โครงการธรรมศึกษาวิจัย

การเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมจาริก

จากคัมภีร์พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกาตลอดจนคัมภีร์และหนังสือทางพระพุทธศาสนา

 

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

ผู้อำนวยการหลักสูตร

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

 

ธรรมศึกษาวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐาน

ทางวิชาการทางพระพุทธศาสนา ตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา

มูลนิธิเบญจนิกาย   พุทธศักราช  ๒๕๕๐ พิมพ์ครั้งที่ ๑    ๕๐๐ เล่ม

เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

 

คำนำ

 

ในหนังสือเล่มนี้รวบรวมและสกัดขึ้น เพื่อให้เข้าถึงสภาวธรรมเรื่องการเผยแผ่พระพุทธศาสนา

ของพระธรรมจาริกเกี่ยวพันกับคำสอนที่เป็นพุทธพจน์หรือเถระเถรีที่มีความสำคัญยิ่ง   โดยอ้างอิงจากพระไตรปิฏกและตำราอรรถกถาเจตนาหนังเสือเล่มนี้เพื่อเข้าถึงแก่นแห่งสภาวธรรมเรื่อง การเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมจาริก

คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนานี้ถือว่าเป็นคัมภีร์สำคัญที่หลายประเทศให้ความสำคัญ และเป็นที่ศึกษาของวงการพระพุทธศาสนาในระดับมหาวิทยาลัย เพื่อให้ศาสนาพุทธได้ธำรงยิ่งยืนนาน จึงศึกษาค้นคว้าหาแห่งที่มาสรุปเป็นบทโดยย่อง่ายต่อความเข้าใจ และจดจำ  

ผลของงานเขียนครั้งนี้บางจุดได้นำมาจากข้อมูลเดิมที่ยังไม่ทราบว่าผู้ใดเขียนไว้ก็ขอให้เกิดผลบุญแก่ท่านผู้นั้นด้วย รวมถึงบุพการีครูอาจารย์ตลอดผู้มีคุณทุกท่านขออำนาจแห่งเจตนานี้เป็นปัจจัยให้ทุกท่านถึงที่สุดแห่งทุกข์และสิ้นสุดแห่งกองกิเลส เข้าสู่พระนิพพานโดยทั่วหน้ากัน

                                               

ธีรเมธี

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

มหาบัณฑิตพุทธศาสน์ แห่งมหามกุฏราชวิทยาลัย

                                               

บทที่ 

การเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมจาริก

 

การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเริ่มขึ้นตั้งแต่สมัยพุทธกาล โดยพระพุทธองค์ทรงส่งพระอรหันตสาวกจำนวน ๖๐ รูป ไปประกาศหลักธรรม เผยแผ่พระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรก มีหลักฐานตามพุทธวจนะที่ตรัสไว้ว่า

“จรถ ภิกฺขเว จาริกํ พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย อตฺถาย หิตาย สุขาย เทว มนุสฺสานํ เทเสถ ภิกฺขเว ธมฺมํ อาทิกลฺยาณํ มชฺเฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลฺยาณํ สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ เกวล ปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ ปกาเสถ”

 “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเที่ยวไป เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่พหูชน เพื่อความสุขแก่พหูชน เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงแสดงธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะอันบริสุทธิ์บริบูรณ์โดยสิ้นเชิง”

การเผยแผ่พระพุทธศาสนาได้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง พระพุทธองค์และพุทธสาวกได้เผยแผ่หลักธรรมคำสอนเป็นเวลา ๔๕ ปี เมื่อเสด็จปรินิพพาน บรรดาสาวกและศาสนทายาทก็ได้สืบสานต่อโดยยึดหลักธรรมเป็นสรณะจวบจนถึงปัจจุบันในมหาปรินิพพานสูตร กล่าวถึงพระพุทธองค์ได้เสด็จพระดำเนิน หรือจาริกไปตามเมืองต่างๆมากกว่า ๑๐ แห่ง ในพรรษาสุดท้ายเท่านั้น ซึ่งเป็นการปฏิบัติภารกิจหน้าที่เผยแผ่หลักธรรมโดยพระองค์เอง

หลังจากปรินิพพาน สมัยพุทธศตวรรษที่ พระเจ้าอโศกมหาราชได้ส่งคณะสมณทูตมีปรากฏชื่อ รูป คือ พระโสณะเถระและพระอุตตระเถระ เดินทางมาเผยแผ่พระพุทธศาสนายังดินแดนที่เรียกว่า “สุวรรณภูมิ” ซึ่งมีหลักฐานทางโบราณคดีที่เชื่อถือได้ว่า เป็นบริเวณพื้นที่ที่อยู่ในจังหวัดนครปฐม หรือจังหวัดสุพรรณบุรีในปัจจุบัน

พระพรหมคุณาภรณ์ (..ปยุตฺโต ..) กล่าวไว้ว่า พระพุทธศาสนายุคพระเจ้าอโศกที่เข้ามาในดินแดนแถบนี้ได้สืบต่อกันมานาน แต่ไม่ทราบเรื่องราวมากนักจนกระทั่งถึงพุทธศาสนาของไทยแบบปัจจุบันนี้ เพิ่งเริ่มในสมัยสุโขทัย (ราว ..๑๘๐๐)ครั้งนั้นเรานำพระพุทธศาสนาผ่านพระสงฆ์มาจากลังกา ซึ่งจำวัดอยู่ที่นครศรีธรรมราช เพราะตอนนั้นลังกาเป็นที่มั่นของพระพุทธศาสนาแบบเถรวาท ส่วนในอินเดียนั้น พระพุทธศาสนาเถรวาทแบบของเราได้เสื่อมไปแล้ว๓ สรุปแนววิธีเผยแผ่พระพุทธศาสนาไว้ดังนี้

) ควรมีการคัดสรรอบรมบุคคล ผู้จะมาบวชในพระพุทธศาสนาให้เป็นที่มั่นใจที่จะเข้ามาศึกษาธรรม

) ต้องมีการศึกษาอบรมธรรมแก่ผู้เข้ามาบวชทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการบวชด้วย

) ต้องมีการปฏิบัติธรรมในระหว่างบวชเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริง เพื่อการเผยแผ่ต่อไปแก่ประชาชน

) แต่ละวัดจักต้องให้พระสงฆ์ที่ศึกษาธรรมดีแล้วให้ได้มีโอกาสเผยแผ่ธรรมแก่ประชาชนเพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชน และความมั่นคงของพระพุทธศาสนา และต้องพยายามวิเคราะห์หาทางเผยแผ่ธรรมต่อประชาชนด้วยความเมตตาอย่างต่อเนื่องด้วย มิใช่รอให้มีผู้มานิมนต์เท่านั้น

)กิจกรรมการศึกษาธรรมของพระและประชาชนควรมุ่งให้การศึกษาและปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่องให้พัฒนาขึ้นเป็นลำดับทั้งในการงานและการดำเนินชีวิตประจำวันด้วยหลักการแห่งความไม่ประมาทและหลักการแห่งการพึ่งตนเอง

) ศาสนาเป็นที่พึ่งทางใจ ดังนั้นการปกครองสงฆ์ให้มีพฤติกรรมและการกระทำที่เหมาะสมนับเป็นเรื่องสำคัญเบื้องต้นที่พระทุกรูปพึงปฏิบัติ เจ้าอาวาสควรดำเนินการให้พระทุกรูปในสังกัดมีภาพลักษณ์ที่ดี เมื่อประชาชนพบเห็นจักเกิดความศรัทธา ถือเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเบื้องต้นแล้ว

) พระควรยึดหลักการเผยแผ่ธรรมด้วยหลัก ประการ ดังนี้

.) ห้ามปรามการทำความชั่วทั้งมวล

.) ส่งเสริมให้กระทำความดีทั้งมวล

.) ให้ได้ฟังและได้รู้ธรรมที่ยังไม่เคยรู้ไม่เคยฟัง

.) ช่วยเสริมในสิ่งที่ประชาชนได้ยินได้รู้แต่ไม่เข้าใจให้เข้าใจ

.) ให้คิดอนุเคราะห์ผู้อื่นด้วยความเมตตา ปรารถนาดี

.) บอกทางสวรรค์คือทางดำเนินชีวิตที่ดีที่ถูกต้องให้ประชาชน

) การเผยแผ่ธรรมควรศึกษากลุ่มคน หรือบุคคลเป้าหมาย วิเคราะห์การนำเสนอธรรมให้

เหมาะสมต่อสภาพ เหตุ ผล ตน ประมาณ กาลเวลา ชุมชน และบุคคล เป็นสำคัญ พิสิฏฐ์ โคตรสุโพธิ์ และ พระมหานนทพันธ์ ปภสฺสโร ได้ศึกษารูปแบบการจัดการศึกษาและการเผยแผ่ศาสนธรรม กรณีศึกษา วัดศรีโสดา อำเภอเมืองฯ จังหวัดเชียงใหม่ สรุปผลด้านปัญหาวิธีแก้ไขปัญหาและข้อเสนอแนะบางประการเกี่ยวกับการเผยแผ่ศาสนธรรม ดังนี้

. ปัญหาการเผยแผ่ พบว่า

) ขาดบุคลากรที่มีอุดมการณ์ ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบตามพระธรรมวินัย

) ขาดการวางแผนที่ดี ระยะเวลาที่เหมาะสม

) ขาดผู้มีความชำนาญ และความต่อเนื่องในการเผยแพร่

) งบประมาณไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติงาน

) ขาดหลักสูตรการอบรม ในท้องที่ที่มีพระธรรมจาริกปฏิบัติงานอยู่ และสถานที่ข้างเคียง

