โครงการธรรมศึกษาวิจัย

การศึกษาการอุปสมบทในพระพุทธศาสนาเถรวาท

ศึกษาจากพระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกาตลอดจนคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา

 

 

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

ผู้อำนวยการหลักสูตร

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

 

ธรรมศึกษาวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนา ตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย

พุทธศักราช  ๒๕๕๐

พิมพ์ครั้งที่ ๑    ๕๐๐ เล่ม เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

 

คำนำ

 

ในหนังสือเล่มนี้รวบรวมและสกัดขึ้น เพื่อให้เข้าถึงสภาวธรรมเรื่อง การศึกษาการอุปสมบท

ในพระพุทธศาสนาเถรวาทอันแป็นเกี่ยวกับคำสอนที่เป็นพุทธพจน์หรือเถระ เถรีที่มี

ความสำคัญยิ่ง   โดยอ้างอิงจากพระไตรปิฏกและตำราอรรถกถาเจตนาหนังเสือเล่มนี้ เพื่อเข้าถึงแก่นแห่งสภาวธรรมเรื่อง การศึกษาการอุปสมบทในพระพุทธศาสนาเถรวาท

คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนานี้ถือว่าเป็นคัมภีร์สำคัญที่หลายประเทศให้ความสำคัญ และเป็นที่ศึกษาของวงการพระพุทธศาสนาในระดับมหาวิทยาลัย เพื่อให้ศาสนาพุทธได้ธำรงยิ่งยืนนาน จึงศึกษาค้นคว้าหาแห่งที่มาสรุปเป็นบทโดยย่อง่ายต่อความเข้าใจ และจดจำ  

ผลของงานเขียนครั้งนี้บางจุดได้นำมาจากข้อมูลเดิมที่ยังไม่ทราบว่าผู้ใดเขียนไว้ก็ขอให้เกิดผลบุญแก่ท่านผู้นั้นด้วย รวมถึงบุพการีครูอาจารย์ตลอดผู้มีคุณทุกท่านขออำนาจแห่งเจตนานี้เป็นปัจจัยให้ทุกท่านถึงที่สุดแห่งทุกข์และสิ้นสุดแห่งกองกิเลส เข้าสู่พระนิพพานโดยทั่วหน้ากัน

                                               

ธีรเมธี

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

มหาบัณฑิตพุทธศาสน์ แห่งมหามกุฏราชวิทยาลัย

                                               

 

 

บทที่ ๑

การศึกษาการอุปสมบทในพระพุทธศาสนาเถรวาท

 

ศึกษาความหมาย หลักการและวิธีการอุปสมบทตามพระบรมพุทธานุญาต เพื่อให้รู้ประโยชน์และ

เป้าหมายสูงสุดของการอุปสมบท ให้ประชาชนเข้าใจหลักและวิธีการ รวมถึงจุดมุ่งหมายของการอุปสมบทตามแนวทางของพระพุทธศาสนา เถรวาท เพื่อให้ประชาชนได้รู้และเข้าใจ รวมทั้งปฏิบัติได้ถูกต้องในปัจจุบันนี้ถึงแม้ว่าชาวพุทธไทยจะยังคงมีศรัทธาในพระพุทธศาสนา และได้เข้ารับการอุปสมบทเป็นจำนวนมากก็ตาม แต่เป้าหมายและรูปแบบวิธีการอุปสมบทได้เปลี่ยนไปจากเดิม จากการอุปสมบทเพื่อมุ่งบรรลุมรรคผลนิพพานมาเป็นอุปสมบทเพื่อทำตามประเพณี วิธีการอุปสมบทก็ถูกแทรกแซงจากค่านิยมความเชื่อ และประเพณีที่ขัดต่อพระบรมพุทธานุญาต เช่น จากความเรียบง่ายเป็นความฟุ้งเฟ้อ จากการไม่มีพิธีรีตองมาเป็นการเพิ่มพิธีกรรมใหม่เข้าไป เช่น พิธีสู่ขวัญ การหาฤกษ์ยามในการอุปสมบท รวมถึงการแต่งเครื่องเซ่นไหว้ก็มีปรากฏในพิธีการอุปสมบทในปัจจุบัน ซึ่งทำให้ห่างไกลออกไปจากหลักการของพระพุทธศาสนาออกไปทุกที และนับวันก็ยิ่งเพิ่มความลี้ลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น พฤติกรรมการอุปสมบทของสังคมไทยปัจจุบันจึงถูกครอบงำจากพิธีกรรม ความเชื่อ และค่านิยมสมัยใหม่ จนแทบจะกลืนเป้าหมายของการอุปสมบทที่แท้จริง คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่เข้าใจว่าการอุปสมบทจะต้องประกอบด้วยพิธีกรรมที่ซับซ้อนและจะต้องมีคนมาร่วมงานมาก การจัดงานจะต้องยิ่งใหญ่ มีมหรสพสมโภช จึงจะทำให้การอุปสมบทถูกต้อง จากพฤติกรรมการอุปสมบทของสังคมไทยปัจจุบันนี้ ทำให้ผู้วิจัยได้มองย้อนกลับไปในสมัยพุทธกาล เพื่อศึกษาหลักและวิธีการอุปสมบทที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย แล้วนำมาเปรียบเทียบหาจุดด้อยและจุดต่าง รวมทั้งสาเหตุที่ทำให้การอุปสมบทเปลี่ยนไปจากเดิม และชี้จุดที่ควรแก้ไขแก่สังคม เพื่อปรับรูปแบบและวิธีการใหม่ให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัย ตลอดถึงอิทธิพลของวัฒนธรรมประเพณีการอุปสมบทได้มีสิ่งใดบ้างที่ถูก

กระแสสังคม และค่านิยมสมัยใหม่เข้ามาเกี่ยวข้อง ประเภทและวิธีของการอุปสมบทได้เปลี่ยนไปมาก

น้อยแค่ไหน เปรียบเทียบการอุปสมบทในอดีตและปัจจุบัน โดยได้มุ่งเน้นการศึกษาไปที่ตำบลหัวขวาง

อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม เพราะเท่าที่สังเกตพฤติกรรมการอุปสมบทของชาวตำบลหัว

ขวาง ปรากฏว่าวัตถุประสงค์ วิธีการ และค่านิยม รวมถึงแรงจูงใจในการอุปสมบทเปลี่ยนแปลงไป

เมื่อเทียบกับสมัยพุทธกาล

จากการศึกษาพบว่า พิธีการอุปสมบทในสมัยพุทธกาลมีเป้าหมายสูงสุดเพียงเป้าหมายเดียว

คือ การมุ่งสู่ความหลุดพ้น แต่การอุปสมบทในปัจจุบันได้เพิ่มความสลับซับซ้อนในด้านพิธีกรรมมาก

ยิ่งขึ้น รวมทั้งค่านิยมสมัยใหม่ที่เข้ามามีอิทธิพลต่อหลักและวิธีการอุปสมบท ซึ่งขัดต่อพุทธประสงค์ที่

มุ่งความสันโดษเพื่อประโยชน์สูงสุดในการบรรลุมรรคผลนิพพาน เมื่อสังเกตพฤติกรรมการอุปสมบท

ของประชาชนในปัจจุบัน จะเห็นว่าแม้จะยังรักษาหลักการเดิมเอาไว้ แต่ก็มีการเพิ่มพิธีกรรม ค่านิยม

และประเพณีหลายอย่างเข้าไปด้วย ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจหลักการอุปสมบทที่แท้จริง จึงให้

ความสำคัญกับพิธีกรรมและค่านิยมมากกว่าเป้าหมายของการอุปสมบท ทำให้ปฏิบัติไม่ถูกต้องตาม

พระธรรมวินัย และนับวันก็ยิ่งจะถูกปลูกฝังพิธีกรรมและค่านิยมใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น และเมื่อเข้าใจไขว้เขวก็ทำให้การถ่ายทอดไขว้เขวไปด้วย คนยุคใหม่ก็เข้าใจว่าการอุปสมบทจะต้องประกอบด้วยพิธีกรรมที่ซับซ้อน จึงจะทำให้การอุปสมบทถูกต้อง หากคณะสงฆ์และผู้เกี่ยวข้องไม่รีบทำความเข้าใจให้กับประชาชน รวมทั้งมีคู่มือกำหนดระเบียบ รูปแบบ และวิธีการอุปสมบทให้เป็นเอกภาพที่ชัดเจนเพื่อให้ปฏิบัติเหมือนกันทุกภูมิภาคก็จะทำให้การอุปสมบทเป็นไปตามเป้าหมายมากยิ่งขึ้นพระพุทธศาสนาได้เกิดขึ้นในดินแดนชมพูทวีป พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้และเปิดเผยสัจธรรมที่พระองค์ทรงค้นพบให้แก่สัตว์โลกทั้งหลายให้รู้ตามพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงแสดงพระปฐมเทศนาให้แก่ปัญจวัคคีย์เป็นครั้งแรก และมีผู้รู้ตามสิ่งที่พระองค์ทรงค้นพบ โดยมีท่านอัญญาโกณฑัณญะเป็นสาวกคนแรกที่ได้รู้ตามพระพุทธเจ้า เมื่อได้ดวงตาเห็นธรรมแล้วได้แสดงความประสงค์ของตนเองเพื่อขอบวช ซึ่งทางพระพุทธศาสนาเรียกว่าการอุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าได้ทรงอนุญาตตามความประสงค์นั้น การอุปสมบทของท่านโกณฑัญญะจึงนับว่าเป็นการอุปสมบทอย่างเป็นทางการครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนา และก็ไม่ได้มีพิธีรีตองอะไรมากนัก เป็นเพียงการกล่าวเพื่อเชื้อเชิญให้ผู้ที่หวังจะเจริญรอยตามพระองค์ให้เข้ามาอุปสมบท โดยมีใจความโดยย่อว่า “เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว เธอจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด” ถ้าเป็นพระอรหันต์จะไม่มีคำว่าทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด เพราะว่าท่านสิ้นเชื้อแห่งการเกิดแล้ว บรรลุสัจธรรมแล้วเมื่ออัญญาโกณฑัณญะได้อุปสมบทแล้วก็มีผู้อุปสมบทตามจำนวนมาก ซึ่งพระพุทธองค์ก็ทรงอนุญาตโดยไม่ได้บังคับ เป็นการอุปสมบทด้วยความสมัครใจ ผู้อุปสมบทก็มีเป้าหมายที่ชัดเจนคือ มุ่งที่จะทำที่สุดแห่งทุกข์ เพื่อเข้าสู่ความหลุดพ้น จึงเป็นการอุปสมบทที่บริสุทธิ์ ต่อมาเมื่อมีคนเข้ามาอุปสมบทมากขึ้น และพระพุทธศาสนาได้แผ่ขยายไปอย่างกว้างขวาง พระองค์ก็ทรงมอบให้พระสงฆ์ที่มีวัตรปฏิบัติงดงามสามารถเป็นพระอุปัชฌาย์แทนพระองค์ได้ แต่เป้าหมายของการอุปสมบทก็ยังอยู่ที่การปฏิบัติพัฒนาจิตเพื่อยกระดับให้พ้นจากกิเลสตัณหา เข้าสู่พระนิพพาน เป็นการขัดเกลาจิตใจให้บริสุทธิ์ การอุปสมบทได้สะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคม ด้านความเป็นอยู่ ค่านิยมแบบแผนทางวัฒนธรรมและชีวิตของสังคมในสมัยพุทธกาล ซึ่งจุดมุ่งหมายที่เป็นมูลเหตุจูงใจในการ

อุปสมบทคือการแสวงหาความหลุดพ้น หรือเพื่อให้บรรลุสัจภาวะอันสูงสุด คือนิพพาน ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าสมัยพุทธกาล เป็นยุคของปรัชญาที่เน้นเกี่ยวกับความคิดในการแสวงหาความหลุดพ้น ต่อมาการอุปสมบทในพระพุทธศาสนาซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงอนุญาตมี วิธีด้วยกัน คือ การอุปสมบท

ด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา, การอุปสมบทแบบไตรสรณคมน์, และการอุปสมบทแบบญัตติจตุตถ

กรรมวาจา หลังจากที่พระพุทธเจ้าได้ปรินิพพานแล้วพระสงฆ์บางกลุ่มได้มีแนวคิดที่แตกแยกออกไป

จนกลายเป็นหลายนิกาย หลายความเชื่อ มีเพียงนิกายเถรวาทเท่านั้นที่ยังรักษาหลักการเดิมของ

พระพุทธศาสนาเอาไว้ทุกประการจนถึงปัจจุบัน

ปัจจุบันนี้ ถึงแม้ว่าการอุปสมบทแบบพุทธศาสนาเถรวาทจะยังคงปฏิบัติตามพุทธบัญญัติ

ก็ตาม แต่เป้าหมายของการอุปสมบทได้เปลี่ยนไป เพราะว่าได้รับอิทธิพลจากสังคม และอุดมคติของ

การอุปสมบทของกุลบุตรในปัจจุบันได้เปลี่ยนไป เมื่อเทียบกับอดีต บางคนอุปสมบทเพื่อแก้บน

หลังจากที่ไปบนบานกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนเองเชื่อถือแล้วได้สมความปรารถนา บางคนอุปสมบทเพื่อหนี

ความผิดจากคดีโลก หรือเพื่อแสวงหาลาภสักการะและอำนาจ เป็นต้น

นอกจากนี้ สังคมไทยยังมีคติความเชื่อเรื่องการครองเรือนว่า ผู้ชายที่ยังไม่ได้บวช ยังไม่เหมาะสมที่จะแต่งงานมีครอบครัว จึงเกิดประเพณีที่เรียกว่าบวชก่อนเบียด เป็นการสร้างเป้าหมายการอุปสมบทขึ้นมาใหม่ เพราะส่วนมากชายไทยก็อุปสมบทเพื่อทำตามประเพณี เพื่อจะได้มีครอบครัวเป็นต้น จึงเป็นการเปลี่ยนวัตถุประสงค์เดิมของพระพุทธศาสนา ค่านิยมเกี่ยวกับการอุปสมบทจึงเปลี่ยนไป คนที่อุปสมบทเข้ามาจึงไม่ค่อยปฏิบัติตามพระธรรมวินัย และประพฤติตัวเป็นที่เสื่อมเสียแก่พระศาสนาดังปรากฏตามสื่อแทบไม่เว้นแต่ละวัน และนับวันการอุปสมบทจะมีเป้าหมายเปลี่ยนไปจากเดิม แม้ว่ารูปแบบการอุปสมบทยังคงสภาพเดิมไว้ก็ตาม แต่เป้าหมายได้ถูกทดแทนด้วยผลประโยชน์และความประพฤติไม่เหมาะสม พุทธทาสภิกขุ ได้กล่าวว่า

การบวชคือการหนีสงสารหมายความว่าการอุปสมบทไม่ใช่เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ แต่เป็นไปเพื่อที่จะออกจากวัฏฏสงสารหากมองตามสภาพการณ์ของพุทธศาสนาทุกวันนี้ ก็พอจะทราบดีว่า พฤติกรรมของพระสงฆ์ที่อุปสมบทเข้ามาได้เปลี่ยนเป้าหมายไปจากเดิมที่เป็นแบบเรียบง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อไม่มีการประกอบพิธีบายศรีสู่ขวัญ และไม่มีมหรสพมาสมโภชอย่างปัจจุบัน ถ้าหากปล่อยให้พิธีการอุปสมบทเป็นอย่างนี้ต่อไป จะมีผลกระทบต่อพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก เพราะคนที่เข้ามาอุปสมบทไม่ใช่เพื่อที่จะพ้นทุกข์เหมือนในอดีต จึงเป็นปัญหาที่ต้องการทราบว่า ถ้านำวิธีการอุปสมบทของคนในอดีตกับปัจจุบันมาเปรียบเทียบกัน แล้วหาจุดต่างที่ทำให้พฤติกรรมของการอุปสมบทเปลี่ยนไปจากเดิมคืออะไร

เพื่อให้ชาวพุทธได้รู้แล้วเข้าใจว่าแท้จริงแล้วการอุปสมบทมีจุดประสงค์เพื่ออะไร และจะทำอย่างไรบ้าง

จึงจะสามารถบรรลุจุดประสงค์นั้นได้ เพื่อที่จะสามารถปฏิบัติตัวได้ถูกต้องตามพระธรรมวินัยดังนั้น ผู้วิจัยจึงมีความประสงค์ที่จะศึกษาวิธีการและองค์ประกอบของการอุปสมบทที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ในพระไตรปิฎก ซึ่งเป็นคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาที่น่าเชื่อถือมากที่สุด เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับการอุปสมบทในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับค่านิยมและวัฒนธรรมของสังคมไทย ยังปฏิบัติไม่ถูกต้องตามพุทธประสงค์หลายประการ เช่น การบวชที่ฟุ่มเฟือย และเพิ่มองค์ประกอบมากมาย เป็นต้น เพื่อศึกษาวิธีการอุปสมบทในพระไตรปิฎก แล้วนำความรู้ที่ได้มาเผยแผ่แก่สังคมปัจจุบัน เพื่อให้ปฏิบัติได้ถูกต้องตามพุทธพจน์ และได้รับอานิสงส์มากตามแนวทางพระพุทธศาสนาสืบต่อไป

คำจำกัดความของศัพท์

การบวช หมายถึง ถือเพศเป็นภิกษุสามเณรหรือนักพรตอื่น

บรรพชา หมายถึง การบวชเป็นสามเณร

อุปสมบท หมายถึง บวชเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา

ญัตติ หมายถึง คำประกาศให้สงฆ์ทราบเพื่อทำกิจของสงฆ์ร่วมกันเรียกว่า คำเผดียงสงฆ์ ข้อเสนอเพื่อลงมติ หัวข้อโต้วาที ๘ เถรวาท หมายถึง พระพุทธศาสนานิกายหนึ่งที่ถือตามพระธรรมวินัยดั้งเดิม

หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “หินยาน”

งานวิจัยของ ทินพันธุ์ นาคะตะ ในปี ..๒๕๐๙ พบว่า พระพุทธศาสนาเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรากฐานของวัฒนธรรมทางจิตใจให้แก่คนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนไทยในสังคมชนบท ซึ่งวัฒนธรรมทางจิตใจเหล่านี้ได้ถูกสั่งสมมาโดยตลอด ตั้งแต่วัยเด็ก วัยเรียน วัยบวชเรียน จนกระทั่งถึงวัยผู้ใหญ่ การอบรมบ่มนิสัยในเรื่องหลักธรรม จริยธรรม และการมีส่วนร่วมในพิธีทางศาสนาที่ได้รับมาตั้งแต่เล็กของคนไทย ย่อมก่อให้เกิดความประทับใจ นิสัยความเคยชิน และเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติต่อไป สำหรับประเพณีการบวชเรียนของผู้ชายไทยนั้น นอกจากจะทำให้ผู้บวชได้รับการขัดเกลาจิตใจ และลักษณะนิสัยจากหลักธรรม เพื่อให้เป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีแล้วยังแสดงให้เห็นศรัทธาอันแรงกล้าของคนไทย ที่มีต่อพระพุทธศาสนา จนถึงกับอุทิศกาย อุทิศใจเข้าไปมีส่วนร่วมประพฤติปฏิบัติตามพระวินัยในฐานะของสาวกที่แท้จริง ซึ่งการฝึกอบรมจิตใจที่ได้รับในขณะบวชนี้ ย่อมจะมีผลต่อการควบคุมจิตใจของผู้บวชบ้างไม่มากก็น้อย ความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างพระพุทธศาสนากับประชาชน ทั้งในด้านการประพฤติปฏิบัติที่ดำเนินอยู่จริงในชีวิตประจำวันในด้านเวทย์มนต์คาถา และในด้านพิธีกรรม ย่อมมีส่วนเสริมสร้างต่อการยึดถือพุทธปรัชญาเป็นหลักธรรมประจำใจมากขึ้น การศึกษาในเรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญและบทบาทของพระพุทธศาสนาในด้านความประพฤติปฏิบัติต่อสังคมในแง่ความเชื่อ สัญลักษณ์ เวทย์มนต์คาถาพิธีกรรม ระเบียบปฏิบัติทางศาสนา และกระบวนการถ่ายทอดหลักธรรมในศาสนาอีกด้วย ๙ในปี ..๒๕๑๕

