พ4.1.gif

วารสารบำเพ็ญบุญบารมี

ชีวิตที่พึ่งประสงค์มุ่งสู่ความสำเร็จ

ชาวพุทธที่เป็นชาวบ้านควรจะทำอะไร

ชาวพุทธที่เป็นผู้นำควรนำไปเป็นหลักในการปฏิบัติ

หมอชีวกโกมารภัจจ์

ตถาคต

วัดความเจริญด้วยไตรสิกขา

ฐานะที่มีได้และมิใช่ฐานะในโลกนี้

ที่ตั้งแห่งวิบากจิต (ปากฐาน)

ทำบุญอุทิศส่วนกุศล  มีผลถึงผู้ล่วงลับ?

ภาษิตธรรมไทยอังกฤษ

ทำไมเราควรศึกษาวิชาปรัชญา

 

 

BUMPENBUNBARAME JOURNAL

 

 

 

สารบัญ

 

ชีวิตที่พึ่งประสงค์มุ่งสู่ความสำเร็จ

ชาวพุทธที่เป็นชาวบ้านควรจะทำอะไร

ชาวพุทธที่เป็นผู้นำควรนำไปเป็นหลักในการปฏิบัติ

หมอชีวกโกมารภัจจ์

ตถาคต

วัดความเจริญด้วยไตรสิกขา

ฐานะที่มีได้และมิใช่ฐานะในโลกนี้

ที่ตั้งแห่งวิบากจิต (ปากฐาน)

ทำบุญอุทิศส่วนกุศล  มีผลถึงผู้ล่วงลับ?

ภาษิตธรรมไทยอังกฤษ

ทำไมเราควรศึกษาวิชาปรัชญา

 

 

 

 

 

 

 

ชีวิตที่พึ่งประสงค์มุ่งสู่ความสำเร็จ

 

ทั้งทางโลกและทางธรรมนี้จะต้องอาศัยปัจจัยสำคัญ 3 ประการ คือ ดี(ทำกรรมดี ), เก่ง( อุบายโกศล )  และสุข( วิบากดี )
1.
ดี (ทำกรรมดี )หมายถึง ความสามารถในการควบคุมอารมณ์และความต้องการของตนเอง รู้จักเห็นใจผู้อื่น และมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
ความสามารถในการควบคุมอารมณ์และความต้องการของตนเอง
-
รู้อารมณ์และความต้องการของตนเอง
-
ควบคุมอารมณ์และความต้องการได้
-
แสดงออกอย่างเหมาะสม
ความสามารถในการเห็นใจผู้อื่น
-
ใส่ใจผู้อื่น
-
เข้าใจและยอมรับผู้อื่น
-
แสดงความเห็นใจอย่างเหมาะสม
ความสามารถในการรับผิดชอบ
-
รู้จักการให้ รู้จักการรับ
-
รู้จักรับผิด รู้จักให้อภัย
-
เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม
2.
เก่ง ( อุบายโกศล )  หมายถึง ความสามารถในการรู้จักตนเอง มีแรงจูงใจ สามารถตัดสินใจ แก้ปัญหาและ
แสดงออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนมีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น
ความสามารถในการรู้จักและสร้างแรงจูงใจให้ตนเอง
-
รู้ศักยภาพของตนเอง
-
สร้างขวัญและกำลังใจให้ตนเองได้
-
มีความมุ่งมั่นที่จะไปให้ถึงเป้าหมาย
ความสามารถในการตัดสินใจและแก้ปัญหา
-
รับรู้และเข้าใจปัญหา
-
มีขั้นตอนในการแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม
-
มีความยืดหยุ่น
ความสามารถในการมีสัมพันธภาพกับผู้อื่น
-
รู้จักการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น
-
กล้าแสดงออกอย่างเหมาะสม
-
แสดงความเห็นที่ขัดแย้งได้อย่างสร้างสรรค์
3.
สุข ( วิบากดี ) หมายถึง ความสามารถในการดำเนินชีวิตอย่างเป็นสุข มีความภูมิใจในตนเอง พอใจในชีวิต
และมีความสุขสงบทางใจ ภูมิใจในตนเอง เพราะเป็นผลจากการได้ทำสิ่งที่ดีๆทั้งกายวาจาใจเพื่อให้เกิด
-
เห็นคุณค่าในตนเอง
-
เชื่อมั่นในตนเอง
 -พึงพอใจในชีวิต
-
รู้จักมองโลกในแง่ดี
-
มีอารมณ์ขัน
-
พอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่
 -มีความสงบทางใจ
-
มีกิจกรรมที่เสริมสร้างความสุข
-
รู้จักผ่อนคลาย
-
มีความสงบทางจิตใจ

ความฉลาดทางอารมณ์ = เข้าใจตนเอง + เข้าใจผู้อื่น + แก้ไขความขัดแย้งได้
เข้าใจตนเอง --> เข้าใจอารมณ์ ความรู้สึก และความต้องการในชีวิตของตนเอง
เข้าใจผู้อื่น --> เข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่น และสามารถแสดงออกมาได้อย่างเหมาะสม
แก้ไขความขัดแย้งได้ --> เมื่อมีปัญหาสามารถแก้ไขจัดการให้ผ่านพ้นไปได้อย่างเหมาะสมทั้ง
ปัญหาความเครียดในใจหรือปัญหาที่เกิดจากการขัดแย้งกับผู้อื่น

ความฉลาดทางอารมณ์ จึงหมายถึง
ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ มีจิตใจที่มั่นคง การมองโลกในแง่ดี รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา มีความมุ่งมั่นแน่วแน่ มีเหตุผล มีสติ สามารถควบคุมตนเอง มีความ
สามารถในการรับรู้ถึงความต้องการของคนอื่นและรู้จักมารยาททางสังคม พูดง่ายๆ ก็คือ คนที่มี
"EQ"
( Emotional Quotient )ดี จะเป็นคนที่สามารถแสดงออกทางพฤติกรรมต่างๆได้อย่างเหมาะสมตามวัยของตนและสามารถอยู่กับคนอื่นๆในสังคมได้อย่างดีนั่นเอง
        @@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

 

ชาวพุทธที่เป็นชาวบ้านควรจะทำอะไร

ของคฤหัสถ์ที่จะต้องปฏิบัติเท่านั้น   คือ

           .  หมวดกุศลพิธี   ว่าด้วยพิธีบำเพ็ญกุศล

           .  หมวดบุญพิธี   ว่าด้วยพิธีทำบุญ

         .  หมวดทานพิธี  ว่าด้วยพิธีถวายทาน

         .  หมวดปกิณณกะ  ว่าด้วยพิธีเบ็ดเตล็ด 

.  หมวดกุศลพิธี  ได้แก่พิธีบำเพ็ญกุศล เป็นเรื่องพิธีกรรมต่างๆ อันเกี่ยวกับการอบรมความดีงาม อันเป็นการสร้างความดีงามให้แก่ตนเองตามพิธีทางพระพุทธศาสนา และการประกอบพิธีการทางพระพุทธศาสนาก็มีหลายอย่าง คือ

. พิธีแสดงตนเป็นพุทธมามกะ

          การแสดงตนเป็นพุทธมามกะ คือ การประกาศตนของผู้แสดงว่าเป็นผู้นับถือพระพุทธเจ้าว่าเป็นของตน เป็นการแสดงตนให้ปรากฏว่า  ยอมรับนับถือพระพุทธศาสนาประจำชีวิตของตนนั่นเอง สมเด็จพระมหาสมณเจ้า  กรมพระยาวชิรญาณวโรรส  ได้ทรงชี้แจงที่มาของพิธีนี้ไว้พอสรุปได้ว่า พิธีนี้มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลในสมัยที่พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นใหม่เพื่อแสดงให้รู้ว่าตนละลัทธิเดิมแล้วรับเอาพระพุทธศาสนาไว้เป็นที่นับถือ

 

. พิธีรักษาอุโบสถ

อุโบสถ เป็นเรื่องของกุศลกรรมสำคัญประการหนึ่งของคฤหัสถ์  แปลว่าการเข้าจำ   เป็นอุบายขัดเกลากิเลสอย่างหยาบให้เบาบาง และเป็นทางแห่งความสงบระงับอันเป็นความสุขอย่างสูงสุดในพระพุทธศาสนา  เพราะฉะนั้น  พุทธศาสนิกชนผู้อยู่ในฆราวาสวิสัย จึงนิยมเอาใจใส่หาโอกาสประพฤติปฏิบัติตามสมควร อุโบสถของคฤหัสถ์ที่กล่าวนี้มี    อย่าง  คือ  ปกติอุโบสถอย่าง ๑ ปฎิชาครอุโบสถอย่าง ๑ อุโบสถที่รับรักษากันตามปกติเฉพาะวันหนึ่งกับคืนหนึ่งอย่างที่อุบาสกอุบาสิการักษากันอยู่ในวันอุโบสถทุกวันนี้ เรียกว่า ปกติอุโบสถ อุโบสถที่รักษาเป็นพิเศษกว่าปกติ  คือ รักษากันคราวละ    วัน  จัดเป็นวันรับวันหนึ่ง  วันรักษาวันหนึ่ง และวันส่งวันหนึ่ง  เช่น  จะรักษาอุโบสถวัน ๘ ค่ำ  ต้องรับและรักษามาตั้งแต่วัน ๗ ค่ำ ตลอดไปจนถึงวัน ๙ ค่ำ  คือ ได้อรุณของวันใหม่ของวัน ๑๐ ค่ำจึงหยุดรักษา  อย่างนี้เรียกว่าปฏิชาครอุโบสถ

 

 

          . พิธีเวียนเทียนในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา

          วันสำคัญในทางพระพุทธศาสนา  ที่พุทธศาสนิกชนนิยมประกอบพิธีกรรมมีการบูชาเป็นต้น  เพื่อระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยเป็นพิเศษ  แต่เดิมกำหนดไว้ ๓ วัน  คือ วันวิสาขบูชา  วันอัฏฐมีบูชา  วันมาฆบูชา  ภายหลังเพิ่มวันอาสาฬบูชาเข้าอีกวันหนึ่งรวมเป็น  ๔ วัน

          .  วันวิสาขบูชา  คือ  วันเพ็ญเดือน ๖ แต่ในปีที่มีอธิกมาสเลื่อนไปเป็นวันเพ็ญเดือน ๗  วันนี้เป็นวันที่นิยมว่าเป็นวันคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ  ตรัสรู้  และปรินิพพาน  ซึ่งทั้งสามกาลสมัยของพระพุทธองค์ตกในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ

          .  วันอัฏฐมีบูชา  คือ  วันแรม    ค่ำ  เดือน ๖  หรือเดือน ๗  นับถัดจากวันวิสาขบูชาไป ๗  วัน  เป็นวันคล้ายวันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระที่เมืองกุสินารา

          .  วันมาขบูชา  คือ  วันเพ็ญเดือน    ถ้าปีใดมีอธิกมาส  จะเลื่อนไปเป็นวันเพ็ญเดือน     เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์  อันเป็นหลักการของพระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวเท่านั้น ในท่ามกลางของพระอริยสงฆ์จำนวน  ๑๒๕๐  องค์

          . วันเข้าพรรษา  เป็นเทศกาลที่พระภิกษุผูกใจว่าจะอยู่ประจำที่ใดที่หนึ่ง เป็นเวลา    เดือนในช่วงฤดูฝนไม่ไปค้างแรมที่อื่น  นับตั้งแต่วันแรม    ค่ำ เดือน    จนถึงวันเพ็ญเดือน  ๑๑  หากปีไหนมีอธิกมาส คือ มีเดือน    สองหน  ก็ให้เลื่อนไปเป็นเดือน    หลัง  เมื่อวันเข้าพรรษามาถึง  อุบาสกอุบาสิกา ก็จะนำภัตตาหารพร้อมกับเครื่องสักการะอันควรแก่สมณะบริโภคไปถวายพระภิกษุสามเณร  เช่น ดอกไม้  ธูป  เทียน  ผ้าอาบน้ำฝน  สบู่  แปรสีฟัน  ยาสีฟัน  เป็นต้น  นอกจากนี้ยังนิยมหล่อเทียนขนาดใหญ่  เพื่อให้พระสงฆ์ได้จุดให้ความสว่างตลอดทั้งคืนเป็นเวลา    เดือน บางจังหวัด เช่น อุบลราชธานีจะจัดงานเกี่ยวกับประเพณีนี้ใหญ่โตมาก

          .  พิธีทำวัตรสวดมนต์  

          การทำวัตร  เป็นประเพณีอย่างหนึ่งที่ชาวพุทธถือปฏิบัติ  ถือว่าเป็นกิจต้องทำเป็นประจำ ของอุบาสกอุบาสิกาผู้รักษาอุโบสถ  โดยปกติทำกัน    เวลา  คือ  เช้ากับเย็น การทำวัตรสามารถประกอบพิธีนี้ทำที่บ้านของตนเองก็ได้  ถือว่าเป็นอุบายทำให้จิตใจสงบ  ไม่ให้คิดวุ่นวายตามอรมรณ์ได้ชั่วขณะที่ทำวัตร  เป็นการพักผ่องจิตใจที่ดี  เพราะจิตที่สงบแม้ชั่วเวลาเพียงเล็กน้อย  ก็มีผลทำให้จิตใจเยือกเย็นสุขขุมได้หลายชั่วโมง

 

          .  พิธีกรรมวันธรรมสวนะ

          วันธรรมสวนะ  คือ วันกำหนดประชุมร่วมกันเพื่อฟังธรรมในทางพระพุทธศาสนา  กำหนดเอาวันพระ  อาจจะเป็นวัน  ๘ ค่ำ  วัน  ๑๔  ค่ำ  หรือ  ๑๕ ค่ำ   ของปักข์ทั้งข้างขึ้นและข้างแรมโดยจันทรคติ วันเหล่านี้เป็นวันที่อุบาสกและอุบาสิกาจะไปที่วัดประชุมกันเพื่อฟังธรรม

          . หมวดบุญพิธี  ว่าด้วยพิธีทำบุญ

          พิธีทำบุญ  เป็นเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวของพุทธศาสนิกชน  ประเพณีเกี่ยวกับชีวิตของคนไทยทั่วไป ส่วนมากจะเป็นการกระทำเพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลกับตนเองและครอบครัว การฉลองเนื่องในโอกาสต่าง ๆ  หรือเรื่องเกี่ยวกับการตาย ในเรื่องเหล่านี้ในทางพระพุทธศาสนานิยมจัดพิธีทำบุญ  เช่นทำบุญเกี่ยวพระและตักบาตร  บริจาคทานเป็นต้น  โดยปกติแล้วจะมีการทำบุญอยู่    ประเภท  คือ

          . ทำบุญงานมงคล 

หมายถึงการทำบุญที่จัดขึ้นเพื่อให้เกิดความสุขความเจริญแก่ตนเอง  เนื่องมาจากเหตุต่าง ๆ เช่น  ฉลองความสำเร็จในชีวิต  ฉลองพระใหม่  ขึ้นบ้านใหม่ ฉลองแต่งงาน เป็นต้น

          .  ทำบุญงานอวมงคล

 การทำบุญงานอวมงคล  หมายถึงการทำบุญเกี่ยวกับเรื่องการตาย  นิยมทำกัน    อยู่อย่างคือ  ทำบุญหน้าศพ เช่นทำบุญ     วัน  ๕๐ วัน  ๑๐๐ วัน หรือทำบุญหน้าวันปลงศพอีกอย่างหนึ่งคือ  ทำบุญอัฐิหรือทำบุญปรารภการตายของบรรพบุรุษหรือผู้ใดผู้หนึ่งที่ล่วงลับไปแล้ว

          .  หมวดทานพิธี  ว่าด้วยพิธีถวายทาน

          การถวายทาน  คือ  การถวายวัตถุที่ควรให้เป็นทาน  ท่านจำแนกไว้  ๑๐  ประการ คือ

          . ภัตตาหาร

          . น้ำรวมทั้งเครื่องดื่มอันควรแก่สามณบริโภค

          .  ผ้าเครื่องนุ่งห่ม

          . ยานพาหนะ สงเคราะห์ปัจจัยค่าโดยสารเข้าด้วย

          .  มาลัยและดอกไม้เครื่องบูชาชนิดต่าง ๆ

          .  ของหอม  หมายถึงธูปเทียนบูชาพระ

          . เครื่องลูบไล้  หมายถึง เครื่องสุขภัณฑ์สำหรับชำระร่างกายให้สะอาด  มีสบู่ถูตัวเป็นต้น

          . เครื่องที่นอนอันควรแก่สมณะ

          . ที่อยู่อาศัย มีกุฏิเสนาสนะและเครื่องสำหรับเสนาสนะ เช่น เตียงตู้ โต๊ะ เก้าอี้  เป็นต้น

          ๑๐. เครื่องตามประทีป  มีเทียนจุดใช้แสง  ตะเกียง น้ำมันตะเกียงและไฟฟ้า  เป็นต้น  วัตถุ  ๑๐  ประเภทนี้  เป็นของควรแก่การถวายพระภิกษุสามเณรเพื่อใช้สอยหรือบูชาพระ

          .  หมวดปกิณณกะ  ว่าด้วยพิธีเบ็ดเตล็ด

          พิธีเบ็ดเตล็ด  เป็นพิธีที่เกี่ยวกับการปฏิบัติบางประการในการประกอบพิธีต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้น  เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมของศาสนิก  ทั้งทางกาย  วาจาและใจ  ก่อนการเริ่มพิธี  ให้เกิดความสามัคคีระหว่างหมู่คณะและให้เห็นถึงความเป็นผู้มีอารยธรรมอันเป็นแบบแผนที่ดีงามของสังคม  เช่น

          . วิธีแสดงความเคารพพระ  การประนมมือ  การไหว้  การกราบ

          . วิธีประเคนของพระ

          .วิธีทำหนังสืออาราธนา และทำใบปวารณาถวายจตุปัจจัย

          . วิธีอาราธนาศีล  อาราธนาพระปริตร  อาราธนาธรรม

          . วิธีกรวดน้ำ

 

