โครงการธรรมศึกษาวิจัย

การเผยแผ่ธรรมะเชิงรุก

ศึกษาจากคัมภีร์พระไตรปิฎก

อรรถกถา ฎีกาตลอดจนคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา

 

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

ผู้อำนวยการหลักสูตร

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

 

 

ธรรมศึกษาวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนา

ตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช  ๒๕๕๐   พิมพ์ครั้งที่ ๑  ๕๐๐ เล่ม

เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

คำนำ

 

          ในหนังสือเล่มนี้รวบรวมและสกัดขึ้น เพื่อให้เข้าถึงหลักการเผยแผ่ธรรมะเชิงรุกตามวิถีอันแป็นเกี่ยวกับคำสอนที่เป็นพุทธพจน์หรือเถระ เถรีที่มความสำคัญยิ่ง   โดยอ้างอิงจากพระไตรปิฏกและตำราอรรถกถา  เจตนาหนังเสือเล่มนี้ เพื่อเข้าถึงแก่นแห่งหลักการเผยแผ่ธรรมะเชิงรุกตามวิถี คัมภีร์ทาพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นคัมภีร์สำคัญและเป็นที่ศึกษาของวงการพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะผู้ปรารถนาความเป็นปราชญ์ เพื่อให้ศาสนาพุทธได้ธำรงยิ่งยืนนาน จึงศึกษาค้นคว้าหาแห่งที่มาสรุปเป็นบทโดยย่อง่ายต่อความเข้าใจ และจดจำ ผลของงานเขียนครั้งนี้บางจุดได้นำมาจากข้อมูลเดิมที่ยังไม่ทราบว่าผู้ใดเขียนไว้ก็ขอให้เกิดผลบุญแก่ท่านผู้นั้นด้วย รวมถึงบุพการีครูอาจารย์ตลอดผู้มีคุณทุกท่านขออำนาจแห่งเจตนานี้เป็นปัจจัยให้ทุกท่านถึงที่สุดแห่งทุกข์และสิ้นสุดแห่งกองกิเลสเข้าสู่พระนิพพานโดยทั่วหน้ากัน

ธีรเมธี

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

มหาบัณฑิตพุทธศาสน์ แห่งมหามกุฏราชวิทยาลัย

 

สารบัญ

 

เรื่องหน้า

บทที่๒แนวคิดทฤษฎีหลักธรรมกระบวนการเผยแผ่ธรรมะเชิงรุก

.๑ความหมายและความสำคัญของการเผยแผ่ธรรมะเชิงรุก

.๒การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในยุคสมัยพุทธกาล

.๓การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในยุคหลังพุทธกาล

.๔การเผยแผ่ธรรมะเชิงรุกในประเทศไทย๒๓

.๕การเผยแผ่ธรรมะเชิงรุกของโครงการธรรมะในสวน

.๖หลักธรรมเกี่ยวกับการดำเนินชีวิต

..๑เบญจศีล– เบญจธรรม๓๓

..๒พรหมวิหาร

..๓ฆราวาสธรรม

..๔ทิศ๖

..๕อบายมุข๖

.๗ทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

 

 

 

 

 

บทที่ ๑

การเผยแผ่ธรรมะเชิงรุกตามวิถี

 

ในสมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้าทรงใช้วิธีการเผยแผ่เชิงรุกโดยเสด็จไปแสดงธรรมแก่พุทธศาสนิกชนทุกระดับชั้นด้วยพระองค์เองโดยทรงใช้พุทธวิธีการสอนในรูปแบบต่างๆจนทำให้พระพุทธศาสนาแพร่หลายไปทั่วประเทศอินเดียในสมัยหลังพุทธกาลการเผยแผ่ธรรมะเชิงรุกเจริญรุ่งเรืองที่สุดในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชผู้ทรงเป็นกษัตริย์ที่ใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาในการปกครองประชาชนและได้ทรงส่งพระสมณทูต๙สายไปเผยแผ่พระพุทธศาสนายังประเทศต่างๆในสมัยปัจจุบันได้มีวิวัฒนาการรูปแบบการเผยแผ่ธรรมะเชิงรุกต่างๆทั้งในส่วนของพระสงฆ์และคฤหัสถ์ในส่วนของพระสงฆ์ได้แก่การศึกษาสงเคราะห์และการสาธารณสงเคราะห์ส่วนของคฤหัสถ์ก็มีการจัดการเผยแผ่ธรรมะเชิงรุกในรูปแบบการจัดกิจกรรมต่างๆทางพระพุทธศาสนาโดยได้นำหลักธรรมสำคัญเช่นเบญจศีลเบญจธรรมพรหมวิหาร๔ฆราวาสธรรม๔ทิศ๖และอบายมุข๖มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตให้เหมาะสมกับสภาพสังคมในปัจจุบัน

. ความรู้ความเข้าใจในการนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาไปใช้ในชีวิตประจำวันในปัจจุบันบุคคลตกอยู่ภายใต้ความกดดันและความเครียดอันเป็นผลมาจากความโลภความโกรธความหลงความกลัวความรู้สึกขาดความปลอดภัยเทคโนโลยีก้าวหน้าในทางวัตถุมากขึ้นเท่าใดความต้องการในด้านการพัฒนาทางจิตก็เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น๑การแสวงหารูปแบบและวิธีการที่เหมาะสมต่อการนำบุคคลเข้าสู่ธรรมะจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่จะต้องกระทำกันเมื่อกล่าวถึงรูปแบบการเผยแผ่พระพุทธศาสนาโดยยึดหลัก“รูปแบบการเผยแผ่ธรรมะ”ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงบำเพ็ญมาตลอด๔๕พรรษานั้นนับว่ามีรูปแบบหลากหลายนานัปประการที่ยังใช้ได้เสมอเพราะพระพุทธองค์เป็นผู้ที่มีพระปรีชาความรู้ความสามารถเป็นอย่างยิ่งในการเผยแผ่การที่พระองค์ทรงแสดงธรรมแก่บุคคลทุกระดับชนชั้นและทรงประสบผลสำเร็จนั้นถือว่าเป็นรูปแบบการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่น่าสนใจศึกษาเพราะว่าบุคคลที่พระองค์ทรงแสดงธรรมให้ฟังนั้นมีหลายระดับมีหลายชนชั้นวรรณะพระองค์ไม่ทรงเลือกว่าเป็นกษัตริย์หรือเป็นคนยากจนเป็นคนดีหรือเป็นคนเลวแต่อย่างไรจะสังเกตเห็นได้ว่าแม้แต่จอมโจรเช่นองคุลิมาลพระองค์ก็ทรงแสดงธรรมโปรดจนสำเร็จมรรคผลสื่อให้เห็นถึงบทบาทในการแสดงธรรมที่ไม่เน้นบุคคลเป็นสำคัญทรงเน้นการแสดงธรรมเพื่อมุ่งหวังให้มวลมนุษย์ปุถุชนได้ค้นพบถึงทางสว่างของชีวิตเป็นสำคัญดังนั้นจึงเห็นได้ชัดว่ารูปแบบการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระพุทธองค์นั้นมีหลากหลายระดับ

ในสมัยพุทธกาลหลังจากที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณและประทับเสวยวิมุตติสุขในสถานที่ทั้ง๗แห่งรวม๗สัปดาห์ผ่านพ้นไปแล้วพระองค์เสด็จไปประทับที่ต้นอชปาลนิโครธทรงพิจารณาถึงพระสัทธรรมที่ตรัสรู้ว่าเป็นธรรมชาติอันลึกซึ้งสุขุมคัมภีรภาพยากยิ่งที่มนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลายทั่วๆไปที่ยังหมกมุ่นยินดีอยู่ในกามคุณจะตรัสรู้ได้แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงปรารถนาที่จะช่วยเหลือโปรดเวไนยสัตว์พระองค์ได้พิจารณาด้วยพระปัญญาทรงทราบว่าหมู่สัตว์นั้นมี๔จำพวกตามลำดับแห่งกิเลสหนาและเบาบางต่างกันซึ่งเปรียบเทียบได้กับดอกบัว๔ประเภท๒

          นอกจากนี้พระองค์ก็ได้ทรงพิจารณาเห็นว่าความแตกต่างระหว่างบุคคลนั้นมีมากฉะนั้นการที่จะแสดงหลักธรรมใดจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพิจารณาถึงความพร้อมของแต่ละบุคคลที่มีความพร้อมแตกต่างกันมีนัยว่าพระองค์ทรงเลือกใช้กุศโลบายหรือเลือกหัวข้อธรรมที่จะแสดงให้เหมาะสมในแต่ละบุคคลเช่นพระองค์ทรงพิจารณาถึงจริต๖ประการซึ่งเป็นลักษณะอุปนิสัยของ

แต่ละบุคคลที่พระองค์ทรงแจกแจงแยกแยะไว้เพื่อใช้วิธีการอบรมสั่งสอนแต่ละคนให้เหมาะสมกับนิสัยคนๆนั้นความประพฤติปกติหมายถึงพื้นเพของจิตพื้นนิสัยลักษณะความประพฤติที่หนักไปทางใดทางหนึ่งตามสภาพจิตที่เป็นปกติของบุคคลนั้นๆซึ่งความประพฤติหรือลักษณะนิสัยนั้นเรียกว่าจริยาบุคคลผู้มีลักษณะนิสัยและความประพฤติอย่างนั้นๆเรียกว่าจริต๓

          ในการเผยแผ่ธรรมะแก่บุคคลซึ่งมีหลากหลายระดับชนชั้นพระพุทธองค์ได้ทรงพิจารณาถึงลักษณะส่วนบุคคลตามหลักจริต๖ประการอันเป็นแนวทางสำหรับการเผยแผ่ธรรมะเชิงรุกดังนั้นในการที่จะจัดกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาหรือการจัดบรรยายธรรมนั้นจะต้องมีลักษณะที่หลากหลายสาเหตุหลากหลายปัจจัยรูปแบบการเผยแผ่ธรรมะเชิงรุกก็เช่นกันจะต้องมีความหลากหลายซึ่งเกี่ยวข้องกับตัวผู้เผยแผ่หลักการ (ธรรมะ) ผู้รับธรรมะวิธีการและบรรยากาศหรือสถานการณ์บทบาทการเผยแผ่ธรรมะเชิงรุกของพระพุทธเจ้าถือได้ว่าประสบผลสำเร็จเมื่อทรงเสด็จไปแสดงธรรมโปรดปัญจวัคคีย์และพระยสะพร้อมสหาย๕๔คนจนได้บรรลุอรหัตตผลนำคนเหล่านี้เข้าร่วมงานการเผยแผ่เชิงรุกคืบหน้าต่อไป๔กล่าวคือหลังจากที่พระรัตนตรัยเกิดขึ้นครบ๓ประการคือพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อครั้งที่พระองค์ทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตรซึ่งเป็นการแสดงชี้ให้เห็นว่าวงล้อแห่งธรรมของพระพุทธองค์จะหมุนไปหรือเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่หมู่สัตว์โลกซึ่งในยุคเริ่มแรกของการประกาศพระศาสนาก่อนที่พระองค์จะส่งสาวกไปพระองค์ได้ตรัสแก่พระสาวกทั้งหลายว่า“ภิกษุทั้งหลายเราพ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวงทั้งที่เป็นของทิพย์ทั้งที่เป็นของมนุษย์แม้พวกเธอก็พ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวงทั้งที่เป็นของทิพย์ทั้งที่เป็นของมนุษย์ภิกษุทั้งหลายพวกเธอจงจาริกไปเพื่อประโยชน์สุขแก่ชนจำนวนมากเพื่ออนุเคราะห์ชาวโลกเพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่ทวยเทพและมนุษย์อย่าไปโดยทางเดียวกันสองรูปจงแสดงธรรมมีความงามในเบื้องต้นมีความงามในท่ามกลางและมีความงาม

          ในที่สุดจงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์ครบถ้วนสัตว์ทั้งหลายที่มีธุลีในตาน้อยมีอยู่ย่อมเสื่อมเพราะไม่ได้ฟังธรรมจักมีผู้รู้ธรรมภิกษุทั้งหลายแม้เราก็จักไปยังตำบลอุรุเวลาเสนานิคมเพื่อแสดงธรรม”

ประกาศดังกล่าวรวมไว้ซึ่งรูปแบบเป้าหมายวิธีการและอุดมการณ์แห่งการเผยแผ่ธรรมะเชิงรุกไว้ครบถ้วนอันเป็นแบบอย่างของการเผยแผ่ของพระสาวกในเวลาต่อมาจนถึงปัจจุบันเช่นเมื่อประมาณ๒๐๐ปีเศษหลังพุทธปรินิพพานพระเจ้าอโศกมหาราชแห่งแคว้นมคธได้ทรงส่งพระสมณทูต๙สาย๖ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนายังดินแดนต่างๆแถบทะเลเมดิเตอเรเนียนเช่นประเทศซีเรียอียิปต์เมสีโดเนียเอปิโรสทางทิศใต้ทรงส่งไปยังประเทศลังกาทางทิศตะวันออกทรงส่งไปประเทศพม่าทางทิศเหนือทรงส่งไปประเทศอาฟกานิสถานซึ่งประเทศเหล่านั้นต่างก็ได้รับรสแห่งพระธรรมโดยทั่วกันอย่างไรก็ตามปรากฏว่าในบรรดาประเทศต่างๆที่พระสมณทูตเหล่านั้นได้นำพระพุทธศาสนาไปเผยแผ่นั้นประเทศทางตะวันออกเท่านั้นที่พระพุทธศาสนาหยั่งรากลงได้อย่างมั่นคงเมื่อศรีศากยมุนีได้ทรงแสดงพระสัทธรรมปุณฑริกสูตรณยอดเขาคิชฌกูฏนั้นกล่าวกันว่าพระฉัพพัณณรังษีจากพระอุณาโลมของพระองค์ได้สาดส่องไปทั่วประเทศทางตะวันออกเรื่อง

ดังกล่าวนี้เป็นศุภนิมิตว่าพระพุทธศาสนาจะเจริญรุ่งเรืองในประเทศเหล่านั้นเป็นแน่แท้๗

          การเผยแผ่พระพุทธศาสนาตั้งแต่ยุคสมัยพุทธกาลจวบจนกระทั่งในยุคสมัยปัจจุบันได้มีวิวัฒนาการรูปแบบการเผยแผ่กระจายพระศาสนาสู่ศาสนิกชนตามลำดับซึ่งเป็นการเผยแผ่ทางวัฒนธรรมอันดีงามของพระพุทธศาสนาในนานาประเทศประเทศที่พระพุทธศาสนาเผยแผ่ไปแม้จะมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมซึ่งเป็นความแตกต่างกันในแต่ละชนชาติพระพุทธศาสนาได้อนุโลมวิวัฒนาการไปตามรูปแบบวิถีของชนชาตินั้นๆเหตุผลสำคัญที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสามารถประกาศพระพุทธศาสนาได้อย่างรวดเร็วเป็นปึกแผ่นมั่นคงและสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้เป็นเพราะพระองค์เป็นนักบริหารชั้นยอดคุณลักษณะของนักบริหารที่จะทำหน้าที่สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีเพราะพระองค์มีคุณลักษณะที่สำคัญ๓ประการดังต่อไปนี้กล่าวคือ๑) มีปัญญามองการณ์ไกลนักบริหารต้องสามารถวางแผนและฉลาดในการใช้คนคุณลักษณะข้อแรกนี้ตรงกับภาษาอังกฤษที่ว่า Conceptual Skillคือความชำนาญในการใช้ความคิด (จักขุมา) ) จัดการธุระได้ดีมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านคุณลักษณะนี้ตรงกับคำว่า Technical Skill คือความชำนาญด้านเทคนิค (วิธุโร) ) พึ่งพาอาศัยคนอื่นได้เพราะเป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ดีคุณลักษณะที่สามนี้สำคัญมากตรงกับคำว่า Human Relation คือความชำนาญด้านมนุษยสัมพันธ์ (นิสสยสัมปันโน) ซึ่งพระพุทธองค์ทรงมีพระคุณสมบัติที่สำคัญทั้ง๓ประการนั้นครบถ้วนสมบูรณ์๘และมีนโยบายรุกไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้งกล่าวสรุปได้ว่าการบำเพ็ญพุทธกิจ๙เพื่อทำหน้าที่ในฐานะเป็นกิจธรรมเนียมของพระพุทธเจ้าที่ต้องบำเพ็ญประโยชน์เกื้อกูลแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายนั้นรูปแบบการเผยแผ่ธรรมะเชิงรุกของพระองค์ตลอด๔๕พรรษานั้นมีความสำคัญยิ่งต่อการขับเคลื่อนพระพุทธศาสนาให้แผ่กระจายไปทั่วทุกมุมของโลกจวบจนกระทั่งปัจจุบันในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาโดยมีพุทธบริษัท๔ทำหน้าที่การเป็นสาวกที่ดีช่วยกัน

ประกาศพระศาสนาเผยแผ่ธรรมะสู่อนุชนในรูปแบบต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคสมัยสังคมปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างรวดเร็วเป็นสาเหตุให้วิถีชีวิตของผู้คนในสังคมมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินชีวิตตามไปด้วยกิจกรรมของชีวิตเปลี่ยนแปลงไปเช่นต้องตื่นแต่เช้าเพื่อออกไปทำงานนอกบ้านมีเวลาอยู่บ้านน้อยมากส่วนมากจะมีเวลาอยู่ทีทำงานหรืออยู่บนท้องถนนซึ่งนั่นหมายถึงรถติดเป็นเวลานานๆการเปลี่ยนแปลงรูปแบบดำเนินชีวิตดังกล่าวนี้ทำให้ไม่มีเวลาพอที่จะกระทำกิจกรรมทางศาสนาตามแบบวิถีแห่งพุทธเช่นการตื่นนอนแต่เช้าเพื่อจัดเตรียมอาหารคาวหวานสำหรับใส่ตักบาตรหรือแม้แต่การไปบำเพ็ญบุญกุศลที่วัดการฟังเทศน์ฟังธรรมจากพระสงฆ์มีปริมาณลดน้อยลงดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าการเปลี่ยนแปลงทางสังคมนั้นเป็นสาเหตุทำให้พุทธศาสนิกชนใกล้ชิดพระพุทธศาสนาน้อยลง   ประโยชน์และมีความรู้ความเข้าใจในการนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาประพฤติปฏิบัติในการดำเนินชีวิตเพียงใดและเป็นโครงการที่ควรจะได้รับการสานต่อให้ขยายวงกว้างออกไป๙โลกกัตถจริยาทรงบำเพ็ญประโยชน์แก่โลกในฐานะที่พระองค์เป็นสมาชิกคนหนึ่งของสังคมโลกความสำเร็จในจริยาข้อนี้ทรงอาศัยพุทธกิจ๕ประการคือ

          . ปุพฺพณฺเห   เวลาเช้าเสด็จออกบิณฑบาตเพื่อเป็นการโปรดสัตว์โลกผู้ต้องการบุญ

          . สายณฺเหธมฺมเทสนํ   ในเวลาเย็นทรงแสดงธรรมแก่คนผู้สนใจในการฟังธรรม

          . ปโทเสภิกฺขุโอวาทํ  ในเวลาค่ำทรงประทานพระโอวาทให้กรรมฐานแก่ภิกษุทั้งหลาย

          . อฑฺฒรตฺเตเทวปญฺหนํ   ในเวลาเที่ยงคืนทรงแสดงธรรมและตอบปัญหาแก่เทวดาทั้งหลาย๕. ปจฺจุสฺเสวคเตกาเล ภพฺพาภพฺเพวิโลกนํในเวลาใกล้รุ่งทรงตรวจดูสัตว์โลกที่อาจจะรู้ธรรมซึ่งพระองค์ทรงแสดงแล้วได้รับผลตามสมควรแก่อุปนิสัยบารมีของคนเหล่านั้นดู

 

 

พระราชธรรมนิเทศ (ระแบบิตญาโณ), ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา, (กรุงเทพมหานคร : มหามกุฎราชวิทยาลัย,๒๕๔๒), หน้า๔๗,

พระธรรมปิฎก(..ปยุตฺโต), พุทธวิธีในการสอน, (กรุงเทพมหานคร : บริษัทสหธรรมิกจำกัด, ๒๕๔๑), หน้า๒๙.

รวมทั้งเป็นโครงการที่จะเป็นประโยชน์ต่อโครงการอื่นๆที่มีรูปแบบการเผยแผ่ธรรมะเชิงรุกคล้ายคลึงกัน

 

เชิงอรรถบทที่ ๑

Archan Vinai Ussivakul, An Introduction to Buddhist Meditation for Result,(Bangkok : Tippayawisuit Partnership Ltd, 1996, p. xxv.

๒ดูรายละเอียดในวิ.. (บาลี) /-/-, วิ.. (ไทย) /-/๑๑-๑๕, องฺ.จตุกฺก. (บาลี) ๒๑/๑๓๓/

๑๕๓, องฺ.จตุกฺก. (ไทย) ๒๑/๑๓๓/๑๘๓.

๓ขุ.. (บาลี) ๒๙/๑๕๖/๒๙๙, ขุ.. (ไทย) ๒๙/๑๕๖/๔๓๐.

๔ดูรายละเอียดในวิ.. (บาลี) /๑๒–๓๑/ ๑๒–๒๗, วิ.. (ไทย) /๑๒ - ๓๑/๑๘ - ๔๐.

๕วิ.. (บาลี) / ๓๒ / ๒๗, วิ.. (ไทย) / ๓๒ / ๔๐.

๖สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ, ตำนานพระพุทธเจดีย์, (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์มติชน, ๒๕๔๕) หน้า๕๐.

๗เสถียรโพธินันทะ, ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาฉบับมุขปาฐะภาค๒, (กรุงเทพมหานคร :มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๓๗), หน้า๒๙๔ - ๒๙๕.

๘พระราชวรมุนี (ประยูรธมฺมจิตฺโต), รวมปาฐกถาธรรมชุดเพื่อชีวิตที่ดีงาม, (กรุงเทพมหานคร :บริษัทเคล็ดไทยจำกัด, ๒๕๔๑) หน้า๖.