ผ่องพันธุ์ มณีรัตน์ ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับเรื่อง “ทัศนคติในการบวช” โดยสรุปสาระสำคัญได้ว่า วัตถุประสงค์ของการบวชในสมัยพุทธกาลนั้น ก็เพื่อต้องการจะให้ถึงพระอรหันตผลพ้นจากกองกิเลส และกองทุกข์ทั้งปวง แต่ในสมัยต่อ มา วัตถุประสงค์ในการบวชก็เปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัยต่าง กัน และได้กล่าวถึงความหมายของการบวช ช่วงระยะเวลาในการบวช และวัตถุประสงค์ของการบวชในประเทศไทย ซึ่งผู้บวชก็มีวัตถุประสงค์ในการบวชที่แตกต่างกันออกไปหลายประการ เช่น บวชเพราะต้องการศึกษาพระธรรมต่าง เพื่อจะได้นำไปปฏิบัติเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต บวชเพราะเห็นว่าเมื่อบวชแล้วไม่ต้องทำงาน บวชเพราะต้องการลาภสักการะต่าง บวชเพราะบิดามารดา ต้องการให้บวช บวชตามประเพณี ๑๐

นอกจากนั้น ในงานวิจัยเรื่องนี้ ยังได้กล่าวถึงทัศนคติของ Melford E. Spiro ที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับพุทธศาสนาและพระภิกษุในประเทศพม่า พบว่าพุทธศาสนาจัดได้ว่าเป็นวัฒนธรรมที่สร้างขึ้น เพื่อเป็นวิธีการในการขจัดความขัดแย้งภายในของผู้บวช ซึ่งเป็นเสมือนกลไกป้องกันตัวเอง

(Defense mechanism) ของผู้บวช เพื่อช่วยไม่ให้ผู้บวชเกิดพยาธิสภาพที่ขัดแย้ง (Conflict)ภายในจิตใจของตน และในงานวิจัยนี้ ยังได้กล่าวถึงทัศนคติของ Dr. James Steele ซึ่งได้วิเคราะห์บุคลิกภาพของพระภิกษุชาวพม่า พบว่าพระภิกษุจะมีบุคลิกภาพในอัตรา ที่สูงกว่าชาวบ้านทางด้านความคิด ความเฟ้อฝัน การป้องกันตัวเองและความกังวลเกี่ยวกับเรื่องสตรี ส่วนบุคลิกภาพทางด้านที่พระภิกษุมีน้อยกว่าชาวบ้าน ก็คือความรู้สึกทางเพศ ความเชื่อมั่นในตัวเอง ความ

กระตือรือร้นในการต่อสู้ชีวิต และอารมณ์ที่แสดงออก ซึ่งจากลักษณะดังกล่าวนี้จะเห็นได้ชัดว่าพระภิกษุชาวพม่ามีพยาธิสภาพ ในบุคลิกภาพอย่างรุนแรงมาก ดังนั้น จึงต้องอาศัยวินัยของพระและบรรทัดฐานทางพระพุทธศาสนา เป็นหนทางในการแก้ปัญหาความขัดแย้งต่าง ที่เกิดขึ้น

ในปี ..๑๙๗๐ Jane Bunnag ได้เขียนบทความที่กล่าวถึง การปฏิสัมพันธ์ระหว่างพระกับชาวบ้านในสังคมไทยภาคกลาง ในความทรงจำของพระยาอนุมานราชธน ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือสยามสมาคม ในบทความนี้เอง Jane ได้พยายามชี้ให้เห็นถึงบทบาทของพระภิกษุทางด้านต่าง อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ดึงดูดให้มีคนเข้ามาบวชในพุทธศาสนา นั่นคือแรงจูงใจ ของการบวชเป็นพระภิกษุนั้นเป็นแรงผูกพันทางสังคม (Social Ties) มากกว่าจะเป็นแรงจูงใจทางการแสวงหาความหลุดพ้น เพราะมีบุคคลจำนวนไม่น้อยที่เล็งเห็นความสุขสบายจากการบวช และการได้รับความเคารพนับถือและยกย่องจากชาวบ้านเป็นผลตอบแทน ๑๑

พุทธทาสภิกขุ ได้กล่าวไว้ว่า การบวชเป็นการสืบต่อพระพุทธศาสนา ทั้งนี้เพราะการที่พระพุทธศาสนายังดำรงอยู่ได้ตราบจนกระทั่งทุกวันนี้ ก็ด้วยมีพระภิกษุสงฆ์ผู้ออกบวชศึกษาพระธรรมวินัย และหลักธรรมคำสั่งสอนต่าง ของพระพุทธองค์สืบต่อกันมาเรื่อย เป็นศาสนทายาทผู้สืบทอดอายุของพระศาสนา และเป็นผู้เผยแผ่พระศาสนาให้เจริญกว้างไกลยิ่งขึ้น และท่านก็ได้กล่าวถึงเป้าหมายของการบวชที่แตกต่างกัน ดังนี้

บวชหลบบวชลี้ บวชหนีสงสาร

บวชผลาญข้าวสุก บวชสนุกหาบาป

บวชคาบเหล็กแดง บวชแต่งแผ่นดิน

บวชกินของร้อน บวชนอนในไฟ

บวชไม่หน่ายหนีโลก บวชนั่งโงกงมแก่ ๑๒

พระโสภณคณาภรณ์(เจริญ สุวฑฺฒโน ) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการอุปสมบทไว้ว่า

“การบวช เป็นโอกาส คือช่องให้ได้บำเพ็ญบุญกุศลอย่างสูง เพื่อบรรลุถึงความบริสุทธิ์ความสุข ความสงบอย่างประณีต เมื่อยังไม่ได้บวช ไม่มีโอกาสที่จะประพฤติบุญกุศลเช่นนั้นได้เพราะยังพัวพันอยู่ด้วยการบ้านเรือน บุตรภริยา การงานต่าง จะประพฤติได้ก็แต่บุญกุศลอย่างของผู้ครองเรือน ผู้ที่ประสงค์บุญกุศลที่สูงขึ้นไป จึงได้ออกจากบ้านเรือน ทำตนเป็นอนาคาริยะ แปลว่าผู้ไม่มีเรือน ประพฤติตนเป็นผู้มักน้อย สันโดษ กินอยู่นุ่งห่มง่าย กล่าวสั้น ว่าบวชนั่นเอง” ๑๓

                                                เชิงอรรถ

วิ.มหาวรรค./๑๘/๑๖เอหิ ภิกฺขุ สวากฺขาโต ธมฺโม จร พรหมจริยํ สมมา ทุกฺขสฺส อนฺตกิริยายาติ

พุทธทาสภิกขุ, คำสอนสำหรับผู้บวชใหม่, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ธรรมสภา, ๒๕๔๓), หน้า ๘๕.

สุนทรียา สุนทรวิภาค, ศึกษาความสำคัญของการบวชในพุทธศาสนาที่มีต่อสังคมไทยในปัจจุบัน,

(กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาลัยมหิดล, ๒๕๒๙), หน้า ๔๐.

สุนทรียา สุนทรวิภาค, เรื่องเดียวกัน, หน้า ๕๕.

ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยถาน, พิมพ์ครั้งที่ (กรุงเทพมหานคร: หจก.นนทชัย, ๒๕๒๓), หน้า ๔๕๙.

อ้างแล้ว. หน้า ๔๕๖.

อ้างแล้ว. หน้า ๙๑๕.

ราชบัณฑิตยสถาน, อ้างแล้ว, หน้า ๒๘๘.

ทินพันธุ์ นาคะตะ, คุณค่าของพุทธศาสนาในการบริหารราชการ, (กรุงเทพมหานคร : วิทยานิพนธ์

รัฐศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ..๒๕๐๙), หน้า ๙๕.

๑๐ ผ่องพันธุ์ มณีรัตน์, งานวิจัยเรื่อง ทัศนคติในการบวช ศึกษาจากทัศนะทางสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา,(กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๑๕), หน้า ๑๕๐.

๑๑ Bunnag, Jane, Monk-Layman Interaction in Central Thai Society, From in Memoriam

Phya Anuman Rajadhon, The Siam Society, 1970.

๑๒ พุทธทาสภิกขุ, คำสอนผู้บวช ภาค , (กรุงเทพมหานคร : สมชายการพิมพ์, ๒๕๒๗), หน้า ๒๒-๒๓.

๑๓ พระโศภณคณาภรณ์, (เจริญ สุวฑฺฒโน . ), การบวช, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหามกุฎราชวิทยาลัย, ๒๕๒๕), หน้า -.

 

 

บทที่ ๒

ประวัติความเป็นมาของการบวช

. ความหมายของการบวช

.. ความหมายของการบวชโดยทั่วไป

ศาสนาทุกศาสนาประกอบด้วยศาสดา (บางศาสนาอาจไม่มีศาสดามีเพียงผู้ก่อตั้งเท่านั้น)ศาสนสถาน ศาสนพิธี หลักธรรมคำสอน และนักบวชทางศาสนา รวมทั้งบริษัทที่นับถือ ซึ่งแต่ละองค์ประกอบทางศาสนาล้วนเป็นสิ่งที่สำคัญในการช่วยพยุงและเผยแผ่ศาสนาให้เจริญกว้างไกลหลังจากที่ศาสดาหรือผู้ก่อตั้งได้สิ้นไปแล้วผู้ที่สืบทอดหลักธรรมคำสอนรวมทั้งพิธีกรรมต่างๆ ก็คือนักบวชของแต่ละศาสนา ซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการจรรโลงและเผยแผ่พระศาสนา

            นักบวช คือผู้สละเหย้าเรือนหรือการครองชีวิตอย่างคฤหัสถ์อุทิศตนเพื่อศาสนาที่ตนนับถือและประกาศตนเป็นสาวก หรือผู้ภักดีต่อองค์ศาสดา ในศาสนาเทวนิยมนักบวชนอกจากจะเป็นบุคคลศักดิ์สิทธิ์แล้ว ยังมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของคนทั้งปวง ตั้งแต่เกิดจนตาย ศาสนกิจต่าง เช่นคำจารึก จดหมายเหตุ พิธีกรรม การเซ่นไหว้บูชา เป็นต้น นักบวชเท่านั้นที่ทำได้ โดยเป็นผู้กำหนดรูปแบบพิธีกรรม วันเวลา รวมทั้งบุคคลและการกระทำอย่างใดที่เทพเจ้าโปรดปรานหรือเกลียดชัง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่ของนักบวชที่จำเป็นต้องทำ เพราะบางอย่างเป็นกิจวัตรประจำวันหรือเป็นศาสนกิจที่ต้องทำ ซึ่งนักบวชแต่ละประเภทอาจประกอบศาสนาแตกต่างกัน โดยทั่วไปนักบวชแบ่งออกเป็น ๓ ประเภท คือ

. นักบวชประเภทตัวแทน (Intermediary) คือ ผู้ที่เป็นสื่อกลางระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้า

ในระดับไสยศาสตร์เรียกหมอไสยศาสตร์ (Magician) ในระดับวิญญาณนิยมเรียกหมอผี

(Witchdoctor) และในระดับเทวนิยมเรียกนักบวช (Priest) ซึ่งเกิดจากการสืบทอดทางสายโลหิตเช่น วรรณะพราหมณ์ในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู หรือจากการอภิเษกจากบุคคลธรรมดาไม่ได้มาจากบุคคลวรรณะนักบวช เช่น ในศาสนายิว ศาสนาคริสต์ เป็นต้น

. นักบวชประเภทฤาษี (Ascetic) คือ บุคคลที่ออกบำเพ็ญเพียรในป่าตามถ้ำ ตามเขา

ดำรงชีพอยู่ด้วยผลไม้ เปลือกไม้หรือหัวมันนุ่งห่มเปลือกไม้หรือหนังสัตว์มีชีวิตอยู่กับการสวดมนต์

ภาวนา สังกัดและ ไม่สังกัดศาสนาใด ก็มีสละชีวิตทางโลก รักษาพรหมจรรย์ มักน้อย สันโดษ

มุ่งแสวงหาความสุขความสงบทางจิตใจ

. นักบวชประเภทภิกษุ (Monk) หมายถึง บุคคลผู้เสียสละชีวิตฆราวาสออกบวช ถือเพศบรรพชิต เพราะเลื่อมใสในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าปฏิญาณตนเป็นสาวก ดำรงชีพอยู่ได้ด้วยการบิณฑบาต อุทิศการบวชเพื่อบรรลุถึงเป้าหมายสูงสุดคือนิพพาน ผ่านพิธีกรรมที่เรียกว่า อุปสมบทวิธี

สมัยพุทธกาล ภิกษุอาศัยอยู่ตามโคนไม้ ราวป่า ลอมฟาง ถ้ำหรือภูเขา เมื่อสังคมวิวัฒนาการ จึง

อนุญาตให้อยู่จำพรรษาในอารามหรือวัดที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านเป็นศูนย์กลางของชุมชน ศาสนากิจไม่

เกี่ยวกับเทพเจ้าแต่มีจุดมุ่งหมายที่การขัดเกลาจิตใจให้สะอาด อยู่ในความสงบ เพื่อความหลุดพ้นจาก

กิเลสตัณหา

.. ความหมายของการบวชตามทัศนะของพระพุทธศาสนา

การบวช แปลว่า เว้นจากความชั่วทุกอย่าง และในสารานุกรมไทยได้ให้ความหมายไว้ว่า คำว่า “บวช” เป็นภาษาไทย หมายถึง ไปโดยสิ้นเชิง ได้แก่ การเว้นจากการทำชั่ว แปลโดยอรรถว่าความประเสริฐที่เป็นพรหมจรรย์” คือ การออกจากการทำชั่วทั้งปวงเพื่อประพฤติพรหมจรรย์อันประเสริฐสุด นั่นคือ กระบวนการที่ขัดเกลาให้จิตใจบริสุทธิ์จากกิเลสตัณหาพุทธทาสภิกขุให้ความหมายของการบวชว่า คำว่า “บวช” เป็นภาษาไทย ซึ่งถอดรูปมาจากคำในภาษาบาลีว่า ปุพฺพชฺชา

คำว่า “ปุพฺพชฺชา” นี้มีรากศัพท์ คือ +วช แปลว่า ทั่ว หรือสิ้นเชิง, วช แปลว่า ไป หรือเว้น ค่า +วช จึงแปลว่าไปโดยสิ้นเชิง ที่ว่า “ไปโดยสิ้นเชิง” นั้นหมายถึงไปจากความเป็นฆราวาส คือ จากการครองเรือนไปสู่ความเป็นบรรพชิต คือ เป็นผู้ไม่ครองเรือนโดยสิ้นเชิง โวหาร ที่สูงไปกว่านั้น ท่านเรียกว่าไปจากโลกโดยสิ้นเชิง ซึ่งหมายความว่า ละเสียจากวิสัยที่ชาวโลกเขามีกัน เป็นกัน โดยสิ้นเชิงนั่นเอง

            การบวชจึงหมายถึง การนำตัวเพื่อออกจากความชั่วทั้งหลายโดยสิ้นเชิง นักบวชของศาสนาจะ

เว้นจากการใช้ชีวิตเหมือนคนปกติสามัญธรรมดา เป็นเหมือนตัวแทนของศาสดา ทำหน้าที่อบรมสั่งสอนให้คนเป็นคนดี ซึ่งแต่ละศาสนาอาจมีอุดมคติสูงสุดต่างกัน ในทางพระพุทธศาสนาถือว่าการบวชเป็นกระบวนการสร้างคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ สร้างมนุษย์ให้กลายเป็นพระอรหันต์ ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ก็จะย้อนกลับมาสร้างประโยชน์แก่สังคม เมื่อท่านเหล่านั้นได้ศึกษาค้นคว้าปฏิบัติจนรู้แจ้งธรรมะแล้วนำธรรมะมาบอกกล่าวแก่คนทั่วไป เพื่อช่วยให้สังคมสงบสุข ให้โลกเกิดความสันติสุขการบวชจึงมีจุดหมายสูงสุดต่างกันสุดแล้วแต่ทัศนะของศาสนาใด บางศาสนาถือว่าการบวชเพื่อจะได้อยู่ใกล้ชิดกับพระเจ้า เพื่อรับใช้พระเจ้าที่ตนเคารพนับถือ หรือเพื่อประกอบพิธีกรรมบางอย่าง บางศาสนาอาจถือว่าการบวชมีจุดมุ่งหมายเพื่อฝึกหัดพัฒนาจิต สำหรับพระพุทธศาสนาถือว่าการบวชเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากสำหรับมนุษย์ มนุษย์ที่เกิดมาล้วนผ่านกระบวนการบวชมาทั้งนั้นเพราะว่าอานิสงส์อย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดเป็นมนุษย์ก็คือการรักษาศีล ซึ่งในทางพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นขั้นหนึ่งของการบวช ผู้ใดที่รักษาศีล ศีลก็จะรักษาผู้นั้น ขั้นของการบวชจึงมีหลายระดับ เพื่อให้คนทั่วไปเลือกปฏิบัติได้ถูกต้อง การสมาทานศีล จึงเป็นการบวชขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทั่วไป การบวชโดยสมาทานศีล เป็นก้าวแรกแห่งการมุ่งออกจากเรือน การบวชของสามเณรจะปฏิบัติตามศีล ๑๐ ข้อ ซึ่งเป็นการออกจากเรือนชัดเจน ภิกษุจะปฏิบัติตามพระวินัย ๒๒๗ ข้อ ส่วนภิกษุณีจะปฏิบัติตามพระวินัย ๓๑๑ ข้อ ในการบวชทางพระพุทธศาสนาจะมุ่งเน้นประโยชน์ กล่าวถึงคุณประโยชน์ของการบวชไว้ ประการด้วยกัน คือ

. เป็นคุณประโยชน์ที่พึงได้แก่ตัวเอง หมายถึง การบวชจะทำให้ผู้บวชได้มีโอกาสชำระและ

ขัดเกลากิเลสของตนเองให้เบาบางลง

. เป็นคุณประโยชน์ที่พึงได้แก่ผู้อื่น คือ การมุ่งตอบแทนบุญคุณของบิดามารดา และเป็น

เนื้อนาบุญของโลก

. เป็นคุณประโยชน์ที่พึงได้แก่พระศาสนา คือ ศึกษาปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างจริงจัง

ก็ย่อมจะได้ชื่อว่าเป็นศาสนทายาท ผู้สืบต่ออายุของพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง

การบวชจึงหมายความว่าออกหรือเว้นจากความประพฤติชั่ว ได้แก่การหลีกออกจากบ้านเรือนไปหาที่สงัดที่ไกลจากบ้านเรือน เช่น ในป่า ทำที่พักพออาศัยอยู่ได้ เช่น บรรณศาลา (ทับใบไม้)เพื่อทำความสงบระงับชั่วคราวบ้าง ตลอดไปบ้าง, เขาถือกันว่าเป็นการประกอบการกุศลหรือบุญอย่างสูง มีมาก่อนแต่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นานแล้วตามประวัติแสดงว่าเมื่อชาวอริยกะเข้าไปอยู่ในอินเดียในชั้นต้นนับถือเทวะหรือเทพเจ้า จากนั้นก็เปลี่ยนมานับถือพระพรหม จึงบูชาเซ่นสรวงและอ้อนวอนเพื่อให้ได้สิ่งที่ตนปรารถนา, ต่อมาก็คิดเห็นขึ้นว่า ชีวิตนี้ย่อมสืบเนื่องมาจากกรรมเก่าซับซ้อนขึ้นไปจนกำหนดไม่ได้ แต่ข้อสำคัญที่สุดนั้นเมื่อเกิดมาก็ย่อมมีสุขและทุกข์เจือปนกันไป ส่วนที่เป็นสุขก็ชอบใจ, แต่ส่วนที่เป็นทุกข์ก็ไม่ชอบ ไม่อยากได้พบเห็น จึงคิดหาทางหนีทุกข์ และก็มีความเห็นต่างกัน จึงได้บำเพ็ญตบะต่างกัน การบวชครั้งนั้นก็เป็นตบะอย่างหนึ่งวิธีบำเพ็ญตบะนั้นต่างกันตามความคิดเห็นมีเรื่องเล่าไว้ว่า กษัตริย์บ้าง พราหมณ์บ้าง ไปบวชเป็นฤษี เช่น พระชนกกษัตริย์ผู้ครองกรุงมิถิลา ออกไปบวชเป็นฤษีในเรื่องรามายณะ เป็นต้น, แม้ในพุทธประวัติตอนก่อนพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ก็มีเรื่องแสดงว่า อาฬารดาบส อุททกดาบส พระชฎิลหนึ่งพัน สัญชัยปริพาชกกับบริวารฤษีปัญจวัคคีย์ออกบวชอยู่ก่อนแล้ว คนรักษาศีล ในวันพระวันหนึ่งคืนหนึ่ง และคนรักษาศีล ๕ก็น่าจะนับเข้าในการบวชด้วย แต่ยิ่งและหย่อนกว่ากันตามชั้น เพราะฉะนั้น จึงมีพระพุทธภาษิต (คำที่พระพุทธเจ้ากล่าว) แสดงธรรมะหมวดหนึ่งซึ่งเรียกว่าสัปปุริสบัญญัติ (ข้อที่สัตบุรุษตั้งไว้) บัณฑิตบัญญัติ (ข้อที่บัญฑิตตั้งไว้) มี ธรรม ข้อ คือ ทาน การให้, ปัพพัชชา การบวช, มาตาปิตุปัฏฐาน การบำรุงมารดาบิดา, นี้แสดงว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงบัญญัติด้วยพระองค์เอง แต่สัตบุรุษและบัณฑิตได้บัญญัติไว้ก่อนแล้ว พระพุทธเจ้าเป็นแต่ทรงนำมาแสดงเท่านั้น ๖ในพระพุทธศาสนาถ้าบวชเป็นสามเณรเรียกว่า “บรรพชา” บวชเป็นพระภิกษุเรียกว่า“อุปสมบท” จุดมุ่งหมายของการบวชก็คือเพื่อปฏิบัติตนให้พ้นจากความทุกข์ และทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน คือความดับทุกข์ และเพื่อศึกษาหลักธรรมะของพระพุทธเจ้าเพื่อเป็นการนำไปสู่ความเข้าใจที่ถูกต้องในหลักสำคัญ ของพระพุทธศาสนา การบวช แม้จะบวชได้เพียงชั่วคราวก็ตาม นับว่าเป็นการดี เพราะเป็นการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา เป็นการนำตนให้เข้าใกล้ชิดพระพุทธศาสนายิ่งขึ้นเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ศึกษาเล่าเรียนและปฏิบัติตามพระธรรมคำสองของพระพุทธเจ้า ถ้าบุญบารมีแก่กล้าก็อาจจะได้ประสบผลสำเร็จชั้นสูงต่อไป การบวชในพระพุทธศาสนา เป็นการดำรงชีวิตออกจากเรือน สละเพศฆราวาสไปสู่ความเป็นบรรพชิต เป็นผู้ไม่ครองเรือนโดยสิ้นเชิง การบวชในพระพุทธศาสนา แบ่งออกเป็น ระดับ คือ

