พ4.1.gif

วารสารบำเพ็ญบุญบารมี

พระพุทธพจน์เตือนจิตสะกิดใจ

รัชกาลที่ 4 แสดงปฏิจจสมุปบาทธรรม

บทบาทและความสำคัญของพระพุทธศาสนาในชีวิตประจำวัน

บทวิเคราะห์เกี่ยวกับศูนยตา

ป่าไม้โคนต้นไม้  และเรือนว่าง

พระพุทธศาสนาในสหัสวรรษหน้า (๒๕๔๔–๓๕๔๓)

พระพุทธพจน์เตือนจิตสะกิดใจ

''พระพุทธเจ้ากับลักษณะมหาบุรุษ''

พระพุทธเจ้าเปรียบประหนึ่งว่า…...

 

 

 

BUMPENBUNBARAME JOURNAL

 

 

 

 

 

สารบัญ

พระพุทธพจน์เตือนจิตสะกิดใจ

รัชกาลที่ 4 แสดงปฏิจจสมุปบาทธรรม

บทบาทและความสำคัญของพระพุทธศาสนาในชีวิตประจำวัน

บทวิเคราะห์เกี่ยวกับศูนยตา

ป่าไม้โคนต้นไม้  และเรือนว่าง

พระพุทธศาสนาในสหัสวรรษหน้า (๒๕๔๔–๓๕๔๓)

พระพุทธพจน์เตือนจิตสะกิดใจ

''พระพุทธเจ้ากับลักษณะมหาบุรุษ''

พระพุทธเจ้าเปรียบประหนึ่งว่า…...

 

 

 

 

 

 

พระพุทธพจน์เตือนจิตสะกิดใจ

 

พระไตรปิฏก เล่มที่ ๒๐  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาตร

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

บาลีแห่งเอกธรรมเป็นต้น

            [๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้-

            สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม

ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาค

ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสของ

พระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ฯ

            [๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นรูปอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่จะ

ครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่เหมือนรูปสตรีเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปสตรีย่อม

ครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่ ฯ

            [๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นเสียงอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่จะ

ครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่เหมือนเสียงสตรีเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เสียงสตรีย่อม

ครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่ ฯ

            [๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นกลิ่นอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่จะ

ครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่เหมือนกลิ่นสตรีเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย กลิ่นสตรีย่อม

ครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่ ฯ

[๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นรสอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่จะ
ครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่เหมือนรสสตรีเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย รสสตรีย่อม
ครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่ ฯ
            [๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นโผฏฐัพพะอื่นแม้อย่างหนึ่ง
ที่จะครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่เหมือนโผฏฐัพพะของสตรีเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย
โผฏฐัพพะสตรีย่อมครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่ ฯ
            [๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นรูปอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่จะ
ครอบงำจิตของสตรีตั้งอยู่เหมือนรูปบุรุษเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปบุรุษย่อม
ครอบงำจิตของสตรีตั้งอยู่ ฯ
            [๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นเสียงอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่จะ
ครอบงำจิตของสตรีตั้งอยู่เหมือนเสียงบุรุษเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เสียงบุรุษย่อม
ครอบงำจิตของสตรีตั้งอยู่ ฯ
            [๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นกลิ่นอื่นแม้อย่างหนึ่ง
ที่จะครอบงำจิตของสตรีตั้งอยู่เหมือนกลิ่นบุรุษเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย กลิ่นบุรุษ
ย่อมครอบงำจิตของสตรีตั้งอยู่ ฯ
            [๑๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นรสอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่จะ
ครอบงำจิตของสตรีตั้งอยู่เหมือนรสบุรุษเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย รสบุรุษย่อม
ครอบงำจิตของสตรีตั้งอยู่ ฯ
            [๑๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นโผฏฐัพพะอื่นแม้อย่างหนึ่ง
ที่จะครอบงำจิตของสตรีตั้งอยู่เหมือนโผฏฐัพพะบุรุษเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย
โผฏฐัพพะของบุรุษย่อมครอบงำจิตของสตรีตั้งอยู่ ฯ
จบวรรคที่ ๑
            [๑๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง
ที่จะเป็นเหตุให้กามฉันทะที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือกามฉันทะที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อม
เป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ เหมือนศุภนิมิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลใส่ใจ
ศุภนิมิตโดยไม่แยบคาย กามฉันทะที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และกามฉันทะที่เกิด
ขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ ฯ
            [๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง
ที่จะเป็นเหตุให้พยาบาทที่ยังไม่เกิดขึ้น เกิดขึ้น หรือพยาบาทที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อม
เป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ เหมือนปฏิฆนิมิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคล
ใส่ใจปฏิฆนิมิตโดยไม่แยบคาย พยาบาทที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น และพยาบาท
ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ ฯ
            [๑๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่จะ
เป็นเหตุให้ถีนมิทธะที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือถีนมิทธะที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็น
ไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ เหมือนความไม่ยินดี ความเกียจคร้าน ความบิดขี้เกียจ
ความเมาอาหาร และความที่จิตหดหู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลมีจิตหดหู่
ถีนมิทธะที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และถีนมิทธะที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อ
ความเจริญไพบูลย์ ฯ
            [๑๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่จะ
เป็นเหตุให้อุทธัจจกุกกุจจะที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรืออุทธัจจกุกกุจจะที่เกิดขึ้นแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ เหมือนความไม่สงบแห่งใจ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เมื่อบุคคลมีจิตไม่สงบแล้ว อุทธัจจกุกกุจจะที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และอุทธัจจ
กุกกุจจะที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ ฯ
            [๑๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่จะ
เป็นเหตุให้วิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือวิจิกิจฉาที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไป
เพื่อความเจริญไพบูลย์ เหมือนการใส่ใจโดยไม่แยบคาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เมื่อบุคคลใส่ใจโดยไม่แยบคาย วิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และวิจิกิจฉา
ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ ฯ
[๑๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่จะ
เป็นเหตุให้กามฉันทะที่ยังไม่เกิด ไม่เกิดขึ้น หรือกามฉันทะที่เกิดขึ้นแล้ว อัน
บุคคลย่อมละได้ เหมือนอศุภนิมิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลใส่ใจอศุภนิมิต
โดยแยบคาย กามฉันทะที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้น และกามฉันทะที่เกิดขึ้นแล้ว
อันบุคคลย่อมละได้ ฯ
            [๑๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่จะ
เป็นเหตุให้พยาบาทที่ยังไม่เกิด ไม่เกิดขึ้น หรือพยาบาทที่เกิดขึ้นแล้ว อันบุคคล
ย่อมละได้ เหมือนเมตตาเจโตวิมุติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลใส่ใจเมตตา
เจโตวิมุติโดยแยบคาย พยาบาทที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้น และพยาบาทที่เกิด
ขึ้นแล้ว อันบุคคลย่อมละได้ ฯ
            [๑๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่จะ
เป็นเหตุให้ถีนมิทธะที่ยังไม่เกิด ไม่เกิดขึ้น หรือถีนมิทธะที่เกิดขึ้นแล้ว อันบุคคล
ย่อมละได้ เหมือนความริเริ่ม ความพากเพียร ความบากบั่น ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เมื่อบุคคลปรารภความเพียรแล้ว ถีนมิทธะที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้น และถีน
มิทธะที่เกิดขึ้นแล้ว อันบุคคลย่อมละได้ ฯ
            [๒๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง
ที่จะเป็นเหตุให้อุทธัจจกุกกุจจะที่ยังไม่เกิด ไม่เกิดขึ้น หรืออุทธัจจกุกกุจจะ
ที่เกิดขึ้นแล้ว อันบุคคลย่อมละได้ เหมือนความสงบแห่งใจ ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลมีจิตสงบแล้ว อุทธัจจกุกกุจจะที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้น
และอุทธัจจกุกกุจจะที่เกิดขึ้นแล้ว อันบุคคลย่อมละได้ ฯ
            [๒๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง
ที่จะเป็นเหตุให้วิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิด ไม่เกิดขึ้น หรือวิจิกิจฉาที่เกิดขึ้นแล้ว
อันบุคคลย่อมละได้ เหมือนการใส่ใจโดยแยบคาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อ
บุคคลใส่ใจโดยแยบคาย วิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้น และวิจิกิจฉาที่
เกิดขึ้นแล้ว อันบุคคลย่อมละได้ ฯ
จบวรรคที่ ๒

[๒๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง

ที่ไม่อบรมแล้ว ย่อมไม่ควรแก่การงาน เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตที่ไม่

อบรมแล้ว ย่อมไม่ควรแก่การงาน ฯ

            [๒๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่

อบรมแล้ว ย่อมควรแก่การงาน เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตที่อบรมแล้ว

ย่อมควรแก่การงาน ฯ

            [๒๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่

ไม่อบรมแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนจิต ดูกรภิกษุ

ทั้งหลาย จิตที่ไม่อบรมแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ

            [๒๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่

อบรมแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย

จิตที่อบรมแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ

            [๒๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง

ที่ไม่อบรมแล้ว ไม่ปรากฏแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือน

จิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตที่ไม่อบรมแล้ว ไม่ปรากฏแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่

ประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ

            [๒๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง

ที่อบรมแล้ว ปรากฏแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนจิต ดูกร

ภิกษุทั้งหลาย จิตที่อบรมแล้ว ปรากฏแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ

            [๒๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง

ที่ไม่อบรมแล้ว ไม่ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่

เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตที่ไม่อบรมแล้ว ไม่ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไป

เพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ

            [๒๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่

อบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนจิต ดูกร

ภิกษุทั้งหลาย จิตที่อบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่าง
ใหญ่ ฯ
            [๓๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่ไม่
อบรมแล้ว ไม่ทำให้มากแล้ว ย่อมนำทุกข์มาให้ เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย
จิตที่ไม่อบรมแล้ว ไม่ทำให้มากแล้ว ย่อมนำทุกข์มาให้ ฯ
            [๓๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง
ที่อบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมนำสุขมาให้ เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย
จิตที่อบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมนำสุขมาให้ ฯ
จบวรรคที่ ๓
            [๓๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่ไม่
ฝึกแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย
จิตที่ไม่ฝึกแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
            [๓๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง
ที่ฝึกแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย
จิตที่ฝึกแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
            [๓๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่ไม่
คุ้มครองแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนจิต ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย จิตที่ไม่คุ้มครองแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
            [๓๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง
ที่คุ้มครองแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย
จิตที่คุ้มครองแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
            [๓๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่ไม่
รักษาแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนจิต ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย จิตที่ไม่รักษาแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
[๓๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่
รักษาแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิต
ที่รักษาแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
            [๓๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่ไม่
สังวรแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย
จิตที่ไม่สังวรแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
            [๓๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง
ที่สังวรแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย
จิตที่สังวรแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
            [๔๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่ไม่
ฝึกแล้ว ไม่คุ้มครองแล้ว ไม่รักษาแล้ว ไม่สังวรแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่
ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตที่ไม่ฝึกแล้ว ไม่คุ้มครอง
แล้ว ไม่รักษาแล้ว ไม่สังวรแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
            [๔๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง
ที่ฝึกแล้ว คุ้มครองแล้ว รักษาแล้ว สังวรแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่าง
ใหญ่ เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตที่ฝึกแล้ว คุ้มครองแล้ว รักษาแล้ว
สังวรแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
จบวรรคที่ ๔
            [๔๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนเดือยข้าวสาลีหรือเดือยข้าวยวะ
ที่บุคคลตั้งไว้ผิด มือหรือเท้าย่ำเหยียบแล้ว จักทำลายมือหรือเท้า หรือว่าจักให้
ห้อเลือด ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเดือยอันบุคคล
ตั้งไว้ผิด ฉันใด ภิกษุนั้น ก็ฉันนั้นเหมือนกัน จักทำลายอวิชชา จักยังวิชชา
ให้เกิด จักทำนิพพานให้แจ้ง ด้วยจิตที่ตั้งไว้ผิด ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ข้อนั้น
เพราะเหตุไร เพราะจิตตั้งไว้ผิด ฯ

            [๔๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนเดือยข้าวสาลีหรือเดือยข้าวยวะ

ที่บุคคลตั้งไว้ถูก มือหรือเท้าย่ำเหยียบแล้ว จักทำลายมือหรือเท้า หรือจักให้ห้อ

เลือด ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเดือยอันบุคคลตั้งไว้ถูก

ฉันใด ภิกษุนั้น ก็ฉันนั้นเหมือนกัน จักทำลายอวิชชา จักยังวิชชาให้เกิด

จักทำนิพพานให้แจ้ง ด้วยจิตที่ตั้งไว้ถูก ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ข้อนั้นเพราะ

เหตุไร เพราะจิตตั้งไว้ถูก ฯ

            [๔๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากำหนดใจด้วยใจอย่างนี้แล้ว ย่อมรู้ชัดบุคคล

บางคนในโลกนี้ ผู้มีจิตอันโทษประทุษร้ายแล้วว่า ถ้าบุคคลนี้พึงทำกาละในสมัยนี้

พึงตั้งอยู่ในนรกเหมือนถูกนำมาขังไว้ฉะนั้น ข้อนั้นเพราะอะไร เพราะจิตของเขา

อันโทษประทุษร้ายแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แหละเพราะเหตุที่จิตประทุษร้าย

สัตว์บางพวกในโลกนี้ เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ฯ

            [๔๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากำหนดใจด้วยใจอย่างนี้แล้ว ย่อมรู้ชัด

บุคคลบางคนในโลกนี้ ผู้มีจิตผ่องใสว่า ถ้าบุคคลนี้พึงทำกาละในสมัยนี้ พึงตั้งอยู่

ในสวรรค์เหมือนที่เขานำมาเชิดไว้ฉะนั้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะจิตของเขา

ผ่องใส ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แหละเพราะเหตุที่จิตผ่องใส สัตว์บางพวกในโลกนี้

เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ฯ

            [๔๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนห้วงน้ำที่ขุ่นมัวเป็นตม บุรุษผู้มี

จักษุยืนอยู่บนฝั่ง ไม่พึงเห็นหอยโข่งและหอยกาบบ้าง ก้อนกรวดและกระเบื้อง

ถ้วยบ้าง ฝูงปลาบ้าง ซึ่งเที่ยวไปบ้าง ตั้งอยู่บ้าง ในห้วงน้ำนั้น ข้อนั้นเพราะ

เหตุไร เพราะน้ำขุ่น ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน จักรู้ประโยชน์ตนบ้าง

จักรู้ประโยชน์ผู้อื่นบ้าง จักรู้ประโยชน์ทั้งสองบ้าง จักกระทำให้แจ้งซึ่งคุณวิเศษ

คือ อุตริมนุสธรรม อันเป็นความรู้ความเห็นอย่างประเสริฐ อย่างสามารถ ได้ด้วย

จิตที่ขุ่นมัว ข้อนี้ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะจิตขุ่นมัว ฯ

            [๔๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนห้วงน้ำใสแจ๋ว ไม่ขุ่นมัว บุรุษ

ผู้มีจักษุยืนอยู่บนฝั่ง พึงเห็นหอยโข่งและหอยกาบบ้าง ก้อนกรวดและกระเบื้อง

ถ้วยบ้าง ฝูงปลาบ้าง ซึ่งเที่ยวไปบ้าง ตั้งอยู่บ้าง ในห้วงน้ำนั้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร
เพราะน้ำไม่ขุ่น ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน จักรู้ประโยชน์ตนบ้าง
จักรู้ประโยชน์ผู้อื่นบ้าง จักรู้ประโยชน์ทั้งสองบ้าง จักกระทำให้แจ้งซึ่งคุณวิเศษ
คือ อุตริมนุสธรรม อันเป็นความรู้ความเห็นอย่างประเสริฐ อย่างสามารถ ได้ด้วย
จิตที่ไม่ขุ่นมัว ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะจิตไม่ขุ่นมัว ฯ
            [๔๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต้นจันทน์ บัณฑิตกล่าวว่าเลิศกว่ารุกขชาติ
ทุกชนิด เพราะเป็นของอ่อนและควรแก่การงาน ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา
ย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่อบรมแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็น
ธรรมชาติอ่อนและควรแก่การงาน เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตที่อบรมแล้ว
กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นธรรมชาติอ่อนและควรแก่การงาน ฉันนั้นเหมือนกัน ฯ
            [๔๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่
เปลี่ยนแปลงได้เร็ว เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตเปลี่ยนแปลงได้เร็วเท่าใด
นั้น แม้จะอุปมาก็กระทำได้มิใช่ง่าย ฯ
            [๕๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ผุดผ่อง แต่ว่าจิตนั้นแล เศร้าหมอง
ด้วยอุปกิเลสที่จรมา ฯ
            [๕๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ผุดผ่อง และจิตนั้นแล พ้นวิเศษแล้ว
จากอุปกิเลสที่จรมา ฯ
จบวรรคที่ ๕
            [๕๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ผุดผ่อง แต่ว่าจิตนั้นแล เศร้าหมองแล้ว
ด้วยอุปกิเลสที่จรมา ปุถุชนผู้มิได้สดับ ย่อมจะไม่ทราบจิตนั้นตามความเป็นจริง
ฉะนั้น เราจึงกล่าวว่า ปุถุชนผู้มิได้สดับ ย่อมไม่มีการอบรมจิต ฯ
            [๕๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ผุดผ่อง และจิตนั้นแล พ้นวิเศษแล้ว
จากอุปกิเลสที่จรมา พระอริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ย่อมทราบจิตนั้นตามความเป็น
จริง ฉะนั้น เราจึงกล่าวว่า พระอริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมมีการอบรมจิต ฯ
[๕๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุซ่องเสพเมตตาจิต แม้ชั่วการเพียงลัด
นิ้วมือเดียวเท่านั้น ภิกษุนี้เรากล่าวว่า อยู่ไม่เหินห่างจากฌาน ทำตามคำสอนของ
พระศาสดา ปฏิบัติตามโอวาท ไม่ฉันบิณฑบาตของชาวแว่นแคว้นเปล่า ก็จะ
กล่าวไยถึงผู้ทำเมตตาจิตนั้นให้มากเล่า ฯ
            [๕๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุเจริญเมตตาจิต แม้ชั่วกาลเพียงลัดนิ้วมือ
เดียวเท่านั้น ภิกษุนี้เรากล่าวว่า อยู่ไม่เหินห่างจากฌาน ทำตามคำสอนของ
พระศาสดา ปฏิบัติตามโอวาท ไม่ฉันบิณฑบาตของชาวแว่นแคว้นเปล่า ก็จะกล่าว
ไยถึงผู้ทำเมตตาจิตนั้นให้มากเล่า ฯ
            [๕๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุใส่ใจเมตตาจิต แม้ชั่วกาลเพียง
ลัดนิ้วมือเดียวเท่านั้น ภิกษุนี้เรากล่าวว่า อยู่ไม่เหินห่างจากฌาน ทำตามคำสอน
ของพระศาสดา ปฏิบัติตามโอวาท ไม่ฉันบิณฑบาตของชาวแว่นแคว้นเปล่า ก็จะ
กล่าวไยถึงผู้ทำเมตตาจิตนั้นให้มากเล่า ฯ
            [๕๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อกุศลธรรมที่เป็นไปในส่วนอกุศล ที่เป็นไป
ในฝักฝ่ายอกุศลทั้งหมด มีใจเป็นหัวหน้า ใจเกิดก่อนธรรมเหล่านั้น อกุศลธรรม
เกิดหลังเทียว ฯ
            [๕๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุศลธรรมที่เป็นไปในส่วนกุศล ที่เป็นไปใน
ฝักฝ่ายกุศลทั้งหมด มีใจเป็นหัวหน้า ใจเกิดก่อนธรรมเหล่านั้น กุศลธรรมเกิด
หลังเทียว ฯ
            [๕๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่
เป็นเหตุให้อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อมไป
เหมือนความประมาท ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลประมาทแล้ว อกุศลธรรมที่
ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป ฯ
            [๖๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็น
เหตุให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรืออกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อมไป
เหมือนความไม่ประมาท ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลไม่ประมาทแล้ว กุศลธรรม
ที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป ฯ
            [๖๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่
เป็นเหตุให้อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อมไป
เหมือนความเป็นผู้เกียจคร้าน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลเกียจคร้านแล้ว อกุศล-
*ธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป ฯ
จบวรรคที่ ๖
            [๖๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่
เป็นเหตุให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรืออกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อม
ไป เหมือนการปรารภความเพียร ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลเป็นผู้ปรารภความ
เพียร กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อม
เสื่อมไป ฯ
            [๖๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่
เป็นเหตุให้อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อม
ไป เหมือนความเป็นผู้มีความมักมาก ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลเป็นคนมัก
มาก อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อม
เสื่อมไป ฯ
            [๖๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่
เป็นเหตุให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรืออกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อม
ไป เหมือนความเป็นผู้มีความมักน้อย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลเป็นผู้มักน้อย
กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป ฯ
            [๖๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่
เป็นเหตุให้อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อม