 

 

บทที่๒

แนวคิดทฤษฎีหลักธรรมกระบวนการเผยแผ่ธรรมะ

 

          .๑ความหมายและความสำคัญของการเผยแผ่ธรรมะเชิงรุก

          การเผยแผ่เชิงรุกหมายถึงการใช้การสงเคราะห์ในรูปแบบต่างๆเป็นตัวนำคนเข้าหาธรรม๑ประเทศไทยมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติมาจนถึงบัดนี้นับได้เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า๗๐๐ปีเศษแล้วพระพุทธศาสนาย่อมมีส่วนสำคัญที่สุดในการสร้างรากฐานทางวัฒนธรรมในด้านจิตใจและเป็นแนววิถีชีวิตที่ได้ฝังรากลึกลงในจิตใจของพุทธศาสนิกชนมาในครั้ง

โบราณกาลโดยมีวัดเป็นศูนย์รวมจิตใจเป็นรากฐานสำคัญของศิลปวัฒนธรรมและมีพระสงฆ์เป็นผู้อบรมสั่งสอนเผยแผ่หลักธรรมให้แก่ประชาชนเพื่อนำไปประพฤติปฏิบัติตามและอยู่ในศีลธรรมอันดีงามดังจะเห็นได้ว่าในการดำรงชีวิตนั้นมีความสัมพันธ์กับพุทธศาสนาทั้งสิ้นเช่นการตักบาตรประจำวันการทำบุญและฟังธรรมในวันธรรมสวนะการไหว้พระสวดมนต์พิธีกรรมต่างๆจะมี

ความเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาเกือบทั้งสิ้นนับแต่เกิดจนตายซึ่งได้แก่งานทำบุญครบรอบวันเกิดงานทำบุญขึ้นบ้านใหม่งานแต่งงานและงานศพเป็นต้นสิ่งเหล่านี้จึงแสดงให้เห็นว่าพระพุทธศาสนาได้เข้ามามีบทบาทอยู่เหนือวัฒนธรรมในด้านจิตใจของพุทธศาสนิกชนอยู่ค่อนข้างมาก๒ปัจจุบันสังคมไทยได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมโลกตะวันตกทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างวัดพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนเปลี่ยนไปจากเดิมโดยเฉพาะปัจจุบันเป็นยุคของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารไร้พรมแดนที่ทำให้ชีวิตของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปเพราะชาวโลกสามารถติดต่อสื่อสารกันได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายประกอบกับการเปิดเสรีทางด้านเศรษฐกิจและการค้าทำให้ต้องตกอยู่ภายใต้ภาวการณ์แข่งขันที่รุนแรงในทุกด้านเพื่อความอยู่รอด

ของสังคมและคนในสังคมนั้นทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสาระสำคัญของชีวิตละเลยการพัฒนาจิตใจมุ่งเน้นเพียงการพัฒนาทางกายและอารมณ์เพื่อสนองความต้องการเสพในลักษณะวัตถุนิยมและบริโภคนิยมจึงไม่สามารถพัฒนาคนให้มีจิตซาบซึ้งเข้าใจและเห็นคุณค่าของธรรมะได้อย่างแจ่มแจ้งจึงก่อให้เกิดผลร้ายขึ้นในสังคมไทยมากมายเช่นผู้คนละทิ้งศีลธรรมลุ่มหลงในอบายมุขเห็นแก่ตัวเอารัดเอาเปรียบกันเกิดการทุจริตคอรัปชั่นในทุกวงการทุกระดับหลงติดอยู่กับการดิ้นรนแสวงหาทรัพย์สินเงินทองเพื่อนำมาเสพสุขทางวัตถุจนเกิดภาระหนี้สินของครัวเรือนสูงก่อให้เกิดมีปัญหาสังคมมากมายตามมาเช่นปัญหาอาชญากรรมปัญหายาเสพติดครอบครัวล่มสลายเป็นต้นเมื่อวัฒนธรรมทางสังคมเปลี่ยนแปลงไปการเผยแผ่ธรรมะภายในวัดของพระสงฆ์ดังแต่ก่อนย่อมเกิดปัญหากระทบอันเนื่องมาจากมีลักษณะเป็นการเผยแผ่ในเชิงรับไม่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่เน้นวัตถุนิยมและบริโภคนิยมมีเวลาน้อยลงทำให้ขาดการสนใจต่อพระสงฆ์และเข้าวัดน้อยลงในเรื่องนี้พระธรรมโกศาจารย์ได้กล่าวให้แง่คิดว่า“การเผยแผ่เชิงรับทำให้เราตามไม่ทันศาสนาอื่นถ้าขืนเราใช้วิธีตั้งรับต่อไปเราจะสูญเสียพุทธศาสนาให้ศาสนาอื่นๆไปทุกๆวันในสมัยพระพุทธเจ้าศาสนาพราหมณ์เผยแผ่แบบเชิงรับเราจึงพอแข่งขันกับศาสนาพราหมณ์ในอินเดียได้ต่อมาเมื่อศาสนาพราหมณ์ใช้วิธีการเผยแผ่เชิงรุกพระพุทธศาสนาก็ต้องเสียพื้นที่ในอินเดียให้ศาสนาพราหมณ์เมื่อพระพุทธศาสนาย้ายมาลงหลักปักฐานในเมืองไทยแต่ก็พบคู่แข่งใหม่คือศาสนาคริสต์และอิสลามศาสนาทั้งสองใช้วิธีการเผยแผ่เชิงรุก”๓ดังนั้นการเผยแผ่ธรรมะในยุคปัจจุบันจึงไม่สามารถจำกัดอยู่แต่เพียงภายในวัดโดยพระสงฆ์เท่านั้นหากแต่พุทธบริษัทอันได้แก่อุบาสกอุบาสิกาก็มีส่วนสำคัญในการเผยแผ่ธรรมะท่ามกลางสังคมที่มีการแข่งขันสูงต้องการความรวดเร็วฉับไวการที่จะให้ธรรมะเข้าไปถึงจิตใจได้ต้องทำงานในลักษณะเชิงรุกจึงมีการเผยแผ่ในรูปแบบอื่นที่หลากหลายพร้อมที่จะนำเสนอถึงที่บ้านที่ทำงานหรือที่สาธารณะต่างๆเช่นห้างสรรพสินค้าสวนสาธารณะเป็นต้นการใช้สื่อก็เป็นสื่อธรรมะยุคใหม่ในรูปแบบการ์ตูนแอนิเมชั่นบทเพลงธรรมะมิวสิควีดีโอธรรมะสื่อธรรมะทางอินเตอร์เน็ตเป็นต้นทำให้สะดวกสบายในการรับสื่อโดยไม่ต้องเสียเวลารอให้ถึงวันพระหรือวันหยุดทางพระพุทธศาสนาแล้วจึงเข้าวัดการจัดกิจกรรมธรรมะในสวนสาธารณะจึงเป็นการเผยแผ่ธรรมะเชิงรุกในอีกรูปแบบหนึ่งโดยมีแนวคิดที่จะนำธรรมะเข้าสู่จิตใจของประชาชนผู้ที่มาออกกำลังกายในสวนสาธารณะซึ่งมีความห่วงใยในสุขภาพของตนเองได้มีโอกาสทำบุญคือการทำบุญใส่บาตรรักษาศีลฟังธรรมได้ทำความดีมีความสุขกายสบายใจและชำระล้างจิตใจให้ผ่องใสโดยมีจุดมุ่งหมายที่สำคัญคือหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนาย่อมจะได้รับการถ่ายทอดและซึมซับเข้าสู่จิตใจตลอดจนการที่ได้มีส่วนร่วมในพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาย่อมจะก่อให้เกิดความประทับใจและเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติตนในการดำเนินชีวิตต่อไป

 

.๒การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในยุคสมัยพุทธกาล

          วิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในยุคสมัยพุทธกาลจากการศึกษาพบว่าพระพุทธเจ้าทรงมีทั้งหลักการและหลักปฏิบัติแตกต่างกันไปตามกาลเทศะและบุคคลที่จะทรงสั่งสอนดังนั้นการพิจารณาวิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระองค์จึงเริ่มตั้งแต่คุณสมบัติของผู้สอนลีลาการสอนและหลักการสอน

..) คุณสมบัติของผู้สอนหรือนักเผยแผ่

พุทธวิธีในการสอนนั้นต้องเริ่มต้นจากปรัชญาขั้นพื้นฐานอันได้แก่กัลยาณมิตรและมีสติปัญญาไหวพริบที่ชาญฉลาดเป็นเบื้องต้นจากนั้นต้องประกอบด้วยหลักของนักเผยแผ่กับผู้ฟังหรือผู้สอนกับผู้เรียนที่มีความสัมพันธ์กันในฐานะเป็นกัลยาณมิตรเป็นอันดับต่อไปเพราะในทาง

พระพุทธศาสนาถือว่าผู้เผยแผ่กับผู้ฟังหรือผู้สอนกับผู้เรียนนั้นต้องประสานสัมพันธ์กันมีความกรุณาต่อกันโดยเฉพาะในด้านการอบรมสั่งสอนนั้นย่อมเป็นส่วนประกอบที่สำคัญให้เกิดคุณลักษณะของผู้สอนซึ่งเรียกว่าองค์คุณของกัลยาณมิตรดังนั้นพระธรรมกถึกหรือนักเผยแผ่พุทธธรรมที่ดีจึงมีลักษณะคุณสมบัติซึ่งเป็นองค์ของกัลยาณมิตร๗ประการดังนี้

. ปิโยเป็นที่รักเป็นที่พอใจในฐานเป็นที่สบายและสนิทสนมชวนให้อยากเข้าไปปรึกษาไต่ถาม

. ครุเป็นที่เคารพในฐานประพฤติสมควรแก่ฐานะให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นใจเป็นที่พึ่งได้และปลอดภัย

. ภาวนีโยเป็นที่ยกย่องในฐานทรงคุณคือความรู้และภูมิปัญญาแท้จริงทั้งเป็นผู้ฝึกอบรมและปรับปรุงตนอยู่เสมอควรเอาอย่างทำให้ระลึกและเอ่ยอ้างด้วยซาบซึ้งภูมิใจ

. วตฺตาจเป็นนักพูดรู้จักชี้แจงให้เข้าใจรู้ว่าเมื่อไรควรพูดอะไรอย่างไรคอยให้คำแนะนำว่ากล่าวตักเตือนเป็นที่ปรึกษาที่ดี

. วจนกฺขโมเป็นผู้อดทนต่อถ้อยคำคือพร้อมที่จะรับฟังคำปรึกษาซักถามคำเสนอแนะวิพากษ์วิจารณ์อดทนฟังได้ไม่เบื่อไม่ฉุนเฉียว

. คมฺภีรญฺจกถํกตฺตาเป็นผู้พูดด้วยถ้อยคำลึกซึ้งได้สามารถอธิบายเรื่องยุ่งยากซับซ้อนให้เข้าใจและให้เรียนรู้เรื่องราวที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไป

. โนจฏฺฐาเนนิโยชเยไม่ชักนำในอฐานะคือไม่แนะนำในเรื่องเหลวไหลหรือชักจูงไปในทางเสื่อมเสีย๔

..) ลีลาการสอน

การสอนของพระพุทธเจ้าแต่ละครั้งแม้ที่เป็นเพียงธรรมมีกถาหรือการสนทนาทั่วไปซึ่งมิใช่คราวที่มีความมุ่งหมายเฉพาะพิเศษก็จะดำเนินไปอย่างสำเร็จผลดีโดยมีองค์ประกอบที่เป็นคุณลักษณะที่เรียกได้ว่าเป็นลีลาในการสอนมี๔ประการคือ

. สันทัสสนาชี้แจงให้เห็นชัดคือจะสอนอะไรก็ชี้แจงจำแนกแยกแยะอธิบายและแสดงเหตุผลให้ชัดเจนจนผู้ฟังเข้าใจแจ่มแจ้งเห็นจริงเห็นจังดังจูงมือไปดูเห็นกับตา

. สมาทปนาชวนใจให้อยากรับเอาไปปฏิบัติคือสิ่งใดควรปฏิบัติหรือหัดทำก็แนะนำหรือบรรยายให้ซาบซึ้งในคุณค่ามองเห็นความสำคัญที่จะต้องฝึกฝนบำเพ็ญจนใจยอมรับอยากลงมือทำหรือนำไปปฏิบัติ

. สมุตเตชนาเร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้าคือปลุกเร้าใจให้กระตือรือร้นเกิดความอุตสาหะมีกำลังใจแข็งขันมั่นใจที่จะทำให้สำเร็จจงได้สู้งานไม่หวั่นระย่อไม่กลัวเหนื่อยไม่กลัวยาก

. สัมปหังสนาปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริงคือบำรุงจิตให้แช่มชื่นเบิกบานโดยชี้ให้เห็นผลดีหรือคุณประโยชน์ที่จะได้รับและทางที่จะก้าวหน้าบรรลุผลสำเร็จยิ่งขึ้นไปทำให้ผู้ฟังมีความหวังและร่าเริงเบิกบานใจ๕

..) หลักการสอน

พระพุทธองค์ได้ตรัสองค์แห่งธรรมกถึก๕ประการคือ

. อนุปุพฺพิกถํกล่าวความไปตามลำดับคือแสดงหลักธรรมหรือเนื้อหาวิชาตามลำดับความง่ายยากลุ่มลึกมีเหตุผลสัมพันธ์ต่อเนื่องกันไปโดยลำดับ

. ปริยายทสฺสาวีชี้แจงยกเหตุผลมาแสดงให้เข้าใจคือชี้แจงให้เข้าใจชัดในแต่ละแง่แต่ละประเด็นโดยอธิบายขยายความยักเยื้องไปต่างๆตามแนวเหตุผล

. อนุทยตํปฏิจฺจแสดงธรรมด้วยอาศัยเมตตาคือสอนเขาด้วยจิตเมตตามุ่งจะให้เป็นประโยชน์แก่เขา

. นอามิสนฺตโรไม่แสดงธรรมด้วยเห็นแก่อามิสคือสอนเขามิใช่เพราะมุ่งที่ตนจะได้ลาภหรือผลประโยชน์ตอบแทน

. อตฺตานญฺจปรญฺจอนุปหจฺจแสดงธรรมไม่กระทบตนและผู้อื่นคือสอนตามหลักตามเนื้อหามุ่งแสดงอรรถแสดงธรรมไม่ยกตนไม่เสียดสีข่มขี่ผู้อื่น๖

          หลังจากที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณแล้วเมื่อทรงพระดำริที่จะประกาศเผยแผ่พระพุทธศาสนาพระองค์จึงทรงระลึกถึงพระปัญจวัคคีย์ทั้ง๕จึงเสด็จไปที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันพระองค์ได้แสดงปฐมเทศนาเป็นครั้งแรกในโลกคือพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตรจนท่านอัญญาโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นคนแรกและได้ขอบรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุ

พระองค์ทรงประทานอนุญาตให้การอุปสมบทถือว่าท่านเป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา

          ต่อมาพระองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนาอนัตตลักขณสูตรแก่พระปัญจวัคคีย์ที่เหลือจนได้บรรลุเป็นพระอรหันต์หมดทุกรูปและได้ทรงแสดงธรรมแก่ยสกุลบุตรพร้อมเพื่อนอีก๕๔คนจนบรรลุอรหัตผลในกาลต่อมาจึงมีพระอรหันต์เกิดขึ้นในขณะนั้น๖๑รูปรวมทั้งพระพุทธองค์ด้วยดังนั้พระองค์ทรงส่งพระภิกษุสงฆ์ทั้ง๖๐รูปออกไปประกาศเผยแผ่พระพุทธศาสนาโดยให้แยกกันไปใน

ทิศทางต่างๆให้ไปรูปเดียวส่วนพระองค์เองเลือกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม๗การประกาศเผยแผ่พระพุทธศาสนาแบบเชิงรุกของพระพุทธเจ้าได้เริ่มขึ้นแล้วผู้วิจัยจะได้กล่าวถึงรูปแบบวิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาลโดยสรุปเป็นภาพรวมได้๑๐วิธีคือ

. วิธีการเข้าหาผู้นำทางศาสนาการเมืองและทางเศรษฐกิจ

ภายหลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ออกประกาศพระพุทธศาสนาโดยเริ่มต้นที่ผู้นำศาสนาด้วยการเสด็จไปโปรดพราหมณ์ปัญจวัคคีย์ผู้คงแก่เรียนมีจิตใจที่มุ่งมั่นเต็มเปี่ยมด้วยความปรารถนาว่าจักได้บรรลุธรรมตามพระพุทธองค์จนกระทั่งประสบผลสำเร็จหลังจากนั้นเสด็จไปโปรดชฏิล๓พี่น้องซึ่งมีบริวาร๑,๐๐๐คนโดยชฎิล๓พี่น้องนี้เป็นเจ้าลัทธิใหญ่ที่นิยมการบูชาไฟและเป็นที่เคารพนับถือของพระเจ้าพิมพิสารและประชาชนชาวแคว้นมคธเป็นอย่างมากพระองค์ทรงแสดงธรรมเทศนาอาทิตตปริยายสูตรและแสดงปาฏิหาริย์เพื่อให้ชฎิลกลุ่มนี้เข้ามานับถือพระพุทธศาสนาจนประสบความสำเร็จได้บรรลุธรรมและอุปสมบทเป็นภิกษุทั้งหมด๘ต่อจากนั้นพระองค์เสด็จไปหาผู้นำทางการเมืองคือพระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นพระราชาแห่งแคว้นมคธและข้าทาสบริพารพระเจ้าพิมพิสารและข้าราชบริพารพอเห็นว่าชฎิลสามพี่น้องที่ตนนับถือได้ประกาศตนเป็นสาวกของพระพุทธองค์แล้วก็คลายทิฐิมานะและน้อมใจฟังพระธรรมเทศนาโดยความเคารพในที่สุดก็ได้ดวงตาเห็นธรรมและหันมานับถือพระพุทธศาสนาต่อมาพระเจ้าพิมพิสารได้ถวายวัดเวฬุวันแด่พระสงฆ์โดยมีพระพุทธองค์ทรงเป็นประมุข๙

          นอกจากนี้พระองค์ยังทรงแสดงธรรมเทศนาสั่งสอนเหล่าผู้นำทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลต่อสังคมและประเทศชาติด้วยพระองค์เองผู้นำทางเศรษฐกิจที่พระองค์เสด็จไปโปรดคือยสกุลบุตรพร้อมบิดามารดาภรรยาและมิตรสหายรวม๕๔คน๑๐วิธีการเผยแผ่ธรรมะโดยการเข้าหาหัวหน้าผู้เป็นผู้นำทางสังคมการเมืองและเศรษฐกิจเช่นนี้นับเป็นวิธีการที่มีความชาญฉลาดและแยบยลในตัวอย่างมากเหมือนกับยิงปืนนัดเดียวได้นกทั้งฝูงเพราะคนเหล่านี้ต่างมีบทบาทและอิทธิพลต่อสังคมอย่างยิ่งทั้งเป็นผู้ที่มีพวกพ้องและบริวารมากเมื่อคนเหล่านี้นับถือศาสนาใดผู้คนในสังคมนั้นก็มักจะหันมานับถือตามไปด้วยจะเห็นได้ว่า

          ในช่วงแรกของการเผยแผ่ธรรมะนั้นพระองค์ทรงใช้วิธีการนี้มาโดยตลอดทำให้พระพุทธศาสนาเป็นที่รู้จักมีประชาชนให้ความเลื่อมใสศรัทธาเข้ามานับถืออย่างมากมายนับได้ว่าเป็นพระปรีชาสามารถของพระพุทธองค์และพระสาวกทั้งหลายด้วยผู้นำศาสนานั้นบางทีอาจจะมีความสำคัญหรือทรงอิทธิพลต่อจิตใจของประชาชนมากกว่านักปกครองเพราะนักปกครองมักควบคุมประชาชนด้วยอาวุธหรือด้วยอำนาจส่วนผู้นำทางศาสนานั้นควบคุมประชาชนด้วยธรรมะฉะนั้นประชาชนจึงมีความมั่นคงเลื่อมใสต่อพระและนักบวชนอกจากความเลื่อมใสศรัทธาแล้วยังช่วยอำนวยประโยชน์ในด้านการทำนุบำรุงพระสงฆ์และพระพุทธศาสนาอย่างดีด้วยการสร้างสิ่งที่เป็นสาธารณประโยชน์และสร้างวัดวาอารามต่างๆ

. วิธีการปฏิวัติหลักคำสอนและหลักความเชื่อบางประการของลัทธิศาสนาดั้งเดิม

พระพุทธเจ้าทรงปฏิวัติทางสังคมชนชั้นที่ชาวชมพูทวีปยึดถือมานานเช่นศาสนาพราหมณ์มีข้อบัญญัติทางสังคมหลายด้านเช่นเรื่องวรรณะที่กำหนดให้แต่ละวรรณะมีความแตกต่างกันอย่างเด่นชัดมีการกำหนดให้แต่ละวรรณะยึดถือและปฏิบัติอยู่ในวรรณะของตนเองมิให้สมาคมกับวรรณะอื่นๆโดยเฉพาะวรรณะศูทรที่ไม่สามารถมีสิทธิ์ในสังคมกำหนดให้วรรณะพราหมณ์เป็นวรรณะประเสริฐสูงสุดอันถือได้ว่าเป็นการลิดรอนสิทธิ์ของวรรณะนั้นๆพระองค์ตรัสปฏิเสธแนวคิดดังกล่าวอย่างสิ้นเชิงและทรงสอนว่า“บุคคลเป็นพราหมณ์เพราะชาติตระกูลก็หาไม่หรือไม่เป็นพราหมณ์เพราะชาติตระกูลก็หาไม่บุคคลเป็นพราหมณ์ก็เพราะกรรมหรือไม่เป็นพราหมณ์ก็เพราะกรรม”๑๑

หมายความว่าคนดีหรือชั่วมิใช่ชาติตระกูลแต่ขึ้นอยู่กับการกระทำของผู้นั้นหากทำดีก็เป็นคนดีและหากทำชั่วก็เป็นคนชั่วนอกจากนั้นพระองค์ยังทรงปฏิเสธทางสุดโต่ง๒ทางคือกามสุขัลลิกานุโยคคือการหมกมุ่นในกามสุขกับอัตตกิลมถานุโยคคือการทรมานตนเองพระองค์ทรงเคยปฏิบัติเช่นนั้นมาก่อนแล้วทรงยืนยันว่าเป็นหนทางที่ผิดไม่ใช่หนทางที่จะนำสัตว์โลกไปสู่ทางบรรลุธรรมได้ทรงแนะนำให้ดำเนินในทางสายกลางอันได้แก่มรรคมีองค์๘หรือมัชฌิมาปฏิปทาเป็นทางปฏิบัติที่ไม่เข้มงวดและไม่หละหลวมเกินไปทรงถือว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้องและเหมาะสมที่สุด๑๒

 

. วิธีการปฏิรูป

พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นมาท่ามกลางกระแสวัฒนธรรมและลัทธิต่างๆโดยเฉพาะศาสนาพราหมณ์จึงทำให้พระพุทธเจ้าต้องมีความเกี่ยวข้องกับถ้อยคำทางศาสนาด้วยมีความมุ่งมั่นที่จะประกาศพระพุทธศาสนาให้มีความมั่นคงอย่างรวดเร็วจึงไม่ทรงหักล้างคำสอนหรือถ้อยคำของศาสนาอื่นอย่างทันทีแต่พยายามให้กลมกลืนกันไปเรื่อยๆจนกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่รู้ตัวหรือบางทีก็ใช้วิธีการโอนอ่อนผ่อนตามคำสอนใดถูกต้องดีงามพระองค์ก็ทรงรับรองว่าถูกต้องดีงามเป็นของสากลโดยธรรมชาติคำสอนของศาสนาพราหมณ์มีอยู่อย่างไรพระองค์ไม่ทรงหักล้างแต่จะทรงปฏิรูปใหม่นำมาใช้ในทางพระพุทธศาสนาเช่นคำว่าพรหมทางศาสนาพราหมณ์หมายถึงผู้สร้างโลกแต่พระองค์ทรงเอามาใช้ในความหมายใหม่หมายถึงมารดาบิดา๑๓คำสอนใดที่มีความขัดแย้งกับพุทธศาสนาทรงชี้แจงแถลงให้เห็นว่าการปฏิบัติเช่นนั้นไม่ใช่แก่นสารพร้อมทั้งแนะนำแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องให้เช่นการบูชายัญในคำสอนเดิมหมายถึงการฆ่าสัตว์บูชายัญแต่พระองค์ทรงสอนในความหมายใหม่หมายถึงการบูชามารดาบิดาสมณพราหมณ์เป็นต้น๑๔

