันเพราะอัธยาศัยของมนุษย์นั้นหยั่งรู้ได้ยากสำหรับคนธรรมดาที่ไม่มีคุณสมบัติพิเศษที่จะสามารถหยั่งรู้ได้โดยได้จำแนกประเภทของพระสูตรต่างๆที่มาในพระบาลี (ซึ่งถือว่าเป็นที่ตั้งแห่งมูลบท 18 ประการ) ออกเป็น 4 กลุ่มหลักแล้วจำแนกคละกันระหว่างสูตรทั้ง 4 กลุ่มจึงเป็นสูตรทั้งหมด 16 ประเภทและใช้เป็นกรอบในการตีความอธิบายธรรมว่าจัดอยู่ในสูตรประเภทไหนดังนี้69

1) สังกิเลสภาคิยสูตรคือสูตรที่มีเนื้อหากล่าวถึงธรรมที่เป็นส่วนแห่งความเศร้าหมองทั้งหลาย

2) วาสนาภาคิยสูตรคือสูตรที่มีเนื้อหากล่าวถึงธรรมที่เป็นส่วนแห่งความดีความผ่องใส

3) นิพเพธภาคิยสูตรคือสูตรที่มีเนื้อหากล่าวถึงธรรมที่เป็นส่วนแห่งการตรัสรู้

4) อเสกขภาคิยสูตรคือสูตรที่มีเนื้อหากล่าวถึงธรรมที่เป็นส่วนการจบการศึกษาแล้ว

5) สังกิเลสวาสนาภาคิยสูตรคือสูตรที่มีเนื้อหากล่าวถึงธรรมที่เป็นส่วนของทั้งความเศร้าหมองและความดี

6) สังกิเลสนิพเพธภาคิยสูตรคือสูตรที่มีเนื้อหากล่าวถึงธรรมที่เป็นส่วนของทั้งความเศร้าหมองและการตรัสรู้

7) สังกิเลสอเสกขภาคิยสูตรคือสูตรที่มีเนื้อหากล่าวถึงธรรมที่เป็นส่วนของทั้งความเศร้าหมองและการไม่ต้องศึกษาต่อไป

8) สังกิเลสนิพเพธอเสกขภาคิยสูตรคือสูตรที่มีเนื้อหากล่าวถึงธรรมที่เป็นส่วนของทั้งความเศร้าหมองการตรัสรู้และการไม่ต้องศึกษาต่อไป

9) สังกิเลสวาสนานิพเพธภาคิยสูตรคือสูตรที่มีเนื้อหากล่าวถึงธรรมที่เป็นส่วนของทั้งความเศร้าหมองความดีและการตรัสรู้

10) วาสนานิพเพธภาคิยสูตรคือสูตรที่มีเนื้อหากล่าวถึงธรรมที่เป็นส่วนของความดีและการตรัสรู้

11) ตัณหาสังกิเลสภาคิยสูตรคือสูตรที่มีเนื้อหากล่าวถึงธรรมที่เป็นส่วนความเศร้าหมองเพราะตัณหา

12) ทิฏฐิสังกิเลสภาคิยสูตรคือสูตรที่มีเนื้อหากล่าวถึงธรรมที่เป็นส่วนของความเศร้าหมองเพราะความเห็นผิด

13) ทุจจริตสังกิเลสภาคิยสูตรคือสูตรที่มีเนื้อหากล่าวถึงธรรมที่เป็นส่วนของความเศร้าหมองเพราะความประพฤติผิด

14) ตัณหาโวทานภาคิยสูตรคือสูตรที่มีเนื้อหากล่าวถึงธรรมที่เป็นส่วนแห่งความหมดจดจากตัณหา

15) ทิฏฐาโวทานภาคิยสูตรคือสูตรที่มีเนื้อหากล่าวถึงธรรมที่เป็นส่วนแห่งความหมดจดจากความเห็นผิด