ไป เหมือนความเป็นผู้ไม่สันโดษ  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เมื่อบุคคลไม่สันโดษ

อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด  ย่อมเกิดขึ้น และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป ฯ

            [๖๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่

เป็นเหตุให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรืออกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อมไป

เหมือนความเป็นผู้สันโดษ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลสันโดษ กุศลธรรมที่ยัง

ไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป ฯ

            [๖๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่

เป็นเหตุให้อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อม

ไป เหมือนการใส่ใจโดยไม่แยบคาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลใส่ใจโดยไม่

แยบคาย อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อม

เสื่อมไป ฯ

            [๖๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่

เป็นเหตุให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรืออกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อม

ไป เหมือนการใส่ใจโดยแยบคาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลใส่ใจโดยแยบคาย

กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป ฯ

            [๖๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่

เป็นเหตุให้อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อม

ไป เหมือนความเป็นผู้ไม่รู้สึกตัว ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลไม่รู้สึกตัว อกุศล

ธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป ฯ

            [๗๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่

เป็นเหตุให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรืออกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อม

ไป เหมือนความเป็นผู้รู้สึกตัว ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้สึกตัว กุศลธรรม

ที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป ฯ

            [๗๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่

เป็นเหตุให้อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อม

ไป เหมือนความเป็นผู้มีมิตรชั่ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลมีมิตรชั่ว อกุศล
ธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป ฯ
จบวรรคที่ ๗

 

 

 

ปฏิจจสมุปบาทธรรม
ตามแนวพระราชนิพนธ์
ของ
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4

ปฏิจจสมุปบาทธรรม


        พระบรมราโชวาทนี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ได้ทรงแสดงไว้แต่เมื่อครั้งยังมิได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ ครั้งทรงผนวชเสด็จประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร แต่หนังสือฉบับนี้ ต้นฉบับเดิม เป็นฉบับเก่าชำรุด บกพร่องหลายแห่ง จึงได้มาตรวจสอบ เรียบเรียงเพิ่มเติมลงไว้พอเป็นสังเขปเท่านี้.


พระบรมราโชวาทที่ทรงแสดงธรรม

                                                           ปฏิจจสมุปบาทธรรม


 

 

พระบรมราโชวาทที่ทรงแสดงธรรม

          ณ วันศุกร์ เดือนสิบสอง ขึ้นสิบห้าค่ำ ปีฉลู ตรีศก เวลาค่ำ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสถิต ณ พระอารามวัดบวรนิเวศวิหาร เสด็จประทับ ณ ที่ประชุมสงฆ์ ทรงแสดงพระธรรมเทศนาว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสพระสัทธรรมเทศนาไว้ว่า จิตของสัตว์ทั้งหลาย ตรึกตรองเดินอยู่ในทางมี 36 ประการ ดังนี้ คือ เคหสิตโสมนัส 6 เคหสิตโทมนัส 6 เคหสิตอุเบกขา 6 เป็น 18 ประการ เนกขัมมสิตโสมนัส 6 เนกขัมมสิตโทมนัส 6 เนกขัมมสิตอุเบกขา 6 เป็น 18 ประการ เข้ากันเป็น 36 ประการ.

        แลเคหสิตโสมนัส 6 นั้น คือความที่ใจสบายอาศัยในเรือน คือ กามคุณ 5 คือ รูปารมณ์ 1 สัททารมณ์ 1 คันธารมณ์ 1 รสารมณ์ 1 โผฏฐัพพารมณ์ 1 เป็น 6 ประการ กับทั้งธัมมารมณ์.

        แลเคหสิตโทมนัส 6 นั้น คือ ความโทมนัสชั่วใจเจ็บใจอาศัยในเรือน คือ กามคุณ 5 คือ รูปารมณ์ 1 สัททารมณ์ 1 คันธารมณ์ 1 รสารมณ์ 1 โผฏฐัพพารมณ์ 1 เป็น 6 ประการ กับทั้งธัมมารมณ์เหมือนกัน.

        แลเคหสิตอุเบกขา 6 นั้น คือไม่โสมนัสไม่โทมนัสเพิกเฉยอยู่ใจอาศัยในเรือน คือ กามคุณ 5 คือ รูปารมณ์ 1 สัททารมณ์ 1 คันธารมณ์ 1 รสารมณ์ 1 โผฏฐัพพารมณ์ 1 กับทั้งธัมมารมณ์ประสมเข้ากันเป็น 6 ประการ ดังนี้.

        แลเนกขัมมสิตโสมนัส 6 นั้น คือ ความดีใจสบายใจอาศัยในการที่จะออกจากทุกข์นั้น ได้แก่กิริยาที่บุคคลพิจารณาเห็นแท้เห็นจริงในอารมณ์ทั้ง 6 ว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ว่ามิใช่ตัวมิใช่ตน แลมีความดีใจสบายใจ อาศัยในการที่ตนพิจารณาเห็นจริง เห็นแท้แน่ในอารมณ์นั้นๆ.

        แลเนกขัมมสิตโทมนัส 6 นั้น คือ ความชั่วใจเจ็บใจอาศัยในการที่จะออกจากทุกข์นั้น ได้แก่ การที่บุคคลมาพิจารณาเห็นเข้าใจในอารมณ์ทั้ง 6 นั้น ว่าไม่เที่ยง ว่าเป็นทุกข์ ว่ามิใช่ตัวมิใช่ตน แลคิดจะยกตนให้พ้นจากวัฏทุกข์เร็วๆ ด้วยกลัวแต่ทุกข์เป็นกำลัง ครั้นตนมิอาจที่จะพ้นจากทุกข์นั้นได้ ก็ไม่มีความโทมนัสขัดเคืองใจ ด้วยมาคิดไปว่า ตัวมีวัฏฏุปนิสัยกุศลมิได้กระทำไว้ จึงมิอาจจะพ้นทุกข์ตามความปรารถนาแห่งตนเอง.

        แลเนกขัมมสิตอุเบกขา 6 นั้น คือ ความเพิกเฉยในใจ อาศัยในการที่จะออกจากทุกข์นั้น ได้แก่ กิริยาที่บุคคลพิจารณาเห็นแท้ในอารมณ์ทั้ง 6 ว่าไม่เที่ยง ว่าเป็นกองทุกข์ มิใช่ตน แลความมิได้ยินดีในอารมณ์ทั้ง 6 นั้น มีจิตตั้งมั่นเป็นกลางอย่างเดียวเสมออยู่ มิได้หวาดหวั่นไหวในอารมณ์ทั้ง 6 นั้นเป็นนิจ.

        ก็หมู่สัตว์ทั้งหลาย แต่บรรดาท่องเที่ยวอยู่ในโลกนี้ ย่อมมีจิตเที่ยวเดินวนเวียนอยู่ในทาง 18 ทางข้างเคหสิตโสมนัส เคหสิตโทมนัส แลเคหสิตอุเบกขา โดยมากยิ่งนัก เพราะเป็นทางอันประจักษ์ ตัวเคยเที่ยวเคยเดินอยู่เป็นธรรมดา พระผู้มีพระภาคเจ้าได้พิจารณาเห็นว่า เคหสิตะ 18 ทางนั้น ประกอบด้วยเหตุภัยอันตรายต่างๆ เป็นอันนับประมาณมิได้ หมู่สัตว์ทั้งหลาย แต่บรรดาที่เที่ยวอยู่ในทาง 18 ทางนั้น แม้สำคัญตนว่า เป็นสุขสนุกสบายอยู่ก็ดี ก็ย่อมมีทุกข์แก้อยู่เองโดยธรรมดาตน แม้ถึงสัตว์ทั้งหลาย จะปรารถนาเพื่อจะให้พ้นจากทุกข์ก็ดี ก็มิอาจให้พ้นจากทุกข์ได้ เพราะมิใช่ทาง ก็ทางที่จะให้พ้นจากทุกข์นั้นทางอื่นดอก คือ ทางเนกขัมมสิตะ ข้างปลาย 18 ทางนี้ แม้หญิงก็ดีชายก็ดี พอใจเดินพอใจเที่ยวประพฤติอยู่เนืองๆ แล้ว ถึงว่าเขาจะไม่ปรารถนาจะให้พ้นจากทุกข์ ถึงซึ่งสุข คือ อมตนิพพานก็ดี ครั้นเมื่อบารมีแก่กล้าแล้ว ก็คงจะพ้นจากทุกข์ ถึงซึ่งสุขเป็นแท้ เพราะเขาได้เดินตามทางเนกขัมมสิตะ เปรียบเหมือนได้เดินตามทางอันเป็นที่เดินไปสู่บ้านแลนิคมชนบท เมื่อบุคคลตั้งหน้าเฉพาะเดินไปตามหนทางนั้นแล้ว ถึงจะไม่มีความปรารถนาว่า จะไปบ้านแลนิคมชนบทนั้นก็ดี ถ้าบุคคลไปตามทางนั้น เมื่อไม่แวะไม่เวียนไปทางอื่นแล้ว ก็คงถึงบ้านแลนิคมชนบทนั้นเป็นแท้.

        สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านเป็นผู้ฉลาดในอุบายการที่จะชักนำสัตว์ทั้งหลายให้พ้นจากวัฏทุกข์ สัตว์ทั้งหลายจะถึงซึ่งปรมัตถสุขประการใด พระองค์สั่งสอนแนะนำไปด้วยประการนั้น ด้วยกำลังพระมหากรุณา มิได้เลือกหน้าว่าผู้ดีเข็ญใจ พระทัยคิดเมตตาจะใคร่ให้สุขสิ้นด้วยกัน เหตุดังนั้น พระองค์จึงทรงแสดงทางเนกขัมมสิตะทั้ง 18 ทาง อย่างว่ามาแล้วนั้น พระองค์รำพันสั่งสอนให้บริษัทอาศัยซึ่งโทมนัส แล้วละเสียซึ่งโทมนัส อาศัยซึ่งโสมนัส แล้วละเสียซึ่งโสมนัส อาศัยซึ่งอุเบกขา แล้วละเสียซึ่งอุเบกขา เป็นใจความว่า พระองค์สั่งสอนแก่บริษัทว่า เมื่อท่านจะมีความโทมนัสชั่วใจเสียใจก็ดี อย่าพึงมีความโทมนัสอาศัยในเรือนคือกามคุณเลย พึงมีความเจ็บใจอาศัยในเนกขัมมะ คือ พิจารณาการที่จะออกจากวัฏทุกข์นั้นเถิด เมื่อมีความโสมนัสดีใจสบายใจก็ดี ก็อย่าพึงยินดีด้วยความโสมนัสอาศัยในเรือนคือกามคุณเลย พึงมีความยินดีในโสมนัสอาศัยในเนกขัมมะ คือความที่จะออกจากทุกข์นั้นเถิด เมื่อมีความอุเบกขาเฉยใจก็ดี ก็อย่าพึงมีความปรารถนาเฉยใจ คืออาศัยฝ่ายข้างกามคุณเลย ก็อุเบกขาเช่นนั้นได้ชื่อว่า อุเบกขาประกอบด้วยโทษแท้ ไม่เป็นปรมัตถประโยชน์ดอก เพราะจิตนั้นเป็นอญาณุเบกขาหาปัญญามิได้ มิใช่อุเบกขาบังเกิดด้วยการที่ทรมานจิตใจอาศัยเนกขัมมะ คือที่จะออกจากวัฏทุกข์นั้นแล้ว และพระองค์ตรัสไว้ให้บริษัทกระทำซึ่งเนกขัมมสิตโสมนัส แล้วละเสียซึ่งเนกขัมมสิตโสมนัส อาศัยเนกขัมมสิตอุเบกขา ละเสียซึ่งเนกขัมมสิตโสมนัสต่อๆ ขึ้นไป เป็นใจความว่า พระองค์เจ้าตรัสสั่งสอนบริษัทว่า คือมีโทมนัสชั่วใจเสียใจอาศัยเนกขัมมะ คือว่าการที่ตัวได้พิจารณาเห็นว่า สารพัดธรรมทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นกองทุกข์ ว่ามิใช่ตัวมิใช่ตน แลมีความร้อนรนหวังใจว่า จะใคร่ไปเสียให้พ้นจากวัฏทุกข์ ด้วยมีความกลัวแต่ทุกข์เป็นกำลัง ครั้นตัวมิอาจที่จะพ้นจากทุกข์ไปได้ ก็มีจิตโทมนัสเสียใจ พึงมีความโสมนัสดีใจเสียเถิดว่า เราได้พิจารณาเห็นอารมณ์ทั้ง 6 โดยทางพระไตรลักษณ์เช่นนี้ เป็นความดีความชอบในพระพุทธศาสนา ได้ชื่อว่า บูชาพระพุทธเจ้าโดยปฏิบัติบูชาอันอุดม เพราะว่ากระทำสมดังประสงค์ที่พระองค์ต้องพระทัย ก็คงเป็นอุปนิสัยให้ถึงพระนิพพานในกาลเบื้องหน้าเป็นแท้ ก็แลความโสมนัสดีใจอาศัยแก่เนกขัมมะนั้นเล่า ก็ยังไม่ดีแท้ทีเดียวก่อน เพราะความโสมนัสนั้นเป็นตัวตัณหา ความทะยานใจย่อมเป็นข้าศึกแท้แก่ปรมัตถประโยชน์ เหตุดังนั้น พึงข่มขี่ละเสียซึ่งโสมนัสนั้น ด้วยพระไตรลักษณปัญญา พึงยังจิตเป็นอุเบกขาความเพิกเฉยในเนกขัมมะนั้น ให้บังเกิดขึ้นในจิตของตนเถิด แล้วพระองค์ตรัสจำแนกเนกขัมมสิตอุเบกขาออกเป็นสอง คือ มานัตตารัมมณอุเบกขานั้น เป็นอุเบกขาเป็นไปในรูปสมาบัติทั้ง 4 คือ ปฐมฌาน 1 ทุติยฌาน 1 ตติยฌาน 1 จตุตถฌาน 1 แลเอกัคคตารัมมณอุเบกขานั้น เป็นไปในอรูปสมาบัติทั้ง 4 คือ อากาสานัญจายตนสมาบัติ 1 วิญญาณัญจายตนสมาบัติ 1 อากิญจัญญายตนสมาบัติ 1 เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ 1 แล้วให้บริษัทอาศัยซึ่งเอกัคคตารัมมณอุเบกขา ละเสียซึ่งมานัตตารัมมณอุเบกขาต่อไป แล้วให้กระทำให้ชำนาญในรูปฌานสมาบัติ แล้วให้เจริญในอรูปฌานสมาบัติต่อขึ้นไป แล้วให้ละเสียซึ่งเอกัคคตารัมมณอุเบกขา แลอาศัยซึ่งธรรมอันหนึ่ง แลธรรมอันหนึ่งนั้น พระอรรถกถาจารย์หาแสดงให้แจ้งชัดว่าเป็นธรรมสิ่งอันใดไม่ แต่ว่าถ้าพิจารณาใคร่ใจดูเห็นว่าจะเป็นวิมุตติธรรม เพราะคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้นว่ามีรสอย่างเดียว คือ วิมุตติรส แท้จริง ในทางข้างปลาย 18 ทางนี้ ถ้าผู้ใดมีอุตสาหะปฏิบัติตามเป็นปฏิบัติ แม้มิได้ธรรมวิเศษอันใด อันหนึ่งก็ดี คงมีอานิสงส์เป็นแท้ เมื่อความตายมาถึงนั้นแล จะให้ผลเป็นเที่ยงประจักษ์แก่ตาของตัวเอง เหตุดังนั้น ท่านผู้เป็นกุลบุตรนับถือพระพุทธศาสนา พึงกำหนดจำไว้ตรึกตรองทุกๆ คนเถิด.