            ระดับที่ การบวชเป็นสามเณรและสามเณรี เรียกการบวชประเภทนี้ว่า การบรรพชา

บรรพชาหมายเอาการบวชทั่วไปรวมทั้งอุปสมบทด้วย หมายเอาเฉพาะการบวชเป็นเบื้องต้นแห่ง

อุปสมบท ดังที่พระราชวรมุนี ได้อธิบายความหมายของคำว่า บรรพชา การบวชเว้นความชั่วทุกอย่าง

หมายถึงการบวชทั่วไป การบวชอันเป็นบุรพประโยคแห่งการอุปสมบทคือการบวชเป็นสามเณร เดิม

ทีเดียวคำว่าบรรพชาหมายความว่า บวชเป็นภิกษุ เช่น เสด็จออกบรรพชา อัครสาวกบรรพชา เป็นต้น

สมัยต่อมาจนถึงปัจจุบันนี้ คำว่า บรรพชา หมายถึงบวชเป็นสามเณร ถ้าบวชเป็นภิกษุโดยเฉพาะใช้

ควบกันว่า บรรพชาอุปสมบท (พระราชวรมุนี, ๒๕๓๑ : ๑๓๒) ดังนั้น การบวชภิกษุและสามเณร

จึงมีคำเรียกต่างกัน

            ระดับที่ การบวชเป็นภิกษุและภิกษุณี การบวชประเภทนี้เรียกว่า การอุปสมบทหมายถึง การให้กุลบุตรและกุลธิดาบวชเป็นภิกษุหรือภิกษุณีได้นั้นจะต้องผ่านการบรรพชาเป็นสามเณรและสามเณรีแล้วจึงจะทำพิธีอุปสมบทเป็นภิกษุ และภิกษุณีได้ ซึ่งอธิบายความหมายได้ดังนี้

บรรพชา หมายถึง การบวชเป็นสามเณรคำสามัญที่ชาวบ้านเรียกกันก็คือคำว่า บวช มาจาก

คำภาษาบาลีว่า ปพฺพชฺชา แผลงมาเป็น บรรพชา เขียนแบบภาษาไทยว่าบวช ในภาษาไทย คำว่า

บวช กินความไปไม่เพียงแต่บวชสามเณรเท่านั้น ยังกินความไปถึงการบวชพระด้วย ซึ่งคำที่ใช้เรียก

นักบวชมีหลายคำ เช่น บรรพชิต-นักบวชทั่ว ไป, พระ-ผู้ประเสริฐ, ภิกษุ-ผู้ขอ หรือผู้ทำลาย

ความชั่ว และ สมณะ-ผู้สงบระงับ อันได้แก่ผู้มีกาย วาจา ใจสงบเสงี่ยมผู้เรียบร้อยน่าเคารพนับถือ

อุปสมบท หมายถึง การบวชเป็นพระภิกษุผู้บวชเป็นสามเณรรูปแรกในพระพุทธศาสนา คือ สามเณรราหุล ซึ่งเป็นพระราชโอรสของพระพุทธเจ้า สมัยที่ยังเป็นเจ้าชายสิทธัตถะกับพระนางสิริมหามายา (พิมพา) แห่งกรุงกบิลพัสดุ์พระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา คือ พระอัญญาโกณฑัณญะ ในพระปัญจวัคคีย์ทั้ง ที่เคยออกบวชตามเจ้าชายสิทธัตถะครั้งแรกที่เชื่อตามคำทำนายของบรรดาพราหมณ์ ๑๐๘ สมัยที่ถูกเชิญมาทำนายลักษณะตอนที่ประสูติใหม่ เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วทำให้เกิดพุทธรัตนะและ ธรรมรัตนะส่วนสังฆรัตนะเกิดขึ้นตอนที่พระอัญญาโกณฑัณญะได้ฟังธรรมจักรกัปปวัตนสูตร ได้ดวงตาเห็นธรรมจึงขอบวชเป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา

. ความเป็นมาของการอุปสมบท

เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเกิดความเบื่อหน่ายในชีวิต พระองค์พยายามครุ่นคิดค้นหาหนทางที่ไม่

ต้องเกิดมารับความทุกข์ทรมานอีก ในระหว่างนั้นพระเจ้าสุทโธทนะพยายามอย่างแรงกล้าที่จะปิดดวงตาแห่งความเป็นจริงในชีวิต พระองค์ทรงฝืนสัจจธรรมโดยการทำให้เห็นว่าโลกเป็นสิ่งเที่ยงแท้ถาวร โลกนี้เป็นสิ่งที่น่าอภิรมย์อย่างยิ่ง โดยการพยายามหยิบยื่นความสุขแบบชาวโลกให้กับเจ้าชายสิทธัตถะ แต่เมื่อพระองค์ได้เสด็จประภาสอุทยาน ทอดพระเนตรเห็นเทวฑูตทั้ง คือ ความแก่ความเจ็บ ความตาย และสมณะ ยิ่งทำให้พระองค์ทรงรู้สึกสะเทือนพระทัยเป็นอย่างยิ่ง เมื่อพิจารณาเห็นสมณะเจ้าผู้อยู่ในอาการสงบก็ยิ่งเพิ่มอุดมคติในการออกบวชมากขึ้น คงจะไม่ใช่สิ่งเลวร้ายแน่นอนในการออกบวชของสมณะรูปนั้น เมื่อเปรียบเทียบการใช้ชีวิตระหว่างพระองค์เองกับสมณะผู้สงบก็ยิ่งทำให้รู้สึกหวาดหวั่นพระทัย และการใช้ชีวิตอย่างโลกก็ยิ่งทำให้เกิดพันธนาการผูกพันและก่อให้เกิดภพชาติทุกทรมานร่ำไป เมื่อกลับไปถึงพระราชวังและรู้ว่าพระนางสิริมหามายาทรงให้กำเนิดทายาทให้กับพระองค์ ความดีพระทัยและความเสียพระทัยได้ประดั่งเข้ามาพร้อมกัน ความผูกพันเริ่มก่อตัวขึ้น จึงทรงรำพึงว่าห่วงเกิดขึ้นแล้วหนอ และในคืนนั้นเองพระองค์ได้ตัดสินพระทัยออกบวชโดยทรงพระประสงค์ว่าจะเป็นวิธีที่จะสามารถตัดความผูกพัน และกิเลสตัณหาอันเป็นที่มาแห่งความทุกข์ได้ในการเสด็จออกบรรพชานั้น เมื่อเสด็จมาที่แม่น้ำอโนมาแล้ว อธิษฐานเพศบรรพชิตและตัดพระเมาลีที่นั่น ต่อมาก็เสด็จมาที่เมืองราชคฤห์ ซึ่งพระเจ้าพิมพิสารได้ทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์เสด็จบิณฑบาตอยู่ ก็ทรงมีความเลื่อมใส แล้วก็ได้ทรงสนทนากับพระโพธิสัตว์ พร้อมทั้งได้รับพรคล้าย เป็นคำปฏิญญาจากพระโพธิสัตว์ที่ทรงรับว่า เมื่อทรงค้นพบสัจธรรมแล้วจะเสด็จมายังเมืองราชคฤห์นี้ ๑๐ ในเบื้องต้นจึงว่าในการออกบรรพชาของพระพุทธเจ้านั้น พระองค์ทรงมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการมุ่งแสวงหาสัจธรรม และเมื่อค้นพบแล้วก็จะนำสิ่งที่ค้นพบมาบอกแก่คนทั้งหลาย ในการออกบวชครั้งแรกเรียกว่าบรรพชาเพราะว่ายังไม่มีใครบวชตามพระองค์ แต่ในระยะต่อมาเมื่อทรงประกาศพระศาสนาแล้วจึงมีคำเรียกนักบวชทางพระพุทธศาสนาหลายอย่าง เช่น บรรพชิต สมณะ พระหรือ พระภิกษุ เป็นต้นแต่ในทางพระพุทธศาสนา นักบวช คือ กุลบุตรผู้เข้าสู่ธรรมวินัยปฏิบัติตามหลักพรหมจรรย์คือ ศีล สมาธิ ปัญญา อบรมขัดเกลาชีวิตมุ่งตรงต่อนิพพาน เรียกภิกษุบ้าง สมณะบ้าง ทำหน้าที่อบรมตน และช่วยเหลือสังคม สมัยพุทธกาลอาศัยอยู่ตามโคนต้นไม้บ้าง ถ้ำในภูเขาบ้าง ป่าไม้บ้างต่อมาประจำอยู่ตามวัดหรืออารามในหมู่บ้านบ้าง ในเมืองบ้าง ๑๑

พระพุทธเจ้าได้ทรงสร้างระบอบอันหนึ่ง ซึ่งเป็นการจงใจปฏิวัติลัทธิศาสนาพราหมณ์ และเป็นการปฏิวัติสังคมของอินเดียด้วย คือได้ทรงวางระเบียบว่าลำดับอาวุโสของพระสงฆ์สาวกนั้น ให้เรียงตามความเก่าใหม่ ตามเวลาที่เข้ามาบวชก่อนและหลัง ผู้ที่เข้าบวชภายหลังต้องเคารพผู้ที่บวชก่อนโดยไม่คำนึงถึงชาติตระกูล เรื่องชาติตระกูลถือว่าหมดสิ้นไปในเวลาบวช การบวชเป็นการเข้าสู่ชีวิตใหม่ไม่ต้องถือชาติตระกูลตามเดิม คนที่เป็นวรรณะกษัตริย์ซึ่งเข้ามาบวชภายหลังก็จะต้องเคารพกราบไหว้คนบวชก่อน นี้เป็นการปฏิวัติยิ่งใหญ่ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงทำ เป็นการฝืนลัทธิพราหมณ์ ฝืนประเพณีอันอยู่ในเลือดของชาวอินเดีย ๑๒ จึงทำให้ผู้ที่เข้ามาบวชมีศีลเสมอกัน (ศีลสามัญญุตา) นำไปสู่การมีทิฏฐิเสมอกัน (ทิฏฐิสามัญญุตา) การนับถือกันจึงถือตามว่าใครที่เข้ามาสู่ชีวิตใหม่ก่อนก็นับถือคนนั้นก่อน เพราะถือว่าเป็นผู้ที่เกิดก่อนในพระธรรมวินัย และการเกิดในพระธรรมวินัยก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากในช่วงชีวิตของมนุษย์ พระองค์มักจะใช้สรรพนามเรียกนักบวชในพุทธศาสนาว่าภิกษุ “ความเป็นภิกษุนี้ สำเร็จมาจากการบวช มีทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ผู้ชายเรียกว่า ภิกขุ หรือ ภิกษุ ผู้หญิงเรียกว่าภิกขุณี หรือ ภิกษุณี ซึ่งหมายถึง ผู้เที่ยวไปเพื่อภิกษา ( ภิกฺขาย จรติ สีเลนาติ ภิกฺขุ) ผู้ใดย่อมเที่ยวไปเพื่อภิกษาโดยปกติ ผู้นั้นชื่อว่าเป็นภิกษุ” ๑๓ การเที่ยวไปภิกขาไม่ใช่การท่องเที่ยวเหมือนนักท่องเที่ยวทั่วไป แต่การเที่ยวไปหมายถึงการจาริกโดยไม่ยึดติดสถานที่ ไม่ยึดติดในถิ่นฐาน อยู่ได้ทุกหนทุกแห่งไม่ว่าจะเป็นใต้โคนไม้ เรือนว่าง ในถ้ำ ในหุบเขา เป็นต้น เหมือนนกที่บินไปอย่างมีอิสระ เพื่อฝึกปฏิบัติค้นหาสัจธรรม กำจัดกิเลสตัณหา และความมืดบอดทั้งหลาย ในยุคแรกนั้นผู้ที่ประสงค์จะบวชต้องได้รับการบวชจากพระพุทธเจ้าเท่านั้นในยุคต่อมาพระองค์ทรงเล็งเห็นความลำบากจึงทรงอนุญาตให้ผู้จะบวชเข้าหมู่นั้นปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสายะถือเพศก่อนแล้ว เปล่งวาจาแสดงตนถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะด้วยอาการเคารพจริง เพียงเท่านี้เรียกว่าติสรณคมนูปสัมปทา แปลว่า อุปสมบทด้วยการถึงสามสรณะ ในยุคต้นแห่งการตรัสรู้ การรับเข้าหมู่หรือรับบวชให้เป็นภิกษุสำเร็จด้วยอำนาจบุคคล คือพระศาสดาทรงเองบ้าง สาวกทำบ้าง ๑๔ เรียกการบวชเณรว่าการบรรพชา เรียกการบวชพระว่าการอุปสมบท เมื่อสำเร็จแล้วเรียกว่าบรรพชิต ภิกษุ สมณะ สงฆ์ เป็นต้น โดยสรุปแล้วความเป็นมาของการอุปสมบทในพระพุทธศาสนา มีดังนี้

. เกิดจากความรู้สึกไม่แน่พระทัยในชีวิตของเจ้าชายสิทธัตถะ

. เกิดจากความเบื่อหน่ายชีวิต

. มองเห็นภัยในวัฏสงสาร

. เพื่อแสวงหาหนทางดับทุกข์

. เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก

. ประเภทของการอุปสมบท

ในการอุปสมบทของพระพุทธศาสนานั้น อาจมีความสงสัยว่าเจ้าชายสิทธัตถะออกบวชเป็นนักบวชเถื่อน เพราะว่าไม่มีอุปัชฌาย์ เป็นเหมือนเดียรถีย์ที่ออกบวชเองโดยที่ไม่มีสังกัด แต่ความจริงแล้วการออกบวชของเจ้าชายสิทธัตถะเป็นการออกบวชด้วยอิสระไม่สังกัดกับนักบวชสำนักใด แม้จะมีประวัติว่าพระองค์ได้เข้าไปศึกษาในสำนักของอุททกดาบสและอาฬารดาบสก็ตาม แต่ก็ไม่มีประวัติว่าพระองค์ได้เปลี่ยนญัตติไปตามอาจารย์สำนักของอาจารย์ทั้งสอง จึงเป็นข้อสังเกตว่าพระองค์ทรงพอพระทัยในสถานะของพระองค์เอง หากจะมองประเด็นที่ว่าในการเสด็จออกบวชของเจ้าชายสิทธัตถะเป็นการบวชปะเภทใดในบรรดาการบวชที่พระองค์ทรงอนุญาต “ทรงอนุญาตให้ภิกษุรับกุลบุตรบรรพชาอุปสมบทได้ด้วยวิธีที่เรียกว่า ติสรณคมนูปสัมปทา การอุปสมบทด้วยการถึงสรณะ ด้วยพระดำรัสว่า “อนุชานามิ ภิกฺขเว อิเมหิ ตีหิ สรณคมเนหิ ปพฺพชฺชํ อุปสมฺปทํ” ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราผู้ตถาคตอนุญาตบรรพชาอุปสมบท ด้วย สรณคมน์ทั้ง เหล่านี้” ๑๕ ไม่ว่าจะเป็นการอุปสมบทประเภทใดก็ไม่จัดเข้าในการบวชของเจ้าชายสิทธัตถะ เพราะว่าการออกบวชของพระองค์เป็นการบวชแบบอธิษฐาน วิธีการก็คือ การตัดสินพระทัยออกจากเรือนด้วยความมุ่งมั่นในการแสวงหาสัจธรรม แล้วใช้พระขรรค์ตัดพระเมาลีนุ่งห่มผ้ากาสายะ (เป็นผ้าเก่าที่หาได้ตามมีตามเกิด ยังไม่มีแบบฟอร์มที่ชัดเจน) อธิษฐานเพศนักบวช แล้วออกแสวงหาสัจธรรม การออกบวชของพระองค์จึงสำเร็จด้วยการอธิษฐาน อาจเคยได้ยินว่าเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกบรรพชา จึงอาจทำให้สงสัยว่าบรรพชากับบวชต่างกันอย่างไรการบรรพชาในทางพระพุทธศาสนา หมายถึงการบวชทั่วไป รวมทั้งการอุปสมบทด้วยเพราะว่าก่อนการอุปสมบทนั้นต้องผ่านการบรรพชาเป็นสามเณรก่อน ในครั้งแรกแห่งการตรัสรู้ผู้สมัครประพฤติพรหมจรรย์ในพระธรรมวินัย ตั้งแต่พระอัญญาโกณฑัณญะลงมากล่าวคำทูลขอทั้งบรรพชาทั้งอุปสมบทควบคู่กันไป ครั้งทรงพระอนุญาตให้พระสาวกบวชกุลบุตรด้วยไตรสรณคมน์ ก็

ทรงพระอนุญาตควบคู่กันไปทั้งบรรพชาทั้งอุปสมบท เป็นอันว่าพระสาวกรูปหนึ่ง ได้รับทั้ง

อย่าง การให้บวชด้วยไตรสรณคมน์ อาจแยกออกเป็น ตอน การให้ครองผ้ากาสายะเป็นการให้

บรรพชา และการให้รับสรณคมน์เป็นการให้อุปสมบท ทรงรับผู้ทูลขอเข้าในพระธรรมวินัยด้วยพระ

วาจาว่า มาเถิด ภิกษุ หรือเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำ

ที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด ถ้าผู้ทูลขอบรรลุพระอรหัตแล้ว เช่น พระยส ยกคำว่า เพื่อทำที่สุดทุกข์โดย

ชอบเสีย มีเพียงคำว่า ประพฤติพรหมจรรย์เถิด พระวาจานี้ก็แยกออกเป็น ตอนได้เหมือนกัน

พระดำรัสว่า มาเถิด ภิกษุหรือเป็นภิกษุมาเถิด ตอน ทรงพระอนุญาตให้ถือเพศ ได้แก่ประทาน

บรรพชา พระดำรัสว่า ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด ตอน ทรงพระอนุญาต

ให้รับประพฤติ พระธรรมวินัยได้แก่ประทานอุปสมบท พระอรรถกถาจารย์กล่าวว่า พอทรงรับ

เพศเดิมของผู้นั้นย่อมอันตรธานหาย บาตรจีวรอันสำเร็จด้วยฤทธิ์ย่อมเข้าสอดสวมกายในทันที แปล

คำนี้ว่า ผู้เป็นบรรพชิตมาเดิมไม่ได้ เปลี่ยนผ้าอันครองอยู่นั้น ทรงรับทั้งครองผ้าอยู่อย่างไร การที่

ทรงพระอนุมัติเพศเดิมนั้น ก็นับว่าประทานบรรพชาได้อยู่ ฝ่ายผู้เป็นคฤหัสถ์มา คือพระยสะและ

พระภัททวัคคิยกุมาร ๓๐ อย่างไรก็ต้องครองผ้าก่อน ทรงพระอนุญาตให้ถือเพศเป็นการประทาน

บรรพชา, ย่นความแห่ง เรื่องกล่าวว่า การให้รับถือเพศเป็นการให้บรรพชา การให้รับปฏิบัติธรรม

เป็นการให้อุปสมบท กล่าวอย่างนี้เทียบกันได้กับคำว่า เกิดด้วยรูปกายและเกิดด้วยธรรมกาย ที่

ดัดแปลงมาจากชื่อว่า ทฺวิช แปลว่า เกิด หน ของพวกพราหมณ์ หนที่หนึ่งคือการได้รับครอบ

เป็นพราหมณ์ครั้ง ครั้งที่สองคือการได้อุปสมบทด้วยญัตติจตุตถกรรม ก่อนนี้ทรงพระอนุญาต

สามเณรบรรพชา ก็ต้องให้ปลงผมและหนวดให้ครองผ้าก่อนแล้วจึงสวดกรรมวาจาอุปสมบท นั่นเป็น

การให้บรรพชาเหมือนกัน บรรพชาจึงเป็นบุรพประโยคแห่งอุปสมบทภายหลังแต่ทรงเลิกการให้อุปสมบทด้วยไตรสณคมน์แล้ว ทรงพระอนุญาตสามเณรบรรพชาด้วยไตรสรณคมน์ขึ้น ในคราวที่ทรงเห็นสมควรจะยอมรับเด็กเข้าไว้ในสำนัก แต่ไม่ทรงยอมให้อยู่เป็นเด็กสามัญเหมือนในบัดนี้ ต้องให้ถือเพศบวช เรียกว่าสามเณร มีเรื่องเล่าว่า พระราหุลกุมารเป็นองค์แรก ได้รับพระพุทธานุญาตให้บวชเป็นสามเณร พระศาสดาไม่ได้ทรงบวชเอง โดยให้พระสารีบุตรบวชให้การบวช เรียกว่า บรรพชา เด็กผู้ควรรับบรรพชาในคราวแรกกำหนดว่าต้องมีอายุถึง ๑๕ ปีแต่ในภายหลังไม่ได้จำกัดอายุ เพียงรู้จักไล่กาก็ใช้ได้ ๑๖ ซึ่งก็หมายถึงเด็กที่จะบวชจะต้องพูดคุยรู้เรื่องอย่างสามเณรราหุลก็บรรพชาตอนที่มีอายุเพียงแค่ ปีเท่านั้น ในการอุปสมบทกับพระพุทธเจ้าเรียกว่าการอุปสมบทแบบเอหิภิกขุอุปสัมปทา ซึ่งแบ่งเป็น ประเภท

. ถ้าผู้อุปสมบทสำเร็จพระอรหันตผลแล้วทรงประทานด้วยพระวาจาว่า

“ เอหิ ภิกฺขุ สฺวากฺขาโต ธมฺโม จร พฺรหฺมจริยํ.”