ชาวพุทธที่เป็นผู้นำควรนำไปเป็นหลักในการปฏิบัติ

ให้เป็นแบบอย่างของสังคม ๒๕ ประการ คือ

. นิสัยผู้กตัญญู รู้และตอบแทนผู้มีอุปการคุณ

. นิสัยสุภาพอ่อนโยน ไม่เข็งกระด้าง ประพฤติตนให้มีความยิ้มแย้มเสมอ

. นิสัยทำจริง ไม่ท้อถอย หลบงาน ตื่นตัวในการทำงาน

. นิสัยรักหน้าที่ ทำงานสำเร็จเรียบร้อยตามหน้าที่ตน

. นิสัยรู้จักพึ่งตนเอง ไม่หวังพึ่งคนอื่น พึ่งตนเองเป็นใหญ่

. นิสัยขยันขันแข็ง ไม่อืดอาดหรือผลัดวันประกันพรุ่ง เร่งรีบทำงาน

. นิสัยรักการศึกษา สนใจศึกษาวิชาการต่าง ๆ เสมอ

. นิสัยตรงต่อเวลา ไม่ผิดนัด ตรงต่อเวลา

. นิสัยรับผิด-ชอบ ยอมรับความผิด-ถูกอันจะเกิดจากการทำงาน

๑๐. นิสัยซื่อสัตย์ ไม่โลเล เหลาะแหละ

๑๑. นิสัยรู้จักเคารพ เคารพสิทธิของผู้อื่น

๑๒. นิสัยไม่มักง่าย ไม่หยิบโหย่ง ไม่ทำงานสักแต่ว่าทำ โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพของงาน

๑๓. นิสัยมัธยัสถ์ ไม่ฟุ่มเฟือยเกินไป

๑๔. นิสัยรู้จักให้อภัย ไม่โกรธ หรือผูกโกรธ

๑๕. นิสัยเมตตา มีใจเอื้อเฟื้อเผือแผ่แก่คนทั่วไป รักผู้อื่น

๑๖. นิสัยรู้จักยอมโง่ ไม่ถือว่าเก่งคนเดียว ฉลาดคนเดียว

๑๗. นิสัยถ่อมตน รู้วางตัวให้สมกับฐานะ

๑๘. นิสัยสำรวจตัวเอง ยอมรับข้อบกพร่องตนเองและยอมรับคำติของผู้อื่น เพื่อพิจารณาแก้ไขตนเอง

๑๙. นิสัยไม่คับแคบ เป็นคนเสียสละเพื่อผู้อื่น

๒๐. นิสัยไม่มีอหังการ มมังการ ถือว่าการคิด หรือการกระทำของตนถูก ของผู้อื่นผิด

๒๑. นิสัยมหาวีระ กล้าหาญการทำความดี

๒๒.นิสัยไม่เล่นพวกเกินไป การเห็นแก่พวกจะตัดรอนความสามารถของผู้อื่นจนไม่มีใครอยากร่วมงาน

๒๓. นิสัยเห็นหัวอกผู้อื่น เอาใจเขามาใส่ใจเรา เพื่อลดความเห็นแก่ตัว

๒๔. นิสัยรักสังคม เรื่องส่วนรวมต้องสำคัญ อย่าเห็นแก่ตัวตนทำลายสังคม มิฉะนั้นเราจะอยู่ในสังคมได้ยาก

๒๕. นิสัยรักสันติ รักสงบ ไม่ก่อความเดือดร้อนแก่สังคม

ลักษณะการปฏิบัติตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับผู้นำที่กล่าวมาข้างต้น น่าจะเป็นการเพียงพอสำหรับนำไปเป็นแบบอย่างเพื่อให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้ปฏิบัติตาม เมื่อสังคมประพฤติตามเช่นนี้แล้วปัญหาต่าง ๆ ก็จะหมดไป  

 

 

หมอชีวกโกมารภัจจ์

ชีวกสูตร


         
๑ เนื้อที่ไม่ควรบริโภค และควรบริโภค ๓ อย่าง
         
พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ อัมพวันของหมอชีวกโกมารภัจจ์ เขตพระนครราชคฤห์ หมอชีวกโกมารภัจจ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าได้ฟังคำนี้มาว่า ชนทั้งหลายย่อมฆ่าสัตว์เจาะจงพระสมณโคดม พระสมณโคดมทรงทราบข้อนั้นอยู่ ยังเสวยเนื้อที่เขาทำเฉพาะตน อาศัยตนทำ ชนเหล่าใดกล่าวอย่างนี้ว่า ชนทั้งหลายย่อมฆ่าสัตว์เจาะจงพระสมณโคดม พระสมณโคดมทรงทราบข้อนั้นอยู่ ยังเสวยเนื้อที่เขาทำเฉพาะตน อาศัยตนทำ ชนเหล่านั้นชื่อว่า กล่าวตรงกับที่พระผู้มีพระภาคตรัส ไม่ชื่อว่ากล่าวตู่พระผู้มีพระภาคด้วยคำอันไม่เป็นจริง ชื่อว่ายืนยันธรรมอันสมควรแก่ธรรม การกล่าวและกล่าวตามที่ชอบธรรม จะไม่ถึงข้อติเตียนละหรือ? ตรัสว่า ชนใดกล่าวอย่างนี้ว่า ชนทั้งหลายย่อมฆ่าสัตว์เจาะจงพระสมณโคดม พระสมณโคดมทรงทราบข้อนั้นอยู่ ก็ยังเสวยเนื้อสัตว์ที่เขาทำเฉพาะตน อาศัยตนทำ ชนเหล่านั้นจะชื่อว่ากล่าวตรงกับที่เรากล่าวหามิได้ ชื่อว่ากล่าวตู่เราด้วยคำอันไม่เป็นจริง เรากล่าวเนื้อว่า ไม่ควรเป็นของบริโภคด้วยเหตุ ๓ ประการ คือ เนื้อที่ตนเห็น ๑ เนื้อที่ตนได้ยิน ๑ เนื้อที่ตนรังเกียจ ๑ เรากล่าวเนื้อว่า เป็นของควรบริโภคด้วยเหตุ ๓ ประการ คือ เนื้อที่ตนไม่ได้เห็น ๑ เนื้อที่ตนไม่ได้ยิน ๑ เนื้อที่ตนไม่ได้รังเกียจ ๑ (ม.ม. ๑๓/ชีวกสูตร/๕๖-๕๗/๔๒)

         
ทำบุญได้บาปด้วยเหตุ ๕ ประการ
         
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ผู้ใดฆ่าสัตว์เจาะจงตถาคต หรือสาวกตถาคต ผู้นั้นย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ด้วยเหตุ ๕ ประการ คือ ผู้กล่าวอย่างนี้ว่าท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมาชื่อว่าย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ๑ สัตว์นั้น เมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ได้เสวยทุกข์ โทมนัส ชื่อว่า ย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ๑ ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้ ชื่อว่าย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ๑ สัตว์นั้นเมื่อกำลังเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์ โทมนัส ชื่อว่าย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ๑ ผู้นั้นย่อมยังตถาคตและสาวกตถาคตให้ยินดีด้วยเนื้อเป็นอกัปปิยะ ชื่อว่าย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ๑ ผู้ใดฆ่าสัตว์เจาะจงตถาคตหรือสาวกของตถาคต ผู้นั้นย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมากด้วยเหตุ ๕ ประการนี้
         
ชีวกโกมารภัจจ์ได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี ภิกษุทั้งหลายย่อมฉันอาหารอันไม่มีโทษ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำเปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยคิดว่า ผู้มีจักษุจักเห็นรูปฉันใด พระผู้มีพระภาคทรงประกาศพระธรรมโดยอเนกปริยายฉันนั้นเหมือนกัน ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระผู้มีพระภาค พระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคทรงจำข้าพระองค์ว่า เป็นอุบาสก ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป (ม.ม. ๑๓/ชีวกสูตร/๖๐-๖๑/๔๕)

ข้อควรศึกษาในพระสูตรนี้


         
๑. พระผู้มีพระภาคตรัสชีวกสูตร ณ ชีวกัมพวันเขตพระนครราชคฤห์ทรงปรารภหมอชีวกโกมารภัจจ์ผู้กราบทูลถามเรื่องที่เขาพูดกันว่า พระสมณโคดมทรงทราบอยู่ก็เสวยเนื้อที่เขาฆ่าเจาะจงถวายนั้นเป็นความจริงเพียงไร?
         
๒. ในพระสูตรนี้ทรงกล่าวถึงเนื้อสัตว์ที่ไม่ควรบริโภคโดยฐานะ ๓ คือ ที่ได้เห็น ๑ ที่ได้ฟัง ๑ ที่นึกรังเกียจว่าเขาฆ่าเจาะจงตน ๑ และทรงกล่าวถึงเนื้อสัตว์ที่ควรบริโภคโดยฐานะ ๓ คือ ที่ไม่ได้เห็น ๑ ไม่ได้ฟัง ๑ ไม่ได้นึกรังเกียจว่าเขาฆ่าเจาะจงตน ๑
         
๓. ควรศึกษาอรรถกถาชีวกสูตรควบคู่กันไปด้วยจะเกิดประโยชน์มาก (ปปัญจสูตทนี/ ๒๐/๒/๑/๑๐๔-๑๑๑)

·      ตถาคต เป็นคำที่พระพุทธเจ้าตรัสถึงพระองค์เองมี ความหมาย อย่างคือ

. พระผู้เสด็จมาแล้วอย่างนั้น
. พระผู้เสด็จไปแล้วอย่างนั้น
. พระผู้เสด็จมาถึงตถลักษณะ
. พระผู้ตรัสรู้ตถธรรมตามที่มันเป็น
. พระผู้ทรงเห็นอย่างนั้น
. พระผู้ตรัสอย่างนั้น
. พระผู้ทำอย่างนั้น
. พระผู้เป็นเจ้า

·      ตถาคตโพธิสัทธา หมายถึง การเชื่อถือปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคต

·      ธรรมกาย หมายถึงท่าน ผู้มีธรรมในกาย

·      ธรรมราชา หมายถึง ท่านผู้เป็นราชาแห่งธรรม

·      ธรรมสวามิศร, ธรรมสามิสร หมายถึง ท่านผู้เป็นใหญ่โดยเป็นเจ้าของธรรม

·      ธรรมสามี หมายถึง ท่านผู้เป็นเจ้าของธรรม

·      ธรรมิศราธิบดี หมายถึง ท่านผู้เป็นอธิปดีในธรรม เป็นคำกวีหมายถึงพระพุทธเจ้า

·      บรมศาสดา, พระบรมศาสดา หมายถึง ท่านผู้เป็น ศาสดาอันยอดยิ่ง พระผู้เป็นครูสูงสุด พระบรมครู

·      พระผู้มีพระภาคเจ้า

·      พระพุทธเจ้าหมายถึง ท่านผู้รู้ดี รู้ชอบ ด้วยตนเองก่อนแล้ว สอนประชุมชนให้ประพฤติชอบด้วยกาย วาจา ใจ

·      พระศาสดา หมายถึง ท่านผู้ทรงสอนชนทั้งปวง

·      พระสัมพุทธเจ้า, พระสัมมาสัมพุทธเจ้า,พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า,สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หมายถึง พระผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ

·      ภควา หมายถึง ท่านผู้เป็นผู้มีโชค หรือ ท่านผู้จำแนกแจกธรรม

·      มหาสมณะ

·      โลกนาถ, พระโลกนาถ หมายถึง พระผู้เป็นที่พึ่งแห่งโลก

·      สยัมภู,พระสัมภู หมายถึง ท่านผู้ตรัสรู้ได้โดยตนเอง ไม่มีใครมาสั่งสอน

·      สัพพัญญู, พระสัพพัญญูสัมพุทธเจ้า หมายถึง ท่านผู้รู้ทุกสิ่งทุกอย่าง

·      พระสุคต,พระสุคโต หมายถึง ท่านผู้เสด็จไปดีแล้ว

                    @@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

 

วัดความเจริญของชีวิตด้วยไตรสิกขา

ตราบใดยังไม่ถึงจุดหมาย  ยังมีชีวิตอยู่ ก็ต้องศึกษาความหมายของธรรมที่ปฏิบัติ จึงวัดด้วยไตรสิกขา

          เกณฑ์วินิจฉัยความหมายของหลักธรรมในพระพุทธศาสนา ว่าปฏิบัติอย่างไรถูก  อย่างไรผิด  เวลาศึกษาหลักธรรมต่าง ๆ เรามักเน้นเรื่องความหมายกันแค่ว่า  ธรรมข้อนี้คืออะไร  มีความหมายว่าอย่างไรแต่การให้ความหมายเท่านั้นยังไม่พอ ต้องมีเกณฑ์ที่สัมพันธ์กับระบบทั้งหมดได้

          ธรรมทั้งหมดสัมพันธ์ส่งผลต่อกันเป็นกระบวนการ และอยู่ในระบบเดียวกันอย่างที่พูดถึงไตรสิกขา ก็เป็นระบบในตัวของมันแล้ว  ระบบของไตรสิกขนั้นก็ยังไปเป็นส่วนย่อยที่รวมอยู่ในระบบใหญ่ของอริยสัจที่คลุมระบบใหญ่ของธรรมชาทั้งหมดอีกชั้นหนึ่ง  คือว่าด้วยกฎธรรมชาติที่ครอบคลุมทั้งความเป็นจริงของธรรมชาติทั่วไป และโยงมาถึงชีวิตมนุษย์ที่เป็นธรรมชาติส่วนหนึ่งด้วย

          เกณฑ์ที่จะใช้ตรวจสอบนี้ต้องให้เห็นความสัมพันธ์เชื่อมโยงในระบบ เกณฑ์หนึ่งก็ คือ  ไตรสิกขา เนื่องจากว่าคุณสมบัติและข้อปฏิบัติหรือหลักธรรมทุกอย่างก็อยู่ในกระบวนการปฏิบัติที่เรียกว่า  ไตรสิกขาทั้งหมด ไม่เกินจากนี้ไปได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นมันจะต้องมีส่วนร่วมส่งผลอยู่ในกระบวนการของ ไตรสิกขา

          ไตรสิกขา   คือกระบวนการฝึกฝนพัฒนามนุษย์  มีข้อปฏิบัติย่อย ๆ ที่ส่งผลต่อทอดกันคืบหน้าไปเรื่อยจนถึงจุดหมาย    ถ้าไม่ถึงจุดหมายก็ไม่หยุด  เท่ากับมีเกณฑ์ที่บอกว่า ข้อปฏิบัติ หรือ หลักธรรมทุกข้อ จะต้องชัดว่าส่งผลให้มีการก้าวหน้าไปในกระบวนการของไตรสิกขาอย่างไร คือจะต้องทำให้เราเดินหน้าและส่งผลต่อให้ข้ออื่นรับช่วงไปจนถึงจุดหมายสุดท้ายนั้น  รวมความว่า ธรรมะต่าง ๆ ที่เป็นองค์ประกอบในกระบวนการไตรสิกขานี้ ต้องมีลักษณะ    อย่าง คือ

·      ทำให้คืบเคลื่อนหรือก้าวหน้าไป

·      ส่งผลต่อข้ออื่น

ในการปฏิบัติ  สมาธิ   เราได้ความหมายของสมาธิไว้แต่ต้นว่า จิตตั้งมั่น  สงบ  แน่วแน่  พอจิตตั้งมั่นสงบแน่วแน่ได้ตามความหมายแล้ว เราก็พอใจนึกว่าถูกแล้ว แต่ยังหรอก ลองเอาเกณฑ์มาตรฐานมาวัด ว่าถูกตามหลักไตรสิกขาหรือไม่ พอวัดด้วยเกณฑ์นี้ เราก็จะมองเห็นต่อไปอีกว่า อ้อ ถ้าปฏิบัติสมาธิถูกจะไม่ใช่หยุดอยู่แค่นั้น คือไม่ติดอยู่แค่สมาธิ แต่ต้องช่วยให้เราก้าวต่อไป แล้วก็ดูว่าสมาธิส่งผลต่อปัญญาอย่างไร ถ้าไม่ส่งผลต่อก็แสดงว่าพลาด

          สมาธินั้นมีผลดีหลายอย่าง มีทั้งผลโดยตรงและผลข้างเคียง เช่น ทำให้จิตใจสงบ สบาย มีความสุข ทำให้จิตใสมองเห็นอะไรชัดเจน และทำให้เกิดกำลัง ทำให้มุ่งแน่วไปอย่างแรง   เหมือนกระแสน้ำที่ไหล

ลงมาจากภูเขาวิ่งไปทางเดียว มีกำลังแรงมาก เจออะไรก็พัดพาไปได้

          สรุปว่า  จิตสมาธิมีคุณสมบัติ   หนึ่ง…มีพลัง   สอง…สงบสบาย มีความสุข   สาม…ใส มองเห็นอะไร  ชัดเจน   เมื่อได้คุณสมบัติเหล่านี้ เราก็เอามาใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น พอสงบสุขสบาย ก็อาจจะเอามาใช้ในการแก้ปัญหาชีวิตประจำวัน เวลามีความทุกข์ก็มานั่งสมาธิให้จิตใจสงบ เพลินสบาย หายทุกข์ ซึ่งก็ได้ประโยชน์อย่างหนึ่ง แต่ยังไม่ถูกต้องตามหลักไตรสิกขา ถ้าใช้ประโยชน์เพียงแค่นี้ก็กลายเป็นหยุด ไม่ก้าวต่อไป อาจจะเขวออกเป็น  มิจฉาสมาธิ  ไม่แค่เป็นสิ่งกล่อม  เหมือนยากล่อมประสาท เป็นต้น เอาแค่สบาย

ไม่ต้องคิดทำอะไร มีทุกข์ก็เข้ามาหลบซึ่งมีทางพลาดได้มาก

          วิสุทธิมรรค  บอกว่า สมาธินั้นเข้าพวกกันได้กับความขี้เกียจ 

( สมาธิสฺส  โกสชฺชปกฺขตฺตา )

เพราะว่ามันสงบสบาย โน้มเอียงไปทางเกียจคร้าน เฉื่อยชา ไม่อยากทำอะไร กลายเป็นตกหลุมความประมาท นั่นก็คือเริ่มเขว   ฉะนั้นการใช้ประโยชน์สมาธิจะต้องระวังถ้าใช้ไม่เป็นก็เกิด โทษ ได้

สังคมไทยบางทีศึกษาธรรมะไม่ตลอดกระบวนการ และไม่มีหลักในการวินิจฉัย คนไทยไม่น้อยเอาสมาธิมาใช้แค่หาความสุข สงบสบาย ซึ่งก็ใช้ได้ในระดับหนึ่ง ท่านไม่ได้ปฏิเสธ จะเอามาใช้เป็นเครื่องพักผ่อนจิตใจ หรือ แก้ปัญหาความทุกข์ก็ได้ อย่างน้อยทำให้นอนหลับได้  ทำให้มีจิตใจสดชื่นขึ้น

แต่ต้องมองต่อไปว่าประโยชน์ยังไม่จบแค่นั้น สมาธิช่วยให้เรามีความเข้มแข็งพร้อมที่จะเดินหน้าต่อไปด้วย

          จึงต้องมองต่อไปอีกว่าจะมีองค์ธรรมอะไรมารับผลจากสมาธิเพื่อจะก้าวต่อไป ก็จะเห็นหลักไตรสิกขา   ว่าต้องส่งผลต่อให้  ปัญญามารับช่วงทำงานเดินหน้าต่อไป