        สาสนมามโก โย จ สิกฺขิตุง สรณํปิ จ อธิบายว่า บุคคลผู้ใดจะนับถือพระพุทธศาสนา พึงศึกษาให้รู้จักที่พึ่งทั้งสาม คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ให้ชัดให้แน่ แล้วให้รู้จักคุณพระศาสนาว่า จะนับถือนี้จะมีประโยชน์อย่างไร แลบุคคลทุกวันนี้ถือแต่หยาบๆ ไม่คิดตรึกตรอง ถึงจะนับถือพระศาสนา ก็นับถือตามบิดามารดาตนที่ถือมา ไม่รู้จักว่าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นั้น เป็นอย่างไร เป็นแต่ได้ยินเขาว่าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่นับถือ ได้ยินเขาว่า ให้ข้าวของแก่คนนุ่งเหลืองห่มเหลืองแล้วได้บุญ ได้ยินเท่านั้นแล้วก็ให้ของไป ไม่ได้คิดตรึกตรองว่าบุญนั้นเป็นอย่างไร ทำอย่างไรจะได้บุญ จะนับถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์จะนับถือทำไม เพราะเหตุออย่างไรจึงจะต้องนับถือ ไม่ตรึกตรองให้รู้ชัดรู้แน่ นับถือไปตามบิดามารดาเคยนับถือมา นับถืออย่างนั้น จะเรียกว่าเป็นคนนับถือพระศาสนานั้นหามิได้ นับถืออย่างนั้น เรียกว่านับถือตามอย่างบิดามารดาเท่านั้น เพราะตัวไม่รู้จักพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นแต่ทำตามเขาพูด เขาเล่าต่อๆ มา เหตุดังนั้นจึงว่า ใครจะนับถือพระศาสนา ให้ตรึกตรองให้ละเอียด ให้รู้จักพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ว่าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นั้น เป็นอย่างนั้น พระศาสนาเป็นอย่างนั้น จึงถวายตัวเป็นข้าพระศาสนา รับข้อปฏิบัติอันจะพ้นความทุกข์ความลำบากนี้ จึงนึกไปว่าที่ไม่เกิดไม่แก่ไม่ตาย เห็นจะมีอยู่เป็นเที่ยงแท้ เปรียบเหมือนอย่างของร้อนแล้วมีของเย็นแก้ ไฟมีแล้วน้ำก็มี ความลำบากมีแล้วความสบายก็มีเหมือนกัน เมื่อพระองค์พิจารณาเห็นแล้ว พระองค์ก็สู้อุตสาหะแสวงหาอุบายที่จะออกจากทุกข์ สู้ทำการกุศลมาช้านาน จนถึงพระศาสนาพระพุทธเจ้าทีปังกร ครั้งนั้นท่านมีบารมีแก่กล้า ควรจะได้พระอรหัตรื้อตนออกจากสังสารวัฏได้ แต่หากว่าท่านมีความกรุณาแก่สัตว์ทั้งปวง ท่านมาคิดว่า เราท่องเที่ยวเวียนตายเวียนเกิดมาในวัฏสงสารช้านานนักหนาแล้ว ใครที่จะไม่ได้เป็นพี่น้อง เป็นบิดามารดากันนั้นไม่มี คงได้เป็นพี่น้อง เป็นบิดามารดาหมดทุกคน คนเหล่านั้นยังจะต้องลำบากอยู่ ตัวเราจะไปเสียคนเดียวนั้นไม่ชอบ จำจะต้องอยู่บอกอุบายที่จะพ้นทุกข์ให้รู้ด้วยกันมากๆ แล้วไปด้วยกันจึงจะดี วิสัยที่คนจะบอกอุบายให้คนอื่นพ้นจากทุกข์ได้นั้นมิใช่ง่าย ต่อเมื่อไรมีปัญญาสารพัดรู้เห็น ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เหมือนพระทีปังกรนี้จึงจะได้ ท่านคิดอย่างนี้แล้ว ท่านจึงทอดตนลงเป็นสะพานถวายแด่พระพุทธเจ้าทีปังกร กับทั้งหมู่พระสงฆ์บริวาร แล้วทำความปรารถนาในที่เฉพาะพระพักตร์พระพุทธเจ้าว่า ขอให้ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าเหมือนพระองค์นี้เถิด ครั้นทำความปรารถนาแล้ว พระพุทธเจ้าทำนายว่า ท่านจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ท่านก็สร้างพระบารมีมาช้านานถึงสี่อสงไขยแสนกัลป นับแต่กัลปนี้ถอยหลังลงไป ท่านมีความกรุณาสู้สละเสียซึ่งพระอรหัตผลอันจะได้ชาตินั้น สู้ทนลำบากสร้างพระบารมีมาอย่างนี้ เปรียบเหมือนมนุษย์ที่ติดอยู่ในเรือนจำเป็นอันมาก แลนักโทษคนหนึ่งเป็นคนมีปัญญา คิดแก้ไขจะหาอุบายเพื่อหนีออกจากเรือนจำ ครั้นแสวงหาได้อุบายที่จะออกจากเรือนจำได้แล้ว มาคิดว่าเราจะออกไปคนเดียวไม่ชอบ คนทั้งหลายที่อยู่ในเรือนจำนั้น แต่ล้วนเป็นเพื่อนฝูงกันทั้งสิ้น คนเหล่านั้นหารู้ที่จะออกจากเรือนจำไม่ จำเราจะต้องอยู่บอกอุบายให้รู้มากๆ ก่อน แล้วจึงค่อยไปจึงจะดี เมื่อบุรุษนั้นคิดอย่างนี้แล้ว ก็สู้ทนทุกข์อยู่ในวัฏสงสาร เหมือนคนที่ติดอยู่ในเรือนจำ พระบรมโพธิสัตว์นั้น เหมือนบุรุษที่มีปัญญา สู้ทนความลำบากมาช้านาน สิ่งที่เป็นกุศล ท่านได้ทำทุกประการ ครั้นพระบารมีแก่กล้าแล้ว ในชาติเป็นที่สุด ได้มาบังเกิดในเมืองกบิลพัสดุ์ เกิดในตระกูลกษัตริย์ศากยราช พระญาติทั้งหลายถวายพระนามชื่อว่า สิทธัตถะ ถ้าเรียกโดยโคตรว่า โคตมะ พระองค์มีพระกายงดงามไม่มีใครสู้ได้ เพราะว่าพระองค์ได้สร้างกุศลมาก พระกายสูง 12 ศอก โดยธรรมดา มีพระรัศมีสูง 6 ศอก เข้ากันเป็น 18 ศอก พระองค์ออกทรงบรรพชา ตั้งความเพียร ละเสียซึ่งความชั่วทั้งปวง มีพระสันดานบริสุทธิ์ไม่มีความชั่ว สารพัดรู้สารพัดเห็นไม่ขัดไม่ข้อง รู้จักกองทุกข์คือ อุปาทานขันธ์ทั้ง 5 ประการ รู้เหตุที่จะยังกองทุกข์ให้บังเกิด คือ ความโลภที่อยากได้ รู้ที่ดับกองทุกข์คือพระนิพพาน แลรู้หนทางคือข้อปฏิบัติที่จะให้ดับกองทุกข์ ท่านรู้เองเห็นเอง ไม่มีใครเป็นครูเป็นอาจารย์ แล้วก็รู้ดี รู้ไม่ผิด รู้แต่ที่ชอบ ท่านผู้นี้แลชื่อว่า พระพุทธเจ้า แลพระพุทธรูป พระสถูป พระเจดีย์ ต้นไม้มหาโพธิ์มีในที่ต่างๆ นั้น มิใช่พระพุทธเจ้า เป็นแต่เขาทำไว้เป็นที่ไหว้ที่บูชา ไม้มหาโพธิ์นั้น เป็นที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า จะได้เป็นพระพุทธเจ้าหามิได้ ถ้ามีผู้สงสัยว่าท่านแต่ก่อน ท่านเป็นคนรู้ ท่านว่าไว้ ใครได้ไหว้ ได้บูชา ได้เคารพนับถือพระพุทธรูป พระเจดีย์ พระศรีมหาโพธิ์ ก็เป็นบุญเป็นกุศลของเหล่านั้นไม่เป็นพระแล้วจะเป็นบุญที่ไหนเล่า ท่านแต่ก่อนๆ แต่ล้วนผู้รู้หนังสือหนังหามาก ทำไมท่านจึงไม่ว่า มาว่าแต่เดี๋ยวนี้ เป็นเด็กๆ จะรู้อะไร เมื่อคิดเช่นนั้นหาชอบไม่ เพราะว่าได้ตรึกตรองแล้ว คำที่ว่า ใครได้ไหว้ ได้บูชา ได้เคารพพระพุทธรูป พระเจดีย์ ไม้พระศรีมหาโพธิ์ ได้บุญนั้นจริงอยู่ ด้วยว่าพระเจดีย์นั้น เมื่อพระพุทธเจ้าใกล้จะปรินิพพาน พระอานนท์ได้ทูลถามว่า ถ้าพระองค์เสด็จปรินิพพานแล้ว ชนทั้งหลายคิดถึงพระเดชพระคุณจะบูชาในที่ไหน พระองค์ทรงอนุญาตให้กระทำสถูปเจดีย์ไว้ ในที่ประชุมชนไปมา ดังระหว่างถนนใหญ่ทั้งสี่ เป็นต้น เพื่อจะได้เป็นที่ไหว้แลกระทำสักการบูชาแห่งชนทั้งปวง ให้ได้เกิดความเลื่อมใสแห่งจิต สั่งสมอนุสสตานุตตริยกุศล แลบูชามัยบุญราศีของชนเหล่านั้น ผู้ใดได้กระทำสักการบูชาด้วยธูปเทียน แลระเบียบดอกไม้ของหอม เป็นต้น หรือจะอภิวาทกราบไหว้นมัสการ โดยความระลึกถึงพระพุทธเจ้า หรือจะกระทำจิตให้เกิดความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย มีความระลึกถึงพระพุทธคุณ เป็นต้น ก็จัดเป็นบุญเป็นกุศลไป เพื่อประโยชน์แลความสุข แก่คนเหล่านั้นตามประสงค์ เพราะเหตุนั้น การที่ไหว้ที่บูชาพระพุทธรูป พระเจดีย์ ไม้พระศรีมหาโพธิ์ ก็เป็นเหตุจะให้เกิดความเลื่อมใสแห่งจิต เป็นพุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ ระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เมื่อผู้ที่ระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยแล้ว แลกราบไหว้บูชาเคารพนั้น ก็เป็นเหตุที่จะให้สำเร็จมรรคผลสุขประโยชน์ได้ในปัจจุบัน แลภพเบื้องหน้าตามประสงค์ ก็เป็นบุญเป็นกุศลได้อย่างหนึ่ง.

จบพระบรมราชานุศาสน์เท่านี้



 

บทบาทและความสำคัญของพระพุทธศาสนาในชีวิตประจำวัน

 

          สถาบันพระพุทธศาสนาของเราเป็นสถาบันที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการให้ความช่วยเหลือต่อสังคมไทยตลอดมา โดยมีส่วนช่วยในการกล่อมเกลาจิตใจและลักษณะนิสัยของคนไทยตลอดจนการให้บริการตามความจำเป็นตามความต้องการของประชาชน อีกทั้งมีส่วนช่วยในการแก้ปัญหาทางสังคมให้แก่เรามาแล้วเป็นอย่างมาก กล่าวได้ว่า พระพุทธศาสนามีบทบาททั้งสำหรับชีวิตส่วนตัวของคนไทยและชีวิตสังคมไทย สำหรับส่วนตัวพระพุทธศาสนา ทำให้บุคคลมีกำลังใจที่จะต่อสู้กับความยากลำบากในสังคมปัจจุบัน เพื่อมีชีวิตอยู่และมีความก้าวหน้าต่อไป สำหรับชีวิตสังคมเป็นชาวพุทธทำให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทำให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกันและมองปัญหาต่าง ๆ ในทางเดียวกัน ทำให้คนไทยมีเอกลักษณ์เด่นชัดเข้มแข็งมั่นคง คำสอนในพระพุทธศาสนาย้ำความสำคัญของความสุขทางใจเหนือความสุขของวัตถุและร่างกาย ทำให้สังคมไทยนี้อยู่ร่วมกันอย่างพี่น้องเครือญาติที่มีความผาสุกมีสันติสุขกว่าสังคมโลก”[1] หลักธรรมของพระพุทธเจ้าที่เราได้ศึกษาปฏิบัติอยู่นี้ เป็นสิ่งอำนวยคุณประโยชน์แก่ชาติไทยเราตลอดเวาช้านานและหลักธรรมของพระพุทธเจ้าได้เข้าไปฝังนิสัยสันดานของคนส่วนรวมอยู่เป็นอันมาก”[2] หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นหลักสำคัญในวัฒนธรรมไทย เหตุการณ์สำคัญ  ในชีวิตประจำวันเกือบทั้งหมดของคนไทยมีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมและพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นหลักสำคัญในวัฒนธรรมไทย เหตุการณ์สำคัญ  ในชีวิตประจำวันเกือบทั้งหมดของคนไทยมีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมและพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา   ความสำคัญของพระพุทธศาสนาต่อการดำเนินชีวิตของพุทธศาสนิกชนในด้านต่างๆ  พอสรุปได้ดังนี้

 

          .  ทำให้ผู้ปฏิบัติตามหลักคำสอนมีฐานะดี พระพุทธศาสนาสอนเรื่องประโยชน์ปัจจุบันคือ ทิฎฐธัมมิกัตถะประโยชน์ ถ้าปฏิบัติตามหลักฐานะจะมั่นคงคือขยันเก็บออมหรือประหยัด      คบคนดี เลี้ยงชีวิตในทางที่เหมาะสม

          .  ทำให้ครอบครัวที่ปฏิบัติตามเจริญมั่นคง พระพุทธศาสนาสอนธรรมสำหรับครอบครัวมากมาย เช่น ฆราวาสธรรม เหตุให้ตระกูลเสื่อม ความสุขของคฤหัสถ์ อบายมุข เป็นต้น

          .  ทำให้ประเทศที่มีประมุขและประชาชนที่ปฏิบัติตามหลักศาสนาสงบสุข ผู้ปกครองประเทศถ้าตั้งอยู่ในธรรมของนักปกครองที่เรียกว่าทศพิธราชธรรมนั้นแล้ว ประเทศนั้น ประชาชนย่อมมีความสุข

          .  พระพุทธศาสนาเป็นเรื่องของชีวิต คือ พระพุทธศาสนาเป็นเรื่องกรรม คือ การกระทำ การกระทำเป็นชีวิตของคนอย่างหนึ่ง พระพุทธศาสนาสอนเรื่องการกระทำ และให้ทำในทางที่ถูกต้อง

          . ผู้ที่เข้าใจเรื่องพระพุทธศาสนา คือ คนที่มีอิสรเสรีจะไม่คิดในขนบประเพณีบางประการอันไร้ประโยชน์ เป็นคนที่มีลักษณะประชาธิปไตยโดยก้าวหน้า ไม่เห็นแก่ตัว เสียสละ รู้จักตัวเอง รู้จักสังคม เคารพธรรมเป็นใหญ่[3]

 

.  ความหมายและหลักธรรมคำสอนที่สำคัญของพระพุทธศาสนา

          พระพุทธศาสนา หมายถึง  คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเป็นสัจธรรมที่พระองค์ทรงค้นพบแล้วนำมาสั่งสอนเพื่อประโยชน์และความสุขแก่ชาวโลก ได้มีผู้ให้ความหมายของคำว่า  พระพุทธศาสนา   ไว้หลายท่าน ดังนี้

          พระพุทธศาสนา แปลว่า  คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าหรือการสั่งสอนของพระองค์ก็ได้โดยใจความ ได้แก่ พระธรรมเทศนา [4]

          พุทธทาสภิกขุ  ได้ให้ความหมายของคำว่า  พระพุทธศาสนา ไว้ดังนี้           พระพุทธศาสนา  หมายถึง  ศาสนาที่ทำให้รู้ว่าอะไรเป็นธรรมเป็นศาสนาที่เกี่ยวข้องกับความจริงเราต้องปฏิบัติจนเรารู้เองเมื่อรู้ถึงที่สุดแล้วก็ไม่ต้องกลัวกิเลสตัณหาถูกความรู้นั้นทำลายไปสิ้นความไม่รู้ (อวิชชา) ก็จะดับไปในทันทีเมื่อความรู้เกิดขึ้นมา [5]

          พระพุทธศาสนา  แปลว่า  คำสั่งสอนของท่านผู้รู้หรือของผู้ให้คนอื่นรู้หรือของผู้ตื่นจากกิเลสหรือของผู้ปลุกให้คนอื่นตื่นจากกิเลส หรือของผู้เบิกบาน [6]

          พระธรรมปิฎก  ได้ให้ความหมายของพระพุทธศาสนาไว้ว่า   พระพุทธศาสนา  หมายถึง   คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า [7]

          สุชีพ  ปุญญานุภาพ   ได้ให้ความหมายของคำว่า  พระพุทธศาสนา  ไว้ว่า พระพุทธศาสนา  คือ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าและคำสั่งสอนนี้ถ้าจะกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ  เรื่องของความจริงที่มีอยู่ตามธรรมชาติ  ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงค้นพบแล้วนำมาเปิดเผย พระพุทธเจ้าตรัสว่า สภาพธรรมชาติหรือทำนองคลองธรรมเป็นของที่มีอยู่แล้วไม่ว่าพระพุทธเจ้า จะเกิดขึ้นหรือไม่ พระพุทธเจ้าเป็นผู้ตรัสรู้ธรรมนั้นแล้วนำมาบอกให้เข้าใจชัดขึ้น เรียกว่า “ธัมมนิยามสูตร”[8]

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

 

บทวิเคราะห์เกี่ยวกับศูนยตา

ศูนยตาในมูลมาธยมิกการิกา

 

          ศูนยตา (Emptiness) เป็นแนวคิดสำคัญ ปรากฏคำอธิบายในหนังสือ “มูลมาธยมิกการิกา” ของนาคารชุนสร้างทฤษฎีศูนยตามีจุดประสงค์หลักคือการปฏิเสธความคิดเชิงสารัตถนิยม   (Substantialist หรือ Essentialist) ซึ่งเป็นผลของการวิเคราะห์ของ ไวภาษิกะ(สรวาสติวาท)และเสาตรานติกะ จุดประสงค์ต่อมาคือการกำจัดแนวคิดเกี่ยวกับ “สวภาวะ”(Self-Nature) แล้วสร้างลักษณะศูนยตา(Nature of Emptiness) ขึ้นมา นาคารชุนแสดงทฤษฎีศูนยตา เพื่อแสดงปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง  ความหมายที่มีนัยลึกซึ้งของศูนยตาคือการปฏิเสธสวภาวะและมิจฉาทัศนะ(ทิฏฐิ ๖๒) ศูนยตามีนัยสำคัญหลายนัยดังนี้*

          .  ศูนยตาในฐานะปฏิเสธสวภาวะ

          นาคารชุนไม่ได้จำกัดความของ“ศูนยตา”ไว้แน่นอน แต่แสดงไว้ในนัยที่เป็นการปฏิเสธสวภาวะ โดยอ้างปฏิจสมุปบาท แต่ไม่ได้ยืนยันว่า ศูนยตาเป็นการปฏิเสธสวภาวะโดยตรง  ประเด็นที่น่าพิจารณาเพิ่มเติมคือ “สวภาวะคืออะไร

          สวภาวะ หมายถึงแก่นที่ไม่เปลี่ยนแปลง และคงที่(Unchangable and thus permanent Substance, or Substantiality) ประเด็นต่อมาคือ “แก่นคืออะไรแก่น(Substance) คือ ()สิ่งที่ดำรงอยู่ตามลำพังโดยไม่พึ่งสิ่งอื่น เช่น พระเจ้าของในทรรศนะของสปิโนซา ()สิ่งที่ดำรงอยู่อย่างไม่เปลี่ยนแปลง ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง ล็อคกล่าวว่า “แก่นคือฐาน(Substratum)ที่อิงอาศัยของคุณสมบัติ ทำให้คุณสมบัติเหล่านั้นเกาะกลุ่มกันอยู่ได้”

          ศูนยตาคือการปฏิเสธสวภาวะของสัต(อัตถิตา=ความมีความเป็น-Entities) อะไรก็ตามที่อิงอาศัยกันเกิดขึ้น สิ่งนั้นเป็นศูนยตา  สัตใดดำรงอยู่โดยอาศัยสัมพันธ์กัน สัตนั้นย่อมเงื่องหงอยในตัวเอง แนวคิด“สวภาวะ-self-nature” เป็นอันตรายต่อโลก เพราะเท่ากับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นใหม่ มีแต่สิ่งที่คงที่อยู่อย่างนั้น ไม่พัฒนาทั้งในแนวตั้งและแนวราบ ขัดกับหลักปฏิจจสมุปบาท นาคารชุนรู้สึกฝังใจกับกัจจานโคตตสูตร แนวการอธิบายโลกและปรากฏการณ์จึงอยู่ในกรอบแห่งพระสูตรนี้เสมอ  พระพุทธเจ้าตรัสกับพระกัจจานะว่า**

          กัจจานะ โลกนี้ส่วนมากอิงอาศัยขั้วทั้ง คือ  อัตถิตา(ความมี)

          และนัตถิตา(ความไม่มี)  กัจจานะ   เมื่อมองเห็นความเกิดโลก

          ด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริง นัตถิตาก็ไม่มี  กัจจานะ เมื่อ

          มองเห็นความดับโลกด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริง อัตถิตา

          ก็ไม่มี ...กัจจานะ ความเห็นว่า “สรรพสิ่งมี” เป็นที่สุดขั้วหนึ่ง

          ความเห็นว่า “สรรพสิ่งไม่มี” เป็นที่สุดอีกขั้วหนึ่ง ...