ท่านจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเราผู้ตถาคตกล่าวดีแล้วท่านจงประพฤติพรหมจรรย์เถิด.

. ถ้าผู้อุปสมบทยังไม่สำเร็จพระอรหันตผลทรงประทานด้วยพระวาจาว่า

“ เอหิ ภิกฺขุ สฺวากฺขาโต ธมฺโม จร พฺพหฺมจริยํ สมฺมา ทุกฺขสฺส อนฺตกิริยาย.”

ท่านจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเราผู้ตถาคตกล่าวดีแล้วท่านจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อกระทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิดแต่ถ้าผู้รับหลายคน คือตั้งแต่ คนขึ้นไป ก็เปลี่ยนคำว่า “เอหิ ภิกฺขุ” เป็น “เอถ ภิกฺข

โว” เปลี่ยนคำว่า “จร” เป็น “จรถ” ตามวจนะนิยมของมคธภาษา นอกนั้นคงเดิม ๑๗ หากมองในแง่

บุคคลอาจเห็นว่าการบวชในพระพุทธศาสนามี วิธี คือ การบวชกับพระพุทธเจ้าและการบวชจาก

พระสาวกหรือจากสงฆ์ ซึ่งอธิบายได้ดังนี้

วิธีหนึ่ง “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” อย่างที่พระพุทธเจ้าทรงเอง คือทรงเปล่งพระวาจาแก่ผู้อุปสมบทว่า “ ท่านจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมวินัยเรากล่าวดีแล้ว ท่านจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบ ” ดังนี้ ทรงอนุญาตแก่ผู้ใดด้วยพระวาจานี้ ผู้นั้นก็เป็นพระภิกษุในพระธรรมวินัย

วิธีที่สอง เรียก “ติสรณคมนูอุปสัมปทา” อย่างที่ทรงอนุญาตแก่พระสาวก คือ ให้ผู้อุปสมบทปลงผมและหนวดเสียก่อนแล้ว ให้นุ่งผ้าที่ย้อมด้วยน้ำฝาดแล้วให้นั่งกระโหย่งเท้า ประนมมือขึ้นไหว้ภิกษุทั้งหลาย แล้วสอนให้ว่าตามไปว่า “ข้าพเจ้าถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ข้าพเจ้าถึงพระธรรมเจ้าเป็นที่พึ่ง ข้าพเจ้าถึงพระสงฆ์เจ้าเป็นที่พึ่ง” เป็นภาษาบาลีว่า “พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ” เมื่อสำเร็จแล้ว เป็นอันว่าได้เป็นองค์ภิกษุในพระพุทธศาสนา

วิธีหลังนี้ ต่อมาใช้เป็นวิธีบวชของสามเณร ส่วนภิกษุรับสั่งให้ใช้อีกวิธีหนึ่ง เรียกว่า “ญัตติจตุตถ

กรรม”(อ้างในหนังสือวินัยมุขเล่ม พระนิพนธ์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิร-

ญาณวโรรส)

วิธีบวชแบบ เอหิภิกขุอุปสัมปทา เสื่อมสูญไปก่อนพุทธศักราชในเมื่อมีวิธีญัตติจตุตถกรรมขึ้น การอุปสมบทอย่างนี้ต้องสำเร็จด้วยภิกษุตั้งแต่ รูปขึ้นไป ซึ่งเรียกว่า คณะสงฆ์ คือ ต้องประชุมสงฆ์ รูป ขึ้นไปเป็นองค์พยาน ๑๘

พระพุทธศาสนาถือว่า การบวช เป็นชีวิตขั้นที่สองรองจากเกิด ผู้ชายทุกคน เมื่ออายุครบแล้วจะต้องบวช การบวชถือว่าเป็นการอบรมบ่มนิสัยให้ดีมีศีลธรรม และเป็นการชดใช้หนี้บุญคุณของบิดามารดาผู้ให้กำเนิด ดังนั้น การบวชจึงถือเป็นประเพณี ที่จำเป็นสำหรับลูกผู้ชายทุกคน การบวชเป็นการงดเว้นในสิ่งที่ควรงดเว้น คือเว้นจากกิจบ้านการเรือน มาบำเพ็ญเพียรทำกิจพระศาสนาถ้าเป็นสามเณร เรียกบรรพชา ถ้าเป็นพระภิกษุเรียกอุปสมบท มี อย่าง คือ

. พระพุทธเจ้าบวชให้ ด้วยเปล่งวาจาว่า มาเถิดพระภิกษุ ธรรมเรากล่าวดีแล้ว ท่านจงประพฤตพรหมจรรย์ เพื่อพ้นทุกข์โดยชอบเถิด เรียก เอหิภิกขุอุปสัมปทา

. พระสาวกบวชให้ ด้วยเปล่งวาจาว่า พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ เรียก ติสรณคมนูปสัมปทา

. พระสงฆ์ รูป รวมทั้งพระอุปัชฌาย์บวชให้ด้วยการสวดญัติ ครั้ง อนุสาวนา ๓ ครั้ง รวมเป็น ครั้ง เรียก ญัติติจตุตถกรรมวาจา การบวชข้อที่ นี้เป็นการบวชที่ทำอยู่ในปัจจุบันนี้ ๑๙

ในเรื่องของการอุปสมบท . มณีวงศ์ . ได้กล่าวไว้ในหนังสือหลักปฐมสมโพธิว่า

การอุปสมบทมี ประเภท คือ

. เอหิภิกฺขุอุปสมฺปทา อุปสมบทด้วยเอหิภิกขุ

. ติสรณคมนูปสมฺปทา อุปสมบทด้วยถึงสรณคมน์

. ญตฺติจตุตฺถกมฺมอุปสมฺปทา อุปสมบทด้วยญัตติจตุตถกรรม

. อฏฺฐวาจิกูปสมฺปทา อุปสมบทด้วยญัตติ

จตุตถกรรมวาจาในสงฆ์ทั้ง ฝ่าย รวมเป็น กรรมวาจานี้ เฉพาะนางภิกษุณี ๒๐

ในเรื่องนี้ . ธรรมภักดี ได้กล่าวไว้ใน พระไตรปิฎก มหาวิตถารนัย ๕๐๐๐ กัณฑ์โดย

จำแนกการอุปสมบทตั้งแต่สมัยพุทธกาล มี วิธี คือ

. เอหิภิกขุอุปสมบท รับด้วยวิธีทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุ อย่างที่ประทานแก่พระอัญญาโกณฑัณญะเป็นองค์แรก ทรงเลิกวิธีนี้เมื่อทรงมอบการบริหารแก่คณะสงฆ์

. สรณคมนอุปสมบท ทรงอนุญาตให้พระสาวกรับเข้าหมู่ด้วยวิธีให้ผู้จะบวชปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสายะ แล้วให้รับพระไตรสรณคมน์ด้วยความเคารพ ภายหลังโปรดให้ยกวิธีนี้มาใช้

บวชสามเณร เช่น ที่โปรดให้พระสารีบุตรจัดการบวชสามเณรราหุลเป็นองค์แรก

. โอวาทปฏิคคหณอุปสมบท รับด้วยวิธีให้ผู้ขอบวชรับพระโอวาทอย่างที่ประทานแก่พระมหากัสสปเพียงองค์เดียวเท่านั้น

. ปัญญาพยากรณอุปสมบท รับด้วยวิธีประทานปัญหาให้ตอบ อย่างที่ประทานแก่สามเณรโสปากะเพียงองค์เดียวเท่านั้น

. ครุธัมมปฏิคคหณอุปสมบท รับด้วยวิธีให้ผู้ขอบวชรับครุธรรม ข้อ อย่างที่ประทานแก่นางคณิกาอัฑฒกาสี คนเดียวเท่านั้น

. อัฏฐวาจิกาอุปสมบท รับด้วยวิธี ถ้าขอบวชในสงฆ์ ฝ่าย คือ ขอบวชในฝ่ายภิกษุณีสงฆ์ก่อนแล้ว ขอบวชในฝ่ายภิกษุสงฆ์อีกครั้งนี้เป็นปรกติของภิกษุณี

. ญัตติจตุตถกัมมวาจาอุปสมบท อุปสมบทด้วยญัตติจตุตถกัมมวาจา พระพุทธเจ้าอนุญาตให้พระสารีบุตรเป็นพระอุปัชฌาย์ พระอุบาลีเป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอานนท์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ อุปสมบทแก่ราธะภิกษุเป็นองค์แรก ๒๑ ถึงแม้ว่ามุมมองของการอุปสมบทจะมีความต่างกันอยู่บ้างในเรื่องของจำนวน แต่ในส่วนของวิธีนั้นมีเท่ากัน คือ การบวชที่สำเร็จจากพระพุทธเจ้า เรียกว่า เอหิภิกขุอุปสัมปทา การบวชที่สำเร็จจากการรับไตรสรณคมณ์ เรียกว่าติสรณคมนูปสัมปทา และวิธีที่สำเร็จจากสงฆ์ตั้งแต่ รูปขึ้นไป เรียกว่า ญัตติจตุถถกรรมวาจา

 

. วิธีการอุปสมบทตามแบบพระพุทธศาสนาเถรวาท

พระพุทธศาสนาเถรวาทเป็นนิกายที่ยึดถือพระธรรมวินัยเป็นสำคัญ ไม่ว่ากระแสโลกหรือ

ค่านิยมสมัยใหม่จะเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหนก็ตาม ก็ยังคงปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัดในเรื่องของการอุปสมบทนี้ ก็ถือปฏิบัติตามพระบรมพุทธานุญาต แต่ในปัจจุบันอาจมองว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่เพิ่มเติมเข้ามาในพิธีอุปสมบท แต่องค์ประกอบหลักตามพระบรมพุทธานุญาตก็ยังคงอยู่การเป็นพระสงฆ์นั้นจะเป็นเพศหญิงก็ได้ เพศชายก็ได้ เป็นฆราวาสก็ได้ บรรพชิตก็ได้ จะอยู่ในหมู่ก็ได้ เรียกว่าพระสงฆ์ทั้งนั้น สมมติสงฆ์จึงยังไม่เป็นพระสงฆ์ที่เป็นส่วนหนึ่งของพระรัตนตรัยยังไม่เป็นเนื้อนาบุญตามหลักของพระพุทธศาสนา ยังคงเป็นเพียงลูกชาวบ้านที่เข้ามาบวชทางกายแต่ใจยังมิได้บวช ๒๒ ผู้ใดที่ถือบวชเข้ามาในพระพุทธศาสนาเรียกว่าสงฆ์ แต่จะเป็นสงฆ์โดยสมมติหรือเป็นสงฆ์ที่แท้จริงหรือไม่ขึ้นอยู่ที่ระดับของความหลุดพ้นจากกิเลสตัณหา ตราบใดที่ยังไม่หลุดพ้นก็ถือว่ายังเป็นสมมติสงฆ์อยู่ แต่ถ้าหลุดพ้นจากกิเลสตัณหาแล้วเรียกว่าสงฆ์โดยแท้จริงการบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา นิกายเถรวาทในประเทศไทยนั้น มีอยู่ วิธี

การบวชแบบมหานิกาย (แบบลังกาวงศ์) และการบวชแบบธรรมยุติกนิกาย ซึ่งการบวชทั้ง แบบนี้จะใช้ภาษาบาลี หรือมคธ ๒๓ ซึ่งข้อกำหนดจะมีคล้ายกัน เพียงแต่วิธีการเท่านั้นที่ดูต่างกัน เช่น

ข้อจำกัดสำหรับคนที่ไม่ควรให้บวชคือคนมีมีอายุไม่ครบ คนทำความผิดหลบหนีอาญาแผ่นดิน คนหลบหนีราชการ คนมีคดีค้างในศาล คนถูกตัดสินจำคุกฐานเป็นผู้ร้ายสำคัญ คนถูกห้ามอุปสมบทโดยเด็ดขาด (คนที่เคยต้องอาบัติปาราชิก) คนมีโรคติดต่อ คนมีอวัยวะพิการไร้ความสามารถจนไม่อาจปฏิบัติศาสนกิจได้สะดวกคนที่มีลักษณะดังกล่าวมานี้ไม่ควรให้บวช ๒๔ ซึ่งพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทได้ปฏิบัติร่วมกัน ไม่ว่ามหานิกายหรือธรรมยุติ และอีกประเภทหนึ่งคือคนที่ทำผิดต่อพระศาสนาโดยเจตนา มีอยู่ ๗ประเภท คือ คนฆ่าพระอรหันต์, คนทำร้ายภิกษุณี, (ได้แก่คนผู้ข่มขืนภิกษุณี) คนลักเพศ ที่เรียกตามศัพท์บาลีว่าเถยยสังวาส, ภิกษุไปเข้ารีตเดียรถีย์, ภิกษุต้องปาราชิกละเพศไปแล้ว, ภิกษุผู้ทำ

สังฆเภท, คนทำร้ายพระศาสดาจนถึงห้อพระโลหิต ๒๕ นอกจากนี้ยังมีบุคคลที่ห้ามบรรพชาด้วย ในจำพวกคนถูกห้ามไม่ให้รับบรรพชานั้น เมื่อจำแนกโดยละเอียดมี ประเภท คือ

. คนมีโรคอันจะติดต่อกัน เป็นโรคเรื้อรังที่ไม่รู้จักหาย ได้แก่โรค อย่าง คือ “กุฏฺฐํ”โรคเรื้อน, “คณฺโฑ” คือ โรคฝี เช่น ฝีดาษและอีอีสุกใสและหัด, “กิลาโส” โรคกลาก, “โสโส” โรคมองคร่อ หรือหืดอันมีอาการคล้ายกัน, “อปมาโร” โรคลมบ้าหมู, โรค อย่างนี้ยกขึ้นซักถามก่อนหน้าให้อุปสมบท “ปาปโรโค” โรคเรื้อรังเช่นริดสีดวง, น่าจัดโรคอันเป็นผลแห่งกามเข้าในบทนี้ด้วย“ปกฺขหตตา” ความเป็นผู้ชาไปซีกหนึ่ง เช่น โรคอัมพาต คนเป็นโรคเหล่านี้หากว่ารักษาหายเป็นปกติแล้วจึงจะบรรพชาได้

. คนมีอวัยวะบกพร่อง คือ มีมือขาด มีเท้าขาด มีทั้งมือทั้งเท้าขาด มีหูขาด มีจมูกขาดมีทั้งหูทั้งจมูกขาดมีนิ้วมือนิ้วเท้าขาดมีง่ามมือง่ามเท้าขาดบทนี้อรรถกถาแก้ว่ามีนิ้วหัวแม้มือนิ้วหัวแม่เท้าขาด มีเอ็นขาด

. คนมีอวัยวะไม่สมประกอบ คนมีมือเป็นแผ่น คือนิ้วมือไม่เป็นง่าม คนค่อม คือมีหลังโกง คนเตี้ย คือเตี้ยกว่าคนปกติ คนคอพอก คนตีนปุก คนสูงเกินบ้าง ต่ำเกินบ้าง ดำเกินไปขาวเกินบ้าง ผอมเกินบ้าง อ้วนเกินบ้าง มีศีรษะเขื่องเกินบ้าง มีศีรษะหลิมเกินบ้าง เป็นต้น ในจำพวกนี้ คนที่แก้หาย เช่นคนมีมือเป็นแผ่น รักษาจนหายแล้วสามารถบรรพชาได้

. คนพิการ คือคนตาบอดตาใส ได้แก่คนเป็นต้อกระจก คนง่อย คือมีมือหงิกบ้าง มีเท้าหงิกบ้าง มีนิ้วหงิกบ้าง คนมีเท้าหรือขาพิการ เดินไม่ปกติ ต้องเดินโขยก คนตาบอดหรือมีดวงตาเสีย คนใบ้ คนหูหนวก คนทั้งบอดทั้งใบ้ คนทั้งบอดทั้งหนวก คนทั้งใบ้ทั้งหนวก คนทั้งบอดทั้งใบ้ทั้งหนวก

. คนทุรพล คือ คนแก่ง่อนแง่น ทำงานไม่ไหว คนเปลี้ย บทบาลีว่า “ฉินฺนิริยาปโถ” คนมีอิริยาบถขาด (เส้นประสาทพิการ) ไม่สามารถเคลื่อนไหวอย่างคนปกติได้

. คนมีเกี่ยวข้อง คือคนอันมารดาบิดาไม่ได้อนุญาต คนเป็นราชภัฏ คือข้าราชการอันพระราชาเลี้ยง ในบัดนี้ ตรงกับข้าราชการอยู่ในตำแหน่ง ได้รับพระราชทานเงินเดือนหรือเบี้ยเลี้ยงคนมีหนี้สิน คนเป็นทาส คนจำพวกนี้พ้นจากเกี่ยวข้องแล้ว คือบุตรได้รับอนุญาตของมารดาบิดาราชภัฏได้รับอนุญาตของพระราชาหรือเจ้าหน้าที่เหนือตน คนมีหนี้สินใช้หนี้เสร็จแล้ว คนเป็นทาสได้รับปลดเป็นไทแล้ว รับบวชได้

. คนเคยถูกอาชญาแผ่นดิน มีหมายปรากฏอยู่ คือคนถูกเฆี่ยนหลังลาย คนถูกสักหมายโทษ เช่น ในกาลก่อนคนต้องปาราชิกจะถูกสักไว้บนใบหน้า

. คนประทุษร้ายความสงบ คือโจรผู้ร้ายที่ขึ้นชื่อโด่งดัง บทบาลีว่า “ธชพทฺโธ โจโร” โจรดุจผูกธง คนโทษหนีเรือนจำ คนทำผิดอันกฎหมายไม่คุ้มไว้ ใครก็สามารถฆ่าหรือทำร้ายได้โดยไม่มีโทษ บทบาลีว่า “ลิขิตโก” แปลว่า ผู้ถูกเขียนไว้ คือมีประกาศออกว่า พบเข้าในที่ใด ให้ฆ่าเสียในที่นั้น คนเหล่านี้ ถูกห้ามบรรพชาเมื่อถูกห้ามบรรพชาแล้วก็ถูกห้ามอุปสมบทด้วย ๒๖ ทั้งคนที่ถูกห้ามไม่ให้บรรพชาและถูกห้ามไม่ให้อุปสมบทนั้นถึงแม้ว่าจะเข้ารับการบรรพชาหรืออุปสมบทอย่างถูกขั้นตอนก็ตาม ยังไม่ถือว่าเป็นนักบวชทางพระพุทธศาสนาที่ถูกต้อง เพราะคนเหล่านั้นเป็นคนที่ไม่บริสุทธิ์ การที่พระพุทธเจ้าทรงห้ามคนเหล่านี้บวชไม่ใช่ว่าพระองค์ทรงจำกัดสิทธิ์ในการบรรลุธรรม แต่การที่พระองค์ทรงห้ามก็เพราะว่าทรงเล็งเห็นประโยชน์ของคนหมู่มาก หากทรงอนุญาตให้บวชเข้ามาก็จะสร้างความวุ่นวายให้กับสังคมสงฆ์ ซึ่งเป็นข้าศึกต่อหลักความสงบ “ส่วนคนที่ควรให้บวช คือ คนมีอายุครบ มีอาชีพชอบและมีหลักฐานดี มีความประพฤติดี ไม่ติดฝิ่น กัณชา และสุราเป็นต้น