) ขาดสื่อต่างๆ ที่จะอำนวยความสะดวกในการเผยแผ่

) ขาดกลยุทธ์และกลวิธีในการเผยแผ่กับชนต่างวัฒนธรรม

) ชุมชนชาวเขา ยึดติดตัวบุคคล คือพระธรรมจาริก เมื่อมีการโยกย้ายก็เกิดปัญหากับพระธรรมจาริกใหม่ที่ไปทดแทนเพราะการปรับตัวเข้าหากัน

) ขาดความรู้และชำนาญในภาษาของชาวเขาเผ่าที่จะไปจัดตั้งหรือปฏิบัติงานในอาศรม

๑๐) ยังไม่สามารถสร้างศาสนทายาทที่เป็นชาวเขา ออกไปปฏิบัติงานในอาศรมท้องถิ่นของตนได้อย่างถาวร

. วิธีการแก้ไขปัญหาด้านการเผยแผ่ศาสนธรรม ได้ข้อสรุปจากการประชุมกลุ่มย่อยดังนี้

) ควรเน้นให้มุ่งมั่นต่ออุดมการณ์และการเคร่งครัดต่อพระธรรมวินัย

) จัดหาบุคลากรด้านการเผยแผ่ให้เพียงพอต่อพื้นที่ที่อยู่ในข่ายการขยายงาน

) มีการพัฒนาบุคลากร คือ พระธรรมจาริกในท้องที่ให้มีความรู้ทันสมัย สามารถพัฒนาเทคนิคการเผยแผ่ที่น่าสนใจ

) ควรมีสื่อหลากหลายเพื่อเผยแผ่อบรมสามารถประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม

) ควรมีระบบการอบรมสัมมนา สร้างความเข้าใจและเกิดอุดมการณ์ร่วมกันเป็นระยะๆ

) ควรให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการบริหารการจัดการ ชี้แจงนโยบายให้ชัดเจน และโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้

) ควรฝึกชาวเขาให้เป็นยุวพุทธกลับไปปฏิบัติงานในพื้นที่บ้านเกิด หรือสร้างพระธรรมจาริกฐานะศาสนทายาทในท้องถิ่นขึ้นมา

) ควรสร้างแกนนำชาวพุทธขึ้นในแต่ละอาศรมให้ได้อาศรมละ 1 กลุ่มแกนนำ

) ควรประเมินผลงานเพื่อการติดตามปละพัฒนาของโครงการพระธรรมจาริกอย่างต่อเนื่อง๑๕

การเผยแผ่หลักธรรมสมัยพุทธกาล

พระพุทธองค์ได้ส่งพระอรหันตสาวกจำนวน๖๐รูป เดินทางไปประกาศพรหมจรรย์หรือหลักธรรมคำสอน ซึ่งเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาครั้งแรก และหลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ ๙ เดือน เมื่อเสร็จพุทธกิจแสดงธรรมที่ถ้ำสุกรชาตาแล้ว ก็เสด็จมาประทับที่วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์

แคว้นมคธ ประเทศอินเดียในปัจจุบัน วันนั้นตรงกับวันเพ็ญเดือนมาฆะหรือเดือน เวลาบ่าย พระอรหันตสาวกของพระองค์จำนวน ,๒๕๐ รูป ได้มาประชุมพร้อมกัน ที่ประทับของพระพุทธเจ้ามีเหตุมหัศจรรย์เกิดขึ้นเป็นองค์ประกอบสำคัญ ประการคือ

) เป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน

) พระสงฆ์จำนวน ,๒๕๐ รูป มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย

) พระสงฆ์ทั้งหมดเป็นพระอรหันต์ผู้ได้อภิญญา

) พระสงฆ์ทั้งหมดได้รับการอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้า วันสำคัญดังกล่าวมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วันจาตุรงคสันนิบาต โอกาสนี้ พระพุทธเจ้าได้แสดงโอวาทปาติโมกข์ ในที่ประชุมสงฆ์เหล่านั้น๑๙

โอวาทปาติโมกข์ หมายถึง คำสอนที่เป็นหลักสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่พระอรหันต์ เพื่อให้ใช้เป็นแนวทางการดำเนินงานต่อไป มีการกำหนดให้ นิพพาน หรือความหลุดพ้นจากทุกข์เป็นเป้าหมายสูงสุดในการปฏิบัติธรรมแนวทางปฏิบัติธรรมให้ยึดหลักธรรม แบ่งเป็น ส่วนคือ หลักการ อุดมการณ์

วิธีการ ซึ่งขยายความได้ดังนี้  หลักการ

. การไม่ทำบาปทั้งปวง ได้แก่การงดเว้น การลด ละ เลิก ทำบาปทั้งปวง ซึ่งได้แก่อกุศลกรรมบถ ทางแห่งความชั่ว มี ๑๐ ประการ อันเป็นความชั่วทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ ความชั่วทางกาย ได้แก่ การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การประพฤติในกามความชั่วทางวาจา ได้แก่ การพูดเท็จ การพูดส่อเสียด การพูดคำหยาบ การพูดเพ้อเจ้อความชั่วทางใจ ได้แก่ การอยากได้สมบัติของผู้อื่น การผูกพยาบาท และความเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม

. การทำกุศลให้ถึงพร้อม ได้แก่ การทำความดีทุกอย่างซึ่งได้แก่ กุศลกรรมบถ เป็นแบบของการทำฝ่ายดี ๑๐ อย่าง อันเป็นความดีทางกาย ทางวาจา และทางใจความดีทางกาย ได้แก่ การไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ทำร้ายเบียดเบียนผู้อื่น มีแต่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน การไม่ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้มาเป็นของตน มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และการไม่ประพฤติผิดในกามการทำความดีทางวาจา ได้แก่ การไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ และไม่พูดเพ้อเจ้อ พูดแต่คำจริง พูดคำอ่อนหวาน พูดคำให้เกิดความสามัคคีและพูดถูกกาลเทศะการทำความดีทางใจ ได้แก่ การไม่โลภอยากได้ของผู้อื่น มีแต่คิดเสียสละ การไม่ผูกอาฆาตพยาบาท มีแต่คิดเมตตาและปรารถนาดี และมีความเห็นความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม เช่น เห็นว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

. การทำจิตให้ผ่องใส ได้แก่การทำจิตของตนให้ผ่องใสปราศจากนิวรณ์ ซึ่งเป็นเครื่องขัดขวางจิตไม่ให้เข้าถึงความสงบมี ประการ ได้แก่

) ความพอใจในกาม (กามฉันทะ)

) ความอาฆาตพยาบาท (พยาบาท)

) ความหดหู่ท้อแท้ ง่วงเหงาหาวนอน (ถีนมิทธะ)

) ความฟุ้งซ่าน รำคาญ (อุทธัจจะกุกกุจจะ) และ

) ความลังเลสงสัย (วิจิกิจฉา) เช่น สงสัยในการทำความดี ความชั่วว่ามีผลจริงหรือไม่ วิธีการทำจิตให้ผ่องใส ที่แท้จริงเกิดขึ้นจากการละบาปทั้งปวงด้วยการถือศีลและ

บำเพ็ญกุศลให้ถึงพร้อมด้วยการปฏิบัติสมถะและวิปัสสนา จนได้บรรลุอรหัตผล อันเป็นความผ่องใสที่แท้จริงอุดมการณ์

. ความอดทน ได้แก่ ความอดกลั้น ไม่ทำบาปทั้งทางกาย วาจา ใจ

. ความไม่เบียดเบียน ได้แก่ การงดเว้นจากการทำร้าย รบกวน หรือเบียดเบียนผู้อื่น

. ความสงบ ได้แก่ ปฏิบัติตนให้สงบทั้งกาย ทางวาจา และใจ

. นิพพาน ได้แก่ การดับทุกข์ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นได้จากการดำเนินชีวิต ตามมรรคมีองค์

วิธีการ

. ไม่ว่าร้าย ได้แก่ ไม่กล่าวให้ร้ายหรือ กล่าวโจมตีใคร

. ไม่ทำร้าย ได้แก่ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น

. สำรวมในปาติโมกข์ ได้แก่ ความเคารพระเบียบวินัย กฎ กติกา กฎหมาย รวมทั้งขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของสังคม

. รู้จักประมาณ ได้แก่ รู้จักความพอดีในการบริโภคอาหารหรือการใช้สอยสิ่งต่างๆ

. อยู่ในสถานที่ที่สงัด ได้แก่ อยู่ในสถานที่สงบมีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม

. ฝึกหัดจิตใจให้สงบ ได้แก่ ฝึกหัดชำระจิต ให้สงบมีสุขภาพ คุณภาพ และประสิทธิภาพที่ดี๒๐

การแสดงโอวาทปาติโมกข์ มีหลักธรรมสรุปได้ว่า ให้ละเว้นชั่ว กระทำความดี และทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส ซึ่งเป็นแนวทางประพฤติปฏิบัติสำหรับพระสงฆ์ในการเผยแผ่หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ให้เกิดประโยชน์สุขแก่ชาวโลก ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งหลักการ อุดมการณ์