          อัตถิตามีไม่ได้ เพราะเขาดสวภาวะ  ถ้าจะเอาปรภาวะ(Otherness)มาเป็นฐาน อัตถิตาก็ยังมีไม่ได้อยู่นั่นเอง เพราะตัวปรภาวะก็ขาดสวภาวะที่จะเป็นฐาน

 

          . ศูนยตาในฐานะปฏิเสธมิจฉาทัศนะ

          นาคารชุนพูดว่า “คนฉลาด(wise men)กล่าวว่า ศูนยตาหรือตถตา คือการสลัดทิ้งซึ่งมิจฉาทัศนะทั้งปวง” เพราะเหตุว่า ความเห็นทั้งหมดลำเอียง(partial)และสัมพัทธ์(relative)จึงมีข้อจำกัด(limitations) ทำให้เห็นสัจจะผิดเพี้ยนไป   นาคารชุนประสงค์ที่จะปฏิเสธทิฏฐิ ๖๒ ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับอัตตาและโลก เป็นทัศนะที่กลุ่มคนซึ่งไม่ใช่ชาวพุทธแสดงไว้  มิจฉาทิฏฐิในทัศนะของนาคารชุนน่าจะหมายถึง

                   .  สังกัป(Conceptualizations) การนึกฝันขึ้นในใจ

                   .  วินิจฉัย(Discriminations)  ตัดสินจำแนก

                   .  วยวัจฉินทนะ(Differentiations) การแบ่งแยก

          ทั้ง ประการตรงกันข้ามกับลักษณะของสัจภาวะ ความจริงนั้นไม่ใช่การนึกฝันขึ้นในใจ(conceptual) ไม่ใช่การตัดสิน(discriminate) ไม่ใช่การแบ่งแยก(different) ถ้าตราบใดยังมีการรับข้อมูล สร้างสรรค์แนวคิด แบ่งแยกและกำหนดระดับ ตราบนั้นสัจภาวะจะไม่ปรากฏ และถือว่าเป็นอันตรายต่อสัจภาวะ

 

          . ศูนยตาในฐานะสิ่งที่ไม่ต้องยึดถือ

          ศูนยตาที่ปฏิเสธสวภาวะนั้น ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ()ตัวศูนยตาเองมีข้อบ่งชี้(reference)เชิงวัตถุหรือไม่ ? หรือ ศูนยตาเหมือนกับบางสิ่งบางอย่างในโลกแห่งสาระหรือไม่ ? ()ศูนยตาเป็นอุจเฉทภาวะ(annihilation)หรือไม่ ? คำตอบประเด็นทั้ง จะปรากฏในฐานะแห่งศูนยตาประการที่ คือ

 

          . ศูนยตาแห่งศูนยตา

          ฐานะแห่งศูนยตาประการที่ ที่ว่า ศูนยตาเองนั่นแหละไม่ควรยึดถือ เรียกว่า “ศูนยตาศูนยตา” หรือศูนยตาแห่งศูนยตา เมื่อก้าวถึงขั้นสูงสุดทำลายสัต(entuties)ทั้งหมดแล้ว ตัวศูนยตาเองนั่นแหละเป็นสิ่งที่ต้องละ เปรียบเหมือนยารักษาโรค เมื่อโรคหายแล้ว แม้ต้วยาเองนั่นแหละก็ควรถูกละทิ้งไป ถ้าไม่ละทิ้ง ตัวยาจะกลายเป็นเชื้อโรคได้ เมื่อใดก็ตามที่ยึดถือมั่นศูนยตา จะทำให้ตกไปในอาณาเขตแห่งอุจเฉททิฏฐิ(annihilationism) จึงสรุปได้ว่า ศูนยตามี ระดับ คือ ()ศูนยตาแห่งสรรพสิ่ง ()ศูนยตาแห่งศูนยตา

         

ศูนยตาในลังกาวตารสูตร*

          ลังกาวตารสูตรซึ่งเป็นคัมภีร์ของโยคาจารกล่าวถึงศูนยตาไว้ ประการ คือ

          () ศูนยตาแห่งบุคลิกลักษณะ หมายถึง สรรพสิ่งไม่มีลักษณะแห่งปัจเจกภาวะและสาธารณภาวะ

          () ศูนยตาแห่งสวภาวะ  หมายถึง สรรพสิ่งมีสวภาวะที่ไม่เกิด  มีลักษณะเป็นสวภาวศูนยตา เป็น Empty in their Self-Nature

          () ศูนยตาแห่งอกรรม(อปรจริต) หมายถึง ขันธ์ทั้งหลายคือนิพพานนั่นเอง จึงไม่มีการกระทำในขันธ์ทั้งหลายนับแต่เริ่มแรก

          () ศูนยตาแห่งกรรม(ปรจริต) หมายถึง ขันธ์ทั้งหลายว่างจากอัตตา (ego) และคุณสมบัติ (belongings) และดำเนินไปได้เมื่อมีการเชื่อมกันระหว่างเหตุและกรรม(cause and action)

          () ศูนยตาแห่งสรรพสิ่งในความหมายที่ว่าเป็นสิ่งที่ทำนายไม่ได้  หมายถึง ธรรมชาติเป็นจินตภาพที่ผิด ไม่สามารถแสดงออกมาได้

          () ศูนยตาในความหมายสูงสุด คืออันติมสัจภาวะ(ความมีอยู่จริงสูงสุด) รู้แจ้งได้เฉพาะด้วยอริยญาณ นั่นคือ ในการบรรลุความรู้แจ้งภายใน โดยอาศัยอริยญาณ ย่อมไม่มีร่องนิสัยพลังที่ก่อให้เกิดโดยแนวความคิดที่ผิดพลาดทั้งหมด

          () ศูนยตาแห่งสิ่งนี้และสิ่งนี้  หมายถึง สิ่งนี้และสิ่งนี้ไม่มีอยู่ในที่ไหน คำว่า “ว่าง(ศูนยตา)ไม่ได้หมายถึงว่า ว่างเพราะไม่มีอะไรอยู่ในนี้ เช่น ห้องว่างจากช้าง วัว แพะ ว่างอย่างนั้นหมายถึงว่า ในที่นี้ว่าง ไม่มีอยู่ แต่อาจจะมีอยู่ในที่อื่น” ส่วนว่างที่แปลมาจากคำว่าศูนยตานั้น หมายถึงว่าไม่มี ไม่ว่าจะที่ไหน

                                    @@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

 

 

ป่าไม้โคนต้นไม้  และเรือนว่าง

พุทธอุทยานแห่งพระสัจธรรม

           

ในวนโรปสูตร ว่าด้วยป่าไม้                           

        เทวดาทูลถามพระพุทธเจ้า ว่า

          บุญย่อมเจริญ  ทั้งกลางวันและกลางคืน ตลอดกาลทุกเมื่อ แก่ชนเหล่าไหน ชนเหล่าใดดำรงอยู่ในธรรมสมบูรณ์ด้วยศีล  ย่อมไปสู่สวรรค์

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบ ว่า

            ชนเหล่าได้ปลูกสวนอันน่ารื่นรมย์  (สวน หมายถึง สวนอันน่ารื่นรมย์ โดยฐานะมีอยู่ ๔ อย่าง คือ ฝังอยู่ในแผ่นดิน ตั้งอยู่บนดินลอยอยู่ในอากาศ แขวนอยู่ในที่แจ้ง) ปลูกป่า สร้างสะพาน ขุดสระน้ำ บ่อน้ำและที่พักอาศัย

         บุญย่อมเจริญแก่ชนเหล่านั้น  ทั้งกลางวันและกลางคืน  ตลอดกาลทุกเมื่อ  ชนเหล่านั้นดำรงอยู่ในธรรม สมบูรณ์ด้วยศีลแล้ว ย่อมไปสู่สวรรค์อย่างแน่นอน

(๕๐๘) ภิกษุในธรรมวินัยนี้  เป็นผู้สำรวมด้วยปาติโมกข์   สังวรอยู่ถึงพร้อมด้วยอาจาระ

 และโคจร    เห็นภัยในโทษที่มีประมาณน้อย   สมาทานศึกษาในสิกขาทั้งหลาย   คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย    รู้จักประมาณในการบริโภค      หมั่นประกอบความเพียรในเครื่องตื่นอยู่ตลอดเวลา  ปฐมยามและปัจฉิมยาม    หมั่นประกอบความเพียรในการเจริญโพธิปักขิยธรรมอย่างต่อเนื่อง     มีปัญญาอยู่เป็นอุบายในกิจการทั้งปวง

                ภิกษุนั้นอาศัยเสนาสนะที่สงัด เช่นป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำ ป่าช้า ดง ที่แจ้ง กองฟาง ที่สงัดมีเสียงน้อย   มีเสียงอึกทึกน้อย   ไม่มีคนสัญจรไปมา ไม่มีคนพลุกพล่านเหมาะเป็นที่หลีกเร้น ภิกษุนั้นอยู่ป่า    อยู่โคนไม้   หรืออยู่เรือนว่าง นั่งคู่บัลลังก์ ตั้งกายตรงดำรงสติมั่นมุ่งเฉพาะกรรมฐาน

 

 

เรือนว่าง

 เรือนว่าง  หมายถึง  ที่ที่สงัด คือ   เสนาสนะ     อย่าง เป็นป่า และโคนไม้  ได้แก่  ภูเขา 

ซอกเขา ถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ (ป่าละเมาะ) ที่แจ้ง (ที่โล่งแจ้ง) ลอมฟาง  เมื่อเราศึกษา ในประวัติของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย     ตั้งแต่อดีตจนถึงพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน   จะเห็นว่าทุกพระองค์จะตรัสรู้ในป่าทั้งสิ้น     ซึ่งจะต่างกันก็เพียงชนิดของต้นไม้ที่ใช้เป็นที่ตรัสรู้เท่านั้น   แม้พระสาวกของพระพุทธเจ้าเหล่านั้นก็ดีเมื่อรับข้อปฏิบัติจากองค์พระศาสดาแล้ว   ก็จะนำไปปฎิบัติเพื่อให้ได้บรรลุธรรมขั้นสูงสุดก็จะไปปฏิบัติธรรมที่ป่าเหมือนกัน

               ป่ามีอะไรดีหรือ   ถึงทำให้ได้รับขนานนาม ว่าเป็นพุทธอุทยานแห่งพระสัจธรรม   ข้อความที่ดูเหมือนจะเป็นคำถามนี้จะได้รับคำตอบหากเราเคยเดินทางเข้าไปในป่า  เพราะธรรมชาติของป่าจะให้ความสงบร่มเย็นแก่เราทุกคนเมื่อได้สัมผัส    ความปลอดโปร่ง  โล่งสบาย   จะเกิดขึ้นเมื่อเราอยู่ภายใต้ร่มเงาของต้นไม้    และได้เห็นสายน้ำอันเย็นช่ำ  ธรรมชาติของป่าอีกประการหนึ่งที่เป็นส่วนแห่งการกระตุ้นจิตวิญญาณ    เกื้อหนุนแก่การปฏิบัติธรรมเป็นอย่างมาก    ที่จะทำให้ผู้ปฏิบัติธรรมตั้งใจปฏิบัติธรรมจริง ๆ  ก็   คือ  สิ่งลี้ลับที่มีอยู่ในป่า  ตลอดจนสรรพสัตว์น้อยใหญ่ทั้งหลายที่เป็นองค์ประกอบของป่า

            เราคงจะทราบกันแล้ว ว่า สิ่งที่เป็นที่รักของสัตว์ทั้งหลาย คือ ชีวิต ฉะนั้น  สิ่งที่น่ากลัวที่สุด  คือ ความตาย เมื่อเราเข้าไปอยู่ในป่า สิ่งต่างๆที่เป็นสิ่งน่ากลัวของป่าจะเป็นส่วนหนึ่งให้ผู้ปฏิบัติธรรมตั้งอกตั้งใจปฏิบัติธรรมอย่าจริงจังเพราะในเวลานั้นผุ้ปฏิบัติจะอยู่ในป่าเพียงลำพัง  ไม่มีใครให้ความช่วยเหลือ เรียกว่า ตนแลเป็นที่พึ่งของตนแล้ว  ดังนั้น   สิ่งที่เป็นที่พึ่งของตนได้ในเวลานั้นอะไรจะวิเศษเท่าศีลพรต และการปฏิบัติธรรมของตนเองไม่มีแล้ว   ด้วยเหตุนี้จึงต้องตั้งใจปฏิบัติอย่างเต็มกำลังอันเป็นเหตุให้จิตเป็นสมาธิได้ง่าย   และฌานสมาบัติก็สมารถเกิดขึ้นได้โดยง่ายเช่นกัน ด้วยเหตุนี้พระพุทธเจ้าทั้งหลายและสาวกผู้ต้องการบรรลุธรรมขั้นสูง   จึงแสวงหาแหล่งสำหรับปฏิบัติธรรมในป่า

           แต่ก็ไม่ใช้ว่าป่าทุกแห่งสมควรจะเป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การปฏิบัติธรรม  บางป่าก็เหมาะแต่บางป่าก็ไม่เป็นสัปปายะเหมือนกัน ป่าชนิดไหนสมควรอยู่และป่าชนิดไหนไม่สมควรอยู่นั้น   พระพุทธองค์ทรงให้สาวกพิจารณาดังต่อไปนี้

        

เรื่องป่าที่ควรเสพและไม่ควรเสพ                 

ป่าที่ไม่ควรเสพ (ไม่ควรอยู่อาศัย)

“ภิกษุทั้งหลาย  ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เข้าอยู่อาศัยแดนป่าแห่งใดแห่งหนึ่ง เมื่อเธอเข้าอยู่อาศัยแดนป่านั้นสติที่ยังไม่กำกับอยู่ก็ไม่กำกับอยู่ จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ไม่ตั้งมั่น อาสวะทั้งหลายที่ยังไม่หมดสิ้นก็ไม่ถึงความหมดสิ้นไป  ภาวะจิตปลอดโปร่งจากเครื่องผูกมัดอย่างสูงสุดที่ยังไม่บรรลุ เธอก็หาบรรลุไม่  อีกทั้งสิ่งเกื้อหนุนชีวิตที่บรรพชิตพึงเก็บรวบรวมได้ คือบิณฑบาต เสนาสนะและเครื่องหยูกยาทั้งหลายก็มีมาโดยยาก ภิกษุนั้น พิจารณาเห็นดังนี้   จะเป็นกลางคืนก็ตาม   กลางวันก็ตาม   พึงหลีกไปเสียจากแดนนั้นไม่พึงอยู่"

        “เมื่ออยู่อาศัยแดนป่านั้น สติที่ยังไม่กำกับอยู่ก็ไม่กำกับอยู่ จิตที่ยังไม่ตั้งมั่น ก็ไม่ตั้งมั่น อาสวะ ที่ยังไม่หมดสิ้นก็ไม่ถึงความหมดสิ้นไป    ภาวะจิตปลอดโปร่งจากเครื่องผูกมัดอย่างสูงสุดที่ยังไม่บรรลุ เธอก็หาบรรลุไม่ แต่สิ่งเกื้อหนุนชีวิตที่บรรพชิตพึงเก็บรวบรวมได้ คือบิณฑบาต เสนาสนะและเครื่องหยูกยาทั้งหลาย มีมาโดยไม่ยาก ภิกษุนั้นพิจารณาเห็นดังนี้ ตรองตระหนักแล้วพึงหลีกไปเสียจากแดนนั้นไม่พึงอยู่”

       

ป่าที่ควรเสพ (ควรอยู่อาศัย)

“เมื่ออยู่อาศัยแดนป่านั้นสติที่ยังไม่กำกับอยู่ ก็กำกับอยู่ จิตที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ตั้งมั่น   อาสวะทั้งหลายที่ยังไม่หมดสิ้น   ก็ถึงความหมดสิ้นไป    ภาวะจิตปลอดโปร่งจากเครื่องผูกมัดอย่างสูงสุดที่ยังไม่ได้บรรลุ เธอก็ค่อยบรรลุ  แต่สิ่งเกื้อหนุนชีวิตที่บรรพชิตพึงเก็บรวบรวมได้ คือบิณฑบาต เสนาสนะและเครื่องหยูกยาทั้งหลาย มีมาโดยยาก ภิกษุนั้นพิจารณาเห็นดังนี้ว่าเราออกจากเรือนบวชเป็นอนาคาริก  มิใช่เพราะเห็นแก่จีวร   มิใช่เพราะเห็นแก่บิณฑบาต มิใช่เพราะเห็นแก่เสนาสนะ  มิใช่เพราะเห็นแก่เครื่องหยูกยา ก็แต่ว่าเมื่อเราอาศัยแดนป่านี้สติที่ยังไม่กำกับอยู่ ก็กำกับอยู่   จิตที่ยังไม่ตั้งมั่น ก็ตั้งมั่น…, ภิกษุนั้นตรองตระหนักแล้วพึงอยู่ในป่านั้น ไม่พึงหลีกไป”