มีความรู้อ่านออกเขียนได้ ปราศจากบรรพชาโทษ และมีร่างกายสมบูรณ์ ไม่ชราทุพพลภาพ

หรือ พิกลพิการ ผู้มีลักษณะดังกล่าวมานี้จึงควรให้บวช” ๒๗

คนที่จะอุปสมบทเพื่อเป็นพระภิกษุ ต้องเป็นผู้ชายที่มีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ มิใช่อภัพบุคคลผู้ถูกห้ามเด็ดขาด อายุนั้นกำหนดนับตั้งแต่แรกปฏิสนธิมา ถ้าไม่แน่ใจให้นับการอยู่ในครรภ์อย่างมากไม่เกิน เดือน เพราะในตำราครรภรักษากล่าวว่า โดยปกติตั้งครรภ์มาได้ประมาณ๒๗๐ วันจึงคลอด คลอดเร็วกว่านั้นเด็กไม่ค่อยรอด เมื่อนับรวมในครรภ์แล้วยังไม่ถึง ๒๐ ปี ท่านให้นับปีเกิดเป็นปี ปีอุปสมบทเป็นปีที่ ๒๐ ๒๘ เมื่อกรั่นกรองดีแล้วว่าสามารถบรรพชาหรืออุปสมบทได้ คนที่จะบรรพชาหรืออุปสมบทนั้นจะต้องเตรียมองค์ประกอบให้พร้อม ดังนี้

.. เตรียมเครื่องอัฏฐบริกขารไว้ให้พร้อม

บริขารของพระที่จำเป็นต้องมีพร้อมในเวลาเมื่อบวชมี อย่าง เรียกว่าอัฏฐบริขาร คือ

. ผ้าไตรครอง (มีผ้า ผืนด้วยกัน คือ สังฆาฏิ อุตราสงค์ อันตรวาสก)

. บาตร มีถลกพร้อม

. มีดตัดเล็บหรือสำหรับปลงผมก็ได้

. เข็มเย็บผ้าพร้อมด้วยด้าย

. ผ้าประคตเอว

. ผ้ากรองน้ำ นี้เรียกว่าบริขาร

ผู้จะบวชหรือผู้ปกครองจะต้องรู้ว่าการบวชนี้ เป็นบุญกุศลที่ประณีตและเป็นบุญกุศลชั้นพิเศษด้วย การจัดบริขารจึงจำต้องประณีตให้สมกัน บางคนไม่ทราบเรื่องเมื่อเห็นเขาบวชก็บวชตามเขาความสนใจในการบวชก็น้อยไป กลับเห็นว่าเครื่องบริขารไม่สำคัญจึงจัดบริขารที่ไม่มีคุณภาพ พอให้ได้บวชขอไปที แต่ไปมุ่งในการทำอย่างอื่นมากไป เอาเงินเอาทองไปใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็น เช่น เอาไปเลี้ยงกันเป็นการใหญ่ เอาไปจ่ายในทางสนุกสนาน เช่น มีขบวนแห่หรือมีการมหรศพ ส่วนการจัดบริขารไม่จัดให้ประณีตสมกับการบวชเลย เพียงแต่ไตรครองก็ใช้ผ้าเล็ก แคบ ไม่ได้ขนาด ผ้าก็เลว บาตรก็เลว ก็เลวไปเสียแทบทั้งหมด แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีจะจ่าย มีเหมือนกัน แต่เพราะไม่เข้าใจว่าบริขารเป็นสำคัญอย่างไรเท่านั้น บางคนก็ถือเอาการบวชเป็นการหาทุนด้วยวิธีลงขันและบอกบุญ ยิ่งไม่มีผู้รู้แนะนำในเรื่องการบริขารแล้ว ก็เลยใช้บริขารไม่ประณีต ถ้าไปได้ผู้ขายบริขารเป็นผู้แนะนำแล้วก็เลยไม่ได้บริขารที่ดี เพราะผู้ชายเขาต้องการขายเครื่องบวชเพียงแต่ให้ขายได้คล่อง และเห็นว่าถูกผู้ขายจึงต้องตัดผ้าแทนที่จะได้ขนาดก็ให้เล็กลง เพื่อจะได้เอาเนื้อผ้าที่เหลือไปรวมทำเป็นอีกผืนหนึ่งได้กำไรของเขาอยู่ที่ได้เนื้อผ้าเพิ่มขึ้นอีก เมื่อตัดผ้าให้เล็กลงก็ขายถูกได้ ส่วนบริขารอื่น ก็ทำให้เลวถ้าให้ดีราคาก็ต้องแพง การซื้อไม่ชอบซื้อของแพงอยู่แล้ว เมื่อเห็นของถูกและก็ใช้ได้เหมือนกันจึงซื้อยิ่งผู้ขายอธิบายว่า บวชเพียง เดือนไม่ต้องดีก็ได้ เดี๋ยวก็จะสึก เอาอย่างนี้ก็ใช้ได้ เอาดี ไปทำไมเปลืองเปล่า ผู้ซื้อก็เลยศรัทธาเต็มใจซื้อ อย่างนี้จะได้ของประณีตอย่างไรเพราะฉะนั้นผู้จะบวชหรือเจ้าภาพผู้อุปถัมภ์การบวช สมควรจะรู้ความสำคัญข้อนี้ แม้ลูกหลานของตนจะบวชได้กี่วันก็ตาม ต้องเป็นองค์พระ บวชวันเดียวก็เป็นพระ บวช ปี ๑๐ ปีก็คงเป็นพระเหมือนกัน เมื่อต้องการจะสร้างลูกหลานให้เป็นพระเช่นนี้ จึงสมควรจัดบริขารให้ประณีตไตรควรใช้ไตรตัด ถ้าไม่สามารถจะใช้สังฆาฏิ และจีวรเป็นผ้าตัด สบงธรรมดาก็ได้ ถ้าสามรถก็ใช้ตัดให้ครบทุกตัว และผ้าไตรนั้นก็ต้องให้ได้ขนาดพอนุ่งห่มได้สบาย ขนาดผ้าไตรได้กล่าวมาในเบื้องต้นแล้ว สังฆาฏิควรเป็น ชั้น (สำหรับที่วัดมหาธาตุต้องสังฆาฏิ ชั้น) การใช้ผ้าไตรครองดีประณีตและได้ขนาดอย่างดี ก็เพิ่มเงินไปอีกไม่เท่าไร ไหนๆก็บวชลูกหลานทั้งทีอะไรๆ ก็ยอมเสียได้ เพื่อให้ได้บริขารที่ดีถูกต้องตามพระธรรมวินัย

.. จัดบริขารสำหรับใช้สอยที่จำเป็นบางอย่าง

ผู้บวชจะต้องเข้าใจว่าเมื่อบวชแล้ว ก็ต้องอยู่วัดก็เท่ากับแยกครัวไปอยู่แผนกหนึ่ง ของจำเป็นสำหรับใช้ก็คือที่นอนหมอนมุ้ง กระโถน ขันน้ำ จานข้าว สำรับกับข้าว หรือกลุ่ม ปิ่นโต ซ้อน ซ่อมตะเกียง ฯลฯ แล้วแต่จำเป็นเพียงใด เพราะของเหล่านี้ให้ความสะดวกเมื่อเวลาบวชเป็นพระแล้วสบง จีวร สำหรับผลัดเครื่องไตรครอง หรือเป็นผ้าอาศัยนี่ก็จำเป็นต้องมี ถ้าจะถือ ไตรจีวรธุดงค์ เพียงมีผ้าไตรก็พอแล้วไม่ต้องมีสบงจีวรสำหรับอาศัยอีกก็ได้

.. จัดเครื่องสักการะสำหรับแสดงความเคารพ

ผู้บวชจะต้องเข้าหาพระอุปัชฌายะและอาจารย์ เมื่อเข้าเพื่อทำพิธีต่อองค์ใด ก็ต้องมี เทียน

ธูป ดอกไม้ สิ่งนี้ไปถวายก่อนเพราะของ อย่างนี้ถือเป็นเครื่องหมายให้ความเคารพนับถือ

อย่างสูง จะขาดไม่ได้ เวลาเข้าขอบรรพชาจะต้องมีสำรับหนึ่ง เวลาขอไตรสรณคมน์แลศีลก็มีสำรับ

หนึ่ง เวลาเข้าขอนิสัยก็ต้องมีสำรับหนึ่ง แต่การขอนิสัยมักใช้เทียน ธูป ดอกไม้ เป็นพิเศษ เรียกว่า

ธูปเทียนของนิสัย กระธงใส่ดอกไม้ เขามักทำเป็นกระทงแล้ว มีกรวยครอบ เรียกว่ากรวยอุปัชฌาย์

ในกระทงนั้นเขามักใส่หมากบ้าง เมี่ยงบ้าง ดอกไม้บ้าง แล้วแต่ความนิยม อันที่แท้เขาใส่ดอกไม้

การทำดอกไม้เป็นเครื่องสักการะนี้ ถ้าผู้สามารถมักทำกันเป็นงานใหญ่ถึงกับเย็บดอกไม้เป็นตาข่ายหุ้ม

ธูปเทียนบ้าง ทำเป็นกรวยดอกไม้สดอย่างประณีตบ้าง แม้ผ้าไตรครองก็มีดอกไม้หุ้มไตรบัดนี้ตามตลาดเขามักทำสำรองไว้ขาย เพื่อให้ความสะดวกแก่ผู้บวช แต่โดยมากมันเป็นดอกไม้กระดาษ ไม่ใช่ดอกไม้สด

.. บอกลาท่านที่ควรบอกลา

การบวชถือเป็นการกุศลพิเศษ เพราะในชีวิตคนหนึ่งก็มีเพียงครั้งเดียว เมื่อถึงคราวบวชจึงต้องไปลาญาติมิตรและผู้เคารพนับถือ วิธีไปลาก็ต้องมีดอกไม้ธูปเทียนไปลา พร้อมกันนั้นก็ถือโอกาสขอขมาด้วย การไปลาหรือมีการ์ด ไปบอกเป็นวิธีที่ดีเพื่อให้บรรดาญาติมิตรและผู้นับถือ ได้มาร่วมแสดงความปรีดาปราโมทย์และอนุโมทนา เป็นการเชื่อมสามัคคี ถ้าจะหลงลืมไม่ได้บอกหรือบอกกันไม่ทัน เขามักจะโกรธถึงกับหากันว่าไม่ใช่ญาติมิตรหรือคนนับถือกันทีเดียว เพราะฉะนั้นการบวชจึงต้องลากันตามฐานะที่เกี่ยวข้องกัน ๒๙ ในการกำหนดอายุสำหรับผู้ขอบวช อายุสำหรับผู้ขอเป็นสามเณร ไม่ได้กำหนดไว้ วัยรุ่นคนใดที่มีอายุตั้งแต่ ขวบขึ้นไปก็ขอบวชเป็นสามเณรได้ ทั้งนี้ขอแต่เพียงเจรจารู้เรื่อง อดอาหารเย็นได้

ห่มจีวรเป็น แม้จะมีอายุเกิน ๒๐ ปีไปแล้วเท่าไร ก็ไม่ห้ามในเรื่องขอบวชเป็นสามเณร ซึ่งบางครั้งเคยมีผู้สูงอายุอยากจะบวช แต่ไม่ประสงค์จะรักษาศีลมากอย่างพระภิกษุ จึงขอบวชเพียงสามเณรก็เคยมีอยู่เสมอ ส่วนการขอบวชเป็นพระนั้น มีกำหนดอายุไว้ครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ขึ้นไป นอกจากกำหนดเรื่องอายุไว้แล้ว ยังกำหนดคุณสมบัติอื่น ไว้ด้วย เช่น ตามคำขานนาค กล่าวถึง คือ

. ไม่เป็นโรคอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น เรื้อน ฝี กลาก มองคร่อ (โรคหลอดลมดป่งพอง มีเสมหะแห้งอยู่ในช่องหลอดลม ทำให้มีอาการไอเรื้อรัง) ๓๐ ลมบ้าหมู โรคที่กล่าวถึงนี้ อาจจะมองว่าไม่เห็นสำคัญอะไร แต่ในความหมายทางพระ ท่านหมายถึงการที่คนเราเป็นโรคอย่างใดอย่างหนึ่งที่อยู่ในขั้นพึงน่ารังเกียจอย่างยิ่ง หากจะมาร่วมอยู่ในหมู่คณะคนมาก เป็นต้น

. ต้องเป็นมนุษย์ คือจะบวชได้ก็แต่คนเท่านั้น เนื่องเพราะสมัยโบราณ เล่ากันว่า มีนาคหรือยักษ์ปลอมเข้ามาขอบวชในพระพุทธศาสนาด้วย

. ต้องเป็นเพศชาย ที่ห้ามไว้เพื่อกันไม่ให้ กะเทย หรือคนลักเพศมาปลอมบวชปะปนในหมู่สงฆ์

. ต้องเป็นไท คือ เป็นคนมีอิสระ ไม่เป็นทาสหรือลูกจ้างใคร เขาหนีมาบวช

. ต้องปลอดหนี้สิน คือ ไม่มีหนี้สิน ที่ใคร ขณะกำลังจะบวชมีเจ้าหนี้มาทวงถาม หรือฟ้องร้องในเรื่องหนี้สินต่าง

. ไม่ใช่ราชภัฏ คือไม่เป็นข้าราชการ แต่ในข้อนี้ถึงเป็นข้าราชการ แต่ได้รับการอนุญาตให้ลาบวชได้ตามระเบียบของทางราชการถูกต้องแล้ว ก็ใช้ได้ ดังนั้น ใครเป็นข้าราชการ ลาบวชจะต้องเอาใบอนุญาตไปแสดงต่อพระอุปัชฌาย์ด้วย

. ได้รับอนุญาตจากพ่อและแม่ของตนแล้ว คือ ปกติคนที่ขอบวชมักจะมีพ่อแม่เป็นเจ้าภาพอยู่แล้ว แต่มีบางราย พ่อแม่ล้มหายตายจากไปก่อน อาจจะมีเมีย หรือพี่น้องบวชให้ ก็มี สำหรับข้อนี้ท่านกันไว้ จึงมีคำถามในเวลาขานนาค เคยมีชายที่แต่งงานขอลาบวช กำลังขานนาคอยู่หน้าโบสถ์ขณะนั้นเมียไม่อนุญาตจึงวิ่งไปแจ้งต่อคู่สวดว่านางเป็นเมียของนาคที่กำลังขอบวช ซึ่งตนเองไม่ได้อนุญาต ถ้าเป็นเช่นนี้ อุปัชฌาย์จะบวชให้ไม่ได้เป็นอันขาด

. ต้องมีอายุ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ก่อนจะขอบวชต้องมาไล่วัน เดือน ปีดูก่อน ถ้าไม่ควบก็บวชไม่ได้ ถึงดันทุรังบวช ก็ไม่เป็นพระภิกษุสงฆ์ มีเล่ากันว่า คนอายุไม่ครบบวชพระ เคยบ้า ๆบอๆ มานักต่อนักแล้ว ไม่ควรกระทำ

. ต้องมีเครื่องบริขารครบถ้วนอันนี้สำคัญตามปกติเจ้าภาพจะเตรียมไว้ล่วงหน้าเสมอ ๆปัจจุบันนี้สบายมากเพราะมีร้านค้าสังฆภัณฑ์ เกี่ยวกับพระและวัดวาอาราม เตรียมไว้ให้พร้อมสรรพเลือกหาซื้อมาได้ตามใจเลยทีเดียว ๓๑

สำหรับอุปัชฌาย์ซึ่งมีหน้าที่ให้การอบรมสัทธิวิหาริก (พระที่ตนบวชให้) โดยตรงนั้น ก็ควรมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ในการแต่งตั้งด้วย กล่าวคือไม่ควรกำหนดว่าจะต้องเป็นผู้ที่มีตำแหน่งในทางปกครองตั้งแต่เจ้าอาวาสขึ้น ทั้งนี้เพราะมักปรากฏว่ายิ่งมีตำแหน่งในทางปกครองสูงเท่าไรก็ยิ่งไม่มีเวลาให้แก่ศิษย์มากเท่านั้น เกณฑ์ในการแต่งตั้งอุปัชฌาย์ควรให้ความสำคัญแก่ผู้ที่มีความสามารถในการฝึกสอนและมีความประพฤติดีเป็นแบบอย่างของศิษย์ โดยไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งทางการปกครอง

เกินกว่าชั้นเจ้าอาวาสขึ้นไป (ในปัจจุบันผู้ที่จะเป็นอุปัชฌาย์ได้อย่างน้อยจะต้องเป็นเจ้าคณะตำบล)

นอกจากนั้นยังไม่ควรกำหนดให้แต่ละตำบลมีอุปัชฌาย์ได้เพียง รูป เพราะจะทำให้อุปัชฌาย์มีศิษย์

ที่ต้องดูแลมากเกินไป หากตำบลหนึ่ง มีอุปัชฌาย์ได้มากกว่า รูป ภาระของอุปัชฌาย์จะลดลง

และทำให้ท่านมีเวลาดูแลศิษย์ได้ดีขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็หมายความว่าคณะสงฆ์มีความเข้าใจร่วมกันว่า

อุปัชฌาย์ไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่ทำการอุปสมบทให้ถูกต้องตามระเบียบแบบแผนของคณะสงฆ์เท่านั้น

หากมีหน้าที่ฝึกสอนผู้ที่ตนบวชให้เป็นสำคัญ ๓๒  การบวชของนิกายเถรวาทในประเทศไทยนี้ เป็นการบวชแบบญัตติจตุตถกรรมอุปสัมปทาที่ได้รับแบบอย่างมาจากประเทศลังกา คือ เมื่อราว ..๑๖๙๘ พระเจ้าปรักกรมพาหุมราราช ซึ่งเป็นกษัตริย์ของประเทศลังกา ได้ทำการฟื้นฟูพระพุทธศาสนา โดยได้อาราธนาพระมหากัสสปเถระเป็นประธานในการทำสังคายนาพระไตรปิฎก ซึ่งนับว่าเป็นการสังคายนาครั้งที่ และยังได้ทรงจัดวางระเบียบเกี่ยวกับการปฏิบัติในพระพุทธศาสนาและสังฆมณฑลให้เรียบร้อยอีกด้วย ดังนั้นจึงทำให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองในลังกาทวีป ทั้งทางด้านการศึกษาและการปฏิบัติ เป็นผลให้พระภิกษุในพระเทศต่าง ทางตะวันออก คือ พม่า, มอญ, เขมร และไทย เดินทางไปยังลังกาทวีป เพื่อศึกษาพระพุทธศาสนาที่ปรับปรุงใหม่ในครั้งนี้ แล้วนำมาประพฤติปฏิบัติในประเทศของตน แต่พระภิกษุชาวลังกาเห็นว่าควรจะให้พระภิกษุจากประเทศต่าง นี้ได้ทำพิธีบวชใหม่ เพื่อให้เป็นนิกายเดียวกันให้หมดเสียก่อน จึงได้ประกอบพิธีบวชให้แก่พระภิกษุเหล่านั้นใหม่ เกิดเป็นนิกายลังกาวงศ์ขึ้น ๓๓ ซึ่งในระยะต่อมาพระพุทธศาสนาในลังกาได้เสื่อมลง กษัตริย์ลังกาจึงได้ขอพระสงฆ์ไทยไปบวชให้คนลังกา ซึ่งนำโดยท่านพระอุบาลีเรียกว่านิกายอุบาลีวงศ์หรือสยามวงศ์มาจนถึงปัจจุบัน ในช่วงที่คณะสงฆ์ไทยและประเทศอื่นๆ ไปสืบศาสนาที่ลังกานั้นได้รับการบวชเป็นนิกายลังกาวงศ์ “เมื่อพระภิกษุเหล่านั้นศึกษาพระธรรมวินัยจนรอบรู้แล้ว ก็เดินทางกลับประเทศของตน สำหรับพระภิกษุไทยซึ่งไปบวชอยู่ที่ประเทศลังกานั้น ก็ได้กลับมาตั้งสำนักเพื่อเทศนาสั่งสอนประชาชนอยู่ เมืองนครศรีธรรมราช เมื่อราว ..๑๘๐๐” ๓๔ ซึ่งเป็นนิกายเถรวาท โดยที่นิกายเถรวาทนั้นผู้ที่บวชเข้ามาจะต้องมีวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัด พระอุปัชฌาย์จะให้ศึกษาวัตรปฏิบัติตั้งแต่เข้านาค เมื่อบวชแล้วจะได้ปฏิบัติได้ถูกต้องตามพระธรรมวินัย รวมทั้งกิริยามารยาท การสำรวม การนุ่งห่มผ้าไตรจีวร รวมทั้งวิธีครองผ้าและพินทุผ้า เป็นต้น เรื่องที่จะต้องศึกษาให้ทราบไว้ก่อน คือเรื่องวัตรของภิกษุบางอย่างในวันบวช เพราะเหตุว่า ขณะเมื่อจะเปลี่ยนผ้าจากเครื่องฆราวาสมาเป็นผ้ากาสายะจำเป็นต้องรู้