16) ทุจจริตโวทานภาคิยสูตรคือสูตรที่มีเนื้อหากล่าวถึงธรรมที่เป็นส่วนแห่งความหมดจดจากความประพฤติผิด

อีกนัยหนึ่งตามนัยแห่งสาสนปัฏฐานท่านยังจำแนกพระสูตรบรรดาที่มาในพระบาลีอย่างพิสดารโดยถือเอาเนื้อหาสาระในพระสูตรเป็นหลักออกเป็นอีก 28 ประเภทดังนี้

(1) โลกิยสูตรสูตรที่ว่าด้วยโลกิยธรรม

(2) โลกุตรสูตรสูตรที่ว่าด้วยโลกุตรธรรม

(3) โลกิยโลกุตรสูตรสูตรที่ว่าด้วยโลกิยธรรมและโลกุตรธรรม

(4) สัตตาธิษฐานสูตรสูตรที่ว่าด้วยสัตว์หรือบุคคล

(5) ธัมมาธิษฐานสูตรสูตรที่ว่าด้วยธรรม

(6) สัตตธัมมาธิษฐานสูตรสูตรที่ว่าด้วยสัตว์และธรรม

(7) ญาณสูตรสูตรที่ว่าด้วยความรู้

(8) เญยยสูตรสูตรที่ว่าด้วยสิ่งที่ควรรู้

(9) ญาณเญยยสูตรสูตรที่ว่าความรู้และสิ่งที่ควรรู้

(10) ทัสสนสูตรสูตรที่ว่าด้วยโสดาปัตติมรรคและโสดาปัตติผล

(11) ภาวนาสูตรสูตรที่ว่าด้วยพระเสกขะและอเสกขะที่เหลือ

(12) ทัสสนภาวนาสูตรสูตรที่ว่าด้วยโสดาปัตติมรรคโสดาปัตติผลและพระเสกขะอเสกขที่เหลือ

(13) สกวจนสูตรสูตรที่ว่าด้วยถ้อยคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

(14) ปรวจนสูตรสูตรที่ว่าด้วยวัจนะของผู้อื่นจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

(15) สกปรวจนสูตรสูตรที่ว่าด้วยวัจนะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและของบุคคลอื่นๆ

(16) วิสัชชนียสูตรสูตรที่ว่าด้วยปัญหาที่ควรตอบ

(17) อวิสัชชนียสูตรสูตรที่ว่าด้วยปัญหาที่ไม่ควรตอบ

(18) วิสัชชนียาวิสัชชนียสูตรสูตรที่ว่าด้วยปัญหาที่ควรตอบและไม่ควรตอบ

(19) กัมมสูตรสูตรที่ว่าด้วยเหตุ

(20) วิปากสูตรสูตรที่ว่าด้วยผลแห่งเหตุ

(21) กัมมวิปากสูตรสูตรที่ว่าเหตุและผล

(22) กุศลสูตรสูตรที่ว่าด้วยกุศล

(23) อกุศลสูตรสูตรที่ว่าด้วยอกุศล

(24) กุศลากุศลสูตรสูตรที่ว่าด้วยกุศลและอกุศล

(25) อนุญญาตสูตรสูตรที่ว่าด้วยข้ออนุญาต

(26) ปฏิขิตตสูตรสูตรที่ว่าด้วยข้อห้าม

(27) อนุญญาตปฏิกขิตตสูตรสูตรที่ว่าด้วยข้ออนุญาตและข้อห้าม

(28) ถวสูตรสูตรว่าด้วยการสรรเสริญหรือการชมเชย70

นอกจากนี้ท่านยังได้จำแนกลักษณะสูตรที่มาในอรรถกถาและฎีกาทั้งหลายออกเป็น 16 ประเภทโดยแบ่งเป็น 4 หมวดดังนี้หมวดที่ 1 มี 4 ประเภทคือ