. วิธีการเสนอหลักคำสอนที่เป็นแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา

วิธีการนี้เป็นวิธีที่สืบเนื่องมาจากวิธีการดังกล่าวแล้วข้างต้นนั้นกล่าวคือเมื่อทรงอธิบายชี้แจงถึงส่วนดีส่วนบกพร่องของศาสนาพราหมณ์แล้วได้เสนอหลักการใหม่ที่เป็นหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาล้วนๆขึ้นแทนที่และเผยแผ่หลักคำสอนที่เป็นแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาแก่ประชาชนเพื่อให้เข้าใจถึงธรรมชาติแท้จริงของมนุษย์และสรรพสิ่งหลักธรรมที่เป็นแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาได้แก่ไตรลักษณ์หรือสามัญลักษณะคือความเป็นของไม่เที่ยงความเป็นทุกข์และความเป็นของไม่ใช่ตัวตนความไม่คงที่แน่นอนของสรรพสิ่งเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไปตามเหตุปัจจัยที่อาศัยกันเกิดขึ้นและเสื่อมสลายไปตามกาลเวลาที่ผ่านไป๑๕และหลักอริยสัจ๔ถือได้ว่าเป็นหลักหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนาเป็นหลักธรรมที่สำคัญครอบคลุมคำสอนทั้งหมดในพระพุทธศาสนากุศลธรรมทั้งหมดในพระพุทธศาสนารวมอยู่ในอริยสัจทั้งสิ้นพระพุทธองค์ทรงบรรลุธรรมก็ด้วยหลักธรรมข้อนี้ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเกิดขึ้นและดับไปอย่างมีเหตุปัจจัยเป็นหลักธรรมที่พระพุทธองค์ทรงนำมาแสดงเพื่อโปรดสัตว์มากที่สุด๑๖

. วิธีการปฏิบัติเชิงรุกหรือเยี่ยมเยียนตามบ้าน

เป็นวิธีที่พระพุทธเจ้าทรงใช้ตลอดการเผยแผ่ธรรมะทรงแผ่ข่ายคือพระญาณของพระองค์เพื่อสำรวจดูเวไนยสัตว์ที่มีอุปนิสัยแก่กล้าพอที่จะบรรลุธรรมแล้วเสด็จไปเทศนาโปรดถึงบ้านอันเป็นพระกรณียกิจประจำวันของพระองค์อีกประการหนึ่งด้วยเช่นกันผู้ที่ได้รับการเทศนาโปรดเช่นนี้มักจะได้บรรลุธรรมอยู่เสมอเรียกว่าพุทธกิจ๕ประการของพระพุทธเจ้าได้แก่เวลาเช้าเสด็จบิณฑบาตเวลาสายทรงแสดงธรรมเวลาค่ำประทานโอวาทกลางคืนตอบปัญหาเทวดาและเวลาจวนสว่างตรวจดูสรรพสัตว์ผู้ที่สมควรและยังไม่สมควรตรัสรู้๑๗

 

. วิธีการบริการชุมชน

วิธีการนี้เป็นการเผยแผ่เชิงรุกซึ่งได้ผลมากที่สุดอีกวิธีหนึ่งพระพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหลายจะเข้าไปมีส่วนร่วมกับสังคมอยู่เนืองๆเพื่อให้เกิดความคุ้นเคยและความเข้าใจอันดีระหว่างชาวบ้านและพระสงฆ์เช่นการเข้าไปสงเคราะห์ประชาชนในกูฏทันตสูตรพระองค์ได้ทรงเข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านโดยวิธีแก้ปัญหาโดยการจัดระบบเศรษฐกิจให้ประชาชนอยู่ดีกินดีมีความสุขในสังคม๑๘

. วิธีการใช้ปาฏิหาริย์ต่างๆ

เป็นวิธีการเผยแผ่ที่ใช้ความสามารถพิเศษเข้ามาช่วยโดยมีจุดประสงค์เพื่อปราบปรามคนที่แสดงอาการกระด้างกระเดื่องไม่ยอมรับนับถือหรืออยากลองดีให้สิ้นพยศการแสดงปาฏิหาริย์นี้ไม่นิยมใช้นักเพราะทรงเล็งเห็นว่าการแสดงฤทธิ์นั้นมีทั้งแง่ดีและไม่ดีในตัวเองคือผู้ที่มีศรัทธาเลื่อมใสก็ยิ่งยกย่องส่งเสริมมากขึ้นส่วนผู้ที่ไม่เลื่อมใสอาจจะดูหมิ่นว่าการแสดงปาฏิหาริย์แบบนี้

ไม่เห็นแปลกอะไรเพราะคนที่เรียนวิชา“คันธาริ”๑๙ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกันและตรัสว่า“เราเล็งเห็นโทษในอิทธิปาฏิหาริย์อย่างนี้จึงอึดอัดระอาเกลียดการแสดงอิทธิปาฏิหาริย์”๒๐แต่วิธีการที่ทรงโปรดและใช้อยู่เสมอคืออนุสาสนีปาฏิหาริย์คือการสอนอย่างธรรมดาอธิบายชี้แจงโต้ตอบกันไปมาโดยไม่ต้องมีการใช้ฤทธิ์เดชเข้ามาช่วยเป็นวิธีที่ทำให้คนเข้าถึงสัจธรรมได้ตามพุทธประสงค์และมีความมั่นคงยืนยาวมาถึงปัจจุบัน๒๑

. วิธีการปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น

เป็นวิธีการปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นเพื่อเป็นการเผยแผ่ให้ง่ายมากขึ้นทำให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกว่าผู้เผยแผ่เป็นเสมือนญาติของตนเองจึงเกิดความเต็มใจที่จะรับฟังพระธรรมเทศนาแต่พระพุทธเจ้าทรงห้ามยกพุทธพจน์ขึ้นเป็นภาษาสันสกฤตและทรงปรับอาบัติทุกกฎแก่พระภิกษุผู้แสดงพุทธพจน์เป็นภาษาสันสกฤต๒๒ทรงอนุญาตในการแสดงธรรมด้วยภาษาของตนเองเพราะเป็นภาษาสามัญที่ประชาชนจำนวนมากสามารถเข้าใจได้เป็นการเปิดโอกาสให้มวลชนทุกระดับชั้นได้มีโอกาสเข้ามาเลื่อมใสศรัทธาพระพุทธศาสนาจึงแพร่หลายไปสู่มวลชนอย่างรวดเร็วทั้งเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกระดับชั้นได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึงกันตรงกันข้ามกับศาสนาพราหมณ์ที่จำกัดสิทธิการศึกษาทั้งยังใช้ภาษาสันสกฤตซึ่งถือได้ว่าเป็นภาษาต้องห้ามสำหรับคนบางวรรณะเช่นวรรณะศูทรในการสั่งสอนอีกด้วย

. วิธีการเผยแผ่ด้วยบุคลิกภาพ

บุคลิกภาพที่ดีนับได้ว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญประการหนึ่งของนักเผยแผ่นอกเหนือจากคุณสมบัติด้านคุณธรรมเพราะบุคลิกภาพที่สง่างามน่ามองน่าเลื่อมใสย่อมเป็นเหตุนำมาซึ่งความเลื่อมใสแก่ผู้พบเห็นได้พระพุทธองค์ทรงมีพระวรกายที่สง่างามประกอบด้วย

ลักษณะมหาบุรุษดังมีจังกีพราหมณ์ชมว่า“พระสมณโคดมมีพระรูปงามน่าดูน่าเลื่อมใสมีพระฉวีวรรณผุดผ่องยิ่งนักดุจพรหมมีพระวรกายดุจพรหมโอกาสที่จะพบเห็นยากนัก”๒๓การเผยแผ่พระพุทธศาสนานอกจากมีความรู้ความสามารถในการเผยแผ่แล้วคุณสมบัติของนักเผยแผ่ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่สร้างความศรัทธาให้เกิดขึ้นได้เพราะนักเผยแผ่ที่ดีนั้นแม้จะไม่ออกปากพูดก็สามารถเผยแผ่พุทธธรรมได้บุคลิกลักษณะที่ดีงามก็ยังความผ่องใสแห่งจิตใจให้เกิดศรัทธาแก่ผู้ที่พบเห็น

๑๐. วิธีการสนทนาการบรรยายและตอบปัญหา

พระธรรมปิฎก (..ปยุตฺโต) ได้ยกวิธีสอนของพระพุทธเจ้าไว้มีหลายแบบหลายอย่างซึ่งผู้เขียนจะยกมาเพียง๓หัวข้อที่น่าสังเกตหรือพบบ่อยคงจะได้แก่วิธีต่อไปนี้

. แบบสากัจฉาหรือสนทนาวิธีนี้น่าจะเป็นวิธีที่ทรงใช้บ่อยไม่น้อยกว่าวิธีใดๆโดยเฉพาะในเมื่อผู้มาเฝ้าหรือทรงพบนั้นยังไม่ได้เลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนายังไม่รู้ไม่เข้าใจหลักธรรมในการสนทนาพระพุทธเจ้ามักจะทรงเป็นฝ่ายถามนำคู่สนทนาเข้าสู่ความเข้าใจธรรมและความเลื่อมใสศรัทธาในที่สุดแม้ในหมู่พระสาวกพระองค์ก็ทรงใช้วิธีนี้ไม่น้อยและทรงส่งเสริมให้สาวกสนทนาธรรมกันอย่างในมงคลสูตรว่า“กาเลนธมฺมสากจฺฉาเอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ  การสนทนาธรรมตามกาลเป็นมงคลอันอุดม”ดังนี้

. แบบบรรยายวิธีสอนแบบนี้น่าจะทรงใช้ในที่ประชุมใหญ่ในการแสดงธรรมประจำวันซึ่งมีประชาชนหรือพระสงฆ์จำนวนมากและส่วนมากเป็นผู้มีพื้นความรู้ความเข้าใจกับมีความเลื่อมใสศรัทธาอยู่แล้วมาฟังเพื่อหาความรู้ความเข้าใจเพิ่มเติมและหาความสงบสุขทางจิตใจนับได้ว่าเป็นคนประเภทและระดับใกล้เคียงกันพอที่จะใช้วิธีบรรยายอันเป็นแบบกว้างๆได้ลักษณะพิเศษของพุทธวิธีสอนแบบนี้ที่พบในคัมภีร์บอกว่าทุกคนที่ฟังพระองค์แสดงธรรมอยู่ในที่ประชุมนั้นแต่ละคนจะรู้สึกว่าพระพุทธเจ้าตรัสอยู่กับตัวเองโดยเฉพาะซึ่งนับว่าเป็นความสามารถอัศจรรย์อีกอย่างหนึ่งของพระพุทธเจ้า

. แบบตอบปัญหาผู้ที่มาถามปัญหานั้นนอกจากผู้ที่มีความสงสัยข้องใจในข้อธรรมต่างๆแล้วโดยมากเป็นผู้นับถือลัทธิศาสนาอื่นบ้างก็มาถามเพื่อต้องการรู้คำสอนทางฝ่ายพระพุทธศาสนาหรือเทียบเคียงกับคำสอนในลัทธิของตนบ้างก็มาถามเพื่อลองภูมิบ้างก็เตรียมมาถามเพื่อข่มปราบให้จนหรือให้ได้รับความอับอายในการตอบพระพุทธองค์ทรงสอนให้พิจารณาดูลักษณะของปัญหาและใช้วิธีตอบให้เหมาะกันในสังคีติสูตรท่านแยกประเภทปัญหาไว้ตามลักษณะวิธีตอบเป็น๔อย่างคือ

          ) เอกังสพยากรณีปัญหาปัญหาที่พึงตอบตรงไปตรงมาตายตัวพระอรรถกถาจารย์ยกตัวอย่างเช่นถามว่า“จักษุเป็นอนิจจังหรือ”พึงตอบตรงไปได้ทีเดียวว่า“ถูกแล้ว”

          ) ปฏิปุจฉาพยากรณีปัญหาปัญหาที่พึงย้อนถามแล้วจึงแก้พระอรรถกถาจารย์ยกตัวอย่างเช่นเขาถามว่า“โสตะก็เหมือนจักษุหรือ”พึงย้อนถามก่อนว่า“ที่ถามนั้นหมายถึงแง่ใด”ถ้าเขาว่า“ในแง่เป็นเครื่องมองเห็น”พึงตอบว่า“ไม่เหมือน”ถ้าเขาว่า“ในแง่เป็นอนิจจัง”จึงควรตอบรับว่า“เหมือน”

          ) วิภัชชพยากรณีปัญหาปัญหาที่จะต้องแยกความตอบเช่นเมื่อเขาถามว่า“สิ่งที่เป็นอนิจจังได้แก่จักษุใช่ไหม ? ”พึงแยกความออกตอบว่า“ไม่เฉพาะจักษุเท่านั้นถึงโสตะฆานะฯลฯก็เป็นอนิจจัง”หรือปัญหาว่า“พระตถาคตตรัสวาจาซึ่งไม่เป็นที่รักที่ชอบใจของคนอื่นไหม ? ”

ก็ต้องแยกตอบตามหลักการตรัสวาจา๖หรือปัญหาว่าพระพุทธเจ้าทรงติเตียนตบะทั้งหมดจริงหรือ”ก็ต้องแยกตอบว่าชนิดใดติเตียนชนิดใดไม่ติเตียนดังนี้เป็นต้น

          ) ฐปนียปัญหาปัญหาที่พึงยับยั้งเสียได้แก่ปัญหาที่ถามนอกเรื่องไร้ประโยชน์อันจักเป็นเหตุให้เขวยืดเยื้อสิ้นเปลืองเวลาเปล่าพึงยับยั้งเสียแล้วชักนำผู้ถามกลับเข้าสู่แนวเรื่องที่ประสงค์ต่อไปท่านยกตัวอย่างเมื่อถามว่า“ชีวะอันใดสรีระก็อันนั้นหรือ ? ”อย่างนี้เป็นคำถามประเภทเกินความจริงซึ่งถึงอธิบายอย่างไรผู้ถามก็ไม่อาจเข้าใจเพราะไม่อยู่ในฐานะที่เขาจะเข้าใจได้พิสูจน์ไม่ได้ทั้งไม่เกิดประโยชน์อะไรแก่เขาด้วย๒๔

          .๓การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในยุคหลังพุทธกาล

          วิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาสมัยหลังพุทธกาลนั้นได้รับการสืบเนื่องจากพุทธบริษัททั้ง๔กล่าวคือภิกษุภิกษุณีอุบาสกและอุบาสิกาได้มีบทบาทในการนำพระพุทธศาสนาไปเผยแผ่ยังสถานที่ต่างๆเพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ของพระพุทธเจ้าตามกำลังความสามารถของแต่ละคน

แม้พระองค์จะให้สิทธิ์เสรีแก่พุทธบริษัททั้ง๔ในการเผยแผ่หลักธรรมก็ตามแต่จากข้อเท็จจริงตลอดจนความเหมาะสมแห่งสถานภาพและบุคลิกภาพแล้วสังคมส่วนใหญ่ยังยกย่องพระสงฆ์ให้เป็นผู้ที่ได้รับเกียรติและเป็นผู้นำในการเผยแผ่ธรรมะเป็นหลักสมัยหลังพุทธกาลนั้นจะเห็นได้ว่าศาสนากับการเมืองหรือผู้มีอำนาจทางด้านการปกครองนั้นอำนาจต่างๆยังอิงกับธรรมะผู้มีอำนาจจะไม่ใช้อำนาจไปด้วยเหตุผลส่วนตัวหรือโดยยึดถือผลประโยชน์ของผู้ปกครองหลักการทางศาสนาก็ยอมรับความชอบธรรมของผู้มีอำนาจหรือกษัตริย์ในการปกครองประเทศส่วนกษัตริย์ก็มีหน้าที่ในการอุปถัมภ์บำรุงและคุ้มครองศาสนาดังนั้นศาสนจักรและอาณาจักรจึงไม่มีการแยกกันแต่ละส่วนก็เป็นเอกเทศ

ปรีดาจันทร์แจ่มศรี, “ศึกษาเปรียบเทียบวิธีการเผยแพร่พระพุทธศาสนากับคริสต์ศาสนาในสังคมไทยสมัยปัจจุบัน: ศึกษาเฉพาะกรณีการเผยแพร่ของวัดชลประทานรังสฤษฎิ์อำเภอปากเกร็ดจังหวัดนนทบุรีและโบสถ์คริสตจักรแสงสว่างเขตธนบุรีกรุงเทพมหานคร”, ปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิตสาขาศาสนาเปรียบเทียบ: คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล, ๒๕๓๖,หน้า๒๑–๓๙.

โดยเหตุที่ความสัมพันธ์ระหว่างพระพุทธศาสนากับพระมหากษัตริย์ได้ดำเนินมาอย่างแน่นแฟ้นมาโดยตลอดแม้ภายหลังพุทธกาลความสัมพันธ์ดังกล่าวก็ยังคงมีอยู่ดังจะเห็นได้จากหลักฐานในการสังคายนาพระธรรมวินัยแทบทุกครั้งจะต้องมีกษัตริย์ทรงถวายการอุปถัมภ์

ความสัมพันธ์ดังกล่าวได้มีความเด่นชัดยิ่งขึ้นในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาลจนถึงสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชก็ยังคงใช้รูปแบบดั้งเดิมอยู่คืออาศัยพระสงฆ์เป็นผู้เผยแผ่ธรรมะแต่ครั้นมาถึงยุคพระพุทธศาสนาได้แยกออกเป็นหลายนิกายโดยเฉพาะที่เด่นชัดที่สุดหลังพุทธกาลพระพุทธศาสนาได้แตกแยกออกเป็น๒นิกายใหญ่ๆคือเถรวาทกับอาจริยวาทหลังจากการทำสังคายนาครั้งที่๒ล่วงมาได้๑๐๐ปี๒๕

จุดเด่นของการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชคือพระเจ้าอโศกมหาราชได้หันมานับถือพระพุทธศาสนาจนสามารถนำเอาหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนามาใช้ในการบริหารประเทศและเปลี่ยนการขยายอำนาจด้วยศาสตราวุธมาเป็นธรรมาวุธโดยอาศัยพระราชอำนาจของพระองค์ในการใช้นโยบายหลักธรรมวินัยในการบริหารประเทศเช่น

          . ทรงปกครองบ้านเมืองโดยระบบธรรมาธิปไตยคือใช้หลักพระธรรมวินัยบริหารบ้านเมือง

          . ทรงอุทิศพระองค์เป็นธรรมทาสโดยทรงหวังผลทั้งในภพนี้และภพหน้านำประชาชนให้งดเว้นจากมิจฉาชีพดำรงชีวิตโดยหลักสัมมาอาชีวะ

          . เสด็จประพาสเพื่อธรรมคือเที่ยวนมัสการปูชนียสถานในพระพุทธศาสนาและแนะนำสั่งสอนประชาชนให้รู้และปฏิบัติธรรม

          . ทรงปฏิวัติสังคมโดยธรรมคือยกเลิกพิธีกรรมต่างๆที่มีการเบียดเบียนทำลายล้างห้ามการฆ่าสัตว์บูชายัญด้วยกฎ“มาฆาต”คือห้ามฆ่าแม้ภายในพระราชวังเองก็ห้ามฆ่าสัตว์

          . ทรงใช้ระบบรัฐสวัสดิการด้วยการสร้างโรงพยาบาลขึ้นรักษาคนและโรงพยาบาลรักษาสัตว์ปลูกสมุนไพรไว้ในส่วนต่างๆของประเทศขุดบ่อน้ำสระน้ำสร้างถนนคูคลองเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน

          . ให้เลิกพิธีกรรมทุกชนิดที่ไม่เป็นธรรมและได้นำเอาหลักของมงคลสูตรสิงคาลสูตรให้คนปฏิบัติต่อกันตามสมควรแก่ฐานะหน้าที่เน้นให้ประชาชนรู้จักคุณค่าของธรรมทานเห็นคุณค่าของการแนะนำการรับการแนะนำสั่งสอนกันด้วยเมตตากรุณา

          . ทรงตั้งข้าหลวงแทนพระองค์เพื่อส่งเสริมการปฏิบัติธรรมโดยให้ข้าหลวงเหล่านั้นสร้างความรู้สึกต่อประชาชนว่าเป็นเหมือนลูกหลานของตนให้พยายามสอดส่องดูแลสุขทุกข์ของเขาดุจบิดาเอาใจใส่ดูแลบุตรธิดาของตนการกระทำทุกอย่างทรงเน้นหนักไปที่ผลประโยชน์อันผู้กระทำถึงได้ในภพนี้และภพหน้าผลจากการปกครองโดยระบบธรรมาธิปไตยทำให้เพื่อนบ้านใกล้เคียงมีสัมพันธไมตรีกับพระองค์มีเมืองเป็นอันมากที่ยอมเป็นข้าขอบขันธเสมาเพราะความเคารพศรัทธาต่อพระเจ้าอโศกมหาราชความสงบสุขจึงได้บังเกิดขึ้น๒๖

          หลังจากการทำสังคายนาครั้งที่๓แล้วพระเจ้าอโศกมหาราชและพระโมคคัลลีบุตรทรงพิจารณาเห็นว่าพระพุทธศาสนาอาจจะดำรงอยู่ไม่ยั่งยืนในประเทศอินเดียจึงสมควรส่งสมณทูตออกประกาศเผยแผ่พระพุทธศาสนาในนานาประเทศเผื่อว่าเมื่อเสื่อมสูญจากประเทศอินเดียแล้วพระพุทธศาสนาอันเป็นประโยชน์แก่โลกก็ยังมีปรากฏอยู่ในประเทศอื่นๆจึงส่งสมณทูตออกเป็น๙สายดังนี้

. พระมหาเทวเถรไปยังมหิสมณฑล (คือแว่นแคว้นข้างใต้ลำน้ำโคทาวารีอันเป็นประเทศไมสอร์ขณะนี้) แห่ง๑

. ให้พระรักขิตเถรไปยังวันวาสีประเทศ (คือแว่นแคว้นกะนะระเหนืออันเป็นเขตเมืองบอมเบย์บัดนี้) แห่ง๑

. ให้พระธรรมรักขิตเถรไปยังปรันตปะประเทศ (คือแว่นแคว้นตอนชายทะเลข้างเหนือเมืองบอมเบย์บัดนี้) แห่ง๑

. ให้พระมหาธรรมรักขิตเถรไปยังมหารัฐประเทศ (คือแว่นแคว้นข้างยอดลำน้ำโคทาวารี) แห่ง๑

. ให้พระมัชฌันติกะเถรไปยังกัษมิระและคันธาระประเทศ (คือที่เรียกว่าประเทศแคชเมียและอาฟฆานิสถานบัดนี้) แห่ง๑

. ให้พระมัชฌันเถรไปยังหิมวันตประเทศ (คือมณฑลที่ตั้งอยู่เชิงเขาหิมาลัยมีเนปาลราฐเป็นต้น) แห่ง๑

.ให้พระมหารักขิตเถรไปยังโยนโลกประเทศ (คือเหล่าเมืองที่พวกโยนกได้มาเป็นใหญ่อยู่ในแดนประเทศเปอร์เซียบัดนี้) แห่ง๑