และวิธีการดังกล่าว และได้สืบทอดต่อๆมา จากสมัยพุทธกาลยืนยาวจนถึงปัจจุบัน

จากแนวคิดเรื่องการเผยแผ่หลักธรรมสมัยพุทธกาล สาระสำคัญคือโอวาทปาติโมกข์ของพระพุทธองค์ นับว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งสำหรับพระธรรมจาริกที่จะต้องศึกษาเรียนรู้ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้และนำมาเป็นหลักปฏิบัติในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในชุมชนระดับหมู่บ้าน

. แนวคิดเรื่องการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของโครงการพระธรรมจาริก

โครงการพระธรรมจาริกได้เริ่มต้นในปี ..๒๕๐๘ ที่วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามกรุงเทพฯ และได้ดำเนินงานอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ๔๒ ปีเศษแล้ว การบริหารจัดการได้มีสำนักงานบริหารส่วนกลางอยู่ที่วัดเบญจมบพิตรฯ และวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรุงเทพฯ สำนักงาน

บริหารงานส่วนภูมิภาคอยู่ วัดศรีโสดา อำเภอเมืองฯ จังหวัดเชียงใหม่โครงการพระธรรมจาริกส่วนภูมิภาค เป็นหน่วยงานปฏิบัติงานด้านการบริหารงานเกี่ยวกับคณะพระธรรมจาริกทั้งหมด พระธรรมจาริกมีภารกิจหลักคือ การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในหมู่บ้านชาวเขาทุกกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งรวมทั้งคนไทยที่อาศัยอยู่บนพื้นที่สูงด้วย

แนวคิดในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของโครงการพระธรรมจาริกก็คือ การเผยแผ่หลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์แก่พหุชนในหมู่บ้านให้มีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถนำหลักธรรมไปประพฤติปฏิบัติเพื่อประโยชน์สุขแก่ตนเองครอบครัวและผู้อื่นได้การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในหมู่บ้านของชาวเขานั้น พระธรรมจาริกเป็นตัวแทนสำคัญของโครงการพระธรรมจาริกในการสื่อสาร   หรือถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาสู่บุคคล กลุ่มและชุมชนโดยส่วนรวมพระธรรมจาริกมีบทบาทหน้าที่ตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายหลายประการคือ ด้านศาสนา ด้านชาวเขาสัมพันธ์ และด้านการสนับสนุนงานสงเคราะห์และพัฒนาชาวเขาภารกิจด้านศาสนา เป็นแนวคิดที่กำหนดกรอบและแนวทางการปฏิบัติงานของพระธรรมจาริกในด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนาโดยตรง ซึ่งได้วางไว้ ดังนี้

) ปฏิบัติงานด้านพัฒนาจิตใจ ชักชวนให้ชาวเขานำคำสั่งสอนทางพระพุทธศาสนามาใช้ในชีวิตประจำวัน

) สนับสนุนให้ชาวเขาแสดงตนเป็นพุทธมามกะ

) เมื่อชาวเขาเกิดศรัทธาเลื่อมใสในบวรพระพุทธศาสนา ส่งบุตรหลานเข้าบรรพชาอุปสมบท ให้อำนวยความสะดวกให้สำเร็จสมเจตนา โดยคัดเลือกกุลบุตรชาวเขาเหล่านั้น นำส่งรายชื่อที่สำนักงานบริหารงานโครงการพระธรรมจาริกส่วนภูมิภาค

) ปฏิบัติศาสนกิจ ได้แก่การทำวัตรเช้า-เย็น สวดมนต์เจริญสมถวิปัสสนากัมมัฏฐานแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ ออกบิณฑบาตตามแบบอย่างของพุทธบุตร เมื่อชาวเขานำอาหารมาถวายที่อาศรม แนะนำให้รู้ศาสนพิธี เช่น ไหว้พระ อาราธนาศีล รับศีล เป็นต้น

) ชักชวนชาวเขาให้ร่วมมือกันบูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะในอาศรม ปรับปรุงบริเวณพื้นที่อาศรมให้เป็นที่ร่มรื่น เพื่อสร้างศรัทธาแก่ผู้พบเห็น

) จัดให้มีการทำบุญตักบาตร ฟังธรรมเป็นประจำทุกวันธรรมสวนะ

) จัดให้มีการบำเพ็ญกุศลตามเทศกาลในวาระต่างๆ ตามประเพณีทางพระพุทธศาสนา๒๑ส่วนภารกิจของพระธรรมจาริกด้านชาวเขาสัมพันธ์ และด้านการสนับสนุนงานสงเคราะห์และพัฒนาชาวเขา แม้ว่าจะมิใช่ภารกิจหลัก แต่ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะละเลยเสียมิได้เพราะเป็นภารกิจที่จะสร้างความเชื่อถือ เลื่อมใสศรัทธาในตัวพระธรรมจาริก ซึ่งจะมีผลทำให้การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ชาวเขามีคุณภาพชีวิตที่ดี ประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนาด้วยความเข้าใจ ยอมรับ และมีความเลื่อมใสศรัทธาอย่างแท้จริง

สรุปได้ดังนี้

แนวคิด สอนโดยการปฏิบัติให้ดูเป็นตัวอย่าง ทำอย่างพูด พูดอย่างที่ทำ จึงก่อให้เกิดศรัทธาเลื่อมใส ท่านมีเมตตาอย่างยิ่งต่อลูกศิษย์ ญาติโยมการอบรมสั่งสอนลูกศิษย์ทั้งบรรพชิตและฆราวาส ท่านทุ่มเทความวิริยะอุตสาหะ อุทิศเวลาในการฝึกและขัดเกลาลูกศิษย์ จนกล่าวได้ว่างานสร้างคนเป็นงานอันดับหนึ่งของท่านนอกจากแนะนำสั่งสอนแล้ว ยังสอดส่องดูแลภิกษุสามเณร เกรงว่าจะถูกกระแสโลกดึงดูดไป ท่านห่วงและหวงลูกศิษย์ยิ่งนัก ถ้าทราบว่าพระเณรรูปใดจะลาสิกขา ท่านจะหาอุบายช่วยเหลือและป้องกันทุกวิถีทางจนสุดความสามารถท่านมีอนุสาสที่ปาฏิหาริย์ คือคำสอนที่เป็นจริง สอนให้เห็นจริงและนำไปปฏิบัติได้ผลสมจริงเป็นที่น่าอัศจรรย์

ลักษณะการสอนของพระเถระ

. สอนง่ายๆ พูดง่ายๆ ไม่ยืดยาว ศิษย์ไม่รู้ทาง ก็ชี้ทาง สอนให้แตกต่างกันตามความละเอียดของจิตใจระหว่างพระเณรกับพระเถระ ให้โอกาสซักถามข้อวัตรที่สงสัย

. สอนด้วยการทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ทำเหมือนพูด พูดเหมือนทำ

. ส่งสานุศิษย์ออกเผยแผ่ จากคนถึงคน จากธรรมถึงธรรม มีความคิดว่าครูบาอาจารย์

สามารถแก้ไขปัญหาได้ ให้คำแนะนำได้ มีผลมากกว่าตำรา

. ไม่เน้นปริมาณ แต่เน้นคุณภาพ สอนพระสงฆ์เป็นหลัก ให้ความสำคัญแก่พระสงฆ์มากกว่ากลุ่มอื่นๆ โดยเหตุที่เห็นว่า เป็นบุคคลที่พร้อมกว่าผู้อื่น

. เน้นจิตใจมากกว่าวัตถุ สอนให้ศิษย์สร้างวัดในใจ แล้วญาติโยมจะสร้างวัดภายนอกเอง

. ท่านเข้มงวดกวดขันแม้เรื่องเล็กน้อยก็ไม่ละเว้น โดยเชื่อว่า เรื่องเล็กๆ ถ้าปล่อยไว้ก็จะเป็นเรื่องใหญ่ต่อมา

. การสอนจะดูอุปนิสัยของศิษย์ บางครั้งก็ดบางครั้งก็เมตตา

. คัดเลือกสานุศิษย์อายุ พรรษาขึ้นไป บริหารจัดการเทศนาสั่งสอนญาติโยมและประกอบพิธีกรรมทางศาสนาได้ จะคัดเลือกให้ออกไปอยู่ตามสาขา ฝึกให้ปกครองตนเอง

. สอนอย่างเฉียบขาดห้าวหาญ เช่น “ไม่ดีก็ให้มันตาย ไม่ตายก็ให้มันดี” ท่านดุแต่ไม่โกรธ เทศน์พระเณรอย่างหนึ่ง เทศน์ญาติโยมธรรมดาก็อีกอย่างหนึ่ง

เอกลักษณ์ในการเทศน์ของหลวงพ่อ คือการสอนหลักความจริงด้วยภาษาที่ง่าย มีทฤษฎีน้อย มีคำอุปมาอุปไมยในสิ่งที่ผู้ฟังคุ้นเคยและอุทาหรณ์จากประสบการณ์ของท่าน สหธรรมิก ลูกศิษย์ ทำให้ผู้ฟังเพลิดเพลินกลอุบายในการเผยแผ่ที่สำคัญของท่านอีกประการหนึ่งคือ การให้พระฝรั่งสอนฝรั่ง โดยท่านพิจารณาว่าน่าจะเป็นผลดีกว่า เพราะย่อมเข้าใจในภาษา ภูมิหลัง ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม

การนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้กับบุคคลและชุมชน ยึดหลักธรรมคือสัจจะ มีความซื่อตรง ไม่คดโกง รักษาวินัย กฎระเบียบ เป็นคนตรงต่อเวลา เป็นแนวทางปฏิบัติ ซึ่งพระสงฆ์โดยเฉพาะพระครูสมุหวิเชียร คุณธมฺโม เป็นผู้นำด้านการพัฒนาจิตใจและปัญญา ทำให้ผู้ปฏิบัติคือสมาชิกของชุมชนมีความเป็นอยู่อย่างมีความสุขตามอัตภาพทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง

. ทฤษฎีการมีส่วนร่วม

ทฤษฎีที่จะกล่าวถึงนี้ เป็นทฤษฎีเกี่ยวกับการดำเนินการอย่างไรที่จะทำให้สมาชิกได้เข้ามามีบทบาทรับผิดชอบในฐานะเป็นเจ้าของโครงการหรือกิจกรรมส่วนรวมในชุมชนของตนเองได้ ซึ่งขอเสนอทฤษฎีการสร้างผู้นำ การเกลี้ยกล่อม (ชักจูงใจ) มวลชน และการใช้วิธีและระบบทางการ

บริหาร

. ทฤษฎีการสร้างผู้นำ (Leadership Theory)

สาระสำคัญคือ การสร้างภาวะผู้นำจากคนในชุมชน ให้ทำหน้าที่เป็นแบบอย่างที่ดีและเป็นผู้ที่สามารถชักจูงใจสมาชิกของชุมชนมาทำงานหรือร่วมกิจกรรมด้วยความเต็มใจ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายร่วมกันการสร้างผู้นำชุมชน จำเป็นต้องมีหลากหลาย มีทั้งกลุ่ม คณะ และองค์กรในชุมชนระดับหมู่บ้าน เช่น คณะกรรมการด้านการปกครองและพัฒนา ด้านการศึกษา วัฒนธรรมประเพณีด้านสาธารณสุข ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านการอาชีพ และด้านการท่องเที่ยว ฯลฯ ทั้งนี้ ผู้นำประเภทต่างๆ จะเกิดขึ้นตามความต้องการหรือความจำเป็นและการตัดสินใจของคนส่วนใหญ่ในชุมชนผู้นำในชุมชน มีทั้งผู้นำเป็นทางการและไม่เป็นทางการหรือที่เรียกว่าผู้นำตามจารีต

ประเพณี การพัฒนาใดๆ หากผู้นำชุมชนมีศักยภาพและได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจัง ย่อมส่งผลให้ชุมชนนั้นมีความเข้มแข็งเจริญก้าวหน้า สามารถแก้ปัญหาของตนเองได้อย่างเหมาะสมและถูกต้อง เป็นที่ยอมรับของคนในชุมชน

. ทฤษฎีการเกลี้ยกล่อม (ชักจูงใจ) มวลชน (Mass Persuasion Theory)สาระของทฤษฎีนี้คือ การชักจูงใจให้ได้ผลดี ต้องสร้างความสนใจในเรื่องนั้นให้เข้าใจ แจ่มแจ้ง ให้เกิดศรัทธาและตรงกับความต้องการของเขา เป็นเรื่องที่มีคุณค่า เหมาะกับบุคคลเวลา และสถานที่ โดยยึดหลักความต้องการของเขาเป็นสำคัญการชักจูงใจคน เป็นเรื่องของจิตวิทยา หากคนเราได้รู้ ได้เข้าใจ เกิดการยอมรับ ก็จะนำไปสู่การปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปฏิบัติที่ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมในกิจกรรมของแผนงานหรือโครงการที่สมาชิกทุกคน ทุกกลุ่มหรือองค์กร ได้ช่วยกันคิดช่วยกันจัดทำขึ้นการชักจูงใจให้ผู้อื่นปฏิบัติตาม จำเป็นต้องสร้างความเชื่อถือศรัทธาให้เกิดขึ้น มีศิลปะการพูดจูงใจคนอย่างมีเหตุผล ทำให้ผู้ฟังคล้อยตาม มีการทดลองปฏิบัติให้เห็นเป็นตัวอย่าง มีการศึกษา ดูงาน หรือมีสื่อประเภทต่างๆ ที่ทำให้สมาชิกชุมชนเกิดความรู้ความเข้าใจ สามารถนำไปปฏิบัติได้ไม่ยาก และบังเกิดผลประโยชน์ที่พึงประสงค์ตามเป้าหมายที่คาดหวังตั้งใจไว้ตรงกับความต้องการของชุมชน

ทฤษฎีนี้เป็นหลักสำคัญในการชักจูงใจให้ชาวบ้านในชุมชนทุกหลังคาเรือนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานกิจกรรมโครงการต่างๆ ที่เขาได้ริเริ่มช่วยกันคิดช่วยกันทำ เพื่อประโยชน์แก่ชุมชนของตนเอง

. ทฤษฎีการใช้วิธีและระบบทางการบริหาร (Administrative System and Method  Theory)

สาระสำคัญของทฤษฎีนี้ คือ การใช้กฎหมาย ระเบียบแบบแผนเป็นเครื่องมือในการดำเนินงาน โดยการกระจายอำนาจการบริหารงานไปยังท้องถิ่น และใช้วิธีการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและการตัดสินใจ รวมทั้งการประเมินผลงานของโครงการด้วยทฤษฎีดังกล่าวนี้ ยึดกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับเป็นหลักสำคัญในการดำเนินงานด้านการพัฒนา การป้องกันหรือการแก้ไขปัญหาเป็นการนำเอาวิธีการและระบบบริหารจัดการจากภายนอกเข้าไปใช้ในชุมชน ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งใหม่หรือนวัตกรรมที่ชาวบ้านอาจจะยังไม่คุ้นเคย จึงจำเป็นต้องมีการอบรม ชี้แจงให้สมาชิกในชุมชนได้เข้าใจ และสมาชิกสามารถที่จะแก้ไข ปรับปรุงกฎ ระเบียบต่างๆ ให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมของชุมชนได้ตามความเหมาะสม ความสามัคคี ความเสียสละ ความร่วมมือ ร่วมใจกัน ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนอย่างแท้จริงนั้น กฎหมายระเบียบ ข้อบังคับ จะเป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้ชุมชนมีความเป็นน้ำหนึ่งในเดียวกัน มี

ความเจริญก้าวหน้า เป็นชุมชนที่มีความเข้มแข็ง๒๗

. ทฤษฎีการสื่อสาร

อริสโตเติล (Aristotle) ได้ให้คำจำกัดความของการศึกษาวิชาวาทศิลป์ (Rhetoric) หรือการสื่อสาร (Communication) ว่า คือการแสวงหา “วิธีการชักจูงใจที่พึงมีอยู่ทุกรูปแบบ” (search for “all the available means of persuation”)๒๘

แม้นมาศ ชวลิต ได้ให้ความหมายของการสื่อสารว่า การสื่อสาร หมายถึง กระบวนการในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างมนุษย์ภายใต้สภาพแวดล้อม ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ตามสภาวการณ์๒๙ อาจจะให้ความหมายตามสภาวการณ์ปัจจุบันได้ว่า การสื่อสาร หมายถึงกระบวนการถ่ายทอดสารจากบุคคลฝ่ายหนึ่ง (ผู้ส่งสาร) ไปยังบุคคลหรือกลุ่มบุคคลอีกฝ่ายหนึ่ง (ผู้รับสาร) โดยผ่านสื่อที่เป็นบุคคล สัตว์ วัตถุ สิ่งของ หรือคลื่นพลังงานไฟฟ้า แสง เสียง เป็นต้นและสรุปได้ว่า การสื่อสาร คือกระบวนการทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน

องค์ประกอบของการสื่อสารการสื่อสารมีองค์ประกอบ ประการ คือ

S = Sender ผู้ส่งสาร

M = Message สาร

C = Channel or Media ช่องทางสื่อสารหรือสื่อ

R = Receiver ผู้รับสาร

องค์ประกอบสำคัญของการสื่อสาร จึงมีชื่อย่อว่า SMCR๓๐ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมรับกันทั่วไปการสื่อสาร มี ประเภท คือ การสื่อสารระหว่างบุคคล การสื่อสารกลุ่ม และการ

สื่อสารมวลชนทฤษฎีการสื่อสาร ยังคงต้องอิงหรือหยิบยกทฤษฎีในศาสตร์สาขาอื่นๆ มาใช้ เช่น ทฤษฎีทางจิตวิทยา ทฤษฎีทางสังคมวิทยา ฯลฯ ซึ่งจะขอนำเสนอดังนี้

. ทฤษฎีการแลกเปลี่ยนทางสังคม (Social Exchange Theory)

ทฤษฎีนี้นำเสนอโดย จอห์น ทิเบาท์ (John Thibaut) ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยนอร์ท คาโรไลน่า และฮาโรลด์ เคลลี (Harold Kelly) แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียสหรัฐอเมริกา

ทฤษฎีดังกล่าวมีสาระสำคัญคือ

คนเราจะกระทำการใดๆ ก็เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนสูงสุด และเสียต้นทุนน้อยที่สุดความพึงพอใจในความสัมพันธ์ต่อกันขึ้นอยู่กับความคาดหวัง ความคงอยู่ของความสัมพันธ์ขึ้นอยู่กับผลตอบแทนที่ได้รับความขัดแย้ง สามารถแก้ไขได้ดีที่สุด โดยการควบคุมพฤติกรรมร่วมกัน และเปลี่ยน