          ประโยชน์ที่สำคัญของสมาธิ คือ ทำให้จิตเป็น  “ กัมมนีย์   ” แปลว่า ควรแก่งาน หรือ เหมาะแก่งาน คือใช้เป็นที่ทำงาน ซึ่งปัญญาจะทำหน้าที่ได้ดี เช่น มองเห็นชัด สำรวจตรวจสอบได้เป็นลำดับ พิจารณาได้

ลึกซึ้ง  วิเคราะห์วิจัยได้ละเอียด  จนเข้าถึง  ความจริงแจ่มแจ้ง  สมาธิที่ทำให้คนหยุดศึกษา แสดงว่าเป็นสมาธิที่ใช้ผิด

 

สมาธิเตรียมจิตพร้อมให้ปัญญาทำงานเดินหน้า ฉันใด

สันโดษก็เตรียมตัวพร้อมให้มุ่งเพียร ไม่พะวักพะวน ฉันนั้น

          อีกตัวอย่างหนึ่ง คือ  สันโดษ  ซึ่งทำให้พอใจในวัตถุเสพบริโภคของตน มีเท่าไรก็ยินดีเท่านั้น หลายคนบอกว่าสันโดษแล้วจะได้มีความสุข ก็ถูกต้อง แต่ผิดด้วย ถ้าใครตอบว่าสันโดษเพื่อสุขก็ผิดแน่ ๆ พุทธศาสนาไม่ได้สอนอย่างนั้นแค่นั้น

          ความสุขเป็นผลพลอยได้ของสันโดษ ตามมาเอง แต่ยังไม่ใช่วัตถุประสงค์ ผลที่ต้องการไม่ได้อยู่ที่นี่ ผลที่ต้องการจากสันโดษคืออะไร

          เราสันโดษแล้วจะได้อะไรขึ้นมา ที่จะเป็นความคืบหน้าและช่วยให้ก้าวต่อไปในไตรสิกขา

พอสันโดษในวัตถุ เราก็สุขกับวัตถุที่มีอยู่หรือได้มาแล้ว สุขง่ายด้วยวัตถุน้อย มีวัตถุแค่นี้ก็สุขแล้ว ตรงข้ามกับตอนที่ไม่สันโดษเราไม่สุขสักที ความสุขของเราไปอยู่กับวัตถุที่ยังไม่ได้  เราจึงกระวนกระวายโลดแล่นหาวัตถุเสพ   เวลาของเราใช้หมดไปกับเรื่องนี้ ความคิดก็ครุ่นวุ่นวายกับการที่จะไปหาสิ่งเสพ ว่าทำอย่างไร

จะได้อันนั้นอันนี้มา

          ความไม่สันโดษจึงทำลายเวลา  สิ้นเปลืองแรงงาน  และสิ้นเปลืองความคิดที่จะใช้ในการสร้างสรรค์

เพราะฉะนั้นท่านจึงให้สันโดษ เพื่อจะได้สุขกับวัตถุได้ง่าย พอสุขกับวัตถุได้ง่ายแล้ว เราไม่ใช่อยู่เฉย ๆ งานการหน้าที่ของเรามีอยู่แล้ว ตอนนี้เวลาแรงงานและความคิด เราออมไว้ได้   เราก็เอาเวลาเรี่ยวแรงความคิดนั้นไปทุ่มเทให้กับการทำกิจหน้าที่ งานภารกิจหน้าที่นั้นก็เดินหน้าก้าวไปได้ดี

          สรุปว่า สันโดษเพื่อเตรียมพร้อม  สันโดษเป็นธรรมะขั้นเตรียมพร้อม   คือให้พร้อมที่จะก้าวต่อไป ธรรมะนี่มีทั้งขั้นเตรียมตัวให้พร้อม และขั้นก้าวเดิน สันโดษเป็นธรรมะประเภทเตรียมตัวให้พร้อม พอเราพร้อมแล้ว เราไม่พะรุงพะรัง ไม่มัวกังวล ไม่มัวพะวักพะวนกับการหาสิ่งเสพบำรุงบำเรอตัวเอง ทีนี้จะทำงานการสร้างสรรค์อะไรก็ไปมุ่งหน้าแน่วดิ่งไปเลย

          พระพุทธเจ้าไม่ตรัสสันโดษไว้โดดเดี่ยว หรือลอย ๆ แต่ตรัสไว้กับการทำหน้าที่และความเพียรในการทำหน้าที่นั้น เช่นสำหรับพระสงฆ์ ทรงสอนให้สันโดษในจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ เสร็จแล้วก็ให้ยินดีในการละอกุศล และพัฒนากุศล ทรงสอนให้ไม่สันโดษในการพัฒนากุศลนั้น

          พูดสั้น ๆ ว่า ให้สันโดษในวัตถุเสพบริโภค แต่ให้ไม่สันโดษในกุศลธรรมทั้งหลาย  ถ้าเป็นกุศลธรรม สิ่งที่ดีงาม การสร้างสรรค์คุณความดีที่ประเสริฐ พระองค์ทรงสอนไม่ให้สันโดษ พระพุทธองค์เองก็ไม่สันโดษและเพียรไม่ระย่อ   หลักการนี้มีทั้งในพระสูตรและอภิธรรม    ถ้าสอนสันโดษต้องสอน  ความไม่สันโดษด้วยพร้อมกัน และต้องรู้ว่าให้สันโดษในอะไร ไม่สันโดษในอะไร คือ

-    ให้สันโดษในวัตถุเสพ ที่จะบำรุงบำเรอตนเอง หาความสุขส่วนตัว

·       ให้ไม่สันโดษในกุศลธรรม ในการทำความดีงาม ในการทำการสร้างสรรค์

          สันโดษกับ ไม่สันโดษ  จึงไปด้วยกันได้อย่างดี   สันโดษมาหนุนความไม่สันโดษ ช่วยให้เราก้าวต่อไปในไตรสิกขา  ให้สามารถทำกรรมที่ดียิ่งขึ้น ในการพัฒนาชีวิตและสังคม  นี่เป็นตัวอย่างของเกณฑ์วินิจฉัย

ถ้าคนไทยตั้งอยู่ในหลักสี่ จะไม่ตกหลุมวิกฤติ   ถึงแม้ถลำไป ก็จะถอนตัวขึ้นสู่วิวัฒน์ได้โดยพลัน

หลักธรรม     ประการต่อไปนี้ เป็นหลักการใหญ่ขั้นพื้นฐานของพระพุทธศาสนา ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสย้ำอยู่เสมอ แต่ตามปกติตรัสไว้เป็นอิสระจากกัน เพราะมีนัยโยงถึงกัน หรือครอบคลุมกัน  ในที่นี้ขอยกมาย้ำไว้ในที่เดียวกัน ถือว่าเป็นแก่นแท้ที่ปฏิบัติได้ทันทีและเหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบันของสังคมไทย

          หลักสำคัญเหล่านี้จะต้องใช้ในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในการแก้วิกฤติของสังคมไทย และสร้างสรรค์ประเทศชาติต่อไปข้างหน้า คนไทยต้องอยู่กับหลักการ    อย่างต่อไปนี้ให้ได้ คือ

.  หลักการกระทำ  คือมุ่งทำการให้สำเร็จด้วยความเพียรพยายาม โดยเฉพาะความเพียรของตนเอง หลักนี้เรียกว่า   หลักกรรมและความเพียร    พระพุทธเจ้าตรัสว่า   เราเป็นกรรมวาที  เราเป็นวิริยวาที

พระองค์ไม่ได้ตรัสอย่างเดียว แต่ตรัสคู่กันว่า กรรมวาที และ วิริยวาที  "  เราเป็นผู้กล่าวหลักการกระทำ เราเป็นผู้กล่าวหลักความเพียร ”   คนจะทำต้องมีความเพียร ถ้าไม่มีความเพียรก็ก้าวไปในการทำไม่ได้ พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งกรรมและวิริยะ ให้หวังผลสำเร็จจากการกระทำด้วยเรี่ยวแรงกำลังของตน ไม่มัวหวังผลจากการอ้อนวอนนอน รอผลดลบันดาลจากลาภลอย  จากการรวยทางลัด  การทุจริต การเสี่ยงโชค การพนัน เป็นต้น

สรุปว่า ต้องถือหลักการกระทำให้สำเร็จด้วยความเพียร  ขอยกพุทธพจน์มาย้ำไว้ว่า

“  ภิกษุทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายแม้ที่ได้มีแล้วในอดีตกาล...  พระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายแม้ที่จักมีในอนาคตกาล…   แม้เราเองผู้เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะในบัดนี้   ก็เป็นกรรมวาท ( ตรัสหลักกรรม )    เป็นกิริยวาท ( ตรัสหลักการที่จะต้องทำ )   เป็นวิริยวาท ( ตรัสหลักความเพียร( องฺ.ติก.๒๐/๕๗๗/๓๙๖)

          .  หลักการศึกษาพัฒนาตน คือ ต้องถือเป็นหน้าที่โดยมีจิตสำนึกที่จะฝึกตนให้ก้าวหน้าต่อไปในการทำกุศลกรรมต่าง ๆ ที่จะให้ชีวิตและสังคมดีงมยิ่งขึ้น นี่เรียกว่า   หลักไตรสิกขา

          ตามหลักเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ว่า  มนุษย์เป็นสัตว์ที่ประเสริฐด้วยการฝึก   ดังนั้น ในการที่จะก้าวไปสู่ความดีงาม  ความประเสริฐสมบูรณ์นั้น ชีวิตต้องพัฒนาด้วยไตรสิกขาเพื่อก้าวไปข้างหน้า ชีวิตจะต้องดีขึ้น ต้องเรียนรู้ ต้องฝึกฝน ต้องศึกษา ต้องพัฒนาเสมอไป จะต้องไม่มัวหยุดอยู่กับที่

ขอยกคาถาพุทธพจน์แห่งหนึ่งมาไว้เตือนใจว่า  “  เพราะฉะนั้นแล เป็นคนอยู่ในโลกนี้ พึงศึกษาตามหลักไตรสิกขาเถิด  สิ่งใดก็ตามที่พึงรู้ได้ในโลกว่าเป็นสิ่งผิดร้ายไม่ดี ไม่พึงประพฤติผิดร้ายไม่ดี เพราะเห็นแก่มัน  ปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่าชีวิตนั้นน้อยนัก "    ( ขุ.สุ.๒๕/๔๐๙๔๘๕ )

พร้อมทั้งพุทธภาษิตว่า   “ ในหมู่มนุษย์     คนที่ฝึกแล้วเป็นผู้ประเสริฐ ”   ( ขุ..๒๕/๓๓/๕๗ )

.  หลักไม่ประมาท  ในการที่จะทำอะไร ๆ ด้วยความเพียรและในการที่จะพัฒนาตนนั้น จะต้องไม่ประมาท ต้องตระหนักในความสำคัญของกาลเวลาและความเปลี่ยนแปลงว่า ในขณะที่เราดำเนินชีวิตอยู่นี้ สิ่งทั้งหลายรอบตัวเราและชีวิตของเราล้วนไม่เที่ยงแท้แน่นอน ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา เราจะมัวนิ่งนอนใจอยู่ไม่ได้ มีอะไรที่ควรจะทำต้องรีบทำ ต้องเร่งขวนขวายไม่ประมาท ไม่ผิดเพี้ยน ไม่นอนใจ

          หลักไม่ประมาทนี้ พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าเหมือนกับ  รอยเท้าช้าง  ที่ครอบคลุมธรรมะของพระองค์ไว้หมด แล้วก็เป็น ปัจฉิมวาจา  ของพระองค์ก่อนปรินิพพานด้วย จึงถือว่าสำคัญอย่างยิ่ง

          ในความไม่ประมาทนี้ แม้สังคมก็จะหยุดนิ่งไม่ได้ เพราะสังคมมีแนวโน้มว่า เมื่อไรมีความสำเร็จ เมื่อไรเจริญดีมีความพรั่งพร้อม  เมื่อไรมีความสุขสบาย  คนจะเริ่มเฉื่อยลงและเริ่มอ่อนแรงแล้วก็เริ่มประมาท

          สังคมมักจะเป็นอย่างนั้น คือ  พอสบายก็ประมาท  หันไปฟุ้งเฟ้อมัวเมาหลงระเริง ติดในความสุขสบาย เพลิดเพลิน สำเริง สำราญ ลุ่มหลงในการบันเทิง ไม่เร่งรัดขวนขวายทำกิจหน้าที่ ผัดเพี้ยนเฉื่อยชา

          เพราะฉะนั้น ผู้บริหารสังคมจะต้องคอยกระตุ้นเตือนปลุกเร้าประชาชนให้ไม่ประมาทมัวเมาทุกเวลาเครื่องพิสูจน์การพัฒนามนุษย์อย่างหนึ่งคือ  ทั้งที่สุขสบายก็ไม่ประมาท   ถ้าใครทำได้สำเร็จอย่างนี้เมื่อไรก็มีคุณสมบัติที่จะเป็นพระอรหันต์ พระพุทธเจ้าตรัสว่า บุคคลเดียวที่จะไม่ประมาทเลยเป็นอันขาด คือพระอรหันต์ นอกจากนั้น แม้แต่พระโสดาบัน พระสกทาคามี และพระอนาคามี ก็ยังประมาทได้ คือพอประสบความสำเร็จไปเท่านี้  ก็พอใจว่าเราได้ก้าวหน้ามามีความดีเยอะแล้ว  ก็ชักเฉื่อย  พอเฉื่อยลงพระพุทธเจ้าก็ตรัสว่าเธอประมาทแล้ว

          ในพระพุทธศาสนานี้ ท่านไม่ให้หยุดในการสร้างสรรค์กุศลธรรม ตราบใดยังไม่ถึงจุดหมาย ก็ต้องก้าวไปในไตรสิกขาโดยไม่ประมาท ต้องก้าวต่อไป ๆ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า   “  เราไม่สรรเสริญแม้แต่ความตั้งอยู่ได้ในกุศลธรรมทั้งหลาย  ไม่ต้องพูดถึงความเสื่อมถอยจากกุศลธรรมทั้งหลาย   เรายกย่องสรรเสริญอย่างเดียว แต่ความก้าวหน้าต่อไปในกุศลธรรมทั้งหลาย  ”  ( องฺ.ทสก. ๒๔/๕๓/๑๐๑ )

พุทธพจน์นี้แสดงหลักเดียวกัน คือความไม่ประมาท

          . หลักพึ่งตนได้ ซึ่งทำให้มี อิสรภาพ   การพึ่งตนคือ  ต้องทำให้แก่ตัวเราด้วยตนเอง   จึงต้องพัฒนาตัวเอง คือ เราพัฒนาตนเองเพื่อให้ทำได้ด้วยตนเอง    เมื่อเราทำได้ด้วยตนเองเราก็พึ่งตนได้    ถ้าเราทำไม่ได้ เราก็ยังพึ่งตนเองไม่ได้

          เราต้องพยายามพึ่งตนให้ได้   แต่เราจะทำได้ด้วยตนเองและพึ่งตนได้    เราต้องทำตนให้พึ่งตนได้ โดยฝึกตนขึ้นไปให้ทำได้ทำเป็น

          พระพุทธเจ้าเน้นเรื่องการทำตนให้พึ่งตนได้ หรือทำตนให้เป็นที่พึ่งได้ มากกว่าเน้นการพึ่งตน  ถ้าพูดว่าให้พึ่งตน แต่เขาไม่มีความสามรถที่จะพึ่งตนแล้ว เขาจะพึ่งตนได้อย่างไร ก็ได้แต่ซัดกันว่า นี่เธอยากจน  เธอก็พึ่งตนสิว่าอย่างนั้น  มันจะพึ่งตนอย่างไรในเมื่อไม่มีความสามารถที่จะพึ่งตนนั้น

          เพราะฉะนั้น อย่าพูดแค่พึ่งตนซึ่งเป็นเพียงคำเตือนเริ่มต้นแต่ต้องก้าวต่อไปสู่การฝึกฝนปฏิบัติซึ่งเป็นคำสอนที่แท้ว่า จงพยายามพึ่งตนด้วยการทำตนให้เป็นที่พึ่งได้ แล้วทำอย่างไรจะให้ตนเป็นที่พึ่งได้ก็ต้องฝึกต้องศึกษาพัฒนาตน

          พอพัฒนาตนก็เข้าไตรสิกขา ซึ่งทำให้ตนเองมีคุณสมบัติคุณภาพดีมากขึ้นสามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่เป็นกุศลยิ่งขึ้น ได้ผลดียิ่งขึ้น  ก็พึงตนเองได้  พอพึ่งตนเองได้  ก็ไม่ต้องพึ่งคนอื่น  ก็เป็นอิสระ กลายเป็นว่าสามารถเป็นที่พึ่งของคนอื่น

          ความเป็นอิสระนี้ มิใช่เฉพาะการไม่ต้องคอยพึ่งพาขึ้นต่อคนอื่นเท่านั้น แต่หมายถึงการไม่ต้องพึ่งพาขึ้นต่อวัตถุมากเกินไปด้วย  ดังนั้นอิสรภาพที่สำคัญมากอย่างหนึ่ง จึงหมายถึงการมีความสามารถที่จะมีความสุขในตัวเองได้มากขึ้น โดยพึ่งพาขึ้นต่อวัตถุเสพบริโภคน้อยลง  คือเป็นคนที่สุขได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องเอาชีวิตไปขึ้นต่อวัตถุ ไม่ต้องเอาความสุขไปฝากไว้กับสิ่งเสพบริโภค ซึ่งจะทำให้ลดความแย่งชิงเบียดเบียนกันในสังคม

          พร้อมกันนั้น เมื่อได้พัฒนาตนเองให้มีความสามารถมากขึ้นทั้งในการที่จะมีความสุขที่เป็นอิสระ และในการที่จะทำการสร้างสรรค์ต่าง ๆ ก็จะทำให้ทั้งชีวิตของตัวเองก็ดีขึ้น และสามารถเกื้อกูลแก่ผู้อื่นหรือแก่สังคมได้มากขึ้น พร้อมไปในคราวเดียวกัน    ขอยกพุทธภาษิตมาย้ำเตือนอีกว่า

          “  ตนแลเป็นที่พึ่งของตน โดยแท้จริงคนอื่นใครเล่าจะเป็นที่พึ่งได้  มีตนที่ฝึกดีแล้วนั้นแหละ คือ ได้ที่พึ่งที่หาได้ยาก ”  ( ขุ..๒๕/๒๒/๓๖ )