(1) สังกิเลสภาคิยสูตร (2) วาสนาภาคิยสูตร (3) นิพเพธภาคิยสูตร

(4) อเสกขภาคิยสูตร

หมวดที่ 2 มี 6 ประเภทคือ

(5) สังกิเลสวาสนาภาคิยสูตร

(6) สังกิเลสนิพเพธภาคิยสูตร (7) สังกิเลสอเสกขภาคิยสูตร

(8) วาสนานิพเพธภาคิยสูตร (9) วาสนาอเสกขภาคิยสูตร

(10) นิพเพธอเสกขภาคิยสูตร

หมวดที่ 3 มี 4 ประเภทคือ

(11) สังกิเลสวาสนานิพเพธภาคิยสูตร

(12) สังกิเลสวาสนาอเสกขภาคิยสูตร

(13) สังกิเลสนิพเพธอเสกขภาคิยสูตร

(14) วาสนานิพเพธอเสกขภาคิยสูตร

 

หมวดที่ 4 2 ประเภทคือ

(15) สัพพภาคิยสูตร (16) อสัพพภาคิยสูตร71

สาสนปัฏฐานเป็นหลักการหรือเป็นกรอบในการพิจารณาศึกษาวิเคราะห์เนื้อหาธรรมที่ปรากฏอยู่ในพระสูตรต่างๆในพระไตรปิฎกและอรรถกถาว่าจัดอยู่ในพระสูตรประเภทไหนตามลักษณะพระสูตรที่ท่านพระมหากัจจายนะได้จำแนกไว้เป็นแบบอย่างในคัมภีร์เนตติปกรณ์โดยได้ยกเอาพระบาลีที่เป็นพระดำรัสของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นมาเป็นตัวอย่างแล้ววิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าพระพุทธพจน์ดังกล่าวนั้นเป็นสูตรประเภทไหนเช่นโอวาทปาฏิโมกข์ที่ว่าการไม่ทำความชั่วทั้งปวงการทำความดีให้ถึงพร้อมการทำจิตใจของตนให้ผ่องใสนี่เป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพุทธพจน์จัดเป็นอนุญญาตปฏิกขิตตสูตรคือเป็นสูตรที่มีเนื้อหาทั้งที่เป็นข้ออนุญญาตและข้อห้ามในสูตรเดียวกัน72 อย่างไรก็ตามแม้ท่านจะจำแนกพระสูตรออกเป็นเอนกประการดังกล่าวก็ตามแต่กรอบสำหรับการจำแนกพระสูตรดังกล่าวนั้นมีเพียง 18 ประการเรียกว่ามูลบท 18 แบ่งเป็น 2 ฝ่ายคือ ฝ่ายดีเรียกว่ากุศลมี 9 ประการคือ (1) สมถะ (2) วิปัสสนา (3) อโลภะ (4) อโทสะ (5) อโมหะ (6) อสุภสัญญา (7) ทุกขสัญญา (8) อนิจจสัญญา (9) อนัตตสัญญา

ส่วนฝ่ายไม่ดีเรียกว่าอกุศลมี 9 ประการเช่นกันคือ (1) ตัณหา (2) อวิชชา (3) โลภะ (4) โทสะ (5) โมหะ (6) สุภสัญญา (7) สุขสัญญา (8) นิจจสัญญา (9) อัตตาสัญญา73

มูลบททั้ง 18 ประการดังกล่าวนี้ถือว่าเป็นกรอบในการตีความของพระมหากัจจายนะที่ท่านใช้ในการตีความอธิบายความธรรมที่มีเนื้อหาในพระสูตรที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเทศนาไว้โดยใช้มูลบททั้ง 18 ประการเป็นแว่นในสอดส่องวิจัยธรรมนั้นๆนอกเหนือไปจากหลักหาระและนัยที่ได้ไว้แล้วข้างต้น

สรุปได้ว่าตามคัมภีร์เนตติปกรณ์หลักหาระทั้งหลายเป็นการอธิบายธรรมมุ่งเน้นไปในทางพยัญชนะมากกว่ามุ่งอรรถะหรือเนื้อหาสาระที่เป็นแก่นธรรมส่วนนัยและสาสนปัฏฐานนั้นมุ่งเน้นหนักไปใน