ระเบียบต่าง ไว้ปฏิบัติให้ทันท่วงทีเป็นจังหวะ ย่อมเป็นความสะดวกดีกว่า ไปสั่งสอนอบรมกัน

ในวันบวช การนุ่งห่มจีวรในวันบวชเป็นกิจสำคัญมาก ต้องให้เรียบร้อยเป็นปริมณฑล เมื่อพระอุปัชฌาย์ท่านให้โอวาทจบแล้ว ท่านชักผ้าอังสะที่ผ้าไตรออกคล้องเฉวียงบ่าเบื้องซ้ายให้นาค แล้วสอนให้นาครู้จักชื่อผ้าไตรว่า “นี่สังฆาฏิ ผ้าทาบ, นี่อุตตราสงค์ ผ้าห่ม, นี่อันตรวาสก ผ้านุ่ง” พึงนุ่งห่มให้เป็นปริมณฑล นุ่งเบื้องบนปิดสะดือ เบื้องล่างเพียงใต้เข่า ห่มเบื้องบนปิดหลุมคอ เบื้องล่างเพียงครึ่งแข้ง แล้วทาบสังฆาฏิมอบให้เป็นสิทธิ์ออกไปนุ่งห่มให้เป็นปริมณฑล เสร็จแล้วจึงกลับเข้ามารับศีล ขอนิสสัย บุรพกิจเช่นนี้ต้องฝึกหัดสอบถามกับท่านอาจารย์ผู้ฝึกสอนให้เป็นการเรียบร้อยไว้ก่อนเพื่อกันความขลุกขลัก, ตื่นเต้น, ในวันบวชและเป็นหลักวัตรปฏิบัติสืบไป วิธีปฏิบัติเมื่อกำลังนุ่งหุ่มจีวร ตามที่ปฏิบัติใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ ใช้บทพิจารณาตังขณิกปัจจเวกขณ์เป็นการว่าในใจ แต่ในที่บางแห่งนิยมใช้แบบโบราณ ขอนำมากล่าวให้พิจารณาในที่นี้ด้วย

วิธีครองผ้า

. เมื่อหยิบสบงท่านให้ว่า “อา, ปา, , จุ, , เวลานุ่งท่านให้ว่าบท ตังขณิกปัจจ-เวกขณ์ บท “จีวรํ” เมื่อคาดประคตท่านให้ว่า “อิมํ กายพนฺธนํ อธิษฺฐามิ”

. เมื่อหยิบจีวรท่านให้ว่า “ที, , สํ, องฺ, ขุ,” เวลาห่มให้ว่า บท ตังขณิกปัจจเวกขณ์บท “จีวรํ”

. เมื่อหยิบผ้าสังฆาฏิให้ว่า “สํ, วิ, ธา, ปุ, , , ,” เมื่อเวลาพาดสังฆาฏิให้ว่า บทตังขณิกปัจจเวกขณ์ บท “จีวรํ” เมื่อคาดผ้ารัดอกท่านให้ว่า “อิมํ องฺคพนฺธนํ อธิฏฺฐามิ” ๓๕

. เหตุจูงใจในการอุปสมบทจากที่ได้กล่าวมาแล้วทั้งหมดเกี่ยวกับมูลเหตุจูงใจในการบวชนี้ ทำให้มองเห็นความเปลี่ยนแปลงของมูลเหตุจูงใจในการบวชในสมัยพุทธกาล กับมูลเหตุจูงใจในการบวชในสังคมไทยในปัจจุบันได้อย่างชัดเจน ในสมัยพุทธกาลนั้น มูลเหตุที่ทำให้มีผู้เข้ามาบวชในพุทธศาสนา ก็คือ เพื่อมุ่งบรรลุนิพพานแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ดังนั้น จึงทำให้ผู้ที่เข้ามาบวชในสมัยพุทธกาลนั้นประพฤติ

ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัดและจริงจัง ทำให้ไม่มีการสึก หรือสละสมณเพศเกิดขึ้นในสมัยนั้น ต่อมาเมื่อสภาพของสังคมได้เปลี่ยนแปลงและแตกต่างไปจากในสมัยพุทธกาล อันเป็นผลเนื่องมาจากมีปัจจัยทางสังคม ขนบธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรมต่าง เข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น จึงทำให้มูลเหตุจูงใจในการบวชในสมัยต่อ มามิได้มีเพียงเพื่อมุ่งบรรลุนิพพานแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่มีเหตุจูงใจแตกต่างกันออกไปมากมายหลายประการในสังคมไทยในปัจจุบันก็เช่นเดียวกัน คือผู้ที่เข้ามาบวชในพุทธศาสนานั้น ต่างก็มีเหตุจูงใจในการบวชแตกต่างกันออกไป ๓๖ ซึ่งมีดังต่อไปนี้

.. แรงจูงใจที่ต้องการแสวงหาความสงบระงับ

ในสมัยเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกบวช พระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และนักบวช พระองค์คิดเบื่อสามอย่างข้างต้น พอพระทัยในประการหลัง แล้วท่านก็ออกบวช ๓๗

ซึ่งก็หมายความว่า การที่พระองค์เสด็จออกบวชนั้น ทรงมีแรงจูงใจที่ชัดเจน คือ การเห็นอาการแห่ง

ความสงบของสมณะที่ไม่สะทกสะท้านต่อสิ่งที่มากระทบ ไม่ยินดียินร้ายกับโลกธรรมทั้งปวง เป็นผู้

สงบระงับ เมื่อทรงทอดพระเนตรเห็นอาการของสมณะที่ตรงกับพระจริตของพระองค์ที่โปรดความสงบ

จึงทำให้เกิดแรงจูงใจใคร่ในการออกบวช เพื่อแสวงหาความสงบและระงับดับทุกข์ อาการแห่งความ

สงบนี้หลังจากที่ตรัสรู้พระองค์ทรงนำมาสั่งสอนพุทธบริษัทคือ การสำรวมอินทรีย์ อันเป็นหัวใจสำคัญ

ในการฝึกปฏิบัติขัดเกลาจิตใจ นอกจากนี้แล้วอาการสำรวมของสมณะยังเป็นการเผยแผ่พระศาสนาที่ดี

อีกด้วย เช่น พระสารีบุตรในสมัยที่ยังไม่ได้บวช (สมัยที่ยังไม่ได้บวชมีชื่อว่าอุปติสสะ) ได้เห็นอาการ

สำรวมของพระอัสสชิในขณะออกรับบิณฑบาต เพียงแค่เห็นอาการสำรวมก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธา

และนำมาซึ่งการออกบวชเป็นมหาอัครสาวกเบื้องซ้ายพร้อมกับ พระสารีบุตรที่เป็นมหาอัครสาวกเบื้อง

ขวา ซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้เจริญกว้างไกล โดยมีแรงจูงใจเหมือนกัน

คือ เห็นความสงบแล้วต้องการอยากจะมีความสงบบ้าง (หมายถึงความสงบจากกิเลสด้วย) อันเป็น

อุดมคติที่แฝงอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน สุดแล้วแต่ว่าใครจะค้นพบอุดมคตินั้นได้หรือไม่เมื่อศึกษาจากประวัติศาสตร์อันยาวนานของพระพุทธศาสนา เราสามารถจะมองเห็นถึงปรัชญาสังคมของพิธีกรรมการบวช ซึ่งซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้เพราะพิธีกรรมการบวชได้สะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคม ทั้งทางด้านความเป็นอยู่ ค่านิยมต่าง และแบบแผนทางวัฒนธรรมของสังคมในสมัยพุทธกาล ซึ่งจุดมุ่งหมายที่เป็นมูลเหตุจูงใจในการบวชในสมัยนั้น ก็คือ การบวชเพื่อแสวงหาความหลุดพ้น หรือบวชเพื่อให้บรรลุสัจจภาวะอันสูงคือ “นิพพานนั่นเอง” ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะในสังคมอินเดียในสมัยพุทธกาลนั้น เป็นยุคของปรัชญาที่เน้นเกี่ยวกับแนวความคิดในการแสวงหาความหลุดพ้น

            จึงสรุปได้ว่า มูลเหตุจูงใจที่ทำให้บุคคลในสมัยพุทธกาลออกบวชนั้น ก็คือ เพื่อต้องการประพฤติพรหมจรรย์อันเป็นหนทางที่จะทำให้บรรลุถึงนิพพานได้นั่นเอง การบวชเป็นวิถีทางเดียวที่จะทำให้มีโอกาสประพฤติและบำเพ็ญพรหมจรรย์ได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้นบุคคลที่ต้องการแสวงหาหนทางแห่งความหลุดพ้น ซึ่งถือว่าเป็นความดีสูงสุดในพุทธศาสนา จึงต้องออกบวชและการบวชในสมัยพุทธกาลนั้น เป็นการบวชตลอดชีวิต ไม่มีการสึกเหมือนในสมัยปัจจุบัน ทั้งนี้เพราะผู้ที่ออกบวชเป็นผู้ที่เห็นภัยในการครองเรือน หรือว่าการเป็นฆราวาสเป็นหนทางที่คับแคบ อึดอัดเป็นทางแห่งธุลี ดังนั้นจึงได้ออกบวช เพื่อประพฤติพรหมจรรย์อย่างจริงจังตลอดชีวิต ประกอบกับในสมัยพุทธกาล นั้นถือว่า การสึก หรือการลาสิกขาบทเป็นเรื่องที่พระพุทธองค์ทรงไม่สรรเสริญ และยังกล่าวติเตียนต่อพระภิกษุผู้ลาสิกขาบทออกไปเป็นฆราวาสอีกด้วย ทั้งนี้เพราะพระพุทธองค์ทรงเห็นว่า การสึกไม่ควรเกิดขึ้นกับผู้ที่ฉลาดทราบความเสื่อมแห่งสัตว์ทั้งปวง (ผู้บวช) เนื่องจากผู้ที่ฉลาดเหล่านี้ ย่อมเป็นผู้มีความเพียรในการประพฤติพรหมจรรย์เป็นที่ตั้ง ทำให้ห่างไกลจากอำนาจของกิเลสทั้งปวงในสมัยต่อ มา จุดมุ่งหมายที่เป็นมูลเหตุในการบวชได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ซึ่งขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายประการ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระสมมติอมรพันธุ์ ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า“...ความประสงค์เดิมเริ่มแรกเกิดการบวชขึ้นแต่ครั้งพระพุทธเจ้านั้น ก็ประสงค์จะกระทำให้เกิดถึง พระอรหันตผล พ้นจากกิเลสของทุกข์ทั้งปวง คือเมื่อบวชแล้ว ก็ต้องสำรวมศีล ละกิเลสหยาบ และเจริญสมาธิ ละนิวรณ์ เกิดปัญญาได้ บรรลุมรรคผล ถึงที่สุดของการบวช คือพระอรหันต์ ส่วนผู้ที่พยายามไป ไม่สมประสงค์สิ้นอุตสาหะทำไปไม่ตลอดก็สึกออกไปเสียก็มี ครั้นพุทธกาลล่วงมานาน ผู้ที่จะพยายามให้ถึงที่สุดกิจบรรพชิตนั้น ก็ไม่ใคร่มีและผู้ที่จะรู้ที่สุดกิจแห่งบรรพชิตนั้นก็น้อยลง ก็เห็นแต่ผลอย่างต่ำ ลงมา ผู้ที่มีสันดานดี ก็เห็นว่า การบวชเป็นการสงบระงับ กาย วาจา ใจ ปราศจากความกังวล เดือดร้อน รำคาญ ไม่ต้องรับภาระอันหนัก ก็บวชอยู่ได้ โดยมากเมื่อศึกษาเล่าเรียนพุทธวจนะ ได้ทราบธรรมแล้ว ก็ปฏิบัติให้เกิดผลแก่ตนตามสมควรฝ่ายผู้ที่มีสันดานหยาบ เห็นว่าการบวชอยู่ไม่ต้องทำงาน ประกอบด้วย ลาภ สักการะ โลกามิส ก็บวชอยู่ได้โดยมากเหมือนกัน และเมื่อสืบมาอีกชั้นหนึ่งนั้น รู้สึกตื้น แต่เพียงว่าบวชได้บุญ เมื่อมีศรัทธาก็บวชแล้วประพฤติตามธรรมวินัย บางพวกก็ไม่ศรัทธา แต่ขัดพ่อแม่พี่น้องไม่ได้ ก็บวชตามธรรมเนียม บางทีก็ประพฤติดี บางทีก็ประพฤติชั่ว ตามอัธยาศัยของตน” ๓๘

            .. แรงจูงใจที่คล้อยตามผู้ที่ตนเคารพนับถือ

ในพระไตรปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค ได้กล่าวถึงพระวิปัสสีราชกุมารทรงเสด็จออกบวช เมื่อ

มหาชนในกรุงพันธุมดีประมาณ ๘๔,๐๐๐ คน ได้ทราบข่าวว่าพระวิปัสสีราชกุมารทรงปลงพระเกสา

และพระมัสสุ ทรงครองผ้ากาสาวพัสตร์เสด็จออกจากพระราชวังผนวชเป็นบรรพชิต จึงคิดว่า

‘พระธรรมวินัยและการบรรพชาที่พระวิปัสสีราชกุมารได้ปลงพระเกศาและพระมัสสุ ทรงครองผ้ากา

สาวพัสตร์เสด็จออกจากพระราชวังผนวชเป็นบรรพชิตนั้น คงจะไม่ต่ำทราม คนระดับพระวิปัสสีราช

กุมาร ยังทรงปลงพระเกศาและพระมัสสุ ทรงครองผ้ากาสาวพัสตร์เสด็จออกจากพระราชวังผนวชเป็น

บรรพชิตได้ ทำไมพวกเราจักบวชบ้างไม่ได้เล่า ๓๙ เมื่อคิดเช่นนั้นแล้วทำให้มหาชนจำนวนมากพากัน

ออกบวชตามพระวิปัสสีราชกุมาร ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแรงจูงใจในการออกบวชนั้นนอกจากจะเกิดจาก

ต้องการแสวงหาความสงบหลุดพ้นแล้ว ยังมีแรงจูงใจที่คล้อยตามผู้ที่ตนเคารพนับถือนับถือ เหมือน

พระวิปัสสีออกบวชก็เป็นแรงจูงใจให้ประชาชนออกบวชตาม แรงจูงในในลักษณะนี้เห็นได้ชัดเมื่อครั้งที่

พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดอุรุเวลกัสสปะ ซึ่งเป็นเจ้าลัทธิแห่งการบูชาไฟ เป็นผู้ที่ประชาชนทั่วไปให้

ความเคารพนับถือมาก ซึ่งรวมไปถึงราชามหากษัตริย์ เมื่ออุลุเวลกัสสปะได้ดวงตาเห็นธรรมและขอ

บวชเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา ทำให้เกิดแรงจูงใจให้บรรดาบริวารและผู้ที่เคารพนับถือออกบวชตาม

เป็นจำนวนมาก เหมือนกับการเผยแผ่พระศาสนาของพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงพยายามเจาะ แกนนำ

บุคคลที่เป็นผู้นำทางความคิด ผู้นำทางการเมือง เป็นต้น เมื่อผู้นำเหล่านั้นเชื่อตาม คนที่เป็นบริวารก็

ย่อมคล้อยตามไปด้วย

.. แรงจูงใจที่เกิดจากความเบื่อหน่าย

ในสมัยพุทธกาลปิปผลิมาณพกัสสปโคตร มีความเบื่อหน่ายในการครองเรือน มีความ

ประสงค์จะละเพศฆราวาสเสียถือเพศเป็นบรรพชิตออกบวชอุทิศพระอรหันต์ในโลก เมื่อเห็นพระศาสดาเข้า มีความเลื่อมใสเข้าไปเฝ้า รับเอาพระองค์เป็นพระศาสดาของตน, ทรงรับเป็นภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ด้วยประทานพระโอวาท ข้อว่า กัสสปะ ท่านพึงศึกษาว่า เราจักเข้าไปตั้งความละอายและความเกรงไว้ในภิกษุ ทั้งที่เป็นผู้เฒ่า ทั้งที่เป็นผู้ใหม่ ทั้งที่เป็นปานกลาง เป็นอย่างแรงกล้าดังนี้ข้อ , เราจะฟังธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยกุศล เราจักเงี่ยหูลงฟังธรรมนั้นพิจารณาเนื้อความดังนี้ข้อ เราจักไม่ละสติที่ไปในกาย คือพิจารณาร่างกายเป็นอารมณ์ ๔๐ เมื่อท่านบวชแล้วพระพุทธเจ้าเรียกท่านว่าพระมหากัสสปะ ตามประวัติของท่านกล่าวว่าท่านเกิดในตระกูลเศรษฐีแต่งงานกับตระกูลเศรษฐีด้วยกัน เมื่อแต่งงานแล้วทั้งคู่ไม่ได้ร่วมสังวาสกับเหมือนกับคู่สามีภรรยาคนอื่นจึงทำให้ไม่มีบุตรสืบสกุล ต่อมาเมื่อท่านมีอายุมากขึ้นจึงเกิดความเบื่อหน่ายในชีวิตคฤหัสถ์ จึงได้ปรึกษากับภรรยาชวนกันออกบวช โดยทิ้งทรัพย์สมบัติให้กับบริวาร จากนั้นท่านก็แยกทางกับภรรยา โดยท่านเดินทางมายังสำนักของพระพุทธเจ้า ส่วนภรรยาของท่านเดินทางไปยังสำนักของนางภิกษุณี และทั้งคู่ก็ได้บวชสมความปารถนา แสดงให้เห็นว่าแรงจูงใจในการบวชก็คือความเบื่อหน่าย

.. แรงจูงใจที่เกิดจากความกตัญญูและแบบแผนประเพณี

ในระยะต่อมาแรงจูงใจในการออกบวชได้ค่อยๆ เปลี่ยนไป จากการบวชเพื่อมุ่งความสงบระงับ

หลุดพ้น มาเป็นการบวชเพื่อตอบแทนคุณบิดามารดา เป็นการบวชเพื่อทำตามประเพณีนิยมของสังคม

ที่นับถือพระพุทธศาสนา เพราะคติที่ว่าชายที่นับถือพระพุทธศาสนาเมื่ออายุครบบวชแล้วจะต้องบวช

ตามประเพณีทุกคน ประเพณีนี้เป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ คนที่ผ่านชีวิตการ

บวชจะได้รับความยอมรับจากสังคมมากกว่าคนที่ไม่เคยบวช เพราะว่าผู้ที่เคยบวชได้ผ่านกระบวนการ

ขัดเกลาจากศาสนา ทำให้กลายเป็นคนสุก ซึ่งหมายถึงเป็นคนที่มีคุณธรรม ในสังคมชาวอีสานถือว่า

เป็นช่วงชีวิตที่สำคัญช่วงหนึ่งที่ไม่ควรข้ามขั้น จึงกลายมาเป็นประเพณีหนึ่งซึ่งเรียกว่า “บวชก่อน

เบียด” หมายถึงก่อนที่จะมีครอบครัวผู้ชายจะต้องบวชศึกษาธรรมะเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการครอง

ชีวิตคู่ชาวอีสานถือว่า การบวชเป็นการได้ตอบบุญแทนคุณของพ่อแม่ ที่คุ้มกว่าการทำบุญทุกอย่างคงจะเป็นเพราะสมัยก่อนไม่มีโรงเรียนสอน แต่คนที่บวชทุกคนจะอ่านหนังสือได้มีความรู้ทุกอย่างค่อนข้างสมบูรณ์ เพราะทุกอย่างมีสอนในวัดท่านเจ้าอาวาสจะเป็นครูที่รอบรู้ที่สุด ทั้งหนังสือเลขคณิต ตำรายา ตำราหมอดู นิทาน คำสอน ธรรมวินัย ธรรมภาคครองเรือน (คิหิปฏิบัติ)ขนบธรรมเนียมประเพณี ความรู้ภาคเกษตรกรรม (แฮกไฮ่แฮกนา) ๔๑ เป็นต้น