หลัก    ประการนี้สัมพันธ์เป็นอันเดียวกัน   แต่แยกในเชิงปฏิบัติให้ใช้ได้เหมาะสม และได้ผลจริงจัง   การปฏิบัติจากทุกหลักจะมาบรรจบประสานเป็นอันเดียวกันขอทวนอีกครั้งว่า   หลัก    ประการนี้ต้องย้ำอย่างที่สุด เพราะเป็นหลักใหญ่ของพระพุทธศาสนา และเหมาะสมยิ่งกับยุคปัจจุบัน

          .  ทำการให้สำเร็จด้วยความเพียรพยายาม

          .  เรียนรู้ ฝึกศึกษาพัฒนาตน ให้ชีวิตและสังคมก้าวหน้าไปสู่ความดีเลิศประเสริฐยิ่งขึ้น       

          .  มีความไม่ประมาท  กระตือรือร้น  ขวนขวายสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงาม ไม่ปล่อยเวลาให้เสียไปโดยเปล่าประโยชน์

          . พึ่งตนได้  มีอิสรภาพ  พร้อมที่จะเผื่อแผ่ความสุข เป็นที่พึ่งแก่ผู้อื่นได้

มีสี่ข้อนี้พอแล้ว ประเทศไทยพัฒนาได้แน่

                                @@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

 

                        ฐานะที่มีได้และมิใช่ฐานะในโลกนี้
พระอานนท์ทูลถาม : ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็จะควรเรียกว่า ภิกษุผู้ฉลาด ในฐานะและอฐานะ ด้วยเหตุเท่าไร ฯ
พระพุทธองค์กล่าว : ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้
(
๑) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วย ทิฐิ ๑ พึงเข้าใจสังขารไรๆ โดยความเป็นของเที่ยง นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และ รู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ ปุถุชน พึงเข้าใจสังขารไรๆ โดยความ เป็นของเที่ยง นั้นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ
(
ในอรรถกถา ท่านหมายถึงพระโสดาบันผู้ถึงพร้อมด้วยสัมมาทิฐิ)
(
๒) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้ถึงพร้อม ด้วยทิฐิ พึงเข้าใจสังขารไรๆ โดยความเป็นสุข นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และ รู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ ปุถุชนพึงเข้าใจสังขารไรๆ โดยความเป็น สุขนั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ
(
ในอรรถกถา ท่านหมายถึงพระโสดาบันผู้ถึงพร้อมด้วยสัมมาทิฐิ)
(
๓) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ พึงเข้าใจธรรมไรๆ โดยความเป็นอัตตา นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และ รู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ ปุถุชนพึงเข้าใจธรรมใดๆ โดยความ เป็นอัตตา นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ
(
ในอรรถกถา ท่านหมายถึงพระโสดาบันผู้ถึงพร้อมด้วยสัมมาทิฐิ)
(
๔) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้ถึงพร้อม ด้วยทิฐิ พึงปลงชีวิตมารดา นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะ มีได้แล คือ ปุถุชนพึงปลงชีวิตมารดาได้ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ
(
ในอรรถกถา ท่านหมายถึงพระโสดาบันผู้ถึงพร้อมด้วยสัมมาทิฐิ)
(
๕) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้ถึงพร้อม ด้วยทิฐิ พึงปลงชีวิตบิดา นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะ มีได้แล คือ ปุถุชนพึงปลงชีวิตบิดาได้ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ
(
ในอรรถกถา ท่านหมายถึงพระโสดาบันผู้ถึงพร้อมด้วยสัมมาทิฐิ)
(
๖) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้ถึงพร้อม ด้วยทิฐิ พึงปลงชีวิตพระอรหันต์ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ ปุถุชนพึงปลงชีวิตพระอรหันต์ได้ นั่นเป็นฐานะ ที่มีได้ ฯ
(
ในอรรถกถา ท่านหมายถึงพระโสดาบันผู้ถึงพร้อมด้วยสัมมาทิฐิ)

(
๗) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้ถึงพร้อม ด้วยทิฐิ มีจิตคิดประทุษร้าย พึงทำโลหิตแห่งตถาคตให้ห้อขึ้น นั่นเป็นฐานะ ที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ ปุถุชนมีจิตคิดประทุษร้าย พึงทำโลหิตแห่งตถาคตให้ห้อขึ้นได้ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ
(
ในอรรถกถา ท่านหมายถึงพระโสดาบันผู้ถึงพร้อมด้วยสัมมาทิฐิ)
(
๘) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้ถึงพร้อม ด้วยทิฐิ พึงทำลายสงฆ์ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะ มีได้แล คือ ปุถุชนพึงทำลายสงฆ์ได้ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ
(
ในอรรถกถา ท่านหมายถึงพระโสดาบันผู้ถึงพร้อมด้วยสัมมาทิฐิ)
(
๙) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้ถึงพร้อม ด้วยทิฐิ จะพึงมุ่งหมายศาสดาอื่น นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะ มีได้แล คือ ปุถุชนจะพึงมุ่งหมายศาสดาอื่นได้ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ
(
ในอรรถกถา ท่านหมายถึงพระโสดาบันผู้ถึงพร้อมด้วยสัมมาทิฐิ)
(
๑๐) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธ ๒ พระองค์ พึงเสด็จอุบัติในโลกธาตุเดียวกัน ไม่ก่อนไม่หลัง กัน นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธพระองค์เดียว พึงเสด็จอุบัติในโลกธาตุเดียว นั่นเป็นฐานะ ที่มีได้ ฯ
(
๑๑) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ พระเจ้า จักรพรรดิ ๒ องค์ พึงเสด็จอุบัติในโลกธาตุเดียวกัน ไม่ก่อนไม่หลังกัน นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ พระเจ้าจักรพรรดิ พระองค์เดียว พึงเสด็จอุบัติในโลกธาตุเดียว นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ
(
๑๒) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ สตรี พึงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็น ฐานะมีได้แล คือ บุรุษพึงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ นั่นเป็นฐานะ ที่มีได้ ฯ
(
๑๓) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ สตรีพึงเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะ มีได้แล คือ บุรุษพึงเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ

(
๑๔) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ สตรีพึงสำเร็จ เป็นท้าวสักกะ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ บุรุษพึงสำเร็จเป็นท้าวสักกะ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ
(
๑๕) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือสตรีพึงสำเร็จ เป็นมาร นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ บุรุษ พึงสำเร็จเป็นมาร นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ

(
๑๖) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือสตรีพึงสำเร็จ เป็นพรหม นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ บุรุษพึงสำเร็จเป็นพรหม นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ

(
๑๗) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ วิบากแห่ง กายทุจริต พึงเกิดเป็นที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ วิบากแห่งกายทุจริต พึงเกิดเป็นที่ ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ

(
๑๘) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ วิบากแห่งวจีทุจริต พึงเกิดเป็นที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และ รู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ วิบากแห่งวจีทุจริต พึงเกิดเป็นที่ไม่น่า ปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ

(
๑๙) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ วิบากแห่งมโนทุจริตพึงเกิดเป็นที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และ รู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ วิบากแห่งมโนทุจริต พึงเกิดเป็นที่ไม่น่า ปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ

(
๒๐) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ วิบากแห่งกายสุจริต พึงเกิดเป็นที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ นั่นไม่ใช่ฐานะ ที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ วิบากแห่งกายสุจริต พึงเกิด เป็นที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ

(
๒๑) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ วิบากแห่งวจีสุจริต พึงเกิดเป็นที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ นั่นไม่ใช่ฐานะ ที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ วิบากแห่งวจีสุจริต พึงเกิด เป็นที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ

(
๒๒) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ วิบากแห่งมโนสุจริต พึงเกิดเป็นที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ นั่นไม่ใช่ฐานะ ที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะที่มีได้แวิบากแห่งมโนสุจริต พึง เกิดเป็นที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯล คือ

(
๒๓) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้พรั่ง พร้อมด้วยกายทุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกายทุจริตนั้น เป็นเหตุเป็นปัจจัย นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยกายทุจริตเมื่อตายไป พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกายทุจริตนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัย นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ

(
๒๔) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้พรั่ง พร้อมด้วยวจีทุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะวจีทุจริตนั้น เป็นเหตุเป็นปัจจัย นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยวจีทุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะวจีทุจริตนั้นเป็นปัจจัย นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ

(
๒๕) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้พรั่ง พร้อมด้วยมโนทุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะมโนทุจริต นั้นเป็นเหตุ เป็นปัจจัย นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยมโนทุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะมโนทุจริตนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัย นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ

(
๒๖) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้พรั่ง พร้อมด้วยกายสุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะ กายสุจริตนั้นเป็นเหตุ เป็นปัจจัย นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็น ฐานะมีได้แล คือ บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยกายสุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์ เพราะกายสุจริตนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัย นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ

(
๒๗) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้พรั่งพร้อม ด้วยวจีสุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะวจีสุจริต นั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัย นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยวจีสุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะ วจีสุจริตนั้นเป็นเหตุ เป็นปัจจัย นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ

(
๒๘) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้พรั่งพร้อม ด้วยมโนสุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะ มโนสุจริตนั้นเป็นเหตุ เป็นปัจจัย นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็น ฐานะมีได้แล คือ บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยมโนสุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์ เพราะมโนสุจริตนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัย นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ


ดูกรอานนท์ ด้วยเหตุเท่านี้แล จึงควรเรียกได้ว่า ภิกษุผู้ฉลาดในฐานะ และอฐานะ ฯ
[
๒๔๖] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วอย่างนี้ ท่านพระอานนท์ ได้ทูล พระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์จริง ไม่น่าเป็นไปได้เลย ธรรมบรรยายนี้ชื่อไร พระพุทธเจ้าข้า ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เพราะเหตุนั้นแล เธอจงจำธรรมบรรยายนี้ไว้ ว่าชื่อ พหุธาตุก (ชุมนุมธาตุมากอย่าง) บ้าง ว่าชื่อจตุปริวัฏฏ (แสดงอาการเวียน ๔ รอบ) บ้าง ว่าชื่อธรรมาทาส (แว่นส่องธรรม) บ้าง ว่าชื่ออมตทุนทุภี (กลองบันลืออมฤต) บ้าง ว่าชื่ออนุตตรสังคามวิชัย (ความชนะสงครามอย่างไม่มีความชนะอื่นยิ่งกว่า) บ้าง ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ท่านพระอานนท์จึงชื่นชมยินดี พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล ฯ

ที่มา : http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=14&A=3432&Z=3646

 

 

                       ธรรมชาติที่ติดตัวสัตว์ ทิฏฐิ 62


           
ดูกร ภิกษุทั้งหลาย  ยังมีธรรมอย่างอื่นอีกที่ลึกซึ้ง  เห็นได้ยาก  รู้ตามได้ยาก  สงบ  ประณีต  จะคาดคะเนเอาไม่ได้  ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต  ซึ่งตถาคตทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง  แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง  ที่เป็นเหตุให้กล่าวชมตถาคตตามความเป็นจริงโดยชอบ  ธรรมเหล่านั้นเป็นไฉน
 
ปุพพันตกัปปิถาทิฏฐิ 18 ลัทธิที่ปรารภขันธ์ส่วนอดีต 18 อย่าง
               
มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง  กล่าวถึงขันธ์ส่วนอดีต  แสดงทิฏฐิหลายชนิดด้วยเหตุ 18 ประการ ดังนี้
       
สัสสตทิฏฐิ 4    มีทิฏฐิว่าเที่ยง  บัญญัติอัตตา และโลกว่าเที่ยง ด้วยเหตุ 4 ประการ
           
ปุพเพนิวาสานุสสติ   สมณพราหมณ์บางคน บรรลุเจโตสมาธิ  ตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้หลายประการ  ได้หนึ่งชาติบ้าง..... หลายแสนชาติบ้าง  เขากล่าวว่าอัตตา และโลกเที่ยง คงที่  ส่วนสัตว์นั้นย่อมแล่นไป  ท่องเที่ยวไป  จุติ เกิด  นี้เป็นฐานะที่ 1
                   
ในฐานะที่ 2 และ 3    สมณพราหมณ์บางคน  บรรลุเจโตสมาธิ  ตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้  วัฏฏวิวัฏฏกัปหนึ่งบ้าง..... สี่สิบบ้าง  เขากล่าวว่าอัตตา และโลกเที่ยง คงที่  ส่วนสัตว์นั้นย่อมแล่นไป  ท่องเที่ยวไป จุติ เกิด
                   
ในฐานะที่ 4    สมณพราหมณ์บางคน  เป็นนักตรึก  นักค้นคิด  กล่าวตามที่ตนตรึกได้  ค้นคิดได้  ว่า อัตตา และโลกเที่ยง คงที่  ส่วนสัตว์นั้นย่อมแล่นไป  ท่องเที่ยวไปจุติ  เกิด
               
เรื่องนี้ตถาคตรู้ชัดว่า  ฐานะเป็นที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้  อันบุคคลถือไว้ยึดไว้แล้ว  ย่อมมีคติอย่างนั้น  มีภพเบื้องหน้าอย่างนั้น  และตถาคตย่อมรู้เหตุนั้นชัด  ทั้งไม่ยึดมั่นความรู้ชัดนั้นด้วย  เมื่อไม่ยึดมั่น ก็ทราบความเกิดขึ้น  ความดับไป  คุณและโทษ  เวทนาทั้งหลาย  กับอุบายเป็นเครื่องออกไปจากเวทนาเหล่านั้น  ตามความเป็นจริง  จึงทราบความดับได้เฉพาะตน เพราะไม่ถือมั่น  ตถาคตจึงหลุดพ้น
       
เอกัจจสัสติกทิฏฐิ 4    มีทิฏฐิว่าบางอย่างเที่ยง  บางอย่างไม่เที่ยง  ด้วยเหตุ 4 ประการ
               
บางครั้ง โดยระยะกาลช้านาน  เมื่อโลกกำลังพินาศอยู่  เหล่าสัตว์ย่อมเกิดในอาภัสสรพรหม  เหล่าสัตว์นั้นได้สำเร็จทางใจ..... สถิตอยู่ในภพนั้น  บางครั้งสิ้นกาลยาวนาน  เมื่อโลกกำลังเจริญอยู่  วิมานของพรหมปรากฎว่าว่างเปล่า  ครั้งนั้น สัตว์ที่จุติขึ้นจากชั้นอาภัสสรพรหม  เพราะสิ้นอายุ หรือเพราะสิ้นบุญ  ย่อมเข้าถึงวิมานพรหมอันว่างเปล่า  สัตว์ผู้นั้นก็ได้สำเร็จทางใจ..... สถิตอยู่ในภพนั้น  เกิดความกระสันความดิ้นรน  ว่าแม้สัตว์เหล่าอื่นก็พึงมาเป็นอย่างนี้บ้าง  บรรดาสัตว์เหล่านั้น  ผู้ใดเกิดก่อน  ผู้นั้นย่อมมีความคิดว่า  เราเป็นพรหม  เราเป็นมหาพรหม  เป็นใหญ่ไม่มีใครข่มได้  เห็นถ่องแท้  เป็นผู้กุมอำนาจ  เป็นอิสระ  เป็นผู้สร้าง  เป็นผู้นิรมิต  เป็นผู้ประเสริฐ  เป็นผู้บงการ  เป็นผู้ทรงอำนาจ  เป็นบิดาของหมู่สัตว์ผู้เป็นแล้ว  และกำลังเป็นสัตว์เหล่านี้เรานิรมิต  แม้พวกสัตว์ที่เกิดภายหลัง  ก็มีความคิดว่า  ท่านผู้นี้แลเป็นพรหม..... พวกเรา  อันพระพรหมผู้เจริญนี้นิรมิตแล้ว  บรรดาสัตว์เหล่านั้น  ผู้ใดเกิดก่อนผู้นั้นอายุยืนกว่า  มีศักดิ์มากกว่า
               
สัตว์เหล่านี้ได้บวชเป็นบรรพชิต แล้วบรรลุเจโตสมาธิ  ตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้  หลังแต่นั้นไประลึกไม่ได้  จึงได้กล่าวว่า  ท่านผู้ใดเป็นพรหม..... พระพรหมผู้ใดนิรมิตพวกเรา  พระพรหมผู้นั้นเป็นผู้เที่ยง ยั่งยืน คงทน  มีอันไม่แปรผัน  ส่วนพวกเราเป็นผู้ไม่เที่ยง  ไม่ยั่งยืน  มีอายุน้อย  ยังต้องจุติมาเป็นอย่างนี้  นี้เป็นฐานที่ 1
                   
ในฐานะที่ 2    เทวดาพวกหนึ่ง  หมกมุ่นอยู่แต่ในความรื่นรมย์  สติย่อมหลงลืม  เมื่อจุติจากชั้นนั้นแล้ว  มาเป็นอย่างนี้  จึงออกบวชเป็นบรรพชิต  แล้วบรรลุเจโตสมาธิ  ตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้  หลังแต่นั้นไประลึกไม่ได้  จึงกล่าวว่า พวกเทวดาที่ไม่หมกมุ่นอยู่ในความรื่นรมย์  สติย่อมไม่หลงลืม  จึงไม่จุติจากชั้นนั้น เป็นผู้เที่ยง  ยั่งยืน  คงทน ไม่แปรผัน  ส่วนพวกตนเป็นผู้ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน  มีอายุน้อยยังต้องจุติ  นี้เป็นฐานะที่ 2
                   
ในฐานะที่ 3    เทวดาพวกหนึ่งมักเพ่งโทษกันและกัน มุ่งร้ายกัน พากันจุติจากชั้นที่ตนอยู่ แล้วมาเป็นอย่างนี้  จึงออกบวชเป็นบรรพชิต  แล้วบรรลุเจโตสมาธิ  ตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้  หลังแต่นั้นไประลึกไม่ได้  จึงเกิดความเห็นเช่นเดียวกับฐานะที่ 2
                   
ในฐานะที่ 4     สมณพราหมณ์บางคนเป็นนักตรึก นักคิดค้น  กล่าวตามที่ตนตรึกได้ คิดค้นได้ว่า สิ่งที่เรียกว่า  จักษุ  โสตะ  ฆานะ  ชิวหา  กาย  นี้ได้ชื่อว่าอัตตา  เป็นของไม่เที่ยงไม่ยั่งยืน  ไม่คงทน  มีอันแปรผัน  ส่วนที่เรียกว่าจิต หรือใจ หรือวิญญาณนี้ชื่อว่าอัตตา  เป็นของเที่ยง.....
               