อรรถะและตรวจสอบความถูกต้องของการอธิบายโดยมีกรอบในการวินิจฉัยที่ชัดเจนแต่กระนั้นก็ตามหากพิจารณาตามหลักการของหาระทั้งหมดแล้วมีนัยแห่งอรรถและพยัญชนะตลอดถึงการตรวจสอบวินิจฉัยไม่ได้มุ่งเน้นที่จะจัดเป็นหมวดหมู่เหมือนในหลักสาสนปัฏฐานที่มุ่งจัดเป็นหมวดหมู่ตามลักษณะเนื้อหาของแต่ละสูตรเป็นหลัก

        …………………………………………………………………..

 

                                               เชิงอรรถ

1 มหากจฺจายนเถร, เนตฺติ-เปฏโกปเทสปกรณํ, (กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2545) และฉบับแปลเป็นภาษาไทยคือพระคันธสาราภิวงศ์, แปล. เนตติปกรณ์, กรุงเทพมหานคร : ห้างหุ้นส่วนจำกัดไทยรายวันการพิมพ์, 2550. คุณารักษ์นพคุณ, เนตติปกรณ์แปลและเนตติสารัตถทีปนี, กรุงเทพมหานคร : หจก.ทิพยวิสุทธิ์, 2544. และจำรูญธรรมดา, เรียบเรียง, เนตติฏิปปนี, (กรุงเทพมหานคร : ไทยรายวันการพิมพ์, 2546)

2  ขุ.อป. (บาลี) 33/121/179, ขุ.อป. (ไทย) 33/121/120.

3 จำรูญธรรมดา, เรียบเรียง, เนตติฏิปปนี, (กรุงเทพมหานคร : ไทยรายวันการพิมพ์, 2546), หน้า 2.

4 วิมติ.ฏีกา (บาลี) 1/11/91.

5 วิสุทฺธิ. (บาลี) 1/7-10, 105, 207, วิสุทฺธิ. (บาลี) 2/123, วิสุทฺธิ. (บาลี) 3/1-38.

6  ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมในที.สี.ฏีกา (บาลี) 149/232-248.

7  ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมในสํ.ฏีกา (บาลี) 1/20/54-65.

8  ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมในองฺ.ฏีกา (บาลี) 1/20/64-84.

9  จำรูญธรรมดา, เนตติฏิปปนี, หน้า 17.

10 คำว่า“สาสนะ”หมายถึงสิ่งที่ใช้เป็นเครื่องสั่งสอนแนะนำสัตว์ด้วยประโยชน์ในปัจจุบันในอนาคตและประโยชน์สูงสุดตามความเหมาะสม (เนตฺติ.. 7)

11  เนตฺติ. . (บาลี) 12.

12 เนตฺติ.. (บาลี) 2-3.

13 เนตฺติ.. (บาลี) 3.

14 ที.. (บาลี) 10/107/141, ที.. (ไทย) 10/107/119.

15 เนตฺติ. (บาลี) 35(5)/7, เนตฺติ.. (บาลี) 35/63-64.

16 เนตติ. (บาลี) 36 (6)/9.

17 เนตติ. (บาลี) 9/10, คุณารักษ์นพคุณ, แปล, เนตติปกรณ์แปลและเนตติสารัตถทีปนี, (กรุงเทพมหานคร : หจก.ทิพยวิสุทธิ์, 2544), หน้า 13.

18 เนตติ. (บาลี) 11/12, คุณารักษ์นพคุณ, แปล, เรื่องเดียวกัน, หน้า 16.

19 เนตฺติ.. (บาลี) 68.

20 ขุ.สุ. (บาลี) 25/425/530, ขุ.. (ไทย) 25/425/474, ขุ.จู. (บาลี) 30/57/8, ขุ.จู. (ไทย) 30/57/8, เนตฺติ. (บาลี) 41/13.