.ให้พระมหินทรเถรอันเป็นราชบุตรของพระเจ้าอโศกไปยังลังกาทวีปแห่ง๑

. ให้พระโสณะเถรกับพระอุตรเถรไปยังสุวรรณภูมิประเทศแห่ง๑๒๗การที่พระสมณทูตคือพระโสณะเถรกับพระอุตรเถรนำพระพุทธศาสนาเข้ามาสู่ประเทศไทยนั้นตามเส้นทางของชาวอินเดียซึ่งเข้ามาสู่สุวรรณภูมิมีหลายทางด้วยกันทางใดทางหนึ่งคือ

. มาทางบกโดยผ่านเบงกอลข้ามเทือกเขาปาดไก่เข้าสู่พม่าตอนบน

.ลงเรือข้ามอ่าวเบงกอลขึ้นที่อ่าวเมาะตะมะหรือมาขึ้นที่ฝั่งมะริดทวายตะนาวศรีแล้วเดินบกเข้าสู่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาโดยผ่านจังหวัดกาญจนบุรี

.ลงเรือข้ามมหาสมุทรเข้าช่องแคบมะละกามาขึ้นบกบนแหลมมลายูหรืออาจจะอ้อมไปเลยเข้าอ่าวญวนไปกัมพูชาและจามปาการอพยพครั้งใหญ่ๆของอินเดียมาสู่สุวรรณภูมิเกิดขึ้นในรัชสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชกล่าวกันว่าชาวแคว้นกลิงคะ (แคว้นโอริสาปัจจุบัน) หนีภัยสงครามลงเรือจำนวนหลายร้อยลำมาสู่สุวรรณภูมิและหมู่เกาะอินโดนีเซียจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าชาวอินเดียเหล่านี้จะต้องมีนักปราชญ์ราชบัณฑิตตามมาด้วยเป็นจำนวนมากดังนั้นตำนานพื้นเมืองของชนชาติต่างๆในสุวรรณภูมิที่ชาวอินเดียได้มาสอนความเจริญให้มักจะเล่าถึงปฐมวงศ์ของตนว่าเป็นขัตติยะมาจากอินเดียดังนั้นเมื่อพระโสณะและพระอุตตระซึ่งนำพระพุทธศาสนามาเผยแผ่เป็นคณะแรกอาจเป็นทางเรือหรือไม่ก็ทางบกโดยผ่านเบงกอลข้ามเทือกเขาปาดไก่เข้าสู่พม่าตอนบนแล้วผ่านเข้ามาทางจังหวัดกาญจนบุรีมาสู่นครปฐมอันเป็นเมืองหลวงซึ่งเรียกชื่อในสมัยนั้นว่า“ทวาราวดี”พระโสณะและพระอุตตระจึงได้แสดงธรรมเทศนาแก่ชาวสุวรรณภูมิเพราะอย่างน้อยก็มีชาวอินเดียที่อาศัยอยู่ในถิ่นนี้รู้เรื่องแล้วจึงช่วยกันเผยแผ่ออกไปถึงชาวพื้นเมืองนั่นก็คือพวกมนุษย์มอญโบราณและละว้าซึ่งเป็นพวกแรกในสุวรรณภูมิที่นับถือพระพุทธศาสนาในยุคนั้น๒๘ดังนั้นชาวไทยจึงได้ยอมรับนับถือพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาของตนและนับถือตลอดมาจนกระทั่งบัดนี้

          การเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระเจ้าอโศกมหาราชดังที่กล่าวมานี้ได้รับการพัฒนาจนกลายมาเป็นรูปแบบการเผยแผ่ในปัจจุบันความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันของพระเจ้าอโศกมหาราชกับพระพุทธศาสนาก็เป็นแม่แบบของประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนากล่าวคือศาสนจักรและ

อาณาจักรต้องมีความสมัครสมานกลมเกลียวกันอย่างแยกกันไม่ได้นับได้ว่าวิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระเจ้าอโศกมหาราชมีบทบาทต่อนักเผยแผ่ในรุ่นต่อมาอย่างแท้จริงจนพระพุทธศาสนาได้ดำรงมั่นอยู่ในประเทศไทยพระมหากษัตริย์ของไทยทุกพระองค์ต่างก็ได้รับอิทธิพลนั้นแล้วเจริญรอยตามแบบอย่างดังกล่าวมาโดยลำดับจนกลายเป็นวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามของไทยไป

          .๔การเผยแผ่ธรรมะเชิงรุกในประเทศไทย

          พระพุทธศาสนาเป็นสถาบันที่มีบทบาทและความสำคัญยิ่งต่อวิถีชีวิตของคนไทยมาเป็นเวลาหลายศตวรรษนับตั้งแต่พระพุทธศาสนาเริ่มเข้าสู่ประเทศไทยความสัมพันธ์ระหว่างพระสงฆ์และประชาชนเป็นไปอย่างใกล้ชิดและมั่นคงตลอดมาหน้าที่ของพระสงฆ์คือการศึกษาเล่าเรียนและประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนาบทบาทที่สำคัญที่สุดอีกอย่างหนึ่งของพระสงฆ์คือการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขของพุทธศาสนิกชนพระสงฆ์จึงเป็นผู้นำทางจิตใจของประชาชนการเผยแผ่พระพุทธศาสนาตั้งแต่อดีตมาอยู่ในลักษณะเชิงรับคือการเผยแผ่ในรูปของการจัดกิจกรรมต่างๆภายในวัดของตนเช่นการแสดงพระธรรมเทศนาในวันพระส่วนใหญ่จะเป็นการรอให้พุทธศาสนิกชนเข้ามาทำบุญที่วัดใช้การเผยแผ่เชิงรุกน้อยแต่เมื่อปัจจุบันสังคมเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วเป็นสังคมยุคโลกาภิวัฒน์เป็นยุคที่สังคมก้าวหน้าด้วยข้อมูลข่าวสารสามารถรับรู้เรื่องราวต่างๆได้พร้อมกันทั่วโลกอย่างรวดเร็วฉับไวการที่พระพุทธศาสนาจะเข้าถึงประชาชนได้ดีก็ต้องปรับใช้วิธีการเผยแผ่ให้ทันสมัยกับเหตุการณ์ไปในสังคมแต่ละยุคล้วนมีผลกระทบต่อพระพุทธศาสนาทั้งสิ้นการเผยแผ่เชิงรับจะทำให้พระพุทธศาสนาตามไม่ทันศาสนาอื่นจนอาจจะสูญเสียพุทธศาสนิกชนให้ศาสนาอื่นไปในเรื่องนี้พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูรธมฺมจิตฺโต) ได้ให้แง่คิดที่น่าสนใจว่า“....ต่อไปนี้เราต้องเผยแผ่เชิงรุกเช่นรุกเข้าไปในโรงเรียนทำค่ายพุทธบุตรทำหลักสูตรวิชาพระพุทธศาสนาทำสื่ออุปกรณ์การสอนพระพุทธศาสนาจัดรายการวิทยุโทรทัศน์เราต้องรุกเข้าไปเพราะเรามีคู่แข่งที่เป็นประเภทที่๑ (ศาสนาอิสลาม) กับประเภทที่๒ (ศาสนาคริสต์) ที่เผยแผ่เชิงรุกอยู่ทุกวันเราอยู่แบบตั้งรับต่อไปไม่ได้แล้วคณะสงฆ์จึงต้องมีการเผยแผ่เชิงรุกในโรงเรียนกับส่งพระไปสอนในโรงเรียนวิถีพุทธนี้คือชาวบ้านเปิดประตูโรงเรียนต้อนรับพวกเรา...”๒๙

          ในปัจจุบันคณะสงฆ์ก็มีนโยบายในการเผยแผ่แบบเชิงรุกเหมือนกันได้แก่การศึกษาสงเคราะห์๑การสาธารณสงเคราะห์๑กำหนดไว้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์มาตรา๑๕ตรี ()๓๐แต่เป็นการทำงานแบบคณะสงฆ์คือไปเรื่อยๆขาดการประชาสัมพันธ์คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยทราบกิจกรรมของคณะสงฆ์แต่การทำงานลักษณะเช่นนี้ถือว่าคณะสงฆ์ก็เผยแผ่แบบเชิงรุกอยู่เหมือนกันการศึกษาสงเคราะห์หมายถึงการจัดการศึกษาเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลการช่วยเหลือเกื้อกูลการศึกษาสถาบันการศึกษาอื่นนอกจากการศาสนศึกษาหรือบุคคลผู้กำลังศึกษาการศึกษาสงเคราะห์เป็นกิจการอันหนึ่งของคณะสงฆ์ว่าโดยลักษณะและรูปแบบพอแยกได้เป็น ๒ ลักษณะคือ

          . การศึกษาที่พระสงฆ์จัดเองเพื่อการช่วยเหลือเกื้อกูลได้แก่การที่พระสงฆ์หรือวัดเป็นภาระจัดการศึกษาอื่นจากการศาสนศึกษาเพื่อสงเคราะห์อนุเคราะห์แก่ประชาชนหรือรวมถึงพระภิกษุสามเณรการศึกษาที่พระสงฆ์ดำเนินอยู่ในลักษณะและรูปแบบดังกล่าวจัดได้ถึง๕ประเภท

          .๖หลักธรรมเกี่ยวกับการดำเนินชีวิต

          ชีวิตมนุษย์เมื่ออยู่ในสังคมเดียวกันต้องเผชิญหน้ากับปัญหามากมายหากไม่มีหลักการครองชีวิตสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือความเครียดและเป็นต้นเหตุแห่งโรคภัยไข้เจ็บขั้นอันตรายนานาชนิดดังนั้นสิ่งที่เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจเพื่อตนเองและสังคมจะได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขได้คือศาสนาเพราะเป็นสถานพัฒนาด้านจิตวิญญาณของมนุษย์ให้สูงส่งขึ้นตามลำดับขั้นมีระบบการพัฒนาที่วางไว้เป็นระบบเป็นขั้นตอนเป็นผู้นำทางคุณธรรมและจริยธรรมเน้นคุณค่าทางจิตวิญญาณเป็นหลักพระพุทธศาสนามีคุณค่าในทางเป็นศาสนาอย่างแท้จริงเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจไม่ให้ถลำไปทำความเสื่อมเสียและเป็นเครื่องพัฒนาจิตใจให้ก้าวไปสู่หนทางแห่งความเจริญสะอาดสว่างสงบทำให้การดำเนินชีวิตของผู้ที่ประพฤติปฏิบัติได้รับประโยชน์สุขทั้งในปัจจุบันในอนาคตและได้รับประโยชน์อย่างยิ่งคือพระนิพพานซึ่งเป็นขั้นสูงที่ผู้ปฏิบัติต้องการหลุดพ้นจากความทุกข์ไม่ต้องกลับมาเกิดอีกในส่วนงานวิจัยนี้ผู้วิจัยได้เลือกหลักธรรมเช่นเบญจศีล–เบญจธรรมพรหมวิหารฆราวาสธรรมเป็นต้นซึ่งเป็นหลักธรรมเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตและพัฒนาจิตใจอันเป็นคุณธรรมขั้นพื้นฐานในการประพฤติปฏิบัติมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตเพื่อความสงบและการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุขผู้วิจัยได้ศึกษาหลักธรรมดังกล่าวนี้ตามที่ปรากฏในพระไตรปิฎกและนักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาได้อธิบายไว้ตามลำดับดังต่อไปนี้

          ..๑เบญจศีล-เบญจธรรม

          คำว่าศีลหมายถึงความประพฤติชอบทางกายและวาจาการรักษากายวาจาให้เรียบร้อยการรักษาปกติตามระเบียบวินัยข้อปฏิบัติในการเว้นจากความชั่วการควบคุมตนเองตั้งอยู่ในความไม่เบียดเบียน๔๓

เบญจศีลเบญจศีลหรือศีล๕เป็นข้อปฏิบัติเบื้องต้นที่ทำให้บุคคลมีความเรียบร้อยทั้งกายวาจาและใจคือ

          . ปาณาติปาตาเวรมณี (เจตนางดเว้นจากการฆ่าสัตว์) สัตว์ในที่นี้หมายถึงสัตว์มีชีวิตทุกชนิดทั้งมนุษย์และเดียรัจฉานนับตั้งแต่สัตว์นั้นมีลมหายใจตั้งอยู่ในครรภ์หรือไข่จนกระทั่งสิ้นลมหายใจคือตายสัตว์ทุกชนิดย่อมมีสิทธิโดยชอบธรรมในการมีชีวิตของตนไปจนตายเองผู้ใดทำให้เขาเสียชีวิตด้วยเจตนาศีลข้อนี้ขาด

          . อทินนาทานาเวรมณี (เจตนางดเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขามิได้ให้) หมายถึงการละเมิดกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของคนอื่นของหมู่คณะหรือของส่วนรวมเอามาเป็นของตนโดยวิธีของโจรที่เรียกว่าโจรกรรมเช่นลักฉกกรรโชกปล้นหลอกลวงปลอมยักยอกเป็นต้นผู้ทำโจรกรรมลักษณะดังกล่าวได้ทรัพย์มาศีลข้อนี้ขาด

          . กาเมสุมิจฉาจาราเวรมณี (เจตนางดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม) กามในที่นี้หมายถึงเมถุนคือการเสพกามระหว่างชายหญิงการผิดในกามหมายถึงการเสพกามกับบุคคลต้องห้ามสำหรับชายเช่นหญิงมีสามี, หญิงมีญาติรักษาและหญิงที่จารีตรักษาได้แก่หญิงที่เป็นเหล่ากอของตนและหญิงหวงห้ามโดยข้อบังคับเช่นภิกษุณีสามเณรีหญิงรักษาอุโบสถศีลผู้เยาว์เป็นต้นส่วนชายต้องห้ามสำหรับหญิงมี๒ประเภทคือสำหรับหญิงที่มีสามีคือชายอื่นนอกจากสามีตนสำหรับหญิงที่ไม่มีสามีคือคนที่มีผู้ใหญ่ปกครองดูแลมิใช่ผู้เป็นอิสระแก่ตนผู้ใดเสพกามกับคนที่ต้องห้ามดังกล่าวศีลข้อนี้ขาด

          . มุสาวาทาเวรมณี (เจตนางดเว้นจากการพูดเท็จ) หมายถึงการแสดงออกด้วยเจตนาบิดเบือนความจริงให้คนอื่นหลงเชื่อเช่นการแสดงออกทางวาจาคือพูดให้ผิดจากความเป็นจริงโดยวิธีต่างๆการแสดงออกทางกายคือการกระทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดจากความเป็นจริงเช่นเขียนรายงานเท็จหรือแกล้งพยักหน้าแกล้งสั่นศีรษะแกล้งแสดงกิริยาอย่างอื่นซึ่งเป็นที่รู้กันให้คนอื่นหลงผิดเชื่อผิดไปจากความจริงผู้ใดมีเจตนาพูดเท็จเมื่อผู้ต้องการโกหกนั้นเข้าใจความหมายศีลข้อนี้ขาด

          . สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานาเวรมณี (เจตนางดเว้นจากการเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาท) หมายถึงสิ่งเสพติดให้โทษเช่นสุราเมรัยฝิ่นกัญชาและเฮโรอีนเป็นต้นซึ่งไม่ว่าจะมีชื่ออย่างไรและจะมีการผลิตขึ้นมาอีกในรูปใดก็ตามหากทำให้ผู้เสพเกิดความมึนเมาทำให้สติเลื่อนลอยขาดการควบคุมตนเองถือว่าศีลข้อนี้ขาด๔๔

          ศีล๕ข้อนี้ในบาลีชั้นเดิมส่วนมากเรียกว่าสิกขาบท๕ (ข้อปฏิบัติในการฝึกตน) บ้างธรรม๕บ้างเมื่อปฏิบัติได้ตามนี้ก็ชื่อว่าเป็นผู้มีศีลคือเป็นเบื้องต้นที่จัดว่าเป็นผู้มีศีลคำว่าเบญจศีลที่มาในพระไตรปิฎกปรากฏในคัมภีร์ชั้นอปทานและพุทธวงศ์ต่อมาในสมัยหลังมีชื่อเรียกเพิ่มขึ้นว่าเป็นนิจศีล (ศีลที่คฤหัสถ์ควรรักษาเป็นประจำ) บ้างว่าเป็นมนุษยธรรม (ธรรมของมนุษย์หรือธรรมที่ทำให้เป็นมนุษย์) บ้าง๔๕

          เบญจธรรม

          เบญจธรรมหรือเบญจกัลยาณธรรมหมายถึงธรรม๕ธรรมอันดีงาม๕อย่างคุณธรรม๕ประการคู่กับเบญจศีลเป็นธรรมเกื้อกูลแก่การรักษาเบญจศีลผู้รักษาเบญจศีลควรมีไว้ประจำใจคือ

          . เมตตาและกรุณาได้แก่ความรักใคร่ปรารถนาให้มีความสุขความเจริญและความสงสารคิดช่วยให้พ้นทุกข์คู่กับศีลข้อที่๑

          . สัมมาอาชีวะได้แก่การหาเลี้ยงชีพในทางสุจริตคู่กับศีลข้อที่๒

          . กามสังวรได้แก่ความสำรวมในกามความสำรวมระวังรู้จักยับยั้งควบคุมตนในทางกามารมณ์ไม่ให้หลงใหลในรูปเสียงกลิ่นรสและสัมผัสคู่กับศีลข้อที่๓

          . สัจจะได้แก่ความสัตย์ความซื่อตรงคู่กับศีลข้อที่๔

          . สติสัมปชัญญะได้แก่ระลึกได้และรู้ตัวอยู่เสมอคือฝึกตนให้เป็นคนรู้จักยั้งคิดรู้สึกตัวเสมอว่าสิ่งใดควรทำและไม่ควรทำระวังมิให้เป็นคนมัวเมาประมาทคู่กับศีลข้อที่๕

          ในคุณธรรม๕ประการนี้ข้อ๒บางแห่งเป็นทาน(การแบ่งปันเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่), ข้อ

          ๓บางแห่งเป็นสทารสันโดษ(ความพอใจด้วยภรรยาของตน), ข้อ๕บางแห่งเป็นอัปปมาท(ความไม่ประมาท) ๔๖

          ..๒พรหมวิหาร

          พรหมวิหารหมายถึงธรรมเครื่องอยู่อย่างประเสริฐธรรมประจำใจอันประเสริฐหลักความประพฤติที่ประพฤติบริสุทธิ์ธรรมที่ต้องมีไว้เป็นหลักใจและกำกับความพฤติจึงจะชื่อว่าดำเนินชีวิตหมดจดและปฏิบัติตนต่อมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายโดยชอบบางทีแปลว่าธรรมเครื่องอยู่ของพรหมหรือธรรมเครื่องอยู่อย่างพรหมธรรมประจำใจที่ทำให้เป็นพรหมหรือให้เสมอด้วยพรหมหรือธรรมเครื่องอยู่ของท่านผู้มีคุณยิ่งใหญ่เรียกอีกอย่างว่าอัปปมัญญา๔เพราะแผ่สม่ำเสมอโดยทั่วไปในมนุษย์สัตว์ทั้งหลายไม่มีประมาณไม่จำกัดขอบเขตซึ่งประกอบด้วยธรรมมี ๔อย่างคือ

          . เมตตาหมายถึงความรักปรารถนาดีอยากให้เขามีความสุขมีจิตอันแผ่ไมตรีและคิดทำประโยชน์แก่มนุษย์สัตว์ทั่วหน้ามีน้ำใจเยื่อใยใฝ่ประโยชน์สุขแก่คนสัตว์ทั้งหลายหรือน้ำใจปรารถนาประโยชน์สุขที่เป็นไปต่อมิตร

          . กรุณาหมายถึงความสงสารคิดช่วยให้พ้นทุกข์ใฝ่ใจในอันจะปลดเปลื้องบำบัดความทุกข์ยากเดือดร้อนของปวงสัตว์ไม่นิ่งดูดายหรือทนนิ่งอยู่ไม่ได้ต่อทุกข์ของคนสัตว์ทั้งหลาย

          . มุทิตาหมายถึงความยินดีในเมื่อผู้อื่นอยู่ดีมีสุขมีจิตผ่องใสบันเทิงกอปรด้วยอาการแช่มชื่นเบิกบานอยู่เสมอต่อสัตว์ทั้งหลายผู้ดำรงอยู่ในปกติสุขพลอยยินดีด้วยเมื่อเขาได้ดีมีความสุขเจริญงอกงามยิ่งขึ้นไป

          . อุเบกขาหมายถึงความวางใจเป็นกลางอันจะให้ดำรงอยู่ในธรรมตามที่พิจารณาเห็นด้วยปัญญาคือมีจิตเรียบเที่ยงตรงดุจตราชั่งไม่เอนเอียงด้วยรักและชังพิจารณาเห็นกรรมที่สัตว์ทั้งหลายกระทำแล้วอันควรได้รับผลดีหรือชั่วสมควรแก่เหตุอันตนประกอบพร้อมที่ จะวินิจฉัยและปฏิบัติไปตามธรรมรวมทั้งรู้จักการวางเฉยสงบใจมองดูในเมื่อไม่มีกิจควรทำเพราะเขารับผิดชอบตนได้ดีแล้วเขาสมควรรับผิดชอบตนเองหรือควรได้รับผลอันสมกับความรับผิดชอบ๔๗

          สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสอานิสงส์ของเมตตาไว้ในเมตตาสูตร๑๑ประการ คือ

          . หลับเป็นสุข

          . ตื่นเป็นสุข

          . ไม่ฝันร้าย

          . เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย

          . เป็นที่รักของอมุนษย์ทั้งหลาย

          . เทวดาทั้งหลายรักษา

          . ไฟยาพิษหรือศัสตรากล้ำกรายไม่ได้

          . จิตตั้งมั่นได้เร็ว

          . สีหน้าสดใส

          ๑๐. เป็นผู้ไม่หลงลืมสติตาย

          ๑๑.เมื่อยังไม่แทงตลอดคุณวิเศษอันยอดยิ่ง (อรหัตตผล) ย่อมเข้าถึงพรหมโลก๔๘

          ..๓ฆราวาสธรรม

          ฆราวาสธรรมหมายถึงธรรมสำหรับฆราวาสธรรมสำหรับการครองเรือนหลักการครองชีวิตของคฤหัสถ์มี๔ประการด้วยกันคือ

            () สัจจะได้แก่ความจริงซื่อตรงซื่อสัตย์จริงใจพูดจริงทำจริง

            () ทมะได้แก่การฝึกฝนการข่มใจฝึกนิสัยปรับตัวรู้จักควบคุมจิตใจฝึกหัดนิสัยแก้ไขข้อบกพร่องปรับปรุงตนเองให้เจริญก้าวหน้าด้วยสติปัญญา

            () ขันติได้แก่ความอดทนตั้งหน้าทำหน้าที่การงานด้วยความขยันหมั่นเพียรเข้มแข็งทนทานไม่หวั่นไหวมั่นในจุดหมายไม่ท้อถอย

            () จาคะได้แก่ความเสียสละสละกิเลสสละความสุขสบายผลประโยชน์ส่วนตนได้ใจกว้างพร้อมที่จะรับฟังความทุกข์ความคิดเห็นและความต้องการของผู้อื่นพร้อมที่จะร่วมมือช่วยเหลือเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ไม่คับแคบเห็นแก่ตัวหรือเอาแต่ใจตัว๔๙

          ธรรมของผู้ครองเรือนที่เรียกว่าฆราวาสธรรมนั้นเป็นข้อปฏิบัติโดยตรงของพวกฆราวาสถ้าฆราวาสผู้ใดขาดธรรม๔ประการนั้นการดำรงชีวิตจะไม่มีความราบรื่นและไม่มีความสงบสุขแต่ถ้าฆราวาสผู้ใดยึดธรรมทั้ง๔นั้นเป็นข้อปฏิบัติการครองเรือนก็จะราบรื่นมีความสุขความเจริญ๕๐