เรื่องนี้ตถาคตรู้ชัดว่า..... เพราะไม่ถือมั่นตถาคตจึงหลุดพ้น
       
อันตานันติกทิฏฐิ 4    มีทิฏฐิว่าโลกมีที่สุด และหาที่สุดมิได้  ด้วยเหตุ 4 ประการ
               
สมณพราหมณ์บางคน บรรลุเจโตสมาธิ  ย่อมมีความสำคัญในโลกว่ามีที่สุด  กลมโดยรอบ นี้เป็นฐานะที่ 1
                   
ในฐานะที่ 2    สมณพราหมณ์บางคน บรรลุเจโตสมาธิ  มีความสำคัญในโลกว่าไม่มีที่สุด  หาที่สุดรอบมิได้ พวกที่ว่าโลกนี้มีที่สุด กลมโดยรอบนั้นเท็จ  นี้เป็นฐานะที่ 2
                   
ในฐานะที่ 3    สมณพราหมณ์บางคน บรรลุเจโตสมาธิ  มีความสำคัญในโลกว่า ด้านบน  ด้านล่าง มีที่สุด  ด้านขวางหาที่สุดมิได้  พวกที่ว่าในฐานะที่ และในฐานะที่ 2 นั้นเท็จ  นี้เป็นฐานะที่ 3
                   
ในฐานะที่ 4    สมณพราหมณ์บางคน เป็นนักตรึก นักค้นคิด  กล่าวตามที่ตนตรึกได้ ค้นคิดได้ว่า  โลกนี้มีที่สุดก็มิใช่  ไม่มีที่สุดก็มิใช่  พวกที่ว่าในฐานะที่ 1,2 และ 3 นั้นเท็จ
               
เรื่องนี้ตถาคตรู้ชัด.....
       
อมราวิเขปิกทิฏฐิ 4    มีทิฏฐิดิ้นได้ไม่ตายตัว  ด้วยเหตุ 4 ประการ
               
สมณพราหมณ์บางคน  ไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล  ถ้าตนพยากรณ์ไปก็จะเป็นเท็จ  จึงไม่กล้าพยากรณ์  เพราะเกลียดการกล่าวเท็จ  จึงกล่าววาจาดิ้นได้ไม่ตายตัวว่า  ความเห็นของเราว่า อย่างนี้ก็มิใช่  อย่างนั้นก็มิใช่  อย่างอื่นก็มิใช่  ไม่ใช่ก็มิใช่  นี้เป็นฐานะที่ 1
                   
ในฐานะที่ 2    สมณพราหมณ์บางคน  ไม่รู้ตามความเป็นจริง..... เกรงว่าพยากรณ์ไปแล้วจะเป็นอุปาทาน จึงกล่าววาจาดิ้นได้.....
                   
ในฐานะที่ 3    สมณพราหมณ์บางคน  ไม่รู้ชัดตามความเป็นจริง  เกรงว่าเมื่อถูกซักไซ้แล้วตอบไม่ได้ จึงกล่าววาจาดิ้นได้.....
                   
ในฐานะที่ 4    สมณพราหมณ์บางคนเป็นคนเขลา งมงาย  เมื่อถูกถามว่าอย่างไร  ตนมีความเห็นว่าเป็นอย่างไร ก็จะตอบไปตามนั้น  จึงกล่าววาจาดิ้นได้.....
               
เรื่องนี้ตถาคตรู้ชัด.....
       
อธิจจสมุปปันนิกทิฏฐิ 2    มีทิฏฐิว่าอัตตาและโลกเกิดขึ้นลอย ๆ  ด้วยเหตุ 2 ประการ
               
พวกเทวดาชื่อว่าอสัญญีสัตว์มีอยู่  เมื่อจุติจากชั้นนั้นเพราะความเกิดขึ้นแห่งสัญญา  มาเป็นอย่างนี้ แล้วออกบวชเป็นบรรพชิต  บรรลุเจโตสมาธิ  ย่อมระลึกถึงความเกิดขึ้นแห่งสัญญาได้  เบื้องหน้าแต่นั้นไประลึกไม่ได้  เขากล่าวว่าอัตตาและโลกเกิดขึ้นลอย ๆ  เพราะตนเมื่อก่อนไม่มี  เดี๋ยวนี้ตนมี  นี้เป็นฐานะที่ 1
                   
ในฐานะที่ 2    สมณพราหมณ์บางคน  เป็นนักตรึก นักคิดค้น  เขากล่าวตามที่ตรึกได้ค้นคิดได้ว่า  อัตตาและโลกเกิดขึ้นลอย ๆ
               
เรื่องนี้ตถาคตรู้ชัด.....
               
ดูกร  ภิกษุทั้งหลาย  สมณพราหมณ์เหล่านั้นกล่าวถึงขันธ์ส่วนอดีต  กล่าวคำแสดงทิฏฐิหลายชนิดด้วยเหตุ 18 ประการนี้
               
เรื่องนี้ตถาคตรู้ชัด.....
 
อปรันตกัปปิกทิฏฐิ 44 ลัทธิที่ปรารภขันธ์ส่วนอนาคตและปัจจุบัน 44 อย่าง
               
สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง  กำหนดขันธ์ส่วนอนาคต.. กล่าวคำแสดงทิฏฐิหลายชนิด ด้วยเหตุ 44 ประการ
       
สัญญีทิฏฐิ 16    มีทิฏฐิว่า  อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายมีสัญญา ด้วยเหตุ 16 ประการ คือ  อัตตามีรูป  ไม่มีรูป  ทั้งที่มีรูปทั้งที่ไม่มีรูป  ทั้งที่มีรูปก็ไม่ใช่ ทั้งที่ไม่มีรูปก็ไม่ใช่  ที่มีที่สุด  ที่ไม่มีที่สุด  ทั้งที่มีที่สุดทั้งที่ไม่มีที่สุด  ทั้งที่มีที่สุดก็มิใช่ทั้งที่ไม่มีที่สุดก็มิใช่  ที่มีสัญญาอย่างเดียวกัน  ที่มีสัญญาต่างกัน  ที่มีสัญญาย่อมเยา  ที่มีสัญญาหาประมาณมิได้  ที่มีสุขอย่างเดียว  ที่มีทุกข์อย่างเดียว  ที่มีทั้งสุขทั้งทุกข์  ที่มีทุกข์ก็มิใช่ สุขก็มิใช่  ยั่งยืนมีสัญญา
               
เรื่องนี้ตถาคตรู้ชัดว่า.....
       
อสัญญีทิฏฐิ 8    มีทิฏฐิว่า  อัตตาเหนือไปจากการตายไม่มีสัญญา  ด้วยเหตุ 8 ประการ คือ  อัตตาที่มีรูป  ที่ไม่มีรูป  ทั้งที่มีรูปทั้งที่ไม่มีรูป  ทั้งที่มีรูปก็มิใช่ ทั้งที่ไม่มีรูปก็มิใช่  ที่มีที่สุด  ที่ไม่มีที่สุด  ทั้งที่มีที่สุดทั้งที่ไม่มีที่สุด  ทั้งที่มีที่สุดก็มิใช่ ทั้งที่ไม่มีที่สุดก็มิใช่  ยั่งยืนไม่มีสัญญา
               
เรื่องนี้ตถาคตรู้ชัด.....
       
เนวสัญญีนาสัญญีทิฏฐิ 8    มีทิฏฐิว่า  อัตตาเหนือไปจากการตาย  มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ 8 ประการ คือ  อัตตาที่มีรูป..... ทั้งที่มีที่สุดก็มิใช่  ทั้งที่ไม่มีที่สุดก็มิใช่  ยั่งยืนมีสัญญา
               
เรื่องนี้ตถาคตรู้ชัด.....
       
อุทเฉททิฏฐิ 7    มีทิฏฐิว่าขาดสูญ  ย่อมบัญญัติความขาดสูญ  ความพินาศ  ความเลิกเกิดของสัตว์  ด้วยเหตุ 7 ประการ คือ
               
สมณพราหมณ์บางคนมีวาทะว่า  เพราะอัตตานี้มีรูป  สำเร็จด้วยมหาภูตรูป มีมารดา  บิดา  เป็นแดนเกิด  เพราะกายแตกย่อมขาดสูญ  ย่อมพินาศ  ย่อมเลิกเกิด  อัตตานี้จึงเป็นอันขาดสูญ
               
สมณพราหมณ์พวกอื่นกล่าวว่า  ยังมีอัตตาอื่นที่เป็นทิพย์  เป็นกามาพจร  บริโภคกวฬิงดาราหาร  เพราะกายแตก อัตตานั้นย่อมขาดสูญ
               
สมณพราหมณ์พวกอื่นกล่าวว่า  ยังมีอัตตาอย่างอื่นที่เป็นทิพย์  มีรูปสำเร็จด้วยใจ  มีอวัยวะใหญ่น้อยครบครัน  มีอินทรีย์ไม่บกพร่อง  เพราะกายแตก อัตตานั้นย่อมขาดสูญ
               
สมณพราหมณ์พวกอื่นกล่าวว่า  ยังมีอัตตาอื่นที่เข้าถึงชั้นอากาสานัญจายตนะ  มีอารมณ์ว่าอากาศหาที่สุดมิได้  เพราะล่วงรูปสัญญา  เพราะดับปฏิฆสัญญา  เพราะไม่ใส่ใจในนานัตตสัญญา  เพราะกายแตก  อัตตานั้นย่อมขาดสูญ
               
สมณพราหมณ์พวกอื่นกล่าวว่า  ยังมีอัตตาอื่นที่เข้าถึงชั้นวิญญาณัญจายตนะ  เพราะกายแตก อัตตานั้นย่อมขาดสูญ
               
สมณพราหมณ์พวกอื่นกล่าวว่า  ยังมีอัตตาอื่นที่เข้าถึง อากิญจายตนะ  เพราะกายแตก  อัตตานั้นย่อมขาดสูญ
               
สมณพราหมณ์พวกอื่นกล่าวว่า  ยังมีอัตตาอื่นที่เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ  เพราะกายแตก  อัตตานั้นย่อมขาดสูญ
               
เรื่องนี้ตถาคตย่อมรู้ชัด.....
       
ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ 5    มีทิฏฐิว่า  นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ ด้วยเหตุ 5 ประการ คือ
               
สมณพราหมณ์บางคนกล่าวว่า  เพราะอัตตานี้อิ่มเอิบ  พรั่งพร้อม  เพลิดเพลินอยู่ด้วยกามคุณ 5 จึงเป็นอันบรรลุนิพพานปัจจุบัน
               
สมณพราหมณ์พวกอื่นกล่าวว่า  ยังมีเหตุอื่นอีก  เพราะเหตุว่ากามทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์  มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา  จึงเกิดความโศก  ความร่ำไร  ความทุกข์  โทมนัส  คับใจ  เพราะอัตตานี้สงัดจากกาม  จากอกุศลธรรม  บรรลุปฐมฌาณ  มีวิตก  วิจาร  มีปิติ และสุขเกิด แต่วิเวกอยู่  จึงเป็นอันบรรลุนิพพานปัจจุบัน
               
สมณพราหมณ์พวกอื่นกล่าวว่า  ปฐมฌาณยังหยาบ  เพราะอัตตานี้บรรลุทุติยฌาณ..... จึงเป็นอันบรรลุนิพพานปัจจุบัน
               
สมณพราหมณ์พวกอื่นกล่าวว่า  ทุติยฌาณยังหยาบ  เพราะอัตตานี้บรรลุตติยฌาณ..... จึงเป็นอันบรรลุนิพพานปัจจุบัน
               
สมณพราหมณ์พวกอื่นกล่าวว่า  ตติยฌาณยังหยาบ  เพราะอัตตานี้บรรลุจตุตถฌาณ..... จึงเป็นอันบรรลุนิพพานปัจจุบัน
               
ดูกร  ภิกษุทั้งหลาย  สมณพราหมณ์เหล่านั้น  กล่าวถึงขันธ์ส่วนอนาคต  กล่าวคำแสดงทิฏฐิหลายชนิด ด้วยเหตุ 44 ประการนี้
               
ดูกร  ภิกษุทั้งหลาย  สมณพราหมณ์เหล่านั้น  กล่าวถึงขันธ์ส่วนอดีตก็ดี  ส่วนอนาคตก็ดี  ทั้งส่วนอดีต ทั้งส่วนอนาคตก็ดี  กล่าวคำแสดงทิฏฐิหลายชนิด ด้วยเหตุ 62 ประการนี้เท่านั้น  หรือแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง  นอกจากนี้ไม่มี
               
เรื่องนี้ตถาคตรู้ชัด.....
               
ธรรมเหล่านี้แลลึกซึ้ง  เห็นได้ยาก  รู้ตามได้ยาก  สงบ  ประณีต  จะคาดคะเนเอาไม่ได้  ละเอียด  รู้ได้เฉพาะบัณฑิต  ซึ่งตถาคตทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง  แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง  ที่เป็นเหตุให้กล่าวชมตถาคตตามความเป็นจริงโดยชอบ
               
ดูกร  ภิกษุทั้งหลาย  สมณพราหมณ์เหล่าใดกำหนดขันธ์..... กล่าวคำแสดงทิฏฐิหลายชนิด ด้วยเหตุ 62 ประการ  แม้ข้อนั้น ก็เป็นความเข้าใจของสมณพราหมณ์เหล่านั้น  ผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา  เป็นความดิ้นรนของคนมีตัณหาเหมือนกัน
               
ดูกร  ภิกษุทั้งหลาย  สมณพราหมณ์เหล่าใดกำหนดขันธ์..... กล่าวคำแสดงทิฏฐิหลายชนิด ด้วยเหตุ 62 ประการ  ก็เพราะผัสสะ เป็นปัจจัย
               
ดูกร  ภิกษุทั้งหลาย  บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น  กล่าวคำแสดงทิฏฐิหลายชนิด ด้วยเหตุ 62 ประการ  สมณพราหมณ์เหล่านั้นทุกจำพวก  ถูกต้อง ๆ แล้วด้วยผัสสายตนะทั้ง ย่อมเสวยเวทนา  เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงเกิดตัณหา  เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงเกิดอุปาทาน  เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงเกิดภพ  เพราะภพเป็นปัจจัยจึงเกิดชาติ  เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงเกิด ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส  เมื่อใดภิกษุรู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งความเกิด ความดับ คุณและโทษแห่งผัสสายตนะทั้ง 6 กับอุบายเป็นเครื่องออกไปจากผัสสายตนะเหล่านั้น  เมื่อนั้น ภิกษุนี้ย่อมรู้ชัดยิ่งกว่าสมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมด  ก็สมณพราหมณ์พวกใด  กล่าวคำแสดงทิฏฐิหลายชนิด  สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด  ถูกทิฏฐิ 62  อย่างเหล่านี้เป็นดุจข่ายปกคลุมไว้  อยู่ในข่ายนี้เอง  เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในข่ายนี้  ติดอยู่ในข่ายนี้  ถูกข่ายนี้ปกคลุมไว้
               
ดูกร  ภิกษุทั้งหลาย  กายของตถาคต มีตัณหาอันจะนำไปสู่ภพขาดแล้ว  ยังดำรงอยู่ เทวดา และมนุษย์ทั้งหลายจักเห็นตถาคต ชั่วเวลาที่กายของคถาคตดำรงอยู่  เมื่อกายแตกสิ้นชีพแล้ว  เทวดา และมนุษย์ทั้งหลายจักไม่เห็นคถาคต
               
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว  พระอานนท์ได้กราบทูลว่า  น่าอัศจรรย์  ไม่เคยมีมา  ธรรมบรรยายนี้ชื่ออะไร พระเจ้าข้า  พระผู้มีพระภาคตรัสว่า  เธอจงจำธรรมบรรยายนี้ว่า  อรรถชาละก็ได้  ธรรมชาละก็ได้  พรหมชาละก็ได้
               
ครั้นพระผู้มีพระภาคตรัสพระสูตรนี้จบแล้ว  ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นมีใจชื่นชม  เพลิดเพลินภาษิตของพระผู้มีพระภาค และเมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่  หมื่นโลกธาตุได้หวั่นไหวแล้ว แล

ทิฏฐิ 62

 

สมณพราหมณ์พวกใด กล่าวคำแสดงทิฏฐิหลายชนิด สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด ถูกทิฏฐิ 62 อย่างเหล่านี้เป็นดุจข่ายปกคลุมไว้ อยู่ในข่ายนี้เอง เมื่อผุดก็ผุดอยู่ในข่ายนี้ ติดอยู่ในข่ายนี้ ถูกข่ายนี้ปกคลุมไว้
ดูกร ภิกษุทั้งหลาย กายของตถาคต มีตัณหาอันจะนำไปสู่ภพขาดแล้ว ยังดำรงอยู่ เทวดา และมนุษย์ทั้งหลายจักเห็นตถาคต ชั่วเวลาที่กายของคถาคตดำรงอยู่ เมื่อกายแตกสิ้นชีพแล้ว เทวดา และมนุษย์ทั้งหลายจักไม่เห็นคถาคต
         @@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

 

 

ที่ตั้งแห่งวิบากจิต (ปากฐาน)

 

ได้แสดงถึงการเกิดขึ้นของอกุศลกรรม และกุศลกรรมมาแล้วบัดนี้จะได้กล่าว ถึง ปากฐานโดยตรงต่อไป

ปากฐาน อันแปลว่า ที่ตั้งแห่งวิบากจิต ก็คือ ฐานที่ตั้งแห่งการให้ผลของ กรรม หมายความว่า เมื่อได้กระทำกรรมใด ๆ แล้ว กรรมเหล่านั้นจะส่งผลเมื่อใด ให้เป็นอะไร  ที่ไหนบ้าง

ที่ว่าจะส่งผลเมื่อใด  หมายความว่า  จะส่งผลในปฏิสนธิกาล  หรือในปวัตติกาล ถ้าส่งผลในปฏิสนธิกาล ก็จะให้ผลในชาตินี้ ซึ่งได้ปฏิสนธิมาแล้ว หรือจะให้ผลในชาติหน้า ชาติต่อ ๆ ไป ภายหลังได้ปฏิสนธิแล้วก็ได้ การส่งผลในปฏิสนธิกาล นับว่าสำคัญมาก เพราะเป็นการสืบต่อภพต่อชาติไปอีกชาติหนึ่งทั้งชาตินั้นทีเดียว ส่วนการส่ง ผลในปวัตติกาลนั้นเป็นชั่วคราว ชั่วขณะ ไม่ใช่ส่งผลอย่างนั้นไปตลอดทั้งชาติ

ที่ว่าให้เป็นอะไร หมายความว่า ให้ปฏิสนธิเป็นสัตว์ในอบาย หรือ เป็นมนุษย์ เป็นเทวดา อินทร พรหม ในปวัตติกาลก็ให้ได้เห็นสิ่งที่ดี หรือไม่ดี ให้ได้ยินสิ่งที่ดี หรือไม่ดี เป็นต้น

