พ4.1.gif

วารสารบำเพ็ญบุญบารมี

 

สรุปความสำคัญของศาสนาพุทธ

การเจริญวิปัสสนานั้น เป็นสุดยอดของการสร้างบุญบารมี

สังขารความสำคัญแห่งชีวิต

หลักการปฏิบัติที่จัดเป็นระบบ

การให้โอวาทพระมาลุงกยบุตร

มัชเฌนปฏิสัมภิทา : ภูมิปัญญาแห่งกระบวนทัศน์ที่ ๕

 

 

 

BUMPENBUNBARAME JOURNAL

 

 

 

สารบัญ

 

สรุปความสำคัญของศาสนาพุทธ

การเจริญวิปัสสนานั้น เป็นสุดยอดของการสร้างบุญบารมี

สังขารความสำคัญแห่งชีวิต

หลักการปฏิบัติที่จัดเป็นระบบ

การให้โอวาทพระมาลุงกยบุตร

มัชเฌนปฏิสัมภิทา : ภูมิปัญญาแห่งกระบวนทัศน์ที่ ๕

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                     สรุปความสำคัญของศาสนาพุทธ

ศาสนาพุทธ (Buddhism)

พุทธ หมายถึง ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
องค์ประกอบของศาสนาพุทธ คือ พระรัตนตรัย หมายถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์   ประวัติความเป็นมาของศาสนา และพุทธประวัติ

      สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ (สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส. 2526 : 6-44) ได้ทรงรจนาพุทธประวัติของพระผู้มีพระภาคเจ้าไว้ว่า ในสมัยที่พระพุทธองค์ยังเป็นฆราวาสนั้นทรงพระนามเดิมว่า "สิทธัตถะ" อยู่ในตระกูลโคตมะเชื้อสายศากยวงศ์แห่งกรุงกบิลพัสดุ์แคว้นสักกะ (ปัจจุบันอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเนปาลบนพื้นราบเชิงเขาหิมาลัย) ทรงเป็นโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะและพระนางสิริมหามายา ประสูติ ณ สวนลุมพินีวัน ในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 เมื่อประสูติ ได้ 7 วันพระมารดาก็ทิวงคต พระนางปชาบดีโคตมีซึ่งเป็นพระเจ้าน้าได้เลี้ยงดูจนกระทั่งมีพระชนมายุได้ 16 ปีจึงอภิเษกกับพระนางพิมพา ครั้นพระชนมายุได้ 29 ปี ทรงมีพระโอรสคือเจ้าชายราหุล ในครั้งนี้ได้ทอดพระเนตรเห็นความไม่แน่นอนและความทุกข์ของชีวิต เช่น ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ และความตาย จึงทรงเบื่อหน่ายและสังเวชสลดใจจนทรงดำริหาทางหลุดพ้นจากสภาพธรรมดา โดยการเสด็จออกบรรพชาและเสด็จประพาสไปในมัลละชนบท

      จวบจนกระทั่งได้เสด็จผ่านมายังแคว้นมคธ และทรงพบท่านอาฬารดาบส กาลามโคตร และอุทกดาบส รามบุตร จึงทรงขอศึกษาลัทธิของท่านเหล่านี้จนสิ้นแล้วและได้ทรงทดลองทำตามในลัทธินั้นทุกอย่าง เพื่อทรงปฏิบัติทดลองตามลำพังพระองค์เอง โดยมี ปัญจวัคคีย์มาสมัครเป็นศิษย์ ได้แก่ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยา มหานามะ อัสสชิ

      หลังจากนั้นพระองค์ได้ทรงแสดงอริยสัจ 4 จนท่านโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม (บรรลุโสดาบัน) รู้แจ้งว่า "สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา" )ยงฺกิญจิ สมุทฺยธมฺมํ สพพนฺตํ นิโรธธมฺมํ) จึงขอบวชจากพระพุทธเจ้าโดยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา ต่อมาท่านวัปปะ มหานามะ ภัททิยะ และอัสสชิ ก็ได้เห็นธรรมอย่างพระโกณฑัญญะ และได้ขออุปสมบท พระอริยสาวกเหล่านี้ได้ฟังเทศนาแล้วก็เกิดความเบื่อหน่ายคลายจิตหลุดพ้นจากการยึดมั่นเป็นอรหันต์ทั้ง 5 องค์ และได้แยกย้ายกันออกเผยแพร่พุทธศาสนา

      พระศาสดาทรงเผยแพร่พุทธศาสนาถึง 45 ปี พอพระชนมายุได้ 80 ปี ก็เสด็จสู่ปรินิพพานที่เมืองกุสินารา (แคว้นกาเซีย รัฐอุตตรประเทศของอินเดีย) เมื่อวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ใต้ต้นสาละ หลังจากที่พระพุทธองค์ได้ปรินิพพานแล้ว สาวกได้มีการตีความคำสอนแตกต่างหลากหลาย นิกายแยกย่อยมากมาย เพียงนิกายมหายานที่มีบทบาทโดดเด่น ส่วนกลุ่มที่อนุรักษ์คำสอนเดิมของพระพุทธองค์อย่างเคร่งครัดมีการตรวจสอบหลัก คำสอนอยู่เสมอเพื่อป้องกันการคลาดเคลื่อน ถูกเรียกว่า "เถรวาท"

นิกาย

ทางพระพุทธศาสนา แบ่งได้ดังนี้

1. นิกายหินยาน มุ่งให้ปฏิบัติตนเพื่อเป็นพระอรหันต์ หลุดพ้นจากความทุกข์
2.
นิกายมหายาน วิวัฒนาการจากนิกายมหาสังฆวาทโดยผสมผสานเข้ากับหลักคำสอนของนิกายอื่น เช่น นิกายเถรวาท


พุทธศาสนานิกายเถรวาท

      นิกายนี้มีผู้นับถือมากในประเทศลังกาพม่า ลาว เขมร ไทย โดยเฉพาะประเทศไทยศูนย์กลางของนิกายเถรวาท เพราะมีการนับถือพุทธศาสนานิกายนี้สืบต่อกันมาตั้งแต่บรรพชน
พระพุทธเจ้าไม่ใช่เทวดาหรือพระเจ้าแต่เป็นมนุษย์ที่มีศักดิ์กยภาพเหมือนสามัญชนทั่วไป สามารถบรรลุสัจธรรมได้ด้วยความวิริยะอุตสาหะ หลักปฏิบัติในชีวิตที่ทุกคนควรกระทำคือ ทำความดีละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้ผ่องแผ้วและการที่เราจะทำสิ่งเหล่านี้ได้นั้นจะต้องมีศีล สมาธิ ปัญญาเพื่อเป็นพาหนะนำผู้โดยสารเข้าทะเลแห่งวัฎฎสงสารไปสู่พระนิพพาน
หลักคำสอนที่พุทธศาสนาแบบเถรวาทได้ดำเนินตามคำสอนพระพุทธองค์ มีเรื่องที่ควรแก่การศึกษาดังนี้

ก. คัมภีร์พระไตรปิฎก

       พระไตรปิฏกเป็นคัมภีร์สำคัญของพุทธศาสนานิกายเถรวาท ซึ่งรวบรวมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ระยะแรกนับตั้งแต่มีการปฐมสังคายนาพระวินัยที่กำหนดไว้เรียกว่า"พระไตรปิฏก"
คำว่า"ไตรปิฏก" มาจาก"เต หรือไตร"แปลว่า "สาม" และ"ปิฏก" แปลว่า ตะกร้าหรือกระจาด รวมความว่า "กระจาดที่ใส่พระพุทธวจนะไว้เป็นหมวดหมู่ มี 3 หมวด คือ

1. พระวินัยปิฎก มีสาระเกี่ยวกับข้อปฏิบัติของพระภิกษุสงฆ์
2.
พระสุตตันตปิฎก มีสาระเกี่ยวกับเทศนาของพระพุทธเจ้าและพระสาวก
3.
พระอภิธรรมปิฎก มีสาระเกี่ยวกับหลักธรรมทางด้านวิชาการ

ข. หลักคำสอนของพุทธศาสนานิกายเถรวาท

      นักปราชญ์ตะวันตกส่วนมากคิดว่า หลักคำสอนทางพุทธศาสนามีความเป็น จริยธรรมมากกว่าที่จะเป็นศาสนา เพราะเป็นสิ่งที่บุคคลนั้นต้องปฏิบัติเองเห็นเองและเข้าใจด้วยตนเอง คำสอนมุ่งเน้นอนัตตา แม้นว่ามีทัศนะในการมองโลกโดยมีพื้นฐานอยู่บนหลักไตรลักษณ์ คือ เห็นโลก และสิ่งทั้งหลายทั้งปวงล้วนเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา(อนิจจัง) เพราะสภาพของสิ่งเหล่านี้มันอยู่ในภาวะที่ตั้งอยู่ได้ไม่นาน (ทุกขัง) ที่มันตั้งอยู่ได้ไม่นานเพราะเป็นอนัตตา ตัวตนที่เราคิดว่ามีอยู่นั้นแท้จริงเราไม่สามารถไปบังคับผลักดันให้เป็นไปตามใจหวัง จึงไม่มีสิ่งใดที่ตั้งอยู่อย่างคงที่ได้นาน แม้แต่ร่างกายของเราก็ตาม ล้วนเกิดจากการประชุมของขันธ์ 5 อันได้แก่ รูป ซึ่งหมายถึงส่วนของกาย เวทนาซึ่งหมายถึงความรู้สึกที่เป็นสุขบ้างทุกข์บ้างหรือเฉย ๆ ซึ่งหมายถึงความจำได้หมายรู้ สังขารหมายถึงการปรุงแต่ง ดีบ้างชั่วบ้างหรือเป็นกลาง ๆ ดังเช่น สภาวะทางจิตของบุคคลที่อยู่ในฌาน วิญญาณซึ่งหมายถึงการรู้แจ้งทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทั้งหมดนี้คือรูปและนามที่ประกอบรวมตัวกัน เมื่อเอาสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ออกไปหมดแล้ว ความเป็นตัวตนร่างกายก็ไม่มีเช่นเดียวกับรถ จะเป็นรถได้ต้องประกอบด้วยเพลา ล้อ เกียร์ คลัช เบรก ฯลฯ เมื่อแยกสิ่งเหล่านี้ออกไปทีละขั้นความเป็นรถก็หมดไป ดังนั้นขันธ์ 5 เมื่อมาประชุมกันเมื่อใด วงล้อชีวิตทั้งหลายก็หมุนเวียนไปไม่รู้สิ้นสุด โลกทั้งโลกคือกายยาววาหนึ่งนี้เอง โลกมีอยู่เพื่อสัตว์โลกที่ยังติดข้องในตัณหา ถ้าหมดตัณหาได้ ดับไม่เหลือทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงจึงเกิดขึ้นเพราะตัณหาเป็นเหตุ

     ชาวเถรวาทเชื่อว่าพระพุทธองค์ได้ทรงเห็นความเป็นไปของชีวิตที่เกิดมาต้องมีทุกข์และรับผลของทุกข์ พระพุทธองค์จึงพยายามที่จะออกจากกงวงล้อแห่งวัฏฏสงสารด้วยความวิริยะอันยิ่งใหญ่ทำให้ทรงค้นค้นพบอริยสัจ 4 และปฎิจจสมุปบาทซึ่งเป็นความจริงอันยิ่งใหญ่ที่ซ่อนอยู่ในความหมุนเวียนแปรเปลี่ยนของโลก

อริยสัจ 4 : ความจริงอันประเสริฐและหนทางที่จะนำสัตว์โลกไปสู่การบรรลุ หลุดพ้น มี 4 ประการ คือ

ทุกข์ ( suffering )

           หรือ ทุกข์อริยสัจ  คือ สภาพที่ทนได้ยากหรือสภาพที่บีบคั้น ขัดแย้ง บกพร่องขาดแก่นสารและการไม่ให้ความพึงพอใจที่แท้จริง เช่น สภาวะที่ต้องเรียนหนังสือนาน ๆ โดยมิได้เปลี่ยนอิริยาบถทำให้เราทนต่อสภาวะนั้น ๆ ได้ยาก จึงมักจะหลีกจากสภาวะอันยากจะต่อการที่จะทนอยู่เช่นนั้นไปสู่สภาวะที่น่าปรารถนากว่าแล้วก็เรียกสภาพวะที่ทนได้ยากนี้ว่า "ทุกข์ " และเรียกสภาวะที่น่าปรารถนาว่า"สุข" ซึ่งแท้จริงแล้วความสุขก็คือ ความทุกข์ที่เบาบางกว่าหรือทุกข์ที่คลายได้แล้วนั่นเองทุกข์มีหลายชนิด คือ ทุกข์ที่มาจากความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความเศร้าโศก ความระทมใจ ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความน้อยอกน้อยใจ ความคับแค้นใจ ตลอดจนรวมไปถึงการเห็นสิ่งที่ไม่รักใคร่การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก และการปรารถนาในสิ่งใดก็ไม่สามารถได้สิ่งนั้น ในพระธรรมจักกัปวัฒนสูตร ได้จำแนกทุกข์ไว้ 11 ชนิด มีดังนี้ คือ

1. ชาติคือ ความเกิด
2.
ชรา คือ ความแก่
3.
มรณะคือ ความตาย
4.
โสกะคือ ความแห้งใจ ความเศร้าใจ
5.
ปริเทวะคือ ความระทมใจพิไรรำพัน หรือความบ่นเพ้อ
6.
ทุกข์คือ ความไม่สบายใจ ไม่สบายตัว
7.
โทมนัสคือ ความไม่สบายใจ ความไม่น้อยใจ
8.
อุปายาสคือ ความคับแค้นใจ ความตรอมใจ
9.
อัปปิยสัมปโยคคือ การเห็นสิ่งที่ไม่รักใคร่
10.
ปิยวิปปโยคคือ การพลัดพรากจากสิ่งที่รักใคร
11.
อิจฉิตาลาภะ คือ ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น

          ทุกข์ทั้ง 11 ชนิดนี้ สามารถจัดแบ่งออกได้เป็นประเภทใหญ่ ๆ 2 ประเภทคือ

สภาวทุกข์ หรือทุกข์ประจำ คือ ทุกข์อันเป็นสภาพธรรมดาของสัตว์ทั้งหลายที่ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงได้ ได้แก่ ชาติ ชรา และมรณะ
ปกิณณทุกข์ หรือทุกข์ขจร คือ ทุกข์ที่เกิดเป็นครั้วคราวขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยปรุงแต่งให้เกิดขึ้น ได้แก่ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์โทมนัส อุปายาส อัปปิยสัมปโยค ปิยวิปปโยค และอิจฉิตาลาภะ

          สรุปได้ว่า ความทุกข์ที่เกิดทางกายก็คือหรือทางใจก็ดี ล้วนเกิดขึ้นมิได้นอกเหนือไปจากขันธ์ 5 รูปและนามยังมีอยู่ ตราบใดตราบนั้นทุกข์ย่อมเกิดปรากฎที่รูปและนามไม่มีที่สิ้นสุด รูปและนามเป็นตัวทุกข์เพราะจะต้องบำรุงให้มากทั้งยังเป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ได้ไม่นานมีความแปรปรวนแตกสลาย ตัวรับทุกข์อื่น ๆ คือ ทุกข์กายและใจอีกด้วย รูปและนามนี้จึงเป็นทั้งตัวทุกข์และตัวรับทุกข์
สมุทัย ( origin of suffering ) บ่อเกิดแห่งความทุกข์ ซึ่งมาจากตัณหาหรือความทะยานอยาก( craving ) ทำให้เราเกิดความเพลิดเพลินใจเป็นอย่างยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ ทำให้เกิดผลอันเกิดจากการปฏิบัติ และเริ่มมีความยากใหม่ในรอบใหม่ เป็นเช่นนี้เรื่อยไปจนกว่าจะดับตัณหาได้

นิโรธ (the cessation of suffering)

          คือ ความดับทุกข์ อันเป็นผลจากการกระทำของผู้ปฏิบัติอันได้แก่ ความดับโดยสำรอกทิ้งไม่เหลือซึ่งตัณหา ความวางตัณหา ความปล่อยตัณหาและความไม่พัวพันตัณหานั้น

มรรค (the Pate leading to the cessation suffering)

          คือ ทางปฏิบัติที่จะนำไปสู่ความดับทุกข์ อันเป็นทางสายกลางระหว่างการปฏิบัติสุดโต่งทั้ง 2 ทาง คือ การทรมานตนให้ลำบาก และการปรนเปรอตนให้ได้รับความสุขอย่างเต็มที่ ทางสายกลางมีดังนี้ คือ

1. สัมมาทิฎฐิ ( right view ) คือ การมีความรู้ถูกต้อง โดยเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ไม่หลงมัวเมาไปกับสภาพมายาจึงเป็นผู้มีความละอายต่อการทำบาปทั้งปวง และมิอาจทำดีโดยหวังผล บุคคลเช่นนี้ไม่เป็นผู้มองสิ่งใดอย่างผิวเผิน แต่มีความคิดเป็นระบบตลอดจนมีสติสัมปชัญญะ

2. สัมมาสังกัปปะ ( right thought ) คือ ความดำริชอบ มีความนึกคิดชอบ มีความนึกคิดที่ถูกต้อง จึงเป็นผู้ปลอดโปร่งจากกาม ไม่เคียดแค้น ไม่เบียดเบียนผู้อื่น และไม่คิดทำร้ายเขา
3.
สัมมาวาจา ( right speech ) คือ การมีวาจาถูกต้องไม่กล่าวคำเท็จ ไม่นินทาเพ้อเจ้อ เหลวไหล ไม่พูดคำหยาบคาย แต่พูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อโลกและสัตว์ทั้งหลาย
4.
สัมมากัมมันตะ ( right action ) คือ การกระทำที่ถูกต้อง ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักขโมย ฉ้อฉลหรือทำลายของผู้อื่น และไม่ประพฤติผิดในกาม
5.
สัมมาอาชีวะ ( right livelihood ) คือ การเลี้ยงชีวิตที่ถูกต้อง ไม่เบียดเบียนผู้ใดและงดเว้นจากอาชีพดังนี้ คือ

- การค้าขายอาวุธ
-
การค้าขายมนุษย์
-
การค้าขายเนื้อสัตว์
-
การค้าขายน้ำเมา
-
การค้าขายยาพิษ

6. สัมมาวายามะ ( right effort ) คือ การพยายามในสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อให้เห็นแจ้งชัดในความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ ด้วยการระวังและป้องกันความชั่วมิให้เกิดขึ้น ด้วยการละหรือกำจัดอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ด้วยการสร้างกุศลให้เกิดขึ้น และด้วยการรักษาและส่งเสริมกุศลที่เกิดขึ้นแล้วให้เจริญยิ่งขึ้น

7. สัมมาสติ ( right mindfulness ) คือ การรำลึกประจำใจที่ถูกต้องหรือตื่นตัวอยู่เสมอว่าทำอะไร ดำรงจิตให้เป็นปัจจุบัน ไม่สติลอยเผลอไผลไปกับอำนาจของกิเลสตัณหา ซึ่งจะช่วยป้องกันยับยั้งตนเองไม่ให้หลงเพลินไปในความชั่วหรือเปิดโอกาสให้ความชั่วเล็ดลอดเข้ามาในจิตได้

8. สัมมาสมาธิ ( right concentration ) คือ การมีความตั้งมั่นแห่งจิตที่ถูกต้อง โดยทำจิตให้แน่วแน่ในอารมณ์หนึ่งที่ไม่มีโทษและรักษาอารมณ์นั้นให้ตลอดต่อไปได้นานตามที่ใจต้องการ
สรุปได้ว่าทางสายกลาง 8 ทาง นี้คือ คำสอนในเรื่องของปัญญา ศีล สมาธิ อันเป็นเรื่องของไตรสิกขา คือ การศึกษา 3 ประการในพุทธศาสนาซึ่งมีรายละเอียดดังนี้คือ

ศีล ( Morality ) คือ ความปกติและการรักษาศีลก็คือความตั้งใจรักษาปกติของตน อันเป็นหลักปฏิบัติไม่ทำให้เดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่นและเป็นหลักแห่งความประพฤติที่จะทำให้เกิดความสะอาดทางกายและวาจา ศีลมีหลายประเภท เช่น ศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ศีลที่ควรกระทำเพื่อให้เกิดความปกติในสังคมก็คือ ศีล 5 เพราะสะดวกและง่ายที่จะปฏิบัติมีดังนี้คือ

1. พึงละเว้นจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ตลอดจนการประทุษร้ายผู้อื่นให้เขาได้รับความเจ็บปวดและทรมานเช่น การปล่อยให้สุนัขที่ตนเลี้ยงอดอาหารตาย การลอบวางยาพิษ การใส่สารพิษลงในอาหารและน้ำ การใช้อาวุธทำลายผู้อื่น การทรมานและสร้างความตื่นตระหนกแก่คนและสัตว์
2.
พึงละเว้นจากการขโมย ฉ้อฉล ตลอดจนใช้อุบายโกงเพื่อหวังในทรัพย์สินของผู้อื่น เช่น การลักเด็กเพื่อเรียกค่าไถ่จากพ่อแม่หรือผู้ปกครอง การนำหรือพาเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้อนุญาตมาเป็นของตนเอง
3.
พึงละเว้นจากการประพฤติผิดในกาม เช่น การประพฤตินอกใจสามีหรือภรรยาของตน การประพฤติล่วงเกินในบุตรภรรยาหรือสามีของผู้อื่น ตลอดจนการทำร้ายในของรักของใคร่ของผู้อื่นเพราะคำว่ากามในที่นี้มิได้หมายเฉพาะในเรื่องกามอารมณ์เท่านั้น แต่กินความไปถึงของรักของใคร่ เช่น การที่เราตีสุนัขของเพื่อนจนตาย นอกจากจะผิดศีลข้อที่ 1 แล้วยังผิดศีลข้อที่ 3 นี้อีกด้วยเพราะสุนัขนั้นเป็นของรักของเพื่อน
4.
พึงละเว้นจากการพูดเท็จ พุดส่อเสียดนินทาเพ้อเจ้อเหลวไหลพูดให้ร้ายผู้อื่น พุดเพื่อทำลายสามัคคีในหมู่คณะ พุดหยาบคาย ตลอดจนการพูดโน้มนำให้ผู้อื่นเกิดการปรุงแต่งทางกายอีกด้วย
5.
พึงละเว้นจากการดื่มเครื่องดองของเมา ตลอดจนการทำในสิ่งที่จะทำให้เกิดความมึนเมาต่อประสาท อันเป็นผลให้ร่างกายสูญเสียความปกติ เช่น กัญชา ฝิ่น มอร์ฟีน เฮโรอีน ยาบ้า หรือยาขยัน บาร์บิตูและสิ่งเสพติดอื่นๆ

สมาธิ ( concentration ) คือ ความตั้งมั่นแห่งจิตหรือภาวะที่จิตสงบนิ่งอยู่ที่อารมณ์เดียว คือ รวบรวมจิตให้นึกคิดในเรื่อง ๆ หนึ่ง และสามารถบังคับจิตให้นึกถึงเรื่องนั้น ๆ ต่อกันไปได้นานตามที่ใจต้องการ

ท่านพุทธทาสภิกขุ ได้อธิบายวิธีปฏิบัติสมาธิวิปัสสนาพอที่จะสรุปโดยย่อดังนี้คือ

ขั้นที่ 1 เราควรพยายามหายใจเข้าและออกให้ยาวที่สุดท่าที่จะยาวได้ เพื่อจะได้รู้ว่าลมหายใจที่เข้าและออกนั้นไปกระทบอะไรบ้าง ในลักษณะอย่างไร และไปสุดที่ไหนในท้อง จากนั้นให้กำหนดที่ปลายจมูกจุดหนึ่งและสะดือจุดหนึ่ง เมื่อเวลาหายใจให้ตามดูลมหายใจจากจุดแรกสุดไปยังจุดหลังเวลาหายใจในขั้นแรกนี้หายใจให้ยาวและเเรงต่อเมื่อจิตของเราจับลมหายใจเข้าและออกได้ก็ค่อย ๆ ผ่อนให้การหายใจนั้นเปลี่ยนเป็นธรรมดา จิตจะต้องอยู่ที่ลมหายใจอย่าให้ขาดตอนได้
ขั้นที่ 2 เมื่อจิตสามารถดูลมหายใจตลอดเวลาโดยไม่ขาดตอนแล้ว ขั้นต่อไปไม่ต้องวิ่งตามลมหายใจแต่ให้จิตกำหนดที่จุดใดจุดหนึ่ง เช่น จิตกำหนดอยู่ที่ปลายจมูก ไม่ว่าลมจะกระทบเมื่อหายใจเข้าหรือเมื่อหายใจออกก็ตามให้รู้ตัวทุกครั้งเหมือนยามที่ยืนเฝ้าประตูต้องคอยจับตามองว่ามีใครผ่านเข้า ออกประตูบ้าง เป็นการทำลมหายใจให้ปราณีตเข้าในขั้นนี้เมื่อเราสามารถกำหนดลมหายใจที่ปลายจมูกได้จนจิตแน่วแน่แล้วให้สร้างมโนภาพอย่างใดย่างหนึ่งอาจจะเป็นมโนภาพของหยดน้ำดวงแก้ว ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ก็ได้
ขั้นที่ 3 ให้กำหนดว่าความสุขที่เราได้รับนั้นเป็นอย่างไร มีลักษณะอย่างไรและความสุขนี้คืออะไร เหตุที่เราต้องพิจารณาความสุขก็เพราะ ความสุขเป็นความรู้สึกชนิดหนึ่ง ซึ่งตัวความรู้สึกนี้เป็นสิ่งที่ร้ายกาจที่สุด ทำให้มนุษย์เกิดความทุกข์ เพราะการยึดมั่นในความรู้สึกทางกามคุณมาเป็นตัวพิจารณานั้นจะทำให้ยุ่งยากที่สุด ดังนั้นอุบายที่ดีก็คือ การนำเอาความรู้สึกขั้นสูงสุดคือความสุขที่เกิดจากการทำสมาธิมาเป็นวัตถุสำหรับการกำหนดเพราะถ้าเราสามารถทำลายความรู้สึกขั้นสูงสุดได้แล้วย่อมเป็นการง่ายที่จะทำลายความยึดมั่นถือมั่นในความรู้สึกที่ต่ำกว่าละหยาบกว่า ในการกำหนดพิจารณาตัวความสุขนั้น เราจะเห็นได้ว่าตัวความสุขนี้เป็นตัวการปรุงแต่งจิต
ขั้นที่ 4 เมื่อเราบังคับความรู้สึกหรือความรู้สึกให้หยุดปรุงแต่งได้แล้ว ต่อไปให้พิจารณาจิตนี้ต่อไปว่าประกอบด้วยลักษณะอย่างไร มีความยาก มีความโกรธ มีความหลงอยู่หรือไม่ เป็นจิตที่มีลักษณะหดหู่หรือแช่มชื่น ให้ดูลักษณะของจิตในทุกลักษณะเรื่อยไปและดูจิตในขณะที่เกิดความรู้สึกต่าง ๆ ด้วย
ขั้นที่ 5 บังคับจิตให้ตั้งมั่น จิตที่มีความตั้งมั่นจนเป็นสมาธิอย่างสมบูรณ์แล้ว จะมีลักษณะดังนี้