          ..๔ทิศ๖

          คำว่าทิศในที่นี้หมายถึงบุคคลประเภทต่างๆที่เราต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์ทางสังคมดุจทิศที่อยู่รอบตัว๕๑พระพุทธองค์ได้ตรัสเรื่องทิศหกไว้เพราะทอดพระเนตรเห็นสิงคาลมาณพผู้กำลังไหว้ทิศต่างๆอยู่กลางแจ้งทรงประสงค์จะชี้แจงแสดงทางถูกต้องและความสำคัญของทิศทั้งหกเพื่อให้เกิดทัศนคติที่ถูกต้องต่อสิงคาลมาณพนั้นจึงตรัสกับสิงคาลมาณพถึงการไหว้ทิศทั้งหกเช่นนั้นทุกวันว่า“คฤหบดีบุตรเธอพึงทราบทิศ๖นี้คือพึงทราบว่ามารดาบิดาเป็นทิศเบื้องหน้าพึงทราบว่าอาจารย์เป็นทิศเบื้องขวาพึงทราบว่าบุตรและภรรยาเป็นทิศเบื้องหลังพึงทราบว่ามิตรสหายเป็นทิศเบื้องซ้ายพึงทราบว่าทาสและกรรมกรเป็นทิศเบื้องล่างพึงทราบว่าสมณพราหมณ์

เป็นทิศเบื้องบน”๕๒

          ความมุ่งหมายคือพระพุทธเจ้าโปรดแนะให้แบ่งคนทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับตัวเราเป็น๖ ประเภทแต่ทรงเปรียบเทียบกับทิศ๖เพื่อให้จำง่ายประจวบกับการแสดงธรรมะหมวดนี้ครั้งแรกพระองค์แสดงแก่สิงคาลมาณพผู้กำลังไหว้ทิศอย่างงมงายเหตุที่ต้องเบ่งคนออกเป็นประเภทอย่างนี้ก็เพราะความสำคัญของคนเหล่านั้นแตกต่างกันทางที่เราจะปฏิบัติต่อคนเหล่านั้นก็แตกต่างกันจะดีเสมอกันหมดไม่ได้๕๓มี๖ประการดังต่อไปนี้

          ...๑บุตรพึงบำรุงมารดาบิดาผู้เป็นทิศเบื้องหน้าโดยหน้าที่๕ประการคือ

            () ท่านเลี้ยงเรามาเราจักเลี้ยงท่านตอบ

            () จักทำกิจของท่าน

            () จักดำรงวงศ์ตระกูล

            () จักประพฤติตนให้เหมาะสมที่จะเป็นทายาท

            () เมื่อท่านล่วงลับไปแล้วทำบุญอุทิศให้ท่าน

มารดาบิดาผู้เป็นทิศเบื้องหน้าบุตรบำรุงโดยหน้าที่๕ประการนี้แลย่อมอนุเคราะห์บุตรด้วยหน้าที่๕ประการคือ

            () ห้ามไม่ให้ทำความชั่ว

            () ให้ตั้งอยู่ในความดี

            () ให้ศึกษาศิลปวิทยา

            () หาภรรยา(สามี) ที่สมควรให้

            () มอบสมบัติให้ในเวลาอันสมควร

          ...๒ศิษย์บำรุงอาจารย์ผู้เป็นทิศเบื้องขวาโดยหน้าที่๕ประการคือ

            () ลุกขึ้นยืนรับ

            () เข้าไปคอยรับใช้

            () เชื่อฟัง

            () ดูแลปรนนิบัติ

            () เรียนศิลปวิทยาโดยเคารพ

อาจารย์ผู้เป็นทิศเบื้องขวาศิษย์บำรุงโดยหน้าที่๕ประการนี้แลย่อมอนุเคราะห์ศิษย์ด้วยหน้าที่๕ประการคือ

() แนะนำให้เป็นคนดี

() ให้เรียนดี

() บอกความรู้ในศิลปะวิทยาทุกอย่างด้วยดี

() ยกย่องให้ปรากฏในมิตรสหาย

() ทำความป้องกันในทิศทั้งหลาย

...๓สามีพึงบำรุงภรรยาผู้เป็นทิศเบื้องหลังโดยหน้าที่๕ประการคือ

() ให้เกียรติยกย่อง

() ไม่ดูหมิ่น

() ไม่ประพฤตินอกใจ

() มอบความเป็นใหญ่ให้

() ให้เครื่องแต่งตัว

ภรรยาผู้เป็นทิศเบื้องหลังสามีบำรุงโดยหน้าที่๕ประการนี้แลย่อมอนุเคราะห์สามีด้วยหน้าที่๕ประการคือ

() จัดการงานดี

() สงเคราะห์คนข้างเคียงดี

() ไม่ประพฤตินอกใจ

() รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้

() ขยันไม่เกียจคร้านในกิจทั้งปวง

...๔กุลบุตรพึงบำรุงมิตรสหายผู้เป็นทิศเบื้องซ้ายโดยหน้าที่๕ประการคือ

() การให้(การแบ่งปันสิ่งของให้)

() กล่าววาจาเป็นที่รัก

() ประพฤติตนให้เป็นประโยชน์

() วางตนสม่ำเสมอ

() ไม่พูดจาหลอกลวงกัน

มิตรสหายผู้เป็นทิศเบื้องซ้ายกุลบุตรบำรุงโดยหน้าที่๕ประการนี้แลย่อมอนุเคราะห์ กุลบุตรด้วยหน้าที่๕ประการคือ

() ป้องกันมิตรผู้ประมาทแล้ว

() ป้องกันทรัพย์ของมิตรผู้ประมาทแล้ว

() เมื่อมีภัยก็เป็นที่พึ่งพำนักได้

() ไม่ละทิ้งในยามอันตราย

() นับถือตลอดถึงวงศ์ตระกูลของมิตร

...๕นายพึงบำรุงทาสกรรมกรผู้เป็นทิศเบื้องล่างโดยหน้าที่๕ประการคือ

() จัดการงานให้ตามสมควรแก่กำลัง

() ให้อาหารและค่าจ้าง

() ดูแลรักษายามเจ็บป่วย

() ให้อาหารมีรสแปลก

() ให้หยุดงานตามโอกาส

ทาสกรรมกรผู้เป็นทิศเบื้องล่างนายบำรุงโดยหน้าที่๕ประการนี้แลย่อมอนุเคราะห์นายด้วยหน้าที่๕ประการคือ

() ตื่นขึ้นทำงานก่อนนาย

() เลิกงานเข้านอนทีหลังนาย

() ถือเอาแต่ของที่นายให้

( ) ทำงานให้ดีขึ้น

() นำคุณของนายไปสรรเสริญ

...๖กุลบุตรพึงบำรุงสมณพราหมณ์ผู้เป็นทิศเบื้องบนโดยหน้าที่๕ประการคื

() จะทำสิ่งใดก็ทำด้วยเมตตา

() จะพูดสิ่งใดก็พูดด้วยเมตตา

() จะคิดสิ่งใดก็คิดด้วยเมตตา

() เปิดประตูต้อนรับ

() ถวายปัจจัยเครื่องยังชีพ

สมณพราหมณ์ผู้เป็นทิศเบื้องบนกุลบุตรบำรุงโดยหน้าที่๕ประการนี้แลย่อม

อนุเคราะห์กุลบุตรด้วยหน้าที่๖ประการคือ

() ห้ามไม่ให้ทำความชั่ว

() ให้ตั้งอยู่ในความดี

() อนุเคราะห์ด้วยน้ำใจอันงาม

() ให้ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง

() อธิบายสิ่งที่เคยฟังแล้วให้แจ่มแจ้ง

() บอกทางสวรรค์ให้๕๔

..๕อบายมุข๖

อบายมุขหมายถึงช่องทางของความเสื่อมทางแห่งความพินาศเหตุย่อยยับไปแห่งโภคทรัพย์๕๕มี๖ประการคือ

() การหมกมุ่นในการเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาทเป็นอบายมุขแห่งโภคะทั้งหลาย

() การหมกมุ่นในการเที่ยวไปตามตรอกซอกซอยในเวลากลางคืนเป็นอบายมุขแห่งโภคะทั้งหลาย

() การเที่ยวดูมหรสพเป็นอบายมุขแห่งโภคะทั้งหลาย

() การหมกมุ่นในการเล่นการพนันอันเป็นเหตุแห่งความประมาทเป็นอบายมุขแห่งโภคะทั้งหลาย

() การหมกมุ่นในการคบคนชั่วเป็นมิตรเป็นอบายมุขแห่งโภคะทั้งหลาย

() การหมกมุ่นในความเกียจคร้านเป็นอบายมุขแห่งโภคะทั้งหลาย๕๖  อบายมุขทั้ง๖ประการนี้เป็นเครื่องนำมาซึ่งความฉิบหายหากใครตั้งอยู่ในความประมาทมัวเมาหมกมุ่นอยู่กับอบายมุขทั้ง๖ประการนี้จักประสบแต่ความทุกข์ทั้งทางกายวาจาและใจปราศจากความเจริญรุ่งเรืองตลอดชีวิตพระบรมศาสดายังได้ตรัสถึงโทษของอบายมุขในแต่ละข้อออกไปอีกดังต่อไปนี้

โทษแห่งสุราเมรัย๖ประการคือ

() เสียทรัพย์ทันตาเห็น

() ก่อการทะเลาะวิวาท

() เป็นบ่อเกิดแห่งโรค

() เป็นเหตุให้เสียชื่อเสียง

() เป็นเหตุให้ไม่รู้จักอาย

() เป็นเหตุทอนกำลังปัญญา

โทษแห่งการเที่ยวกลางคืน๖ประการคือ

() ชื่อว่าไม่คุ้มครองไม่รักษาตน

() ชื่อว่าไม่คุ้มครองไม่รักษาบุตรภรรยา

() ชื่อว่าไม่คุ้มครองไม่รักษาทรัพย์สมบัติ

() เป็นที่สงสัยของคนอื่นด้วยเหตุต่างๆ

() มักถูกใส่ร้ายด้วยเรื่องไม่เป็นจริง

() ทำให้เกิดความลำบากมากหลายอย่าง

โทษแห่งการเที่ยวดูมหรสพ๖ประการคือ

() มีการรำที่ไหน(ไปที่นั่น)

() มีการขับร้องที่ไหน(ไปที่นั่น)

() มีการประโคมที่ไหน(ไปที่นั่น)

() มีเสภาที่ไหน(ไปที่นั่น)

() มีการบรรเลงที่ไหน(ไปที่นั่น)

() มีเถิดเทิงที่ไหน(ไปที่นั่น)

โทษแห่งการเล่นการพนันอันเป็นเหตุแห่งความประมาท๖ประการคือ

() ผู้ชนะย่อมก่อเวร

() ผู้แพ้ย่อมเสียดายทรัพย์ที่เสียไป

() เสียทรัพย์ทันตาเห็น

 () ถ้อยคำที่เป็นพยานในศาลก็เชื่อถือไม่ได้

() ถูกมิตรอำมาตย์ (เพื่อนร่วมงาน) ดูหมิ่น

()ไม่มีใครประสงค์จะแต่งงานด้วยเพราะเห็นว่าชายผู้นี้เป็นนักเลงการพนันไม่สามารถจะเลี้ยงดูภรรยาได้

โทษแห่งการคบคนชั่วเป็นมิตร๖ประการคือ

() เขามีนักเลงการพนันเป็นมิตรสหาย

() เขามีนักเลงเจ้าชู้เป็นมิตรสหาย

() เขามีนักเลงเหล้าเป็นมิตรสหาย

() เขามีคนหลอกลวงเป็นมิตรสหาย

() เขามีคนโกงเป็นมิตรสหาย

() เขามีโจรเป็นมิตรสหาย

โทษแห่งความเกียจคร้าน๖ประการคือ

() มักอ้างว่า“หนาวเกินไป”แล้วไม่ทำการงาน

() มักอ้างว่า“ร้อนเกินไป”แล้วไม่ทำการงาน

() มักอ้างว่า“เวลาเย็นเกินไป”แล้วไม่ทำการงาน

() มักอ้างว่า“เวลายังเช้าเกินไป”แล้วไม่ทำการงาน

() มักอ้างว่า“หิวเกินไป”แล้วไม่ทำการงาน

() มักอ้างว่า“กระหายเกินไป”แล้วไม่ทำการงานเมื่อเขามากไปด้วยการอ้างเลศผัดเพี้ยนการงานอยู่อย่างนี้โภคะที่ยังไม่เกิดก็ไม่เกิดขึ้นที่เกิดขึ้นแล้วก็ถึงความเสื่อมสิ้นไป๕๗

ดังนั้นพระผู้มีพระภาคจึงตรัสเป็นพระคาถาประพันธ์สรุปอบายมุขไว้ว่าเพื่อนในโรงสุราก็มีเพื่อนดีแต่พูดก็มีเมื่อมีเรื่องเกิดขึ้นผู้ใดเป็นเพื่อนได้ผู้นั้นจัดว่าเป็นเพื่อนแท้เหตุ๖ประการนี้คือ

() การนอนตื่นสาย() การเป็นชู้กับภรรยาผู้อื่น

() การผูกเวร() ความเป็นผู้ก่อแต่เรื่องเสียหาย

 () การมีมิตรชั่ว() ความตระหนี่จัด

ย่อมทำลายบุรุษให้พินาศคนมีมิตรชั่วมีเพื่อนชั่ว

มีมารยาทและความประพฤติชั่วย่อมเสื่อมจากโลกทั้งสองคือจากโลกนี้และจากโลกหน้าเหตุ๖ประการนี้คือ

() นักเลงการพนันและนักเลงหญิง

() นักเลงสุรา() ฟ้อนรำขับร้อง

() นอนหลับในกลางวันเที่ยวกลางคืน

() การมีมิตรชั่ว() ความตระหนี่จัด

ย่อมทำลายบุรุษให้พินาศผู้ใดเล่นการพนันดื่มสุราล่วงละเมิดหญิงผู้เป็นที่รักเสมอด้วยชีวิตของผู้อื่นคบแต่คนเลวและไม่คบหาคนเจริญ  ผู้นั้นย่อมเสื่อมเหมือนดวงจันทร์ข้างแรมฉะนั้นผู้ใดดื่มสุราไร้ทรัพย์ไม่ทำงานเลี้ยงชีพเป็นคนขี้เมาหัวทิ่มบ่อผู้นั้นจักจมลงสู่หนี้เหมือนก้อนหินจมน้ำจักทำความมัวหมองให้แก่ตนทันทีคนชอบนอนหลับในเวลากลางวันไม่ลุกขึ้นในเวลากลางคืนเป็นนักเลงขี้เมาประจำไม่สามารถครองเรือนได้ประโยชน์ทั้งหลายย่อมล่วงเลยหนุ่มสาวที่ละทิ้งการงานโดยอ้างว่า“เวลานี้หนาวเกินไปเวลานี้ร้อนเกินไปเวลานี้เย็นเกินไป”เป็นต้นส่วนผู้ใดทำหน้าที่ของบุรุษไม่ใส่ใจความหนาวความร้อนยิ่งไปกว่าหญ้าผู้นั้นย่อมไม่เสื่อมจากความสุข๕๘

.๗ทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องพระธรรมโกศาจารย์ (ประยูรธมฺมจิตฺโต) ได้กล่าวถึงการเผยแผ่เชิงรุก๕๙สรุปเนื้อความได้ว่าการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของคณะสงฆ์ในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นลักษณะตั้งรับคือการสอนและการแสดงธรรมะในวันพระและกิจกรรมทางศาสนาอยู่ในวัดเป็นส่วนใหญ่แต่ในปัจจุบันโลกอยู่ในยุคของการแข่งขันพระพุทธศาสนาจะเผยแผ่พระพุทธศาสนาแบบเชิงรับไม่ได้ต้องมีเชิงรุกด้วยท่านได้ยกตัวอย่างการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าในยุคแรกคือการเผยแผ่เชิงรุกจึงทำให้พระพุทธศาสนาเจริญอย่างรวดเร็วในขณะที่ศาสนาพราหมณ์เดิมอยู่ในลักษณะเผยแผ่แบบตั้งรับขณะนี้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาแห่งโลกคือเป็นศูนย์กลางในการติดต่อประสานงานสำหรับชาวพุทธทั่วโลกโดยมีศูนย์กลางอยู่ในประเทศไทยนี่คือการเผยแผ่เชิงรุกในระดับโลกการเผยแผ่เชิงรุกที่พระสงฆ์ต้องดำเนินการไปพร้อมกับการเผยแผ่เชิงรับคือการศึกษาสงเคราะห์การให้ทุนการศึกษาเด็กทั้งชั้นประถม, ชั้นมัธยมและมหาวิทยาลัยการส่งพระสงฆ์ไปสอนวิชาพระพุทธศาสนาตามโรงเรียนต่างๆเช่นโรงเรียนวิถีพุทธการให้การศึกษาพระพุทธศาสนาผ่านวิทยุ, โทรทัศน์เป็นต้นอีกส่วนหนึ่งก็คือสาธารณสงเคราะห์ได้แก่งานสังคมสงเคราะห์งานช่วยเหลือชาวบ้านโดยธรรมชาติมนุษย์เรื่องปากเรื่องท้องเป็นเรื่องสำคัญถ้าท้องยังหิวอยู่การพูดเรื่องอื่นๆก็ไม่มีประโยชน์ดังนั้นคณะสงฆ์ต้องช่วยเหลือชาวบ้านเช่นการพัฒนาแหล่งน้ำการช่วยเหลือผู้ประสพภัยต่างๆเช่นน้ำท่วม, ไฟไหม้, ผู้ประสบภัยสึนามิการสร้างสาธารณประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมเช่นโรงเรียนโรงพยาบาลสุขศาลาเป็นต้นอันที่จริงพระสงฆ์ก็ดำเนินการอยู่บ้างแล้วแต่ต้องทำให้ต่อเนื่องมิฉะนั้นจะไม่ทันศาสนาอื่นๆที่กำลังเผยแผ่เชิงรุกอย่างหนักอยู่ในขณะนี้มิฉะนั้นพระพุทธศาสนาก็จะอยู่ในเมืองไทยไม่นานถ้ามีแต่การเผยแผ่แบบตั้งรับอย่างเดียวต้องมีการเผยแผ่เชิงรุกอย่างมั่นคงตามไปด้วยพระธรรมโกศาจารย์ (ประยูรธมฺมจิตฺโต) ได้กล่าวไว้ในเรื่องพุทธวิธีบริหาร๖๐

สรุปความ

ได้ว่าหลังจากที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วเมื่อจะประกาศเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้แพร่หลายเป็นที่รู้จักของประชาชนพระองค์ก็ต้องใช้วิธีการเผยแผ่เชิงรุกท่านเรียกว่าพุทธวิธีบริหารมี๕ข้อคือ

          . พุทธวิธีในการวางแผนเมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วทรงแสดงธรรมจนกระทั่งมีพระสาวกพระองค์ก็ทรงวางแผนเผยแผ่พระพุทธศาสนาโดยส่งพระสาวกไปตามที่ต่างๆให้ไปแยกกันส่วนพระองค์เสด็จไปพระองค์เดียวที่แคว้นมคธในการวางแผนประกาศพระพุทธศาสนานั้นพระองค์กำหนดให้ทุกรูปกำหนดข้อปฏิบัติเหมือนกัน๒ข้อคือ

          () อัตตหิตสมบัติได้แก่การปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นทุกข์ส่วนตัว

            () ปรหิตปฏิบัติได้แก่การปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นทุกข์ของผู้อื่น

          . พุทธวิธีในการจัดองค์กรการรับบุคคลเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาไม่มีการกีด

กันเรื่องชั้นวรรณะเหมือนกับศาสนาพราหมณ์ทุกคนมีสิทธิเหมือนกันหมดแต่เมื่อบวชแล้วต้องเคารพกันตามลำดับพรรษาผู้ที่บวชทีหลังต้องเคารพผู้ที่บวชก่อนโดยไม่คำนึงถึงอายุเมื่อพระสงฆ์มากขึ้นพระองค์ก็มอบให้คณะสงฆ์บริหารจัดการกันเองเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นคณะสงฆ์ก็จัดการแก้ปัญหาเองตามหลักพระธรรมวินัยพระองค์ทรงแต่งตั้งพระเถระที่มีความเชี่ยวชาญในตำแหน่งนั้นๆที่เรียกว่าเอตทัคคะเพื่อรับภารธุระต่างๆเป็นการกระจายอำนาจให้ท่านเหล่านั้นช่วยงานคณะสงฆ์

          . พุทธวิธีในการบริหารงานบุคคลการรับคนเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาพระพุทธเจ้าทรงมอบความเป็นใหญ่แก่คณะสงฆ์ให้คณะสงฆ์ดำเนินการคัดเลือกในการให้อุปสมบทแก่กุลบุตรที่เรียกว่าญัตติจตุตถกรรมเมื่อบวชแล้วต้องศึกษาอยู่กับพระอุปัชฌาย์๕ปีจึงจะพ้นนิสัยมุตตกะคือพ้นจากการพึ่งพระอุปัชฌาย์แต่ก็ต้องศึกษาหลักธรรมในพระพุทธศาสนาเพราะหลักการศึกษาในพระพุทธศาสนายึดหลักไตรสิกขาคือศีล, สมาธิ, ปัญญาเนื่องจากพระองค์ประสงค์ให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติด้วยตนเองเพื่อความหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง

          . พุทธวิธีในการอำนวยการพระพุทธเจ้ามีคุณสมบัติของภาวะผู้นำที่พร้อมคือมีอัตตหิตสมบัติและปรหิตปฏิบัติจึงบริหารกิจการพระพุทธศาสนาเจริญไปด้วยดีเพราะพระองค์ไม่สั่งการด้วยการใช้อำนาจคือไม่ใช้วิธีเผด็จการแต่พระองค์เป็นพระธรรมราชาคือใช้หลักธรรมาธิปไตยในการปกครองอำนวยการจึงไม่มีปัญหาในองค์กรสงฆ์เมื่อพระองค์ปรินิพพานก็ไม่ได้ทรงแต่งตั้งใครเป็นศาสดาแทนแต่พระองค์ให้คณะสงฆ์ยึดหลักพระธรรมวินัยเป็นหลักในการปกครองเพราะพระองค์ยึดหลักธรรมาธิปไตย