ผู้สำเร็จเป็นพระโสดาบัน ย่อมปิดอบายภูมิทั้ง ๔ ได้แน่นอน ก็พระโสดาบันนั้นหาได้ประหาณอุทธัจจจิตไม่ จึงแสดงว่าอุทธัจจจิตนี้ไม่สามารถส่งผลให้ ปฏิสนธิได้ เพราะถ้าอุทธัจจจิตมีอำนาจส่งผลในปฏิสนธิกาลได้แล้ว ก็จะต้องไป เกิดในอบายภูมิ ถ้าเป็นเช่นนั้น พระโสดาบันก็ไม่พ้นอบายภูมิ ส่วนวิจิกิจฉานั้น สามารถส่งผลในปฏิสนธิกาลให้ไปเกิดในอบายภูมิได้ ดังนั้นจึงปรากฏว่าโสดาปัตติมัคค ต้องประหาณวิจิกิจฉาจิตได้เป็นสมุจเฉทแล้ว จึงได้ชื่อว่า ผู้นั้นสำเร็จเป็นพระโสดาบัน มิฉะนั้นจะต้องไปเกิดในอบายภูมิอีก

อนึ่ง  เพื่อเป็นการง่ายต่อการทำความเข้าใจในตอนนี้จะขอขยายความของคำว่า อุทธัจจจิตและ วิจิกิจฉาจิต 

อุทธัจจจิต  เป็นจิตที่ซัดส่ายไปในอารมณ์หลายอย่าง ไม่ปักใจลงไปในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งอย่างแน่วแน่แต่อย่างเดียว กำลังจึงไม่แรงถึงกับทำให้เกิดเป็นผลขึ้นมาได้โดยสมบูรณ์ เปรียบเหมือนสานตะกร้า ยังไม่เสร็จก็หันไปสานกระจาด ยังไม่ทันเป็นกระจาดก็หันไปสานกระบุงได้สักพักหนึ่ง ก็ย้ายไปสานปุ้งกี๋ อะไรทำนองนี้ เป็นอันว่ายังไม่ทันเป็นผลสำเร็จสักอย่างเดียว จึงไม่ได้ทั้งตะกร้า กระจาด กระบุง หรือปุ้งกี๋เลยสักอย่างเดียว เพราะว่าซัดส่ายยักย้ายเรื่อยไป กิจการนั้นจึงเกิดผลไม่สมบูรณ์ฉันใด อุทธัจจจิตก็เป็นฉันนั้น คิดอย่างโน้นหน่อย กลับมาคิดอย่างนี้นิดแล้ว หวนไปคิดอย่างนั้นอีกต่อไป ความคิดนั้นพร่ำเพรื่อเลื่อนลอยไป ไม่มุ่งมั่น เพ่งเล็ง ถึงให้เกิดผลอย่างจริงจัง จึงทำให้ไม่เป็นโล้เป็นพาย ถึงกับให้เกิดเป็นผลอย่างสมบูรณ์ขึ้นมาได้ เหตุนี้อุทธัจจจิตจึงไม่มีกำลังแรงมากพอที่จะส่งผลให้เป็นถึง ปฏิสนธิไปได้ ได้แต่เพียงให้ผลในปวัตติกาลเท่านั้นเอง

วิจิกิจฉาจิต  ถึงแม้จะเป็นจิตที่ลังเล สงสัย ไม่แน่ใจที่จะตัดสินเด็ดขาดลงไปได้ก็จริง แต่ว่าถ้าคิดถึงอารมณ์นั้นขึ้นมาเมื่อใดเป็นลังเลสงสัยอยู่เมื่อนั้น เป็นความสงสัยอย่างแรงกล้า ปักใจสงสัยอยู่นั้นเอง ไม่ถอนความสงสัยไปได้เลย อีกประการหนึ่ง ความสงสัยต่าง ๆ ที่เรียกว่า วิจิกิจฉาจิตนี้ ก็เป็นความสงสัยที่ โน้มเอียง ไปในทางดูหมิ่นดูแคลนอยู่ เพราะความปักใจมุ่งมั่น สงสัยแล้วสงสัยอีก ด้วยอาการที่ โน้มเอียงไปในทางดูแคลน นี่แหละจึงเป็นกำลังแรงถึงกับให้เกิดเป็นผลสมบูรณ์ขึ้นมาได้ เหตุนี้วิจิกิจฉาจิตจึงมีกำลังแรง สามารถส่งผลให้ได้ทั้งใน ปฏิสนธิกาล และในปวัตติกาล

สรุป  จากข้อมูลที่ได้กล่าวอ้างมาทั้งหมดนี้  กรรม  สามารถจำแนกแยกออกได้เป็นหลายประเภท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการแบ่ง แต่อย่างไรก็ตาม จะต้องถือเอาความหมายในแง่ของเจตนาเป็นแกนยืนเสมอไป เจตนาหรือเจตน์จำนงนี้เป็นตัวบ่งชี้ และกำหนดทิศทางแห่งการกระทำทั้งหมดของมนุษย์ เป็นตัวการหรือเป็นแกนนำในการริเริ่ม ปรุงแต่ง สร้างสรรค์ทุกอย่าง  จึงเป็นตัวแท้ของกรรม เมื่อมีเจตนาแล้ว บุคคลย่อมทำกรรมโดย ทางกาย ทางวาจา และทางใจหมายความว่า เจตนา คือความตั้งใจกระทำที่เกี่ยวเนื่องด้วย กาย วาจา ใจ ทั้ง ทางดี และ ทางชั่ว  เมื่อเรารู้ดังนี้แล้ว เราควรฝึกจิตใจของเราให้เป็นไปในทางที่เป็นบุญเป็นกุศล คือฝึกให้คิดดี พูดดี และทำดี เพื่อผลของการกระทำดีจะได้ส่งผลให้เรามีความสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

 

 

 

 

 

 

 

ทำบุญอุทิศส่วนกุศล  มีผลถึงผู้ล่วงลับ?

โดย...นาวาเอก(พิเศษ) วุฒิ  อ่อนสมกิจ

พิมพ์ลงในนิตยสาร  “ธรรมจักษุ”

ปีที่  89  ฉบับที่ 4  มกราคม  2548

ทำบุญอุทิศส่วนกุศล  มีผลถึงผู้ล่วงลับ?

     มีปัญหาที่คาใจท่านพุทธศาสนิกส่วนใหญ่อยู่ข้อหนึ่ง ปัญหานั้นก็คือ  "การทำบุญอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ตาย  บุญนั้นจะถึงผู้ตายหรือไม่?" ทั้งที่ยังหาคำตอบที่ชัดเจนไม่ได้  เมื่อถึงคราวที่ญาติพี่น้องหรือผู้ที่เคารพนับถือตายลง  ก็เต็มใจปฏิบัติตามประเพณี  คือบำเพ็ญทักษิณานุปทาน  ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ผู้ตายตามกำลังที่จะพึงทำได้  เพื่อเป็นการแสดงออกซึ่งกตัญญูกตเวทีเป็นครั้งสุดท้าย  โดยเชื่อว่าบุญนั้นจะเป็นกำลังส่งให้ผู้ตายไปเกิดในสุคติ  การทำบุญทั้งๆที่ยังพิจารณาเห็นผลไม่ชัดเจนด้วยตนเอง  จะถือว่าทำบุญโดยไม่มีหลักก็ไม่ได้  เพราะผลบางอย่างเป็นสิ่งพ้นวิสัยที่ปุถุชนเช่นเราท่านจะพิสูจน์ได้  ก็ต้องอาศัยตถาคตโพธิสัทธา  เชื่อในพระปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าเป็นสำคัญ  ซึ่งก็อยู่ในหลักของศรัทธาความเชื่อ 4 อย่าง  คือ
     1.  กัมมสัทธา  เชื่อในกฏแห่งกรรม  คือเชื่อว่าเมื่อทำอะไรลงไปโดยมีเจตนาแล้วย่อมเป็นกรรม
     2.  วิปากสัทธา เชื่อว่ากรรมที่ทำแล้วต้องมีผล  ถ้าทำดีผลที่เกิดก็ต้องดี  ถ้าทำชั่วผลที่เกิดก็ชั่ว
     3.  กัมมัสสกตาสัทธา  เชื่อว่าแต่ละคนเป็นเจ้าของ  ต้องรับผิดชอบต่อผลกรรมที่เกิดขึ้น
     4.  ตถาคตโพธิสัทธา  เชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
     ศรัทธา 4 อย่างนี้มีมาในพระบาลีเฉพาะข้อ 4 อย่างเดียว  (องฺ. 23/4/3) ส่วน 3 ข้อข้างต้นรวมลงในข้อ 4 ทั้งหมด  ถ้ามีศรัทธาข้อ 4 ก็ทำให้มีศรัทธาอีก3 ข้อข้างต้นไปในตัวด้วย  ซึ่งก็หมายความว่า  เมื่อเชื่อพระปัญญาของพระพุทธองค์  ก็เป็นอันเชื่อเรื่องที่พระองค์ทรงสอนทั้งหมด
     เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าพระพุทธองค์ได้ทรงสอนถึงเรื่องการทำบุญอุทิศแก่ผู้ตายว่าย่อมมีผลจริง  แต่ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขบางประการ  ซึ่งเรื่องนี้ปรากฏหลักฐานในพระสุตตันตปิฎก  ทสกนิบาต  อังคุตตรนิกาย  (องฺ.ทสก. 24/166/290) จึงขอถอดความมาเล่าดังต่อไปนี้
     มีพราหมณ์คนหนึ่งชื่อชาณุสโสณีเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าถึงที่ประทับ  ครั้นกล่าวคำปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันแล้ว นั่ง ณ ที่สมควรทูลถามพระพุทธเจ้าว่า
     "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! พวกข้าพเจ้าเป็นพราหมณ์  มีความเชื่อว่า ทานที่แล้วย่อมมีผลแก่ญาติสาโลหิตผู้ล่วงลับไปแล้วหลังทำทานจึงอุทิศส่วนกุศลไปให้ญาติสาโลหิตผู้ล่วงลับ ทานนั้นจะถึงแก่ญาติสาโลหิตผู้ล่วงลับหรือไม่ ?"
     พระพุทธเจ้าตรัสว่า  "พราหมณ์ ! ทานที่ให้จะสำเร็จแก่ผู้ที่ล่วงลับหรือไม่ ขึ้นอยู่กับผู้รับถ้าผู้รับอยู่ใน "ฐานะ" (โอกาส) ก็จะได้รับ  ถ้าอยู่ใน "อฐานะ" (ที่มิใช่โอกาส) ก็ไม่ได้รับ"
     พราหมณ์ทูลถามต่อว่า  "ที่ว่าอยู่ในฐานะและอฐานะนั้นคืออย่างไร"
     พระพุทธเจ้าตรัสสรุปไว้ว่า "ถ้าผู้ตายทำกรรมที่เป็นอกุศลไว้  และไปเกิดในภูมิที่ไม่เจริญ  คือนรก เดรัจฉาน  เป็นต้น  หรือสร้างกุศลไว้แล้วไปเกิดในภูมิที่เจริญ  เช่นมนุษย์สวรรค์ เป็นต้น ชื่อว่าเกิดในที่เป็น "อฐานะ" คือมิใช่สถานที่ที่จะได้รับส่วนบุญ  เพราะอาหารของผู้ที่เกิดในที่นั้นๆ มิใช่ส่วนบุญที่บุคคลอุทิศไปให้  แต่ถ้าทำอกุศลไว้  แล้วไปเกิดในปิตติวิสัย  คือภูมิแห่งเปรต  และเฉพาะเปรตที่มีชื่อว่า "ปรทัตตูปชีวี" คือเปรตประเภทที่มีส่วนบุญที่มีผู้อุทิศไปให้เป็นอาหารเท่านั้นจึงจะได้รับ  แต่ต้องมีองค์ประกอบ 3 ประการ คือ ด้วยการอนุโมทนาด้วยตนเองของเปรตทั้งหลาย 1 ด้วยการอุทิศของทายกทั้งหลาย 1 ด้วยการถึงพร้อมด้วยทักขิเณยยบุคคล  คือผู้รับไทยธรรมต้องเป็นผู้บริสุทธิ์ 1.
     ส่วนเปรตอีก 3 ประเภทคือ อันตาสิกเปรต (เปรตที่มีอาเจียนเป็นอาหาร) ขุปปิปาสิกเปรต (เปรตที่มีความหิวกระหายเป็นประจำ) และ นิชฌามตัณหิกเปรต (เปรตที่มีไฟเผาตัวตลอดเวลา)  ซึ่งแต่ละประเภทมีอาหารที่ไม่ใช่ส่วนบุญที่ญาติสาโลหิตอุทิศไปให้ ก็อยู่ใน "อฐานะ" คือไม่ได้รับส่วนกุศลที่อุทิศไปให้
     พราหมณ์ทูลถามต่อไปว่า "ถ้าญาติสาโลหิตผู้ล่วงลับไม่เข้าถึงฐานะนั้น  ใครจะได้บริโภคส่วนบุญนั้นเล่า ?"
     พระพุทธเจ้าตรัสว่า "พราหมณ์ ! ถ้าญาติสาโลหิตที่ล่วงลับไปไม่เข้าถึงฐานะนั้น ญาติสาโลหิตแม้เหล่าอื่นของทายกที่เข้าถึงฐานะนั้นมีอยู่ญาติเหล่านั้นย่อมบริโภคทานนั้น"
     พราหมณ์ทูลถามต่อว่า "ถ้าญาติสาโลหิตที่ล่วงลับไม่เข้าถึงฐานะนั้น ทั้งญาติเหล่าอื่นก็ไม่เข้าถึงฐานะนั้น  ทั้งญาติเหล่าอื่นก็ไม่เข้าถึงฐานะนั้น  ใครเล่าจะบริโภคทานนั้น ?"
     พระพุทธเจ้าตรัสว่า "พราหมณ์ ! เวลาสังสารวัฏล่วงมาช้านาน  โอกาสที่ญาติสาโลหิตของแต่ละคนไม่ตกอยู่ในฐานนั้นบ้าง เป็นไปได้ยาก  แต่ถึงอย่างไร  ผู้ให้ก็ย่อมไม่ไร้ผล"
     พราหมณ์ค้านว่า "ถ้าเช่นนั้น พระองค์ก็ทรงตรัสแม้ในอฐานะหรือ ?"
     พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า "ใช่ เรากล่าวกำหนดแม้ใน "อฐานะ" คือบุคคลบางคนในโลกประพฤติในอกุศลกรรมบถมีฆ่าสัตว์  ลักทรัพย์  เป็นต้น  แต่ได้ทำบุญ  ให้ข้าว น้ำ ยามาลา  และของหอมเป็นต้น  เมื่อตายไปเกิดในกำเนิดเดรัจฉาน  เช่น  ช้าง ม้า เป็นต้น  เขาย่อมได้ข้าว น้ำ และเครื่องประดับในกำเนิดที่เกิดนั้นๆ
     อนึ่ง  บุคคลบางคนในโลกเว้นจากอกุศลกรรมบถ  ไม่ฆ่าสัตว์  ไม่ลักทรัพย์  ไม่ประพฤติผิดในกาม  ทั้งทำทานด้วยข้าว น้ำ ของหอม ที่นอน ที่พัก เป็นต้น  เมื่อตายไปแล้วกลับมาเกิดเป็นมนุษย์  เขาย่อมได้กามคุณอันเป็นของมนุษย์ในมนุษยโลกด้วยกรรมนั้น  แต่ถ้าด้วยอำนาจบุญที่ทำไว้ในโลกมนุษย์มีผลให้เกิดเป็นเทวดา  เขาย่อมได้รับเบญจกามคุณ  อันเป็นทิพย์ในเทวโลกนั้นด้วยกรรมนั้น
     พราหมณ์ ! แม้ทายกก็เป็นผู้ไม่ไร้ผลด้วยประการฉะนี้"
     ข้อความข้างต้นนี้ถอดความมาจาก "ชาณุโสณีสูตร" ท่านที่มีความประสงค์จะอ่านโดยความพิสดาร  โปรดหาอ่านได้ในพระไตรปิฎกที่อ้างถึง  พระสูตรนี้น่าจะช่วยแก้ปัญหาคาใจดังกล่าวข้างต้นและทำให้มั่นใจในการทำบุญอุทิศแด่ผู้ล่วงลับได้ว่า  เป็นสิ่งไม่ไร้ผลอย่างแน่นอน

 ********

 

. จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ - จิตที่ฝึกดีแล้ว นำสุขมาให้
    
If you train your mind well, happiness will surely come.

    
จิตของเราเขาเปรียบดั่งเสื้อผ้า   ถึงเวลาต้องซักให้ผ่องใส
    
อันเสื้อผ้าใช้สบู่ถูลงไป            ส่วนจิตใจใช้ธรรมะชำระแทน ฯ


๒. นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ - สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี
    
Peace is the highest bliss.

    
เพียงรู้จักทำใจให้สงบ            ก็จะพบความสุขจริงที่ยิ่งใหญ่
    
ไม่ต้องเสียเงินทองของใดใด   เพียงหายใจเข้าออก 'รู้' อยู่สุขเอย ฯ


๓. สุโข ปุญฺญสฺส อุจฺจโย - การสั่งสมขึ้นซึ่งบุญ นำสุขมาให้
    
Happiness comes from accumulated merit.

    
ทำดีสำเร็จได้ ดั่งใจ               ดวงจิตย่อมผ่องใส สุขล้ำ
    
รางวัลใช่อื่นไกล คือจิตสุขนา   ใครจักอวยลาภซ้ำ ห่อนสู้ ใจเกษม


๔. ททมาโน ปิโย โหติ - ผู้ให้ ย่อมเป็นที่รัก
    
A giver is always beloved.

    
รักที่มีแต่ให้โดยไม่ขอ        รักจะก่อประโยชน์อันยิ่งใหญ่
    
ยิ่งให้เขาเราจักยิ่งสบายใจ   ใครไม่เคยให้ใครลองให้ดู ฯ


๕. อพฺยาปชฺฌํ สุขํ โลเก - ความไม่เบียดเบียน เป็นสุขในโลก
    
None - violence brings peace.

    
หากโลกนี้ถืองามด้วยความรัก   โลกก็จักถืองามด้วยความหวัง
    
หากโลกนี้ถืองามด้วยความชัง   โลกก็รั้งถืองามด้วยความเลว ฯ


๖. อตฺตนา โจทยตฺตานํ - จงเตือนตนด้วยตนเอง
    
Be your own instructor.

    
ตนเตือนตนของตนให้พ้นผิด    ตนเตือนจิตตนได้ใครจะเหมือน
    
ตนเตือนตนไม่ได้ใครจะเตือน   อย่าแชเชือนรีบเตือนตนให้พ้นภัย ฯ


๗. ธมฺโม สุจิณฺโณ สุขมาวหาติ - ธรรมที่ประพฤติดีแล้ว นำสุขมาให้
    
Always conductive to happiness is the Dharma which is well - practiced.