ปริสุทโธ ตนั้นลักษณะสะอาดบริสุทธิ์เพราะไม่มีสิ่งใดมาปรุงแต่งจิต
สมาหิโต จิตนั้นมีความมั่งคงแน่วแน่ไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์หรือความรู้สึกใด ๆ
กัมมนีโย จิตนั้นว่องไวต่อหน้าที่คือหน้าที่ในการพิจารณาอะไรก็ได้

ในการบังคับจิตจนเป็นสมาธินั้น เราอาจจะทำให้ได้หลายวิธี เช่น ยืน เดิน นั่ง นอน เป็นต้น อย่างไรตามควรกระทำในสถานที่ไม่อับอากาศและหายใจได้สะดวกสบาย ข้อควรระวังในการทำสมาธิ คือ พยายามอย่าให้เกิดนิวรณ์ 5 ซึ่งเป็นเครื่องกั้นจิตมิให้เกิดความสงบ

ประเภทของกรรม
         
ในการจัดแบ่งประเภทของกรรมนั้นท่านพุทธทาสภิกขุได้จำแนกออกเป็น 2 ประเภทคือ

1. กรรมในทางศีลธรรมมีขอบเขตเพียงสองอย่าง คือ กรรมดีและกรรมชั่ว การทำกรรมดีนั้นทำให้เกิดผลดี คือ ความสุขความพอใจ แต่ก็ต้องเวียนว่ายไปในความดี บางครั้งเราเรียกกรรมดีนี้ว่า "กรรมขาว" ส่วนกรรมชั่วทำให้เกิดผลชั่วและมีการเวียนว่ายไปในความชั่ว บางครั้งกรรมชั่วอาจจะเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า"กรรมดำ" ทั้งกรรมดีและกรรมชั่วต่างมีผลทำให้ต้องเกิดอีกจิตไม่อาจหยุดได้เพราะต้องรับผลของกรรมเรื่อยไป
2.
กรรมในทางพุทธศาสนา หมายถึง กรรมอันเป็นที่สิ้นสุดของกรรมดีและ กรรมชั่ว

ช่องทางแห่งการกระทำกรรม

กายกรรม คือ กรรมทางกาย ได้แก่ การฆ่าสัตว์ การลักขโมย และการประพฤติผิดทางกามเป็นต้น กรรมเหล่านี้เป็นกุศล คือ ทางแห่งความชั่วอันนำไปสู่ความทุกข์และความเสื่อม แต่ถ้าเป็นกุศลกรรม คือ ทางแห่งความดีอันนำไปสู่ความเจริญแล้ว ได้แก่ การอนุเคราะห์ช่วยเหลือผู้อื่น
วจีกรรม คือ กรรมทางวาจา ได้แก่ การพูดปดมดเท็จ การพูดเสียดสีให้แตกความสามัคคี การพูดคำหยาบด้วยจิตใจที่มีโทสะ เพื่อให้เขาเจ็บใจการพูดเพ้อเจ้อเหลวไหล กรรมเหล่านี้จัดเป็นกุศล แต่ถ้าพูดคำจริงพูดให้มาสามัคคีพูดคำไพเราะและไม่พูดเพ้อเจ้อเหลวไหลกรรมเหล่านี้จัดเป็นกรรมฝ่ายกุศล
มโนกรรม คือ กรรมทางใจได้แก่ การคิดเพ่งเล็งอยากได้ของผู้อื่นมาเป็นของตน การคิดพยาบาทมุ่งร้าย การคิดทำนองคลองธรรมเช่นเห็นว่า"ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" กรรมเหล่านี้เป็นกุศลการคิดเป็นการคิดที่เผื่อแผ่คิดเมตตาผู้อื่น คิดเห็นชอบตามทำนองคลองธรรม เช่น การมีความคิดที่ว่า" ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" ความคิดเหล่านี้จัดเป็นกุศลกรรม

อบายมุข 4 คือ เหตุเครื่องฉิบหาย 4 อย่าง

1. ความเป็นนักเลงหญิง
2.
ความเป็นนักเลงสุรา
3.
ความเป็นนักเลงเล่นการพนัน
4.
การคบคนชั่วเป็นมิตร

อบายมุข 6 คือ เหตุเครื่องฉิบหาย 6 อย่าง

1. ดื่มน้ำเมา
2.
เที่ยวกลางคืน
3.
เที่ยวดูการเล่น
4.
เล่นการพนัน
5.
คบคนชั่วเป็นมิตร
6.
เกียจคร้านทำการงาน

มิตตปฏิรูป คือ คนเทียมมิตร 4 จำพวก คน 4 จำพวกนี้ไม่ใช่มิตรแต่เป็นคนเทียมมิตรที่ไม่ควรคบ

1. คนปอกลอก
2.
คนดีแต่พูด
3.
คนหัวประจบ
4.
คนชักชวนในทางฉิบหาย

อิทธิบาท 4 คือ เครื่องให้สำเร็จความประสงค์ 4 อย่าง

1. ฉันทะ คือ ความพอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น ๆ
2.
วิริยะ คือ ความเพียรประกอบในสิ่งนั้นๆ
3.
จิตตะ คือ ความเอาใจฝักใฝ่ในสิ่งนั้นไม่วางธุระ
4.
วิมังสา คือ การหมั่นตรึกตรองพิจารณาทางเหตุผลในสิ่งนั้น

อคติ 4 อคติ 4 นี้ เป็นสิ่งที่ไม่ควรประพฤติ

1. ลำเอียงเพราะรักใคร่กันเรียก ฉัน ทาคติ
2.
ลำเอียงเพราะไม่ชอบกันเรียก โทสาคติ
3.
ลำเอียงเพราะเขลาเรียก โมหาคติ
4.
ลำเอียงเพราะกลัวเรียก ภยาคติ

พรหมวิหาร 4

1. เมตตาคือ ความรักและปรารถนาที่จะให้ผู้อื่นเป็นสุข
2.
กรุณาคือ ความสงสารและคิดที่จะช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์
3.
มุทิตาคือ ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี
4.
อุเบกขาคือ การวางเฉย ไม่ดีใจและเสียใจเมื่อผู้อื่นถึงความวิบัติ

ค. เป้าหมายสุดท้ายและหลักปฏิบัติที่จะนำไปสู่เป้าหมายสุดท้าย

   "นิพพาน" เป็นความดับสนิทแห่งความเร่าร้อนเผาลนความเสียดแทงยอกตำและความผูกพันร้อยรัดอันมีอยู่ในจิตใจของมนุษย์ นิพพาน มี 2 ชนิด คือ

1. สอุปาทิเสสนิพพาน
2.
อนุปาทิเสสนิพพาน

         นิพพานชนิดที่เรียกว่า "สอุปาทิเสสนิพพาน" นั้น หมายถึง การดับกิเลสที่ยังมีเบญจขันธ์เหลืออยู่ และ "อนุปาทิเสสนิพพาน" หมายถึง การดับกิเลสที่ไม่มีเบญจขันธ์เหลืออยู่เลย ความหมายเหล่านี้เป็นความหมายที่เข้าใจกันโดยทั่วไป แต่อาจารย์มั่น ภูริทัตตะเถระ (พระธรรมเจดีย์ และ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตะเถระ. 2526 : 79 - 80) ได้ให้ความหมายที่แตกต่างไปจากนี้ว่า สอุปาทิเสส นิพพาน นั้นหมายถึง นิพพานของพระอริยบุคคล ตั้งแต่พระโสดาบัน พระสกทาคามี และพระอนาคามี ซึ่งพระอริยบุคคลเหล่านี้ละสังโยชน์ได้ไม่หมด ยังมีกิเลสที่เป็นเศษเหลืออยู่บ้าง ส่วนนิพพานชนิดที่เรียกว่า อนุปาทิเสสนิพพานนั้น เป็นนิพพานของพระอรหันต์ที่ละสังโยชน์ได้หมดแล้วไม่มีเศษเหลืออยู่

          ดังได้กล่าวมาตั้งแต่ต้นจะเห็นได้ว่านิพพานนั้นไม่ใช่สถานที่หรือดลกของพระเป็นเจ้าที่มีแต่ความสุขอย่างที่ใฝ่ฝันกัน แต่นิพพานเป็นจุดหมายปลายทางของชีวิตที่ทุกคนควรปฏิบัติเพื่อให้รอดพ้นจากความทุกข์ จิตไม่ตกเป็นทาสของกิเลสตัณหาซึ่งเป็นสิ่งที่จะทำให้ไม่สามารถหลุดพ้นจากห้วงแห่งวัฎฎสงสาร ผู้เข้าถึงนิพพานได้เท่านั้นคือ บุคคลที่รู้แจ้งและเข้าใจในสภาวะความเป็นจริงของโลก การเข้าถึงนิพพานจึงไม่ใช่การใช้วิธีอธิบายตามแบบภาษาคน แต่บุคคลนั้นต้องปฏิบัติตามมรรค 8 ประการด้วยตนเอง และเห็นด้วยตนเอง อันเป็นความรู้เฉพาะตน นิกายเถรวาทเชื่อว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่เน้นในการปฏิบัติมากกว่าการใช้โวหารหรือหลักเหตุผลทางปรัชญามาโต้คารมกัน หากบุคคลสะอาด สงบและเยือกเย็น เพราะดับซึ่งความเร่าร้อนเผาลนของราคะ โทสะ ดมหะ ปราศจากซึ่งการเสียดแทงและผูกพันร้อยรัดของโลกธรรม 8 ประการ จิตบุคคลนั้นย่อมเปี่ยมไปด้วยปัญญาเพราะว่างจากสาระที่จะไปยึดถือจิตจึงเป็นอิสระอย่างแท้จริง

ง. พิธีกรรมสำคัญทางศาสนาพุทธ

1. พิธีบรรพชาและพิธีอุปสมบท
2.
พิธีเข้าพรรษา ซึ่งกำหนดไว้ 2 ระยะ คือ

- วันเข้าพรรษาแรก เรียกว่า ปุริมพรรษา ตรงกับ แรม 1 ค่ำ เดือน 8
-
วันเข้าพรรษาหลัง เรียกว่า ปัจฉิมพรรษา ตรงกับ แรม 1 ค่ำ เดือน 9

3. พิธีกฐิน
4.
พิธีปวารณา คือ การเปิดโอกาสให้สงฆ์ตักเตือนกันได้
5.
พิธีแสดงอาบัติ

จ. วันสำคัญในพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท

1. วันมาฆบูชา

          เป็นวันสำคัญทางศาสนาที่ตรงกับวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 เพื่อระลึกถึงพระ
พุทธองค์ได้บวชในสมัยที่ตรัสรู้ได้ 9 เดือนแล้ว ได้มีพระอรหันต์ซึ่งเป็นสาวกที่พระพุทธองค์ได้บวชให้มาประชุมเฝ้าพระพุทธองค์โดยมิได้นัดหมายเป็นจำนวนทั้งหมด 1,250 รูป ในวันนี้ พระพุทธองค์ได้แสดงโอวาทปาฎิโมกข์ประธานแก่พระอรหันต์สาวกเหล่านั้น เพื่อเป็นเครื่องระลึกถึงชาวพุทธฝ่ายเถรวาท จึงจัดให้มีการบูชาพิเศษตักบาตรในตอนเช้า เวียนเทียนรอบพระอุโบสถ 3 รอบ โดยมีพระสงฆ์ นำขบวนและมีการฟังเทศน์ในตอนกลางคืน บางคนอาจจะถือศีล 8 ในวันนี้ก็ได้

2. วันอัฏฐมี (วันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ)

          ตรงกับวันแรม 8 ค่ำ เดือน 6 อันเป็นวันที่ 8 นับแต่วันที่ทรงดับขันธปรินิพพาน ได้มีการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ ณ มกุฎพันธเจดีย์ กรุงกุสินารา ประเทศอินเดีย
ทางราชการของไทย ไม่ได้สั่งหยุดในวันนี้แต่ให้ไปรวมทำบุญในวันเดียวกับ วิสาขบูชา

3. วันวิสาขบูชา

          ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 เป็นวันที่พระพุทะองค์ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ตรงกันในวันเดียวกันนี้ เพื่อเป็นเครื่องรำลึกถึงพระพุทธองค์ ชาวพุทธได้ถือเป็นวันบูชาพิเศษ จึงนิยมทำบุญตักบาตรในตอนเช้า ฟังเทศน์ ถือศีล 8 และเวียนเทียนรอบพระอุโบสถ 3 รอบ

4. วันอาสาฬหบูชา

         ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 เป็นวันที่พระพุทธองค์แสดงปฐมเทศนา (ธรรมจักรกัปปวัตนสูตร) โปรดปัญจวัคคีย์จนกระทั่งพระอัญญาโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมทูลขอบวชเป็นพระสงฆ์องค์แรกของพุทธศาสนา ในวันนี้นิยมทำบุญตักบาตร เวียนเทียนรอบพระอุโบสถ 3 รอบ บางคนอาจถือศีล 8 ตลอดทั้งวัน

5. วันเข้าพรรษา

          ตรงกับวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 เป็นวันพักในฤดูฝนตามพุทธบัญญัติ ให้พระสงฆ์อยู่ประจำในวัดใดวัดหนึ่งเป็นเวลา 3 เดือน มิฉะนั้นพระสงฆ์อาจไปเหยียบย่ำไร่นาและสัตว์ แมลงทั้งหลายที่เกิดขึ้นมากมายในฤดูนี้ แต่หากจำเป็นจะไปไหนมาไหนให้ไปได้คราวละไม่เกิน 7 วัน ต้องกลับเรียกว่า "สัตตาหะ" หากผิดพระบัญญัติ พรรษาขาด และถูกปรับอาบัติด้วย
ในวันนี้ชาวพุทธศาสนิกชนนิกายเถรวาทในไทย นิยมหล่อเทียนและแห่เทียนถวายวัด เพื่อให้พระสงฆ์ได้มีแสงสว่างในตอนกลางคืน ตลอดพรรษา 3 เดือน จะได้อ่านตำรา คัมภีร์ต่าง ๆ เป็นการฝึกฝนสติปัญญาในช่วงที่จำพรรษานี้ นอกจากนี้ยังนิยมตักบาตร ฟังเทศน์ ถือศีล ตามศรัทธา

6. วันออกพรรษา

          ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ในวันนี้พระสงฆ์จะต้องปวารณากรรมแทนอุโบสถกรรม คือยอมให้ว่ากล่าวตักเตือนได้ บางครั้งจึงเรียกวันนี้ว่า "วันปวารณา" หรือ มหาปวารณา"
โดยปกติพระสงฆ์ต้องสวดปาฏิโมกข์ทุกกึ่งเดือนในวันอุโบสถเป็นประจำ แต่ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้พระสงฆ์ทำปวารณาทาน และต้องประชุมกระทำกันในสีมา
ในวันนี้พุทธศาสนิกชนนิยมตักบาตรเทโว โดยนำข้าวต้มมัด ข้าวต้มลูกโยนใส่บาตรพระซึ่งการตักบาตรเทโวนี้เกิดความเชื่อว่า พระพุทธองค์ได้เสด็จไปสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์เพื่อโปรดพุทธมารดา เมื่อออกพรรษาแล้วจึงเสด็จลงมาสู่มนุษยโลก ณ เมือง สังกัสสะ ประชาชนรับเสด็จ จำนวนมากจึงเกิดการตักบาตรเทโวขึ้นมา การตักบาตร เทโวนี้กระทำกันในบริเวณวัดแล้วแต่สะดวก


พุทธศาสนานิกายมหายาน

ก. ความแตกต่างระหว่างพุทธศาสนานิกายเถรวาทและนิกายมหายาน

        "มหายาน" แปลว่า "ยานอันยิ่งใหญ่" ซึ่งหมายถึง หนทางที่จะนำสรรพสัตว์จำนวนมหาศาลไปสู่การบรรลุหลุดพ้น

         กำเนิดของมหายานนั้นเริ่มก่อเค้าตั้งแต่พระพุทธองค์ปรินิพพานได้ 100 ปี อันเป็นช่วงเวลาที่มีการสังคายนาครั้งที่ 2 ทั้งนี้เพราะภิกษุกลุ่มหนึ่งเรียกว่า "มหาสังฆิกะ" ได้แยกตนออกไปต่างหากจากกลุ่มที่พยายามอนุรักษ์ของเดิม ซึ่งเรียกว่า "เถรวาท" การแยกตัวของมหาสังฆิกะนี้ได้ทำให้เกิดความแตกแยกในเรื่องหลักปฏิบัติของนักบวช หลังจากนั้นมหาสังฆิกะได้แยกกลุ่มนิกายย่อยออกไปอีก 18 นิกาย เพราะมีทัศนะอุดมคติ หลักธรรม และวัตรปฏิบัติที่ผิดแผกแตกต่างกัน ความแตกแยกนี้ ไม่ได้สิ้นสุดเพียงเท่านี้ หลังจากนั้นได้มีภิกษุบางรูปในนิกายทั้ง 18 นี้ ได้แยกออกมาตั้งคณะใหม่ ทำให้เกิดเป็นนิกายมหายาน

         ความแตกต่างระหว่างนิกายมหายานและนิกายเถรวาทมีข้อที่น่าสังเกตดังนี้ คือ

1. นิกายมหายานเป็นนิกายที่มีหลักปฏิบัติเพื่อช่วยมหาชนให้มากที่สุด โดยไม่คำนึงถึงตนเองในบางครั้งชาวมหายานอาจจะต้องยอมตกนรกถ้าหากว่าการกระทำนั้น ๆ จะเป็นการช่วยชีวิตของสรรพสัตว์ไว้ได้
2.
การหลุดพ้นของเถรวาทเป็นไปในลักษณะที่รีบด่วน หลุดพ้นจากความทุกข์ ส่วนมหายานจะไม่รีบด่วนไปสู่ความดับทุกข์จนกว่าจะช่วยสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์ ดังนั้น ชาวมหายานจึงมีปณิธานที่ว่า "หากยังมีสัตว์ที่ต้องตกทุกข์ได้ยากอยู่ก็จักไม่ขอปรารถนาบรรลุพุทธภูมิ"
3.
นิกายเถรวาทปฏิเสธเรื่องราวของพระพุทธองค์หลังปรินิพพาน แต่นิกายมหายานเชื่อว่าหลังจากที่พระพุทธองค์ปรินิพพานแล้ว พระองค์ยังคงมีอยู่และรับรู้เรื่องราวต่าง ๆ ในโลกนี้ และจะเสด็จกลับมาสู่โลกนี้อีกเพื่อโปรดสรรพสัตว์
4.
นิกายมหายานเชื่อว่าสัตว์ทั้งหลายมีจิตสากล หรือพุทธภาวะที่แจ่มจรัสปราศจากกิเลส ส่วนนิกายเถรวาทไม่ยอมรับในเรื่องนี้
สองนิกายจะมีรายละเอียดของความเชื่อและการปฏิบัติที่แตกต่างกัน แต่ทั้งสองนิกายต่างมีจุดยืนที่จะมุ่งไปสู่จุดหมายเดียวกันคือ พระนิพพาน อันเป็นสภาวะที่สุดของความทุกข์ทั้งปวงมุมมองที่แตกต่างกันเช่นนี้ทำให้เห็นว่าพระพุทธศาสนามีทุกสิ่งที่ถูกต้องกับจริตนิสัยของมนุษย์ พุทธศาสนามหายานได้อนุโลมแก้ไขการปฏิบัติให้กลมกลืนกันได้กับลัทธิธรรมเนียม อุปนิสัย ตลอดจนความต้องการเผยแพร่พุทธศาสนาให้ได้ปริมาณของพุทธศาสนิกชนให้มากที่สุด ส่วนเถรวาทหรือสาวกยานนั้น มิได้เป็นยานแคบเพื่อหลุดพ้นเฉพาะตัวเพราะฝ่ายเถรวาทเชื่อว่าทุกคนสามารถเลือกวิถีชีวิตของตนและไม่ได้หวงห้ามไม่ให้ปรารถนาพุทธภูมิ ทุกคนมีเสรีภาพที่จะเลือกปฏิบัติตามศักยภาพของตน นิกายเถรวาทจึงไม่มีการบีบบังคับหรือหากลยุทธ์ที่จะผลักดันบุคคลให้เข้าถึงธรรมโดยถือเ อาปริมาณเป็นสำคัญ แต่ฝ่ายเถรวาทเชื่อกันว่าบุคคลใดก็ตามที่จะบรรลุธรรมได้ก็ต่อเมื่อ เขาถึงจุดที่พร้อมแล้วแห่งการบรรลุธรรม หรือมีศักยภาพเพียงพอที่จะเข้ามาสนใจในธรรม คำสอนของพระพุทธองค์มีหลานระดับหลายรูปแบบ ทุกคนสามารถที่จะนำไปใช้ได้ตามความเหมาะสมและตามจริตนิสัยเถรวาทจึงเป็นนิกายที่มีลักษณะแห่งการเผยแพร่แบบเสรีประชาธิปไตย

ข. ความเชื่อในเรื่องพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์

       มหายานในระยะแรกมีความเชื่อว่า พระพุทธเจ้ามีเพียง 2 กาย คือ ธรรมกรรม ซึ่งหมายถึงพระคุณของพระพุทธองค์ ได้แก่ พระเมตตาคุณ พระปัญญาคุณ และพระบริสุทธิคุณ นอกจากธรรมกายก็มี นิรมาณกาย หมายถึง กายเนื้อในขณะที่พระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ มหายานได้แต่งเติมเพิ่มอีกกายหนึ่งเข้าไปคือ สัมโภคกาย ซึ่งเป็นกายของพระพุทธองค์ที่สำแดงให้ปรากฏเฉพาะ พระโพธิ์สัตว์ พระกายนี้เป็นสภาวะทิพย์มีรัศมีรุ่งเรืองแผ่ซ่านทั่วไป พระองค์ยังทรงสดับคำสวดมนต์ของเรา แม้จะดับขันธปรินิพพานไปแล้ว

      ชาวมหายานเชื่อว่าพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์มีจำนวนมากมายในจักรวาล เสด็จมาอุบัติเพื่อสั่งสอนธรรมอยู่ทั่วไปนับจำนวนไม่ถ้วน แม้ในโลกธาตุของเราจะว่าง พระพุทธเจ้าแต่โลกธาตุอื่น ๆ ก็มีพระพุทธเจ้าองค์อื่น ๆ กำลังสั่งสอนสัตว์โลก โลกธาตุที่พระพุทธเจ้ามาอุบัติเรียกว่า "พุทธเกษตร" ซึ่งมีหลายแห่ง เช่น พุทธเกษตรของพระพุทธไภสัชชคุรุไวฑูรย์ประภาราชาซึ่งอยู่ทางตะวันออกของโลกธาตุ

      การที่ชาวมหายานสร้างความเชื่อในเรื่องพุทธเกษตร อาจเป็นเพราะต้องการปลอบใจมหาชนที่ยังอยากมีชีวิตสุขสบาย ไม่ต้องการบรรลุนิพพาน คนส่วนมากคิดว่าการบรรลุนิพพานเป็นการยากยิ่ง จึงต้องสร้างความเชื่อในเรื่องพุทธเกษตรขึ้นมา เพื่อสนองความต้องการของคนบางกลุ่มที่ยังรักความสะดวกสบาย ทำให้เกิดการตั้งปณิธานไปเกิดในพุทธเกษตรเพื่อเป็นพระโพธิสัตว์ และแล้วก็จะบรรลุนิพพานได้โดยสะดวกไปเอง การบรรลุหลุดพ้นในพระพุทธศาสนามี 3 ทาง คือ

1. สาวกยาน คือ หนทางที่นำมนุษย์ให้บรรลุหลุดพ้นโดยการรู้แจ้งในอริยสัจย์ 4 เป็นยานของพระสาวกที่มุ่งเพียรอรหันตภูมิ
2.
ปัจจเจกยาน คือ หนทางที่นำมนุษย์ไปสู่การบรรลุหลุดพ้นโดยการรู้แจ้งในปฏิจจสมุปบาทด้วยตนเองแต่ไม่สามารถสั่งสอนผู้อื่น เป็นยานของพระปัจเจกพุทธเจ้า
3.
โพธิสัตวยาน คือ หนทางที่นำมนุษย์ไปสู่การบรรลุหลุดพ้น โดยการรู้แจ้งในศูนยตาธรรมเป็นยานของพระโพธิสัตว์ที่ปรารถนาพุทธภูมิ เป็นพระพุทธเจ้า ไม่ต้องการอรหันตภูมิ เพราะการโปรดสัตว์ไม่กว้างขวางเท่ากับการเป็นพระพุทธเจ้า แต่การเป็นพระพุทธเจ้าจะต้องใช้เวลาแสนนานเป็นกัปป์เป็นกัลป์ ชาวมหายานจึงปรารถนาเป็นพระโพธิสัตว์เพื่อช่วยสัตว์โลกทั้งหลายให้พ้นจากความทุกข์แม้นว่าตนเองอาจต้องทนทุกข์แทนสัตว์เหล่านั้นก็ตาม