                เมื่ออยู่อาศัยแดนป่านั้นสติที่ยังไม่กำกับอยู่  ก็กำกับอยู่  จิตที่ยังไม่ตั้งมั่น   ก็ตั้งมั่น อาสวะทั้งหลายที่ยังไม่หมดสิ้นไป  ก็ถึงความหมดสิ้นไป  ภาวะจิตปรอดโปร่งจากเครื่องผูกมัดอย่างสูงสุดที่ยังไม่ได้บรรลุ เธอก็ค่อยบรรลุ อีกทั้งสิ่งเกื้อหนุนชีวิตที่บรรพชิตพึงเก็บรวบรวมได้ คือบิณฑบาต เสนาสนะและเครื่องหยูกยาทั้งหลายก็มีมาโดยไม่ยาก   ภิกษุนั้นพิจารณาเห็นดังนี้…พึงอยู่ในป่านั้นแม้จนตลอดชีวิต   ไม่พึงหลีกไป   

                         @@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

 

 

พระพุทธศาสนาในสหัสวรรษหน้า (๒๕๔๔–๓๕๔๓)

  พระณัฐกรณ์ ปิยธมฺโม

 

          สภาวการณ์ของพระพุทธศาสนาในสมัยปัจจุบันจะเป็นเช่นไรนั้น  ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากอิทธิพลของพระพุทธศาสนาในสมัยอดีต นอกจากนั้น พระพุทธศาสนาในสมัยปัจจุบันยังเป็นเครื่องส่องถึงว่า พระพุทธศาสนาในอนาคตจะเป็นเช่นใดอีกด้วย   สมดังคำกล่าวที่ว่า "อดีต ปัจจุบัน อนาคต ต่างเป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน"

 

          ในยุคโลกาภิวัตน์ และเป็นยุคเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาแทนที่ อุปกรณ์ในการดำเนินชีวิตทันยุคทันสมัยขึ้น แต่แทนที่คนเราจะมีจิตใจที่สูงส่งดีงามเป็นเงาตามตัวกลายเป็นเรื่องตรงกันข้าม ผู้คนมีจิตใจร้อนรน มีโทสจริตมากขึ้น  โลภมากขึ้น เห็นแก่ตัวมากขึ้นเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นมากขึ้น ภาพแห่งการเอื้ออาทรซึ่งกันและกันได้ลดน้อยถอยลงไป     จะหวังพึ่งพาศาสนาให้เป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจก็เกิดศรัทธาที่คลอนแคลนจนกลายเป็นภาพแห่งความฝันร้ายของชีวิตไปเสียแล้ว

          ในปัจจุบันสังคมชาวพุทธกำลังวิตกกังวลเป็นห่วงต่อสถานการณ์พระพุทธศาสนา กล่าวคือเกิดวิกฤตความคิด  (Thinking crisis) นำไปสู่การเกิดวิกฤตศรัทธา (Faith crisis) ประเด็นเหล่านี้นับเป็นเรื่องที่เปราะบางละเอียดอ่อน  กระทบกระเทือนจิตใจชาวพุทธทั้งมวลเป็นอย่างยิ่ง สภาวการณ์ที่สับสนอย่างนี้ เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพระพุทธศาสนาโดยตรง   พระพุทธศาสนาในกาลอนาคตนั้นจักเจริญหรือเสื่อมถอยนั้น เหตุผลที่ควรนำมาพิจารณามีอยู่หลายประการ     และสภาวการณ์ของพระพุทธศาสนาในสมัยปัจจุบันก็เป็นเหตุผลที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่จะต้องนำมาพิจารณาใคร่ครวญ

 

          ถึงตอนนี้คำถามที่จะต้องค้นหาคำตอบก็คือ  พระสงฆ์ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้สืบทอดทางจิต ของพระพุทธศาสนาในปัจจุบันเวลานี้มีความประพฤติปฏิบัติเป็นเช่นไร และจะส่งผลเช่นไรต่อศาสนาในกาลภายหน้าศีลวิบัติ

 

          วิบัติ หมายถึง ความผิดพลาด ความคลาดเคลื่อน ความเสียหาย ความบกพร่อง ความใช้การไม่ได้ วิบัติแบ่งออกเป็น ๔ ประการ ตามลำดับดังนี้

 

          ๑. ศีลวิบัติ คือ ความวิบัติแห่งศีล เสียศีล สำหรับพระภิกษุ ได้แก่ การต้องอาบัติปาราชิก อันว่าด้วยการเสพเมถุน    เป็นต้น

 

          ๒. อาจารวิบัติ คือ ความวิบัติแห่งอาจาระ การเสียความประพฤติ เช่นการสัญจรไปในที่ อโคจร มีคาเฟ่ เป็นต้น

 

          ๓. ทิฏฐิวิบัติ คือ ความวิบัติแห่งทิฏฐิ มีความเห็นคลาดเคลื่อน ผิดธรรม ผิดวินัย เช่นการเห็นว่านิพพานเป็นอัตตา เป็นต้น

 

          ๔. อาชีววิบัติ คือ ความวิบัติแห่งอาชีพ ได้แก่การหาเลี้ยงชีพในทางที่ผิด เช่น การบอกเลขใบ้หวย เป็นต้น

 

          ความวิบัติทุกข้อล้วนนำไปสู่ความเสื่อมโดยทั้งสิ้น   แต่ความวิบัติที่ผู้เขียนจะเน้นเป็นสำคัญ  คือ   ศีลวิบัติ เป็นที่น่าสังเกตว่าความวิบัติทุกข้อต่างมีมูลฐานรากเหง้าใหญ่มาจากศีลวิบัติโดยทั้งสิ้น ฉะนั้นจึงพูดได้ว่า   ศีลวิบัติมีโทษอันร้ายแรงยิ่งเพราะเป็นตัวเหตุที่ทำให้เกิดวิบัติทั้งปวง

 

          ในมหาปรินิพพานสูตรพระพุทธเจ้าทรงแสดงเรื่องเกี่ยวกับศีลไว้ว่า   "คนมีศีลย่อมถึงพร้อมด้วย   โภคะ  คนทุศีลย่อมเสื่อม

จากโภคะ"  พูดง่าย ๆ คือคนมีศีลร่ำรวย คนทุศีลยากจน หลายท่านเถียงในใจว่า ไม่จริงดอกคนทุศีล คอร์รัปชั่นต่างหากร่ำรวยกว่าและรวยเร็วทันตาเห็นด้วย

 

          ถ้ามองเพียงผิวเผิน มองมุมเดียวอาจเห็นเช่นนั้น แต่ถ้าดูให้ลึกแล้วจะเห็นว่า คนที่ทำมาหากินด้วยความซื่อสัตย์สุจริต  ทำมา

หาเลี้ยงชีพด้วยความขยันหมั่นเพียรนั้น ย่อมมีแต่วันเจริญขึ้นตามลำดับ ถึงจะรวยช้า แต่ก็มั่นคงค่อยเป็นค่อยไป และที่สำคัญเขาจะมีแต่ความภาคภูมิใจในทรัพย์สินที่ได้มา แม้พระภิกษุสงฆ์ก็เช่นเดียวกัน พระสงฆ์ที่ตั้งมั่นอยู่ในศีล ย่อมเป็นที่น่าเคารพศรัทธาของชาวบ้าน ในทางตรงข้ามถ้าไม่ตั้งมั่นในศีล ความเคารพศรัทธาก็เสื่อมถอย ตัวเองเสื่อมถอยไม่พอ อาจทำให้พระพุทธศาสนาพลอย

มัวหมองไปด้วย

 

          ณ ปัจจุบัน พระภิกษุบางรูปได้ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยของพระตถาคตแล้วอาศัยเสียงอันไพเราะของตนแสดงธรรมกับผู้ที่หลงใหลแลกลาภผลหรือเครื่องสักการะบูชา ด้วยเห็นแก่ปากแก่ท้องแม้ เพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ   เอาคำสอนของพระตถาคตที่ตำหนิติเตียนความโลภ  ไปแสดงแก่มนุษย์ทั้งหลายให้ละความโลภนั้น ๆ   แต่ตนเองกลับมีความโลภเสียเอง   เรียกว่ามือถือสากปากถือศีล

โดยแท้ เป็นภิกษุ แต่ไม่เคารพในพระวินัย เหล่านี้ทางพระพุทธศาสนาเราเรียกว่า ศีลวิบัติ

 

          ศีลของพระภิกษุมี ๒๒๗ ข้อเมื่อเปรียบเทียบแล้วสามารถแยกออกเป็น ๓ กลุ่ม   เช่นเดียวกับที่แบ่งไว้ในพรหมชาลสูตร   คือ มหาศีล มัชฌิมศีล และจูฬศีล กลุ่มแรก คือศีลที่จะต้องยึดเป็นหลักสำคัญเลย  กล่าวคือ   ถ้าผิดพลาดหมายถึงขาดจากความเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนาไป ส่วนกลุ่มที่สองเมื่อผิดพลาดแล้วยอมรับกลับตนมาประพฤติดีก็สามารถอยู่ในวงการสงฆ์ได้ต่อไป   ส่วนกลุ่มที่สามถือว่าเป็นมารยาท ระเบียบที่จะทำให้ภิกษุที่ปฏิบัติได้เกิดความสงบ  สวยงาม   สุภาพ มีจริยวัตรที่น่าศรัทธาแก่ชาวพุทธ  ศีลจึงเป็นหัวใจสำคัญในข้อวัตรของพระสงฆ์    พระภิกษุสงฆ์ในวัดวาอารามใดที่ละเลยในศีลาจารวัตร ก็อย่าหวังเลยว่าคณะสงฆ์ใน

วัดนั้นจะมีความสงบ นอกจากนี้แล้วคุณของศีลยังมีกล่าวไว้ในโสณทัณฑสูตร ว่า "เพราะศีลชำระปัญญา ปัญญาชำระศีล  ในที่ใดมีศีลที่นั้นมีปัญญา ในที่ใดมีปัญญาในที่นั้นมีศีล ศีลกับปัญญากล่าวได้ว่าเป็นยอดของโลก"

 

วิธีแก้ไข

          ภาพร้าย ข่าวร้ายที่เกิดขึ้นกับวงการคณะสงฆ์ในปัจจุบันสามารถเอากรณีดังกล่าวมาพิจารณาและสามารถหาทางป้องกัน ยับยั้งไว้ได้โดยทุกฝ่ายในสังคมช่วยกันสอดส่องดูแล ตรวจสอบ คุ้มครองอย่างสม่ำเสมอช่วยกันฟื้นฟูทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา  ช่วยกันปกป้องรักษาพระภิกษุสามเณรที่ประพฤติปฏิบัติชอบให้สามารถอยู่เป็นเนื้อนาบุญของชาวโลกต่อไป การป้องกันและตรวจสอบนั้นมิใช่ภาระหน้าที่ของพระภิกษุฝ่ายปกครองเพียงอย่างเดียว  แต่เป็นหน้าที่ของชาวพุทธทุกฝ่ายรวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้รักษากฎหมายและสื่อมวลชนก็ต้องช่วยกัน

 

          ความเสียหายอันเกิดขึ้นจากการไม่มีศีล    ไม่รักษาศีลของพระภิกษุในศาสนา   ไม่ปฏิบัติตามหลักคำสอนก่อให้เกิดความเสียหายเกิดความเสื่อมเสียต่อชาวพุทธและศาสนาพุทธโดยส่วนรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได ้ เราต้องหันมาร่วมมือกัน แก้ไขกันใหม่  หลักการเก่าใช้ไม่ได้ผลก็หาหนทางหลักการวิธีการใหม่ ๆ มาใช้

 

          ทางเลือกที่ดีและจะเป็นผลดีอย่างยิ่งอีกด้านหนึ่งคือ    การเข้าไปสนับสนุนการศึกษาของพระภิกษุและสามเณรให้ได้เรียนทั้งฝ่ายธรรมะ และฝ่ายโลกผสมผสานกันไป เพราะมีคำกล่าวที่ได้ยินกันอยู่เสมอในวงการพระสงฆ์ว่า    พระภิกษุสามเณรที่ไม่ได้เรียนหนังสือบวชมาแล้วก็เพียงเพื่อที่จะเฝ้าวัดและสนองงานกิจนิมนต์   มักสร้างความเดือดร้อนและความลำบากใจให้กับทางคณะสงฆ์

 

ฝ่ายปกครองอยู่เสมอ หรืออาจจะเรียกอีกอย่างหนึ่งคือ  ท่านไม่มีอะไรจะทำว่างั้นเถอะ  ท่านก็เลยหากิจกรรมอื่นๆ  มาทำเช่น  อยากเป็นผู้พันบ้าง อยากเที่ยวคาเฟ่บ้าง ฯลฯ  คิดว่าการศึกษาเท่านั้นจะแก้ไขปัญหาความตกต่ำของสถาบันสงฆ์ได้ระยะยาว พระภิกษุที่มีการศึกษาดี มีข้อวัตรปฏิบัติดีเหล่านั้นจะได้เติบโตขึ้นมาในพระพุทธศาสนากลายมาเป็นกำลังสำคัญในการสนองงานกิจการคณะสงฆ์   และสามารถที่จะนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาประยุกต์ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาได้

สรุป

          กาลภายหน้าพระพุทธศาสนาจะมีพระภิกษุสามเณรที่ประพฤติชอบด้วยศีล   ประพฤติตนอยู่ในศีลธรรมอันดีงาม    ไม่มีพระภิกษุสามเณรที่ประพฤติ ศีลวิบัติ อาจารวิบัติ ทิฏฐิวิบัติ และอาชีววิบัติ แต่จะประพฤติอยู่ในพระธรรมวินัยของพระพุทธองค์    และพระพุทธศาสนาก็จะได้เป็นที่เคารพสักการะบูชาเลื่อมใสของชาวพุทธตลอดไป จะไม่มีใครสามารถที่จะทำลายพระพุทธศาสนาได้พระสงฆ์จะเป็นผู้ที่ช่วยกันปลูกฝังศรัทธากับชาวพุทธขึ้นมา ใหม่ได้อีกครั้งหนึ่งด้วยการประพฤติปฏิบัติอยู่ในกรอบวินัย   มีจริยวัตรที่สะอาด สงบ สวยงาม ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ความสะอาดบริสุทธิ์ ความศรัทธาของชาวบ้านก็จะกลับคืนมาเช่นเดิม  หากภิกษุสามเณรรูปใดเป็นมารของพระพุทธศาสนาจะถูกกำจัดออกไป เปรียบเหมือนเศษขยะที่เกิดขึ้นในท้องทะเลย่อมจะต้องผจญกับคลื่นทะเลอันรุนแรงและถูกซัดขึ้นไปกองอยู่บนชายฝั่งฉันนั้น คงเหลือแต่เพียงน้ำทะเลที่ใสสะอาดบริสุทธิ์เท่านั้น

                       @@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

 

 

 

 

 

พระพุทธพจน์เตือนจิตสะกิดใจ

 

พระไตรปิฏก เล่มที่ ๒๐  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาตร

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

บาลีแห่งเอกธรรมเป็นต้น

            [๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้-

            สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม

ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาค

ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสของ

พระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ฯ

            [๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นรูปอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่จะ

ครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่เหมือนรูปสตรีเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปสตรีย่อม

ครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่ ฯ

            [๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นเสียงอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่จะ

ครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่เหมือนเสียงสตรีเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เสียงสตรีย่อม

ครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่ ฯ

            [๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นกลิ่นอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่จะ

ครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่เหมือนกลิ่นสตรีเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย กลิ่นสตรีย่อม

ครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่ ฯ

[๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นรสอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่จะ
ครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่เหมือนรสสตรีเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย รสสตรีย่อม
ครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่ ฯ
            [๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นโผฏฐัพพะอื่นแม้อย่างหนึ่ง
ที่จะครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่เหมือนโผฏฐัพพะของสตรีเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย
โผฏฐัพพะสตรีย่อมครอบงำจิตของบุรุษตั้งอยู่ ฯ
            [๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นรูปอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่จะ
ครอบงำจิตของสตรีตั้งอยู่เหมือนรูปบุรุษเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปบุรุษย่อม
ครอบงำจิตของสตรีตั้งอยู่ ฯ
            [๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นเสียงอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่จะ
ครอบงำจิตของสตรีตั้งอยู่เหมือนเสียงบุรุษเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เสียงบุรุษย่อม
ครอบงำจิตของสตรีตั้งอยู่ ฯ
            [๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นกลิ่นอื่นแม้อย่างหนึ่ง
ที่จะครอบงำจิตของสตรีตั้งอยู่เหมือนกลิ่นบุรุษเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย กลิ่นบุรุษ
ย่อมครอบงำจิตของสตรีตั้งอยู่ ฯ
            [๑๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นรสอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่จะ
ครอบงำจิตของสตรีตั้งอยู่เหมือนรสบุรุษเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย รสบุรุษย่อม
ครอบงำจิตของสตรีตั้งอยู่ ฯ
            [๑๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นโผฏฐัพพะอื่นแม้อย่างหนึ่ง
ที่จะครอบงำจิตของสตรีตั้งอยู่เหมือนโผฏฐัพพะบุรุษเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย
โผฏฐัพพะของบุรุษย่อมครอบงำจิตของสตรีตั้งอยู่ ฯ
จบวรรคที่ ๑
            [๑๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง
ที่จะเป็นเหตุให้กามฉันทะที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือกามฉันทะที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อม
เป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ เหมือนศุภนิมิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลใส่ใจ
ศุภนิมิตโดยไม่แยบคาย กามฉันทะที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และกามฉันทะที่เกิด
ขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ ฯ
            [๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง
ที่จะเป็นเหตุให้พยาบาทที่ยังไม่เกิดขึ้น เกิดขึ้น หรือพยาบาทที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อม
เป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ เหมือนปฏิฆนิมิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคล
ใส่ใจปฏิฆนิมิตโดยไม่แยบคาย พยาบาทที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น และพยาบาท
ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ ฯ
            [๑๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่จะ
เป็นเหตุให้ถีนมิทธะที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือถีนมิทธะที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็น
ไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ เหมือนความไม่ยินดี ความเกียจคร้าน ความบิดขี้เกียจ
ความเมาอาหาร และความที่จิตหดหู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลมีจิตหดหู่
ถีนมิทธะที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และถีนมิทธะที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อ
ความเจริญไพบูลย์ ฯ
            [๑๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่จะ
เป็นเหตุให้อุทธัจจกุกกุจจะที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรืออุทธัจจกุกกุจจะที่เกิดขึ้นแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ เหมือนความไม่สงบแห่งใจ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เมื่อบุคคลมีจิตไม่สงบแล้ว อุทธัจจกุกกุจจะที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และอุทธัจจ
กุกกุจจะที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ ฯ
            [๑๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่จะ
เป็นเหตุให้วิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือวิจิกิจฉาที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไป
เพื่อความเจริญไพบูลย์ เหมือนการใส่ใจโดยไม่แยบคาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เมื่อบุคคลใส่ใจโดยไม่แยบคาย วิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และวิจิกิจฉา
ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ ฯ
[๑๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่จะ
เป็นเหตุให้กามฉันทะที่ยังไม่เกิด ไม่เกิดขึ้น หรือกามฉันทะที่เกิดขึ้นแล้ว อัน
บุคคลย่อมละได้ เหมือนอศุภนิมิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลใส่ใจอศุภนิมิต
โดยแยบคาย กามฉันทะที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้น และกามฉันทะที่เกิดขึ้นแล้ว
อันบุคคลย่อมละได้ ฯ
            [๑๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่จะ
เป็นเหตุให้พยาบาทที่ยังไม่เกิด ไม่เกิดขึ้น หรือพยาบาทที่เกิดขึ้นแล้ว อันบุคคล
ย่อมละได้ เหมือนเมตตาเจโตวิมุติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลใส่ใจเมตตา
เจโตวิมุติโดยแยบคาย พยาบาทที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้น และพยาบาทที่เกิด
ขึ้นแล้ว อันบุคคลย่อมละได้ ฯ
            [๑๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่จะ
เป็นเหตุให้ถีนมิทธะที่ยังไม่เกิด ไม่เกิดขึ้น หรือถีนมิทธะที่เกิดขึ้นแล้ว อันบุคคล
ย่อมละได้ เหมือนความริเริ่ม ความพากเพียร ความบากบั่น ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เมื่อบุคคลปรารภความเพียรแล้ว ถีนมิทธะที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้น และถีน
มิทธะที่เกิดขึ้นแล้ว อันบุคคลย่อมละได้ ฯ
            [๒๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง
ที่จะเป็นเหตุให้อุทธัจจกุกกุจจะที่ยังไม่เกิด ไม่เกิดขึ้น หรืออุทธัจจกุกกุจจะ
ที่เกิดขึ้นแล้ว อันบุคคลย่อมละได้ เหมือนความสงบแห่งใจ ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลมีจิตสงบแล้ว อุทธัจจกุกกุจจะที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้น
และอุทธัจจกุกกุจจะที่เกิดขึ้นแล้ว อันบุคคลย่อมละได้ ฯ
            [๒๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง
ที่จะเป็นเหตุให้วิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิด ไม่เกิดขึ้น หรือวิจิกิจฉาที่เกิดขึ้นแล้ว
อันบุคคลย่อมละได้ เหมือนการใส่ใจโดยแยบคาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อ
บุคคลใส่ใจโดยแยบคาย วิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้น และวิจิกิจฉาที่
เกิดขึ้นแล้ว อันบุคคลย่อมละได้ ฯ
จบวรรคที่ ๒

[๒๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง

ที่ไม่อบรมแล้ว ย่อมไม่ควรแก่การงาน เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตที่ไม่

อบรมแล้ว ย่อมไม่ควรแก่การงาน ฯ

            [๒๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่

อบรมแล้ว ย่อมควรแก่การงาน เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตที่อบรมแล้ว

ย่อมควรแก่การงาน ฯ

            [๒๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่

ไม่อบรมแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนจิต ดูกรภิกษุ

ทั้งหลาย จิตที่ไม่อบรมแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ

            [๒๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่

อบรมแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย

จิตที่อบรมแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ

            [๒๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง

ที่ไม่อบรมแล้ว ไม่ปรากฏแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือน

จิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตที่ไม่อบรมแล้ว ไม่ปรากฏแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่

ประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ

            [๒๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง

ที่อบรมแล้ว ปรากฏแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนจิต ดูกร

ภิกษุทั้งหลาย จิตที่อบรมแล้ว ปรากฏแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ

            [๒๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง

ที่ไม่อบรมแล้ว ไม่ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่

เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตที่ไม่อบรมแล้ว ไม่ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไป

เพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ

            [๒๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่

อบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนจิต ดูกร

ภิกษุทั้งหลาย จิตที่อบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่าง
ใหญ่ ฯ
            [๓๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่ไม่
อบรมแล้ว ไม่ทำให้มากแล้ว ย่อมนำทุกข์มาให้ เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย
จิตที่ไม่อบรมแล้ว ไม่ทำให้มากแล้ว ย่อมนำทุกข์มาให้ ฯ
            [๓๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง
ที่อบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมนำสุขมาให้ เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย
จิตที่อบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมนำสุขมาให้ ฯ
จบวรรคที่ ๓
            [๓๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่ไม่
ฝึกแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย
จิตที่ไม่ฝึกแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
            [๓๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง
ที่ฝึกแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย
จิตที่ฝึกแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
            [๓๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่ไม่
คุ้มครองแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนจิต ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย จิตที่ไม่คุ้มครองแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
            [๓๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง
ที่คุ้มครองแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย
จิตที่คุ้มครองแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
            [๓๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่ไม่
รักษาแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนจิต ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย จิตที่ไม่รักษาแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
[๓๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่
รักษาแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิต
ที่รักษาแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
            [๓๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่ไม่
สังวรแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย
จิตที่ไม่สังวรแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
            [๓๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง
ที่สังวรแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย
จิตที่สังวรแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
            [๔๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่ไม่
ฝึกแล้ว ไม่คุ้มครองแล้ว ไม่รักษาแล้ว ไม่สังวรแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่
ประโยชน์อย่างใหญ่ เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตที่ไม่ฝึกแล้ว ไม่คุ้มครอง
แล้ว ไม่รักษาแล้ว ไม่สังวรแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
            [๔๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง
ที่ฝึกแล้ว คุ้มครองแล้ว รักษาแล้ว สังวรแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่าง
ใหญ่ เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตที่ฝึกแล้ว คุ้มครองแล้ว รักษาแล้ว
สังวรแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ ฯ
จบวรรคที่ ๔
            [๔๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนเดือยข้าวสาลีหรือเดือยข้าวยวะ
ที่บุคคลตั้งไว้ผิด มือหรือเท้าย่ำเหยียบแล้ว จักทำลายมือหรือเท้า หรือว่าจักให้
ห้อเลือด ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเดือยอันบุคคล
ตั้งไว้ผิด ฉันใด ภิกษุนั้น ก็ฉันนั้นเหมือนกัน จักทำลายอวิชชา จักยังวิชชา
ให้เกิด จักทำนิพพานให้แจ้ง ด้วยจิตที่ตั้งไว้ผิด ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ข้อนั้น
เพราะเหตุไร เพราะจิตตั้งไว้ผิด ฯ

            [๔๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนเดือยข้าวสาลีหรือเดือยข้าวยวะ

ที่บุคคลตั้งไว้ถูก มือหรือเท้าย่ำเหยียบแล้ว จักทำลายมือหรือเท้า หรือจักให้ห้อ

เลือด ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเดือยอันบุคคลตั้งไว้ถูก

ฉันใด ภิกษุนั้น ก็ฉันนั้นเหมือนกัน จักทำลายอวิชชา จักยังวิชชาให้เกิด

จักทำนิพพานให้แจ้ง ด้วยจิตที่ตั้งไว้ถูก ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้ ข้อนั้นเพราะ

เหตุไร เพราะจิตตั้งไว้ถูก ฯ

            [๔๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากำหนดใจด้วยใจอย่างนี้แล้ว ย่อมรู้ชัดบุคคล

บางคนในโลกนี้ ผู้มีจิตอันโทษประทุษร้ายแล้วว่า ถ้าบุคคลนี้พึงทำกาละในสมัยนี้

พึงตั้งอยู่ในนรกเหมือนถูกนำมาขังไว้ฉะนั้น ข้อนั้นเพราะอะไร เพราะจิตของเขา

อันโทษประทุษร้ายแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แหละเพราะเหตุที่จิตประทุษร้าย

สัตว์บางพวกในโลกนี้ เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ฯ

            [๔๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากำหนดใจด้วยใจอย่างนี้แล้ว ย่อมรู้ชัด

บุคคลบางคนในโลกนี้ ผู้มีจิตผ่องใสว่า ถ้าบุคคลนี้พึงทำกาละในสมัยนี้ พึงตั้งอยู่

ในสวรรค์เหมือนที่เขานำมาเชิดไว้ฉะนั้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะจิตของเขา

ผ่องใส ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แหละเพราะเหตุที่จิตผ่องใส สัตว์บางพวกในโลกนี้

เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ฯ

            [๔๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนห้วงน้ำที่ขุ่นมัวเป็นตม บุรุษผู้มี

จักษุยืนอยู่บนฝั่ง ไม่พึงเห็นหอยโข่งและหอยกาบบ้าง ก้อนกรวดและกระเบื้อง

ถ้วยบ้าง ฝูงปลาบ้าง ซึ่งเที่ยวไปบ้าง ตั้งอยู่บ้าง ในห้วงน้ำนั้น ข้อนั้นเพราะ

เหตุไร เพราะน้ำขุ่น ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน จักรู้ประโยชน์ตนบ้าง

จักรู้ประโยชน์ผู้อื่นบ้าง จักรู้ประโยชน์ทั้งสองบ้าง จักกระทำให้แจ้งซึ่งคุณวิเศษ

คือ อุตริมนุสธรรม อันเป็นความรู้ความเห็นอย่างประเสริฐ อย่างสามารถ ได้ด้วย

จิตที่ขุ่นมัว ข้อนี้ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะจิตขุ่นมัว ฯ

            [๔๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนห้วงน้ำใสแจ๋ว ไม่ขุ่นมัว บุรุษ

ผู้มีจักษุยืนอยู่บนฝั่ง พึงเห็นหอยโข่งและหอยกาบบ้าง ก้อนกรวดและกระเบื้อง

ถ้วยบ้าง ฝูงปลาบ้าง ซึ่งเที่ยวไปบ้าง ตั้งอยู่บ้าง ในห้วงน้ำนั้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร
เพราะน้ำไม่ขุ่น ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน จักรู้ประโยชน์ตนบ้าง
จักรู้ประโยชน์ผู้อื่นบ้าง จักรู้ประโยชน์ทั้งสองบ้าง จักกระทำให้แจ้งซึ่งคุณวิเศษ
คือ อุตริมนุสธรรม อันเป็นความรู้ความเห็นอย่างประเสริฐ อย่างสามารถ ได้ด้วย
จิตที่ไม่ขุ่นมัว ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะจิตไม่ขุ่นมัว ฯ
            [๔๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต้นจันทน์ บัณฑิตกล่าวว่าเลิศกว่ารุกขชาติ
ทุกชนิด เพราะเป็นของอ่อนและควรแก่การงาน ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา
ย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่อบรมแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็น
ธรรมชาติอ่อนและควรแก่การงาน เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตที่อบรมแล้ว
กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นธรรมชาติอ่อนและควรแก่การงาน ฉันนั้นเหมือนกัน ฯ
            [๔๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่
เปลี่ยนแปลงได้เร็ว เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตเปลี่ยนแปลงได้เร็วเท่าใด
นั้น แม้จะอุปมาก็กระทำได้มิใช่ง่าย ฯ
            [๕๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ผุดผ่อง แต่ว่าจิตนั้นแล เศร้าหมอง
ด้วยอุปกิเลสที่จรมา ฯ
            [๕๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ผุดผ่อง และจิตนั้นแล พ้นวิเศษแล้ว
จากอุปกิเลสที่จรมา ฯ
จบวรรคที่ ๕
            [๕๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ผุดผ่อง แต่ว่าจิตนั้นแล เศร้าหมองแล้ว
ด้วยอุปกิเลสที่จรมา ปุถุชนผู้มิได้สดับ ย่อมจะไม่ทราบจิตนั้นตามความเป็นจริง
ฉะนั้น เราจึงกล่าวว่า ปุถุชนผู้มิได้สดับ ย่อมไม่มีการอบรมจิต ฯ
            [๕๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ผุดผ่อง และจิตนั้นแล พ้นวิเศษแล้ว
จากอุปกิเลสที่จรมา พระอริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ย่อมทราบจิตนั้นตามความเป็น
จริง ฉะนั้น เราจึงกล่าวว่า พระอริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมมีการอบรมจิต ฯ
[๕๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุซ่องเสพเมตตาจิต แม้ชั่วการเพียงลัด
นิ้วมือเดียวเท่านั้น ภิกษุนี้เรากล่าวว่า อยู่ไม่เหินห่างจากฌาน ทำตามคำสอนของ
พระศาสดา ปฏิบัติตามโอวาท ไม่ฉันบิณฑบาตของชาวแว่นแคว้นเปล่า ก็จะ
กล่าวไยถึงผู้ทำเมตตาจิตนั้นให้มากเล่า ฯ
            [๕๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุเจริญเมตตาจิต แม้ชั่วกาลเพียงลัดนิ้วมือ
เดียวเท่านั้น ภิกษุนี้เรากล่าวว่า อยู่ไม่เหินห่างจากฌาน ทำตามคำสอนของ
พระศาสดา ปฏิบัติตามโอวาท ไม่ฉันบิณฑบาตของชาวแว่นแคว้นเปล่า ก็จะกล่าว
ไยถึงผู้ทำเมตตาจิตนั้นให้มากเล่า ฯ
            [๕๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุใส่ใจเมตตาจิต แม้ชั่วกาลเพียง
ลัดนิ้วมือเดียวเท่านั้น ภิกษุนี้เรากล่าวว่า อยู่ไม่เหินห่างจากฌาน ทำตามคำสอน
ของพระศาสดา ปฏิบัติตามโอวาท ไม่ฉันบิณฑบาตของชาวแว่นแคว้นเปล่า ก็จะ
กล่าวไยถึงผู้ทำเมตตาจิตนั้นให้มากเล่า ฯ
            [๕๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อกุศลธรรมที่เป็นไปในส่วนอกุศล ที่เป็นไป
ในฝักฝ่ายอกุศลทั้งหมด มีใจเป็นหัวหน้า ใจเกิดก่อนธรรมเหล่านั้น อกุศลธรรม
เกิดหลังเทียว ฯ
            [๕๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุศลธรรมที่เป็นไปในส่วนกุศล ที่เป็นไปใน
ฝักฝ่ายกุศลทั้งหมด มีใจเป็นหัวหน้า ใจเกิดก่อนธรรมเหล่านั้น กุศลธรรมเกิด
หลังเทียว ฯ
            [๕๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่
เป็นเหตุให้อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อมไป
เหมือนความประมาท ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลประมาทแล้ว อกุศลธรรมที่
ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป ฯ
            [๖๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่เป็น
เหตุให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรืออกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อมไป
เหมือนความไม่ประมาท ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลไม่ประมาทแล้ว กุศลธรรม
ที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป ฯ
            [๖๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่
เป็นเหตุให้อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อมไป
เหมือนความเป็นผู้เกียจคร้าน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลเกียจคร้านแล้ว อกุศล-
*ธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป ฯ
จบวรรคที่ ๖
            [๖๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่
เป็นเหตุให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรืออกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อม
ไป เหมือนการปรารภความเพียร ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลเป็นผู้ปรารภความ
เพียร กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อม
เสื่อมไป ฯ
            [๖๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่
เป็นเหตุให้อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อม
ไป เหมือนความเป็นผู้มีความมักมาก ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลเป็นคนมัก
มาก อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อม
เสื่อมไป ฯ
            [๖๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่
เป็นเหตุให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรืออกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อม
ไป เหมือนความเป็นผู้มีความมักน้อย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลเป็นผู้มักน้อย
กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป ฯ
            [๖๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่
เป็นเหตุให้อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อม

ไป เหมือนความเป็นผู้ไม่สันโดษ  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  เมื่อบุคคลไม่สันโดษ

อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด  ย่อมเกิดขึ้น และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป ฯ

            [๖๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่

เป็นเหตุให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรืออกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อมไป

เหมือนความเป็นผู้สันโดษ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลสันโดษ กุศลธรรมที่ยัง

ไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป ฯ

            [๖๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่

เป็นเหตุให้อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อม

ไป เหมือนการใส่ใจโดยไม่แยบคาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลใส่ใจโดยไม่

แยบคาย อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อม

เสื่อมไป ฯ

            [๖๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่

เป็นเหตุให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรืออกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อม

ไป เหมือนการใส่ใจโดยแยบคาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลใส่ใจโดยแยบคาย

กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป ฯ

            [๖๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่

เป็นเหตุให้อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อม

ไป เหมือนความเป็นผู้ไม่รู้สึกตัว ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลไม่รู้สึกตัว อกุศล

ธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป ฯ

            [๗๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่

เป็นเหตุให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรืออกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อม

ไป เหมือนความเป็นผู้รู้สึกตัว ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้สึกตัว กุศลธรรม

ที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป ฯ

            [๗๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่

เป็นเหตุให้อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อม

ไป เหมือนความเป็นผู้มีมิตรชั่ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลมีมิตรชั่ว อกุศล
ธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป ฯ
จบวรรคที่ ๗

 

 

 

 

 

 

 

 

''พระพุทธเจ้ากับลักษณะมหาบุรุษ''

 

อาจารย์อดิศักดิ์ ทองบุญ (2546)

 ในช่วงวันที่ ๑๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ - ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๖ ชาวพุทธ ในประเทศไทย และประเทศใกล้เคียง ได้มีโอกาสไปนมัสการบูชาสักการะพระธาตุเขี้ยวแก้ว ของสมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่รัฐบาลได้อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ชั่วคราว ณ อาคารหอสมุดพระพุทธศาสนา มหาสิรินาถ ภายในบริเวณพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม จากวัดหลินกวง สาธารณรัฐประชาชนจีน และได้ ชมนิทรรศการเกี่ยวกับพระบรมสารีริกธาตุ ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จัดแสดงไว้ ณ อาคารนั้น ทำให้ผู้ได้ชมเกิดความรู้และศรัทธาในองค์พระบรมศาสดายิ่งขึ้น