    
ประพฤติธรรมสำคัญอยู่ที่จิต   ถ้าตั้งผิดมัวหมองไม่ผ่องใส
    
ถ้าตั้งถูกผุดผ่องไม่หมองใจ    สติใช้คุ้มจิตไม่ผิดเลย ฯ


๘. ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารึ - ธรรมแล ย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม
    
The virtous are protected by their own virtues.

    
ปราชญ์สรรเสริญว่าธรรมนั้นล้ำเลิศ     แสนประเสริฐกว่าทรัพย์ทั้งน้อยใหญ่
    
ธรรมย่อมคุ้มผู้ประพฤติเป็นธรรมไซร้   ย่อมต้องได้ผลงามตามตำรา ฯ


๙. นิสมฺม กรณํ เสยฺโย - ใคร่ครวญก่อนแล้วจึงทำดีกว่า
    
It is advisable to think before doing anything.

    
คิดก่อนแล้วจึงทำจงจำไว้        ทำอะไรต้องคิดทั้งหน้าหลัง
    
อย่าปล่อยตัวให้ทำตามลำพัง   ต้องเอาใจเหนี่ยวรั้งเสมอไป
    
ก่อนจะทำสิ่งใดใจต้องคิด       ถูกหรือผิดอย่างนี้ดีหรือไม่
    
ถ้าเห็นว่าไม่ดีมีโทษภัย           ต้องหาทางทำใหม่ทำให้ดี ฯ


๑๐. อรติ โลกนาสิกา - ความริษยา เป็นเหตุทำโลกให้ฉิบหาย
      
Jealousy leads to destruction of all sides.

      
โลกขาดรักโลกจักเจิ่งด้วยเลือด   โลกขาดรักโลกจักเดือดเชือดห้ำหั่น
      
โลกขาดรักโลกจักกระจายพลัน    โลกขาดรักมีอันต้องเอวัง ฯ


๑๑. โกธํ ฆตฺวา สุขํ เสติ - ฆ่าความโกรธได้ อยู่เป็นสุข
      
Happy is he who has killed anger.

      
มีอะไรน่าโกรธอย่าโทษเขา   ต้องโทษเราว่าใจไม่เข้มแข็ง
      
เรื่องน่าโกรธแม้ว่าจะมาแรง   ถ้าใจขแข็งเหนือกว่าชนะมัน ฯ


๑๒. โลโกปตฺถมฺภิกา เมตฺตา - เมตตาธรรมเป็นเครื่องค้ำจุนโลก
      
Loving - kindness cements the people of the world.

      
น้ำใจคือเอื้อเฟื้อ   และช่วยเหลือเผื่อแผ่กัน
      
หมั่นทำทุกทุกวัน   ความดีนั้นน่าชื่นใจ (คนดีนั้นโลกชื่นชม) ฯ


๑๓. มาตา มิตฺตํ สเก ฆเร - มารดาเป็นมิตรในเรือนตน
      
A mother is a real friend at home.

      
มารดาเป็นมิตรในเรือน            มารดาเป็นเพื่อนในบ้าน
      
มารดาเป็นอาจารย์ประจำชีวิต   มารดาเป็นพรหมลิขิตชีวิตลูก ฯ


๑๔. โย จ ปุตฺตานมสฺสโว - บรรดาบุตรทั้งหลาย บุตรผู้เชื่อฟังเป็นผู้ประเสริฐสุด
      
Of all the children, an obedient one is the best.

      
บุตรคือจุดหมายปลายทางเสกสร้างฝัน   คือรางวัลแห่งชีวิตสิทธิศักดิ์
      
คือผลรวมของสองเพศวิเศษนัก           คือศรปักอยู่กลางทรวงสองดวงใจ
      
คือปลายเส้นความรู้สึกอันลึกซึ้ง           คือผู้ซึ่งเป็นความจริงอันยิ่งใหญ่
      
คือเส้นเกลียวโซ่ทองคล้องสายใย        คือคนใหม่ตัวแทนของคนสองคน ฯ


๑๕. อกฺโกเธน ชิเน โกธํ - พึงชนะคนโกรธ ด้วยความไม่โกรธ
      
One should overcome an angry person by not being angry.

      
โกรธเขาเราก็รู้อยู่ว่าร้อน           จะนั่งนอนก็เป็นทุกข์ไม่สุขใส
      
แล้วจะดื้อด้านโกรธจะโทษใคร   ต้องโทษใจของเราไม่แข็งพอ ฯ


๑๖. อสาธุง สธุนา ชิเน - พึงชนะคนไม่ดี ด้วยความดี
      
One should overcome an evil person by virtue.

      
ความดีทำไว้ ถึงคราวตายจาก   ก็มีคนอยาก ช่วยแบกช่วยหาม
      
ถ้าหากทำชั่ว ก็พาตัวตกต่ำ       ถึงมีหน้าก็ต้องคว่ำ เหมือนหอยโข่งหอยแครง
      
ดีอยู่ที่ไหน ทำไว้เถิดท่าน         การบุญสุนทร์ทาน จงหมั่้นแสวง
      
ถึงใครค้อนว่า ก็อย่าระแวง ทั้งที่มืดที่แจ้ง ทำดีมันตลอดไป ฯ


๑๗. ททํ มิตฺตานิ คนฺถติ - ผู้ให้ ย่อมผูกไมตรีไว้ได้
      
Giving brings friendship.

      
ให้ท่านท่านจักให้        ตอบสนอง
      
นบท่านท่านจักปอง     นอบไหว้
      
รักท่านท่านควรครอง   ความรัก เรานา
      
สามสิ่งนี้เว้นไว้           แต่ผู้ทรชน ฯ


๑๘. อปฺปมาโท อมตํ ปทํ - ความไม่ประมาท เป็นทางแห่งความไม่ตาย
      
Earnestness (not being engrossed in worldly pleasures) leads to immortality.

      
ผู้ใดเอยเคยประมาทพลาดมาก่อน   ไม่นิ่งนอนถอนถ่ายในภายหลัง
      
ย่อมยังโลกให้สว่างกระจ่างดัง        จันทราครั้งปราศเมฆาสง่างาม ฯ


๑๙. วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ - คนล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร
      
Effort is the cause fo freedom from suffering.

      
เกิดเป็นคนควรหวังอย่ายั้งหยุด   ใจจ่อจุดแน่วแน่ในแนวหมาย
      
หวังไว้เถิดหวังยั่งยืนมิคืนคลาย   ปราชญ์ทั้งหลายสมหวังเพราะตั้งใจ ฯ


๒๐. อตฺตา หเว ชิตํ เสยฺโย - ชนะตนนั่นแหละเป็นดี
      
The top of all the best is self - conquest.

      
ชนะอื่นหมื่นแสนแม้นร้อยครั้ง   แต่ถ้ายังแพ้กิเลสและเหตุผล
      
ไม่ยิ่งใหญ่ไปกว่าปัญญาชน      ผู้ข่มจิตพิชิตตนเพียงหนเดียว ฯ

.....................

“มงคลชีวิต 38 ประการ” ที่ใครปฏิบัติตามย่อมเป็นเหตุนำมาซึ่งความสุข ความเจริญก้าวหน้าในชีวิต ได้แก่
 

มงคลที่ 1.ไม่คบคนพาล
อย่าคบมิตร ที่พาล สันดานชั่ว
จะพาตัว เน่าดิบ จนฉิบหาย
แม้ความคิด ชั่วช้า อย่ากล้ำกราย
เป็นมิตรร้าย ภายใน ทุกข์ใจครัน

มงคลที่ 2.การคบบัณฑิต
ควรคบหา บัณฑิต เป็นมิตรไว้
จะช่วยให้ พ้นทุกข์ สบสุขสันต์
ความคิดดี เลิศล้ำ ยิ่งสำคัญ
ควรคบกัน อย่าเขว ทุกเวลา

มงคลที่ 3.การบูชาบุคคลที่ควรบูชา
ควรบูชา ไตรรัตน์ ขัตติเยศร์
ผู้วิเศษ ก่อเกื้อ เหนือเกศา
ครูอาจารย์ เจดีย์ ที่สักการ์
ด้วยบุปผา ปฏิบัติ สวัสดิ์การ

มงคลที่ 4.การอยู่ในถิ่นอันสมควร
เป็นเมืองกรุง ทุ่งนา หรือป่าใหญ่
ทางมา-ไป ครบครัน ธัญญาหาร
มีคนดี ที่ศึกษา พยาบาล
ปลอดภัยพาล ควรอยู่กิน ถิ่นนั้นแล

มงคลที่ 5.เคยทำบุญมาก่อน
กุศลบุญ คุณล้ำ เคยทำไว้
จะส่งให้ สวยเด่น เช่นดวงแข
ทั้งทรัพย์ยศ ไมตรี มีเย็นแด
เพราะกระแส บุญเลิศ ประเสริฐนัก

มงคลที่ 6 การตั้งตนชอบ
ต้องตั้งตน กายใจ ในทางถูก
เร่งฝังปลูก ตนไว้ ให้ถูกหลัก
เมื่อตัวตน ยังมี เป็นที่รัก
ควรพิทักษ์ ให้งาม ตามเวลา

มงคลที่ 7 ความเป็นพหูสูต
การสนใจ ใฝ่คว้า หาความรู้
ให้เป็นผู้ แก่เรียน เพียรศึกษา
มีศีลดี สติมั่น เกิดปัญญา
ย่อมนำพา ตัวรอด เป็นยอดดี

มงคลที่ 8 การรอบรู้ในศิลปะ
ศิลปะ ต่างอย่าง ทางอาชีพ
ควรเร่งรีบ เรียนรู้ ชูศักดิ์ศรี
มีบางคน จนอับ กลับมั่งมี
ฉลาดดี มีศิลป์ หากินพอ

มงคลที่ 9 มีวินัยที่ดี
อันวินัย นำระเบียบ สู่เรียบร้อย
คนใหญ่น้อย เปรมปรีดิ์ ดีนักหนา
วินัยสร้าง กระจ่างข้อ ก่อศรัทธา
เพราะรักษา กติกา พาร่วมมือ

ไม่พูดเท็จ พูดสอดเสียด และพูดมาก
ละความยาก สร้างวิบาก ฝากยึดถือ
คนหมู่มาก มักถางถาก ปากข่าวลือ
ต้องสัตย์ซื่อ ถือวินัย ใช้ร่วมกัน

มงคลที่ 10 กล่าววาจาอันเป็นสุภาษิต
เปล่งวจี สัจจะ นวลละม่อม
กล่าวเลลี้ยกล่อม ไพเราะ กาลเหมาะสม
เจือประโยชน์ เมตตา ค่านิยม
รื่นอารมณ์ ผู้ฟัง ดังเสียงทอง

มงคลที่ 11 การบำรุงบิดามารดา
คนที่หา ได้ยาก มากไฉน
เพราะว่าใน โลกนี้ มีเพียงสอง
คือพ่อแม่ เกิดเกล้า เหล่าลูกต้อง
ตอบสนอง พระคุณ ได้บุญแรง

มงคลที่ 12 การสงเคราะห์บุตร
เป็นมารดา บิดา ทำหน้าที่
ให้บุตรมี พำนัก เป็นหลักแหล่ง
ส่งเสริมบุตร ธิดาตน กุศลแรง
ย่อมส่องแสง เพิ่มพูน ตระกูลวงศ์

มงคลที่ 13.การสงเคราะห์ภรรยา
มีคู่ครอง ต้องไม่ทำ ให้ช้ำจิต
จะพาผิด ไปข้าง ทงผุยผง
ต้องสงเคราะห์ แก่กัน ให้มั่นคง
รักยืนยง ด้วยกัน ถึงวันตาย

มงคลที่ 14.ทำงานไม่คั่งค้าง
จะทำงาน การใด ตั้งใจมั่น
อย่าผัดวัน ทำเล่น เช้า เย็น สาย
ไม่ทิ้งคา อากูล มากมูลมาย
เร่งคลี่คลาย ให้เสร็จ สำเร็จการ

มงคลที่ 15.การให้ทาน
ควรบำเพ็ญ ซึ่งทาน คือการให้
ท่านว่าไว้ สวยงาม สามสถาน
หนึ่งให้ของ สองธรรมะ ขนะมาร
อภัยทาน ที่สาม งามเหลือเกิน

มงคลที่ 16.การประพฤติธรรม
การประพฤติ ตามธรรม คำพระสอน
ไม่เดือดร้อน ถอนทุกข์ ยามฉุกเฉิน
คนรักธรรม ธรรมรักษ์คน ผลเจริญ
นั่ง
,ยืน,เดิน นอน,สุข ทุกข์ไม่มี

มงคลที่ 17.การสงเคราะห์ญาติ
เมื่อยามญาติ อัตคัด เกินขัดข้อง
ควรหาช่อง สงเคราะห์ ไม่เลาะหนี
เขาซาบซึ้ง ถึงคุณ อบอุ่นดี
หากถึงที เราจน ญาติสนใจ

มงคลที่ 18 ทำงานไม่มีโทษ
งานรับจ้าง ล้างชาม ก็ตามเถิด
หากไม่เกิด โทษทัณฑ์ นั่นสดใส
เมื่อได้ช่อง ต้องจำ กระทำไป
ได้กำไร ทุกทาง ไม่ว่างงาน

มงคลที่ 19 ละเว้นจากบาป
กรรมชั่วช้า ลามก ต้องยกเว้น
หากขืนเล่น ด้วยกัน ถูกมันผลาญ
งดเว้นบาป กำราบให้ ไกลสันดาน
ในดวงมาลย์ ไม่ร้อน และอ่อนเพลีย

มงคลที่ 20 สำรวมจากการดื่มน้ำเม
ของมึนเมา ทุกชนิด พิษคล้ายเหล้า
ใครเสพเข้า น่าตำหนิ สติเสีย
เกิดโรคร้าย แรงร้อน กายอ่อนเพลีย
ใครงดเสีย เป็นสุข ไปทุกวัน

มงคลที่ 21 ไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย
ไม่ประมาท คือมี สติพร้อม
คอยหน่วงน้อม ธรรมคุณ ไม่ผลุนผลัน
ธรรมอันใด ไม่ดี หลีกหนีพลัน
ธรรมดีนั้น ยึดแน่น ไม่แคลนคลอน

มงคลที่ 22 มีความเคารพ
ความเคารพ นับถือ คือเสน่ห์
ไม่โลเล เหมือนลิง วิ่งหลอกหลอน
ทั้งต่อหน้า ลับหลัง พึงสังวร
ย่อมงามงอน สวยสง่า ราคาแพง

มงคลที่ 23 มีความถ่อมตน
ไม่พองลม ก้มหัว เจียมตัวด้วย
มรรยาทสวย นิ่มนวล สิ้นส่วนแข็ง
เหมือนงูพิษ ถอดเขี้ยว หมดเรี่ยวแรง
ยามแถลง นอบน้อม พร้อมใจกาย

มงคลที่ 24 มีความสันโดษ
ความสันโดษ พอใจ ในสิ่งของ
เช่นเงินทอง ของตน แม้ล้นหลาย
เมื่อมีน้อย จ่ายน้อย ค่อยสบาย
ความจนหาย เลยลับ กลับมั่งมี

มงคลที่ 25 มีความกตัญญู
กตัญญู รู้บุญ คุณพ่อแม่
คนเฒ่าแก่
แลอาจารย์ ท่านทรงศีล
จอมมุนินทร์ ปิ่นเกล้า เจ้าธานี
หาวิธี แทนคุณ สมดุลกัน

มงคลที่ 26 การฟังธรรมตามกาล
การฟังธรรม ตามกาล ผ่านมาถึง
ควรคำนึง นิ่งนั่ง ฟังขยัน
ย่อมจะเกิด ปัญญา สารพัน
ตั้งใจมั่น ฟังดี นี่สมควร

มงคลที่ 27 มีความอดทน
ความอดทน ตรากตรำ ยามลำบาก
เจ็บไข้มาก ทนได้ ไม่โหยหวน
ถูกเขาด่า ให้ฟัง นั่งหน้านวล
ยิ้มเสสรวล ด้วยขันติ งามวิไล

มงคลที่ 28 เป็นผู้ว่าง่าย
ควรเป็นคน สอนง่าย ไม่ตายด้าน
ก่อรำคาญ ค่ำเช้า ไม่เข้าไหน
ไม่ซัดโทษ ของตน ให้คนใด
เมื่อมีใคร สอนพร่ำ ให้นำมา

มงคลที่ 29 การได้เห็นสมณะ
การพบเห็น สมณะ ผู้สงบ
แล้วนอบนบ ถามไถ่ ไตรสิกขา
หมั่นฝึกหัด ทุกวัน ด้วยปัญญา
ย่อมชักพา จิตตรง มงคลมี

มงคลที่ 30 การสนทนาธรรมตามกาล
ยามหดหู่ ฟุ้งซ่าน กาลสงสัย
เป็นสมัย ไต่ถาม ตามเหตุผล
เพื่อบรรเทา คลี่คลาย หายกังวล
ควรจะสน- ทนาธรรม ตามที่ควร

มงคลที่ 31 การบำเพ็ญตบะ
พึงบำเพ็ญ ตบะ ละกิเลส
อันเป็นเหตุ หักห้าม กามฉันท์
มุ่งทำลาย ถ่ายบาป สาบสูญพันธุ์
เข้าสู่ขั้น สุโข ฌาณโกลีย์

มงคลที่ 32 การประพฤติพรหมจรรย์
เร่งประพฤติ พรหมจรรย์ อันประเสริฐ์
เพื่อให้เกิด สุขล้วน โดยถ้วนถี่
ตั้งแต่ทาน ถึงสิกขา บรรดามี
สมบูรณ์ดี พรหมจรรย์ ย่อมมั่นคล

มงคลที่ 33 การเห็นอริยสัจ
การรู้เห็น ความจริง สิ่งเที่ยงแท้
ไม่ผันแปร สี่ชนิด ไม่ผิดหลง
ตัดตัณหา มูลราก พรากทุกข์ลง
เป็นการส่ง ข้ามฟาก จากสาคร

มงคลที่ 34 การทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน
ทำให้แจ้ง นิพพาน ผลาญสังโยชน์
ตรวจตราโทษ ธาตุ ขันธ์ หมั่นฝึกถอน
เอาอรหัต มรรคญาณ เผาราญรอน
ดับทุกข์ร้อน นิพพาน สำราญนัก