พระโพธิสัตว์จึงเป็นบุคคลที่มีความเมตตากรุณาอย่างกว้างขวาง แม้ตนจะสามารถทำลายกิเลสให้หมดไปในทันทีได้ในทันทีได้ แต่ก็ไม่ทำเพราะจะช่วยสรรพสัตว์ให้หมดความทุกข์ก่อน พระโพธิสัตว์จึงเป็นผู้ที่ชาวมหายานรู้สึกใกล้ชิดและอบอุ่น สามารถอ้อนวอนขอสิ่งต่าง ๆ ได้ตามต้องการ เพราะพระโพธิสัตว์มีหลักการที่ต้องช่วยเหลือสัตว์และอาจรับทุกข์แทนสัตว์ทั้งหลายได้แม้จะต้องตกนรกก็ตาม พระโพธิสัตว์ซึ่งเป็นที่รู้จักและเป็นผู้ช่วยมนุษย์ให้พ้นจากทุกข์คือ พระอวโลกิเตศวร และพระมหาสถาปราปต์

ค. คัมภีร์และหลักคำสอนในพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน

         นิกายมหายานเคารพในพระธรรมซึ่งเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า และเคารพในพระไตรปิฎกเช่นเดียวกับเถรวาท แต่ถือว่ายังไม่พอเนื่องจากเกิดสำนึกร่วมขึ้นมาว่านามและรูปของพระพุทธองค์เป็นโลกุตตระไม่อาจดับสูญ สิ่งที่ดับสูญไปนั้นเป็นเพียงภาพมายาพระธรรมกาย ซึ่งเป็นธาตุอันบริสุทธิ์ยังคงมีอยู่ต่อไป มนุษย์ทุกคนมีธาตุพุทธะร่วมกับพระพุทธเจ้า ถ้ามีกิเลสมาบดบังธาตุพุทธะก็ไม่ปรากฏศักยภาพที่จะเป็นพระโพธิสัตว์ได้เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้า ถ้าได้รับการฝึกฝนชำระจิตใจจนบริสุทธิ์ คำสอนของพระโพธิสัตว์จึงมีน้ำหนักเท่ากับพระไตรปิฎก

         มหายานจะมีทั้งพระวินัย พระสูตร และพระอภิธรรม 250 ข้อ ไม่ได้เป็นหมวดหมู่แบบเถรวาท  สิกขาบทของมหายานได้เพิ่มพระวินัยของพระโพธิสัตว์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง เรียก "พรหมชาลโพธิสัตว์ศีล" และ "โยคโพธิสัตว์ศีล" แม้จะต้องครุกาบัติ เป็นปาราชิกในโพธิสัตว์สิกขาบทก็สามารถสมาทานใหม่ได้ ศีลพระโพธิสัตว์ได้ห้ามภิกษุฉันเนื้อสัตว์ของสดคาวและหัวหอม หัวกระเทียม เพราะสิ่งเหล่านี้ช่วยส่งเสริมให้เกิดกำหนัดราคะกางกั้นจิตมิให้บรรลุสมาธิ และการกินเนื้อสัตว์นี้อาจกินถูกเนื้อบิดามารดาในชาติก่อน ๆ ของตน

ง. หนทางแห่งการบรรลุธรรมของนิกายมหายาน

       ปณิธานของฝ่ายมหายานที่พุทธมามกะ ซึ่งเป็นนักปฏิบัติจะต้องยึดถือเป็นอุดมคติประจำใจมี 4 ข้อ คือ

1. เราจะละกิเลสทั้งหลายให้หมดไป
2.
เราจะศึกษาธรรมทั้งหลายให้เจนจบ
3.
เราจะโปรดสัตว์ทั้งหลาย
4.
เราจะต้องบรรลุพุทธภูมิ

        พุทธมามกะนักปฏิบัติธรรมของมหายานต้องมุ่งปรารถนาพุทธภูมิเป็นสำคัญ การที่จะไปพุทธภูมิได้นั้นจะต้องสร้างบารมีธรรม (ปารมิตา) ให้มากพอที่จะสำเร็จพระโพธิญาณได้ บารมีธรรมนี้ก็คือ คุณชาติที่ทำให้ข้ามถึงฝั่งพระนิพพาน

         บารมี 6 (ปารมิตา 6) มีดังนี้ คือ

1. ทาน เป็นคู่ปรับของโลภะ
2.
ศีล
3.
ขันติ เป็นคู่ปรับของโทสะ
4.
วิริยะ
5.
สมาธิ เป็นคู่ปรับของโมหะ
6.
ปัญญา

ทานบารมี ในมหายานหมายถึงทาน 3 ชนิด คือ วัตถุทาน อภัยทาน และธรรมทาน ซึ่งเป็นเลิศกว่าทานทั้งปวง เพราะเป็นการให้ปัญญา
ศีลบารมี ในมหายานนั้นมีสิกขาบท 250 ข้อ ศีลโพธิสัตว์ 58 ข้อ ซึ่งแบ่งเป็นครุกาบัติ 10 ข้อ และลหุกาบัติ 48 ข้อ จากหนังสือพระพุทธศาสนามหายานของคณะสงฆ์จีนนิกาย

ครุกาบัติ 10

1. ผู้ฆ่าชีวิตมนุษย์ให้ตายด้วยมือตนเอง ใช้ผู้อื่นกระทำ หรือเป็นใจสมรู้ ตลอดจนฆ่าชีวิตสัตว์เล็กใหญ่ให้ตาย ต้องสถานโทษหนัก
2.
ผู้ถือเอาของผู้อื่น มีราคา 5 มาสก ตลอดจนลักเอาของไม่มีค่าที่เจ้าของไม่อนุญาตด้วยตนเองหรือใช้ผู้อื่นกระทำ ต้องสถานโทษหนัก
3.
ผู้เสพเมถุน นำนิมิตล่วงเข้าไปในทวารหลัก ทวารเบา หรือทางปากของผู้ชาย หรือผู้หญิงตลอดจนสัตว์เดรัจฉานตัวเมีย ต้องสถานโทษหนัก
4.
ผู้อุตตริมนุษยธรรม อวดรู้ฌานรู้มรรคผลที่ไม่มีในตน ตลอดจนพูดมุสาวาทที่ไม่ใช่ความจริง กระทำด้วยตนเองหรือใช้ผู้อื่นกระทำ ต้องสถานโทษหนัก
5.
ผู้ผลิตสุราเมรัยน้ำเมา ตลอดจนยาดองสุราที่ไม่ใช่รักษาโรคโดยตรง กระทำหรือผลิตเองหรอใช้คนอื่นกระทำหรือผลิต ต้องสถานโทษหนัก
6.
ผู้กล่าวร้ายบริษัทสี่ ใส่ไคล้อาบัติชั่ว ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ตลอดจนศึกษามานะ (สิกขามานา) สามเณร และสามเณรี โดยไม่มีมูลด้วยตนเองหรือใช้ผู้อื่นกระทำ ต้องสถานโทษหนัก
7.
ผู้ยกตนข่มท่าน ติเตียนนินทาภิกษุอื่น ยกย่องตนเองเพื่อลาภด้วยตนเอง หรือใช้ผู้อื่นกระทำ ต้องสถานโทษหนัก
8.
ผู้ตระหนี่เหนียวแน่น ไม่มีมุทิตาจิต ตลอดจนไม่เอื้อเฟื้อต่อผู้ยากจน ขอทานกลับขับไล่ไสส่ง กระทำด้วยตนเอง หรือใช้ผู้อื่นกระทำ ต้องสถานโทษหนัก
9.
ผู้มุทะลุฉุนฉียว ตลอดจนก่อการวิวาท ใช้มีด ใช้ไม้ ใช้มือทุบตีภิกษุอื่น กระทำด้วยตนเองหรือใช้ผู้อื่นกระทำ ต้องสถานโทษหนัก
10.
ผู้ประทุษร้ายต่อ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ กระทำด้วยตนเองหรือใช้ผู้อื่นกระทำ ต้องสถานโทษหนัก
ครุกาบัติ 10 ข้อนี้ผู้ใดล่วงละเมิดไม่ได้ถือว่าเป็นปาราชิก

ลหุกาบัติ 48

1. ผู้ไม่เคารพ ผู้มีอาวุโส ชั้นอาจารย์ของตน
2.
ผู้ดื่ม สุรา เมรัย
3.
ผู้บริโภค โภชนาหารปลาและเนื้อ
4.
ผู้บริโภคผักมีกลิ่นแรงฉุน ให้โทษเกิดราคะ 5 ชนิด คือ 1. หอม
2.
กระเทียม 3. กุไฉ 4. หลักเกี๋ย 5. เฮงกื่อ
5.
ผู้ไม่ตักเตือน ผู้ต้องอาบัติให้แสดงอาบัติ
6.
ผู้ไม่บริจาค สังฆทานแก่ธรรมกถึก
7.
ผู้ไม่ไปฟังการสอนธรรม
8.
ผู้คัดค้าน - พระพุทธศาสนาในมหายานนิกาย
9.
ผู้ไม่ช่วยเหลือ - คนป่วย
10.
ผู้เก็บอาวุธ - สำหรับฆ่ามนุษย์หรือสัตว์ไว้ในครอบครอง
11.
ผู้เป็นทูตสื่อสารในทางการเมือง
12.
ผู้ค้า - มนุษย์ไปเป็นทาส ขายสัตว์ไปให้เขาฆ่าหรือใช้งาน
13.
ผู้พูดนินทาใส่ร้ายผู้อื่น
14.
ผู้วางเพลิงเผ่าป่า
15.
ผู้พูดบิดเบือนข้อความพระธรรมให้เสื่อมเสีย
16.
ผู้พูดอุบายเพื่อประโยชน์ตน
17.
ผู้ประพฤติข่มขี่บังคับเขาให้ทานวัตถุ
18.
ผู้อวดอ้างตนเป็นอาจารย์เมื่อตนเองยังเขลาอยู่
19.
ผู้พูดกลับกลอกสองลิ้น
20.
ผู้ไม่ช่วยสัตว์ เมื่อเห็นสัตว์นั้นตกอยู่ในภยันตราย
21.
ผู้ผูกพยาบาท คาดแค้น
22.
ผู้ทะนงตัว ไม่ขวนขวายศึกษาธรรม
23.
ผู้เย่อหยิ่ง กระด้างก้าวร้าว
24.
ผู้ไม่ศึกษาพระธรรม
25.
ผู้ไม่ระงับการวาทเมื่อสามารถสงบได้
26.
ผู้ละโมภเห็นแก่ตัว
27.
ผู้น้อมลาภที่เขาถวายสงฆ์อื่นมาเพื่อตน
28.
ผู้น้อมลาภ ที่เขาจะถวายสงฆ์ไปตามชอบใจ
29.
ผู้ทำเสน่ห์ยาแฝดฤทธิ์เวท ให้คนคลั่งไคล้
30.
ผู้ชักสื่อ ให้ชายหญิงเป็นผัวเมียกัน
31.
ผู้ไม่ช่วยเหลือ ไถ่ค่าตัวคนให้พ้นจากเป็นทาสเมื่อสามารถ
32.
ผู้ซื้อขาย อาวุธสำหรับฆ่ามนุษย์และสัตว์
33.
ผู้ไปดู กระบวนทัพมหรสพ และฟังขับร้อง
34.
ผู้ไม่มีขันติ อดทนสมาทานต่อศีล
35.
ผู้ปราศจากกตัญญู ต่อบิดา มารดา อุปัชฌาอาจารย์
36.
ผู้ปราศจากสัตย์ต่อคำปฏิญาณ จะตั้งอยู่ในพรหมจรรย์
37.
ผู้ปฏิบัติธุดงควัตรในถิ่นที่มีภยันตราย
38.
ผู้ไม่มีคารวะ ไม่รู้จักต่ำสูง
39.
ผู้ไม่มีกุศลจิต ไม่สร้างบุญ สร้างกุศล ทำทาน
40.
ผู้มีฉันทาคติ ลำเอียงการให้บรรพชาและอุปสมบท
41.
ผู้เป็นอาจารย์สอนด้วยการเห็นแก่ลาภ
42.
ผู้กระทำสังฆกรรมแก่ผู้มีมิจฉามรรยา
43.
ผู้เจตนา ฝ่าฝืนวินัย
44.
ผู้ไม่เคารพ สมุดพระธรรมคัมภีร์
45.
ผู้ไม่สงเคราะห์โปรดเวไนยสัตว์
46.
ผู้ยืนหรือนั่งที่ต่ำแสดงธรรม
47.
ผู้ยอมจำนนต่ออำนาจธรรมโรธี (อำนาจที่ผิดธรรม)
48.
ผู้ล่วงละเมิดธรรมคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนา

จ. บุคคลผู้มีบทบาทสำคัญในนิกายมหายาน

            คณะสงฆ์จีนนิกาย ได้จัดลำดับไว้มีดังนี้

1. พระเจ้ากนิษกะมหาราช (พ.ศ.6-7) ทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภกของพุทธศาสนา ได้ทรงจัดให้มีการสังคายนาชำระพระธรรมวินัยโดยบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร มีพระปารศวะเป็นองค์ประธานในการประชุมสังคายนา

2. พระอัศวโฆษ ศึกษาพระธรรมวินัยจนแตกฉาน มีความสามารถในการเทศนาธรรมและการโต้วาทีหาเหตุผล เป็นนักกวีนิพนธ์ที่มีชื่อเสียง งานที่สร้างชื่อเสียงทางกวีได้แก่ "พุทธจริต" ซึ่งเป็นพุทธประวัติบรรยายในลักษณะคำประพันธ์ร้อยกรองประเภทกาพย์ และพระสูตรต่าง ๆ อีกมากมาย

3. พระนาคารชุน เป็นผู้สร้างปรัชญามหายานด้วยกวีนิพนธ์ชื่อ "มาธยมิกศาสตร์" ซึ่งเป็นที่รวบรวมปรัชญาของนิกายต่าง ๆ ในพระพุทธศาสนาไว้เกือบหมด เป็นผู้ให้กำเนิดนิกายมาธยมิกะหรือนิกายศูนยวาท ท่านเป็นผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยนาลันทา เมื่อ พ.ศ. 7

4. พระอสังคะกับพระวสุพันธุ ท่านอสังคะได้ร้อยกรองปกรณ์สำคัญต่าง ๆ เช่น โยคาจารย์ภูมิศาสตร์ ปกรณวาจาศาสตร์ การิกาและมหายานสัมปริครหศาสตร์ ส่วนพระวสุพันธุได้เขียนปกรณ์อื่น ๆ เช่น วิชญาณมาตรา สิทธิตรีทศศาสตร์ และฎีกาอื่น ๆ อีกหลายเล่ม ตั้งลัทธิโยคาจาร

5. พระทินนาค เป็นผู้ปราดเปรียวทางพุทธตรรกวิทยาและเป็นนักโต้วาทีที่มีชื่อเสียงโด่งดัง จึงได้รับสมัญญานามว่า "บิดาแห่งนยายศาสตร์" ผลงานของท่านได้ถูก ถ่ายทอดเป็นภาษาจีนและธิเบตที่สำคัญ มีดังนี้ คือ

1. ประมาณสมุจจัย
2.
นยายประเวศ
6.
พระธรรมกีรติ ท่านเป็นอาจารย์ในนิกายวิชญาณวาท เป็นนักปราชญ์และนักตรรกวิทยา
7.
พระสถิรมติ พระจันทรมนตรี และพระรัตนเกียรติ เป็นผู้ช่ำชองพระอภิธรรมปิฎก งานนิพนธ์ของท่านเป็นเรื่องแต่งฎีกา ในผลงานของท่านวสุพันธุผู้เป็นอาจารย์ เช่น ฎีกาของคัมภีร์อภิธรรมโกศ
8.
พระธรรมปาละ เป็นชาวอินเดียภาคใต้ ศึกษาในสำนักของท่านทินนาค ท่านได้ใช้เวลาไปในการเทศนาสั่งสอนลัทธิธรรมฝ่ายวิชญาณวาทและฏีกาอธิบายปกรณ์ในฝ่ายศูนย์วาท
ฉ. พระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ของมหายาน

          ชาวพุทธมหายาน โดยเฉพาะชาวจีนเชื่อกันว่า นอกจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วยังมีพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์องค์อื่นอีกเป็นจำนวนมาก แบบ จึงนิยมที่จะประดิษฐานรูปพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ และอาจมีรูปของท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 ซึ่งเป็นเทพเจ้าผู้รักษาคุ้มครองพระอาราม พระภิกษุสงฆ์ ถ้าเป็นพระอารามใหญ่ที่มีพระสงฆ์มากกว่า 1,000 รูปแล้ว ก็จะประดิษฐานพระมัญชุศรีและพระสมันตภัทร แต่ถ้าเป็นบ้านของชาวพุทธมหายานทั่ว ๆ ไปจะบูชาพระกวนอิมเป็นส่วนมาก

ช. พิธีกรรมและวันสำคัญในพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน

             พุทธศาสนามหายานมีวันสำคัญทางศาสนาเช่นเดียวกับพุทธศาสนาฝ่านเถรวาท ซึ่งเป็นวันที่เกี่ยวเนื่องกับพุทธประวัติของพระพุทธองค์ อาทิเช่น วันวิสาขบูชา วันอาสาฬบูชา และวันมาฆบูชา

       พิธีกินเจ (เก้าอ๊วงเจ หรือ กิวอ๊วงเจ)ิ

            พิธีนี้นิยมกระทำในเดือนเก้าทุกปีตามปฏิทินจีน ตลอด 9 วัน โดยเริ่มตั้งแต่วันขึ้น 1 ค่ำ ถึง 9 ค่ำเดือน 9 เพื่อสักการะบูชาพระพุทธเจ้า 7 พระองค์ กับพระโพธิสัตว์ 2 พระองค์

1. พระวิชัยโลกมนจรพุทธ
2.
พระศรีรัตนะโลกประภาโฆษอิศวรพุทธะ
3.
พระเวปุลลรัตนะโลกสุวรรณสิทธิพุทธะ
4.
พระอโศกโลกวิชัยมงคลพุทธะ
5.
พระวิสุทธิอาศรมโลกเวปุลลปรัชญาวิภาคพุทธะ
6.
พระธรรมมติธรรมสาครจรโลกมโนพุทธะ
7.
พระเวปุลลจันทรโลกไภสัชชไวฑูรย์พุทธะ
8.
พระศรีสุขโลกปัทมครรภอลังการโพธิสัตว์
9.
พระศรีเวปุลลสังสารโลกสุขะอิศวรโพธิสัตว์

             ทุก ๆ ปี ของวันขึ้น 1 ค่ำถึงขึ้น 9 ค่ำเดือน 9 ชาวพุทธมหายานจึงนิยมถือศีล กินเจ เพื่อว่าเทพเจ้าจะได้อำนวยพรให้ดียิ่งขึ้นไป เพราะถ้าใครประพฤติตัวชั่วช้าจะต้องถูกลงโทษตามโทษานุโทษ พิธีบูชา ดาวนพเคราะห์นี้ถือกันว่ามีอานิสงส์มาก เพราะบรรดาพุทธบริษัทได้มีโอกาสทำบุญ ให้ทานรักษาศีล ฟังพระธรรมเทศนาแผ่ส่วนกุศลให้แก่สัตว์ที่ตกทุกข์ได้ยากในอเวจีนรก พุทธบริษัทมหายานนิยมนุ่งขาวห่มขาวในวันนี้ เพื่อเตือนใจให้ซักฟอกจิตใจให้ขาวสะอาด และเป็นการน้อมจิตระลึกถึงพระเมตตาของเจ้าทั้ง 9 องค์

     พิธีกงเต๊ก

              พิธีนี้เป็นการกระทำให้แก่ผู้ล่วงลับไปแล้วโดยการกระทำถัดจากวันตายเป็นต้นไป คำว่า "กง" หมายถึง การกระทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ คำว่า "เต๊ก" หมายถึง กุศลกรรม รวมความว่ากงเต๊ก คือ พิธีที่ประกอบเพื่อความดี


                                             บรรณานุกรม

ประเวส วะสี.(2540). พุทธธรรมกับสังคม.กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน.
ฟาริดา อิบราฮิม.(2541). นิเทศน์วิชาชีพและจริยศาสตร์สำหรับพายาบาล.พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : สามเจริญพาณิชย์.
วินัย ประจักษ์ จกก ธม.โม(จำปาดอง).(2545). ศาสนาในโลกปัจจุบัน. กรุงเทพฯ :
โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย.
สันติสุข โสภณสิริ.(2536). พระพุทธเจ้าของฉัน.พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์สยาม.
สิวลี ศรีวิไล.(2528). จริยศาสตร์สำหรับพยาบาล. มหาสารคาม : ปรีดาการพิมพ์.
Lopes,Jr,Donald (edition).(1993) . Buddhist Hermenuetics. Delhi : Motilal banarsidass.
Tenzin Gyatso . (1995). The World of Tibetan Buddnism Boston : Wisdom publications.
Williams, P .(1989). Mahayana Buddnism. New york : Routledge.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

       การเจริญวิปัสสนานั้น เป็นสุดยอดของการสร้างบุญบารมี

 

วิปัสสนาภาวนา (การเจริญปัญญา)  

  อันอารมณ์ของวิปัสสนานั้น แตกต่างไปจากอารมณ์ของสมาธิ

เพราะสมาธินั้นมุ่งให้จิตตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งแต่อารมณ์เดียว โดยแน่นิ่งอยู่เช่นนั้น ไม่นึกคิดอะไรๆ แต่วิปัสสนาไม่ใช่ให้จิตตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียวนิ่งอยู่เช่นนั้น แต่เป็นจิตที่ดูตามสภาวะคิดสังเกตุและใคร่ครวญหาเหตุและผลในสภาวธรรมทั้งหลาย และสิ่งที่เป็นอารมณ์ของวิปัสสนานั้น มีแต่เพียงอย่างเดียวคือ "ขันธ์ ๕" ซึ่งนิยมเรียกกันว่า "รูป-นาม" โดยรูปมี ๑ ส่วน นามนั้นมี ๔ คือ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ขันธ์ ๕ ดังกล่าวเป็น มีอุปาทานขันธ์ เพราะแท้จริงแล้วเป็นแต่เพียงสังขารธรรมที่เกิดขึ้นเนื่องจากการปรุงแต่ง แต่เพราะอวิชชา คือความไม่รู้เท่าสภาวธรรม จึงทำให้เกิดความยึดมั่นด้วยอำนาจอุปาทานว่าเป็นตัวตนและของตน

การเจริญวิปัสสนาก็โดยมีปัญญาดูตามสังเกตุพิจารณาจนรู้แจ้งเห็นจริงว่า อันสภาวธรรมทั้งหลาย อันได้แก่ขันธ์ ๕ นั้น  ทั้งปวงมีอาการเป็นพระไตรลักษณ์ คือ เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา โดย

 

() อนิจจัง คือความไม่เที่ยง คือสรรพสิ่งทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ สมบัติ เพชร หิน ดิน ทราย และรูปกายของเรา ล้วนแต่ไม่เที่ยงแท้แน่นอน เมื่อมีเกิดขึ้นแล้วก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา เพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น ไม่อาจจะให้ตั้งมั่นทรงอยู่ในสภาพเดิมได้ เช่นคนและสัตว์ เมื่อมีการเกิดขึ้นแล้ว ก็มีการเจริญเติบโตเป็นหนุ่มสาว และเฒ่าแก่ จนตายไปในที่สุด ไม่มีเว้นไปได้ทุกผู้คน แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอรหันต์เจ้าทั้งหลาย พรหมและเทวดา ฯลฯ  

สรรพสิ่งทั้งหลายอันเนื่องมาจากการปรุงแต่ง ที่เรียกว่าอุปาทานขันธ์ ๕ เช่น รูปกาย ล้วนแต่เป็นแร่ธาตุต่างๆ มาประชุมรวมกันเป็นหน่วยเล็กๆของชีวิตขึ้นก่อน ซึ่งเล็กจนตาเปล่ามองไม่เห็น เรียกกันว่า "เซลล์" แล้วบรรดาเซลล์เหล่านั้นก็มาประชุมรวมกันเป็นรูปร่างของคนและสัตว์ขึ้น ซึ่งหน่วยชีวิตเล็กๆ เหล่านั้นก็มีการเจริญเติบโตและแตกสลายไป แล้วเกิดของใหม่ขึ้นแทนที่อยู่ตลอดเวลา ล้วนแล้วแต่เป็นอนิจจัง ไม่เที่ยงแท้แน่นอน

 