                    
ในนิตยสารพุทธจักรฉบับที่แล้ว คณะผู้จัดทำ ได้นำบทความเรื่องพระบรมสารีริกธาตุมาเสนอไว้ เพื่อเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับพระพุทธองค์ไว้ส่วนหนึ่งแล้ว บทความนี้มุ่งเสนอความรู้เกี่ยวกับพุทธองค์อีกส่วนหนึ่ง คือ เรื่องลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการ ของพระพุทธองค์ที่ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย ดังปรากฏในลักขณสูตร ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค พระไตรปิฎก เล่ม ๑๑ (ที.ปา. (แปล) ๑๑/๑๙๘-๒๔๑/๑๕๙-๑๙๘)

                    อรรถกถาอธิบายความเป็นมาของพระสูตรนี้ไว้ว่า เช้าวันนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปบิณฑบาตในกรุงสาวัตถี ได้ยินประชาชนสนทนากันด้วยเรื่องลักษณะมหาบุรุษของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความเลื่อมใส แต่ไม่ทราบว่า เพราะเหตุไร พระพุทธองค์จึงทรงมีลักษณะมหาบุรุษเหล่านั้น เมื่อ ท่านพระอานนท์นำความกราบทูลให้ทรงทราบ จึงรับสั่งให้ประชุมสงฆ์ ทรงแสดงเรื่องนี้ให้ฟัง มีสาระ สำคัญ ดังนี้

                    ตรัสเล่าว่า พระมหาบุรุษผู้สมบูรณ์ด้วยลักษณะ ๓๒ ประการ ย่อมมีคติ ๒ อย่าง คือ (๑) ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรม ครองราชย์โดยธรรม เป็นใหญ่ในแผ่นดินมีมหาสมุทรทั้งสี่เป็นขอบเขต ทรงได้ชัยชนะ มีพระราชอาณาจักรมั่นคง สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ คือ จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว มณีแก้ว นางแก้ว คหบดีแก้ว และปริณายกแก้ว (๒) ถ้าออกบวชจะได้เป็นพระอรหันต-สัมมาสัมพุทธเจ้า
                    
พระมหาบุรุษทรงสมบูรณ์ด้วยลักษณะมหาบุรุษทั้ง ๓๒ ประการ คือ
                    
๑. มีฝ่าพระบาทราบเสมอกัน
                    
๒. พื้นฝ่าพระบาททั้งสองมีจักรซึ่งมีกำ ข้างละ ๑,๐๐๐ ซี่ มีกง มีดุม และมีส่วนประกอบครบทุกอย่าง
                    
๓. มีส้นพระบาทยื่นยาวออกไป
                    
๔. มีพระองคุลียาว
                    
๕. มีพระหัตถ์และพระบาทอ่อนนุ่ม
                    
๖. ฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทมีเส้นที่ข้อพระองคุลีจดกันเป็นรูปตาข่าย
                    
๗. มีข้อพระบาทสูง
                    
๘. มีพระชงฆ์เรียวดุจแข้งเนื้อทราย
                    
๙. เมื่อประทับยืน ไม่ต้องน้อมพระองค์ลง ก็ทรงลูบคลำถึงพระชานุด้วยพระหัตถ์ทั้งสองได้
                    
๑๐. พระคุยหฐานเร้นอยู่ในฝัก
                    
๑๑. มีพระฉวีสีทอง มีพระฉวีเปล่งปลั่งดุจทองคำ
                    
๑๒. มีพระฉวีละเอียดจนละอองธุลีไม่อาจติดพระวรกายได้
                    
๑๓. มีพระโลมชาติเดี่ยว คือในแต่ละขุมมีเพียงเส้นเดียว
                    
๑๔. มีพระโลมชาติปลายงอนขึ้น คือพระโลมชาติขอดเป็นวง เวียนขวาดังกุณฑลสีคราม เข้มดังดอกอัญชัน
                    
๑๕. มีพระวรกายตั้งตรงดุจกายพรหม
                    
๑๖. มีพระมังสะในที่ ๗ แห่ง๑ เต็มบริบูรณ์
                    
๑๗. มีพระวรกายทุกส่วนบริบูรณ์ดุจลำตัวท่อนหน้าของราชสีห์
                    
๑๘. มีร่องพระปฤษฎางค์เต็มเสมอกัน
                    
๑๙. มีพระวรกายเป็นปริมณฑลดุจปริมณฑล ของต้นไทร พระวรกายสูงเท่ากับ ๑ วา ของพระองค์ (๑ วาของพระองค์เท่ากับส่วนสูงพระวรกาย)
                    
๒๐. มีลำพระศอกลมเท่ากันตลอด
                    
๒๑. มีเส้นประสาทรับรสพระกระยาหารได้ดี
                    
๒๒. พระหนุดุจคางราชสีห์
                    
๒๓. มีพระทนต์ ๔๐ ซี่
                    
๒๔. มีพระทนต์เรียบเสมอกัน
                    
๒๕. มีพระทนต์ไม่ห่างกัน
                    
๒๖. มีพระเขี้ยวแก้วขาวงาม
                    
๒๗. มีพระชิวหาใหญ่ยาว
                    
๒๘. มีพระสุรเสียงดุจพรหม ตรัสดุจเสียงร้องของนกการเวก
                    
๒๙. มีพระเนตรดำสนิท
                    
๓๐. มีดวงพระเนตรแจ่มใสดุจตาลูกโคเพิ่งคลอด
                    
๓๑. มีพระอุณาโลมระหว่างพระโขนง สีขาวอ่อนเหมือนปุยนุ่น
                    
๓๒. มีพระเศียรดุจประดับด้วยกรอบพระพักตร์

                    
ตรัสเน้นว่าลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการนี้ ถึงพวกฤาษีนักบวชภายนอกพระพุทธศาสนาจะจด จำได้ แต่พวกนั้นไม่รู้ว่า พระมหาบุรุษทรงทำกรรมอะไรไว้ จึงได้ลักษณะเหล่านี้

                    จากนั้น ทรงอธิบายสาเหตุที่ทรงได้ลักษณะ มหาบุรุษแต่ละประการโดยทรงจัดกลุ่มตามลักษณะ ที่มีสาเหตุเกี่ยวข้องกัน มิได้เป็นไปตามลำดับที่ทรง จำแยกไว้ในตอนต้น ดังนี้
                    
ลักษณะที่ ๑ มีฝ่าพระบาทราบเสมอกัน
                    
สาเหตุ เพราะทรงสั่งสมบุญไว้ในชาติก่อน เมื่อทรงเกิดเป็นมนุษย์ เป็นผู้สมาทานมั่นในกุศล กรรมบถ ๑๐ สมาทานมั่นในสุจริต ๓ บริจาคทาน รักษาศีล ๕ รักษาอุโบสถศีล เกื้อกูลมารดาบิดา สมณ-พราหมณ์ ประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูลและสมาทานมั่นในกุศลธรรมอื่น ๆ อีก
                    
ลักษณะที่ ๒ พื้นฝ่าพระบาททั้งสองมีจักรซึ่งมีกำข้างละ ๑,๐๐๐ ซี่ มีกง มีดุม และส่วนประกอบครบทุกอย่าง
                    
สาเหตุ เพราะทรงสั่งสมบุญไว้ในชาติก่อน เมื่อทรงเกิดเป็นมนุษย์ เป็นผู้นำความสุขมาให้แก่คนหมู่มาก บรรเทาภัยคือความหวาดกลัวและความสะดุ้ง จัดการป้องกันคุ้มครองอย่างเป็นธรรม และให้ทานพร้อมทั้งของที่เป็นบริวาร
                    
ลักษณะที่ ๓-๕ (๓) มีส้นพระบาทยื่นยาว ออกไป (๔) มีพระองคุลียาว และ (๕) มีพระวรกายตั้งตรงดุจกายพรหม๑
                    
สาเหตุ เพราะทรงสั่งสมบุญไว้ในชาติก่อน เมื่อทรงเกิดเป็นมนุษย์ เป็นผู้ละเว้นจากการฆ่าสัตว์ มีความละอายต่อบาป มีความเอ็นดู มุ่งประโยชน์เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์
                    
ลักษณะที่ ๖ มีพระมังสะในที่ ๗ แห่ง เต็ม บริบูรณ์๒
                   
สาเหตุ เพราะทรงสั่งสมบุญไว้ในชาติก่อน เมื่อทรงเกิดเป็นมนุษย์ เป็นผู้ให้ของที่ควรเคี้ยว ของ ที่ควรบริโภค ของที่ควรลิ้ม ของที่ควรชิม น้ำที่ควรดื่มอันประณีตและมีรสอร่อย
                    
ลักษณะที่ ๗-๘ (๗) มีพระหัตถ์และพระบาทอ่อนนุ่ม และ (๘) ฝ่าพระหัตถ์ และฝ่าพระบาทมีเส้นที่ข้อพระองคุลีจดกันเป็นรูปตาข่าย๓
                    
สาเหตุ เพราะทรงสั่งสมบุญไว้ในชาติก่อน เมื่อทรงเกิดเป็นมนุษย์ได้สงเคราะห์ประชาชนด้วยสังคหวัตถุ ๔ คือ (๑) ทาน (การให้) (๒) เปยยวัชชะ (วาจาเป็นที่รัก) (๓) อัตถจริยา (การประพฤติประโยชน์) (๔) สมานัตตตา (การวางตนสม่ำเสมอ)
                    
ลักษณะที่ ๙-๑๐ () มีข้อพระบาทสูง และ (๑๐) มีพระโลมชาติปลายงอนขึ้น คือ พระโลมชาติขอดเป็นวงเวียนขวา ดังกุณฑล สีครามเข้มดังดอก อัญชัน๑
                    
สาเหตุ เพราะทรงสั่งสมบุญไว้ในชาติก่อน เมื่อทรงเกิดเป็นมนุษย์ เป็นผู้กล่าววาจาประกอบด้วยประโยชน์ ประกอบด้วยธรรม แนะนำคนหมู่มาก เป็นผู้นำประโยชน์และความสุขมาให้แก่สัตว์ทั้งหลาย เป็นผู้บูชาธรรมโดยปกติ
                    
ลักษณะที่ ๑๑ มีพระชงฆ์เรียวดุจแข้งเนื้อ ทราย๒
                    
สาเหตุ เพราะทรงสั่งสมบุญไว้ในชาติก่อน เมื่อทรงเกิดเป็นมนุษย์ เป็นผู้ตั้งใจสอนศิลปะ (วิชาชีพ) วิชา (เช่น วิชาหมอดู) จรณะ (ศีล) หรือกรรม (ความรู้เรื่องกฎแห่งกรรม) โดยประสงค์ให้คนทั้งหลายได้รับความรู้อย่างรวดเร็ว ปฏิบัติได้เร็ว ไม่ต้องลำบากนาน
                    
ลักษณะที่ ๑๒ มีพระฉวีละเอียดจนละอองธุลี ไม่อาจติดพระวรกายได้
                    
สาเหตุ เพราะทรงสั่งสมบุญไว้ในชาติก่อน เมื่อทรงเกิดเป็นมนุษย์ ได้เข้าไปหาสมณะพรือพราหมณ์ แล้วซักถามว่า อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไร มีโทษ อะไรไม่มีโทษ อะไรควรเกี่ยวข้อง อะไรไม่ควรเกี่ยวข้อง อะไรที่ทำอยู่พึงเป็นไปเพื่อความไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์ตลอดกาลนาน อะไรที่ทำอยู่พึงเป็นไปเพื่อความเกื้อกูล เพื่อสุขตลอดกาลนาน แล้วตั้งใจฟัง คำตอบด้วยดี มุ่งประโยชน์ ไตร่ตรองเรื่องที่เป็น ประโยชน์

                    
ลักษณะที่ ๑๓ มีพระฉวีสีทอง๓
                    
สาเหตุ เพราะทรงสั่งสมบุญไว้ในชาติก่อน เมื่อทรงเกิดเป็นมนุษย์ เป็นผู้ไม่โกรธ ไม่แค้น (คือทำให้บรรเทาได้) แม้ถูกว่ากล่าวอย่างรุนแรงก็ไม่ขัดเคือง ไม่พยายาท ไม่จองล้างจองผลาญ ไม่สำแดงความ โกรธ ความอาฆาตและความเสียใจให้ปรากฏ เป็น ผู้ให้เครื่องลาดเนื้อดีอ่อนนุ่ม ให้ผ้าห่มที่เป็นผ้า โขมพัสตร์เนื้อดี ผ้าฝ้ายเนื้อดี ผ้าไหมเนื้อดีและผ้ากัมพลเนื้อดี
                    
ลักษณะที่ ๑๔ มีพระคุยหฐานเร้นอยู่ในฝัก๔
                    
สาเหตุ เพราะทรงสั่งสมบุญไว้ในชาติก่อน เมื่อทรงเกิดเป็นมนุษย์ เป็นผู้นำพวกญาติมิตรสหาย ผู้มีใจดีที่หายไปนาน จากกันไปนาน ให้กลับมาพบกันคือนำมารดาให้พบกับบุตร นำบุตรให้พบกับมารดา นำบิดาให้พบกับบุตร นำบุตรให้พบกับบิดา นำพี่ชายน้องชายให้พบกับพี่ชายน้องชาย นำพี่ชายน้องชายให้พบพี่สาวน้องสาว นำพี่สาวน้องสาวให้พบพี่ชายน้อง ชาย นำพี่สาวน้องสาวให้พบพี่สาวน้องสาว
                    
ลักษณะที่ ๑๕-๑๖ (๑๕) มีพระวรกายเป็นปริมณฑลดุจปริมณฑลแห่งต้นไทร พระวรกายสูง เท่ากับ ๑ วา ของพระองค์ ๑ วาของพระองค์เท่ากับส่วนสูงของพระวรกาย และ (๑๖) เมื่อประทับยืน ไม่ต้องน้อมพระองค์ลงก็ทรงลูบคลำถึงพระชานุด้วยฝ่า พระหัตถ์ทั้งสองได้๕
                    
สาเหตุ เพราะทรงสั่งสมบุญไว้ในชาติก่อน เมื่อทรงเกิดเป็นมนุษย์ เมื่อตรวจดูมหาชนที่ควรสงเคราะห์ ก็รู้จักบุคคลเท่าเทียมกัน รู้จักตนเอง รู้จักฐานะของบุคคล รู้จักความแตกต่างของบุคคล หยั่งรู้ว่าบุคคลนี้ควรกับสิ่งนี้ บุคคลนี้ควรกับสิ่งนี้ แล้วทำให้เหมาะกับความแตกต่างในฐานะนั้น ๆ ในกาลก่อน
                    
ลักษณะที่ ๑๗-๑๙ (๑๗) มีพระวรกายทุกส่วน บริบูรณ์ดุจลำตัวท่อนหน้าของราชสีห์ และ (๑๘) มีร่องพระปฤษฎางค์เต็มเสมอกัน และ (๒๐) มีลำ พระศอกลมเท่ากันตลอด๑
                    
สาเหตุ เพราะทรงสั่งสมบุญไว้ในชาติก่อน เมื่อทรงเกิดเป็นมนุษย์ เป็นผู้หวังประโยชน์ หวังความ เกื้อกูล หวังความผาสุก หวังความเกษมจากโยคะแก่คนหมู่มาก ด้วยความคิดนึกตรึกตรองว่า ทำอย่างไร ชนเหล่านี้จะเจริญด้วยศรัทธา ศีล สุตะ พุทธิ จาคะ ธรรม ปัญญา ทรัพย์ และธัญชาติ เจริญด้วยนา และสวน สัตว์สองเท้าและสัตว์สี่เท้า บุตรและภรรยา ทาสกรรมกรและคนรับใช้ ญาติ มิตร และเจริญด้วยพวกพ้อง
                    
ลักษณะที่ ๒๐ มีเส้นประสาทรับรส พระกระยาหารได้ดี๒
                    
สาเหตุ เพราะทรงสั่งสมบุญไว้ในชาติก่อน เมื่อทรงเกิดเป็นมนุษย์ เป็นผู้ไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายด้วยฝ่ามือ ด้วยก้อนหิน ท่อนไม้ หรือด้วยศัสตรา
                    
ลักษณะที่ ๒๑-๒๒ (๒๑) มีดวงพระเนตร ดำสนิท และ (๒๒) มีดวงพระเนตรแจ่มใสดุจลูกโคเพิ่งคลอด๓
                    
สาเหตุ เพราะทรงสั่งสมบุญไว้ในชาติก่อน เมื่อทรงเกิดเป็นมนุษย์ ไม่ถลึงตาดู (ไม่จ้องดูด้วยความโกรธ) ไม่ค้อน ไม่เมิน มองตรง มองเต็มตา และแลดูคนหมู่มากด้วยดวงตาเปี่ยมด้วยความรัก
                    
ลักษณะที่ ๒๓ มีพระเศียรดุจประดับด้วย กรอบพระพักตร์๔
                    
สาเหตุ เพราะทรงสั่งสมบุญไว้ในชาติก่อน เมื่อทรงเกิดเป็นมนุษย์ เป็นผู้นำของคนหมู่มากใน กุศลธรรม เป็นประมุขของคนหมู่มากในกายสุจริต วจีสุจริต และมโนสุจริต ในการจำแนกแจกทาน ในการสมาทานศีล ในการรักษาอุโบสถศีล ในความเกื้อกูลมารดาบิดา สมณะและพราหมณ์ ในความอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูล และในกุศลธรรมอันยิ่ง อื่น

                    
ลักษณะที่ ๒๔-๒๕ (๒๔) มีพระโลมชาติเดี่ยว คือในแต่ละขุมมีเพียงเส้นเดียว และ (๒๕) มี พระอุณาโลมระหว่างพระโขนงสีขาวอ่อนเหมือนนุ่น๕
                    
สาเหตุ เพราะทรงสั่งสมบุญไว้ในชาติก่อน เมื่อทรงเกิดเป็นมนุษย์ เป็นผู้ละเว้นจากการพูดเท็จ คือ พูดแต่คำสัตย์ ดำรงความสัตย์ มีถ้อยคำเป็นหลักเชื่อถือได้ ไม่หลอกลวงชาวโลก
                    
ลักษณะที่ ๒๖-๒๗ (๒๖) มีพระทนต์ ๔๐ ซี่ และ (๒๗) มีพระทนต์ไม่ห่างกัน๖     สาเหตุ เพราะทรงสั่งสมบุญไว้ในชาติก่อน เมื่อทรงเกิดเป็นมนุษย์ เป็นผู้ละเว้นจากคำส่อเสียด คือ ฟังความจากฝ่ายนี้แล้วไม่ไปบอกฝ่ายโน้น เพื่อทำลายฝ่ายนี้หรือฟังความจากฝ่ายโน้นแล้ว ไม่มาบอกฝ่ายนี้ เพื่อทำลายฝ่ายโน้น สมานคนที่แตกกัน ส่งเสริมคนที่ปรองดองกัน ชื่นชมยินดีเพลิดเพลินต่อผู้ที่สามัคคีกัน พูดแต่คำที่สร้างสรรค์ความสามัคคี
                    