มงคลที่ 35 การมีจิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม
ท่านผู้ใด ใจดำรง อยู่คงที่
ในเมื่อมี โลกธรรม ครอบงำหนัก
เช่น ลาภ ยศ สุข เศร้า เข้าง้างชัก
มิอาจยัก โยกท่าน ให้หวั่นใจ

มงคลที่ 36 การมีจิตไม่โศกเศร้า
คราวพลักพราก จากญาติ ขาดชีวิต
ถูกพิชิต จองจำ ทำโทษใหญ่
มีสติ คุมจิต เป็นนิตย์ไป
ไม่เสียใจ โศกเศร้า เฝ้าประคอง

มงคลที่ 37 มีจิตปราศจากกิเลส
หมดราคะ โทสะ โมหะแล้ว
จิตผ่องแผ้ว เลิศดี ไม่มีสอง
ย่อมมีค่า สูงจริง ยิ่งเงินทอง
เหมือนสูริย์ส่อง ท้องฟ้า สง่างาม

มงคลที่ 38 มีจิตเกษม
จิตเกษม เปรมปรีดิ์ ดีตลอด
เป็นจิตปลอด จากโอฆ ในโลกสาม
เครื่องผูกมัด สลัดหมด แสนงดงาม
เข้าถึงความ สุขสันต์ นิรันดร

 

            @@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

 

 

ทำไมเราควรศึกษาวิชาปรัชญา

 

ตั้งแต่กรีกสมัยโบราณ ปรัชญาตะวันตกเป็นวิชาที่ศึกษากันแพร่หลายในมหาวิทยาลัยในยุโรปและอเมริกา แม้ปัจจุบันวิชาการต่าง ๆ จะแยกออกจากวิชาปรัชญาแล้วก็ตาม แต่เราก็ยังเรียกผู้ที่จบการศึกษาวิชาสาขาต่าง ๆ ในขั้นสูงสุดว่า Doctor of Philosophy หรือ Ph.D. (Philosophiae Doctor) ปัญหาที่เราอดจะถามไม่ได้ คือ ทำไมเราควรศึกษาวิชาปรัชญาด้วย? มีเหตุผลหลายประการ เหตุผลประการหนึ่งก็คือ วิชานี้มีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตประจำวันมาก ที่เน้นข้อนี้ก่อน เพราะคนส่วนมากมักคิดว่าวิชาปรัชญาไม่มีประโยชน์ในการดำเนินชีวิตประจำวันเลย ก่อนที่จะชี้ให้เห็นว่าวิชานี้มีประโยชน์ในการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างไร เราควรเข้าใจก่อนว่าอะไรที่ทำให้วิชาแต่ละวิชามีประโยชน์ในการดำเนินชีวิตประจำวัน? คงไม่ใช่สิ่งที่เราเรียกว่าข้อเท็จจริง (facts) ซึ่งเราเรียนรู้จากวิชาต่าง ๆ ลองถามพวกบัณฑิตแต่ละปีซิว่า ได้ใช้ข้อเท็จจริงที่เล่าเรียนมาในชีวิตประจำวันบ่อยหรือเปล่า? ผู้ที่ประกอบอาชีพตามทางที่เล่าเรียนมาโดยตรงก็จะตอบว่า ได้ใช้สิ่งนั้นในอาชีพของตน แต่ก็จะมีบัณฑิตจำนวนไม่น้อยที่รับว่าลืมความรู้ที่เคยเล่าเรียนมาหมดแล้ว ดังนั้น จึงไม่สามารถนำความรู้นั้นมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ อย่างไรก็ตาม มิได้หมายความว่าวิชาต่าง ๆ (นอกจากวิชาชีพ) ที่เล่าเรียนมาไม่มีประโยชน์เลย ในหนังสือ The Aims of Education อัลเฟรด ไว้ท์เฮด (Alfred N. Whitehead) อธิบายว่า การศึกษาคือสิ่งที่ยังคงเหลืออยู่ เมื่อเราลืมสิ่งที่เล่าเรียนมาแล้ว สิ่งที่คงเหลืออยู่ในตัวเรา (หากเราศึกษาวิชาปรัชญา) ก็คือนิสัยในการคิด การพูด และการกระทำ ปรัชญาไม่ได้ให้สิ่งที่เรียกว่าข้อเท็จจริงแก่ผู้ศึกษา เช่นวิชาวิทยาศาสตร์ เพราะว่านักปรัชญาสนใจคนละสิ่งกับวิทยาศาสตร์ สิ่งที่นักปรัชญาสนใจไม่ใชสิ่งที่จะหาคำตอบได้ง่าย หรือคำตอบตายตัวแน่นอน นักปรัชญาแต่ละคนมีความเห็นแตกต่างกัน ปรัชญาเป็นเรื่องของการใ้ช้ความคิด หากคนคิดเหมือนกันหมดก็ไม่มีความคิดขึ้น ผู้ศึกษาปรัชญาไม่จำเป็นที่จะต้องเห็นด้วยกับความคิดของนักปรัชญาที่ศึกษา แต่ต้องการปลูกฝังให้เกิดนิสัยต่าง ๆ เช่น นิสัยในการการแสวงหาความรู้ และนิสัยของการวิพากษ์วิจารณ์ตัวเอง (ซึ่งจะทำให้นักศึกษาไม่เป็นเหยื่อของขนบธรรมเนีบม ประเพณี ศาสนา และความเชื่อต่าง ๆ ที่มีอยู่ในสังคม) และมีความเชื่อที่มี เหตุผลของตนเอง ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องเป็นเหตุผลที่เกิดขึ้นในตัวผู้ศึกษาเท่านั้น แต่รวมถึงเหตุผลที่ผู้อื่น (เช่นนักปรัชญาที่ศึกษา) เสนอมา และเขายอมรับหลังจากที่ได้คิดทบทวนพิจารณาแล้วอย่างรอบคอบ ดังนั้น ผู้ที่ศึกษาปรัชญาจึงไม่จำเป็นจะต้องมีโลกทัศน์ (๔. โลกทัศน์ : World-view หมายถึง ความเชื่อต่าง ๆ ที่แต่ละคนมีอยู่) ที่แตกต่างจากคนอื่น เขาอาจมีโลกทัศน์ที่คนทั่ว ๆ ไปมีอยู่ก็ได้ หากเขาเห็นด้วยกับทัศนะนั้นหลังจากที่ตรวจสอบพิจารณาดูพื้นฐานของโลกทัศน์นั้นแล้ว และรับมาเป็นของตน

เราไม่ได้ปฏิเสธข้อเท็จจริงที่ว่า มีคนจำนวนไม่น้อยที่มีจิตใจวิพากษ์วิจารณ์ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยศึกษาวิชาปรัชญา แต่เราก็ต้องยอมรับด้วยว่ามีคนหนุ่มสาวจำนวนมากที่ยังไม่มีโอกาสได้สร้างนิสัยวิพากษ์วิจารณ์ให้เกิดขึ้นในตัวเอง วิชาปรัชญาช่วยให้บุคคลเหล่านี้ (ซึ่งเติบโตมาในสังคมที่ประกอบด้วยวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และความเชื่อต่าง ๆ ที่มีอยู่ก่อนการเกิด และการเจริญเติบโตของเขา) เริ่มสร้างนิสัยของการวิพากษ์วิจารณ์ (โดยกระตุ้นให้ตั้งคำถามเกี่ยวกับความจริง หรือคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น) และให้รู้จักตีค่าสิ่งที่ศึกษาเล่าเรียนมา

คนมักจะพูดว่า วิชาปรัชญา่ทำให้ผู้ศึกษาหมดความเชื่อในขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ ไม่มีศรัทธาในสิ่งใดแม้แต่ศาสนา มีแต่ความสงสัย (skepticism) หากเราเป็นคนช่างสังเกต จะเห็นว่ามีคนหลายคนที่หมดศรัทธาในความเชื่อเก่า ๆ ของตนโดยไม่ได้ศึกษาปรัชญาเลย เป็นการนอกประเด็น หากจะค้นหาสาเหตุที่ทำให้บุคคลเหล่านี้หมดความเชื่อในสิ่งที่เคยเชื่อถือมาก่อน ในที่นี้ต้องการจะชี้ให้เห็นแต่เพียงว่า สิ่งที่บุคคลเหล่านี้แสวงหาคือ ความจริงที่ไม่ขัดกับประสบการณ์ของตน หากมีโอกาสได้ศึกอ่าน ได้ศึกษาปรัชญาและพิจารณาดูความสงสัยและปัญหาต่าง ๆ ที่มีอยู่ในตัวเขาด้วยวิธีการทางปรัชญา ก็มีทางที่เขาจะมีความเชื่อ และค่านิยมที่เหตุผลของเขาเองสนับสนุน ดังนั้น เราเห็นได้ว่าปรัชญาไม่ใช่เป็นวิชาที่มุ่งหมายสร้างคนให้หมดศรัทธาในทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ช่วยให้ผู้ศึกษามีความเป็นเอกลักษณ์ของคนในทางปัญญา จิตใจวิพากษ์วิจารณ์ที่ปรัชญาสร้างให้เกิดเป็นนิสัยในตัวเรานั้น มีจุดหมายในทางสร้างสรรค์ต้องการให้ได้คำตอบที่ถูกต้องและที่เป็นจริง เพราะว่าปัญญาของเราไม่พอใจแต่เพื่อการวิพากษ์วิจารณ์ความเชื่อต่าง ๆ เท่านั้น แต่ต้องการมีความเชื่อที่ถูกต้องด้วย

นอกจากนั้น ปรัชญายังมีความมุ่งหมายที่จะฝึกฝนผู้ศึกษาให้มีวินัยในความคิด คือ ให้คิดอย่างมีประเด็นและมีเหตุผล เหตุผลเป็นสิ่งที่ต้องสร้างให้เกิดขึ้น วิชาอื่น เช่น คณิตศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์ ก็มีความมุ่งหมายเช่นนี้ แต่ปรัชญาต่างกับวิชาเหล่านี้ในข้อที่ปรัชญาช่วยให้เรามีความคิดกระจ่าง และเป็นประเด็นใน สิ่งที่มีอยู่ในตัวเรา และที่เรามักมีอคติอยู่แล้ว เมื่อเราเรียนเกี่ยวกับเส้น หรือจุด หรือตัวเลข เรามักมีความกระจ่างในสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นอยู่แล้ว หรือหากไม่มีความกระจ่างในความคิดทางคณิตศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์ เราก็อาจหาความกระจ่างได้ด้วยการดูคำจำกัดความ หรือคำอธิบายต่าง ๆ ที่นักคณิตศาสตร์ หรือนักวิทยาศาสตร์ให้ไว้ แต่เมื่อเราศึกษาความคิดทางปรัชญา เช่น เสรีภาพ ความถูกหรือความยุติธรรม เราต้องเข้าใจความคิดเหล่านี้อย่างชัดเจนด้วย ความพยายามของเราเอง เรามักไม่มีอคติต่อทฤษฎีทางคณิตศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์ แต่น้อยคนที่จะไม่มีอคติเกี่ยวกับความคิดเรื่องความดีหรือเสรีภาพ การที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะหัวข้อเหล่านี้เกี่ยวกับชีวิตประจำวันมากกว่าทฤษฎีทางคณิตศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์

เราจะมีวินัยในความคิด และมีความกระจ่างในความคิดต่าง ๆ ที่กล่าวมาได้ ก็ต่อเมื่อเราควบคุมอารมณ์ความรู้สึกไว้ได้ จิตของคนมีการศึกษาต่างจากผู้ที่ไม่มีการศึกษา คือจิตที่ได้รับการอบรมจากการศึกษาจะมีความคิด มีเหตุผล มีอารมณ์ความรู้สึกน้อยที่สุด ไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ ตามอารมณ์ หรือปราศจากเหตุผล หรือตามที่ได้ยินได้ฟังมาโดยปราศจากการใช้เหตุผลวิเคราะห์ความเชื่อนั้น การศึกษาวิชาปรัชญาช่วยให้เรามีจิตใจวิพากษ์วิจารณ์ มีความสามารถคิดแบบมีประเด็นและมีเหตุผล จะมีอะไรอีกหรือที่มีประโยชน์ในการดำเนินชีวิตประจำวัน และที่การศึกษาจะให้แก่เราที่ดีกว่าคุณสมบัติทั้งสองนี้?

ประการที่สอง เรามีความต้องการวิชาปรัชญา หากเราต้องการจะอยู่ในโลกปัจจุบันแบบคนฉลาด ในปัจจุบันนอกจากจะมีวิทยาการใหม่จำนวนมากมายแล้ว วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร และหนังสือต่าง ๆ ยังนำความคิดใหม่ ๆ มาสู่ตัวเรา จนบางครั้งเราคิดว่าเราควรรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง เช่น เราควรรู้เรื่องเกียวกับปากีสถานและอินเดีย เกี่ยวกับสภาพสังคมในสหรัฐอเมริกา เป็นต้น เราจะทำอย่างไรเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้? ประมาณหนึ่งในเก้าของสิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตอยู่ในปัจจุบันแบบคนฉลาด แต่แม้ว่าเราจะเลือกส่วนที่สิบ เราก็จะต้องสามารถอธิบายความหมายของส่วนนั้นได้อย่างถูกต้อง วิชาปรัชญาช่วยให้เรา รู้จักคิด สามารถละทิ้งสิ่งที่ไม่สำคัญ และตีความหมายสิ่งที่สำคัญได้ เราจะเห็นได้ว่านักปรัชญายุคปัจจุบัน เช่น ไวท์เฮด และจอห์น ดิวอี้ (John Dewey) ไม่ได้คงแก่เรียนมากกว่าคนในสมัยเดียวกัน แต่เรารู้สึกว่าทั้งสองคนนี้มีจิตใจสมัยใหม่มาก มีความรู้กว้างขวาง อยู่ในโลกแบบคนฉลาด ทั้งนี้ก็เพราะทั้งไว้ท์เฮด และดิวอี้มีจิตใจเป็นนักปรัชญา คือรู้จัก เลือก และ คิด

เหตุผลทั้งสองประการที่กล่าวมา ไม่ใช่เหตุผลสำคัญที่สุดว่าทำไมเราควรศึกษาวิชาปรัชญา เหตุผลที่สำคัญที่สุดคือ ปรัชญาเป็นอาหารธรรมชาติของคนที่มีความหิวในการแสวงหาความรู้ ผู้ที่ใช้ความคิดในการดำเนินชีวิตจะมีความหิวนี้อยูี่ไม่มากก็น้อย เช่นอย่างน้อยที่สุดเราก็อยากรู้ว่าเราคือใคร อยู่ในโลกนี้ในฐานะเช่นใด? ชีวิตที่ดีคือชีวิตแบบไหน? คนหลายคนเข้าหาศาสนาเพื่อหาคำตอบของคำถามนี้ แต่ก็มีคนจำนวนมากที่เราเรียกว่า "นักปรัชญา" หรือ "ผู้รักความรู้" พยายามหาคำตอบด้วยวิธีการของเหตุผลและใช้ปรัชญาเ็้ป็นผู้นำชีวิต.

***

ที่มา : พินิจ รัตนกุล, บรรณาธิการ. (๒๕๑๕). ปรัชญา . กรุงเทพฯ.

 

 

 

 

             ประวัติผู้รวบรวมเรียบเรียงเขียน

ชื่อสกุล                        นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี

วันเดือนปีเกิด             วันพฤหัสที่    กันยายน  พ.ศ. ๒๕๐๒

ที่อยู่ปัจจุบัน                  ๔๓/๑๒ ถนนพุทธมณฑลสาย ๓ เขตบางแค

                                กรุงเทพมหานคร

วุฒิการศึกษา                                                                               

มัธยมศึกษาสายสามัญโรงเรียนวัดราชาธิวาส แผนกวิทย์

นิติศาสตร์บัณฑิต   สมาชิกวิสามัญแห่งเนติบัณฑิตยสภา

พุทธศาสนศึกษามหาบัณฑิต มหามกุฎราชวิทยาลัย

ประสบการณ์การทำงาน

รับราชการที่มหาวิทยาลัยมหิดล คณะสาธารณะสุขศาสตร์

เป็นผู้ช่วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุทัยธานี

เป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท พีไทย อาคิเต็คฯ  จำกัด

เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท เอสเอสโกลเด้นท์แลนด์ จำกัด

เป็นเลขาธิการสมาพันธ์ชมรมวิทยุสมัครเล่นกรุงเทพมหานคร

ประธานชมรมนักกฎหมายวิทยุสมัครเล่น

บรรณาธิการฝ่ายกฎหมายนิตยสารQRZ

กรรมการฯการสื่อสาร(CAT)

กิจการทางพระพุทธศาสนา

เป็นกรรมการบริหารพุทธธรรมรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎรสังกัดคณะกรรมาธิการศาสนาวัฒนธรรมสภาผู้แทนราษฎร

เป็นกรรมการชมรมพิทักษ์พระพุทธศาสนา

ประธานชมรมวิทยากรพิทักษ์พระพุทธศาสนา รุ่น ๔                                

เป็นนักจัดรายการวิทยุใน รายการไขปัญหาชาวพุทธ  รายการรู้ธรรมนำปฎิบัติ, รายการบำเพ็ญบุญบารมีสถานีวิทยุเพื่อพระพุทธศาสนาธรรมะพล ๑ AM ๑๔๒๒ MKz

เป็นเวบมาสเตอร์ จัดทำโฮมเพจให้องค์กรพุทธ ฯ หลายแห่ง

อาจารย์พิเศษสอนระดับปริญญาโทและเป็นวิทยากรและผู้บรรยายในสถาบันการศึกษาหลายแห่ง

ผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาและ

ผู้อำนวยการโครงการจัดทำหลักสูตรการศึกษาโดยสื่อทางไกลของมูลนิธิเบญจนิกาย

พศ ๒๕๓๖ – ปัจจุบัน   เป็นกรรมการบริหารมูลนิธิเบญจนิกาย

พศ ๒๕๕๐ – ปัจจุบัน   เป็นกรรมการบริหารมูลนิธิพุทธางกูร

พศ ๒๕๕๐ – ปัจจุบัน   เป็นกรรมการบริหารสมาคมนักเรียนเก่า ร.ร.วัดราชาธิวาส

ตำแหน่ง/สถานที่ทำงาน ปัจจุบัน  ทำงานบริษัทในเครือ บริษัท สหวิริยา กรุ๊ป ตำแหน่งผู้จัดการสำนักกฎหมาย ฝ่ายบริหารบริษัท

 

 



เสนาะ ผดุงฉัตร, คุณสมบัติชาวพุทธ, ฝ่ายเผยแผ่พระพุทธศาสนา กองศาสนศึกษา กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ, โรงพิมพ์การศาสนา, กรุงเทพ ฯ : ๒๕๓๗.