แปลงผลที่ได้รับเพื่อให้เกิดความร่วมมือกัน๓๑

ทฤษฎีนี้ชี้ให้เห็นชัดว่า คนทุกคนจะทำอะไร ก็มุ่งหวังสิ่งตอบแทน เพื่อประโยชน์ของตนเองเป็นอันดับแรก และการมีความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นไม่ว่าเป็นไปในด้านใด ก็มุ่งผลตอบแทนที่จะได้รับ ถ้าไม่มีสิ่งตอบแทน ความสัมพันธ์ก็จะห่างเลือนลางไป ดังนั้น การสื่อสาร หากผู้ส่งสารหรือผู้รับสารไม่ได้รับผลประโยชน์สิ่งใดตอบแทน ย่อมไม่มีเหตุจูงใจให้มีการติดต่อสื่อสารระหว่างกันและกัน

. ทฤษฎีการพิจารณาทางสังคม (Social Judgment Involvement)นำเสนอโดย มูซาเฟอ เชอริฟ (Muzafer Sherif) นักจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยโอคลาโฮมา

สาระสำคัญของทฤษฎีนี้ คือ การรับรู้เรื่องการจูงใจ คือ การให้ความแตกต่างหรือความไม่ตรงกันระหว่างจุดยืนของผู้พูดกับทรรศนะของผู้ฟังมากเพียงใด ย่อมทำให้ผู้ฟังต้องปรับเปลี่ยนเจตคติมากขึ้นเท่าที่เนื้อหา (เหตุผล) อยู่ในขอบเขตที่ผู้ฟังยอมรับได้คนที่ให้ความสำคัญต่อชีวิตตนเองสูง (high ego involvement) ปกติจะมีขอบเขตของการไม่ยอมรับกว้าง เนื้อหาที่ตกอยู่ในขอบเขตดังกล่าว อาจก่อให้เกิดปฏิกิริยาย้อนกลับ

เชอริฟ ได้สรุปว่า อิทธิพลระหว่างบุคคล แท้จริงคือเรื่องของระยะห่างระหว่างเนื้อหากับตำแหน่งหรือจุดยืนของผู้ฟัง ดังนั้น การจะพูดจูงใจใคร ต้องรู้จุดยืนของผู้ฟัง รู้เนื้อหา (เหตุผล) ที่อยู่ในขอบเขตที่บุคคลนั้นยอมรับได้

และเขายังได้ให้ข้อคิดเพิ่มเติมว่า

) ผู้พูดที่มีความเชื่อถือสูง สามารถขยายขอบเขตการยอมรับของผู้ฟังได้กว้างขึ้น

) ความกำกวม บางครั้งสามารถให้ผลดีกว่าความชัดเจน

) คนที่มีอัตตาสูง มีความยึดมั่นไม่เปลี่ยนแปลง บุคคลกลุ่มนี้จะมีขอบเขตการไม่ยอมรับกว้างกว่าบุคคลทั่วไป๓๒

. แนวคิดเรื่องการขัดเกลาทางสังคม (Socialization)

การขัดเกลาทางสังคม เป็นกระบวนการของการเข้าสู่กลุ่ม ถูกหล่อหลอมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสังคมกระบวนการขัดเกลาทางสังคม แบ่งเป็น ประเภท คือ แบบเป็นทางการ และแบบไม่เป็นทางการแบบเป็นทางการ เป็นการเรียนรู้จากแหล่งการศึกษาโดยตรง จากการประชุมอบรมหรือการฝึกปฏิบัติงาน แบบไม่เป็นทางการ เป็นการเรียนรู้จากบิดามารดา ญาติพี่น้อง เพื่อสื่อมวลชนประเภทต่างๆ เป็นการเรียนรู้โดยไม่รู้ตัวสังคมไทยปัจจุบัน สื่อมวลชนมีบทบาทสำคัญในกระบวนการขัดเกลาทางสังคมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สื่อมวลชนจึงเปรียบเสมือนเสียงที่มีอิทธิพล เป็นหนึ่งในตัวแทนทางสังคมที่มีความสำคัญในกระบวนการขัดเกลาทางสังคม๓๓

ทฤษฎีและแนวคิดเกี่ยวกับการสื่อสาร ย่อมเป็นหลักการสำคัญของผู้ปฏิบัติงานด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา เป็นข้อคิดข้อคำนึงในการนำเนื้อหาสาระมาประยุกต์ใช้สำหรับการดำเนินงานกับบุคคล กลุ่มบุคคล ให้บังเกิดผลดีกับส่วนรวมของชุมชนระดับหมู่บ้านได้

. ทฤษฎีการสังคมสงเคราะห์

การสังคมสงเคราะห์ หมายถึง การช่วยเหลือบุคคล กลุ่ม หรือชุมชนที่มีปัญหาความทุกข์ยาก เดือดร้อน โดยวิธีการป้องกัน แก้ไข บำบัดฟื้นฟู หรือพัฒนาให้มีศักยภาพ สามารถช่วยเหลือตนเองได้ทฤษฎีทางสังคมสงเคราะห์ อาจแบ่งออกเป็น ทฤษฎีสังคมสงเคราะห์เฉพาะราย (บุคคล)ทฤษฎีสังคมสงเคราะห์กลุ่มชน และทฤษฎีสังคมสงเคราะห์ชุมชน ซึ่งในแต่ละวิธีการทางสังคม สงเคราะห์มีทฤษฎีที่เกี่ยวข้องหลายทฤษฎี แต่ขอนำเพียงทฤษฎีที่สำคัญมากล่าวอ้าง ดังนี้

) ทฤษฎีสังคมสงเคราะห์เฉพาะราย

. ทฤษฎีการหน้าที่ (Functional Approach Theory)

ใช้สำหรับการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์เฉพาะราย ซึ่งเกิดจากการคิดค้น การสอน และข้อเขียนของนักวิชาการ ท่าน เป็นอาจารย์อยู่ในมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ช่วงปี ..๑๙๓๐ คือ เจสซี ทาฟต์ (Jessie Taft)และเวอร์จิเนีย โรบินสัน(Verginia Robinson)

ทฤษฎีการหน้าที่มีสาระสำคัญ คือสัมพันธภาพระหว่างผู้ใช้บริการ(Client)  กับนักสังคมสงเคราะห์เป็นประสบการณ์ที่ทรงคุณค่าในตัวของมันเอง นักสังคมสงเคราะห์ต้องทำงานกับผู้ใช้บริการ ไม่ใช่ทำให้ผู้ใช้บริการ (work with not work for) ทฤษฎีนี้เห็นว่า จุดศูนย์กลางการเปลี่ยนแปลงอยู่ที่ผู้ใช้บริการไม่ใช่นักสังคมสงเคราะห์

ทฤษฎีการหน้าที่ ได้กล่าวถึงหลักประการสำคัญของกระบวนการสังคมสงเคราะห์เฉพาะราย ต้องเป็นไปตามขั้นตอนคือ การวิเคราะห์วินิจฉัย การใช้จังหวะเวลา การใช้การหน้าที่ของหน่วยงาน ใช้โครงสร้างที่มีความสัมพันธ์กับการหน้าที่ และการกำหนดเป้าหมายอย่างมีส่วนร่วมสิ่งสำคัญคือ กระบวนการทำงานสังคมสงเคราะห์ทุกขั้นตอนจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องใช้ “สัมพันธภาพ” เป็นองค์ประกอบสำคัญในการทำให้ผู้เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมตัดสินใจ และเลือกกระทำการต่างๆ ที่ตัวเขาเป็นผู้กำหนดเป้าหมายเอง และเป้าหมายนั้นสอดคล้องกับเป้าหมายการให้บริการของนักสังคมสงเคราะห์๓๔

ทฤษฎีการแก้ไขปัญหา (Problems Solving Approach Theory)ทฤษฎีดังกล่าวนำเสนอโดย เฮเลน แฮร์ริส เพิร์ลแมน (Helen Harris Perlman) ในปีค..๑๙๕๗

ทฤษฎีนี้มีจุดยืนที่แน่นอนว่า

“ชีวิตคือกระบวนการในการเผชิญกับปัญหาและการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา”

สาระสำคัญของทฤษฎีนี้ คือ ปัจจัยพื้นฐานในการแก้ไขปัญหามี ประการ ดังนี้

() บุคคล (Person) หมายถึง ผู้ใช้บริการที่มีความทุกข์ยากเดือดร้อนไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ คนชรา คนพิการ คนยากจน ฯลฯ

() ปัญหา (Problem) บุคคลเหล่านี้ประสบปัญหาด้านต่างๆ ในชีวิตหรือครอบครัว ไม่สามารถช่วยตนเองได้

() สถานที่ (Place) หมายถึง หน่วยงานหรือองค์กรที่มีวัตถุประสงค์ และหน้าที่ความรับผิดชอบในการช่วยเหลือ โดยการทำหน้าที่แก้ไขปัญหาของบุคคลที่เดือดร้อน

() กระบวนการ (Process) การช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อน จะเป็นกระบวนการดำเนินงานตามขั้นตอนอย่างมีระบบ โดยยึดระเบียบกฎเกณฑ์และวิธีการที่ถูกต้องเหมาะสม เพื่อเกิดประโยชน์แก่ผู้ที่เดือดร้อนอย่างแท้จริง๓๕

นอกจากนี้ ยังมีความจำเป็นต้องมี ปัจจัยเสริม คือสัมพันธภาพและการรับอิทธิพลจากผู้อื่น เป็นตัวแปรสำคัญในการแก้ไขปัญหาให้บังเกิดผลดี

จุดมุ่งหมายระยะแรก คือพยายามทำให้ผู้ใช้บริการ (Client) ตั้งใจและเต็มใจต่อสู้กับปัญหาของตนเองจุดมุ่งหมายสุดท้าย คือสามารถแก้ไขปัญหาด้วยตนเองได้