() ทุกขัง ได้แก่ "สภาพที่ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้" ทุกขัง ในที่นี้มิได้หมายความแต่เพียงว่าเป็นความทุกข์กายทุกข์ใจเท่านั้น แต่การทุกข์กายทุกข์ใจก็เป็นลักษณะส่วนหนึ่งของทุกขังในที่นี้ สรรพสิ่งทั้งหลายอันเป็นสังขารธรรมเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็ไม่อาจที่จะทนตั้งมั่นอยู่ในสภาพนั้นๆได้ตลอดไป ไม่อาจจะทรงตัว และต้องเปลี่ยนแปลงไป เพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น เมื่อได้เกิดมาเป็นเด็กจะให้ทรงสภาพเป็นเด็กๆเช่นนั้นตลอดไปหาได้ไม่ จะต้องเปลี่ยนแปลงไปเป็นหนุ่มและสาว แล้วก็เฒ่าแก่ จนในที่สุดก็ต้องตายไป แม้แต่ขันธ์ที่เป็นนามธรรมอันได้แก่เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ก็ไม่มีสภาพทรงตัวเช่นเดียวกัน เช่นขันธ์ที่เรียกว่าเวทนา อันได้แก่ความทุกข์กาย ทุกข์ใจ และความไม่สุข ไม่ทุกข์ ซึ่งเมื่อมีเกิดเป็นอารมณ์ดังกล่าวอย่างใดขึ้นแล้ว จะให้คงทรงอารมณ์เช่นนั้นให้ตลอดไปย่อมไม่ได้ นานไปอารมณ์เช่นนั้นหรือเวทนาเช่นนั้นก็ค่อยๆจางไป แล้วเกิดอารมณ์ใหม่ชนิดอื่นขึ้นมาแทน

 

() อนัตตา ได้แก่ "ความไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่สิ่งของ" โดยสรรพสิ่งทั้งหลายอันเนื่องมาจากการปรุงแต่ง ไม่ว่าจะเป็น "รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ" ล้วนแต่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย เช่น รูปขันธ์ย่อมประกอบขึ้นด้วยแร่ธาตุต่างๆ มาประชุมรวมกันเป็นกลุ่มก้อน เป็นหน่อยชีวิตเล็กๆขึ้นก่อน เรียกในทางวิทยาศาสตร์ว่า "เซลล์" แล้วเซลล์เหล่านั้นก็ประชุมรวมกันเป็นรูปใหญ่ขึ้น จนเป็นรูปกายของคนและสัตว์ทั้งหลาย ซึ่งพระท่านรวมเรียกหยาบๆ ว่าเป็นธาตุ ๔ มาประชุมรวมกัน   

 

สมาธิย่อมมีกรรมฐาน ๔๐ เป็นอารมณ์ ซึ่งผู้บำเพ็ญอาจจะใช้กรรมฐานบทใดบทหนึ่งตามแต่ที่ถูกแก่จริตนิสัยของตนก็ย่อมได้ ส่วนวิปัสสนานั้น มีแต่เพียงอย่างเดียว คือมี ขันธ์ ๕ เป็นอารมณ์ เรียกสั้นๆว่า มีแต่รูปกับนามเท่านั้น ขันธ์ ๕ นั้นได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสภาวธรรมหรือสังขารธรรมเกิดขึ้นเนื่องจากการปรุงแต่ง เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ไม่เที่ยง ทนอยู่ในสภาพเช่นนั้นไม่ได้ และไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนแต่อย่างใด อารมณ์ของวิปัสสนานั้น เป็นอารมณ์จิตที่ใคร่ครวญหาเหตุและผลในสังขารธรรมทั้งหลาย จนรู้แจ้งเห็นจริงว่าเป็นพระไตรลักษณ์ คือเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา และเมื่อใดที่จิตยอมรับสภาพความเป็นจริงว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตาจริง เรียกว่าจิตตกกระแสธรรมตัดกิเลสได้ ปัญญาที่จะเห็นสภาพความเป็นจริงดังกล่าว ไม่ใช่แต่เพียงปัญญาที่นึกคิดและคาดหมายเอาเท่านั้น แต่ย่อมมีตาวิเศษหรือตาใน ที่พระท่านเรียกว่า "ญาณทัสสนะ" เห็นเป็นเช่นนั้นจริงๆ ซึ่งจิตที่ได้ผ่านการ พัฒนาและเจริญไว้ดีแล้ว  เมื่อวิปัสสนาญาณได้เกิดขึ้นแล้ว ย่อมถ่ายถอนกิเลสให้เบาบางลง จิตก็ย่อมจะเบาและใสสะอาดบางจากกิเลสทั้งหลายไปตามลำดับ สมาธิจิตก็จะยิ่งก้าวหน้าและตั้งมั่นมากยิ่งๆขึ้นไปอีก เรียกว่า "ปัญญาอบรมสมาธิ"

 

ฉะนั้นทั้งสมาธิและวิปัสสนาจึงเป็นทั้งเหตุและผลของกันและกันและอุปการะซึ่งกันและกัน จะมีวิปัสสนาปัญญาเกิดขึ้นโดยขาดกำลังสมาธิสนับสนุนมิได้เลย อย่างน้อยที่สุดก็จะต้องใช้กำลังของขณิกสมาธิเป็นบาทฐานในระยะแรกเริ่ม สมาธิจึงเปรียบเหมือนกับหินลับมีด ส่วนวิปัสสนานั้นเหมือนกับมีดที่ได้ลับกับหินคมดีแล้ว ย่อมมีอำนาจถากถางตัดฟันบรรดากิเลสทั้งหลายให้ขาดและพังลงได้ อันสังขารธรรมทั้งหลายนั้นล้วนแต่เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่ตัวเราของเราแต่อย่างใด ทุกสรรพสิ่งล้วนแล้วแต่เป็นแค่ดิน น้ำ ลม และไฟ มาประชุมรวมกันชั่วคราวตามเหตุตามปัจจัยเท่านั้น ในเมื่อจิตได้เห็นความเป็นจริงเช่นนี้แล้ว จิตก็จะละคลายจากอุปาทาน คือ ความยึดมั่นถือมั่น โดยคลายกำหนัดในลาภ ยศ สรรเสริญ สุขทั้งหลาย ความโลภ ความโกรธ และความหลงก็เบาบางลงไปตามลำดับปัญญาญาณจนหมดสิ้นจากกิเลสทั้งมวล บรรลุซึ่งพระอรหัตผล

ฉะนั้น การที่จะเจริญวิปัสสนาภาวนาได้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพยายามทำสมาธิให้ได้เสียก่อน หากทำสมาธิยังไม่ได้ ก็ไม่มีทางที่จะเกิดวิปัสสนาปัญญาขึ้น สมาธิจึงเป็นเพียงบันไดขั้นต้นที่จะก้าวไปสู่การเจริญวิปัสสนาปัญญาเท่านั้น ซึ่งพระพุทธองค์ได้ตรัสไว้วว่า "ผู้ใดแม้จะทำสมาธิจนจิตเป็นฌานได้นานถึง ๑๐๐ ปี และไม่เสื่อม ก็ยังได้บุญน้อยกว่าผู้ที่มองเห็นความเป็นจริงที่ว่า สรรพสิ่งทั้งหลายอันเนื่องมาจากการปรุงแต่ง ล้วนแล้วแต่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แม้จะเห็นเพียงชั่วขณะจิตเดียวก็ตาม" ดังนี้ จะเห็นได้ว่า วิปัสสนาภาวนานั้น เป็นสุดยอดของการสร้างบุญบารมีโดยแท้จริง และการกระทำก็ไม่เหนื่อยยากลำบาก ไม่ต้องแบกหาม ไม่ต้องลงทุนหรือเสียทรัพย์แต่อย่างใด แต่ก็ได้กำไรมากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบการให้ทานเหมือนกับกรวด และทราบ ก็เปรียบวิปัสสนาได้กับเพชรน้ำเอก ซึ่งทานย่อมไม่มีทางที่จะเทียบศีล ศีลก็ไม่มีทางที่จะเทียบกับสมาธิ และสมาธิก็ไม่มีทางที่จะเทียบกับวิปัสสนา แต่ตราบใดที่เราท่านทั้งหลายยังไม่ถึงฝั่งพระนิพพาน ก็ต้องเก็บเล็กผสมน้อย โดยทำทุกๆทางเพื่อความไม่ประมาท โดยทำทั้งทาน ศีล และภาวนา สุดแต่โอกาสจะอำนวยให้ จะถือว่าการเจริญวิปัสสนาภาวนานั้นลงทุนน้อยที่สุด แต่ได้กำไรมากที่สุด ก็เลยทำแต่วิปัสสนาอย่างเดียว โดยไม่ยอมลงทุนทำบุญให้ทานใดๆไว้เลย ก็เลยมีแต่ปัญญาอย่างเดียวไม่มีจะกินจะใช้ ก็เห็นจะเจริญวิปัสสนาให้ถึงฝั่งพระนิพพานไปไม่ได้เหมือนกัน

 

อนึ่ง พระพุทธองค์ได้ตรัสเอาไว้ว่า "ผู้ใดมีปัญญาพิจารณาจนจิตเห็นความจริงว่า ร่างกายนี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน คน สัตว์ แม้จะนานเพียงชั่วช้างยกหูขึ้นกระดิก ก็ยังดีเสียกว่าผู้ที่มีอายุยืนนานถึง ๑๐๐ ปี แต่ไม่มีปัญญาเห็นความเป็นจริงดังกล่าว" กล่าวคือแม้ว่าอายุของผู้นั้นจะยืนยาวมานานเพียงใด ก็ย่อมโมฆะเสียเปล่าไปชาติหนึ่ง จัดว่าเป็น "โมฆบุรุษ" คือบุรุษที่สูญเปล่า

ต่อไปนี้เป็นการเจริญสมถะและวิปัสสนาอย่างง่ายๆประจำวัน ซึ่งควรจะได้ทำให้บ่อยๆ ทำเนืองๆ ทำให้มากๆ ทำจนจิตเป็นอารมณ์แนบแน่น ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบทใด คือไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง หรือนอน ก็คิดและใคร่ครวญถึงความเป็นจริง ๔ ประการ ดังต่อไปนี้ หากทำแล้วพระพุทธองค์ตรัสว่า "จิตของผู้นั้นไม่ห่างจากวิปัสสนา และเป็นผู้ที่ไม่ห่างจากมรรค ผล นิพพาน" คือ

 

() มีจิตใคร่ครวญถึงมรณัสสติกรรมฐาน หรือมรณานุสสติกรรมฐาน ซึ่งก็คือการใคร่ครวญถึงความตายเป็นอารมณ์ อันความมรณะนั้นเป็นธรรมอันยิ่งใหญ่ที่ไม่มีใครสามารถที่จะเอาชนะได้ แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งทรงบรรลุถึงพระธรรมอันยิ่งใหญ่ที่ไม่ตาย แต่ก็ยังต้องทรงทอดทิ้งพระสรีระร่างกายไว้ในโลก การระลึกถึงความตายจึงเป็นการเตือนสติให้ตื่น รีบพากเพียรชำระจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ก่อนที่ความตายจะมาถึง พระพุทธองค์ตรัสสรรเสริญมรณัสสติว่า "มรณัสสติ (การระลึกถึงความตาย) อันบุคคลทำให้มากแล้วย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ หยั่งลงสู่พระนิพพานเป็นที่สุด ฯลฯ" อันมรณัสสติกรรมฐานนั้น แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันต์เจ้าทั้งหลาย ซึ่งแม้จะได้บรรลุมรรคผลแล้ว ก็ยังไม่ยอมละ เพราะยังทรงอารมณ์มรณัสสตินี้ควบคู่ไปกับวิปัสสนา เพื่อความอยู่เป็นสุข ซึ่งพระพุทธองค์ได้ตรัสกับพระอานนท์ว่า "ตถาคถนึกถึงความตายอยู่ทุกลมหายใจเข้าและออก ฯลฯ"

มรณัสสติกรรมฐานนั้น โดยปกติเป็นกรรมฐานของผู้ที่มีพุทธิจริต คือคนที่ฉลาด การใคร่ครวญถึงความตายเป็นอารมณ์ ก็คือการพิจารณาถึงความเป็นจริงที่ว่า ไม่ว่าคนและสัตว์ทั้งหลาย เมื่อมีเกิดขึ้นแล้ว ย่อมเจริญวัยเป็นหนุ่มสาว เฒ่าแก่ สูง ต่ำ เหลื่อมล้ำกันด้วยฐานันดรศักดิ์อย่างใด ในที่สุดก็ทันกันและเสมอกันด้วยความตาย ผู้ที่คิดถึงความตายนั้น เป็นผู้ที่ไม่ประมาทในชีวิต ไม่มัวเมาในชีวิต เพราะเมื่อคิดถึงแล้วย่อมเร่งกระทำความดีและบุญกุศล เกรงกลัวต่อบาปกรรมที่จะติดตามไปในภพชาติหน้า ผู้ที่ประมาทมัวเมาต่อทรัพย์สมบัติยศศักดิ์ตำแน่งหน้าที่นั้นเป็นผู้ที่หลง เหมือนกับคนที่หูหนวกและตาบอด ซึ่งโบราณกล่าวตำหนิไว้ว่า "หลงลำเนาเขาป่ากู่หาพอได้ยิน หลงยศอำนาจย่อมหูหนวกและตาบอด" และกล่าวไว้อีกว่า "หลงยศลืมตาย หลงกายลืมแก่" และความจริงก็มีให้เห็นอยู่ทุกวันนี้ที่บางท่านใกล้จะเข้าโลงแล้ว ก็ยังหลงและมัวเมาในอำนาจ วาสนา ตำแหน่งหน้าที่ จนลืมไปว่าอีกไม่นานตนก็จะต้องทิ้ง ต้องจากสิ่งเหล่านี้ไป แล้วทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนได้หลงมัวเมาเฝ้าแสวงหาหวงแหนเกาะแน่นอยู่นั้น ก็จะต้องสลายไปพร้อมกับความตายของตน สูญเปล่าไม่ได้ตามติดกับตนไปด้วยเลย แล้วไม่นานผู้คนที่อยู่เบื้องหลังก็ลืมเลือนตนไปเสียสิ้น ดูเหมือนกับวันเวลาทั้งหลายที่ตนได้ต่อสู้เหนื่อยยากขวนขวายจนได้สิ่งดังกล่าวมานั้น ต้องโมฆะสูญเปล่าไปโดยหาสาระประโยชน์อันใดมิได้เลย

มรณัสสติกรรมฐานนั้น เมื่อพิจารณาไปนานๆ จิตจะค่อยๆสงบระงับจากนิวรณ์ธรรม ๕ ประการ ในที่สุดจิตก็เข้าถึงอุปจารสมาธิ และความจริงกรรมฐานกองนี้เป็นเพียงสมถภาวนาเท่านั้น แต่ก็ใกล้กับวิปัสสนา เพราะอารมณ์จิตที่ใช้นั้นเป็นการพิจารณาหาเหตุและผลในรูปธรรมและนามธรรม ซึ่งหากพลิกการพิจารณาว่า อันชีวิตของคนและสัตว์ ตลอดจนสรรพสิ่งทั้งหลาย ไม่อาจทรงตัวตั้งมั่นอยู่ได้ เมื่อมีเกิดขึ้นแล้วก็ย่อมมีความตายเป็นที่สุด เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ดังนี้แล้ว ก็เป็นวิปัสสนาภาวนา

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อใกล้จะเสด็จดับขันธ์เข้าสู่ปรินิพพานอีก ๓ เดือน ได้ทรงปลงอายุสังขาร แล้วตรัสสอนพระอานนท์พร้อมหมู่ภิกษุทั้งหลายว่า "อานนท์ ตถาคถได้เคยบอกเธอแล้วมิใช่หรือว่า สัตว์จะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจไปทั้งสิ้น สัตว์จะได้ตามปรารถนาในสังขารนี้แต่ที่ไหนเล่า การที่จะขอให้สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว เป็นแล้ว ที่มีปัจจัยปรุงแต่งแล้ว และที่จะต้องมีการแตกดับเป็นธรรมดาว่าอย่าฉิบหายเลย ดังนี้ย่อมไม่อยู่ในฐานะที่จะมีได้ เป็นได้ การปรินิพพานของเราตถาคตจักมีในกาลไม่นานเลย ถัดจากนี้ไปอีก ๓ เดือน ทั้งที่เป็นพาลและบัณฑิต ทั้งที่มั่งมีและยากจน ล้วนแต่มีความตายเป็นเบื้องหน้า เปรียบเหมือนภาชนะ ดินที่ช่างหม้อได้ปั้นแล้ว ทั้งเล็กและใหญ่ ทั้งที่สุกและที่ยังดิบ ล้วนแต่มีการแตกทำลายไปในที่สุดฉันใด ชีวิตแห่งสัตว์ทั้งหลายก็ล้วนแต่มีความตายเป็นเบื้องหน้าฉันนั้น วัยของเราแก่หง่อมแล้วชีวิตของเราริบหรี่แล้วเราจักต้องละพวกเธอไป ที่พึ่งของตนเอง เราได้ทำแล้ว ภิกษุทั้งหลาย เธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท มีสติ มีศีล มีความดำริอันตั้งไว้แล้วด้วยดี ตามรักษาซึ่งจิตของตนเถิดในธรรมวินัยนี้ ภิกษุใดเป็นผู้ไม่ประมาท ก็สามารถที่จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้" และในวันมหาปรินิพพาน พระพุทธองค์ได้ตรัสพระปัจฉิมโอวาท ที่เรียกกันว่า "อัปปมาทธรรม" สั่งสอนพระสาวกเป็นครั้งสุดท้าย จนดูเหมือนว่าพระธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ที่ทรงสั่งสอนมานานถึง ๔๕ พรรษา ได้ประมวลประชุมรวมกันในพระปัจฉิมโอวาทนี้ว่า "ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ตถาคตขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมเป็นธรรมดา พวกเธอจงยังประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด"

 เราท่านทั้งหลายก็มีชีวิตเพียงเท่านี้  ความเป็นจริงก็เห็นๆ กันอยู่เช่นนี้แล้ว เหตุใดเราท่านทั้งหลายจึงต้องพากันดิ้นรนขวนขวายสะสมสิ่งที่ในที่สุดก็จะต้องทิ้งจะต้องจากไป ซึ่งเท่ากันเป็นการทำลายวันเวลาอันมีค่าของพวกเราซึ่งก็คงมีไม่เกินคนละ ๑๐๐ ปี ให้ต้องโมฆะเสียเปล่าไปโดยหาสาระประโยชน์อันใดมิได้ เหตุใดไม่เร่งขวนขวายสร้างสมบุญบารมีที่เป็นอริยทรัพย์อันประเสริฐ ซึ่งจะติดตามตัวไปได้ในชาติหน้า แม้หากสิ่งเหล่านี้จะไม่มีจริง ดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ อย่างเลวพวกเราก็เพียงเสมอตัว มิได้ขาดทุนแต่อย่างใด หากสิ่งที่พระพุทธองค์ได้ตรัสสอนไว้มีจริง ดังที่ปราชญ์ในอดีตกาลยอมรับ แล้วเราท่านทั้งหลายไม่สร้างสมบุญและความดีไว้ สร้างสมแต่ความชั่วและบาปกรรมตามติดตัวไป เราท่านทั้งหลายมิขาดทุนหรือ เวลาในชีวิตของเราที่ควรจะได้ใช้ให้เป็นประโยชน์กลับต้องมาโมฆะเสียเปล่า ก็สมควรที่จะได้ชื่อว่าเป็น "โมฆบุรุษ" โดยแท้.

 

 

สังขาร

สังขาร เป็นปัจจัยแก่วิญญาณ คือ วิญญาณจะปรากฏเกิดขึ้นได้ก็เพราะ มีสังขารเป็นปัจจัย ลักขณาทิจตุกะของสังขาร มีดังนี้

อภิสงฺขรณ ลกฺขณา       มีการปรุงแต่ง เป็นลักษณะ

อายูหน รสา                  มีการพยายามให้ปฏิสนธิวิญญาณเกิดขึ้น หรือ พยายามให้ผล คือ รูปขันธ์นามขันธ์เกิดขึ้น เป็นกิจ

เจตนา ปจฺจุปฏฺฐานา    จงใจทำให้เกิดความสำเร็จ เป็นผล

อวิชฺชา ปทฏฺฐานา        มี อวิชชา เป็นเหตุใกล้

สังขารที่กล่าวแล้วในบทอวิชชานั้น เป็นสังขารที่เป็นปัจจยุบบันนธรรมของ อวิชชา ซึ่งได้แก่ เจตนา ๒๙ หรือ กรรม ๒๙

ส่วนสังขารที่กล่าวถึงในบทนี้ เป็นสังขารที่เป็นปัจจัยธรรม อุปการะช่วยเหลือ ให้เกิดวิญญาณนั้น ก็ได้แก่ เจตนา ๒๙ หรือ กรรม ๒๙ เหมือนกัน

วิญญาณ ที่เป็นปัจจยุบบันนธรรมของสังขารนี้ มีแสดงเป็น ๒ นัย คือ อภิธัมมภาชนิยนัย ตามนัยแห่งพระอภิธรรม ๑ และ สุตตันตภาชนิยนัย ตาม นัยแห่งพระสูตร ๑

ตามนัยแห่งพระอภิธรมนั้น วิญญาณที่เป็นปัจจยุบบันนธรรมของสังขาร ได้แก่ จิตทั้งหมด (และเจตสิกที่ประกอบกับจิตนั้น ๆ ด้วย) เพราะจิตจะเกิดขึ้นได้ ก็ต้องอาศัยมีสังขารเป็นปัจจัย คือต้องมีสิ่งปรุงแต่ง

ตามนัยแห่งพระสูตรนั้น วิญญาณที่เป็นปัจจยุบบันนธรรมของสังขาร ก็ได้แก่ โลกียวิปากวิญญาณ ๓๒ คือ อกุสลวิบากจิต ๗, อเหตุกกุสลวิบากจิต ๘, มหา วิบากจิต ๘ และ มหัคคตวิบากจิต ๙ นั้น

โลกียวิบากวิญญาณ ๓๒ อันเป็นปัจจยุบบันนธรรมของสังขารนี้ ยังจำแนก ได้เป็น ๒ จำพวก คือ

วิญญาณที่เกิดในปฏิสนธิกาล มีชื่อว่า ปฏิสนธิวิญญาณ ได้แก่ ปฏิสนธิจิต ๑๙ ดวงนั้นพวกหนึ่ง ปฏิสนธิวิญญาณ ๑๙ ดวงนี้ก็อยู่ในจำนวนโลกียวิบากวิญญาณ ๓๒ นั่นเอง

วิญญาณที่เกิดในปวัตติกาล มีชื่อว่า ปวัตติวิญญาณ ได้แก่ โลกียวิบากจิต ๓๒ อีกพวกหนึ่ง ซึ่งไม่ได้ทำกิจปฏิสนธิ แต่ทำภวังคกิจ และกิจอื่น ๆ

อบุญญาภิสังขาร

. อบุญญาภิสังขาร เฉพาะเจตนาในอกุสลจิต ๑๑ ดวง (เว้นอุทธัจจเจตนา) เป็นปัจจัยธรรม ให้เกิดปฏิสนธิวิญญาณเป็นปัจจยุบบันนธรรมในปฏิสนธิกาล คือ อุเบกขาสันตีรณอกุสลวิบาก ๑ ดวง ให้ปฏิสนธิในอบายภูมิทั้ง ๔ เป็นพวกทุคคติ อเหตุกบุคคล ซึ่งมักเรียกกันสั้น ๆ ว่า ทุคคติบุคคล

. อบุญญาภิสังขาร ได้แก่ เจตนาในอกุสลจิตทั้ง ๑๒ ดวง เป็นปัจจัยธรรม ให้เกิดปวัตติวิญญาณเป็นปัจจยุบบันนธรรมในปวัตติกาล คือ อกุสลวิบากจิต ๗ ดวง ให้ได้เห็น(จักขุวิญญาณ), ให้ได้ฟัง(โสตวิญญาณ), ให้ได้กลิ่น(ฆานวิญญาณ), ให้ได้รส(ชิวหาวิญญาณ), ให้ได้การสัมผัสถูกต้อง(กายวิญญาณ), ให้มีการรับ อารมณ์(สัมปฏิจฉันนะ), ให้มีการไต่สวนอารมณ์(สันตีรณ), และการรับอารมณ์ต่อ จากชวนะ(ตทาลัมพนะ) ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ไม่ดี ตลอดจนการรักษาภพรักษาชาตินั้น (ภวังคจิต) ด้วย

บุญญาภิสังขาร

. บุญญาภิสังขาร ได้แก่เจตนาในมหากุสลชนิดที่เป็นทวิเหตุกโอมกุกกัฏฐะ และทวิเหตุกโอมโกมกะ เป็นปัจจัยธรรม ให้เกิดปฏิสนธิวิญญาณเป็นปัจจยุบบันน ธรรมในปฏิสนธิกาล คือ อุเบกขาสันตีรณกุสลวิบาก ๑ ดวง ให้ปฏิสนธิเป็นมนุษย์ และเทวดาชั้นต่ำ มีความพิกลพิการ บ้า ใบ้ หนวก บอด เป็นต้น ซึ่งนับว่าเป็น พวกสุคติอเหตุกบุคคล

. บุญญาภิสังขาร ได้แก่เจตนาในมหากุสล ชนิดที่เป็นติเหตุกโอมกุกกัฏฐะ ติเหตุกโอมโกมกะ ทวิเหตุกอุกกัฏฐุกกัฏฐะ และทวิเหตุกอุกกัฏโฐมกะ เป็นปัจจัย ธรรม ให้เกิดปฏิสนธิวิญญาณ เป็นปัจจยุบบันนธรรมในปฏิสนธิกาล คือ มหาวิบาก ญาณวิปปยุตต ๔ ดวง ให้ปฏิสนธิเป็นมนุษย์และเทวดาที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา มาแต่กำเนิด ซึ่งเรียกว่าเป็นพวก ทวิเหตุกบุคคล

. บุญญาภิสังขาร ได้แก่เจตนาในมหากุสลชนิดที่เป็นติเหตุกอุกกัฏฐุกกัฏฐะ และติเหตุกอุกกัฏโฐมกะ เป็นปัจจัยธรรม ให้เกิดปฏิสนธิวิญญาณเป็นปัจจยุบบันน ธรรมในปฏิสนธิกาล คือ มหาวิบากญาณสัมปยุตต ๔ ดวง ให้ปฏิสนธิเป็นมนุษย์ และเทวดาที่ประกอบด้วยปัญญามาแต่กำเนิด ซึ่งเรียกว่าเป็นพวก ติเหตุกบุคคล