.. แรงจูงใจเกิดจากการบวชเพื่อศึกษาเล่าเรียนการบวชประเภทนี้แยกออกเป็น อย่าง คือ๑. การบวชเพื่อศึกษาพระปริยัติธรรม หมายถึง การศึกษาที่ได้จากตำรา จากครูอาจารย์ ซึ่ง

การศึกษาอย่างนี้เกิดจากสุตมยปัญญา และจินตามยปัญญา เป็นความรู้ที่ได้จากการฟังและการคิด

จินตนาการจากพื้นฐานความรู้ที่มีอยู่เดิมและความรู้ที่แสวงหาเพิ่มเติม กระบวนการนี้ทำให้เกิด

การศึกษาที่เป็นระบบมากขึ้น เช่น เกิดโรงเรียนพระปริยัติธรรม มหาวิทยาลัยสงฆ์ เป็นต้น โดย

ส่วนใหญ่การเล่าเรียนอย่างนี้เพื่อนำไปแสวงหาผลประโยชน์

. การบวชเพื่อศึกษาวิธีการปฏิบัติ การปฏิบัติก็คือหลักการศึกษาเล่าเรียนอย่างหนึ่งที่สำคัญ

ในพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นกระบวนการแสวงหาปัญญาขั้นสุดยอดเรียกว่าภาวนามยปัญญา เป็น

ความรู้ที่เกิดจาการภาวนา ผลสูงสุดคือการหลุดพ้นจากกิเลสตัณหา กระบวนการนี้ทำให้เกิดระบบขัด

เกลาจิตใจที่มีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดสำนักปฏิบัติธรรมขึ้นมากมาย

บรรพต วีระสัย ได้กล่าวถึง บุพเจตนา หรือมูลเหตุจูงใจในการบวชในพระพุทธศาสนาไว้

ลักษณะ คือ

ลักษณะที่ เป็นมูลเหตุจูงใจที่คำนึงถึงตัวผู้บวชเป็นสำคัญ แบ่งออกเป็น

() บวชเพราะบิดา มารดา หรือผู้ปกครองยากจน

() บวชเพราะหนี้สินล้นพ้นตัว

() บวชเพื่อเลี้ยงตัว

() บวชเพราะต้องการให้หายป่วย

() บวชเพื่อตอบแทนคุณบิดามารดา

() บวชแก้บน

() บวชเพราะเบื่อหน่ายชีวิตฆราวาส

() บวชเพราะศรัทธา

() บวชเพื่อการเรียนรู้

ลักษณะที่ เป็นมูลเหตุจูงใจที่คำนึงถึงสังคมเป็นสำคัญ แบ่งออกเป็น คือ

() บวชเพราะความศรัทธา เป็นการบวชที่ผู้บวชต้องการจะศึกษาพระธรรม เพราะมีความเชื่อว่าการบวชจะนำชีวิตให้พ้นโอฆะสงสาร มุ่งนิพพานและความสงบเป็นที่ตั้ง ซึ่งการบวชด้วยสำนึกคำนี้ในปัจจุบันมีน้อยมาก (เมื่อเปรียบเทียบกับการบวชด้วยสาเหตุอื่น ) ทั้งนี้เพราะในปัจจุบันเป็นยุคแห่งวัตถุนิยม (materialism) คนส่วนมากเห็นว่าความสุขในชีวิตนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางวัตถุเป็นสำคัญ

       () บวชตามค่านิยมในสังคม เป็นการบวชที่ผู้บวชตัดสินใจบวชเพราะไม่ต้องการให้ตนเองถูกคนในสังคมตำหนิติเตียน ไม่ได้เป็นการบวชที่เกิดจากความศรัทธาของผู้บวชแต่อย่างใด หรืออาจจะตัดสินใจบวชเพราะเห็นเพื่อน (ซึ่งมีอายุครบที่จะบวชได้) ของตนบวชก็เป็นได้

() บวชตามประเพณี เป็นการบวชเพื่อเจริญรอยตามประเพณีเก่า ซึ่งการบวชแบบนี้มักจะเกิดขึ้นจากความประสงค์ของผู้ปกครอง หรือบิดามารดาของผู้บวชเป็นสำคัญ

() บวชเพราะหวังได้มาซึ่งประโยชน์ การบวชแบบนี้เนื่องจากตัวผู้บวชเอง ไม่สามารถจะยังชีพอยู่ได้จึงหันมาอาศัยผ้าเหลืองเป็นที่พึ่งในการยังชีพ

() บวชเพื่อศึกษาและรู้บาปบุญคุณโทษ เป็นการบวชเพราะต้องการศึกษาพระธรรมวินัยเพื่อนำมาช่วยให้การดำรงชีวิตมีความสงบสุขดียิ่งขึ้น ๔๒รัชนีกร เศรษโฐ ได้กล่าวถึงมูลเหตุจูงใจในการบวชไว้ ประเภท คือ

() บวชเพราะกระทำความผิดเอาไว้ หมายถึง การบวชหลบหนีความผิด เช่น ไปก่อคดีอาญาไว้ หรือไปก่อหนี้หรือไปก่อกรรมชั่วต่าง ไว้จึงอยากหลบออกมาเพื่อบวชชดใช้กรรมเหล่านั้น

() บวชเพราะต้องการทราบความจริงเกี่ยวกับการบวช หมายถึง การบวชซึ่งไม่ได้ตั้งใจจะบวชอย่างแท้จริง แต่อยากจะทราบว่าเมื่อบวชแล้วจะเป็นอย่างไร จะเหมือนกับที่เคยได้ยินเขาเล่ามา

หรือไม่ เลยต้องพิสูจน์ด้วยตนเองเป็นการทดลองดู

() บวชตามประเพณี หมายถึง การบวชตามประเพณีที่ลูกผู้ชายทุกคนต้องกระทำกันสืบต่อเนื่องกันมาแต่โบราณเพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณหรือเพื่อแต่งงาน

() บวชเพราะความเบื่อหน่าย หมายถึง การบวชที่เกิดขึ้นเพราะผู้บวชรู้สึกเบื่อหน่ายต่อทางโลก เพื่อหน่ายต่อการที่ต่อสู้กับชีวิตที่ผันแปรไม่แน่นอน เลยบวชเสียให้พ้นจากสิ่งเหล่านั้น ๔๓ สมเด็จ

พระอริยวงศาตญาณ (วาสน์ วาสโน) ได้จำแนกลักษณะจูงใจในการบวชไว้ ลักษณะด้วยกัน คือ

() อุปชีวิกา เป็นการบวชเพื่อหาเลี้ยงชีวิตให้สะดวกสบายขึ้นกว่าเดิม

() อุปกีฬิกา เป็นการบวชเพื่อหาของเล่นพอสนุกสนานเพลิดเพลิน

() อุปมายหิกา เป็นการบวชเข้ามาในพระพุทธศาสนา ในลักษณะหลงงมงาย ไม่เข้าใจถึงหลักธรรมในพุทธศาสนาอย่างแท้จริง

() อุปนิสสรณิกา เป็นการบวชเพื่อแสวงหาความหลุดพ้น และทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน ๔๔

. ความสำคัญของการอุปสมบท

ภิกษุในพระพุทธศาสนาทำหน้าที่ ประการ คือ ทำหน้าที่ต่อตนเอง และทำหน้าที่ต่อสังคม หน้าที่ประการแรก คือ การศึกษาพระธรรมวินัยเพื่อปฏิบัติให้ถูกต้องและบรรลุธรรมตามวัตถุประสงค์ของนักบวช และหน้าที่ต่อสังคม คือ ปฏิบัติตนในฐานะกัลยาณมิตรของสังคม ๖ประการ ได้แก่

. แนะนำอบรมชี้แจงให้ประชาชนละเว้นความชั่ว

. แนะนำสั่งสอนเชิญชวนให้ประชาชนปฏิบัติชอบ

. สงเคราะห์ประชาชนด้วยจิต เมตตา กรุณา มุ่งความปรารถนาดีเป็นที่ตั้ง

. ให้ประชาชนได้ยินได้ฟังเรื่องธรรมะที่ไม่เคยได้ยินได้ฟัง

. อธิบายธรรมะที่ประชาชนได้ยินได้ฟังมาแล้ว แต่ยังไม่แจ่มแจ้งให้เข้าใจแจ่มแจ้งชัดเจนยิ่งขึ้น

. บอกทางสุขทางเจริญและทางสวรรค์ให้แก่ประชาชน ๔๕ คติอย่างหนึ่งของชาวพุทธก็คือ

ผู้ชายที่มีคุณสมบัติตามตามพระบรมพุทธานุญาต มีอายุ ๒๐ ปีขึ้นไป จะมีประเพณีอุปสมบทเพื่อ

ตอบแทนคุณบิดามารดา ซึ่งเป็นหน้าที่ที่สำคัญของบุตรที่แสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีบุตร ตามรูปศัพท์ แปลว่า ผู้ที่ทำให้บิดามารดามีความรู้สึกเอิบอิ่ม เป็นสุขใจ (ผู้ที่ยังหทัยของบิดามารดาให้เต็ม) เมื่อได้รับการอบรม เอาใจใส่และเลี้ยงดูจากบิดามารดา แล้วบุตรควรปฏิบัติต่อบิดามารดา ได้ชื่อว่าเป็นบุตรที่ดีมีคุณภาพ และเป็นที่พึงปรารถนาของบิดามารดา โดยมีหน้าที่ดังนี้

() มีความกตัญญูรู้คุณของบิดามารดา เมื่อบิดามารดา แก่ชรา เลี้ยงตนเองไม่ได้ ต้องเลี้ยงบิดามารดาเป็นการตอบแทน รวมทั้งเอาใจใส่ปรนนิบัติเมื่อบิดามารดาเจ็บไข้ได้ป่วย

() รู้จักช่วยทำกิจธุรการงานต่าง ของบิดามารดา เช่น ช่วยทำการงานในบ้าน ช่วยแบ่งเบาภาระหน้าที่การงานของบิดามารดา ซึ่งประกอบอาชีพการงานนั้น ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรรมอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรืออาชีพส่วนตัวใด ก็ตาม บุตรต้องไม่นั่งดูดาย อย่างน้อยก็ช่วย

ทำงานบ้านต่าง ให้เรียบร้อย

() ช่วยดำรงวงศ์สกุลให้ยั่งยืน โดยประพฤติตนเป็นคนดี เพื่อนำชื่อเสียงมาสู่วงศ์ตระกูลและไม่ประพฤติตนให้เป็นที่เลื่อมใสแก่ชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล

() ประพฤติตนให้เหมาะสมกับความเป็นทายาท กล่าวคือ ประพฤติตนเป็นบุตรที่ดี เชื่อฟังโอวาท คำสอนของบิดามารดา ไม่ประพฤตตนเป็นคนเกเร สร้างความทุกข์ ความเดือดร้อนแก่บิดามารดา บุตรที่เชื่อฟังคำแนะนำสั่งสอนของบิดามารดา ทำให้บิดามารดามีความสุข และมีความภาคภูมิใจในตัวบุตร บิดามารดาจะมอบทรัพย์มรดกให้แก่บุตรที่ประพฤติดีเท่านั้น ส่วนบุตรที่ทำให้พ่อแม่เป็นทุกข์ สร้างความเสื่อมเสียแก่วงศ์ตระกูล พ่อแม่อาจจะไม่มอบทรัพย์มรดกให้ก็ได้ เพราะประพฤติตนไม่เหมาะสม

() บุตรที่ดีต้องรู้จักเสียสละทรัพย์สินต่าง เพื่อช่วยเหลือสังคม โดยมอบทรัพย์สินเหล่านั้นในนามของบิดามารดา และเมื่อบิดามารดาสูญเสียชีวิตไปแล้ว ควรทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บิดามารดา ซึ่งจะเป็นการทำให้ตนไม่ลืมบิดามารดาผู้มีอุปการคุณ และดำเนินชีวิตของตนตามแบบอย่างที่ดีงามของบิดามารดาที่ล่วงลับไปแล้วนั้นบิดามารดาเป็นผู้มีอุปการคุณต่อบุตรเป็นอย่างมาก เป็นบุคคลที่หาได้ยากมากอย่างหนึ่งในโลกนี้ ดังนั้นบุตรที่ดีจึงต้องปฏิบัติตนต่อพ่อแม่อย่างถูกต้องและเหมาะสม โดยปฏิบัติตามทุกข้อที่กล่าวมานี้ทั้งหมด ไม่ควรข้ามหรือเลือกปฏิบัติเฉพาะข้อใดข้อหนึ่ง การทำเช่นนี้ ไม่ถือว่าเป็นการทำ

หน้าที่ของบุตรอย่างสมบูรณ์ ดังนั้น การปฏิบัติตนต่อบิดามารดาอย่างครบถ้วนทั้งห้าข้อนี้ จึงจะเรียก

ได้ว่า เป็นบุตรที่ดีอย่างแท้จริง จึงจะช่วยทำให้ครอบครัวมีความมั่นคง ยั่งยืน และมีความสุขตลอดไป ๔๖ บุตรที่แปลว่าผู้ที่ทำให้บิดามารดามีความรู้สึกเอิบอิ่ม เป็นสุขใจ ผู้ที่ยังหทัยของบิดามารดาให้เต็ม จึงหมายความรวมถึงบุตรที่ได้ตอบแทนคุณบิดามารดาโดยการออกบวช ซึ่งถือว่าเป็นมหากุศลอย่างยิ่งใหญ่ เป็นการจูงบิดามารดาให้สร้างบุญกุศลและมีสัมมาทิฏฐิ ในสมัยพุทธกาลเมื่อพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แล้วพระองค์ก็ทรงเสด็จกลับกรุงกบิลพัสดุ์เพื่อโปรดพระญาติให้ตั้งอยู่ในสัมมาทิฏฐิ แม้กระทั่งพระนางสิริมหามายาที่สวรรคตไปจุติในโลกสวรรค์ พระพุทธเจ้าก็ทรงเสด็จขึ้นไปโปรด จึงเป็นการแสดงให้เห็นว่าพระองค์เป็นต้นแบบของความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ และเป็นการถือปฏิบัติสืบต่อกันมาว่าบุตรชายจะต้องออกบวชสักครั้งในช่วงชีวิตเพื่อศึกษาพระธรรมวินัยแล้วนำมาบอกกล่าวแก่บิดามารดาให้ตั้งอยู่ในสัมมาทิฏฐิ และนำธรรมะมาใช้ในการครองชีวิตของตนด้วยนอกจากความกตัญญูของพระพุทธเจ้าแล้วยังมีเรื่องราวของพระอัครสาวกเบื้องซ้ายของพระพุทธเจ้าคือพระสารีบุตร โดยพระสารีบุตรได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีปัญญามาก แต่ท่านไม่สามารถเปลี่ยนมิจฉาทิฏฐิของมารดาท่านได้ จนวาระสุดท้ายของท่านก่อนนิพพาน ท่านมีความรู้สึกว่ากิจที่ท่านทำยังไม่สมบูรณ์ประการหนึ่งคือการโปรดมารดาให้มีสัมมาทิฏฐิ ท่านจึงเดินทางกลับไปที่บ้านทำกาลกิริยาต่างๆ จนมารดาเปลี่ยนความคิดเป็นสัมมาทิฏฐิ ท่าจึงได้เข้าสู่นิพพาน แสดงให้เห็นความสำคัญของการบวชว่านอกจากจะเป็นการประพฤติตนให้หลุดรอดแล้ว ยังเป็นการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลาย และยังเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณอีกด้วย

สงฆ์จะสืบอายุพระศาสนาได้ก็ด้วยการบวชจริง เรียนจริง ปฏิบัติจริง ได้ผลจริง สอนสืบ ๆกันไปจริง และทั้งนี้ไม่ได้หมายแต่เฉพาะพระสงฆ์ที่บวชอย่างเดียว แต่หมายถึงฆราวาสทั้งผู้หญิงผู้ชาย ที่ต้องช่วยกันรักษาโรงพยาบาลโลกหรือร่มโพธิ์ร่มไทรของโลกเอาไว้ ถ้าสงฆ์ที่แท้ของพระพุทธเจ้ายังมีอยู่ในโลกดวงประทีปนี้ก็จะยังไม่ดับ โลกนี้จะยังไม่มืด ถ้าคุณธรรมของคณะสงฆ์เสื่อมไป ดวงประทีปของโลกก็จะดับมืด หน้าที่การงานของพระสงฆ์จึงมีอยู่อย่างนี้ ใครไม่ทำหน้าที่นี้ก็ไม่ใช่พระสงฆ์ การบวชของเขาก็มิใช่เพื่อสืบศาสนา แต่เป็นการบวชเพี่อทำลายศาสนา ๔๗ ในอดีตมีพระอรหันต์สาวกรูปหนึ่งที่มีความสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพระภิกษุสงฆ์อย่างมาก ท่านรูปนี้ชื่อว่าพระสีวลี การบรรลุ “อรหันตผล” เป็น พระอรหันต์ของท่านสีวลีบังเกิดขึ้นพร้อมกันกับการปลงผมครั้งสุดท้าย คือไม่ก่อนและไม่หลังกว่ากันเลย และนับตั้งแต่วันที่ท่านบวช ปรากฏว่าลาภสักการะได้บังเกิดอย่างมากมายแก่พระภิกษุสงฆ์ที่อยู่ร่วมในวัดนั้นอย่างน่าอัศจรรย์ใจ ๔๘ การบวชเข้ามาของพระสิวลีจึงเป็นการนำลาภสักการะมาอุดหนุนจุนเจือคณะสงฆ์ให้มีความอุดมสมบูรณ์ และสามารถประพฤติพรหมจรรย์ได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องพะวงกับการเป็นอยู่ จึงพอสรุปความสำคัญของการบวชได้เป็นข้อๆ ดังนี้

. เป็นการออกจากความวุ่นวายของชีวิตฆราวาส

. เป็นการสร้างความสงบให้เกิดขึ้นในจิตใจ

. เป็นแนวทางฝึกหัดปฏิบัติให้บรรลุถึงความหลุดพ้นกิเลสตัณหา

. นำธรรมะที่ค้นพบเป็นประโยชน์ต่อชาวโลก

. เป็นฟันเฟืองหนึ่งที่ช่วยหนุนสังคมให้ร่มเย็นและเกิดสันติภาพที่แท้จริง

. เป็นการรักษาพระศาสนาให้มั่นคง

. เป็นการสืบต่อประเพณีอันดีงาม

. เป็นการแสดงออกถึงความกตัญญู

. เป็นตัวแทนของศาสนวงศ์

๑๐.เป็นการสืบทอดและเผยแผ่พระศาสนาให้เจริญกว้างไกล

. อานิสงส์ของการอุปสมบท

ในการทำกิจการทุกอย่างจะต้องมีวัตถุประสงค์ จะต้องทราบเหตุที่ต้องทำและผลจะได้รับในทางพระพุทธศาสนาได้ให้ความสำคัญกับเรื่องเหตุและผลมาก เช่นเดียวกับการอุปสมบท ย่อมมีอานิสงส์มากกว่าการสร้างบุญในรูปแบบต่างๆ เพราะว่าการอุปสมบทเป็นการสร้างมนุษย์ให้เป็นพระสร้างพระให้เป็นพระอรหันต์ ซึ่งเป็นอานิสงส์สูงสุดในทางพระพุทธศาสนาในคัมภีร์มงคลทีปนีเรื่องพราหมณ์บวชมีทิฐิ เต พฺราหฺมณา ครั้งนั้นพราหมณ์ทั้งหลาย ๕๐๐ ออกบวชในพระศาสนา มีทิฐิกล้าไม่ฟังธรรมคือเห็นว่าไตรเพทกับธรรมก็เหมือนกันเพราะฉะนั้นจึงไม่ฟังซึ่งธรรม สตฺถา ปวตฺตึ สุตฺวา พระศาสดาได้ทรงทราบซึ่งเหตุนั้น จึงตรัสเรียกซึ่งภิกษุทั้ง ๕๐๐ มา แล้วจึงตรัสเทศนาว่า ภิกฺขเว ดูกรภิกษุทั้งหลายท่านจงฟังธรรมเกิด การฟังธรรมมีคุณ ประการ ที่ ผู้ใดได้ฟังธรรมและเรียนซึ่งทำให้ชำนาญ ครั้นทำลายสังขารไปเกิด

เป็นมนุษย์และเทพดา จะมีปัญญารู้ธรรมของพระพุทธเจ้าและได้มรรคผลโดยเร็ว ที่ ผู้ใดได้

ฟังธรรมให้ชำนาญ ครั้นทำลายสังขารไปเกิดเป็นเทพดา จะมีปัญญารู้ธรรมของพระพุทธเจ้าโดยเร็ว

ดังบุรุษชำนาญในเสียงกลอง ครั้นได้ยินเสียงกลองก็จำได้ไม่สงสัย แล้วสั่งสอนบริษัทอื่นได้ และให้

สำเร็จมรรคผลโดยเร็ว ที่ ผู้ใดได้ฟังธรรมเล่าเรียนซึ่งธรรมให้ชำนาญ ครั้นทำลายสังขารไป