) ทฤษฎีสังคมสงเคราะห์กลุ่มชน

. ทฤษฎีเกี่ยวกับการพัฒนา (The Developmental Theory)ทฤษฎีนี้เสนอขึ้นโดย เอมมานูเอล ทรอพ (Emanuel Trop) ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ทางสังคมสงเคราะห์ในมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา

สาระสำคัญของทฤษฎี เน้นพฤติกรรมหรือการกระทำตามหน้าที่ของสมาชิกในปัจจุบัน มิได้เน้นสภาวะที่ผิดปกติหรือพฤติกรรมในอดีตของสมาชิก จุดมุ่งหมายหลักคือ กลุ่มใน

ปัจจุบันและพฤติกรรมของบุคคลในกลุ่มขณะนั้นการจัดกลุ่มจะมุ่งให้สมาชิกของกลุ่มได้มีส่วนร่วมมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ คือให้มีความสนใจร่วมกัน รับรู้เรื่องของกันและกัน มีความรู้สึกที่ดีต่อกัน ต่อเหตุการณ์ในชีวิตของกันและกัน

ทฤษฎีดังกล่าว เน้นเป้าหมายของกลุ่ม สถานการณ์ปัจจุบัน และความสำคัญของสมาชิกกลุ่มในฐานะเป็นขุมทรัพยากรเพื่อการพัฒนา๓๖

. ทฤษฎีเกี่ยวกับการปฏิสัมพันธ์ (Interactionist Theory)

ทฤษฎีนี้เสนอขึ้นโดยวิลเลี่ยม ชวาร์ทซ์ (William Schwartz) ศาสตราจารย์ทางสังคมสงเคราะห์แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา ทฤษฎีนี้เน้นเรื่องสำคัญๆ ดังนี้

() สมาชิกจะต้องมีหน้าที่หรือกิจกรรมการงานที่ต้องทำ

() นักสังคมสงเคราะห์กลุ่มชน ต้องมีหน้าที่และความรับผิดชอบที่แน่นอน ซึ่งทั้งสมาชิกของกลุ่มและนักสังคมสงเคราะห์ต้องมีหน้าที่พึงกระทำต่อกันและกันในองค์ประกอบต่างๆ ที่เป็นระบบ

บทบาทของนักสังคมสงเคราะห์กลุ่มชน คือพยายามส่งเสริมช่วยเหลือกระตุ้นให้สมาชิกในกลุ่มแต่ละคนมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันและกัน เพื่อให้มีส่วนสนับสนุนการเจริญเติบโตและพัฒนาการของกันและกัน สมาชิกจะเรียนรู้เกี่ยวกับตนเองมากขึ้น รู้จักตนเอง เน้นความสำคัญและคุณค่าของตนเองในทางที่ดีขึ้น๓๗

ทฤษฎีนี้เน้นความสำคัญที่สภาวะแวดล้อมมากกว่าความสำคัญที่ตัวบุคคล เช่นเน้นกลุ่มครอบครัว กลุ่มเพื่อน กลุ่มเพื่อนบ้านที่มีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการด้านบุคลิกภาพของบุคคล

) ทฤษฎีสังคมสงเคราะห์ชุมชน

ทฤษฎีด้านการสังคมสงเคราะห์ชุมชน ยังไม่มีผู้ใดเขียนไว้ชัดเจน แต่อาจจะนำทฤษฎีบางทฤษฎีมาปรับใช้กับการสังคมสงเคราะห์ชุมชน คือ ทฤษฎีการเรียนรู้ และทฤษฎีการจัดองค์กร

. ทฤษฎีการเรียนรู้ (Learning Theory)

ทฤษฎีนี้มีแนวความคิดที่ว่า การที่บุคคลในชุมชนไม่สามารถทำหน้าที่ของตนได้อย่างสมบูรณ์ เต็มความสามารถและมีความเหมาะสมถูกต้องนั้น มีสาเหตุจากการที่ไม่มีการเรียนรู้ที่เหมาะสม ไม่สนองตอบต่อปัญหาและความต้องการของชุมชน ดังนั้น จึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขปรับปรุงด้วยกระบวนการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่ดีและเหมาะสมกว่า โดยลืมสิ่งเก่าๆ ที่ไม่พึงปรารถนาการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ของสมาชิกในชุมชน ด้วยวิธีการคิดไปทำไป ลองผิดลองถูกแล้วได้ผลสรุปขององค์ความรู้ใหม่ที่นำมาใช้ปฏิบัติจะเป็นแนวทางการพัฒนาตนเองได้อย่างยั่งยืนทั้งนี้จะมีการผสมผสานองค์ความรู้ใหม่ให้เข้ากับวิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณี และความเชื่อของชุมชนโดยได้รับการยอมรับจากสมาชิกในชุมชน๓๘นักสังคมสงเคราะห์ชุมชนจะมีบทบาทหน้าที่ด้านการช่วยเหลือ กระตุ้นให้สมาชิกในชุมชนเกิดการเรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรียนรู้เรื่องชุมชนของตนเองว่า ภาพรวมของชุมชนมีสภาพเป็นอย่างไร มีปัญหาอะไรบ้าง มีจุดแข็งและข้อด้อยอย่างไร การป้องกันและการแก้ไขปัญหาและการพัฒนามีวิธีคิด วิธีทำอย่างไรบ้างนอกจากนี้ นักสังคมสงเคราะห์ยังมีบทบาทหน้าที่ด้านการประสานงานกับบุคคลหน่วยงาน หรือองค์กรต่างๆที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ชุมชน ซึ่งสมาชิกชุมชนโดยเฉพาะผู้นำของชุมชน จำเป็นต้องมีการเรียนรู้เรื่องดังกล่าวเพื่อเป็นแนวทางดำเนินงานของชุมชนได้ด้วยตนเองต่อไป

. ทฤษฎีการจัดองค์กร (Organizational Theory)

ทฤษฎีนี้เน้นให้นักสังคมสงเคราะห์ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องในชุมชนได้มีความรู้ความเข้าใจเรื่องการจัดองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรในชุมชนที่ดำเนินงานด้านสังคมสงเคราะห์หรือสวัสดิการสังคม ทั้งนี้เพื่อที่จะมีส่วนช่วยให้การดำเนินงานขององค์กรบรรลุเป้าหมาย เป็นไปอย่างถูกต้องเหมาะสมและเกิดประโยชน์โดยตรงต่อชุมชนนักสังคมสงเคราะห์หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง จำเป็นที่จะต้องศึกษาดูว่า องค์กรที่ปฏิบัติงานในชุมชนนั้นเป็นอย่างไร ในด้านต่างๆ คือ

() โครงสร้างขององค์กรโดยทั่วไป

() บุคลากรที่รับผิดชอบในการปฏิบัติงาน

() ความสัมพันธ์ระหว่างผู้รับบริการกับบุคลากรที่ให้บริการในองค์กร

() ปัญหาและข้อขัดแย้งต่างๆ ที่มีอยู่ในองค์กร๓๙

นอกจากนี้ ยังต้องศึกษา ประเมิน หรือวิเคราะห์ดูสถานการณ์ต่างๆ ด้วยว่าองค์กรมีรูปแบบการดำเนินงานลักษณะใด การจัดระบบต่างๆ ในองค์กรมีผลต่อการให้บริการทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณอย่างไรบ้าง ความรู้ความเข้าใจจากการศึกษาเรียนรู้ ประเด็นเหล่านี้ ย่อมจะเป็นข้อมูลสำคัญในการพิจารณาปรับปรุง แก้ไข เปลี่ยนแปลง ให้องค์กรได้ดำเนินงานไปในแนวทางที่ดี

ขึ้นและมีความยั่งยืน

. ทฤษฎีการพัฒนาชุมชน

การพัฒนาชุมชน เป็นการนำความรู้สาขาวิชาต่างๆ ทางสังคมศาสตร์ไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินงาน ตามกระบวนการทุกขั้นตอนคือ การศึกษาชุมชน การวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการของชุมชน การวางแผนการดำเนินงานโครงการ การติดตามและประเมินผล การทบทวนเพื่อแก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น

ทฤษฎีที่ใช้ในการพัฒนาชุมชนมีหลายทฤษฎี อาจแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ ทฤษฎีเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม การจัดระเบียบทางสังคม และการพัฒนาแบบผสมผสานซึ่งจะขอนำเสนอเพียงบางทฤษฎี ดังนี้

. ทฤษฎีเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม

) ทฤษฎีวิวัฒนาการของ ออกัสท์ คองท์ (August Comte)

ออกัสท์ คองท์ เป็นนักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศส เขาเป็นคนแรกที่นำทฤษฎีวิวัฒนาการมาใช้อธิบายการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