21 ขุ.สุ. (บาลี) 25/425/530, ขุ.. (ไทย) 25/425/474, ขุ.จู. (บาลี) 30/63/9, ขุ.จู. (ไทย) 30/63/9. เนตฺติ. (บาลี) 41/13.

22 เนตฺติ. (บาลี) 41/13.

23 เนตฺติ. (บาลี) 41/13.

24 จำรูญธรรมดา, เนตติฏิปปนี, หน้า 141.

25 เรื่องเดียวกัน, หน้า 194.

26 เนตฺติ. (บาลี) 18/22.

27 เนตฺติ. (บาลี) 18/22.

28 เนตฺติ.. (บาลี) 88.

29 เนตฺติ. (บาลี) 18/22.

30 เนตฺติ. (บาลี) 18/23.

31 เนตฺติ.. (บาลี) 90.

32 คุณารักษ์นพคุณ, แปล, เนตติปกรณ์แปลและเนตติสารัตถทีปนี, หน้า 4

33 จำรูญธรรมดา, เนตติฏิปปนี, หน้า 225.

34 เนตฺติ. (บาลี) 22/30.

35 จำรูญธรรมดา, เนตติฏิปปนี, หน้า 265-276.

36 เรื่องเดียวกัน, หน้า 277.

37 เนตฺติ. (บาลี) 28/39-40, เนตฺติ.. (บาลี) 112.

38 เนตฺติ. (บาลี) 7/4, คุณารักษ์นพคุณ, แปล, เนตติปกรณ์แปลและเนตติสารัตถทีปนี, หน้า 5-6.

39 สํ.. (บาลี) 15/617-618/230, สํ.. (ไทย) 15/617-618/218-219, ขุ.เถร. (บาลี) 16/319/308, ขุ.เถร. (ไทย) 16/319/263. (อารพฺภถ, อารภถ)

40 เนตฺติ. (บาลี) 30/44.

41 จำรุญธรรมดา, เนตติฏิปปนี, หน้า 320.

42 เรื่องเดียวกัน, หน้า 379.

43 เรื่องเดียวกัน, หน้า 357-365. เนตฺติ. (บาลี) 8/4, 33-34/49.

44 เนตฺติ. (บาลี) 33/49

45 เนตฺติ.. (บาลี) 33/120.

46 เนตฺติ.. (บาลี) 33/121.

47 เนตฺติ. (บาลี) 9/4.

48 เนตฺติ. (บาลี) 35/51, คุณารักษ์นพคุณ, แปล, เนตติปกรณ์แปลและเนตติสารัตถทีปนี, หน้า 63.

49 เนตฺติ. (บาลี) 10/5.

50 จำรูญธรรมดา, เนตติฏิปปนี, หน้า 419.

51 เนตฺติ. (บาลี) 37/53.

52 เนตฺติ.. (บาลี) 37/127.

53 เนตฺติ. (บาลี) 11/5.

54 จำรูญธรรมดา, เนตติฏิปปนี, หน้า 440.

55 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในเนตฺติ. (บาลี) 52/270.

56 เนตฺติ. (บาลี) 12/5.

57 จำรูญธรรมดา, เนตติฏิปปนี, หน้า 475.

58 คุณารักษ์นพคุณ, แปล, เนตติปกรณ์แปลและเนตติสารัตถทีปนี, 83-84.

59 เนตฺติ. (บาลี) 13/5, 45/71-72.

60 เนตฺติ.. (บาลี) 46/140.

61 เนตฺติ. (บาลี) 48/77.

62เนตฺติ. (บาลี) 49/98-99.

63 เนตฺติ.ฏีกา (บาลี) 49/100.

64 เนตฺติ. (บาลี) 49/79.

65 เนตฺติ. (บาลี) 50/80.

66 เนตฺติ. (บาลี) 51/82-83.