. บุญญาภิสังขาร ทั้ง ๓ ข้อนี้ซึ่งได้แก่เจตนาในมหากุสลทั้ง ๘ เป็นปัจจัย ธรรม ให้เกิดปวัตติวิญญาณเป็นปัจจยุบบันนธรรมในปวัตติกาล คือ

. อเหตุกกุสลวิบาก ๘ ดวง ให้ได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้รส ได้สัมผัส ถูกต้อง การรับอารมณ์ การไต่สวนอารมณ์ และการรับอารมณ์ต่อจากชวนะ เหล่านี้ ล้วนแต่ที่ดีทั้งนั้น

. มหาวิบาก ๘ ดวง ทำกิจรับอารมณ์ต่อจากชวนะ คือทำตทาลัมพนกิจ

. มหาวิบาก ๘ ดวง และอุเบกขาสันตีรณกุสลวิบาก ๑ ดวง รวม ๙ ดวง ทำหน้าที่รักษาภพรักษาชาตินั้น ๆ (ภวังคจิต) กับทำหน้าที่จุติกิจด้วย

เจตนาในมหากุสลจิต ๘ ดวง ที่จำแนกเป็น ติเหตุกอุกัฏฐุกกัฏฐะ, ติเหตุกอุก กัฏโฐมกะ, ติเหตุกโอมกุกกัฏฐะ, ติเหตุกโอมโกมกะ, ทวิเหตุกอุกัฏฐุกกัฏฐะ, ทวิ เหตุกอุกกัฏโฐมกะ, ทวิเหตุกโอมกุกกัฏฐะ และทวิเหตุกโอมโกมกะ รวม ๘ อย่างนี้ ได้กล่าวแล้วในปริจเฉทที่ ๕ หมวดที่ ๓ กัมมจตุกะ ตอนที่ตั้งแห่งวิบากจิต (ปากฐาน) นั้นแล้ว จึงไม่กล่าวซ้ำในที่นี้อีก

. บุญญาภิสังขาร ได้แก่เจตนาในรูปาวจรกุสลจิต ๕ ดวง เป็นปัจจัยธรรม ให้เกิดปฏิสนธิวิญญาณเป็นปัจจยุบบันนธรรมในปฏิสนธิกาล คือ รูปาวจรวิบากจิต ๕ ดวง ในปฏิสนธิเป็นรูปพรหมในรูปภูมิ ซึ่งเรียกว่าเป็นพวกติเหตุกบุคคล เหมือน กัน

. บุญญาภิสังขาร ได้แก่เจตนาในรูปาวจรกุสลจิต ๕ ดวง เป็นปัจจัยธรรม ให้เกิดปวัตติวิญญาณเป็นปัจจยุบบันนธรรมในปวัตติกาล คือการรักษาภพชาตินั้น ๆ (ภวังคจิต) ตลอดจนทำหน้าที่จุติกิจด้วย ส่วนอเหตุกกุสลวิบากจิต ๕ ดวง ให้ได้ เห็น(จักขุวิญญาณ), ให้ได้ยิน(โสตวิญญาณ), มีการรับอารมณ์(สัมปฏิจฉันนะ) และ การไต่สวนอารมณ์(สันตีรณะ) ล้วนแต่ที่ดีนั้นเป็นกามวิบาก

อาเนญชาภิสังขาร

. อาเนญชาภิสังขาร ได้แก่เจตนาในอรูปาวจรกุสลจิต ๔ ดวง เป็นปัจจัย ธรรม ให้เกิดปฏิสนธิวิญญาณเป็นปัจจยุบบันนธรรมในปฏิสนธิกาล คือ อรูปาวจร วิบากจิต ๔ ให้ปฏิสนธิเป็นอรูปพรหมในอรูปภูมิ ซึ่งเรียกว่าเป็นจำพวก ติเหตุก บุคคล

. อาเนญชาภิสังขาร ได้แก่เจตนาในอรูปาวจรกุสลจิต ๔ ดวง เป็นปัจจัย ธรรม ให้เกิดปวัตติวิญญาณเป็นปัจจยุบบันนธรรมในปวัตติกาล คือ อรูปาวจรวิบาก จิต ๔ ทำหน้าที่ภวังคกิจ รักษาภพรักษาชาตินั้น ๆ และทำหน้าที่จุติกิจอีกด้วย

ในบทสังขารเป็นปัจจัยแก่วิญญาณนี้ มีข้อที่ควรสังเกตอยู่ว่า

สังขาร ๓ ที่เป็นเหตุให้เกิดวิญญาณ จำแนกได้เป็น ๒ ประเภท คือ สังขาร ๓ ที่เป็นปัจจัยให้เกิดปฏิสนธิวิญญาณนั้น ได้แก่ เจตนา ๒๘ เท่านั้น โดยต้องเว้น อุทธัจจเจตนาเสีย ๑ เพราะอุทธัจจเจตนาไม่สามารถส่งผลให้เป็นปฏิสนธิได้ ส่วน สังขาร ๓ ที่เป็นปัจจัยให้เกิดปวัตติวิญญาณนั้น ได้แก่ เจตนาทั้ง ๒๙ ดวง

เหตุที่อุทธัจจเจตนาไม่สามารถให้ผลเป็นปฏิสนธิได้นั้น ได้กล่าวไว้ในปริจเฉท ที่ ๕ หมวดที่ ๓ กัมมจตุกะ ตอนที่ตั้งแห่งวิบากจิต (ปากฐาน) นั้นแล้ว

วิญญาณที่เป็นปัจจยุบบันนธรรมของสังขาร ก็จำแนกได้เป็น ๒ จำพวก คือ ปฏิสนธิวิญญาณ ได้แก่ ปฏิสนธิจิต ๑๙ และปวัตติวิญญาณ ได้แก่ โลกียวิบาก วิญญาณ ๓๒

โลกียวิบากวิญญาณ ๓๒ นั้น เกิดได้ในปวัตติกาลอย่างเดียว มี ๑๓ ดวง คือ ทวิปัญจวิญญาณ ๑๐, สัมปฏิจฉันนจิต ๒ และ โสมนัสสันตีรณจิต ๑ ส่วนปฏิสนธิ วิญญาณ ๑๙ นั้น นอกจากทำปฏิสนธิกิจในปฏิสนธิกาลโดยตรงแล้ว ในปวัตติกาล ก็ยังเกิดจิต ๑๙ ดวงนี้ได้ แต่ว่าเกิดขึ้นมาทำกิจอย่างอื่น ซึ่งไม่ใช่ปฏิสนธิกิจ

ปัจจัย ๒๔ ที่เกี่ยวแก่สังขาร

ในบทสังขารเป็นปัจจัยแก่วิญญาณนี้ เมื่อกล่าวโดยปัจจัย ๒๔ แล้วก็เป็นไป ได้ด้วยอำนาจแห่งปัจจัยเพียง ๒ ปัจจัย คือ

. ปกตูปนิสสยปัจจัย และ       . นานักขณิกกัมมปัจจัย

ความหมายแห่งปกตูปนิสสยปัจจัย นั้นได้กล่าวแล้วในบทก่อน ในบทนี้ก็มีนัย เป็นทำนองเดียวกันนั้นเอง จึงไม่กล่าวซ้ำอีก

ส่วน นานักขณิกกัมมปัจจัย หมายถึงกรรมหรือสังขาร คือเจตนาที่เกิดต่าง ขณะกัน (คือเจตนาที่ดับไปแล้วนั้น) เป็นปัจจัยช่วยอุปการะแก่นามและรูปที่เกิด จากกรรมนั้น ๆ ดังนั้นในที่นี้จึงได้แก่ สังขาร (เจตนา) เป็นนานักขณิกกัมมปัจจัย วิญญาณ (วิบากวิญญาณ ๓๒) เป็นนานักขณิกกัมมปัจจยุบบันน

 

 

หลักการปฏิบัติที่จัดเป็นระบบ

 

        พุทธพจน์ที่แสดงหลักการปฏิบัติเพื่อบรรลุนิพพาน  มักเป็นไปในรูปของคำสอนให้  พิจารณาสภาวธรรมอย่างที่ได้ยกมาอ้างไว้แล้วข้างต้น  หากจะแสดงลำดับขั้นตอนของการปฏิบัติที่จะเรียกได้ว่าเป็นระบบ  ก็เป็นเพียงการแสดงขั้นตอนอย่างกว้าง ๆ  พุทธพจน์แนวนี้ที่นับว่าละเอียดที่สุดและพบบ่อยที่สุดก็คือ  คำสอนแสดงความก้าวหน้าในการประพฤติพรหมจรรย์ของพระภิกษุ  ตั้งแต่ออกบวชจนบรรลุ 

[๒ อาสวักขยญาณ]  อีกแนวหนึ่งที่นับว่าใกล้เคียง  ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแสดงเองบ้าง  พระสาวกแสดงบ้างเป็นครั้งคราว  คือ  [๓ แนวจรณะ  15  และวิชชา  3]  นอกจากนี้  ก็มีแต่ที่แสดงเพียงลำดับหัวข้อเป็นชุด ๆ  เช่น

[๔ วิสุทธิ 7]  [๕ วิสุทธิ 9]  เป็นต้น  การที่เป็นอย่างนี้  สันนิษฐานได้ว่า  แบบแผนและรายละเอียดของแต่ละขั้นตอนของการปฏิบัติ  คงเป็นเรื่องที่ท่านทำและนำสืบ ๆ กันมาด้วยการลงมือปฏิบัติจริง  ตามกระบวนวิธีที่อาจารย์สั่งสอนและฝึกหัดศิษย์  นอกจากนั้น รายละเอียดปลีกย่อยก็ย่อมแตกต่างกันไปตามกลวิธีของอาจารย์ต่างสำนักกันด้วย  ประเพณีปฏิบัติคงดำเนินมาเช่นนี้  จนถึงยุคของพระอรรถกถาจารย์ท่านจึงได้นำเอาแบบแผนและรายละเอียดบางส่วนของขั้นตอนการปฏิบัติเหล่านั้นมาเรียบเรียงบันทึกไว้ในคัมภีร์  ดังตัวอย่างที่เด่น  คือในวิสุทธิมัคค์

        คัมภีร์วิสุทธิมัคค์  นอกจากแสดงลำดับขั้นตอนและแบบแผนการฝึกด้านกิจกรรมภายนอกแล้ว  ยังแสดงลำดับขั้นของความเจริญก้าวหน้าภายใน  คือการที่ปัญญาแก่กล้าขึ้นเป็นระดับ ๆ  จนตรัสรู้  อย่างที่เรียกว่าลำดับญาณด้วย  เค้าโครงทั่วไปของการปฏิบัติ ท่านถือตามหลักการของไตรสิกขา แล้วขยายออกตามแนววิสุทธิ 7  ส่วนขั้นตอนของความเจริญปัญญาภายใน  (วิปัสสนาญาณ)  [๖ ท่านขยายความจากเนื้อหาบางส่วนในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามัคค์]  ในที่นี้  [๗ จะแสดงระบบการปฏิบัติที่สรุปตามแนวของคัมภีร์วิสุทธิมัคค์ 

นั้น]  ซึ่งแสดงได้เป็นขั้นตอนดังนี้

{๑ ส.ข.17/125-6/81; มคฺควิทู ที่แปลว่าผู้ชำนาญทางนั้น อรรถกถาแปลว่าผู้ประกาศทาง (ส.อ.2/338) }

{๒ มีกระจายทั่วไปในพระสูตรตั้งแต่เล่มแรกคือ ที.สี.9/102-138/82-112 จนจบอังคุตตรนิกาย เช่น องฺ.ทสก.24/99/217 และในอภิธรรมบางแห่ง คือ อภิ.ปุ.36/135/209 }

{๓ ที.สี.9/163/129; ม.ม.13/26/26; ขุ.จู.30/547/272 }

{๔ ม.มู.12/298/295 }

{๕ ที.ปา.11/456/329 }

{๖ ขุ.ปฏิ.31/มาติกา/1-2; 94/72-159/109 }

{๗ วิสุทธิ.1/1-3/376 (= 951 หน้า) }

พุทธธรรมใหม่ - หน้าที่ 427

        เบื้องแรก  พึงเข้าใจความหมายของคำศัพท์สำคัญก่อน

        วิสุทธิ  แปลว่า  ความหมดจด  คือ  ความบริสุทธิ์ที่สูงขึ้นไปเป็นขั้น ๆ  หมายถึง ธรรมที่ชำระสัตว์ ให้บริสุทธิ์  ยังไตรสิกขาให้บริบูรณ์เป็นขั้น ๆ  ไปโดยลำดับ  จนบรรลุจุดหมายคือนิพพาน  จำแนกเป็น  7  ขั้น  ดังจะแสดงต่อไป

        [๑ ปริญญา  แปลว่า  การกำหนดรู้  หรือทำความรู้จัก  หมายถึง  การทำความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ  โดยครบถ้วน  หรือรอบด้าน  แบ่งเป็น  3  ขั้น  คือ]

        1)  ญาตปริญญา  กำหนดรู้ขั้นรู้จัก  คือ  รู้ตามสภาวลักษณะ  ได้แก่รู้จักจำเพาะตัวของสิ่งนั้นตามสภาวะของมัน  เช่นรู้ว่า  นี้คือเวทนา  เวทนาคือสิ่งที่มีลักษณะเสวยอารมณ์ นี้คือสัญญา  สัญญา  คือสิ่งที่มีลักษณะกำหนดได้หมายรู้  ดังนี้เป็นต้น  (รู้ว่าคืออะไร)

        2)  ตีรณปริญญา  กำหนดรู้ขั้นพิจารณา  คือรู้ด้วยปัญญาที่หยั่งลึกซึ้งไปถึงสามัญ

ลักษณะ  ได้แก่รู้ถึงการที่สิ่งนั้น ๆ  เป็นไปตามกฏธรรมดา  โดยพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงเป็นทุกข์  เป็นอนัตตา  เช่นว่าเวทนาและสัญญานั้น  ไม่เที่ยง  มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ไม่ใช่ตัวตน  เป็นต้น  (รู้ว่าเป็นอย่างไร)

        3)  ปหานปริญญา  กำหนดรู้ถึงขั้นละได้  คือ  รู้ถึงขั้นที่ทำให้ถอนความยึดติด  เป็นอิสระจากสิ่งนั้น ๆ  ได้  ไม่เกิดความผูกพันหลงใหล  ทำให้วางใจ  วางท่าที  และปฏิบัติ  ต่อสิ่งต่าง ๆ  ได้ถูกต้อง  เช่นเมื่อรู้ว่าสิ่งนั้น ๆ เป็นอนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา  แล้ว  ก็จะนิจจสัญญา  เป็นต้น  ในสิ่งนั้น ๆ  ได้  (รู้ว่าจะทำอย่างไร)

        วิปัสสนาญาณ  แปลว่า ญาณในวิปัสสนา  หรือ  ญาณที่นับเข้าในวิปัสสนา  หรือ ญาณที่จัดเป็นวิปัสสนา  ได้แก่  ความรู้ที่ทำให้เกิดความเห็นแจ้ง  เข้าใจสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง  ทำให้จิตหลุดพ้นจากกิเลสและกองทุกข์ได้  แบ่งเป็น  9  ขั้น  ดังจะแสดงต่อไป

        ต่อไปนี้  คือ  สรุปความวิสุทธิมัคค์ทั้งหมด

ก.  ระดับศีล  (อธิศีลสิกขา)

1.  สีลวิสุทธิ  ความหมดจดแห่งศีล  คือ  ประพฤติดี  เลี้ยงชีวิตถูกต้อง  มีศีลบริสุทธิ์ตามภูมิขั้นของตนคัมภีร์วิสุทธิมัคค์กล่าวมุ่งเฉพาะการปฏิบัติของพระภิกษุ หมายเอา ปาริสุทธิศีล 4 คือ ปาติโมกขสังวรศีล  (ศีลคือความสำรวมในพระปาติโมกข์ เว้นจากข้อห้าม ทำตามข้ออนุญาต รักษาวินัย ประพฤติเคร่งครัดในสิกขาบททั้งหลาย) อินทรียสังวรศีล (ศีลคือความสำรวจอินทรีย์ ได้แก่ ระวังไม่ให้อกุศลธรรมความชั่วครอบงำจิตใจในเมื่อรับรู้อารมณ์ด้วยอินทรีย์ทั้ง 6) อาชีวิปาริสุทธิศีล (ศีลคือความบริสุทธิ์แห่งอาชีวะ ได้แก่เลี้ยงชีวิตโดยทางชอบธรรม)  และ  ปัจจัยสันนิสิตศีล (ศีลที่เกี่ยวข้องกับปัจจัย  4  ได้แก่  การใช้สอยปัจจัย  4  ด้วยปัญญาพิจารณา  ให้เป็นไปตามความหมายและประโยชน์ของสิ่งนั้น ๆ ไม่บริโภคด้วยตัณหา); นอกจากศีล อาจเลือกสมาทานวัตร  โดยเฉพาะธุดงค์  13  บางข้อ เพื่อส่งเสริมความมักน้อยสันโดษสงัดเพียรและเลี้ยงง่าย เป็นต้น เป็นการขัดเกลากิเลสเกื้อกูลแก่ภาวนาต่อไป

{๑ ขุ.ม.29/62/60; วิสุทธิ.3/230 }

 

ข.  ระดับสมาธิ  (อธิจิตตสิกขา)

2.  จิตตวิสุทธิ  ความหมดจดแห่งจิต  คือ  ฝึกอบรมจิต  หรือพัฒนาคุณภาพและสมรรถภาพของจิตจนเกิดสมาธิพอเป็นบาทหรือปทัฏฐานแห่งวิปัสสนา  คัมภีร์วิสุทธิมัคค์ว่า  ได้แก่ อุปจารสมาธิ  จนถึงอัปปนาสมาธิในฌานสมาบัติทั้ง  8  และแสดงวิธีเจริญสมาธิ  จนถึงได้ผลพิเศษคือโลกียอภิญญาทั้ง  5

ค.  ระดับปัญญา  (อธิปัญญาสิกขา)

1)  ขั้นญาตปริญญา  คือ  รู้จักสภาวะ

-  ขั้นทุกขวัฏฐาน  คือ  กำหนดทุกข์สัจจ์ 

3.  ทิฏฐิวิสุทธิ  ความหมดจดแห่งทิฏฐิ  คือ  ความรู้เข้าใจมองเห็นนามรูปตามสภาวะที่เป็นจริง  ทำให้ระงับความเข้าใจผิดว่าเป็นสัตว์บุคคลเสียได้  เริ่มดำรงในภูมิแห่งความไม่หลงผิด บางทีกำหนดเรียกเป็นญาณอย่างหนึ่ง  มีชื่อว่า

        นามรูปปริจเฉทญาณ (1)  หรือเรียกว่า  สังขารปริจเฉท  บ้าง  นามรูปววัฏฐาน  บ้างหมายถึงความรู้จักรูปธรรมนามธรรมว่า  สิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่  พอนับได้ว่าเป็นของจริง  ก็มีแต่ รูปธรรมและนามธรรมเท่านั้น  และกำหนดได้ว่าในการรับรู้และเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของตนนั้น อะไรเป็นรูปธรรม  อะไรเป็นนามธรรม  เช่น เมื่อเห็นรูป  จักขุประสาท  แสง  และรูปหรือสี เป็นรูปธรรม  จักขุวิญญาณ  หรือการเห็นเป็นนามธรรม  ดังนี้เป็นต้น

-  ขั้นสมุทัยววัฏฐาน  คือ  กำหนดสมุทัยสัจจ์ 

4.  กังขาวิตรณวิสุทธิ  ความหมดจดแห่งญาณเป็นเหตุข้ามพ้นความสงสัย  หรือ  ความบริสุทธิ์ขั้นที่ทำให้กำจัดความสงสัยได้  คือ  กำหนดรู้ปัจจัยแห่งนามรูป  ตามแนวปฏิจจสมุปบาทก็ตาม  ตามแนวกฎแห่งกรรมที่ตาม  ตามแนวกระบวนการรับรู้ก็ตาม  ตามแนววัฏฏะ

3  ก็ตาม  หรือตามแนวอื่น ก็ตาม ว่านามธรรมและรูปธรรมล้วนเกิดจากเหตุปัจจัย  และเป็นปัจจัยแก่กันและกัน  อาศัยกัน  อันเป็นความรู้ที่ทำให้สิ้นความสงสัยเกี่ยวกับกาลทั้ง  3 คือ  อดีต  อนาคต  และปัจจุบัน  ความรู้นี้กำหนดเป็นญาณขั้นหนึ่งบางที่เรียกว่านามรูปปัจจัยปริคคหญาณ  (2)  แปลว่า ญาณที่กำหนดปัจจัยของนามรูป

        ญาณขั้นนี้  เรียกได้หลายชื่อ  ว่า  ธัมมัฏฐิติญาณ  บ้าง  ยถาภูตญาณ  บ้าง  สัมมาทัสสนะ  บ้างและผู้ประกอบด้วยญาณขั้นนี้  พระอรรถกถาจารย์เรียกว่าเป็น  “จูฬโสดาบัน”คือ  พระโสดาบันน้อยเป็นผู้มีคติ  คือ  ทางไปก้าวหน้าที่แน่นอนในพระพุทธศาสนา.

2)  ขั้นตีรณปริญญา  คือ  รู้สามัญลักษณะ  หรือ  หยั่งถึงไตรลักษณ์  ขั้นมัคคววัฏฐาน  คือ  กำหนดมรรคสัจจ์  (เฉพาะข้อ 5)

5.  มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ  ความหมดจดแห่งญาณที่รู้เห็นว่าเป็นทางหรือมิใช่ทาง  คือยกเอารูปธรรมและนามธรรมทั้งหลายขึ้นมาพิจารณาเป็นหมวด ๆ  ตามแนวไตรลักษณ์ทีละอย่าง ๆ เช่น พิจารณารูปโดยอนิจจลักษณะ  โดยทุกขลักษณะ  โดยอนัตตลักษณะ  แล้วพิจารณาเวทนาสัญญา  สังขาร  วิญญาณ ตามลำดับ  และโดยลักษณะแต่ละลักษณะไปทีละอย่าง  แล้วพิจารณาข้อธรรมอื่น ๆ  เช่น ใน

หมวดอายตนะ  12  ปฏิจจสมุปบาท 12  และอะไรก็ได้ทุก ๆ อย่าง  แม้แต่  ภพ  3  ฌาน  4  อัปปมัญญา  4  สมาบัติ  4  ฯลฯ  ไปตามลำดับไตรลักษณ์แต่ละอย่างในทำนองเดียวกันนั้น  (รวมความก็อยู่ในขันธ์  5  นั้นเอง)  จนเริ่มมองเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งสังขารทั้งหลาย  เรียกว่าเกิดเป็น ตรุณวิปัสสนาคือ  วิปัสสนาญาณอ่อน ๆ  และในช่วงนี้  ก็จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า  วิปัสสนูปกิเลส  10  ประการ  ขึ้นมา  ชวนให้  หลงผิดว่าบรรลุมรรคผลแล้ว  หรือหลงยึดเอาวิปัสสนูปกิเลสนั้นว่าเป็นทางที่ถูก  ถ้าหลงไปตามนั้น  ก็เป็นอันพลาดจากทางเป็นอันปฏิบัติผิดไป  แต่ถ้ามีสติสัมปชัญญะแก้ไขได้  ก็จะกำหนดแยกได้ว่าวิปัสสนูปกิเลส 10  นั้นไม่ใช่ทาง  แล้วกำหนดวิปัสสนาญาณที่ดำเนินถูกทางพ้นจากอุปกิเลสแล้วว่า  นั่นแหละเป็นทางหรือมรรคาแท้จริง  ซึ่งจะพึงเดินต่อไป  เมื่อความรู้นี้เกิดขึ้นแล้ว  ก็เรียกว่า เป็นมัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ.