สาระสำคัญของทฤษฎีนี้คือ สังคมมีโครงสร้างที่สำคัญ ส่วน คือ ส่วนที่ไม่เปลี่ยนแปลงหรือคงที่ กับส่วนที่เปลี่ยนแปลงหรือพลวัต ส่วนที่เปลี่ยนแปลงนี้เองที่ทำให้สังคมต้องเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา สังคมได้มีวิวัฒนาการจากโครงสร้างง่ายๆ ไปสู่โครงสร้างที่สลับซับซ้อนมากขึ้นอยู่เสมอ เป็นการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องกันอย่างเป็นระบบ จากครอบครัวขยายเป็นชุมชนและสังคม ซึ่งมีลักษณะที่ซับซ้อนเป็นลำดับ๔๐ความเปลี่ยนแปลงในสังคมมนุษย์ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน อาจแบ่งออกเป็นยุคสมัยตามประวัติศาสตร์ และมีวิวัฒนาการเรื่อยมา ซึ่งการศึกษาเรียนรู้เรื่องราวในอดีตของชุมชนหรือประวัติชุมชนว่ามีสภาพเป็นอย่างไร และมีวิวัฒนาการหรือความเปลี่ยนแปลงมาสู่ปัจจุบันอย่างไรบ้าง ย่อมเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่องานด้านการพัฒนาชุมชนเป็นอย่างมาก

) ทฤษฎีความล้าหลังทางวัฒนธรรม (Cultural Lag Theory)ทฤษฎีความล้าหลังทางวัฒนธรรม มีชื่อเรียกอย่างอื่นอีก เช่น ทฤษฎีความล้าทางวัฒนธรรม ทฤษฎีความเฉื่อยทางวัฒนธรรม เป็นต้นผู้นำเสนอทฤษฎีนี้คือ วิลเลี่ยม เอฟ ออกเบิร์น (William F. Ogburn) ชาวอเมริกัน

สาระสำคัญของทฤษฎีนี้คือ

.) วัฒนธรรมทางวัตถุ ได้แก่ วัฒนธรรมที่เป็นแบบอย่างการใช้สิ่งของ เครื่องมือ อุปกรณ์ และปัจจัยต่างๆ สำหรับการดำรงชีวิตของมนุษย์

.) วัฒนธรรมที่ไม่ใช่วัตถุ ได้แก่ ความคิด ความเชื่อ พฤติกรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี ค่านิยม อุดมการณ์ หรือบรรทัดฐานของสังคมสังคมทุกสังคมมีวัฒนธรรมทั้งสองประเภทนี้เป็นของตนเอง และมีความแตกต่างกันออกไป หรือมีความเป็นตัวของตัวเองทางวัฒนธรรมความล้าหลังทางวัฒนธรรม เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ไม่สมดุลกัน สังคมรับวัฒนธรรมจากภายนอก โดยรับวัฒนธรรมทางวัตถุได้เร็วกว่าวัฒนธรรมที่ไม่ใช่วัตถุ จึงทำให้เกิดปัญหา เกิดความสับสนวุ่นวายขึ้นในสังคม อาจกล่าวได้ว่าการเปลี่ยนความคิดของคนทำได้ยาก การเปลี่ยนแปลงวัตถุทำได้ง่ายกว่า๔๑

ทฤษฎีความล้าหลังทางวัฒนธรรม สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางการพัฒนาชุมชนได้โดยการดำเนินงานด้านการวางแผนหรือการจัดทำโครงการใดๆ ก็ตาม จะต้องคำนึงถึงความสอดคล้องกับวัฒนธรรมชุมชน และเป็นที่ยอมรับของชาวบ้าน นอกจากนี้ การพัฒนาชุมชนมุ่งพัฒนาคนเป็นลำดับแรก วัตถุเป็นเรื่องรองลงมา จึงต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านความคิดสติปัญญา หรือวิธีคิด ของคนในชุมชนมากกว่าการพัฒนาทางด้านวัตถุ

. ทฤษฎีเกี่ยวกับการจัดระเบียบทางสังคม

ทฤษฎีการจัดระเบียบทางสังคมที่ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาชุมชน คือ ทฤษฎีควบคุมทางสังคม และทฤษฎีโครงสร้างหน้าที่

) ทฤษฎีควบคุมทางสังคมผู้เสนอทฤษฎีนี้คือ ริชาร์ด ที. ลาพิเอร์ (Richard T. Lapiere) นักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศส

สาระสำคัญของทฤษฎี คือการจัดระเบียบทางสังคมด้วยการควบคุมทางสังคม ต้องมุ่งให้สมาชิกแต่ละคนประพฤติและปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับหรือบรรทัดฐานของสังคม เช่นการปฏิบัติตามสถานภาพของบุคคล สถานภาพของกลุ่ม การควบคุมทางสังคม จะเป็นการป้องกันไม่ให้

สมาชิกละเมิดบรรทัดฐานทางสังคมหรือมีพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนไปจากปกติ ซึ่งจะทำให้สังคมประสบปัญหาความเดือดร้อน วิธีการควบคุม คือ การให้รางวัลแก่สมาชิกเมื่อประพฤติปฏิบัติดี และการลงโทษ เมื่อสมาชิกละเมิดบรรทัดฐานของสังคม๔๒

ทฤษฎีการควบคุมทางสังคม สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการกำหนดกฎระเบียบของชุมชน และมีการให้รางวัลกับสมาชิกในหมู่บ้านที่ประพฤติปฏิบัติตนเป็นตัวอย่างที่ดี หรือมีการลงโทษสมาชิกที่ละเมิดกฎระเบียบหรือจารีตประเพณีของหมู่บ้าน

) ทฤษฎีโครงสร้างและหน้าที่

นักทฤษฎีเรื่องนี้มีหลายคน ซึ่งมีความคิดเป็นแนวเดียวกันว่า โครงสร้างของสังคมประกอบด้วยส่วนต่างๆ เช่นเดียวกับมนุษย์ที่ประกอบด้วยอวัยวะต่างๆ ทั้งภายนอกและภายในส่วนประกอบของสังคมก็มีทั้งที่เป็นส่วนย่อย เช่น ครอบครัว ชนชั้นของสังคม และมีส่วนประกอบ

ที่ ใหญ่ขึ้น เช่น ชุมชน หรือเมือง เป็นต้น

การพัฒนาตามแนวทางที่เหมาะสมและสอดคล้องกับวัฒนธรรมของชุมชน มีความสมดุลในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

. ทฤษฎีการพัฒนาแบบผสมผสาน

) ทฤษฎีศักยภาพการพัฒนาและการแพร่กระจาย (Development Potential Diffusion Theory) ทฤษฎีนี้เสนอโดย อาจารย์สัญญา สัญญาวิวัฒน์ นักสังคมวิทยาและนักวิชาการด้านการพัฒนาชุมชนของไทย สาระสำคัญของทฤษฎี คือ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้สังคมเกิดการพัฒนา

มีดังนี้

() ทรัพยากรธรรมชาติ มีอยู่ตามธรรมชาติ คือ ดิน น้ำ ป่า แร่ธาตุ เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการพัฒนา เป็นทุนในการยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นได้

() ทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในวัยแรงงาน และเป็นแรงงานที่มีคุณภาพ จะเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาได้มาก สังคมใดที่มีประชากรในวัยเด็ก หรือวัยชรามาก จะ

เป็นภาระมากกว่าประโยชน์ต่อการพัฒนา

() องค์กรทางสังคม หมายถึงคนที่อยู่ในสังคม ระดับครอบครัว กลุ่ม ชุมชนองค์กรต่างๆ เป็นทุนสำคัญยิ่งในการพัฒนาสังคม

() ภาวะผู้นำ ทำให้เกิดศักยภาพในการพัฒนามากขึ้น สังคมที่มีผู้นำที่ดี มีความเสียสละ อุทิศตนให้กับกิจกรรมการพัฒนา ย่อมบังเกิดผลดีแก่ชุมชน

() การติดต่อกับโลกภายนอก คนในชุมชนมีการติดต่อกับคนนอกชุมชนหรือกับชุมชนอื่น ทำให้เกิดการถ่ายทอดการเรียนรู้ รับเอาความรู้ เทคโนโลยีมาใช้ในชุมชนของตนเอง

ทำให้มีความเจริญก้าวหน้ามากขึ้น

() การฝึกอบรม คือการได้รับการศึกษาของประชาชน โดยเฉพาะการศึกษาที่เป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต ด้านการงานอาชีพ สุขภาพอนามัย การจัดตั้งกลุ่ม หรือเรื่องเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม๔๔ ปัจจัย ประการดังกล่าว หากมีมากเพียงใด การพัฒนาก็มากยิ่งขึ้นเท่านั้น ซึ่งการพัฒนาชุมชนจำเป็นต้องคำนึงถึงประเด็นต่างๆ เหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเน้นเรื่องการพัฒนาคน ซึ่งใช้วิธีการฝึกอบรม ย่อมทำให้เกิดศักยภาพของการพัฒนาและเกิดการแพร่กระจายสู่สังคมมากขึ้น

) ทฤษฎีการพัฒนาชนบทแบบผสมผสาน (Integrated Rural Development Theory)

ทฤษฎีนี้เป็นแนวทางที่ธนาคารโลก เสนอให้ประเทศกำลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนานำไป ใช้ในการพัฒนาชนบท ซึ่งเป็นสังคมส่วนใหญ่ของประเทศเหล่านั้น

สาระสำคัญของทฤษฎีนี้ คือ

() รูปแบบมีรูปแบบเป็นระบบเดียวกัน มีหลักการสำคัญคือ ๑. รัฐบาลต้องดำเนินการให้ชาวนารายย่อยเข้าถึงบริการและปัจจัยการผลิตต่างๆ ที่รัฐจัดขึ้น เพื่อปรับปรุงฐานะความเป็นอยู่ของคนใหดี้ขึ้น

. มีการวางแผนหลายๆสาขาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น

. เลือกพื้นที่เป้าหมายเพื่อระดมการพัฒนาให้ครอบคลุมทุกๆด้าน

. กระจายอำนาจการบริหารและการตัดสินใจไปสู่ระดับภูมิภาคและระดับท้องถิ่น

() วิธีการ

การพัฒนาชนบทแบบผสมผสานมีวิธีการดังนี้

. แผนงานและโครงการที่จัดทำขึ้นต้องมาจากการสำรวจความต้องการและความจำเป็นของประชาชนในพื้นที่เป้าหมาย

. การปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชน ต้องคำนึงถึงด้านกายภาพ การบริการสาธารณะ การบริการสังคม การสนับสนุนกลุ่มและองค์กรที่ประชาชนจัดตั้งขึ้น

. มีการแบ่งงานกันอย่างชัดเจนตามความชำนาญของหน่วยงานต่างๆ ไม่เกิดความซ้ำซ้อนกัน

. ต้องมีศูนย์ประสานงาน เพื่อสนับสนุนติดตามแผนงานโครงการของหน่วยงาน

. งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ ต้องได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจัง บุคลากรที่เข้าร่วมดำเนินงานต้องมีคุณภาพและมีจำนวนเพียงพอ

. ต้องมีแผนงานโครงการแต่ละปี วางเป้าหมายอย่างชัดเจน มีการประเมินผลและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้

. ต้องมอบการตัดสินใจให้แก่องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมที่ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม

การนำทฤษฎีการพัฒนาชนบทแบบผสมผสานไปใช้ในการพัฒนาชุมชนได้โดยใช้วิธีการวางแผนและโครงการพัฒนาแบบองค์รวม ไม่ใช่เป็นแบบแยกส่วน เป็นการผสมผสานงานโครงการทุกภาคส่วน สามารถดำเนินงานก้าวหน้าไปพร้อมๆกัน เน้นการกระจายอำนาจสู่องค์กรท้องถิ่น และปรับปรุงการดำเนินงานแก้ปัญหาของชุมชนได้

                   …………………………….

เชิงอรรถ

วิ..(บาลี)/๓๒/๔๐.

เสฐียรพงษ์ วรรณปก, คำบรรยายพระไตรปิฎก, พิมพ์ครั้งที่ , (กรุงเทพฯ : ธรรมสภาและสถาบันบันลือธรรม. ๒๕๔๓) หน้า .

๑๒ นภัค วัฒนคุณ, “ความต้องการในการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาการท่องเที่ยว กรณีเวียงท่ากานตำบลบ้านกลาง อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่”,วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย :มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,๒๕๔๕), หน้า ๑๖

๑๓ อารีรัตน์ เถกิงสรคันธุ์, “การมีส่วนร่วมในการพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาลของบุคลากรโรงพยาบาลกำแพงเพชร”, วิทยานิพนธ์ปริญญาพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,๒๕๔๕), หน้า -๑๑

๑๙ พระเทพโสภณ, “วันมาฆบูชา”, พุทธจักร ปีที่ ๕๘ ฉบับที่ (มีนาคม ๒๕๔๗) : ๑๘-๑๙.

๒๐ เรื่องเดียวกัน. หน้า ๒๑-๒๒.

๒๑ เอกสาร “ระเบียบคณะพระธรรมจาริกว่าด้วยการบริหารงานโครงการพระธรรมจาริก พุทธศักราช ๒๕๓๙”ข้อ ๑๒ หน้า -๑๐.

๒๖ พระเทพโสภณ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) โรงเรียนวิถีพุทธ ปาฐกถาพิเศษเรื่อง ยุทธศาสตร์การพัฒนาโรงเรียนวิถีพุทธ (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๗) หน้า ๓๘

๒๗ สนธยา พลศรี, ทฤษฎีและหลักการพัฒนาชุมชน. (กรุงเทพฯ : พิมพ์ที่ โอ.เอส.พริ้นติ้ง เฮ้าส์, ๒๕๓๓) หน้า๑๕๖-๑๕๗

๒๘ มณฑล ใบบัว, ผศ. การสื่อสารเพื่ออุดมการณ์แผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง (กรุงเทพฯ : โอ.เอส. พริ้นติ้ง เฮ้าส์,๒๕๓๖) หน้า

๒๙ แม้นมาส ชวลิต, .คุณหญิง. เอกสารการสอนชุดวิชาการสื่อสาร หน่วยที่ - สาขาวิชาศิลปศาสตร์ มสธ.(พิมพ์ครั้งที่ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๔๒) หน้า

๓๐ ภัสวลี นิติเกษตรสุนทร, การสื่อสาร หน่วยที่ กระบวนการและบริบทในการสื่อสาร สาขาวิชาศิลปศาสตร์มสธ. พิมพ์ครั้งที่ (สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๔๒) หน้า ๕๐

๓๑ วิทยา ดำรงเกียรติศักดิ์, รศ.ดร. สรุปทฤษฎีการสื่อสาร. (เชียงใหม่: สาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้,๒๕๔๒) หน้า ๒๑

๓๒ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๕

๓๓ พัชนี เชยจรรยา, เมตตา วิวัฒนานุกุล, ถิรนันท์ อนวัชศิริวงศ์ .แนวคิดหลักนิเทศศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, พิมพ์ครั้งที่ (กรุงเทพฯ: บริษัทสำนักพิมพ์ข้าวฟ่างจำกัด, ๒๕๔๑) หน้า ๑๒๙-๑๓๐

 

๓๔ วันทนีย์ วาสิกะสิน, รศ., สุรางค์รัตน์ วศินารมณ์, รศ., กิตติพัฒน์ นนทปัทมะดุล, ผศ. ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสวัสดิการสังคมและสังคมสงเคราะห์ พิมพ์ครั้งที่ (สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๑) หน้า ๖๘-๗๑

๓๕ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๗๑-๗๓

๓๖ นงลักษณ์ เทพสวัสดิ์, รศ.ดร., ทฤษฎีและการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ (สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๕๐) หน้า ๓๖

๓๗ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๓๖

๓๘ นงลักษณ์ เทพสวัสดิ์, รศ.ดร., ทฏษฎีและปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ (สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,๒๕๔๐) หน้า ๑๘-๑๙

๓๙ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๙

๔๐ สนธยา พลศรี, ผศ. ทฤษฎีและหลักการพัฒนาชุมชน พิมพ์ครั้งที่ (กรุงเทพฯ : โอ.เอส.พริ้นติ้ง เฮ้าส์,๒๕๔๗) หน้า ๑๕๒

๔๑ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๕๖

๔๔ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๐๙-๒๑๐

 

 

 

 

 

 

                       ประวัติผู้เขียนและรวบรวม

ชื่อสกุล                    นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี

วันเดือนปีเกิด            วันพฤหัสที่    กันยายน  พศ ๒๕๐๒

ที่อยู่ปัจจุบัน             ๔๓/๑๒ ถนนพุทธมณฑลสาย ๓

                             เขตบางแค กรุงเทพมหานคร

วุฒิการศึกษา                                                           

มัธยมศึกษาสายสามัญโรงเรียนวัดราชาธิวาส แผนกวิทย์

นิติศาสตร์บัณฑิต   สมาชิกวิสามัญแห่งเนติบัณฑิตยสภา

พุทธศาสนศึกษามหาบัณฑิต มหามกุฎราชวิทยาลัย

ประสบการณ์การทำงาน

รับราชการที่มหาวิทยาลัยมหิดล คณะสาธารณะสุขศาสตร์

เป็นผู้ช่วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุทัยธานี

เป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท พีไทย อาคิเต็ค  จำกัด

เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท เอสเอสโกลเด้นท์แลนด์ จำกัด

เป็นเลขาธิการสมาพันธ์ชมรมวิทยุสมัครเล่นกรุงเทพมหานคร

ประธานชมรมนักกฎหมายวิทยุสมัครเล่น

กิจการทางพระพุทธศาสนา

เป็นกรรมการบริหารพุทธธรรมรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร

สังกัดคณะกรรมาธิการศาสนาวัฒนธรรมสภาผู้แทนราษฎร

เป็นกรรมการชมรมพิทักษ์พระพุทธศาสนา

ประธานชมรมวิทยากรพิทักษ์พระพุทธศาสนา รุ่น ๔                                

เป็นนักจัดรายการวิทยุใน รายการไขปัญหาชาวพุทธ

รายการรู้ธรรมนำปฎิบัติ, รายการบำเพ็ญบุญบารมี

สถานีวิทยุเพื่อพระพุทธศาสนาธรรมะพล ๑ AM ๑๔๒๒ MKz

เป็นอาจารย์บรรยายที่ธรรมสถานจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เป็นผู้ตอบปัญหาธรรมในเวทีลานธรรม มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

พศ ๒๕๔๕ – ปัจจุบัน เป็นเวบมาสเตอร์จัดทำโฮมเพจให้องค์กรพุทธฯหลายแห่ง

พศ ๒๕๓๖ – ปัจจุบัน   เป็นกรรมการบริหารมูลนิธิเบญจนิกาย

พศ ๒๕๕๐ – ปัจจุบัน   เป็นกรรมการบริหารมูลนิธิพุทธางกูร

พศ ๒๕๕๐ – ปัจจุบัน  เป็นกรรมการบริหารสมาคมนักเรียนเก่าร.ร.วัดราชาธิวาส

ตำแหน่ง/สถานที่ทำงาน ปัจจุบัน  ทำงานบริษัทในเครือ บริษัท สหวิริยา กรุ๊ป

ตำแหน่งผู้จัดการสำนักกฎหมาย ฝ่ายบริหารบริษัท