เกิดเป็นเทพยดา ยังระลึกถึงบทแห่งธรรมนั้นไม่ได้ มีเทพยดาอื่นที่รู้ธรรมแสดงให้ฟังก็ระลึกได้ ดัง

บุรุษที่รู้เสียงสงฆ์ครั้นได้ยินเสียงก็จำได้ว่าเสียงสงฆ์ แล้วจะให้ได้มรรคผลโดยเร็ว ที่ ผู้ใดได้

ฟังธรรมเล่าเรียนซึ่งธรรมให้ชำนาญ ครั้นทำลายสังขารไปเกิดเป็นเทพยดาตัวก็ระลึกไม่ได้ เทพยดาอื่น

ก็มาแสดงให้ฟัง เทพยดาที่เกิดก่อนมาเตือนให้ระลึกซึ่งธรรมนั้นขึ้นได้ ด้วยอุปนิสัยที่ได้ฟังธรรมและ

ได้เล่าเรียนมาแต่กาลก่อน ดังบุรุษที่เคยเล่นฝุ่นทรายมาด้วยกัน ครั้นมาพบกันก็พูดขึ้นถึงการเล่นฝุ่น

ทรายก็ระลึกได้ และจะได้ซึ่งมรรคผลโดยเร็ว ๔๙

            ในคัมภีร์มิลินทปัญหาได้กล่าวถึงการสนทนาระหว่างพระยามิลินท์กับพระนาคเสนว่า ข้าแต่

พระนาคเสนผู้เป็นเจ้า อันว่าบรรพชาของพระผู้เป็นเจ้านี้มีประโยชน์อันอุดมดีอย่างไร ประโยชน์ด้วย

สิ่งอันใดจึงบรรพชา พระผู้เป็นเจ้าจงวิสัชนาแก้ไขให้แจ้งก่อน

พระนาคเสนจึงถวายพระพรว่า “มหาราช” บรรพชาของอาตมานั้นเป็นประโยชน์ดับเสียซึ่ง

ทุกข์ที่มีในสันดาน แล้วมิให้ทุกข์ประการอื่นบังเกิดได้ ประการหนึ่งบรรพชาของอาตมานี้ประเสริฐยิ่ง

นัก จักให้เป็นประโยชน์แก่มนุษย์นิกรเทวดา ไหว้นบเคารพบูชาถวายไทยทาน บรรดาที่จะให้

เกิดผลเมื่อสิ้นชนม์มรณกาลแล้ว เดชผลที่ได้กระทำสักการถวายทานแก่รูปอันบรรพชาก็จะปิดเสียซึ่ง

ประตูจตุราบาย ก็จะได้ไปชมสมบัติ ประการ คือมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ

จะให้เป็นประโยชน์แก่นิกรมนุษย์เทวดาทั้งหลาย ๕๐ นอกจากการอุปสมบทจะเป็นประโยชน์ต่อตนเอง

แล้วยังก่อให้เกิดประโยชน์คนอื่นด้วย ซึ่งรวมไปถึงเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในเรื่องอานิสงส์ของการ

อุปสมบทนั้นพระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมอยู่ประพฤติพรหมจรรย์นี้

อันมีสิกขา (อภิสมาจาร = มรรยาทอันดีงาม) เป็นอานิสงส์ มีปัญญาเป็นยอด มีวิมุติเป็นแก่น มีสติ

เป็นอธิปไตย...” ๕๑  พุทธพจน์บทหนึ่งที่ตรัสไว้กับพระอานนท์เกี่ยวกับอานิสงส์ของการอุปสมบทว่า ‘ทาสสฺส อานนฺท’ ดูกรอานนท์ บุคคลผู้ใดมีศรัทธาได้บรรพชาทาสหญิงทาสชายให้เป็นสามเณร สามเณรีในพระพุทธศาสนา บุคคลผู้นั้นจะได้อานิสงส์ผล กัปป์ ‘ทาสสฺส อุปสมฺปทา’ บุคคลผู้ใดได้อุปสมบททาสหญิงทาสชายให้เป็นภิกษุภิกษุณีในพระพุทธศาสนา ผู้นั้นจะได้อานิสงส์ผล กัปป์

‘อานนฺท’ ดูกรอานนท์ บุคคลผู้ใดได้บรรพชาบุตรหญิงบุตรชายให้เป็นสามเณรสามเณรีใพระพุทธศาสนา ผู้นั้นจะได้อานิสงส์ผล กัปป์ บุคคลผู้ใดได้อุปสมบทบุตรหญิงบุตรชาย ให้เป็นภิกษุภิกษุณีในพระพุทธศาสนา ผู้นั้นจะได้อานิสงส์ผล ๑๖ กัปป์ ‘อานนฺท’ ดูกรอานนท์ บุคคลผู้ใดได้บรรพชาสามีหรือภรรยาให้เป็นสามเณรหรือสามเณรีในพระพุทธศาสนา ผู้นั้นจะได้อาสิสงส์ผล๑๖ กัปป์ ผู้ใดได้อุปสมบทสามีหรือภรรยา ให้เป็นภิกษุภิกษุณีในพระพุทธศาสนา ผู้นั้นจะได้อานิสงส์ผล ๓๒ กัปป์ ‘อานนฺท’ ดูกรอานนท์ บุคคลผู้ใดได้บรรพชาตนของตนเอง ให้เป็นสามเณรสามเณรีในพระพุทธศาสนา ผู้นั้นจะได้อานิสงส์ผล ๓๒ กัปป์ ผู้ใดอุปสมบทตนของตนเองให้เป็นพระภิกษุภิกษุณีในพระพุทธศาสนา ผู้นั้นจะได้อานิสงส์ผม ๖๔ กัปป์ ก็คำว่ากัปหนึ่งนั้น ยิ่งมีภูเขาศิลาทั้งแท่งกว้างหนาและสูงได้โยชน์หนึ่งเท่ากัน ครั้งถึง ๑๐๐ ปี มีเทวดาเอาผ้าทิพย์เนื้อละเอียดมากวาดหนหนึ่ง ทำอยู่อย่างนี้จนภูเขานั้นเกรียนลงเสมอแผ่นดินในกาลใด กาลนั้นแลชื่อว่ากัปหนึ่ง ๕๒ เป็นการพรรณนาถึงอานิสงส์ของการบรรพชาอุปสมบทที่วิจิตรพิสดาร และอาจถูกมองว่าเกินความเป็นจริง แต่ในทางพระพุทธศาสนาถือว่าอานิสงส์นั้นไม่ใช่ความเพ้อฝัน แต่เป็นสิ่งที่ติดตัวไปในแต่ละภพชาติ ซึ่งมองไม่เห็นเป็นรูปธรรมในชาตินี้ โดยที่อานิสงส์ที่เห็นในชาตินี้ปรากฏในพุทธพจน์ที่ว่า “ฆราวาส การอยู่ครองเรือนเป็นชาวบ้าน คับแคบ เป็นทางมาแห่งธุลี บรรพชา การออกบวชเป็นบรรพชิต เป็นทางปลอดโปร่ง การที่บุคคลผู้อยู่ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์โดยสิ้นเชิง ดุจสังข์ขัด มิใช่ทำได้ง่าย สมฺพาโธ ฆราวาโส รโชปโถ อพฺโภกาโส ปพฺพชฺชา นยิทํ สุกรํ อคารํ อชฺฌาวสตา เอกนฺตปริปุณฺณํ เอกนฺตปริสุทฺธํ สงฺขลิตํ พฺพหฺมจริยํ

จริตุ” ๕๓ การประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์โดยสิ้นเชิงนั้น แม้จะถูกมองว่าเป็นอานิสงส์ที่สืบทอดมาจากทุกภพชาติส่งผลมาถึงปัจจุบันก็ตาม แต่การประพฤติปฏิบัติธรรมจนบรรลุมรรคผลนิพพาน ทำจิตใจให้บริสุทธิ์สะอาดดุจสังข์ขัด เป็นอานิสงส์ของการประพฤติพรหมจรรย์ เป็นผลที่เกิดจากปัจจุบันชาติพระราชดำรัสตอนหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสตอบคณะสงฆ์ว่า พระคุณเจ้าทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอขอบพระคุณเป็นอันมาก ในการที่ได้แสดงไมตรีจิตครั้งนี้ แม้ข้าพเจ้าจะได้อยู่ในสมณเพศมาเป็นเวลาอันน้อยก็ตาม รู้สึกว่าได้รับการต้อนรับจากสงฆ์ทั้งหลายเป็นอย่างดี ทั้งได้รับความรู้ในพระธรรมวินัย และทางปฏิบัติเท่าที่เวลาจะอำ นวย ทั้งนี้ทำ ให้เกิดความรู้สึกว่าพระพุทธศาสนาเป็นทางแห่งความเจริญแก่ผู้ที่ตั้งใจปฏิบัติโดยเคร่งครัดขออำนาจแห่งความสามัคคีที่พระคุณทั้งหลายได้แสดงอยู่ บัดนี้ จงเป็นนิมิตอันดีที่จะเพิ่มพูดความรุ่งเรืองมั่งคงแห่งพระศาสนาสืบไป ๕๔ พระดำรัสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตรัสไว้ตอนที่พระองค์เสด็จออกผนวช ซึ่งกล่าวถึงในทางสังคมว่า สังคมสงฆ์เป็นสังคมที่มีไมตรีจิตต่อกันทั้งในระหว่างสงฆ์ด้วยกันและระหว่างสงฆ์กับฆราวาส ในทางปฏิบัติพระองค์ก็ทรงยอมรับว่าพระพุทธศาสนาเป็นทางแห่งความเจริญแก่ผู้ที่ตั้งใจปฏิบัติโดยเคร่งครัด อันเป็นประโยชน์สูงสุดในทางพระพุทธศาสนา การบวชจึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อตนเองและประโยชน์ต่อผู้อื่นพุทธทาสภิกขุได้กล่าวไว้ในหนังสือคำสอนผู้บวช ภาค ถึงคุณประโยชน์ของการบวชไว้๓ ประการด้วยกัน คือ

. เป็นคุณประโยชน์ที่พึงได้แก่ตัวเอง หมายถึง การบวชจะทำให้ผู้บวชได้มีโอกาสชำระและ

ขัดเกลากิเลสของตนเองให้เบาบางลง

. เป็นคุณประโยชน์ที่พึงได้แก่ผู้อื่น คือ การมุ่งตอบแทนบุญคุณของบิดามารดา เป็นเนื้อ

นาบุญของโลก

. เป็นคุณประโยชน์ที่พึงได้แก่พระศาสนา คือ ศึกษาปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างจริงจัง

ก็ย่อมจะได้ชื่อว่าเป็นศาสนทายาท ผู้สืบต่ออายุของพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ๕๕ ซึ่งสอดคล้องกับ

แนวคิดของสุนทรียา สุนทรวิภาค ว่าการออกบวชมีประโยชน์ ระดับ คือ

. ประโยชน์ตน คือ ประโยชน์ที่ผู้บวชได้รับในขณะที่ครองสมณเพศ และในการดำรงชีวิต

หลังจากสึกแล้ว นอกจากนี้ยังรวมถึงประโยชน์ที่ผู้ใกล้ชิด ผู้อุปการะในการบวชจะได้รับจากผู้บวช

ด้วย ประโยชน์ส่วนตนมีดังนี้.

() ได้เรียนรู้พระธรรมวินัย

() รู้จักฝึกตนให้มีความอดทด เนื่องจากต้องปฏิบัติตนตามวินัยและตามหลักการปกครอง

สงฆ์

() รู้จักสำรวม กาย วาจา ใจ ให้อยู่ในระเบียบอันดีงาม

() รู้จักรับผิดชอบและดูแลตนเอง เพราะขณะบวชอยู่ สมณะย่อมมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติ

ทั้งส่วนตัวและร่วมกับหมู่คณะ

() รู้จักละอายตนเองและกลัวบาป

() รู้จักความสันโดษ คือ พอใจที่จะมีชีวิตอย่างเรียบง่าย เว้นความฟุ่มเฟือยทั้งปวง

() ได้ปฏิบัติ คือ เว้นชั่ว ทำดี และทำจิตใจให้ผ่องใส ซึ่งเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา

ผู้บวชจะมีโอกาสปฏิบัติได้สมบูรณ์กว่าผู้ครองเรือน

() รู้จักศาสนพิธี และมีส่วนร่วมปฏิบัติอย่างถูกต้อง

() ได้รับการปลูกฝังค่านิยมในทางที่ดี

(๑๐) ได้บรรลุผลในการปฏิบัติตั้งแต่ขั้นต้น จึงถึงขึ้นสูงสุด

(๑๑) สามารถนำธรรมะไปปฏิบัติในการดำรงชีวิตได้ ทั้งระหว่างบวชและหลังจากสึกจาก

สมณเพศแล้ว

(๑๒) มารดา บิดา ญาติ ของผู้บวชและผู้มีส่วนอุปการะในการบวชได้มีส่วนในกุศลยิ่งขึ้น

. ประโยชน์ต่อสังคม

() การบวชในพระพุทธศาสนา ถือว่าเป็นการสร้างสมเนื้อนาบุญของโลก

() พระสงฆ์ที่ปฏิบัติดีและหมั่นสั่งสอนประชาชน ย่อมเป็นที่พึ่งทางใจของพุทธศาสนิกชน

() พระสงฆ์เป็นตัวอย่างที่ดีงามแก่คนทั่วไป ในด้านการปฏิบัติธรรม

() หลักธรรมาธิปไตยในพระพุทธศาสนา เป็นแนวทางของประชาธิปไตยทั้งในการปกครอง

และการดำเนินชีวิต

. ประโยชน์ต่อพระศาสนา

() การบวชย่อมทำให้มีผู้สืบทอดศาสนา ซึ่งจะทำให้พระศาสนาดำรงอยู่ตลอดไป

() พระสงฆ์เป็นสนทายาท

() พระภิกษุสามเณรช่วยเผยแพร่ศาสนาให้เจริญกว้างไกลยิ่งขึ้น

() ปฏิปทาของพระสงฆ์ในการพิสูจน์ว่า มนุษย์สามารถดำรงชีวิตตามแนวคำสอนของ

พระพุทธศาสนาได้จริง ๕๖ ประโยชน์ของการบวชจึงเป็นการสร้างมหากุศลอย่างมหาศาลต่อโลกและ

ตนเอง รวมทั้งเป็นประโยชน์ต่อพระศาสนาด้วย หากมองในมุมประโยชน์ส่วนรวมจะเห็นว่าการบวชใน

พระพุทธศาสนามีอยู่ ระดับด้วยกัน คือ

. ประโยชน์ในเบื้องต้น หมายถึง ประโยชน์ในฐานะเป็นเนื้อนาบุญของโลก เป็นผู้ที่บุคคล

ทั่วไปมาสร้างบุญด้วย เพราะถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์สะอาด การทำบุญกับนักบวชจึงเป็นการสร้างมหากุศล

อย่างยิ่ง โดยเฉพาะการสร้างบุญกับพระอริยเจ้า เรียกว่าระดับบุญ

. ประโยชน์ในท่ามกลาง หมายถึง การนำธรรมะที่ได้มาอบรมสั่งสอนประชาชนให้รู้จักอาย

ชั่วกลัวบาป รู้จักแยกแยะว่าสิ่งไหนควารทำและไม่ควรทำ สร้างความสามัคคีให้สังคม และสันติภาพ

ให้เกิดขึ้นในโลก เป็นการนำธรรมะมาเป็นเครื่องเยียวยาสังคม เรียกว่าระดับศีลธรรม

. ประโยชน์สูงสุด หมายถึง ประโยชน์ที่ทำให้คนกลายเป็นพระอรหันต์ ซึ่งถือว่าเป็น

อุดมการณ์สูงสุดในทางพระพุทธศาสนา โดยผ่านกระบวนการฝึกหัดปฏิบัติ ขัดเกลา ชำระล้างจิตใจ

ให้ขาวสะอาดหมดจดจากกิเลสตัณหา หากสังคมใดมีคนประเภทนี้มากก็จะทำให้เกิดสังคมอุดมสุข

เพราะจะไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งแย่งชิง ทะเยอทะยาน เบียดเบียนและลังแกกันและกัน หากมองใน

แง่ผลประโยชน์ส่วนตัวก็เป็นผู้ที่สิ้นภพสิ้นชาติ เป็นผู้ดำเนินอยู่ด้วยวิมุติสุขในชาติปัจจุบัน เรียกว่า

ระดับโลกุตตร

 

......................................

 

 

เดือน คำดี, ศาสนศาสตร์, (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์

เดือน คำดี, อ้างแล้ว, หน้า ๔๒-๔๓.

ราชบัณฑิตยสถาน,พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยถาน,พิมพ์ครั้งที่ (กรุงเทพมหานคร:หจก.นนทชัย

๒๕๒๓), หน้า ๑๐๐๗๙.

พุทธทาสภิกขุ, คำสอนผู้บวช ภาค , (กรุงเทพมหานคร : สมชายการพิมพ์, ๒๕๓๗), หน้า .

เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๖-๒๓.

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาวโรรส, การบวชในพระพุทธศาสนา, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๔๒), หน้า ๑๓-๑๔.

พระมหาเรืองฤทธิ์ ปญฺญาวชิโร, พิธีบวช, (กรุงเทพมหานคร : หจก.การพิมพ์พระนคร, ๒๕๒๖), หน้า .

ยุพิน ดวงจันทร์, สตรีกับการบวชในพระพุทธศาสนา : ศึกษาเปรียบเทียบสถานภาพและทรรศนะของแม่ชีวัด

ปากน้ำ ภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร และสำนักปฏิบัติธรรมแดนมหามงคล กาญจนบุรี, (กรุงเทพมหานคร : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล, ๒๕๔๒), หน้า ๒๔.

ศรีมหาโพธิ์ เปรียญ, คู่มือบวชนาค, (กรุงเทพมหานคร : ห้างหุ้นส่วนจำกัด อำนวยสาส์น, ๒๕๓๗),หน้า -.

๑๐ พระธรรมปิฎก (.. ปยุตฺโต), จาริกบุญ-จาริกธรรม, พิมพ์ครั้งที่ ๑๐ บริษัทพิมพ์สวย จำกัด, ๒๕๔๗).หน้า ๗๐.

๑๑ เดือน คำดี, เรื่องเดียวกัน, หน้า ๓๙.

๑๒ สิริ เปรมจิตต์, พระพุทธศาสนาในประเทศไทย, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์บำรุงอุกุลกิจ, ๒๕๒๒),หน้า ๓๔๓.

๑๓ ขวัญแก้ว วัชโรทัย, พระราชพิธี และ พระราชกิจในการทรงผนวช, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์พระจันทร์, ๒๕๐๐), หน้า ๗๔.

๑๔ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๒-๒๓.

๑๕ . มณีวงศ์ ., หลักปฐมสมโพธิ, พิมพ์ครั้งที่ ( พระนคร, ๒๔๘๒), หน้า ๖๓-๖๔.

๑๖ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส, วินัยมุข เล่ม , พิมพ์ครั้งที่ ๒๒, (กรุงเทพมหานคร :โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๓๑), หน้า ๘๖-๘๘.

๑๗ . มณีวงศ์ ., หลักปฐมสมโพธิ, พิมพ์ครั้งที่ ( พระนคร, ๒๔๘๒), หน้า ๖๓-๖๔.

๑๘ เสฐียร พันธรังสี, ศาสนาเปรียบเทียบ, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ ... เชิงสะพานยมราช พระนคร,๒๕๐๖), หน้า ๑๖๓-๑๖๔.

๑๙ พระมหาปรีชา ปริญญาโณ, ประเพณีโบราณไทยอีสาน, (.อุบลราชธานี : โรงพิมพ์ศิริธรรม, ๒๕๓๐),

๒๐ . มณีวงศ์ ., หลักปฐมสมโพธิ, พิมพ์ครั้งที่ ( พระนคร, ๒๔๘๒), หน้า ๘๒-๘๓.

๒๑ . ธรรมภักดี, พระไตรปิฎก มหาวิตถารนัย ๕๐๐๐ กัณฑ์, (พระวินัยปิฎก เล่มที่ ภิกขุวิภังค์),

(กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ .ธรรมภักดี, ๒๕๐๔), หน้า ๘๑-๘๒.

๒๒ ปุ่น จงประเสริฐ, วิธีระงับดับทุกข์, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์อักษรสมัย, ๒๕๑๘), หน้า ๑๙.

๒๓ สุนทรียา สุนทรวิภาค, การศึกษาความสำคัญของการบวชในพุทธศาสนาที่มีผลต่อสังคมไทยในปัจจุบัน :ศึกษาเฉพาะกรณีในกรุงเทพมหานครและจังหวัดสุพรรณบุรี, (กรุงเทพมหานคร : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล,๒๕๒๙), หน้า ๒๙