67 เนตฺติ. (บาลี) 79/107-118, เนตฺติฏีกา (บาลี) 88-/129-153.

68 คุณารักษ์นพคุณ, แปล, เนตติปกรณ์แปลและเนตติสารัตถทีปนี, หน้า 267-273.

69 เนตฺติ. (บาลี) 89-111/124-161, คุณารักษ์นพคุณ, แปล, เรื่องเดียวกัน, หน้า 274-277.

70 เนตฺติ. (บาลี) 112-125/161-187, คุณารักษ์นพคุณ, แปล, เรื่องเดียวกัน, หน้า 275-276.

71 คุณารักษ์นพคุณ, แปล, เรื่องเดียวกัน, หน้า 275.

72 เนตฺติ. (บาลี) 124/186.

73 เนตฺติ. (บาลี) 3/3.

 

 

 

                       ประวัติผู้เขียนและรวบรวม

ชื่อสกุล               นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี

วันเดือนปีเกิด       วันพฤหัสที่    กันยายน  พศ ๒๕๐๒

ที่อยู่ปัจจุบัน         ๔๓/๑๒ ถนนพุทธมณฑลสาย ๓ เขตบางแค กรุงเทพมหานคร

วุฒิการศึกษา                                                                            

มัธยมศึกษาสายสามัญโรงเรียนวัดราชาธิวาส แผนกวิทย์

นิติศาสตร์บัณฑิต   สมาชิกวิสามัญแห่งเนติบัณฑิตยสภา

พุทธศาสนศึกษามหาบัณฑิต มหามกุฎราชวิทยาลัย

ประสบการณ์การทำงาน

รับราชการที่มหาวิทยาลัยมหิดล คณะสาธารณะสุขศาสตร์

เป็นผู้ช่วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุทัยธานี

เป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท พีไทย อาคิเต็คฯ  จำกัด

เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท เอสเอสโกลเด้นท์แลนด์ จำกัด

เป็นเลขาธิการสมาพันธ์ชมรมวิทยุสมัครเล่นกรุงเทพมหานคร

ประธานชมรมนักกฎหมายวิทยุสมัครเล่น

กิจการทางพระพุทธศาสนา

เป็นกรรมการบริหารพุทธธรรมรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร

สังกัดคณะกรรมาธิการศาสนาวัฒนธรรมสภาผู้แทนราษฎร

เป็นกรรมการชมรมพิทักษ์พระพุทธศาสนา

ประธานชมรมวิทยากรพิทักษ์พระพุทธศาสนา รุ่น ๔                                

เป็นนักจัดรายการวิทยุใน รายการไขปัญหาชาวพุทธ

รายการรู้ธรรมนำปฎิบัติ, รายการบำเพ็ญบุญบารมี

สถานีวิทยุเพื่อพระพุทธศาสนาธรรมะพล ๑ AM ๑๔๒๒ MKz

เป็นอาจารย์บรรยายที่ธรรมสถานจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เป็นผู้ตอบปัญหาธรรมในเวทีลานธรรม มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

พศ ๒๕๔๕ – ปัจจุบัน เป็นเวบมาสเตอร์จัดทำโฮมเพจให้องค์กรพุทธฯหลายแห่ง

พศ ๒๕๓๖ – ปัจจุบัน   เป็นกรรมการบริหารมูลนิธิเบญจนิกาย

พศ ๒๕๕๐ – ปัจจุบัน   เป็นกรรมการบริหารมูลนิธิพุทธางกูร

พศ ๒๕๕๐ – ปัจจุบัน  เป็นกรรมการบริหารสมาคมนักเรียนเก่าร.ร.วัดราชาธิวาส

ตำแหน่ง/สถานที่ทำงาน ปัจจุบัน  ทำงานบริษัทในเครือ บริษัท สหวิริยา กรุ๊ป

ตำแหน่งผู้จัดการสำนักกฎหมาย ฝ่ายบริหารบริษัท