        ในวิสุทธิข้อนี้  มีเนื้อหาซับซ้อนที่พึงทำความเข้าใจ  คือ

        การเจริญวิปัสสนาในขั้นที่จะให้เกิดวิสุทธิข้อนี้เรียกว่า  นยวิปัสสนา  (การเจริญวิปัสสนาโดยนัย  คือพิจารณาโดยจับแง่ความหมายตามแนววิธีที่ท่านแสดงไว้ในพระบาลี เช่นว่า  รูปอย่างหนึ่งอย่างใดก็ตามจะเป็นอดีต  อนาคต  หรือปัจจุบัน  ก็ตาม  ภายในหรือภายนอกก็ตาม  ฯลฯ  ล้วนไม่เที่ยงดังนี้เป็นต้น)  หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  [๑ กลาปสัมมสนะ](การพิจารณาเป็นหมวด ๆ  หรือรวบเป็นกลุ่ม ๆ  อย่างที่อธิบายแล้วข้างบน)  และความรู้ที่เกิดขึ้นในขั้นนี้  บางทีจัดกันเป็นญาณขั้นหนึ่ง  เรียกว่า

        สัมมสนญาณ  (3)  แปลว่า  ญาณที่พิจารณาหรือตรวจตรา (นามรูปตามแนวไตรลักษณ์)

        เมื่อพิจารณาด้วยสัมมสนญาณไปจนญาณแก่กล้าขึ้น  เริ่มมองเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมสลายไปของสิ่งทั้งหลาย  มองเห็นความแปรปรวนของปัจจุบันธรรมว่า  ธรรมเหล่านี้  ไม่มีแล้วก็มีขึ้น  มีขึ้นแล้วก็ดับล่วงไป  มองเห็นการเกิดและดับสลายทั้งโดยปัจจัยและเป็นขณะ ๆ  ไป  ก็เริ่มเกิดญาณใหม่เรียกว่า อุทยัพพยานุปัสสนา  แต่ยังเป็นญาณใหม่ ๆ อยู่  และญาณนี้ตอนนี้เองที่เรียกว่า  ดรุณวิปัสสนา  หรือตรุณวิปัสสนาญาณ (วิปัสสนาญาณอ่อน ๆ)  ผู้ได้ดรุณวิปัสสนานี้  เรียกว่า “อารัทธวิปัสสก”  (ผู้เริ่มเห็นแจ้งหรือผู้ได้เริ่มวิปัสสนาแล้ว)  และในตอนนี้เอง  [๒ วิปัสสนูปกิเลส]  เช่น  โอภาสคือ  แสงสว่างแสนงามเป็นต้น  จะเกิดขึ้น  ชวนให้หลงผิดและติดใจ  ถ้ารู้เท่าทันผ่านพ้นไปได้  กำหนดแยกว่าอะไรเป็นทาง

{๑ ฎีกาว่า กลาปสัมมสนะ เป็นชื่อที่ชาวชมพูทวีปใช้ ส่วน นยวิปัสสนา เป็นชื่อที่ชาว

   เกาะลังกานิยมใช้ แต่หมายถึงวิธีกาเดียวกัน (วิสุทธิ.ฎีกา3/449); กลาปสัมมสนะ

   หรือนยวิปัสสนานี้เป็นวิธีตรงข้ามกับ อนุปทธรรมวิปัสสนา (พิจารณาองค์ธรรม

   เรียงลำดับเป็นรายข้อ; ดูอธิบายในบันทึกที่ 3 แห่งบันทึกพิเศษท้ายบทนี้); อนึ่งท่าน Nanamoli แปล นยวิปัสสนา ว่า Inductive Insight และแปลกลาปสัมมสนะว่า

   Comprehension by Groups.}

{๒ อุปกิเลสของวิปัสสนา ได้แก่ ธรรมารมณ์อันน่าชื่นชมที่เกิดแก่ผู้ได้ตรุณวิปัสสนา

   ทำให้เข้าใจผิดว่าตนบรรลุมรรคผลแล้ว เป็นเหตุขัดขวางไม่ให้ก้าวหน้าต่อไปใน

   วิปัสสนาญาณ มี 10 อย่าง ดูเชิงอรรถในตอนว่าด้วย ธรรมุธัจจ์ เป็นต้น.}

อะไรไม่ใช่ทางได้แล้ว  ก็เป็นอันจบสิ้นวิสุทธิข้อนี้

3)  ขั้นปหานปริญญา  คือ  รู้ถึงขั้นละความหลงผิด  ถอนตัวเป็นอิสระได้ 

6.  ปฏิปทาญาณทัสสนาวิสุทธิ  ความหมดจดแห่งญาณอันรู้แห่งทางดำเนิน  โดยสาระแท้ ๆ  หมายถึงวิปัสสนาที่ถึงจุดสุดยอดด้วยอำนาจวิปัสสนาญาณ  8 กับวิปัสสนาญาณ

ข้อที่  9  คือสัจจานุโลมิกญาณแต่พูดอย่างกว้าง ๆ  วิสุทธิข้อนี้  ได้แก่  วิปัสสนาญาณ  9  นั่นเอง  คือ  นับตั้งแต่อุทยัพพยญาณที่พ้นจากวิปัสสนูปกิเสแล้วเป็นต้นไป  จนสุดทางแห่งความเป็นปุถุชนหรือสุดวิปัสสนา  วิปัสสนาญาณ  9  มีดังนี้ 

        1.  อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ  หรือเรียกสั้น ๆ  ว่า อุทยัพพยญาณ (4) ญาณอันตามเป็นความเกิดดับคือ  พิจารณาความเกิดขึ้นและความดับไปแห่งเบญจขันธ์  จนเห็นปัจจุบันธรรมที่กำลังเกิดขึ้น  และดับสลายไป ๆ  ชัดเจน  เข้าใจภาวะที่เป็นของไม่เที่ยง  ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้  ไม่อยู่ในบังคับบัญชาตามความอยากของใคร  หยั่งทราบว่า สิ่งทั้งหลาย  เกิดขึ้น  ครั้นแล้ว  ก็ต้องดับไป  ล้วนเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปทั้งหมด เมื่อเกิดการรับรู้หรือเคลื่อนไหวใด ๆ  ในแต่ละขณะ  ก็มองเห็นนามธรรม  รูปธรรม และตัวรู้ หรือผู้รู้  ที่เกิดขึ้น  แล้วทั้งรูปธรรมนามธรรมและตัวรู้นั้นก็ดับไปพร้อมกันทั้งหมด  เป็นความรู้เห็นชัดแก่กล้า  (พลววิปัสสนา)  ทำให้ละนิจจสัญญา  สุขสัญญาและอัตตสัญญาได้ 

        2.  ภังคานุปัสสนาญาณ  เรียกสั้นว่า  ภังคญาณ  (5)  ญาณอันตามเห็นความสลาย คือ  เมื่อเห็นความเกิดดับเช่นนั้นชัดเจนถี่เข้า  ก็จะคำนึงเห็นเด่นชัดในส่วนความดับที่   เป็นจุดจบสิ้น  มองเห็นแต่อาการที่สิ่งทั้งหลายดับไป ๆ  เห็นว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงล้วนจะต้องดับสลายไปทั้งหมด

        3.  ภยตูปัฏฐานญาณ  เรียกสั้นว่า  ภยญาณ  (6)  ญาณอันมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว  คือเมื่อพิจารณาเห็นแต่ความแตกสลายอันมีแก่สิ่งทั้งปวงหมดทุกอย่างเช่นนั้นแล้ว  สังขารทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นไปในภพใดคติใด  ก็ปรากฏเป็นของน่ากลัวเพราะล้วนแต่จะต้องแตกสลายไป  ไม่ปลอดภัยทั้งสิ้น

        4.  อาทีนวานุปัสสนาญาณ  เรียกสั้นว่า  อาทีนวญาณ  (7)  ญาณอันคำนึงเห็นโทษคือ  เมื่อพิจารณาเห็นสังขารทั้งปวงล้วนต้องแตกสลายไป  เป็นของน่ากลัว  ไม่ปลอดภัยทั้งสิ้นแล้ว  ย่อมคำนึงเห็นสังขารทั้งปวงนั้นว่าเป็นโทษ  เป็นสิ่งที่มีความบกพร่อง จะต้องระคนอยู่ด้วยทุกข์ 

        5.  นิพพิทานุปัสสนาญาณ  เรียกสั้นว่า  นิพพิทาญาณ  (8)  ญาณอันคำนึงเห็นด้วยความหน่าย  คือเมื่อพิจารณาเห็นสังขารว่าเป็นโทษเช่นนั้นแล้ว  ย่อมเกิดความหน่าย  ไม่เพลิดเพลินติดใจ

        6.  มุญจิตุกัมยาตาญาณ  (9)  ญาณหยั่งรู้ที่ทำให้ต้องการจะพ้นไปเสีย  คือ

เมื่อหน่ายสังขารทั้งหลายแล้วย่อมปรารถนาที่จะพ้นไปเสียจากสังขารเหล่านั้น

        7.  ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ  หรือ  ปฏิสังขารญาณ  (10)  ญาณอันพิจารณาทบทวนเพื่อให้เห็นทาง  คือเมื่อต้องการจะพ้นไปเสีย  จึงกลับหันไปยกเอาสังขารทั้งหลายขึ้นมาพิจารณากำหนดด้วยไตรลักษณ์เพื่อมองหาอุบายที่จะปลดเปลื้องออกไป

        8.  สังขารุเปกขาญาณ  (11)  ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร  คือ

เมื่อพิจารณาสังขารทั้งหลายต่อไป  ย่อมเกิดความรู้เห็นสภาวะของสังขารตามเป็นจริงว่ามันก็เป็นอยู่เป็นไปของมันอย่างนั้น เป็นธรรมดา  หรือเป็นธรรมดาของมันอย่างนั้นเอง  จึงวางใจเป็นกลางทำเฉยได้  ไม่ยินดียินร้าย  ไม่ขัดใจติดใจในสังขารทั้งหลาย  แต่นั้นก็มองเห็นนิพพานเป็นสันติบทญาณจึงโน้มน้อมที่จะมุ่งแล่นไปยังนิพพานเลิกละความเกี่ยวเกาะกับสังขารทั้งหลาย ญาณข้อนี้จัดเป็นสิขาปปัตตวิปัสสนา  คือ  วิปัสสนาที่ถึงจุดสุดยอด  และเป็นวุฏฐานคามินีวิปัสสนา  คือ  วิปัสสนาที่เชื่อมถึงมรรคอันเป็นที่ออกจากสิ่งที่ยึดหรืออกจากสังขาร

        9.  สัจจานุโลมิกญาณ  หรือ  อนุโลมญาณ  (12)  ญาณอันเป็นไปโดยอนุโลมแก่การหยั่งรู้อริยสัจจ์  คือเมื่อวางใจเป็นกลางต่อสังขารทั้งหลาย  ไม่พะวง  และญาณก็โน้มน้อมแล่นมุ่งตรงสู่นิพพานแล้ว  ญาณอันคล้อยต่อการตรัสรู้อริยสัจจ์  ย่อมเกิดขึ้นในลำดับถัดไป เป็นขั้นสุดท้ายของวิปัสสนาญาณ

        ต่อจากอนุโลมญาณ  ก็จะเกิด  โคตรภูญาณ  (13)  (ญาณครอบโคตร  คือญาณที่เป็นหัวต่อระหว่างภาวะปุถุชนกับภาวะอริยบุคคล)  มาคั่นกลาง  แล้วจึงเกิดมรรคญาณให้สำเร็จความเป็นอริยบุคคลต่อไปโคตรภูญาณนี้  ท่านว่าอยู่ระหว่างกลาง  ไม่จัดเข้าในวิสุทธิไม่ว่าข้อ6  หรือข้อ  7  แต่ยอมให้นับเข้าเป็นวิปัสสนาได้  เพราะอยู่ในกระแสของวิปัสสนา

7.  ญาณทัสสนวิสุทธิ  ควมมหมดจดแห่งญาณทัศนะ  คือ ความรู้ในอริยมรรค  4  หรือ มรรคญาณ  (14)  นั่นเอง  ซึ่งเกิดถัดจากโคตรภูญาณ  เมื่อมรรคญาณเกิดแล้ว  ผลญาณ (15)  ก็เกิดขึ้นในลำดับถัดไปจากมรรคญาณนั้น ๆ  ตามลำดับของแต่ละขั้นของความเป็นอริยบุคคล  ความเป็นอริยบุคคย่อมเกิดขึ้นโดยวิสุทธิข้อนี้  เป็นอันบรรลุที่หมายสูงสุดแห่งวิสุทธิหรือไตรสิกขา  หรือการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาทั้งหมด

        ถัดจากบรรลุมรรคผลด้วยมรรคญาณและผลญาณแล้ว  ก็จะเกิดญาณอีกอย่าง

หนึ่งขึ้นพิจารณามรรค  ผล  พิจารณากิเลสที่ละแล้ว  กิเลสที่ยังเหลืออยู่  และ

พิจารณานิพพาน  (เว้นพระอรหันต์ไม่มีการพิจารณากิเลสที่ยังเหลืออยู่)  เรียกชื่อว่า

[๑ ปัจจเวกขณญาณ  (16)]  เป็นอันจบกระบวนการบรรลุมรรคผลนิพพานขั้นหนึ่ง ๆ

{๑ ญาณต่าง ๆ ที่มีเลขลำดับกำกับอยู่ใน ( ) ข้างหลังนั้น พึงทราบว่าได้แก่ญาณที่ในสมัยหลัง ๆ ได้มีการนับรวมเขาเป็นชุดเรียกว่า ญาณ 16 หรือ โสฬสญาณ อันเป็นที่รู้จักกันดี    ในวงการบำเพ็ญวิปัสสนา โดยเฉพาะใช้ในการตรวจสอบที่เรียกว่า ลำดับญาณ และพึงทราบว่าในญาณ 16 นี้ เฉพาะมรรคญาณ และผลญาณสองอย่างเท่านั้น

เป็นญาณขั้นโลกุตตระ ส่วนอีก 14 อย่างที่เหลือเป็นญาณขั้นโลกีย์ทั้งสิ้น

           อนึ่ง พึงสังเกตว่า วิปัสสนาญาณ 9 นั้น คัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะนับรวมสัมมสนญาณ  (3) เข้าในชุดด้วย จึงเป็น วิปัสสนาญาณ 10 (สงฺคห.55) }

 

 

จูฬมาลุงโกยวาทสูตร

พระสูตรว่าด้วยเรื่องการให้โอวาทพระมาลุงกยบุตร


         
๑ พระมาลุงกยบุตรดำริถึงมิจฉาทิฏฐิ ๑๐ ประการ
         
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น พระมาลุงกยบุตรไปในที่ลับเร้นอยู่ เกิดความดำริแห่งจิตอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ ทรงงด ทรงห้ามทิฏฐิเหล่านี้ คือ โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น ชีพอย่างหนึ่งสรีระอย่างหนึ่ง สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปไม่มีอยู่ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มิใช่ ไม่มีอยู่ก็มิใช่ ข้อที่พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ทิฏฐิเหล่านั้นแก่เรานั้น เราไม่ชอบใจ ไม่ควรแก่เรา เราจักเข้าไปเฝ้าทูลถามเนื้อความนั้น ถ้าพระผู้มีพระภาคจักทรงพยากรณ์แก่เรา เราก็จักประพฤติพรหมจรรย์ ถ้าจักไม่ทรงพยากรณ์ เราก็จักลาสิกขามาเป็นคฤหัสถ์ เวลาเย็น พระมาลุงกยบุตรออกจากที่เร้นเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วได้กราบทูลความปริวิตกของตน พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรมาลุงกยบุตร เราได้พูดไว้อย่างนี้กะเธอหรือว่า เธอจงมาประพฤติพรหมจรรย์ในเราเถิด เราจักพยากรณ์ทิฏฐิ ๑๐ แก่เธอ กราบทูลว่า ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า ตรัสถามว่า ก็หรือว่า ท่านได้พูดไว้กะเราอย่างนี้ว่า ข้าพระองค์จักประพฤติพรหมจรรย์ ถ้าพระผู้มีพระภาคจักทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์ กราบทูลว่า ไม่ใช่อย่างนั้น ตรัสว่า เรามิได้พูดไว้ว่า เธอจงมาประพฤติพรหมจรรย์ในเราเถิด เราจักพยากรณ์แก่เธอ แม้เธอก็มิได้พูดไว้ว่า ข้าพระองค์จักประพฤติพรหมจรรย์ ถ้าพระผู้มีพระภาคจักทรงพยากรณ์แก่ข้าพระองค์ เธอเป็นอะไร (ไม่ใช่ผู้ขอร้อง หรือผู้ถูกขอร้อง)จะมาทวงกะใครเล่า?

บุคคลใดจะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคจักไม่ทรงพยากรณ์แก่เรา เพียงใด เราจักไม่ประพฤติพรหมจรรย์เพียงนั้น ตถาคตไม่พึงพยากรณ์ข้อนั้นเลย และบุคคลนั้นพึงทำกาละไปโดยแท้ เปรียบเหมือนบุรุษต้องศรอันอาบยาพิษที่ฉาบทาไว้หนา มิตรอมาตย์ ญาติสาโลหิตของบุรุษนั้น พึงไปหานายแพทย์ผู้ชำนาญในการผ่าตัดมาผ่า. บุรุษผู้ต้องศรนั้นพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เรายังไม่รู้จักบุรุษผู้ยิงเรานั้นว่าเป็นกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ หรือศูทร ... มีชื่อว่าอย่างนี้ มีโคตรอย่างนี้ ...สูงต่ำหรือปานกลาง ... ดำขาวหรือผิวสองสี ... อยู่บ้าน นิคม หรือนครโน้น เพียงใด เราจักไม่นำลูกศรนี้ออกเพียงนั้น บุรุษผู้ต้องศรนั้นพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เรายังไม่รู้จักธนูที่ใช้ยิงเรานั้นเป็นชนิดมีแหล่งหรือเกาทัณฑ์ ... สายที่ยิงเรานั้นเป็นสายทำด้วยปอผิวไม้ไผ่ เอ็น ป่านหรือเยื่อไม้ ลูกธนูที่ยิงเรานั้น ทำด้วยไม้ที่เกิดเองหรือไม้ปลูก หางเกาทัณฑ์ที่ยิงเรานั้น เขาเสียบด้วยขนปีกนกแร้ง นกตะกรุม เหยี่ยว นกยูงหรือนกชื่อว่า สิถิลหนุ (คางหย่อน) ... เกาทัณฑ์นั้นเขาพันด้วยเอ็นวัว ควาย ค่างหรือลิง ... ลูกธนูที่ยิงเรานั้น เป็นชนิดอะไร เพียงใด เราจักไม่นำลูกศรนี้ออกเพียงนั้น บุรุษนั้นพึงรู้ข้อนั้นไม่ได้เลย โดยที่แท้ บุรุษนั้นพึงทำกาละไป ฉันใด บุคคลใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคจักไม่ทรงพยกรณ์ทิฏฐิ ๑๐ นั้น แก่เราเพียงใด เราจักไม่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระองค์เพียงนั้น ข้อนั้นตถาคตไม่พยากรณ์เลย โดยที่แท้ บุคคลนั้นพึงทำกาละไป ฉันนั้น เมื่อมีทิฏฐิ ๑๐ อย่างนั้น จักได้มีการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์หรือ ก็ไม่ใช่อย่างนั้น เมื่อยังมีทิฏฐิ ๑๐ อยู่ ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ก็คงมีอยู่ทีเดียว เราจึงบัญญัติความเพิกถอนชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสในปัจจุบัน (ม.ม. ๑๓/จูฬมาลุงโกยวาทสูตร/๑๔๗-๑๕๑/๑๑๗-๑๒๑)

         
ปัญหาที่พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์และไม่ทรงพยากรณ์
         
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เธอทั้งหลายจงทรงจำปัญหาที่เราไม่พยากรณ์ โดยความเป็นปัญหาที่เราไม่พยากรณ์ และจงทรงจำปัญหาที่เราพยากรณ์โดยความเป็นปัญหาที่เราพยากรณ์เถิด อะไรเล่าที่เราไม่พยากรณ์ ? คือ ทิฏฐิ ๑๐ ว่า โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น ชีพอย่างหนึ่ง สรีระอย่างหนึ่ง สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปไม่มีอยู่สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไปมีอยู่ก็มี ไม่มีอยู่ก็มี สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายไป มีอยู่ก็หามิได้ ไม่มีอยู่ก็หามิได้ เราไม่พยากรณ์ ก็เพราะเหตุไร ข้อนั้นเราจึงไม่พยากรณ์เพราะข้อนั้นไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ไม่เป็นไปเพื่อความหน่ายเพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน เหตุนั้นเราจึงไม่พยากรณ์ข้อนั้น อะไรเล่า ที่เราพยากรณ์ ความเห็นว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ เราพยากรณ์ ก็เพราะเหตุไร เราจึงพยากรณ์ข้อนั้น เพราะข้อนั้น ประกอบด้วยประโยชน์ เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ เป็นไปเพื่อความหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน เหตุนั้นเราจึงพยากรณ์ข้อนั้น เหตุนั้น เธอทั้งหลายจงทรงจำปัญหาที่เราไม่พยากรณ์โดยความเป็นปัญหาที่เราไม่พยากรณ์และจงทรงจำปัญหาที่เราพยากรณ์โดยความเป็นปัญหาที่เราพยากรณ์เถิด พระมาลุงกยบุตรยินดีชื่นชมพระภาษิตแล้ว (ม.ม.๑๓/จูฬมาลุงโกฺยวาทสูตร/๑๕๒/๑๒๑-๑๒๒)

ข้อควรศึกษาในพระสูตรนี้


         
๑. พระผู้มีพระภาคตรัสจูฬมาลุงกโยวาทสูตร ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภพระมาลุงกยบุตรผู้ทูลถามปัญหาเรื่องทิฏฐิ ๑๐ ประการ
         
๒. เรื่องทิฏฐิ ๑๐ ประการที่พระมาลุงกยบุตรทูลถามนั้นปรากฏอยู่ในพรหมชาลสูตร ศีลขันธวรรคแล้ว ในพระสูตรนั้นตรัสรวบรวมทิฏฐิไว้ถึง ๖๒ ประการ
         
๓. ตอนต้นของพระสูตรนี้ พระมาลุงกยบุตรตั้งเงื่อนไขว่า ถ้าทรงตอบปัญหาก็จะประพฤติพรหมจรรย์ ถ้าไม่ทรงตอบปัญหาก็จะสึก แต่ตอนจบกลับยินดีชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค
         
๔. ควรศึกษาอรรถกถาจูฬมาลุงกยสูตรควบคู่กันไปด้วยจะเกิดประโยชน์มาก (ปปัญจสูตทนี/๒๐/๒/๑/๓๐๕-๓๐๗)

 

 

มัชเฌนปฏิสัมภิทา : ภูมิปัญญาแห่งกระบวนทัศน์ที่ ๕
Analytic Insight of Middlehood : Insight Means of the V Paradigm

โดย ดร.สุวิญ  รักสัตย์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย มมร

เกริ่นนำ

    ได้เขียนเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของแนวคิดทางปรัชญาในยุคโลกาภิวัตน์มาแล้วหลายฉบับในหนังสือวารสารบัณฑิตศาส์น มมร จุดประสงค์ก็เพื่อแสดงให้เห็นว่า ปรัชญาที่กำลังได้รับการสนใจในโลกตะวันตกขณะนี้นั้นคือกระแสความคิด Post Modernism ในความเป็นตัวปรัชญาของกระแสความคิดนี้ยังมีจุดบ่งพร่องให้ได้แก้ไขอีกมาก มีข้อถกเถียงและปัญหาอยู่หลายประการซึ่งกำลังได้รับการแสวงหนทางเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องเหล่านั้นจากนัก Post Modernists หากพวกเขาได้มาศึกษาหลักธรรมในพระพุทธศาสนาคงมีคำตอบและแนวทางแก้ไขที่ยังไม่พบอีกมาก ประเด็นสำคัญอยู่ที่การร่วมมือแสวงหาหนทางหลุดพ้นจากมนุษยภัยที่จะมาถึงในเวลาอันใกล้ อย่างน้อยก็ช่วยให้ยืดระยะยาวออกไปได้    

   เมื่อพิจารณาเนื้อแท้ของหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบให้ดี ก็จะพบว่า แต่ละหลักธรรมนั้นล้วนสอดคล้องกับธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นหลักธรรมระดับมหภาคที่ครอบคลุมทุกส่วนของสากลจักรวาล และระดับจุลภาคที่ใช้ปฏิบัติกันในชีวิตและสังคม หากอาศัยกระบวนการนำเสนอที่มีลักษณะเป็นระบบ ( Systematic Thinking) บวกกับหลักธรรมของพระพุทธศาสนาก็อาจทำให้มนุษย์มีทางรอดพ้นจากมนุษยภัยพิบัติได้บ้าง ยิ่งได้รับการเผยแผ่และรณรงค์ให้นำไปสู่การประยุกต์ใช้อย่างจริงจัง ก็อาจย่นระยะทางแสวงหาทางออกให้แก่นักปรัชญาหลังนวยุคได้พบแนวทางโดยไว ด้วยเหตุนี้จึงเขียนถึงหลักธรรมในพระพุทธศาสนากับหลักปรัชญา Post Modernism อีกฉบับหนึ่ง

กระแสกระบวนทัศน์กระทบกัน

     กระแสแนวคิด Post Modernism เดินทางมาสู่ทาง ๔ แพร่ง คือ กระแสรื้อถอนนิยม ( Deconstructionism) กระแสรื้อสร้างนิยม ( Reconstructionism) กระแสพรรณนานิยม (After Post Modernism or Narrativism) และกระแสทางสายกลางถอนสร้างนิยม ( Moderated Post Modernism) จะเห็นว่ากระบวนทัศน์ในสังคมกำลังเผชิญกับหัวเลี้ยวหัวต่ออยู่ภายใต้กระแสแนวคิดหลังยุคใหม่ทั้ง ๔ กระแสนี้ และกระแสทั้ง ๔ ก็กำลังกระทบกันกระทั่งกันอย่างรุนแรง ฝ่ายหนึ่งเห็นว่า สมควรรื้อถอนโครงสร้างของสังคมที่มีอยู่ ฝ่ายหนึ่งเห็นว่า สมควรสร้างโครงสร้างของสังคมเสียใหม่ ฝ่ายหนึ่งมุ่งอธิบายความจริง ไม่ต้องรื้อถอนและสร้างใหม่เพียงแต่มองไปที่ความจริง แต่อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่า ควรประนีประนอม เมื่อต่างฝ่ายต่างก็มีกระบวนทัศน์ที่เป็นแนวคิดยุคหลังยุคใหม่ทั้งสิ้น แต่ต่างกำลังใช้กำลังให้ใช้แนวทางของตนจึงทำให้เกิดกระแสใหม่ขึ้นอีก