ลักษณะที่ ๒๘-๒๙ (๒๘) มีพระชิวหาใหญ่ยาว และ (๒๙) มีพระสุรเสียงดุจเสียงพรหม ตรัสดุจเสียงร้องของนกการเวก๗
                    
สาเหตุ เพราะทรงสั่งสมบุญไว้ในชาติก่อน เมื่อทรงเกิดเป็นมนุษย์ เป็นผู้ละเว้นจากคำหยาบ คือ พูดแต่คำที่ไม่มีโทษ ไพเราะ น่ารัก จับใจ เป็นคำของชาวเมือง คนส่วนมากรักใคร่พอใจ
                    
ลักษณะที่ ๓๐ มีพระหนุดุจคางราชสีห์๑
                    
สาเหตุเพราะทรงสั่งสมบุญไว้ในชาติก่อน เมื่อทรงเกิดเป็นมนุษย์ เป็นผู้ละเว้นจากคำเพ้อเจ้อ คือพูดถูกกาล พูดแต่คำจริง พูดอิงประโยชน์ พูดอิงธรรม พูดอิงวินัย พูดคำที่มีหลักฐาน มีที่อ้างอิง มีที่กำหนด ประกอบด้วยประโยชน์ เหมาะแก่เวลา
                    
ลักษณะที่ ๓๑-๓๒ (๓๑) มีพระทนต์เรียบเสมอกัน และ (๓๒) มีพระเขี้ยวแก้วขาวงาม๒
                    
สาเหตุ เพราะทรงสั่งสมบุญไว้ในชาติก่อน เมื่อทรงเกิดเป็นมนุษย์ เป็นผู้ละมิจฉาอาชีวะ ดำรง ชีวิตอยู่ด้วยสัมมาอาชีวะ คือ เว้นขาดจากการโกงด้วยตาชั่ง การโกงด้วยของปลอม การโกงด้วยเครื่องตวงวัด การรับสินบน การล่อลวง การตลบตะแลง การตัด อวัยวะ การฆ่า การจองจำ การตีชิงวิ่งราว การปล้น และการขู่กรรโชก
                    
เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงแสดงจบ ภิกษุเหล่านั้น ต่างมีใจยินดีชื่นชมพระพุทธภาษิตนี้
                    
สรุปความว่า ลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการ เกิดจากกรรมดีที่พระพุทธองค์ทรงบำเพ็ญสั่งสมไว้ในอดีตชาติต่าง ๆ ที่ทรงแสดงเรื่องนี้เพราะทรงประสงค์จะชี้ให้เห็นกฎแห่งกรรมว่า บุคคลทำกรรมเช่นใด ย่อมได้รับผลเช่นนั้น ทำดีได้ ทำชั่วได้ชั่ว

---------------------------------------------------------
๑ ที.ปา.อ. ๑๙๙/๑๐๗-๑๐๘. ๑ ที่ ๗ แห่ง คือ หลังพระหัตถ์ทั้ง ๒ ข้าง หลังพระบาททั้ง ๒ ข้าง พระอังสะทั้ง ๒ ข้าง และลำพระศอ (ที.ม.อ. ๓๕/๔๓) ๑ ลักษณะที่ ๕ ในที่นี้ คือ ลักษณะที่ ๑๕ ตามลำดับที่ทรงจำแนกไว้ในตอนต้น ๒ ลักษณะที่ ๖ ในที่นี้ คือ ลักษณะที่ ๑๖ ตามลำดับที่ทรงจำแนกไว้ในตอนต้น ๓ คือ ลักษณะที่ ๕ และ ๖ ตามลำดับที่ทรงจำแนกไว้... ๑ คือ ลักษณะที่ ๗ และ ๑๔ ตามลำดับที่ทรงจำแนกไว้ในตอนต้น ๒ คือ ลักษณะที่ ๘ ตามลำดับที่ทรงจำแนกไว้... ๓ คือ ลักษณะที่ ๑๑ ตามลำดับที่ทรงจำแนกไว้... ๔ คือ ลักษณะที่ ๑๐ ตามลำดับที่ทรงจำแนกไว้... ๕ คือ ลักษณะที่ ๑๙ และ ๙ ตามลำดับที่ทรงจำแนกไว้... ๑ คือ ลักษณะที่ ๑๗, ๑๘ และ ๒๐ ตามลำดับที่ทรงจำแนกไว้ในตอนต้น ๒ คือ ลักษณะที่ ๒๑ ตามลำดับที่ทรงจำแนกไว้... ๓ คือ ลักษณะที่ ๒๙ และ ๓๐ ตามลำดับที่ทรงจำแนกไว้... ๔ คือ ลักษณะที่ ๓๒ ตามลำดับที่ทรงจำแนกไว้... ๕ คือ ลักษณะที่ ๑๓ และ ๓๑ ตามลำดับที่ทรงจำแนกไว้... ๖ คือ ลักษณะที่ ๒๓ และ ๒๕ ตามลำดับที่ทรงจำแนกไว้... ๗ คือ ลักษณะที่ ๒๗ และ ๒๘ ตามลำดับที่ทรงจำแนกไว้... ๑ คือ ลักษณะที่ ๒๒ ตามลำดับที่ทรงจำแนกไว้ในตอนต้น ๒ คือ ลักษณะที่ ๒๔ และ ๒๖ ตามลำดับที่ทรงจำแนกไว้...

(ที่มา: -)

 

พระพุทธเจ้าเปรียบประหนึ่งว่า…...

 

พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนพระจันทร์เพ็ญ   พระธรรมเปรียบเหมือนกลุ่มรัศมีของพระจันทร์   

พระสงฆ์เปรียบเหมือนโลกที่เอิบอิ่มด้วยรัศมีของพระจันทร์เพ็ญที่ทำให้เกิดขึ้น  

พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนดวงอาทิตย์ทอแสงอ่อน ๆ    

พระธรรมดังกล่าวเปรียบเหมือนข่ายรัศมีของดวงอาทิตย์นั้น    

พระสงฆ์เปรียบเหมือนโลกที่ดวงอาทิตย์นั้นกำจัดมืดแล้ว.  

พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนคนเผาป่า 

พระธรรมเครื่องเผาป่าคือกิเลส เปรียบเหมือนไฟเผาป่า 

พระสงฆ์ที่เป็นบุญเขต เพราะเผากิเลสได้แล้วเปรียบเหมือนภูมิภาคที่เป็นเขตนาเพราะเผาห่าเสียแล้ว

พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนเมฆฝนใหญ่

พระธรรมเปรียบเหมือนน้ำฝน       

พระสงฆ์ผู้ระงับละอองกิเลสเปรียบเหมือนชนบทที่ระงับละอองฝุ่นเพราะฝนตก.      

พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนสารถีที่ดี

พระธรรมเปรียบเหมือนอุบายฝึกม้าอาชาไนย      

พระสงฆ์เปรียบเหมือนฝูงม้าอาชาไนยที่ฝึกมาดีแล้ว.  

พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนศัลยแพทย์   [หมอผ่าตัด]เพราะทรงถอนลูกศรคือทิฏฐิได้หมด

พระธรรมเปรียบเหมือนอุบายที่ถอนลูกศรออกได้

พระสงฆ์ผู้ถอนลูกศรคือทิฏฐิออกแล้ว  เปรียบเหมือนชนที่ถูกถอนลูกศรออกแล้ว.   อีกนัยหนึ่ง 

พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนจักษุแพทย์  เพราะทรงลอกพื้นชั้นโมหะออกได้แล้ว   

พระธรรมเปรียบเหมือนอุบายเครื่องลอกพื้น  [ตา]

พระสงฆ์ผู้มีพื้นชั้นตาอันลอกแล้ว  ผู้มีดวงตาคือญาณอันสดใส  เปรียบเหมือนชนที่ลอกพื้นตาแล้ว  มีดวงตาสดใส. อีกนัยหนึ่ง

พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนแพทย์ผู้ฉลาด เพราะทรงสามารถกำจัด  พยาธิคือกิเลสพร้อมทั้งอนุสัยออกได้

พระธรรมเปรียบเหมือนเภสัชยาที่ทรงปรุงถูกต้องแล้ว      

พระสงฆ์ผู้มีพยาธิคือกิเลสและอนุสัยอันระงับแล้ว  เปรียบเหมือนหมู่ชนที่พยาธิระงับแล้ว  เพราะประกอบยา.

อีกนัยหนึ่ง   

พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนผู้ชี้ทาง   

พระธรรมเปรียบเหมือนทางดี  หรือพื้นที่ที่ปลอดภัย 

พระสงฆ์เปรียบเหมือนผู้เดินทาง   ถึงที่ที่ปลอดภัย 

พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนนายเรือที่ดี  พระธรรมเปรียบเหมือนเรือ

พระสงฆ์เปรียบเหมือนชนผู้เดินทางถึงฝั่ง.    

พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนป่าหิมพานต์ 

พระธรรมเปรียบเหมือนโอสถยาที่เกิดแต่ป่าหิมพานต์นั้น  

พระสงฆ์เปรียบเหมือนชนผู้ไม่มีโรคเพราะใช้ยา. 

พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนผู้ประทานทรัพย์   

พระธรรมเปรียบเหมือนทรัพย์   

พระสงฆ์ผู้ได้อริยทรัพย์มาโดยชอบเปรียบเหมือนชนผู้ได้ทรัพย์ตามที่ประสงค์.    

พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนผู้ชี้ขุมทรัพย์  พระธรรมเปรียบเหมือนขุมทรัพย์  

พระสงฆ์เปรียบเหมือนชนผู้ได้ขุมทรัพย์.อีกนัยหนึ่ง 

พระพุทธเจ้าผู้เป็นวีรบุรุษเปรียบเหมือนผู้ประทานความ

ไม่มีภัยพระธรรมเปรียบเหมือนไม่มีภัย

พระสงฆ์ผู้ล่วงภัยทุกอย่าง เปรียบเหมือนชนผู้ถึงความไม่มีภัย 

พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนผู้ปลอบพระธรรมเปรียบเหมือนการปลอบ   

 พระสงฆ์เปรียบเหมือนชนผู้ถูกปลอบ 

พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนมิตรดี   

พระธรรมเปรียบเหมือนคำสอนที่เป็นหิตประโยชน์   

พระสงฆ์เปรียบเหมือนชนผู้ประสบประโยชน์ตน   เพราะประกอบหิตประโยชน์. 

พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนบ่อเกิดทรัพย์

พระธรรมเปรียบเหมือนทรัพย์ที่เป็นสาระ

พระสงฆ์เปรียบเหมือนชนผู้ใช้ทรัพย์ที่เป็นสาระ   

พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนผู้ทรงสรงสนานพระราชกุมาร 

พระธรรมเปรียบเหมือนน้ำที่สนานตลอดพระเศียร 

พระสงฆ์ผู้สรงสนานดีแล้วด้วยน้ำคือพระสัทธรรม   เปรียบเหมือนหมู่พระราชกุมารที่สรงสนานดีแล้ว.

พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนช่างผู้ทำเครื่องประดับ 

พระธรรมเปรียบเหมือนเครื่องประดับ 

พระสงฆ์ผู้ประดับด้วยพระสัทธรรมเปรียบเหมือนหมู่พระราชโอรสที่ทรงประดับแล้ว.

พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนต้นจันทน์

พระธรรมเปรียบเหมือนกลิ่นอันเกิดแต่ต้นจันทน์นั้น 

พระสงฆ์ผู้ระงับความเร่าร้อนได้สิ้นเชิง  เพราะอุปโภคใช้พระสัทธรรม   เปรียบเหมือนชนผู้ระงับความร้อนเพราะใช้จันทน์   

พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนบิดามอบมฤดกโดยธรรม   

พระธรรมเปรียบเหมือนมฤดกพระสงฆ์ผู้สืบมฤดกดือพระสัทธรรม  เปรียบเหมือนพวกบุตรผู้สืบมฤดก.พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนดอกปทุมที่ปาน  พระธรรมเปรียบเหมือนน้ำอ้อยที่เกิดจากดอกปทุมที่บานนั้น     พระสงฆ์เปรียบเหมือนหมู่ภมรที่ดูดกินน้ำอ้อยนั้น.  พึงประกาศพระสรณตรัยนั้น   ด้วยข้ออุปมาทั้งหลาย

ดังกล่าวมาฉะนี้.มาติกาหัวข้อของกถาพรรณนาความที่ยกตั้งไว้ในเบื้องต้นด้วย ๔ คาถา

ว่า  พระสรณตรัย  ใครกล่าว  กล่าวที่ไหน   กล่าวเมื่อไร   กล่าวเพราะเหตุไรเป็นต้น ก็เป็นอันประกาศแล้วโดยอรรถ  ด้วยกถามีประมาณเพียงเท่านี้แล.

                                               จบกถาพรรณนาพระสรณตรัย

 

 

 

 

 

 

             ประวัติผู้รวบรวมเรียบเรียงเขียน

ชื่อสกุล                        นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี

วันเดือนปีเกิด             วันพฤหัสที่    กันยายน  พ.ศ. ๒๕๐๒

ที่อยู่ปัจจุบัน                  ๔๓/๑๒ ถนนพุทธมณฑลสาย ๓ เขตบางแค

                                กรุงเทพมหานคร

วุฒิการศึกษา                                                                               

มัธยมศึกษาสายสามัญโรงเรียนวัดราชาธิวาส แผนกวิทย์

นิติศาสตร์บัณฑิต   สมาชิกวิสามัญแห่งเนติบัณฑิตยสภา

พุทธศาสนศึกษามหาบัณฑิต มหามกุฎราชวิทยาลัย

ประสบการณ์การทำงาน

รับราชการที่มหาวิทยาลัยมหิดล คณะสาธารณะสุขศาสตร์

เป็นผู้ช่วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุทัยธานี

เป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท พีไทย อาคิเต็คฯ  จำกัด

เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท เอสเอสโกลเด้นท์แลนด์ จำกัด

เป็นเลขาธิการสมาพันธ์ชมรมวิทยุสมัครเล่นกรุงเทพมหานคร

ประธานชมรมนักกฎหมายวิทยุสมัครเล่น

บรรณาธิการฝ่ายกฎหมายนิตยสารQRZ

กรรมการฯการสื่อสาร(CAT)

กิจการทางพระพุทธศาสนา

เป็นกรรมการบริหารพุทธธรรมรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎรสังกัดคณะกรรมาธิการศาสนาวัฒนธรรมสภาผู้แทนราษฎร

เป็นกรรมการชมรมพิทักษ์พระพุทธศาสนา

ประธานชมรมวิทยากรพิทักษ์พระพุทธศาสนา รุ่น ๔                                

เป็นนักจัดรายการวิทยุใน รายการไขปัญหาชาวพุทธ  รายการรู้ธรรมนำปฎิบัติ, รายการบำเพ็ญบุญบารมีสถานีวิทยุเพื่อพระพุทธศาสนาธรรมะพล ๑ AM ๑๔๒๒ MKz

เป็นเวบมาสเตอร์ จัดทำโฮมเพจให้องค์กรพุทธ ฯ หลายแห่ง

อาจารย์พิเศษสอนระดับปริญญาโทและเป็นวิทยากรและผู้บรรยายในสถาบันการศึกษาหลายแห่ง

ผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาและ

ผู้อำนวยการโครงการจัดทำหลักสูตรการศึกษาโดยสื่อทางไกลของมูลนิธิเบญจนิกาย

พศ ๒๕๓๖ – ปัจจุบัน   เป็นกรรมการบริหารมูลนิธิเบญจนิกาย

พศ ๒๕๕๐ – ปัจจุบัน   เป็นกรรมการบริหารมูลนิธิพุทธางกูร

พศ ๒๕๕๐ – ปัจจุบัน   เป็นกรรมการบริหารสมาคมนักเรียนเก่า ร.ร.วัดราชาธิวาส

ตำแหน่ง/สถานที่ทำงาน ปัจจุบัน  ทำงานบริษัทในเครือ บริษัท สหวิริยา กรุ๊ป ตำแหน่งผู้จัดการสำนักกฎหมาย ฝ่ายบริหารบริษัท

 

 



[1] ชำเลือง  วุฒิจันทร์, พระพุทธศาสนากับความมั่นคงของชาติ, (กรุงเทพ ฯ : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๒๖), หน้า ๑.

[2] สมเด็จพระญาณสังวร, ความเข้าใจเรื่องพระพุทธศาสนา, (กรุงเทพ ฯ : โรงพิมพ์ชวนพิมพ์, ๒๕๓๑), หน้า  ๖๕.

            [3]บุญมี แท่นแก้วและคณะ, วิชาปรัชญา ๑๐๓, (กรุงเทพ ฯ :  โอเดียนสโตร์, ๒๕๒๒),      หน้า  ๑๔๐.

            [4] สมเด็จพระญาณสังวร, หลักธรรมคำสอน, (กรุงเทพ ฯ : สำนักพิมพ์ประกายพรึก,  ๒๕๒๕), หน้า  ๒๗.

[5] พุทธทาสภิกขุ,  คู่มือมนุษย์,  (กรุงเทพ ฯ :  พระนครการพิมพ์,  ๒๕๐๖),   หน้า  ๓๓.

            [6]  สภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย,  ๑ ใน  ๘๔,๐๐๐,  (กรุงเทพ ฯ :   โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย,  ๒๕๓๒), หน้า ๕.

            [7] พระธรรมปิฎก, (ป.อ. ประยุทธ์โต),  พจนานุกรมพุทธศาสน์, (กรุงเทพ ฯ : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๒),  หน้า  ๑๙๔.

            [8] สุชีพ  ปุญญานุภาพ,  คุณลักษณะแห่งพระพุทธศาสนา, (กรุงเทพ ฯ :  สำนักพิมพ์เฟื่องอักษร,  ๒๕๑๑),  หน้า ๑๑.

 

          * ดูรายละเอียดใน NG Yu-Kwan. T’ie-Tai Buddhism and Early Madhyamika. (Hawaii : Tendai Institute of Hawaii, 1993), pp. 12-38.

                ** ดูรายละเอียดใน สํ.นิ. ๑๖/๔๒/๒๐

                *   ดูใน Daisetz Teitaro Suzuki(Translator). The Lankavatara Sutra : A Mahayana Text. (London : Routledge & Kegan Paul LTD, 1966), pp. 65-67.