          . พุทธวิธ๊ในการกำกับดูแลการกำกับดูแลคณะสงฆ์หมู่มากพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติพระวินัย๒๒๗ข้อเป็นเครื่องกำกับดูแลคณะสงฆ์เพื่อให้พระสงฆ์ประเมินตนเองว่าได้ปฏิบัติตามพระวินัยบัญญัติไว้หรือไม่ถ้าไม่ปฏิบัติก็มีบทลงโทษตามพระวินัยข้อนั้นๆนอกจากนั้นทุกกึ่งเดือนในวันพระ๑๕ค่ำมีประเพณีปฏิบัติเรียกว่าการสวดปาฎิโมกข์พระพุทธเจ้าทรงกำหนดให้พระภิกษุนำสิกขาบทที่ทรงบัญญัติไว้ในพระวินัยมาสวดให้กันและกันฟังเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจให้พระสงฆ์ปฏิบัติตามและตรวจสอบตัวเองนอกจากนั้นพระองค์ก็ทรงบัญญัติให้พระสงฆ์ทำการปวารณาคือการว่ากล่าวตักเตือนซึ่งกันและกันได้ต่อคณะสงฆ์ในวันออกพรรษาเหมือนกับการชี้ขุมทรัพย์โดยไม่มีการโกรธเคืองกันพระธรรมปิฎก (..ปยุตฺโต)๖๑ได้บรรยายเรื่องพุทธวิธีในการสอนสรุปได้ว่านักปราชญ์ทั้งหลายและพุทธศาสนิกทั้งหลายเคารพยกย่องและบูชาพระพุทธเจ้าในฐานะที่เป็นนักการสอนที่ยิ่งใหญ่ทรงมีพระปรีชาสามารถอย่างยอดเยี่ยมในการอบรมสั่งสอนได้ประสบความสำเร็จในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเป็นอย่างดีเพราะพระองค์มีคุณสมบัติผู้สอนเช่นด้าน

บุคลิกภาพคือพระวรกายสง่างามและพระสุรเสียงไพเราะโน้มน้าวให้ผู้ฟังอยากจะฟังด้านคุณธรรมพระองค์มีทั้งพระปัญญาคุณพระวิสุทธิคุณและพระกรุณาคุณและลีลาการสอนคือแจ่มแจ้งจูงใจหาญกล้าและร่าเริงวิธีการสอนของพระองค์พระองค์ใช้วิธีสอนแบบต่างๆเช่นแบบสนทนา, แบบบรรยาย, แบบตอบปัญหาและแบบวางกฎข้อบังคับส่วนกลวิธีและอุบายประกอบการสอนเช่นการยกอุทาหรณ์และการเล่านิทานประกอบ, การเปรียบเทียบด้วยข้ออุปมา,การใช้อุปกรณ์การสอน, การทำเป็นตัวอย่าง, การเล่นภาษาเล่นคำและใช้ในความหมายใหม่, อุบายเลือกคนและการปฏิบัติรายบุคคล, การรู้จักจังหวะและโอกาสความยืดหยุ่นในการใช้วิธีการ, การลงโทษและให้รางวัล, กลวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าพุทธวิธีการสอนที่พระองค์นำมาใช้การเผยแผ่พระพุทธศาสนาทำให้พระพุทธศาสนาเผยแผ่ไปทั่วประเทศอินเดียเพราะสมัยที่พระองค์เสด็จอุบัติในยุคที่ชมพูทวีปเป็นถิ่นนักปราชญ์มีเจ้าลัทธิมากมายต่างก็ถือว่าลัทธิของตัวเองดีที่สุดทั้งนั้นเช่นครูทั้งหกเป็นต้นคำสอนของพระองค์ขัดแย้งกับคำสอนเดิมและความเชื่อถือของคนในยุคนั้นเช่นเรื่องวรรณะ๔นอกจากนั้นขอบเขตการเผยแผ่คำสอนของพระองค์ก็กว้างขวางคือเสด็จไปสั่งสอนประชาชนซึ่งมีพื้นฐานที่แตกต่างกันตามแว่นแคว้นต่างๆทรงสอนคนเหล่านั้นให้เข้าใจและยอมเป็นศิษย์ของพระองค์นับแต่พระราชามหากษัตริย์ลงมาทีเดียว

พระสุธีวรญาณ (ณรงค์จิตฺตโสภโณ)๖๒ได้รวบรวมผลงานทางวิชาการเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาชื่อพุทธศาสตรปริทรรศน์รวมผลงานทางวิชาการเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาในบทความเรื่องพระพุทธศาสนากับการพัฒนาโดยเฉพาะตอนที่๑.๒บทบาทของวัดและพระสงฆ์ในปัจจุบันสรุปได้ว่า

() ความเปลี่ยนแปลงทำให้บทบาทของวัดเปลี่ยนไปคือเมื่อประเทศไทยได้มีการพัฒนาประเทศให้เท่าทันอารยธรรมตะวันตกในช่วง๑๐๐ปีที่ผ่านมาประเทศชาติได้พัฒนาตามตะวันตกความสำคัญของวัดก็เริ่มลดลงเรื่อยๆบทบาทเด่นๆของวัดเช่นการจัดการศึกษาเมื่อก่อนการศึกษาเริ่มที่วัดทั้งนั้นได้ถูกเปลี่ยนจากวัดเป็นผู้นำในการศึกษาบทบาทนี้กลายเป็นหน่วยงานรัฐบาลและเอกชนเป็นผู้นำไปการรักษาพยาบาลการทำสมุนไพรเป็นหน้าที่ของสถานีอนามัยและโรงพยาบาลไปการตัดสินคดีข้อพิพาทต่างๆเป็นหน้าที่ของศาลยุติธรรมเป็นต้นทั้งๆที่บทบาทเหล่านี้ในอดีตพระสงฆ์เป็นผู้นำทั้งสิ้น

          ()การฟื้นฟูบทบาทของพระสงฆ์ในปัจจุบันเมื่ออารยธรรมตะวันตกการศึกษาแผนใหม่การพัฒนาสมัยใหม่สื่อและการบันเทิงเพื่อการค้ามีการแพร่หลายในสังคมไทยสังคมก็เกิดผลกระทบทุกด้านและสังคมไทยมีวัฒนธรรมรับมากกว่าและนำมาใช้โดยไม่ปรับเปลี่ยนเข้ากับสภาพสังคมไทยบทบาทของพระสงฆ์ก็ถูกกระทบลดบทบาทที่มีอยู่ไปด้วยอย่างไรก็ตามวัดต่างๆก็พยายามแก้ปัญหาและได้แก้ไขปัญหาเหล่านั้นมี๓ลักษณะคือ

.๑แก้ด้วยกำลังและความพยายามของวัดเองเช่นวัดใหญ่ๆมีวัดบวรนิเวศวิหารวัดมหาธาตุยวราชรังสฤษฎิ์วัดไร่ขิงและวัดโสธรวรารามเป็นต้นด้วยการจัดการศึกษาเพื่อเยาวชนเช่นโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์การช่วยเหลือประชาชนด้านสังคมสงเคราะห์มอบทุนการศึกษาสร้างสาธารณประโยชน์ด้วยการอุดหนุนจากประชาชน

.๒ร่วมมือกับรัฐเพื่อแก้ปัญหาได้แก่คณะสงฆ์ทำโครงการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเชิงรุกเช่นโครงการพระธรรมทูตโครงการพระธรรมจาริกโครงการสาธารณสุขมูลฐานโครงการแผ่นดินธรรมแผ่นดินทองเป็นต้นโครงการเหล่านี้คณะสงฆ์ร่วมมือกับรัฐ

.๓ได้ร่วมมือกับองค์กรเอกชนในการแก้ปัญหาเช่นร่วมกับมูลนิธิเอเชียในการจัดกลุ่มประสานงานการพระพุทธศาสนาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจัดอบรมตามโครงการอบรมพระสงฆ์เพื่อการพัฒนาท้องถิ่นร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชนร่วมมือกับมูลนิธิหมอชาวบ้านจัด

อบรมพระสงฆ์ด้านอนามัยทั้งหนเหนือและหนกลางและจัดกลุ่มออมทรัพย์ขึ้นในท้องถิ่นชนบทร่วมกับมูลนิธิเผยแผ่ชีวิตอันประเสริฐ (ผชป.) เป็นต้น

          () พระสงฆ์กับการพัฒนาสังคมพระสงฆ์ได้ทำหน้าที่พัฒนาสังคมเมื่อประมวลแล้วมี๓ประการด้วยกันคือ

          .๑เป็นผู้นำทางด้านพัฒนาจิตวิญญาณของมนุษย์บทบาทของพระสงฆ์เหล่านี้

          .๒เป็นผู้ทำหน้าที่ให้การศึกษาแก่ประชาชนสถาบันสงฆ์ได้ทำหน้าที่ด้านการศึกษามาตลอดโดยเฉพาะเปิดโอกาสให้เด็กด้อยโอกาสทางการศึกษาจากชนบทที่ไม่มีโอกาสเข้าเรียนในโรงเรียนของรัฐก็ได้อาศัยการเพาะบ่มฝึกฝนอบรมจากสถาบันศาสนาเช่นการศึกษาที่คณะสงฆ์จัดได้แก่การศึกษาแผนกบาลี–นักธรรมและการศึกษาแผนใหม่ได้แก่มหาวิทยาลัยสงฆ์๒แห่งคือมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยจึงทำให้เกิดผู้มีความรู้ในทางพระพุทธศาสนาได้เป็นกำลังของพระศาสนาและช่วยเหลือสังคมประเทศชาติเป็นอย่างมากส่วนวิจัยเชิงสำรวจได้แก่ระเบียบวิธีการวิจัยมีขอบเขตการศึกษาค้นคว้ามีวิธีการดำเนินการวิจัยประชากรกลุ่มเป้าหมายและการเลือกกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและวิจัยภาคสนามนำมาวิเคราะห์เชิงสถิติโดยใช้ค่าสถิติพื้นฐานได้แก่ค่าร้อยละค่าเฉลี่ยโดยใช้โปรแกรมSPSS ช่วยในการประมวลผลทุกขั้นตอนศึกษาวิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระราชวิทยาคม (หลวงพ่อคูณปริสุทฺโธ) โดยได้สัมภาษณ์ท่านเกี่ยวกับวิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในปัจจุบันและทราบถึงทัศนคติของท่านในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาศึกษาค้นคว้าวัตรปฏิบัติอันเป็นปฏิปทาที่น่าเลื่อมใสยิ่งของหลวงพ่อหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนาที่ท่านใช้ในการเผยแผ่หรือประกาศและวิธีการเผยแผ่ที่ท่านใช้บ่อยที่สุดคือการสนทนาธรรมและตอบคำถามถือว่าเป็นวิธีการที่ท่านใช้สื่อถึงผู้ฟังง่ายที่สุดไม่ต้องมีพิธีรีตองมากมายตลอดถึงการใช้บุคลิกลักษณะคือท่านั่งการพูดภาษาพื้นบ้านและการสร้างอารมณ์ขันให้แก่ผู้ฟังอยู่เสมอความสัมฤทธิผลในการเผยแผ่ที่มีคนทุกชั้นตั้งแต่กษัตริย์คนรวยคนจนต่างพากันเข้าไปกราบนมัสการและทัศนคติของคนเหล่านั้นที่มีต่อหลวงพ่อคูณผลของการสำรวจที่ได้มาจากการลงมือทำโดยใช้แบบสอบถามแบ่งออกเป็นผลของ

          ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับผู้ตอบแบบสอบถามผลของการเปิดรับสารผลของลักษณะของผู้ส่งสารคือ

          บุคลิกภาพและการใช้สื่อภาษาในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและผลของการแสดงความคิดเห็นต่อวิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและเนื้อหาธรรมที่ใช้เผยแผ่พระพุทธศาสนาของท่านผลการวิจัยพบว่าหลวงพ่อคูณท่านเป็นพระที่ประชาชนศรัทธาเคารพนับถือเป็นอย่างมากเพราะท่านประสบความสำเร็จในการสื่อสารจะเป็นการสนทนาหรือตอบปัญหาหรือว่าการใช้สื่อสัญลักษณ์คือการเคาะหัวแทนการประพรมน้ำพุทธมนต์และวัตถุมงคลการฝังตะกรุดจะมีคนทุกระดับเข้าไปหาท่านมิได้ขาด

          พระมหาสัญญาปญฺญาวิจิตฺโต (โปร่งใจ)๖๔ได้ทำการศึกษาวิจัยเรื่อง“ศึกษารูปแบบและแนวทางการเผยแผ่พุทธธรรมของพระครูพิศาลธรรมโกศล (สุพจน์กญฺจนิโก. “หลวงตา”-“แพรเยื่อไม้) ในงานวิจัยนี้ผู้วิจัยได้สรุปว่างานวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษารูปแบบและแนวทางการเผยแผ่พุทธธรรมของพระครูพิศาลธรรมโกศล (สุพจน์กญฺจนิโก, “หลวงตา”-“แพรเยื่อไม้”) ซึ่งผู้เขียนได้ศึกษาแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการเผยแผ่พุทธธรรมและสื่อสารตามหลักนิเทศศาสตร์วรรณกรรมและเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องการศึกษารูปแบบและแนวทางการเผยแผ่พุทธธรรมของพระครูพิศาลธรรมโกศล(สุพจน์ กญฺจนิโก, “หลวงตา”-“แพรเยื่อไม้”) ทั้ง๓ประเภทคือ๑. การเทศนา (เทศน์มหาชาติเทศน์ธรรมวัตร) . การปาฐกถา-บรรยายธรรมอภิปรายสนทนาและโต้วาที๓. เขียนหนังสือบทความวรรณกรรมเรื่องสั้นต่างๆซึ่งรูปแบบดังกล่าวมีวิธีการนำเสนอ๔วิธีคือ๑. การนำเสนอโดยตรง

          . การนำเสนอโดยเปรียบเทียบ๓. การนำเสนอโดยใช้การเชื่อมโยง๔. การนำเสนอโดยการใช้ตัวอย่างและจากการศึกษาแนวทางการใช้สำนวนภาษาของท่านซึ่งปรากฏอยู่ในรูปแบบดังกล่าวมานั้นผู้วิจัยพบว่ามีลักษณะเด่น๓ประการคือ

          . การใช้ถ้อยคำมีการใช้คำง่ายและการใช้คำเชิงสัพยอก

          . การใช้ภาพพจน์มีการใช้ภาพพจน์อุปมาภาพพจน์บุคลาธิษฐานและภาพพจน์การเลียนเสียงธรรมชาติ         

          . การใช้สำนวนพุทธศาสนสุภาษิตสุภาษิตคำพังเพยคำคมคำกลอนและแหล่มาประกอบการเปรียบเทียบความสอดคล้องระหว่างการเผยแผ่พุทธธรรมของพระครูพิศาลธรรมโกศล (สุพจน์กญฺจนิโก, “หลวงตา”-“แพรเยื่อไม้”) กับวิธีการสอนของพระพุทธเจ้าและสื่อสารตามหลักนิเทศศาสตร์ผู้วิจัยพบว่ามีความสอดคล้องกันทั้ง๒วิธีการ

          ผลการวิจัยพบว่าท่านได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเทศน์มหาชาติและการเทศน์ธรรมวัตรตามแบบประเพณีโบราณดังกล่าวมาเป็นการเทศน์มหาชาติแบบประยุกต์และนำเข้ามาสู่การปาฐกถาธรรม–บรรยายธรรมอภิปรายโต้วาทีและการสนทนาธรรมแบบร้อยแก้วเป็นต้นนอกจากนี้ยังใช้การเผยแผ่พุทธธรรมผ่านสื่อมวลชนแขนงต่างๆเช่นวิทยุกระจายเสียงโทรทัศน์หนังสือพิมพ์นิตยสารวารสารแถบบันทึกเสียงและจัดพิมพ์หนังสือธรรมะออกเผยแผ่เป็นต้นโดยมีจุดมุ่งหมายคือมุ่งที่จะให้ผู้ฟังที่มีโลภะโทสะโมหะก็ให้หายจากโลภะโทสะโมหะลงบ้างผู้ฟังที่มีความทุกข์ก็ให้คลายจากความทุกข์ลงบ้างผู้ฟังที่มีความประพฤติไม่ดีอย่างใดอย่างหนึ่งก็ให้เลิกลดละได้หรือผ่อนให้คลายลงได้โดยเฉพาะวรรณกรรมเรื่องสั้นได้สะท้อนให้เห็นค่านิยมและปัญหาต่างๆที่ปรากฏอยู่ในสังคมไทยในสมัยนั้นท่านได้ให้คำแนะนำและเสนอความคิดเห็นเชิงแก้ไขปรับปรุงในเรื่องต่างๆชักจูงโน้มน้าวจิตใจบุคคลให้ประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้องตามหลักพุทธธรรมและส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาตนเองเพื่อให้เกิดความสงบสุขในครอบครัวส่งเสริมให้เกิดความสงบสุขในสังคมและส่งเสริมให้เกิดจิตสำนึกในเรื่องต่างๆที่สังคมไทยยังบกพร่องรวมความว่าท่านมีทั้ง“ศาสตร์”และ“ศิลป์”ในการนำเสนอหรือเผยแผ่พุทธธรรม(ศาสตร์คือความรู้ส่วนศิลป์คือเทคนิคหรือวิธีการ) ซึ่งท่านนำมาใช้จนเป็นเอกลักษณ์ของท่านและได้เป็นรูปแบบหนึ่งที่เป็นแนวทางขององค์การเผยแผ่วัดประยุรวงศาวาสนำมาประยุกต์ใช้ในปัจจุบันดังนั้นรูปแบบและแนวทางการเผยแผ่พุทธธรรมของพระครูพิศาลธรรมโกศล (สุพจน์ กญฺจนิโก, “หลวงตา”-“แพรเยื่อไม้”) จึงอาจเป็นแบบอย่างเป็นบรรทัดฐานแห่งการเผยแผ่พุทธธรรมที่วัดต่างๆสามารถนำไปศึกษาเพื่อเผยแผ่พุทธธรรมอย่างมีประสิทธิภาพได้

          พระครูปลัดศิริวัฒน์สญฺญจิตฺโต (วิชาผา)๖๕ได้ทำการศึกษาวิจัยเรื่อง“ความพึงพอใจต่อการเผยแผ่ธรรมในวันธรรมสวนะของพุทธศาสนิกชน: กรณีศึกษาเขตบางกอกใหญ่กรุงเทพมหานคร”ในงานวิจัยนี้ผู้วิจัยได้สรุปว่าการศึกษาของท่านมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงคุณลักษณะทางประชากรศาสตร์ของพุทธศาสนิกชนต่อการเผยแผ่ธรรมในวันธรรมสวนะและเกิดความพึงพอใจการนำมาใช้ประโยชน์ที่ได้จากการฟังธรรมะและเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะประชากรศาสตร์ที่มีต่อการเผยแผ่ธรรมในวันธรรมสวนะ (วันพระ๘ค่ำ๑๕ค่ำหรือ๑๔ค่ำ) พร้อมทั้งผู้ที่มาร่วมปฏิบัติกิจกรรมในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาโดยมีการเปิดรับข่าวสารด้านพุทธธรรมเพื่อนำไปพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนทั้งส่วนตนและสังคม

บางครั้งไม่เหมาะกับกลุ่มผู้ฟังและพระสงฆ์ยึดติดกับรูปแบบเดิมๆในการสื่อธรรมะแก่ผู้ฟังจึงทำให้บางครั้งเกิดการเชื่อมั่นในตนเองมากเกินไปจากปัญหาและอุปสรรคดังกล่าวพระสงฆ์ทั้งในอดีตและปัจจุบันคือผู้นำทางจิตวิญญาณต้องปฏิบัติการเผยแผ่ธรรมในเชิงรุกเพื่อเป็นผู้นำทางสังคมเป็นกัลยาณมิตรคอยแนะนำพร่ำสอนให้รู้กระบวนการสื่อสารทางธรรมะคือให้ละอายชั่วกลัวบาปให้ตั้งอยู่ในคุณความดีปฏิบัติธรรมกรรมฐานโดยเจริญสติปัญญาหมั่นเข้าวัดฟังธรรมจำศีลก็จะพบแต่ความเจริญรุ่งเรืองอันเป็นอุดมมงคลสูงสุดในชีวิตผลครั้งนี้เป็นการประเมินผู้ฟังธรรมในวันธรรมสวนะแล้วนำผลไปใช้ในการวางแผนกำหนดพุทธวิธีการสื่อสารด้านพุทธธรรมเพื่อนำธรรมะไปเผยแผ่พัฒนาสังคมให้เกิดสันติสุขสันติภาพภายในจิตใจอันเป็นเป้าหมายสูงสุดในทางพระพุทธศาสนาสืบไปยุทธพงษ์แสงโสดา๖๖ได้ทำการศึกษาวิจัยเรื่อง“บทบาทพระสงฆ์กับการแก้ปัญหาสังคมไทยศึกษาเฉพาะกรณีกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์จังหวัดจันทบุรี”ในงานวิจัยนี้ผู้วิจัยได้สรุปว่าการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหลักเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธที่ปรากฏในพระไตรปิฎกและบทบาทพระสงฆ์ที่มีต่อกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์จังหวัดจันทบุรีวิธีการดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น๒ส่วนคือภาคเอกสารและภาคสนามภาคเอกสารศึกษาหลักเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธอ้างพระไตรปิฎกส่วนภาคสนามแบ่งเป็น๒กลุ่มได้แก่๑. สัมภาษณ์แบ่งเป็น๒กลุ่มคือ๑. พระสงฆ์ที่ปรึกษาจำนวน๑๐รูปประธานกลุ่มและสมาชิกกลุ่ม๒๐๐คนรวม๒๑๐คน๒. สังเกตอย่างมีส่วนร่วมจำนวน๒๐คนผลการศึกษาพบว่าหลักเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธมี๒ระดับระดับพื้นฐานเช่นทิฎฐธัมมิกัตถะอธิษฐานธรรมฆราวาสธรรมสังคหวัตถุเป็นวิธีการแสวงหาเก็บรักษาและใช้จ่ายทรัพย์อย่างเหมาะสมและพอเพียงในการดำรงชีพระดับสูงได้แก่การยึดถือสันโดษอริยทรัพย์อริยมรรคและอริยสัจเป็นหลักในการสร้างและพัฒนาจิตใจจากการสัมภาษณ์พบว่าพระสงฆ์ที่ปรึกษากลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ตั้งกลุ่มเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจโดยเปลี่ยนจากวิธีแสดงธรรมเทศนาเป็นวิธีนำธรรมะมาปฏิบัติจริงโดยการระดมเงินออมช่วยเหลือกันเองจากการสังเกตอย่างมีส่วนร่วม๖ประเด็นได้แก่สภาพชุมชนการดำเนินชีวิตการมีส่วนร่วมในกิจกรรม

กลุ่มวิธีทำงานของกลุ่มความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกและความหมายของการเข้าร่วมกลุ่มพบว่าเป็นชุมชนแบบดั้งเดิมมีการเคลื่อนย้ายแรงงานน้อยและมีวัฒนธรรมเครือญาติผู้นำกลุ่มทำงานอย่างเสียสละให้แก่กลุ่มและเป็นที่ปรึกษาแก่สมาชิกส่วนสมาชิกนำเงินฝากกับกลุ่มเพื่อกู้ยืมเป็นส่วนมากในระยะแรกไม่ค่อยมั่นใจกับการดำเนินงานของกรรมการตลอดทั้งมีพระเป็นที่ปรึกษาจึงเกิดความเชื่อมั่นต่อกลุ่มว่าสามารถช่วยเหลือสมาชิกในเวลาจำเป็นเรื่องเงินได้จริงผลการวิจัยมีข้อเสนอแนะว่าควรส่งเสริมให้ชุมชนมีการแสวงหาและออมทรัพย์โดยเฉพาะอริยทรัพย์รัฐควรส่งเสริมกิจกรรมกลุ่มออมทรัพย์โดยออกกฎหมายรับรองสื่อสารมวลชนควรขยายแนวคิดและกิจกรรมกลุ่มให้แพร่หลาย

          จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องดังกล่าวข้างต้นสรุปได้ว่าวิธีการเผยแผ่ธรรมะเชิงรุกในสมัยพุทธกาลพบว่าคุณสมบัตินักเผยแผ่ลีลาการสอนและหลักคำสอนเป็นสิ่งสำคัญเบื้องต้นที่ดึงดูดผู้ฟังการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าตั้งแต่เริ่มประกาศพระศาสนาใช้วิธีเผยแผ่แบบเชิงรุกคือการเสด็จเข้าไปหาผู้นำทางศาสนาการเมืองและทางเศรษฐกิจการเสนอคำสอนที่เป็นแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาการเยี่ยมเยียนตามบ้านเรือนต่างๆการบริการชุมชนให้คำแนะนำการดำรงชีวิตอย่างมีความสุขการปรับพระองค์ให้เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นต้นจึงทำให้การเผยแผ่ประสบความสำเร็จในยุคสมัยของพระองค์

          ในยุคหลังพุทธกาลรูปแบบการเผยแผ่ธรรมะที่รุ่งเรืองที่สุดคือสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราชพระองค์เป็นพระธรรมราชาทรงใช้หลักพระพุทธศาสนาในการปกครองประชาชนนอกจากนี้พระองค์ส่งสมณทูตไปเผยแผ่ยังประเทศต่างๆการเผยแผ่เชิงรุกในประเทศไทยที่โดดเด่นของพระสงฆ์คือการศึกษาสงเคราะห์ได้แก่การช่วยเหลือประชาชนทางการศึกษาและสาธารณสงเคราะห์ได้แก่ทำงานสาธารณประโยชน์ต่างๆแก่ชุมชนรูปแบบการจัดกิจกรรมในสวนคือการจัดกิจกรรมทางศาสนาโดยการนิมนต์พระสงฆ์มาแสดงพระธรรมเทศนาทำบุญตักบาตรถวายสังฆทานเป็นต้นเป็นการนำวัดมาสู่ชุมชนในรูปแบบของคนเมืองหลวงที่มีเวลาน้อยการนำหลักธรรมเหล่านี้คือเบญจศีลเบญจธรรมพรหมวิหารธรรมฆราวาสธรรมทิศ๖และอบายมุข๖มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันซึ่งเป็นคุณธรรมพื้นฐานสำหรับการพัฒนาชีวิตของตนเองและการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข

          ๑๖.๒รู้จักข่มใจและควบคุมจิตใจตนเองด้วยสติปัญญา

          ๑๖.๓ตั้งใจทำหน้าที่การงานด้วยความขยันหมั่นเพียรไม่ท้อถอย

          ๑๖.๔สละความสุขสบายและผลประโยชน์ส่วนตนได้ไม่คับแคบเห็นแก่ตัวหรือเอาแต่ใจตัว

          ๑๗. ทิศ๖

          ๑๗.๑การบำรุงเลี้ยงดูบิดามารดา

          ๑๗.๒การปฎิบัติตนตามคำแนะนำของครูอาจารย์

          ๑๗.๓การดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกันต่อภรรยาหรือสามี

          ๑๗.๔ความจริงใจในการคบมิตร

          ๑๗.๕ความเมตตาต่อผู้ใต้บังคับบัญชา(ลูกน้อง)

          ๑๗.๖การอุปถัมถ์พระภิกษุสามเณรหรือผู้ทรงศีล

          ๑๘. อบายมุข๖

          ๑๘.๑การดื่มสุราและของมึนเมา

          ๑๘.๒การเที่ยวเตร่ในยามค่ำคืน

          ๑๘.๓การเที่ยวดูหนังฟังเพลงตามสถานบันเทิง

          ๑๘.๔การเล่นพนันประเภทต่างๆ

          ๑๘.๕การคบนักเลงอันธพาล

          ๑๘.๖ความเกียจคร้านในการทำงาน

สรุปผลการ

          . จากการศึกษาวิธีการเผยแผ่ธรรมะเชิงรุกในสมัยพุทธกาพบว่าคุณสมบัตินักเผยแผ่ลีลาการสอนและหลักคำสอนเป็นสิ่งสำคัญเบื้องต้นที่ดึงดูดผู้ฟังการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าตั้งแต่เริ่มประกาศพระศาสนาใช้วิธีเผยแผ่แบบเชิงรุกคือการเสด็จเข้าไปหาผู้นำทางศาสนาการเมืองและทางเศรษฐกิจการเสนอคำสอนที่เป็นแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาการเยี่ยมเยียนตามบ้านเรือนต่างๆการบริการชุมชนให้คำแนะนำการดำรงชีวิตอย่างมีความสุขการปรับพระองค์ให้เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นต้นจึงทำให้การเผยแผ่ประสบความสำเร็จในยุคสมัยของพระองค์

          ในยุคหลังพุทธกาลรูปแบบการเผยแผ่ธรรมะที่รุ่งเรืองที่สุดคือสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราชพระองค์เป็นพระธรรมราชาทรงใช้หลักพระพุทธศาสนาในการปกครองประชาชนนอกจากนี้พระองค์ส่งสมณทูตไปเผยแผ่ยังประเทศต่างๆการเผยแผ่เชิงรุกในประเทศไทยที่โดดเด่นของพระสงฆ์คือการศึกษาสงเคราะห์ได้แก่การช่วยเหลือประชาชนทางการศึกษาและสาธารณสงเคราะห์ได้แก่ทำงานสาธารณประโยชน์ต่างๆแก่ชุมชนรูปแบบการจัดกิจกรรมในสวนคือการจัดกิจกรรมทางศาสนาโดยการนิมนต์พระสงฆ์มาแสดงพระธรรมเทศนาทำบุญตักบาตรถวายสังฆทานเป็นต้นเป็นการนำวัดมาสู่ชุมชนในรูปแบบของคนเมืองหลวงที่มีเวลาน้อยการนำหลักธรรมเหล่านี้คือเบญจศีลเบญจธรรมพรหมวิหารฆราวาสธรรมทิศ๖และอบายมุข๖มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันซึ่งเป็นคุณธรรมพื้นฐานสำหรับการพัฒนาชีวิตของตนเองและการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข

          ๑หลักการและเหตุผล

          การทำบุญใส่บาตรการถือศีลฟังธรรมการปฏิบัติธรรมเป็นบุญกิริยาวัตถุที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายใฝ่ใจปฏิบัติเป็นปกติเป็นวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมานานและนับเป็นเอกลักษณ์อันงดงามของชนชาวไทยตลอดมาแต่เนื่องจากปัจจุบันภาวะเร่งรัดในการครองชีพและการจราจรที่แออัดทำให้เกิดความไม่สะดวกในการทำกิจกรรมดังกล่าวเพื่อให้พุทธศาสนิกชนทั้งหลายได้มีโอกาสทำบุญกิริยาวัตถุทั้งสามได้สะดวกขึ้นง่ายขึ้นจึงขอใช้สถานที่ของสวนสาธารณะหรือสถานที่ที่อยู่ในระหว่างชุมชนซึ่งมีพื้นที่กว้างขวางสะดวกสบายในการเดินทางพร้อมทั้งความร่มรื่นของธรรมชาติอันประกอบด้วยพฤกษานานาพันธุ์ที่จะทำให้รู้สึกผ่อนคลายจากความเคร่งเครียดกับงานประจำและเป็นสถานที่ซึ่งเด็กๆสามารถเข้ามาเล่นและร่วมกิจกรรมได้เป็นการสร้างบรรยากาศครอบครัวที่ดีและอบอุ่นแนวคิดดังกล่าวจะเป็นการนำธรรมะเข้าสู่จิตใจประชาชนในเชิงรุกโดยเริ่มจากระดับพื้นฐานที่ง่ายๆและซึมซับไปสู่เด็กๆที่ถึงแม้จะฟังธรรมะไม่เข้าใจแต่ได้มาเล่นใกล้ๆในบริเวณใกล้เคียงกับงานก็จะทำให้รู้ถึงวัฒนธรรมประเพณีและค่อยๆเข้าใจเป็นลำดับตามอายุแทนที่จะไปหลงใหลกับสิ่งยั่วยวนตามศูนย์การค้าโรงภาพยนตร์หรือยาเสพติดสำหรับการศึกษาธรรมในระดับสูงขึ้นที่เหมาะสมกับผู้ครองเรือนก็สามารถแนะนำสถานที่ที่สามารถศึกษาได้อย่างถูกต้องตามจริงของแต่ละท่านได้ต่อไป

          . วัตถุประสงค์หลัก

          .๑เพื่อเผยแผ่พุทธศาสนาให้เข้าสู่ประชาชนรวมทั้งทำให้เกิดความเข้าใจอันดีและถูกต้องต่อพระพุทธศาสนา

          .๒เพื่อส่งเสริมการปฏิบัติกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาพื้นบ้านอันได้แก่การใส่บาตรฟังธรรมปฏิบัติกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาพื้นฐานอันได้แก่การใส่บาตรฟังธรรมปฏิบัติธรรมตามวิถีที่ถูกต้องในบรรยากาศที่ผ่อนคลายและไปมาสะดวก

          .๓เพื่อสร้างบรรยากาศให้เกิดการสังสรรค์ในหมู่ชาวพุทธที่อยู่ย่านเดียวกัน

          .๔เพื่อดึงเยาวชนให้เข้ามาร่วมกิจกรรมโดยจัดงานให้สอดคล้องและจูงใจ

          .๕เพื่อจัดกิจกรรมอื่นที่เหมาะสมกับสถานที่และไม่ขัดต่อวัตถุประสงค์หลัก

          . กลุ่มเป้าหมาย

          .๑กลุ่มที่ใช้สถานที่ที่จัดงานเช่นผู้มาออกกำลังกายในกรณีที่เป็นสวนสาธารณะฯลฯ

          .๒กลุ่มที่อยู่อาศัยและประกอบธุรกิจรวมทั้งองค์กรต่างๆที่อยู่ใกล้เคียงกับสถานที่ที่จัดงานเช่นโรงเรียนโรงแรมห้างสรรพสินค้า

          .๓กลุ่มเยาวชนในบริเวณใกล้เคียง

          .๔กลุ่มชาวต่างประเทศที่มาพักอาศัยในบริเวณใกล้เคียง

          .๕ประชาชนทั่วไปที่ศรัทธาและสนใจ

          . ผู้ดำเนินงาน

          .๑จัดตั้งเป็นชมรมขึ้นเพื่อร่วมกันคิดร่วมกันทำ

          .๒เชิญกลุ่มเป้าหมายทุกกลุ่มเข้าร่วมเป็นกรรมการและสมาชิกชมรม

          .๓ดำเนินการเลือกประธานรองประธานเลขาธิการและผู้รับหน้าที่ในชมรม

          .๔เลือกสถานที่ที่เหมาะสมเป็นที่จัดการประชุม

          . การดำเนินการ

          .๑จัดกิจกรรมต่างๆตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้โดยกำหนดกิจกรรมเวลาจัดกิจกรรมเป้าหมายของผู้ร่วมกิจกรรมให้ชัดเจนและจัดการดำเนินงานให้ลุล่วงตามเป้าหมายและมีการประชุมประเมินผลการจัดกิจกรรมทุกครั้งเก็บบันทึกไว้เพื่อสรุปผลปลายปีด้วย

          .๒การดำเนินงานทุกอย่างต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้หากจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมจะต้องได้รับการยินยอมจากคณะกรรมการซึ่งออกเลียงไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง

          .๓กิจกรรมใดหากมีผลประโยชน์เกิดขึ้นมีผู้บริจาคหรือให้การสนับสนุนผลประโยชน์จะต้องนำมาเป็นของชมรมเป็นค่าใช้จ่ายในการทำกิจกรรมของชมรมเท่านั้นไม่นำมาเป็นประโยชน์ของกรรมการผู้หนึ่งผู้ใดหรือไม่นำไปทำกิจกรรมอื่นที่ไม่ใช่กิจกรรมของชมรมเว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากกรรมการส่วนใหญ่ซึ่งจะต้องมีความเห็นยินยอม๓ใน๔ของกรรมการ

          .๔สมาชิกทุกคนต้องระมัดระวังไม่ให้ชมรมตกเป็นเครื่องมือของการเมืองการค้าหรือการทำธุรกิจใดๆไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อมไม่ว่าจะเป็นโดยบุคคลหรือนิติบุคคลก็ตามหากมีเหตุโน้มเองว่าจะเกิดเหตุดังกล่าวขึ้นสมาชิกต้องนำเรื่องเข้าหารือในที่ประชุมชมรมให้พิจารณาทันทีเพื่อหาทางป้องกันมิให้เกิดขึ้น

          .๕กรรมการชุดหนึ่งมีอายุการทำงาน๒ปีแล้วให้มีการประชุมใหญ่เพื่อเลือกตั้งกรรมการใหม่กรรมการชุดเดิมสามารถเป็นกรรมการใหม่ซ้ำได้

          .๖ถ้าหากจำเป็นต้องล้มเลิกชมรมและชมรมที่ทรัพย์สินอยู่จะต้องยกทรัพย์สินให้เป็นการกุศลในพระพุทธศาสนากรรมการหรือสมาชิกทุกคนไม่มีส่วนในทรัพย์สินนั้นการเผยแผ่ธรรมะเชิงรุกตามวิถีพุทธ: ศึกษาเฉพาะกรณี

          ตอนที่๒ความรู้ความเข้าใจในหลักธรรมทางพุทธศาสนา

          . การฆ่าสัตว์ตัวเล็กๆเช่นยุงมดปลวกไม่บาปเพราะเป็นสัตว์ที่ไม่มีประโยชน์

          . เพียงแค่คิดทำร้ายผู้อื่นยังไม่บาปเพราะยังไม่ได้ลงมือกระทำ

          . การเก็บของมีค่าได้เมื่อหาเจ้าของไม่พบสิ่งของนั้นควรเป็นของผู้เก็บได้โดยชอบธรรม

          . การนำสิ่งของของผู้อื่นแม้จะไม่สนิทกันไปใช้ก่อนได้รับอนุญาตไม่ถือเป็นการขโมย

          . ความมักน้อยสันโดษไม่ควรอยู่ในความคิดของฆราวาสเพราะจะทำให้ยากจนประเทศไม่พัฒนาก้าวหน้า

          . การมีคู่นอนหลายคนไม่ผิดศีลข้อ๓ถ้าสามีหรือภรรยายินยอมและทำใจได้

          . นักศึกษาเดือดร้อนค่าเรียนจึงมาขายบริการทางเพศผู้ใช้บริการไม่ผิดศีลธรรมเพราะถือว่าช่วยเหลือเกื้อกูล

          . การเคร่งครัดศีล๕จะเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ

          . ความมักน้อยสันโดษไม่ควรใช้ในการดำเนินธุรกิจเพราะจะทำให้คนขาดการกระตือรือล้นและไม่ขวนขวายในการดำเนินธุรกิจ

          ๑๐. การพูดโกหกให้คนฟังสบายใจถือว่าไม่เป็นบาปแต่เป็นกุศโลบาย

          ๑๑. การดื่มของมึนเมาเพื่อเข้าสังคมเช่นสุราไวน์เพียงเล็กน้อยถือว่าไม่ผิดศีล

          ๑๒. ธรรมะเป็นสิ่งที่ช่วยให้โลกมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยไม่เดือดร้อนและไม่สับสนวุ่นวาย

          ๑๓. มนุษย์ไม่ควรมีความละอายต่อบาปแต่ควรมีความกลัวต่อบาป

          ๑๔. การให้ความเป็นธรรมนั้นจะต้องปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเป็นธรรมไม่ว่าจะเป็นคนดีหรือคนชั่วก็ตาม

          ๑๕. ผู้ทำความดีย่อมได้รับผลดีตอบแทนทำความชั่วย่อมได้รับผลชั่วตอบแทน

          ๑๖. ผู้ที่ประพฤติตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาย่อมดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข

          ๑๗. หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาสามารถนำไปใชแก้ปัญหาต่างๆได้เป็นอย่างดี

          ๑๘. หลักธรรมทางพระพุทธศาสนามีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของชาวพุทธเท่านั้น

          ตอนที่๓การปฎิบัติตนของพุทธศาสนิกชนที่เข้าร่วมกิจกรรมต่อการนำหลักธรรมไปใช้ในการดำรงชีวิต

. การปฎิบัติตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา

. การไหว้พระและสวดมนต์ก่อนเข้านอน

. การทำบุญใส่บาตรพระสงฆ์ตอนเช้า

. การเข้าร่วมกิจกรรมในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา

. การให้ทานทรัพย์ที่เหลือใช้แก่บุคคลอื่น

. การปฎิบัติตนให้เหมาะสมกับฐานะของตน

. การไม่เบียดเบียนผู้อื่นทั้งกายวาจาและใจ

. ความพึงพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่

. การปฎิบัติตนโดยพูดจาสุภาพอ่อนน้อมและไม่ถือตัว

๑๐. การยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นที่มีเหตุผล

๑๑. การดำรงชีวิตอย่างเรียบง่ายและไม่ฟุ่มเฟือย

๑๒. การบริจาคทรัพย์เพื่อทำบุญในโอกาสต่างๆเช่นการทอดกฐินการทำนุบำรุงศาสนาฯลฯ

๑๓. เบญจศีล

๑๓.๑เว้นจากการฆ่าสัตว์และเบียดเบียนสิ่งมีชีวิต

๑๓.๒เว้นจากการลักทรัพย์ของผู้อื่น

๑๓.๓เว้นจากการประพฤติผิดทางเพศ

๑๓.๔เว้นจากการพูดโกหก

๑๓.๕เว้นจากการดื่นสุราของมึนเมาหรือสิ่งเสพติด

๑๔.เบญจธรรม

๑๔.๑ความมีเมตตาต่อสิ่งมีชีวิตทั้งปวง

๑๔.๒การประกอบอาชีพสุจริต

๑๔.๓ความพึงพอใจในคู่ครองของตน

๑๔.๔ความมีสัจจะ (ความจริงใจ) ต่อตนเองและผู้อื่น

๑๔.๕ความมีสติสัมปชัญญะอยู่ตลอดเวลา

๑๕. พรหมวิหารธรรม

๑๕.๑การมีความรักให้กับเพื่อนด้วยความจริงใจ

๑๕.๒การช่วยเหลือผู้อื่นที่มีทุกข์โดยไม่หวังผลตอบแทน

๑๕.๓การยินดีกับผู้อื่นที่ประสบความสำเร็จ

๑๕.๔การวางใจเป็นกลางไม่เข้าข้างใครด้วยใจที่บริสุทธิ์ยุติธรรม

๑๖. ฆราวาสธรรม

๑๖.๑มีความจริงใจพูดจริงทำจริงและซื่อสัตย์เสมอ

๑๖.๒รู้จักข่มใจและควบคุมจิตใจตนเองด้วยสติปัญญา

๑๖.๓ตั้งใจทำหน้าที่การงานด้วยความขยันหมั่นเพียรไม่ท้อถอย

๑๖.๔สละความสุขสบายและผลประโยชน์ส่วนตนได้ไม่คับแคบเห็นแก่ตัวหรือเอาแต่ใจตัว

๑๗. ทิศ๖

๑๗.๑การบำรุงเลี้ยงดูบิดามารดา

๑๗.๒การปฎิบัติตนตามคำแนะนำของครูอาจารย์

๑๗.๓การดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกันต่อภรรยาหรือสามี

๑๗.๔ความจริงใจในการคบมิตร

๑๗.๕ความเมตตาต่อผู้ใต้บังคับบัญชา(ลูกน้อง)

๑๗.๖การอุปถัมถ์พระภิกษุสามเณรหรือผู้ทรงศีล

๑๘. อบายมุข๖

๑๘.๑การดื่มสุราและของมึนเมา

๑๘.๒การเที่ยวเตร่ในยามค่ำคืน

๑๘.๓การเที่ยวดูหนังฟังเพลงตามสถานบันเทิง

๑๘.๔การเล่นพนันประเภทต่างๆ

๑๘.๕การคบนักเลงอันธพาล

๑๘.๖ความเกียจคร้านในการทำงาน

 

กิจกรรมธรรมะ

. กิจกรรมธรรมะในสวนจะก่อให้เกิดการขับเคลื่อนสร้างสรรค์ผู้คนในชุมชนให้เป็นคนดีมีคุณธรรม

. กิจกรรมธรรมะในสวนเป็นสิ่งที่ดีมีประโยชน์สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาชีวิตและสังคมได้

. กิจกรรมธรรมะในสวนทำให้สามารถเรียนรู้พระพุทธศาสนารูปแบบใหม่ที่ทันสมัย

. กิจกรรมธรรมะในสวนเป็นการเผยแผ่ พระพุทธศาสนารูปแบบใหม่ที่ทันสมัย

. กิจกรรมธรรมะในสวนเป็นการเผยแผ่ธรรมะเชิงรุกที่ทำให้พระสงฆ์เข้าถึงพุทธศาสนิกชนได้เป็นอย่างดี

. กิจกรรมในธรรมะในสวนทำให้สมาชิกในครอบครัวใช้เวลาว่างในวันหยุดให้เป็นประโยชน์

. กิจกรรมธรรมะในสวนเป็นการพัฒนาจิตใจให้ได้สัมผัสกับความสุขใจ

. กิจกรรมธรรมะในสวนทำให้เกิดการพบปะและสนทนาธรรมะระหว่างผู้เข้าร่วมกิจกรรมด้วยกันโครงการธรรมะก่อตั้งขึ้นเนื่องจากมีความเห็นว่าในสภาพสังคมปัจจุบันภาวะเร่งรัดในการครองชีพและการจราจรที่แออัดอาจทำให้บางท่านมีโอกาสใส่บาตรและฟังธรรมน้อยจึงคิดจัด“ธรรมะในสวน” ขึ้นเพื่อให้ผู้ที่มาพักผ่อนและออกกำลังกายในสวนหลวงร.๙รวมทั้งผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงได้มีโอกาสฟังธรรมและใส่บาตรในบรรยากาศที่ร่มรื่นสดชื่นด้วยพรรณไม้นานาชนิดสามารถนำครอบครัวมาร่วมกิจกรรมด้วยได้ออกกำลังกายและได้รับอากาศที่บริสุทธิ์เมื่อพระสงฆ์เดินทางมาถึงได้ถวายภัตตาหารเช้าโดยมีผู้มีจิตศรัทธารับเป็นเจ้าภาพหมุนเวียนกันไปอาราธนาพระเถรานุเถระมาบรรยายธรรมและใส่บาตรด้วยข้าวสารอาหารแห้งเป็นการนำธรรมะและพิธีกรรมรุกเข้าถึงประชาชนครอบครัวได้มาร่วมงานด้วยกันได้ใกล้ชิดกันได้พูดคุยกันทำบุญร่วมกันเป็นการปลูกฝังเด็กให้รู้จักกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาและรู้จักฟังธรรมแต่เยาว์วัยอีกทั้งมีลูกหลานพาผู้สูงอายุมาทำบุญด้วยน่าชื่นใจ

 

 

เชิงอรรถ

๑พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูรธมฺมจิตฺโต), การเผยแผ่เชิงรุก, (กรุงเทพมหานคร :โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๘), หน้า๑.

๒ดูรายละเอียดในทินพันธุ์นาคะตะ, พระพุทธศาสนากับสังคมไทย, (กรุงเทพมหานคร : หจก. สหายบล็อกและการพิมพ์, ๒๕๔๔), หน้า๑–, ๑๓๑.

๓พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูรธมฺมจิตฺโต), การเผยแผ่เชิงรุก, หน้า๙.