     แท้ที่จริงแล้ว กระแสความคิดของกระบวนทัศน์ Post Modernism นั้นเดินมาถูกทางแล้ว เพียงแต่กลับเดินไปสู่สุดขอบ เรียกว่า Edge of Paradigm หรือกระบวนทัศน์ตกขอบ ซึ่งเป็นกระบวนทัศน์การจับงูน้ำ ในอลคัททูปมสูตร และอีกสาเหตุหนึ่งก็คงเพราะยังได้รับอิทธิพลของกระบวนทัศน์เดิมๆ ที่ยังมีอิทธิอยู่มากจนไม่อาจแยกแยะได้ว่า ตนเองใช้กระบวนทัศน์เดิม (ได้แก่กระบวนทัศน์ที่๑-๔) หรือกระบวนทัศน์ใหม่ (กระบวนทัศน์ที่ ๕) เพื่อช่วยผยุงกระบวนทัศน์ที่ ๕ ที่กำลังอ่อนวัยอยู่นี้ให้เป็นกระแสกระบวนทัศน์ที่เข้มแข็ง เป็นกระบวนทัศน์หลักในสังคม จึงมีแต่ กระบวนทัศน์แห่งมัชเฌนปรัชญาเท่านั้นจะช่วยได้

     ปัญหาอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรจึงจะสามารถนำไปปรับใช้อย่างได้ผล หากเป็นแต่แค่รู้ เข้าใจ แต่ไม่ปฏิบัติก็ไร้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เช่นเดียวกับมีแผนแม่บท ( Master Plan) คิดไว้ เขียนไว้พูดไว้ รัดกุม อย่างไร้จุดบกพร่อง แต่ไร้แผนปฏิบัติการ (Action Plan) ก็ไม่อาจบรรลุผลสำเร็จได้ แต่ถ้าหากมีปรัชญาสมบูรณ์ มีหลักปฏิบัติสมบูรณ์ และมีผู้ปฏิบัติ ความสำเร็จย่อมคาดหวังได้ หากหลักปฏิบัติสมบูรณ์ หลักปรัชญาไม่ชัดเจน ก็เฉกเช่นคนตาบอดนำทาง ย่อมชักนำผู้ตามไปไม่ตรงสู่เป้าหมายหรืออาจได้รับภัยพิบัติ แต่หากแม้มีหลักปรัชญาดี แต่ไร้ผู้ปฏิบัติ หรือปฏิบัติไม่ตรงกับแนวทางปฏิบัติ ก็ไม่สัมฤทธิ์ผล ทำให้เกิดความสงสัย เหมือนความสงสัยเกิดในประเทศไทยขณะนี้ มีคำถามเกิดขึ้นว่า ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประเทศพุทธศาสนาที่หยั่งรากฝังลึกลงในจิตใจ หยั่งลงในวัฒนธรรมของชนชาติมานาน แต่เหตุใดสถิติทางอาชญากรรม และการกระทำอันไม่ดีทั้งหลายจึงไม่ได้ลดลง และมีแนวโน้มมากยิ่งขึ้น และรุนแรงยิ่งขึ้น ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่าจุดบกพร่องมันอยู่ที่ใด คำตอบก็คือ ไม่มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนและไม่เป็นระบบนั่นเอง

     จะขอยกตัวอย่างการนำเอาหลักอิทธิบาท หลักการบรรลุความสำเร็จ ( The Principle of Achievement) ไปอธิบายให้เป็นระบบปฏิบัติการในหนังสือของ David J. Schwartz “The Magic of Thinking Big” หนังสือขายดีระดับโลกที่พิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำอีก สิ่งที่พบในหนังสือเล่มนี้ก็คือ ความเชื่อมั่น ( Ambition to be possible) หนังสือเน้นให้เห็นว่า ความคิดบวกและความคิดลบให้ผลตรงกันข้ามกันอย่างไร เขาแสดงความคิดที่ว่า “ มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว, จะพยายาม แต่คิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ ” นำไปสู่ความล้มเหลวอย่างไร และความคิดว่า “ สำเร็จ...เรามีความสามารถทำได้ เรามีพลังความเพียร มีสมอง และมีการศึกษาในงานนั้นๆ อย่างละเอียด ” นำไปสู่ความสำเร็จได้อย่างไร เมื่อผู้อ่านปฏิบัติตามก็ประสบความสำเร็จ ด้วยเหตุนี้จึงคาดหวังว่า นัก Post Modernists ทั้งหลายจะนำหลักการตะวันออก โดยใช้วิธีการตะวันตก เพื่อให้เกิดผลทางการปฏิบัติ และกลายเป็นแนวทางการใช้ชีวิตที่เหมาะสม ทันกับกาล

     กระบวนทัศน์ที่ ๕ ( Post Modern Paradigm) เป็นแนวคิดกระแสใหม่ในโลกปรัชญา ตัวบท ( Text) หรือหลักปรัชญา และบริบท ( Context) หรือเครื่องมือที่สื่อปรัชญาออกไปเพื่อจะสร้างกระบวนการปฏิบัติให้เป็นทฤษฎีขึ้นยังไม่ลงตัว เมื่อแนวคิด ( Concept) ยังไม่นิ่ง กระบวนการ (Process) ก็ไม่อาจกำหนดได้ จากระยะเวลาการก่อตัวของปรัชญาแต่ละแขนงกว่าที่จะเป็นที่ยอมรับและปฏิบัติกันใช้เวลากันนับหลายร้อยปี บางครั้งนับพันปี และก็กว่าจะรู้ว่า ปรัชญานั้นๆ มีจุดบกพร่องนำภัยมาสู่มนุษย์ก็มีแต่กองกระดูกเป็นมาลัยบูชาปรัชญาไปแล้วก็มี อย่างไรก็ตาม เมื่อมองย้อนไปในประวัติศาสตร์ ดูเหมือนจะต้องใช้เวลาอันยาวนาน แต่ปัจจุบันไม่ต้องใช้เวลานานเพียงนั้น เพราะสิ่งที่เกิดขั้วโลกหนึ่งสามารถรับรู้ได้อีกขั้วโลกหนึ่งภายในไม่กี่วินาที ก่อนนั้นเรื่องๆ หนึ่งอาจใช้เวลาหลายชั่วอายุคน แต่ปัจจุบันไม่ต้องรอเป็นเวลานับร้อยปีหรือไม่ก็ต้องสิ้นชีวิตของนักปรัชญาไปหลายๆ คนจึงจะได้รู้จักแนวคิดในเรื่องนั้นๆ โลกในยุคโลกาภิวัตน์มีเครื่องมือย่นระยะเวลาได้จะศึกษาและเปลี่ยนแปลงปรับปรุงได้ในระยะเวลาอันสั้น เพราะอาศัยเทคโนโลยีและการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างค่ายความคิดอื่นที่มีอยู่ในโลก เพื่อช่วยเหลือโลกให้ทัน บัดนี้มนุษยชาติไม่อาจเสี่ยงได้ต่อไป เพราะหายนะครั้งต่อไปไม่อาจคาดประมาณได้

     นัก Post Modernists ทั้งหลาย หากเปิดใจกว้างเข้ามาศึกษาหลักธรรมในพระพุทธศาสนา ก็จะพบว่า สิ่งที่เป็นเหมือนภูมิปัญญาที่แฝงอยู่ในปรัชญา Post Modernism นั้น มีอยู่เต็มในหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา และถือว่าเป็นกระแสภูมิปัญญาแห่งกระบวนทัศน์ที่ ๕ ในที่นี้ขอเรียกว่า “ มัชเฌนปฏิสัมภิทา Insight Means of Middlehood”

อะไรคือ “ มัชเฌนปฏิสัมภิทา ”

     ผู้ที่ศึกษาพระพุทธศาสนาย่อมไม่พบกับคำนี้ เพราะเป็นการยืมคำ ๒ คำ มารวมกัน คือ คำว่า “ มัชเฌนะ ” และ “ ปฏิสัมภิทา ” คำว่า ปฏิสัมภิทา หมายถึง มีความเฉลียวฉลาด มีปัญญาแตกฉาน มีปรีชาแจ้งในความคิดทันการ สมบูรณ์เพียบพร้อม โดยมากมักใช้คำนี้กับพระอรหันต์ที่มีความสามารถพิเศษอีก ๔ ประการ เรียกว่า ปฏิสัมภิทา ๔ คือ ความเป็นผู้ฉลาดในเหตุ ความเป็นผู้ฉลาดในผล ความเป็นผู้ฉลาดในภาษา และความเป็นผู้เฉลียวในการโต้ตอบ เมื่อนำคำปฏิสัมภิทา คือ ความเป็นผู้ฉลาดและเฉลียวมาใช้กับคำว่า มัชเฌนะ ซึ่งแปลว่า ความเป็นกลาง เมื่อรวมคำทั้ง ๒ คือ มัชเฌนปฏิสัมภิทา ก็หมายความว่า ความเป็นผู้ฉลาดและเฉลียวในความเป็นกลาง หากจะนำเอาคำแปลของปฏิสัมภิทามาประกอบทุกตัวก็คือ ฉลาดในเหตุ ในผล ในภาษา และในการโต้ตอบที่มีความเป็นกลาง หรือฉลาดและเฉลียวในธรรมที่มีความเป็นกลางในเหตุ ในผล ในการใช้ภาษาชี้แจงและในการโต้ตอบได้สมกับกรณี

     ก่อนอื่นต้องทราบว่า ลักษณะสภาวะของหลักธรรมในพระพุทธศาสนานั้นมี ๒ ลักษณะ คือ สภาวธรรมที่เป็นความจริงโดยสมมติกับสภาวธรรมที่เป็นความจริงแท้ ทั้ง ๒ สภาวะล้วนเป็นสัจจะ สิ่งที่ปรากฏเห็นและสิ่งที่ซ้อนอยู่เบื้องหลัง เมื่อใดก็ตามมองเห็นสมมติหากพิจารณาเข้าไปก็จะพบปรมัตถ์ หรืออันติมะ ( Ultimate Truth) ดังนั้น ในปรมัตถสัจจ์จึงมีสมมติสัจจ์แฝงอยู่ ในสมมติสัจจ์ก็เช่นเดียวกันมีปรมัตถแฝงอยู่

     สภาวธรรมที่เป็นปรมัตถสัจจ์นั้นในพระพุทธศาสนาแสดงไว้ ๔ อย่าง คือ จิต เจตสิก รูป และนิพพาน ในขณะเดียวกันก็สามารถมองเห็นเป็นสมมติสัจจ์ได้ เช่น จิตในส่วนปรมัตถ์ คือความเป็นธาตุ แต่จิตในส่วนที่เป็นสมมติคือ สิ่งที่เกิดจากจิตซึ่งเห็นได้ทั่วไปทุกหนทุกแห่งอันเกิดมาจากจิต ไม่ว่าจะเป็นรถรา บ้านเรือน เครื่องใช้ไม้สอย เจตสิกในส่วนที่เป็นปรมัตถ์คือความเป็นธาตุ แต่ในส่วนที่เป็นสมมติคือ อาการที่เจตสิกแสดงออก เช่น อาการหน้านิ่วคิ้วขมวด อาการปลื้มปีติ รอยยิ้มบนใบหน้า รวมถึงสิ่งประดิดประดอยและสิ่งที่ถูกทำลายอย่างอนาถ รูปที่เป็นสมมติคือ สิ่งต่างๆ ที่ปรากฏแก่สายตาอันสร้างมาจากดิน น้ำ ไฟ ลม รูปที่เป็นส่วนของปรมัตถ์คือ สภาพแข็ง กระด้าง ยึดเกาะ ซึมซาบ ร้อน เผาไหม้ พยุงไว้ เพิ่มพูน ปฐวีมีอาโปช่วยยึดไว้ เตโชช่วยรักษาสภาพ วาโยช่วยพยุงให้คงรูป ธาตุเหล่านี้สามารถแยกได้ในความคิด แต่ไม่สามารถแยกได้ในความจริง สภาวธรรมเหล่านี้ทั้งหมดเป็นสัจธรรม มีอยู่ตามสภาพหรือตามธรรมชาติของมันเอง ไม่มีใครกำหนดหรือควบคุม มีความเป็นไปอย่างแน่นอน เป็นความจริงที่มีอยู่อย่างเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง และไม่คงที่ และสุดท้ายนิพพานที่เป็นสมมติก็คือ ความเป็นพระอรหันตสาวกที่ยังมีชีวิตอยู่ ส่วนพระนิพพานที่เป็นปรมัตถ์คือ นิพพานธาตุ อันได้แก่สภาพดับสนิทไม่มีกิเลสเหลือ ก็อาการที่เข้าไปทราบชัด เข้าไปพิจารณาเห็นแจ้งสภาวธรรมที่เชื่อมอยู่ระหว่างสมมติและปรมัตถ์ในสิ่งที่ปรากฏ เห็นแจ้งในความเป็นกลางของเหตุและผล การที่เข้าไปเห็นแจ้งอย่างนี้เรียกว่า มัชเฌนปฏิสัมภิทา

มัชเฌนธรรม (หลักการ) และมัชฌิมาปฏิปทา (วิธีการ)

     หลักธรรมทั้งสมมติและปรมัตถ์นั้นเป็นได้ทั้งหลักการและหลักปฏิบัติ หลักธรรมใดที่เป็นไปในส่วนของกระบวนทัศน์ แนวคิด กระแสปรัชญา เป็นความจริงตามเหตุผลบริสุทธิ์ ตามกระบวนการของธรรมชาติ สาธารณ์ไปกับธรรมชาติ มีอยู่อย่างนั้น (ธรรมฐิติ) ไม่เป็นไปตามความต้องการของใคร มีความเที่ยงแท้แน่นอนตามธรรมดา ตามธรรมชาติ (ธรรมนิยาม) หลักธรรมนี้จึงได้ชื่อว่า “ อิทัปปัจจยตา ” ความที่เป็นสัมพัทธธรรมนี้เอง ทำให้ธรรมของพระพุทธเจ้าไม่ตกไปสู่ส่วนสุดข้างใดข้างหนึ่ง ไม่ว่าจะไปอยู่กับสภาพของสภาวธรรมอื่นใด ก็จะเป็นสัมพัทธธรรมของธรรมหมวดนั้นๆ เสมอ ด้วยเหตุนี้ลักษณะของหลักธรรมที่เป็นปรัชญานี้จึงได้ชื่อว่า “ มัชเฌนธรรม ” หลักธรรมแห่งความเป็นกลาง

     อีกประการหนึ่ง หลักธรรมที่เป็นหลักปฏิบัติ มีความสอดคล้องกับหลักมัชเฌนธรรมเสมอ หากหลักธรรมใดไม่สอดคล้องก็ถือว่า ไม่เป็นหลักปฏิบัติที่ตรงต่อการเป้าหมายในพระพุทธศาสนา ยังไม่ถูกต้อง หลักปฏิบัติที่มีความเป็นกลางและมุ่งตรงสู่เป้าหมายในพระพุทธศาสนา ซึ่งก็ได้แก่พระนิพพานในที่สุดนี้ ได้แก่ หลักวิมุตติปฏิปทา หรือเรียกว่า “ มัชฌิมาปฏิปทา ” หลักปฏิบัติที่มีความเป็นกลาง หรือวิมุตติปฏิปทา เป็นวิธีการปฏิบัติที่สอดคล้องกับกระบวนการธรรมชาติ ขณะให้ผลก็ให้ผลตามกระบวนการของธรรมชาติ

     การปฏิบัติ ข้อปฏิบัติ หรือวิธีปฏิบัติ มีศัพท์เฉพาะเรียกว่า ปฏิปทา คำว่า ปฏิปทาในที่นี้มีความหมายจำเพราะหมายถึง ข้อปฏิบัติ วิธีปฏิบัติ หนทาง หรือวิธีดำเนินชีวิตให้บรรลุถึงความดับทุกข์ ปฏิปทาใดที่มีความสอดคล้องกับมัชเฌนธรรม จึงเรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา แปลว่า ข้อปฏิบัติมีในท่ามกลาง หรือเรียกกันง่ายๆ ว่า ทางสายกลาง ทางปฏิบัติที่สอดคล้อง พอเหมาะ พอดีที่จะทำให้เกิดผลตามกระบวนการดับทุกข์ของธรรมชาติ ไม่เอียงไปสุดขอบข้างใดข้างหนึ่ง ทำให้ผู้ปฏิบัติเป็นอารยชน พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ มัชฌิมาปฏิปทานี้ เป็นทางเก่าที่เคยมีท่านผู้เดินทางถูกต้องไปถึงจุดหมายเคยเดินกันมาในกาลก่อนแล้ว พระองค์เพียงแต่ทรงค้นพบแล้วทรงเปิดเผยแก่มวลมนุษย์ ทรงทำหน้าที่แนะนำบอกทางนี้ให้แก่เวไนยชน มรรคาหรือปฏิปทานี้ เป็นวิธีปฏิบัติของมนุษย์ที่จะทำให้เกิดผลตามกระบวนการดับทุกข์ของธรรมชาติ วิมุตติมรรคหรือวิมุตติปฏิปทาได้แก่การรู้กฎธรรมชาติ แล้วนำกฎธรรมชาติมาประยุกต์ใช้เป็นระบบปฏิบัติของมนุษย์นั่นเอง

     กระแสแนวคิด กระบวนทัศน์ ในพระพุทธศาสนานั้น ถือว่าเป็นส่วนของปรัชญา แต่ทั้งนี้ต้องมีหลักปฏิบัติควบคู่กันไป ทั้ง ๒ หลักต้องประกอบพร้อมด้วยความเป็นกลางอยู่ภายในนั้นเสมอ แน่นอนความเป็นกลางในที่นี้มิได้หมายถึงกึ่งกลาง แต่มีความหมายว่า สมดุล พอเหมาะ พอดี ตรงต่อเป้าหมาย ความสมดุลจึงเป็นสิ่งที่วัดอยากที่สุด แนวทางปฏิบัติที่เป็นกลางจึงต้องมีสติและปัญญากำกับอยู่เสมอเพื่อไม่ให้หลุดไปจากมัชฌิมาปฏิปทาและมัชเฌนธรรม ความเป็นผู้ประกอบความด้วยมัชฌิมาปฏิปทาและมัชเฌนธรรม จึงได้ชื่อว่า มัชเฌนปฏิสัมภิทา

     ผู้มีมัชเฌนปฏิสัมภิทาย่อมสามารถเห็นสรรพสิ่งที่ปรากฏทั้งสายเกิดและสายดับได้ แยกย่อยสลายและหลอมรวมได้ ( Factors and Holistics) เป็นไปได้ทั้งอนุโลมคือหลอมรวม และปฏิโลมคือแยกย่อยสลาย ด้วยเหตุนี้สรรพสิ่งจึงเป็นอนัตตา เป็นศูนยตา ดังที่วชิราภิกษุณีกล่าวเป็นคาถาว่า

    ...สัตว์ในกองสังขารล้วนนี้ ย่อมไม่ได้นามว่าสัตว์ ดุจดังส่วนทั้งหลายประกอบกันเข้า จึงเรียกว่ารถย่อมมี ฉันใด เมื่อขันธ์ทั้งหลายยังมีอยู่ การสมมติว่าสัตว์ย่อมมี ฉันนั้น ความจริงทุกข์เท่านั้นย่อมเกิด ทุกข์ย่อมตั้งอยู่และเสื่อมสิ้นไป นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรดับ ”

     แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในก็ชีวิต ในสัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา ร่างกายนี้ประกอบไปด้วยสรีรังคะ ความรู้สึก การจำได้หมายรู้ ความคิดปรุงแต่ง และการรับรู้ รวมเรียกว่า ขันธ์ ๕ การเข้าไปทราบชัดถึงความสัมพันธ์ระหว่างขันธ์แต่ละขันธ์ ทราบความสัมพันธ์ระหว่างรูปกับนาม หรือกายกับใจ กิจกรรมของจิตต้องอาศัยบ่อเกิดจากภายนอก ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และจินตนาการ ที่ผ่านเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เมื่ออารมณ์กระทบขันธ์ กระบวนการทำงานของขันธ์ก็เริ่มทันที นี่คือ มัชเฌนธรรมแห่งขันธ์ที่มีความสมดุล

 

การเข้าไปเห็นการทำหน้าที่ของขันธ์ ๕ เห็นความสมดุลของแต่ละองค์ประกอบของขันธ์ และเห็นความเป็นไปตามหลักของไตรลักษณ์ ไม่คงที่ มีความเปลี่ยนแปลง และไม่มีอะไรยืนโรง ไม่มีอะไรเป็นตัวตน ต่างล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เป็นธรรมฐิติ เป็นธรรมธาตุ ทรงไว้ตามธรรมดา เป็นกฎแห่งสมดุลยภาวะ สภาวะเหล่านี้เป็นกระบวนธรรม (ธรรมปวัตติ) คือ กระบวนแห่งสังขารธรรมทั้งหลาย ได้แก่กระบวนธรรมแห่งรูปและนาม (ขันธปวัตติ) มีลักษณะสัมพันธ์สืบเนื่องส่งกันเป็นทอดๆ เป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่กันและกัน แต่ละเหตุและปัจจัยก็อาศัยกันและกันเกิดขึ้น เป็นทั้งปัจจุปันธรรม (ธรรมที่อาศัยปัจจัยอื่นเกิดขึ้น) และปัจจยุปันนธรรม ธรรมที่เป็นทั้งเหตุและเป็นทั้งผล อาการที่เห็นตามความเป็นจริงในพุทธธรรมเช่นนี้ เรียกว่า เห็นแจ้งในมัชเฌนธรรม หรือเห็นแจ้งในปฏิจจสมุปบาท พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “ ผู้ใดเห็นปฏิจสมุปบาท ผู้นั้นชื่อว่าเป็นเรา ”

     ปฏิจจสมุปบาทนี้เป็นทั้งกฎแห่งสากลจักรวาล และเป็นทั้งกฎแห่งชีวิต เนื่องจากเป็นกฎแห่งความเป็นเช่นนั้นเอง (ตถตา) กฎแห่งความเป็นอย่างนั้น (ยถาภูต) เป็นภาวะที่ไม่คลาดเคลื่อนไปได้ เป็นกฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติ กระบวนธรรมเหล่านี้จะดำเนินไปเรื่อยๆ มีความเป็นเอกเทศ ไม่มีอำนาจพิเศษอะไรแทรกแซง หรือกดดันดลบันดาลให้เป็นอย่างอื่น ไม่ให้เป็นไปตามเหตุปัจจัย การจะเป็นไปเช่นไรก็ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของสภาวธรรมที่มีความสมบูรณ์ในตัว เป็นกฎที่เป็นธรรมชาติ หรือเรียกว่า “ ธรรมนิยาม ” ดังในสังยุตตนิกาย นิทานวรรคว่า

    ...พระตถาคตทั้งหลายเสด็จอุบัติขึ้นก็ตาม ไม่เสด็จอุบัติขึ้นก็ตาม ธาตุอันนั้น คือ ธัมมฐิติ ธัมมนิยาม อิทัปปัจจัย ก็ยังดำรงอยู่ พระตถาคตย่อมตรัสรู้ ย่อมตรัสรู้ทั่วถึงซึ่งธาตุอันนั้น ครั้นแล้ว ย่อมตรัสบอก ทรงแสดงบัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก กระทำให้ตื้น และตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงดู ดังนี้ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ ... เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ... เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ... เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ... เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ... เพราะผัสสะ เป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ... เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ... เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ ... เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป ... เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ... เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร...ภิกษุทั้งหลาย ความจริงแท้ ความไม่คลาดเคลื่อน ความไม่เป็นอย่างอื่นมูลเหตุอันแน่นอนในธาตุอันนั้น ดังพรรณนามาฉะนี้แล เราเรียกว่าปฏิจจสมุปบาท

     การเข้าไปทราบชัดถึงกระบวนการทำงานของสภาวธรรมที่เป็นสัมพัทธธรรมในแต่ละองค์ประกอบเช่นนี้แหละเรียกว่า มัชเฌนปฏิสัมภิทา ความเป็นฉลาดเฉียบแหลมในความเป็นดุลภาพแห่งสรรพสิ่ง

    เมื่อย่อปฏิจจสมุปบาทลงในอริยสัจจ์ ก็จะพบว่า กฎธรรมชาติที่เกิดตามลำดับ เมื่ออวิชชาเกิด สังขารก็เกิด สังขารเกิด วิญญาณก็เกิด เป็นสมุทยวารมัชเฌนธรรม กฎธรรมชาติที่ดับได้ เป็นกระบวนการตามธรรมชาติโดยการดับตามลำดับ ก็เมื่ออวิชชาดับ สังขารดับ วิญญาณดับ นามรูปดับ เป็นต้น เช่นนี้ เป็นนิโรธวารมัชเฌนธรรม สำหรับกระบวนการที่จะทำให้อวิชชาดับ ชื่อว่านิโรธคามินีมัชฌิมาปฏิปทา อันได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ เป็นต้น ผลสรุปของมัชเฌนปฏิสัมภิทาในกระบวนการทั้งสองสายก็คือ การเข้าถึงการดับทุกข์ เปรียบเช่น หลักการและวิธีการดับไฟ หลักการดับไฟคือต้องทำให้ขาดเชื้อ ขาดออกซิเจน ลดอุณหภูมิ วิธีการก็คือ จะทำอย่างไรให้เชื้อหมดไป ใช้เครื่องมืออะไร จะใช้น้ำหรือวัตดุดับไฟชนิดไหน ใช้พนักงานหรืออุปกรณ์อื่นใด เปรียบนิโรธก็คือหลักการดับไฟ ส่วนมรรคคือวิธีดับไฟ และเปรียบเช่นความรู้ในการรักษาโรค กับวิธีลงมือรักษาโรค เช่นเดียวกับความเป็นผู้ฉลาดในการเห็นธรรมชาติที่มีความสัมพันธ์กันของเหตุและปัจจัย เมื่อจะดับทุกข์ก็ดับที่เหตุและปัจจัย