๔ม.. (บาลี) ๒๓/๓๗/๒๙, .. (ไทย) ๒๓/๓๗/๕๗, พระธรรมปิฎก (..ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ฉบับประมวลธรรม, พิมพ์ครั้งที่๑๓, (กรุงเทพมหานคร : บริษัทเอส.อาร์.พริ้นติ้งแมสโปรดักส์จำกัด, ๒๕๔๘), หน้า๒๐๔.

๕ที.สี. (บาลี) /๓๒๒/๑๒๖, ที.สี. (ไทย) /๓๒๒/๑๒๔, พระธรรมปิฎก (..ปยุตฺโต) , เรื่องเดียวกัน, หน้า๑๕๘ - ๑๕๙.

๖องฺ.ปญฺจก. (บาลี) ๒๒/๑๕๙/๑๗๔–๑๗๕, องฺ.ปญฺจก. (ไทย) ๒๒/๑๕๙/๒๖๓,พระธรรมปิฎก(..ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ฉบับประมวลธรรม, หน้า๑๖๔.

๗ดูรายละเอียดในวิ.. (บาลี) /๑๒–๔๗/๑๒–๔๑, วิ.. (ไทย) /๑๒–๔๗/๑๘–๔๘.

๘ดูรายละเอียดในวิ.. (บาลี) /๑๒–๕๔/๑๒–๔๕, วิ.. (ไทย) /๑๒-๕๔/๑๘-๖๕.

๙ดูรายละเอียดในวิ.. (บาลี) /๑๒–๕๔/๔๖–๕๐, วิ.. (ไทย) /๑๒–๕๔/ ๑๘ - ๖๕.

๑๐ดูรายละเอียดในวิ.. (บาลี) /๒๕–๓๑/๒๐–๒๗, วิ.. (ไทย) /๒๕-๓๑/๓๑ - ๔๐.

๑๑ม.. (บาลี) ๑๓/๔๖๐/๔๕๒, .. (ไทย) ๑๓/๔๖๐/๕๘๑.

๑๒ดูรายละเอียดในวิ.. (บาลี) /๑๓/๑๓-๑๖, วิ.. (ไทย) /๑๓/๒๐ - ๒๕.

๑๓องฺ.จตุกฺก. (บาลี) ๒๑/๖๓/๘๐, องฺ.จตุกฺก. (ไทย) ๒๑/๖๓/๑๐๗–๑๐๘.

๑๔ดูรายละเอียดในองฺ.สตฺตก. (บาลี) ๒๓/๔๗/๓๖ - ๔๐, องฺ.สตฺตก. (ไทย) ๒๓/๔๗/๗๐ -๗๔.

๑๕ดูรายละเอียดในองฺ.ติก. (บาลี) ๒๐/๑๓๗/๒๗๘–๒๗๙, องฺ.ติก. (ไทย) ๒๐/๑๓๗/๓๘๕.

๑๖ดูรายละเอียดในวิ.. (บาลี) /๑๓/๑๓–๑๖, วิ.. (ไทย) /๑๓/๒๐–๒๕.

๑๗ที.สี.. (บาลี) /๖๑/๔๐, ดูพระธรรมปิฎก (..ปยุตฺโต), พุทธวิธีการสอน, (กรุงเทพมหานคร :บริษัทสหธรรมิกจำกัด, ๒๕๔๑),หน้า๒๘–๒๙.

๑๘ดูรายละเอียดในที.สี. (บาลี) /๓๒๓–๓๕๘/๑๒๗ - ๑๕๐, ที.สี. (ไทย) /๓๒๓–๓๕๘/๑๒๓–๑๕๐.

๑๙วิชาเกี่ยวกับการแสดงฤทธิ์หรือปาฏิหาริย์ต่างๆแสดงโดยฤษีคันธาระ

๒๐ที.สี. (บาลี) /๔๘๔/๒๑๗, ที.สี.(ไทย) /๔๘๔/๒๑๕.

๒๑ดูรายละเอียดในที.สี. (บาลี) /๔๘๖/๒๑๘,ที.สี. (ไทย) /๔๘๖/๒๑๖.

๒๒ดูรายละเอียดในวิ.จู. (บาลี) /๒๘๕/๔๖, วิ.จู. (ไทย) /๒๘๕/๗๑.

๒๓ม.. (บาลี) ๑๓/๔๒๕/๔๑๔, .. (ไทย) ๑๓/๔๒๕/๕๓๔.

๒๔พระธรรมปิฎก (..ปยุตฺโต), พุทธวิธีในการสอน, หน้า๔๖–๔๘, ดูเพิ่มเติมในจำนงค์ ทองประเสริฐ, แผนการกู้อิสรภาพของเจ้าชายสิทธัตถะ, พิมพ์ครั้งที่๕, (กรุงเทพมหานคร : บริษัทสหธรรมิก จำกัด, ๒๕๔๗), หน้า๒๑๙–๒๕๔,

๒๕สิริวัฒน์คำวันสา, ประวัติพระพุทธศาสนาในประเทศไทย, (กรุงเทพมหานคร : บริษัทจรัลสนิทวงศ์การพิมพ์จำกัด, ๒๕๔๒), หน้า๑๐.

๒๖พระราชธรรมนิเทศ (ระแบบฐิตญาโณ), ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๔๒), หน้า๑๕๕–๑๕๖.

๒๗สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ, ตำนานพระพุทธเจดีย์, (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์มติชน,๒๕๔๕), หน้า๕๐.

๒๘กรมการศาสนา, ประวัติพระพุทธศาสนาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์๒๐๐ปีภาค๒, (กรุงเทพมหานคร :

โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๒๕), หน้า๒๐๓.

๔๓พระธรรมปิฎก (..ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรม, หน้า๑๗๕.

๒๙พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูรธมฺมจิตฺโต), การเผยแผ่เชิงรุก, หน้า๑๔.

๓๐พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่๒) .. ๒๕๐๕–๒๕๓๕, (กรุงเทพมหานคร : เลี่ยงเซียงจงเจริญ,...), หน้า๗.

๔๔ที.ปา. (บาลี) ๑๑/๓๑๕/๒๐๘ ,ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๑๕/๓๐๒ - ๓๐๓, ดูรายละเอียดในพันเอกปิ่น

มุทุกันต์, แนวสอนธรรมะตามหลักสูตรนักธรรมตรี, กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย,๒๕๓๙,

หน้า๔๒๑–๔๒๗.

๔๕พระธรรมปิฎก (..ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรม, หน้า๑๗๕.

๔๖พระธรรมปิฎก (..ปยุตฺโต), เรื่องเดียวกัน, หน้า๑๗๕ - ๑๗๖.

๔๗องฺ.จตุกฺก (บาลี) ๒๑/๑๒๕/๑๔๕–๑๔๗, องฺ.จตุกฺก. (ไทย) ๒๑/๑๒๕/๑๙๐-๑๙๓, พระธรรมปิฎก

(.. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรม, หน้า๑๒๔ - ๑๒๕.

๔๘องฺ.ทสก. (บาลี) ๒๔/๑๕/๒๘๔-๒๘๕., องฺ.ทสก. (ไทย) ๒๔/๑๕/๔๒๕-๔๒๖.

๔๙สํ.. (บาลี) ๑๕/๒๔๐/๒๕๙, สํ.. (ไทย) ๑๕/๒๔๐/๓๕๔, พระธรรมปิฎก (..ปยุตฺโต),

พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรม, หน้า๑๑๓ - ๑๑๔.

๕๐พันเอกปิ่นมุทุกันต์, แนวสอนธรรมะตามหลักสูตรนักธรรมตรี, หน้า๔๕๘.

๕๑พระธรรมปิฎก (..ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรม, หน้า๑๙๑.

๕๒ที.ปา. (บาลี) ๑๑/๒๖๖/๑๖๔, ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๒๖๖/๒๑๒.

๕๓พันเอกปิ่นมุทุกันต์, แนวสอนธรรมะตามหลักสูตรนักธรรมตรี, หน้า๔๔๘.

๕๔ที.ปา (บาลี) ๑๑/๒๖๗–๒๗๒/๑๖๔ - ๑๖,ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๒๖๗–๒๗๒/๒๑๒–๒๑๖.

๕๕พระธรรมปิฎก (..ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรม, หน้า๑๕๐.

๕๖ที.ปา. (บาลี) ๑๑/๒๔๗/๑๕๘, ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๒๔๗/๒๐๒.

๕๗ที.ปา. (บาลี) ๑๑/๒๔๘ - ๒๕๓/๑๕๘ -๑๕๙, ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๒๔๘ - ๒๕๓/๒๐๒-๒๐๕.

๕๘ที.ปา. (บาลี) ๑๑/๒๕๓/๑๕๙ - ๑๖๑, ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๒๕๓/๒๐๕-๒๐๗.

๕๙พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูรธมฺมจิตฺโต), การเผยแผ่เชิงรุก, กรุงเทพมหานคร :โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๘.

๖๐พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูรธมฺมจิตฺโต), พุทธวิธีบริหาร, กรุงเทพมหานคร :โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๙.

๖๑พระธรรมปิฎก (..ปยุตฺโต), พุทธวิธีในการสอน, กรุงเทพมหานคร : บริษัทสหธรรมิกจำกัด,๒๕๔๑.

๖๒พระสุธีวรญาณ (ณรงค์จิตฺตโสภโณ), พุทธศาสตรปริทรรศน์รวมผลงานทางวิชาการเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา, กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์สุขภาพใจ, ๒๕๔๙.

๖๓พระมหาบุญเลิศธมฺมทสฺสี (โอฐสู), “ศึกษาวิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระราชวิทยาคม

(หลวงพ่อคูณปริสุทฺโธ)”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๓), บทคัดย่อ.

๖๔พระมหาสัญญาปญฺญาวิจิตฺโต (โปร่งใจ), “ศึกษารูปแบบและแนวทางการเผยแผ่พุทธธรรมของพระครูพิศาลธรรมโกศล (สุพจน์กญฺจนิโก. “หลวงตา”-“แพรเยื่อไม้”)”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต,(บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๓), บทคัดย่อ.

๖๖ยุทธพงษ์แสงโสดา, “บทบาทพระสงฆ์กับการแก้ปัญหาสังคมไทยศึกษาเฉพาะกรณีกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์จังหวัดจันทบุรี”, วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต, (สาขาศาสนาเปรียบเทียบ : คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล๗, ๒๕๔๔), บทคัดย่อ.

 

 

บรรณานุกรม

. ภาษาไทย

. ข้อมูลปฐมภูมิ

มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาเตปิฏกํ๒๕๐๐. กรุงเทพฯ :

โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๕.

พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพฯ :

โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙.

อรรถกถาภาษาบาลีฉบับมหาจุฬาอฎฺฐกถา๒๕๓๒–๒๕๓๙. กรุงเทพฯ:

โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, โรงพิมพ์วิญญาณ, ๒๕๓๒–๒๕๓๙.

ฎีกาภาษาบาลีฉบับมหาจุฬาฎีกา๒๕๓๙–๒๕๔๒. กรุงเทพฯ :

โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, โรงพิมพ์วิญญาณ, ๒๕๓๙–๒๕๓๙.

ปกรณวิเสสภาษาบาลีฉบับมหาจุฬาปกรณวิเสโส๒๕๓๙–๒๕๔๓. กรุงเทพฯ :

โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลย, โรงพิมพ์วิญญาณ, ๒๕๓๙–๒๕๔๓.

. ข้อมูลทุติยภูมิ

() หนังสือ

กรุณา-เรืองอุไรกุศลาสัย. อินเดียสมัยพุทธกาล. กรุงเทพมหานคร: มหาจุฬาบรรณาคารจัดพิมพ์,๒๕๓๒.

กรมการศาสนา. ประวัติพุทธศาสนาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์๒๐๐ปีภาค๒. กรุงเทพมหานคร:โรงพิมพ์กรมการศาสนา, ๒๕๒๕.

จำนงค์ทองประเสริฐ. แผนการกู้อิสรภาพของเจ้าชายสิทธัตถะ. พิมพ์ครั้งที่๕, กรุงเทพมหานคร:บริษัทสหธรรมิกจำกัด, ๒๕๔๗

ชมรมธรรมะในอุทยานเบญจสิริองค์การยุวพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก. ธรรมะในสวน.กรุงเทพมหานคร: บริษัทเก่งกาจกิจกรรมจำกัด, ไม่ปรากฏปีที่พิมพ์.

ทินพันธุ์นาคะตะ. พระพุทธศาสนากับสังคมไทย. กรุงเทพมหานคร: หจก. สหายบล็อกและการพิมพ์, ๒๕๔๔.

พันเอกปิ่นมุทุกันต์. แนวสอนธรรมะตามหลักสูตรนักธรรมตรี. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย,๒๕๓๙

พระครูกัลยาณสิทธิวัฒน์ (สมานกลฺยาณธมฺโม). พุทธประวัติตามแนวปฐมสมโพธิพิมพ์ครั้งที่๑.ศุภวนิชการพิมพ์แขวงวัดอรุณบางกอกใหญ่กรุงเทพฯ,๒๕๔๑.

พระเทพเวที (ประยุทธ์ปยุตฺโต). พระพุทธศาสนากับการศึกษาในอดีต. กรุงเทพมหานคร:

มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยจัดพิมพ์เผยแพร่, ๒๕๓๓.

พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูรธมฺมจิตฺโต). การเผยแผ่เชิงรุก. กรุงเทพมหานคร:โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๘.

พุทธวิธีบริหาร. กรุงเทพมหานคร:โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๙.

พระธรรมปิฎก (..ปยุตฺโต). คนไทยกับป่า. (กรุงเทพมหานคร: บริษัทสหธรรมิกจำกัด,๒๕๓๐.

พุทธธรรมฉบับปรับปรุงและขยายความพิมพ์ครั้งที่๖. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๓๘.

ปฏิบัติธรรมให้ถูกทางพิมพ์ครั้งที่๖๘. กรุงเทพมหานคร: บริษัทพิมพ์สวยจำกัด,๒๕๔๖.

บุญ-บารมีที่จะกู้แผ่นดินไทย. กรมวิชาการกระทรวงศึกษาธิการ, ๒๕๔๓.

พจนานุกรมพุทธศาสน์ฉบับประมวลศัพท์. กรุงเทพมหานคร: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยจัดพิมพ์, ๒๕๔๒.

พจนานุกรมพุทธศาสน์ฉบับประมวลธรรมพิมพ์ครั้งที่๑๓. กรุงเทพมหานคร:บริษัทเอส.อาร์.พริ้นติ้งแมสโปรดักส์จำกัด, ๒๕๔๘.

พุทธวิธีในการสอน. กรุงเทพมหานคร: บริษัทสหธรรมิกจำกัด, ๒๕๔๑.

พระธรรมปริยัติโสภณ (วรวิทย์). การคณะสงฆ์และการพระศาสนา. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๘

พระราชธรรมนิเทศ (ระแบบฐิตญาโณ). ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาพิมพ์ครั้งที่๔.

กรุงเทพมหานคร: มหามกุฏราชวิทยาลัย , ๒๕๔๒.

พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่๒) .. ๒๕๐๕–๒๕๓๕. กรุงเทพมหานคร:เลี่ยงเซียงจงเจริญ,ไม่ปรากฏปีที่พิมพ์.

พระสุธีวรญาณ (ณรงค์จิตฺตโสภโณ). พุทธศาสตรปริทรรศน์รวมผลงานทางวิชาการเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์สุขภาพใจ, ๒๕๔๙.

พระอุบาลีคุณูปมาจารย์กับตำนานวัดไร่ขิง. กรุงเทพมหานคร: หจก. สามลดา, ๒๕๔๙.

ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.. ๒๕๔๒พิมพ์ครั้งที่๑.กรุงเทพมหานคร: ศิริวัฒนาอินเตอร์พริ้นท์, ๒๕๔๒.

รศ.กมลฉายาวัฒนะ. พระธรรมญาณมุนี๘๓.กรุงเทพมหานคร: บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งกรุ๊พจำกัด, ๒๕๓๐.

.วชิรเมธี. คลื่นนอกคลื่นในพุทธวิธีต้อนรับมหันตภัยของชีวิต. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ธรรมดา, ๒๕๔๘.

เสถียรโพธินันทะ. ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาฉบับมุขปาฐะภาค๒พิมพ์ครั้งที่๒.กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย,๒๕๓๗.

สิริวัฒน์คำวันสา. ประวัติพระพุทธศาสนาในประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร:จรัลสนิทวงศ์การพิมพ์จำกัด, ๒๕๔๒.

เสทื้อนศุภโสภณ. พระพุทธศาสนากับพระมหากษัตริย์ไทย. พระนคร: สำนักพิมพ์คลังวิทยา,๒๕๐๕.

สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ. ตำนานพระพุทธเจดีย์. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มติชน, ๒๕๔๕.

เอ็ดเวอร์ดคอร์นซ์. พุทธศาสนา: สาระและพัฒนาการ. แปลโดยนิธิเอียวศรีวงศ์,กรุงเทพมหานคร: วารสารบ้านและสวนและแพรว, ๒๕๓๐.

() วิทยานิพนธ์

ปรีดาจันทร์แจ่มศรี. “ศึกษาเปรียบเทียบวิธีการเผยแพร่พระพุทธศาสนากับคริสต์ศาสนาในสังคมไทยสมัยปัจจุบัน: ศึกษาเฉพาะกรณีการเผยแพร่ของวัดชลประทานรังสฤษฎิ์อำเภอปาเกร็ดจังหวัดนนทบุรีและโบสถ์คริสตจักรแสงสว่างเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร”. วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิตสาขาศาสนาเปรียบเทียบ: คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล, ๒๕๓๖.

พระครูปลัดศิริวัฒน์สญฺญวิจิตฺโต (วิชาผา). “ความพึงพอใจต่อการเผยแผ่ธรรมในวันธรรมสวนะของพุทธศาสนิกชน: กรณีศึกษาเขตบางกอกใหญ่กรุงเทพมหานคร”.วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิตบัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๙.

พระมหาบุญเลิศธมฺมทสฺสี(โอฐสู). “ศึกษาวิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระราชวิทยาคม(หลวงพ่อคูณปริสุทฺโธ. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิตบัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๓.

พระมหาสัญญาปญฺญาวิจิตฺโต(โปร่งใจ). “ศึกษารูปแบบและแนวทางการเผยแผ่พุทธธรรมของพระครูพิศาลธรรมโกศล(สุพจน์กญจนิโก, “หลวงตา”- “แพรเยื่อไม้”.วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิตบัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๓.

ยุทธพงษ์แสงโสดา. “บทบาทพระสงฆ์กับการแก้ปัญหาสังคมไทยศึกษาเฉพาะกรณีกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์จังหวัดจันทบุรี”. วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิตสาขาศาสนาเปรียบเทียบ: คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล, ๒๕๔๔.

 

. ภาษาอังกฤษ

Bodhi, Bhikkhu. A Comprehensive Manual of Abhidhamma.(Abhidhammattha Sangaha). Kandy : Buddhist Publication Society (BPS),1993.

Bodhi, Bhikkhu. tr. The Connected Discourses of the Buddha (Samyutta Nikaya).

Boston : Wisdom Publications, 2000.

Hare, E.M. and Woodward, F.L. trs. The Book of Gradual Sayings(Anguttara Nikaya), vols. I – IV. Oxford : Pail Text Society (PTS), 1995.

Kalupahana, D. A History of Buddhist Philosophy : Continuities and Discontinuities.

Honolulu : University of Hawaii Press, 1992.

Nanamoli, Bhikkhu and Bodhi, Bhikkhu. ed. The Middle Legnth Discourses of the

Buddha (Majjhima Nikaya). Kandy : BPS, 1995.

Nyanatiloka. Buddhist Dictionary : Manual of Buddhist Terms and Doctrines.

Kandy : BPS, 1988.

Rahula, W. What the Buddha Taught. Bangkok : Haw Trai, 2002.

Rhys Davids, T.W. and Stede, W. Pali – English Dictionary. Oxford : PTS, 1998.

Ussivakul, Archan Vinai. An Introduction to Buddhist Meditation for Result.

Bangkok : Tippayawisuit Partnership Ltd, 1996.

Walshe, Maurice. tr. The Discourses of the Buddha (Digha Nikaya). Kandy : BPS, 1996.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                       ประวัติผู้เขียนและรวบรวม

 

ชื่อสกุล                         นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี

วันเดือนปีเกิด                วันพฤหัสที่    กันยายน  พศ ๒๕๐๒

ที่อยู่ปัจจุบัน      ๔๓/๑๒ ถนนพุทธมณฑลสาย ๓ เขตบางแค กรุงเทพมหานคร

วุฒิการศึกษา                                                                         

มัธยมศึกษาสายสามัญโรงเรียนวัดราชาธิวาส แผนกวิทย์

นิติศาสตร์บัณฑิต   สมาชิกวิสามัญแห่งเนติบัณฑิตยสภา

ประกาศนียบัตรธรรมชั้นสูง มหาวิทยาลัยอภิธรรมวัดระฆังโฆษิตตาราม

พุทธศาสนศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัย มหามกุฎราชวิทยาลัย

ประสบการณ์การทำงาน

รับราชการที่มหาวิทยาลัยมหิดล คณะสาธารณะสุขศาสตร์

เป็นผู้ช่วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุทัยธานี

เป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท พีไทย อาคิเต็คฯ  จำกัด

เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท เอสเอสโกลเด้นท์แลนด์ จำกัด

เป็นเลขาธิการสมาพันธ์ชมรมวิทยุสมัครเล่นกรุงเทพมหานคร

ประธานชมรมนักกฎหมายวิทยุสมัครเล่น

กิจการทางพระพุทธศาสนา

เป็นกรรมการบริหารพุทธธรรมรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร

สังกัดคณะกรรมาธิการศาสนาวัฒนธรรมสภาผู้แทนราษฎร

เป็นกรรมการชมรมพิทักษ์พระพุทธศาสนา

ประธานชมรมวิทยากรพิทักษ์พระพุทธศาสนา รุ่น ๔                                

เป็นนักจัดรายการวิทยุใน รายการไขปัญหาชาวพุทธ

รายการรู้ธรรมนำปฎิบัติ, รายการบำเพ็ญบุญบารมี

สถานีวิทยุเพื่อพระพุทธศาสนาธรรมะพล ๑ AM ๑๔๒๒ MKz

เป็นอาจารย์บรรยายที่ธรรมสถานจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เป็นผู้ตอบปัญหาธรรมในเวทีลานธรรม มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

พศ ๒๕๔๕ – ปัจจุบัน เป็นเวบมาสเตอร์จัดทำโฮมเพจให้องค์กรพุทธฯหลายแห่ง

พศ ๒๕๓๖ – ปัจจุบัน   เป็นกรรมการบริหารมูลนิธิเบญจนิกาย

พศ ๒๕๕๐ – ปัจจุบัน   เป็นกรรมการบริหารมูลนิธิพุทธางกูร

พศ ๒๕๕๐ – ปัจจุบัน  เป็นกรรมการบริหารสมาคมนักเรียนเก่าร.ร.วัดราชาธิวาส

ตำแหน่ง/สถานที่ทำงาน ปัจจุบัน  ทำงานบริษัทในเครือ บริษัท สหวิริยา กรุ๊ปตำแหน่งผู้จัดการสำนักกฎหมาย ฝ่ายบริหารบริษัท