     ทางสำหรับการดับทุกข์ทั้งมวลนั้นเรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา หรือ อัฏฐังคิกมรรค เป็นทางปฏิบัติสายกลาง สมดุล ตรงเป้าหมาย โดยข้อปฏิบัติมี ๘ ประการ โดยส่วนปฏิบัติมี ๓ แต่ละส่วนนั้นมีความสัมพันธ์และสัมพัทธ์กับส่วนอื่นๆ ในแต่ละข้อ อย่างไม่อาจแยกจากกันได้ หากขาดไปข้อใดข้อหนึ่งก็ทำให้ความเป็นกลางลดน้อยลง ทำให้พลาดไปจากเป้าหมายมากขึ้น เมื่อพิจารณาจากองค์ของมรรคก็จะพบว่า ความถึงพร้อมแห่งมรรค หรือมรรคสมังคี อันได้แก่ ความถึงพร้อมแห่งความประพฤติ ความตั้งใจมั่น และการพิจารณา หรือศีล สมาธิ และปัญญาครบ จะเริ่มส่วนไหนก็ได้ ล้วนเป็นจักรที่มุ่งตรงสู่จุดหมายปลายทางทั้งสิ้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “ มรรคาอันเป็นอริยะมีองค์ประกอบ ๘ ประการนี้แล เป็นทางนำไปสู่ความดับแห่งกรรม... ”

ภูมิปัญญาแห่งกระบวนทัศน์ที่ ๕

     กระบวนทัศน์ที่ ๕ (Post Modern Paradigm) ที่เรียกกระบวนทัศน์ที่ ๕ เพราะเป็นกระบวนทัศน์ที่ข้ามพ้นกระบวนทัศน์ที่ ๔ ( Modern Paradigm) คำว่า กระบวนทัศน์ คือกระแสความคิดของคนในยุคๆ หนึ่ง สำหรับกระบวนทัศน์ที่ ๕ ถือว่า เป็นปรัชญาใหม่ เป็นปรัชญาที่มุ่งไปที่ปรัชญาชีวิต เป็นปรัชญาสำหรับมนุษยชาติ ไม่ใช่เป็นเพียงความคิดนามธรรม ( Abstract) เป็นปรัชญาแห่งความสมานฉันท์ ( Harmonization) สามารถประยุกต์ใช้และต้องมีแนวทางปฏิบัติมากที่สุด นี่คือปรัชญาอนาคต และปรัชญาแห่งอนาคตก็คือปรัชญาศาสนานั่นเอง เพราะตัวของปรัชญาเองก็คือศาสนา ตัวศาสนาก็เป็นปรัชญามนุษย์

     หลักการปฏิบัติของกระแสความคิดกระบวนทัศน์ที่ ๕ หรือปรัชญาแห่งอนาคตจึงมุ่งไปที่มนุษย์ มุ่งไปที่ความเข้าใจระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และมนุษย์กับธรรมชาติ มีกระบวนทัศน์องค์รวม ( Holistic Paradigm) การคิดและปฏิบัติเป็นองค์รวมนี้ได้ยินกันบ่อยครั้งจนกลายเป็นกระแสในประเทศไทยก็คือความคิดเชิงบูรณาการ ( Integrated Thinking) ลักษณะของการบูรณาการก็คือ การนำหลายๆ สิ่งมาใช้ประโยชน์ในบางสิ่ง และใช้ประโยชน์จากบางสิ่งกับหลายๆ สิ่ง (To apply everything for something and to apply something for everything) เมื่อดูจากจุดนี้ การบูรณาการยังบกพร่องเพราะขาดหลักการและวิธีการในการบูรณาการ และยังไม่สามารถนำปรัชญาศาสนามาใช้ได้อย่างสมบูรณ์ในเชิงบูรณาการ ที่ว่าขาดหลักการและวิธีการก็เพราะขาดมัชเฌนธรรมและมัชฌิมวิธี

     ยกตัวอย่างเช่น การเรียนการสอนแบบบูรณาการ ( Child Center) เป็นแนวการสอนของกระแสความคิดในกระบวนทัศน์ที่ ๕ จุดประสงค์จะให้เด็กเรียนรู้ในสิ่งเดียวจากหลายสิ่ง และให้เด็กรู้หลายๆ สิ่งจากสิ่งเดียว สมมติครูมีเค้กอยู่ก้อนหนึ่ง จะทำอย่างไรจึงจะใช้ระบบนี้อย่างถูกต้อง ระบบก่อนนั้นครูจะให้เค้กแก่เด็ก เด็กก็คอยจะรับเค้กจากครู พอให้เด็กเป็นศูนย์กลาง ครูก็ให้เด็กมาตักเค้กเอง โดยครูควบคุม อย่างมากก็บอกให้ใช้ช้อน ใช้ซ่อมตัก สุดท้ายเด็กโตก็ได้เยอะ เด็กเล็กก็ได้น้อย บางครั้งก็เกิดการถกเถียงไม่พอใจกันขึ้นเพราะแย่งเค้กนั่นเอง ซึ่งไม่ใช่ลักษณะของวิธีการบูรณาการที่ถูกต้อง ทางที่ถูกคือการแสดงวิธีทำเค้กให้เด็กดู แล้วให้เด็กทำของใครของมัน เมื่อทำเสร็จก็ทานของตนเอง ทั้งภูมิใจทั้งอร่อย ทั้งได้เรียนรู้ หากทำก้อนใหญ่ก็แบ่งเพื่อนได้ มัชเฌนธรรมในเรื่องนี้คือ เค้กเกิดขึ้นได้อย่างไร องค์ประกอบของเค้กมีอะไรบ้าง มัชฌิมวิธีในเรื่องนี้คือ การผสมแต่ละองค์ประกอบของเค้กอย่างพอเหมาะพอดี จึงจะได้เค้กอร่อย ไม่เพียงเฉพาะส่วนผสมที่พอเหมาะพอดี ได้ส่วนเท่านั้น ยังหมายถึงความสะอาดของตัวผู้ทำ ความตั้งใจของผู้ทำ และการตัดสินใจพิจารณาของผู้ทำ (ศีล สมาธิ ปัญญา) ด้วยก็ต้องมีความสมดุล

     กระบวนทัศน์ของมนุษย์มักอยู่ในกระบวนทัศน์ที่ ๑ ถึง ๔ ไม่กระบวนทัศน์ใดก็กระบวนทัศน์หนึ่ง ไม่ตกอยู่ในกระแสอนุรักษ์นิยม (Conservative) ก็อยู่ในกระแสเปลี่ยนแปลงใหม่ ( Modern) กลุ่มอนุรักษ์ก็จะต่อต้านกลุ่มคิดใหม่ ทำใหม่ กลุ่มคิดใหม่ทำใหม่ก็ต่อต้านกลุ่มอนุรักษ์ สังคมโลกกำลังถูกกระแสต่อต้านจากทั้ง ๒ กระแสนี้ทำร้ายอย่างรุนแรง พังกันเป็นประเทศๆ ไป แม้แต่ในประเทศไทยก็ไม่มีข้อยกเว้น บางประเทศกระแสอนุรักษ์ชนะ บางประเทศกระแสเปลี่ยนแปลงใหม่ชนะ บางประเทศผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ ผลอันเกิดจากกระแสการต่อต้านและต่อสู้กันของทั้งสองกระแสทำให้คุณภาพชีวิตและคุณค่าชีวิตของมนุษยชาติลดน้อยลง นี่เป็นความเสื่อมของยุค (Deterioration of Paradigm)

 

คติปรัชญาแห่งกระบวนทัศน์ที่ ๕ “ ไม่ทิ้งอะไร แต่ทบทวนใหม่หมด ” ( Reject non React all) กระบวนทัศน์ที่ ๕ คือกระแสบูรณาการแนวคิดอนุรักษ์และแนวคิดเปลี่ยนแปลง คิดใหม่ ทำใหม่ เปลี่ยนจากต่อต้านเป็นต่อเติม เปลี่ยนจากคู่แข่ง ( Competition) มาเป็นคู่คิด ( Cooperation) เปลี่ยนจากแตกแยก ( Diversion) มาเป็นแตกต่าง ( Differentiation) แต่จะทำให้เกิดบูรณาการได้อย่างไร นี่คือหัวใจสำคัญของนักคิดกระบวนทัศน์ที่ ๕ แม้ว่าตอนนี้จะพยายามแสวงหาแนวทางทดลองทำ ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง ลองผิดลองถูกกันอยู่ บางคนปล่อยให้ทำอะไรได้ตามใจ บางคนนำอะไรมารวมๆ กันไว้ในที่เดียว บางคนผสมผสานเข้ากันเสียเลย คิดว่าเป็นแนวทางกระแสยุคใหม่ ซึ่งแต่ละวิธีการที่ทำล้วนแต่ยังไม่ถูกต้องตามหลักแห่งปรัชญาแห่งกระบวนทัศน์ที่ ๕ แต่กว่าที่จะแสวงหาวิธีการที่ถูกต้อง ก็เกรงว่าจะไม่ทันการณ์ที่จะเยียวยากระแสกระทบของกระบวนทัศน์สองกระบวนทัศน์ได้ เพราะความรุนแรงที่เกิดขึ้นจะทำให้เกิดปัจจัยเบี่ยงเบนขึ้น แม้กระทั่งกระแสใหม่ก็จะถูกกระแสทั้งสองร่วมกันต่อต้านขึ้นมาได้อีก

     กล่าวโดยสรุปคือ เพื่อบูรณาการด้วยหลักแห่งบูรณาการที่แท้คือ มีความสมดุลทั้งนามธรรมและรูปธรรม ทั้งกายและจิต ทั้งหลักการและวิธีการ ไม่สุดโต่งไปด้านใดด้านหนึ่ง นี่คือมัชเฌนปฏิสัมภิทา ภูมิปัญญาแห่งกระบวนทัศน์ที่ ๕

ปรับภาษา : เชื่อมต่อกระบวนทัศน์

     เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์ที่สื่อสารกันด้วยภาษา บางครั้งเรื่องเดียวกัน ก็เข้าใจกันคนละประเด็น คำเดียวกันก็ตีความกันคนละด้าน ดูการตีความของทนายโจทย์และทนายจำเลยเป็นตัวอย่าง บางครั้งเพื่อเอาชนะกันก็หาประเด็นที่ตรงกันข้ามมาหักล้าง ทั้งที่รู้ว่าไม่ถูกต้อง ความเข้าใจต่างกันนี้เกิดมาจากอิทธิพลของภาษาที่เชื่อมไปสู่ฐานของแต่ละบุคคล จึงเห็นว่า เมื่อจะปรับก็ปรับที่ภาษาเพื่อเชื่อมเข้าสู่กระบวนทัศน์ที่ ๕ ได้

     นักปรัชญา Post Modernists ลงความเห็นว่า ภาษาคือตัวปัญหา จุดที่จะข้ามพ้นกระบวนทัศน์ที่ ๔ ได้ก็ต้องอาศัยภาษา หากจะแก้ก็ต้องแก้ที่ภาษา ปัจจุบันภาษาที่ใช้อยู่คือ ภาษาเหตุผล ภาษาคณิตศาสตร์ ภาษาแมทริก ภาษาดิจิตอล เป็นภาษาเหล่านี้คือ ภาษาที่ล้มเหลวในกระบวนทัศน์ที่ผ่านมา เป็นภาษาที่ไม่สัมฤทธิผลในการสื่อสารเพื่อความสงบสุขของมนุษย์ ไม่ใช่ภาษาที่จะข้ามพ้นกรอบกระบวนทัศน์ทั้ง ๔ ได้

     ภาษาทำให้สังคมได้รับผลกระทบโดยไม่รู้ตัว เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดฝ่ายขึ้น ทำให้แตกแยกขึ้น ทำให้ขัดแย้งขึ้น เพราะการไม่เข้าใจความ (อรรถะ) ในภาษา เกิดจากการตีความไปคนละแง่ เช่นคำว่า “ หนูทดลองยา ” มีความซับซ้อนในคำนี้ ฐานแพทย์เข้าใจว่า ใช้หนูทดลองยาที่ปรุงขึ้นเพื่อให้ทราบผล ก่อนจะนำไปใช้จริง ฐานนักสังคม เข้าใจว่า ใช้คนเป็นเครื่องมือการทำงานของตน (เป็นตายร้ายดีก็ช่าง) ฐานนักศาสนาถือเป็นความโหดร้าย ฐานนักเศรษฐกิจ มองไปที่ความคุ้ม สุดคุ้ม ใช้หนูไม่กี่ตัว แต่ได้กำไรมหาศาล ต่างฝ่ายต่างเห็นไปคนละด้าน เพราะเกิดจากขอบเขตทางความคิดของตนต่างกัน (Different Individual Conceptual Horizon) สิ่งที่ปรากฏต่างฝ่ายต่างก็จะบังคับให้แต่ละฝ่ายเห็นและยอมรับในสิ่งที่ตนเห็นและที่ตนต้องการ นี่คือประเด็นปัญหาของภาษาที่เป็นจินตนาการเกิดขึ้นภายในใจของผู้ได้ยินได้ฟังไปคนละแง่ คนละมุม จึงจำเป็นจะต้องตีความให้ทุกคนที่มีขอบเขตต่างกันได้เข้าใจร่วมกัน จะมีภาษาอะไรมาทำหน้าที่นี้

     ภาษาที่เหมาะสำหรับการสื่อสาร และเป็นภาษาสำหรับกระบวนทัศน์ที่ ๕ โดยเฉพาะคือ มัชเฌนสัมพันธภาษา ( Middle Hermeneutics) คือ ภาษาที่ดึงเอาหลักในแต่ละภาษาที่กล่าวถึง (สัมพัทธ์) มาแสดงออกด้วยความรัก ความเมตตา สมดุล ซึ่งก็หมายถึงการนำมาตีความให้เห็นว่า สิ่งที่กำลังสื่อนี้มีความหมายเฉพาะนัยนี้เท่านั้น ไม่หมายไปถึงนัยอื่นทั้งหมด เช่น พระเจ้า ก็หมายเอาเฉพาะพระเจ้าในใจของผู้ที่เชื่อในพระเจ้า และก็เฉพาะพระเจ้านี้เท่านั้น ไม่ใช่พระเจ้าอื่น มิฉะนั้นก็จะถกเถียง ทำลายล้างกันเพียงแค่เพราะไม่ใช่พระเจ้าองค์เดียวกัน นักปรัชญากระบวนทัศน์ที่ ๕ เช่น เกเดอเมอร์ คิดว่าการตีความไม่เข้าถึงความเป็นจริงปรนัย (การคิดอนุอนาน) ไม่เข้าถึงเจตนาของผู้แต่ง ไม่เข้าถึงขอบฟ้าประวัติศาสตร์ ไม่เข้าถึงจิตอสัมพัทธ์ ก็แน่นอนภาษาเป็นเพียงสื่อให้ทราบความหมาย มิใช่เพื่อให้ถึงความจริง การจะเข้าถึงความจริงต้องเข้าถึงด้วยวิธีอื่น

     ความหมายก็มีหลากหลายนัยตามมุมมอง ( Individual Horizon) ดังนั้น เพื่อให้การตีความบรรลุจุดประสงค์มากที่สุดควรแลกเปลี่ยนแบ่งปันทรรศนะแก่กันโดยใช้ภาษาเป็นสื่อ หลักการตีความเพื่อให้บรรลุการผสานขอบฟ้า (ทางความรู้) ก็ด้วยการเสวนาปรัชญาและสนทนาอรรถปริวรรต เป้าหมายมิใช่เพื่อตกลงหาความหมายร่วมกัน แต่เพื่อขยายขอบฟ้า ( Knowledge) ของกันและกัน ให้ขอบฟ้าเหลื่อมกันเกิดการผสานขอบฟ้า ซึ่งมิได้หมายความว่า ผสมเป็นเนื้อเดียวกัน เพียงแต่ขอบฟ้าของคู่เสวนาหันหน้าเข้าหากันจนเหลื่อมกัน แต่ไม่ทำลายกัน เพราะขอบฟ้าของแต่ละคนก็ยังคงเป็นเจ้าของเดิม เพียงแต่ว่าแต่ละฝ่ายต่างก็ฟังขอบข่ายผู้อื่น จากนั้นขยายขอบของตนให้มากขึ้นเรียกว่า ร่ำรวยทางปัญญา ( mutual enrichment) ด้วยเหตุนี้ภาษาจึงเป็นสื่อที่สำคัญและเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้มนุษย์เข้าใจกันดีขึ้น จึงถือว่าเป็นอาวุธของกระแสความคิดในกระบวนทัศน์ที่ ๕

     อย่างไรก็ตาม ภาษาก็ไม่ใช่อยู่ภายใต้การควบคุมผู้พูด ผู้พูดไม่อาจจะควบคุมภาษาได้ตามใจ เพราะภาษามีกฎเกณฑ์เป็นของมันเอง ผู้พูดจะต้องพูดตามเกมภาษา และพูดตามกฎเกณฑ์ของภาษาที่มีอย่างจำกัด พูดนอกเหนือภาษาก็ไม่อาจทำได้ สื่อเหนือภาษาก็ไม่อาจทำได้ เมื่อผู้พูดรู้ศัพท์ รู้ไวยากรณ์ได้เท่าไรก็พูดได้เท่านั้น เมื่อใดมีใครพูดสิ่งที่ไม่เคยได้ยินได้ฟัง ก็ไม่สามารถเข้าใจรับรู้ได้ อีกทั้งยังจะต้องพูดตามตระกูลภาษาในวัฒนธรรมนั้นๆ เพื่อชนชาตินั้น และยังต้องใช้ตามศาสตร์นั้นๆ อีก การใช้ภาษาของศาสตร์หนึ่งไปสื่อภาษาของอีกศาสตร์หนึ่งไม่อาจทำได้ ทำให้เข้าใจกันคนละด้าน เช่นภาษาของพุทธศาสตร์ วิทยาศาสตร์ โหราศาสตร์ รัฐศาสตร์ ภาษาศาสตร์ ไสยศาสตร์ เป็นต้น เช่นคำว่า “ คน ” แต่ละศาสตร์ก็เข้าใจกันคนละนัย น ี ่คือข้อจำกัดของภาษา ผู้ใดคาดหวังจะใช้ภาษาอธิบายทุกสิ่งทุกอย่างให้ได้ นับว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิดอย่างมาก อันเนื่องด้วยข้อจำกัดทางศัพท์และไวยากรณ์ จำกัดต่อความรู้สึก จำกัดต่อการรับรู้ จำกัดต่อการเข้าถึงความจริง จำกัดเพราะต่างศาสตร์ต่างภาษา

พัฒนาอินทรีย์ : แก้เหตุ ผลเปลี่ยน

     จุดตันของแนวคิดกระบวนทัศน์ที่ ๕ คือ ทำอย่างไรจึงจะทำให้ยอมรับขอบฟ้าของผู้อื่น และขยายขอบฟ้าของตนโดยไม่ขัดแย้ง ไม่ว่านักปรัชญา Post Modernists จะพัฒนาเครื่องมือ (ภาษา) ไปได้ไกลสักเพียงไหน แม้จะรู้ต้นตอที่จะเชื่อมต่อและข้ามพ้นกระบวนทัศน์ แต่ถ้าภูมิปัญญา (อินทรีย์ คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา) หรือกระบวนทัศน์ภายในยังไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ถูกอบรมอย่างเต็มที่ ก็คงยังไม่มีผล ถ้าไม่พัฒนาภูมิปัญญาที่อยู่ภายในให้ยกระดับขึ้น นัก Post Modernists ก็จะกลายเป็นกลุ่มคนแปลกในสายตาของผู้อื่น เสมือนคนดีในโรงพยาบาลบ้า นึกย้อนหลังไปถึงความคิดที่แปลกของพระพุทธศาสนาในสมัยที่พราหมณ์และคนทั่วไปยังเชื่อเรื่องวรรณะ สิ่งที่พระเยซูได้รับโทษทัณฑ์ก็เพราะคำสอนที่แปลกออกไปจากสิ่งที่คนรับรู้กันอยู่ สิ่งที่เป็นสาเหตุหลักคือ เพราะมนุษย์มีกิเลส มีตัณหา มีอัตตา มีอหังการ มีมมังการ และมีอุปาทาน

      มีแต่การพัฒนาภูมิปัญญาให้เข้าถึงแก่นปรัชญากระบวนทัศน์ที่ ๕ คือ “ สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสาย ” ( Non-Attachment) เท่านั้นจึงจะทำให้กระบวนทัศน์ใช้ได้ผล วิธีการก็คือ การเข้าไปสู่ความเป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยมัชเฌนปฏิสัมภิทา ได้แก่ เข้าใจอย่างแจ่มชัดในความสมดุล เป็นกลางในสรรพสิ่ง ก็ไม่ทำให้ขัดแย้ง อยู่ร่วมกับธรรมชาติ เมื่อคนกลุ่มหนึ่งเชื่ออย่างนั้น ก็เข้าใจในปรัชญาและบริบทของเขา เฉกเช่น พระอริยะเข้าใจปุถุชน มีแต่ความเห็นใจ เข้าใจ และช่วยเหลือด้วยเมตตา เฉกเช่น พระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมี เฉกเช่นมารดาช่วยเหลือบุตรธิดาเมื่อยังอ่อนวัย เฉกเช่นนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสงสารผู้ประสบโรคภัย ต่างมีแต่จิตใจจะช่วยเหลือผู้อื่นด้วยเมตตา

     ผู้ใดที่ถึงพร้อมด้วยมัชเฌนปฏิสัมภิทา ไม่ว่าจะทำ พูด คิด ล้วนแล้วแต่ยึดความเป็นกลางไว้ได้ รักษาความสมดุลไว้ได้ วางความเข้าใจไว้ได้ ความเป็นกลางนี้จึงตรงต่อจุดประสงค์ ตรงต่อเป้าหมาย ตรงทั้งหลักการและวิธีการ ภาพจินตนาการแห่งความเป็นกลางมีลักษณะเหมือนสามเหลี่ยมปิระมิด ส่วนที่เป็นกลางนั้นยกระดับไปอีกระดับหนึ่ง ได้แก่ ยอดปิระมิดที่อยู่ตรงกลางของทุกด้านไม่ว่ามองจากส่วนไหน หลักการและวิธีการปฏิบัติก็เป็นอย่างนั้น มีความเป็นกลางโดยมองจากแง่ไหนก็ไม่ตกไปสู่ส่วนอื่น และตกไม่ได้เพราะความเป็นกลางนั้นได้อยู่สูงขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง ยอดของมัชเฌนาวุธ อาวุธคือความเป็นกลางนี้จะแทงตลอดเป้าหมายทันที ซึ่งก็ได้แก่ปัญญานั่นเอง

     เมื่อบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยมัชเฌนปฏิสัมภิทา ไม่ว่าจะมองศาสตร์ใดก็มองอย่างทะลุปรุโปร่ง มองอย่างเข้าใจ มองอย่างนายแพทย์ผู้ชำนาญการเห็นอาการของคนไข้แล้วเห็นตัวยาที่จะรักษาและก็เห็นกระบวนการในการรักษา ไม่ผลีผลาม ไม่เอาใจญาติคนไข้ ไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจสิ่งแวดล้อม ไม่มีอคติเข้ามาแทรกแซง อาศัยความเป็นผู้เชี่ยวชาญของตน และอาศัยความถึงพร้อมด้วยมัชเฌนปฏิสัมภิทา สามารถเทียบเคียงหลักการได้อย่างหลากหลาย จะเลือกใช้หลักการและวิธีการที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคนไข้เท่านั้น ไม่ใช่วิธีการเดียวใช้ได้กับทุกคนไข้ แต่หลักการใช้ได้ตลอดไป คือ หลักการแห่งความเป็นผู้มีมัชเฌนปฏิสัมภิทา แต่วิธีการนั้นมองในวิธีของปรากฏการณ์วิทยา (Phenomenology) คือ แง่ประวัติศาสตร์ สังคมศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ก็ได้ จะมองเปรียบเทียบ (Comparative) โดยเทียบเคียงข้อมูลที่มีอยู่ก็ได้ หรือจะใช้วิธีการปรัชญา (Philosophy) วิเคราะห์ตรองด้วยเหตุผลจากเหตุผลของตนเอง หรือจะใช้บทสรุปจากสำนักปรัชญาอื่นก็ได้ ทุกแง่มุมนั้นเชื่อมด้วยมัชเฌนสัมพันธภาษาโดยพิจารณาดูจากตัวบท ( Text) และบริบท ( Context) แล้วตีความดึงจุดที่ดีที่สุดออกมาใช้ เช่น บทของปรากฏการณ์วิทยาว่าอย่างนี้ บทของการเปรียบเทียบว่าอย่างนี้ บทของปรัชญาเป็นอย่างนี้ แต่ละบทก็มีบริบท อาศัยบทและบริบทตีความออกมาว่า จะใช้วิธีไหนกับสถานการณ์อะไรได้ เมื่อมีความเชี่ยวชาญชำนาญ จึงประยุกต์ใช้ได้อย่างเป็นอัตโนมัติคล้ายช่างแกะสลักหยิบจับเครื่องมือโดยไม่ต้องคิดค้นเลย ก็หยิบจับได้ทันที ความพิเศษของวิธีการนี้ก็คือ เมื่อเลือกวิธีการใดวิธีการหนึ่งแล้วไม่ได้หมายความว่า วิธีที่ไม่ได้เลือกใช้ ใช้ไม่ได้ แต่ใช้ได้ไม่ดีที่สุดในกรณี ( Case) นี้เท่านั้น เหมือนช่างแกะสลักเมื่อเลือกอุปกรณ์แกะสลักที่ดีที่สุดแล้ว ไม่ได้ได้หมายความว่า อุปกรณ์อื่นๆ ที่วางอยู่นับร้อยชนิดใช้ไม่ได้ แล้วโยนทิ้งไปแล้วชมเชยอุปกรณ์ชนิดที่ตนใช้อยู่เท่านั้น นับเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ความจริงนายช่างผู้ฉลาดก็ชมเชยในความเหมาะเฉพาะหน้าที่ของอุปกรณ์ทุกอัน ทุกชนิด

     ทายเลอร์ ( Taylor) บอกว่า มนุษย์ต้องการศาสนาไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ในกระบวนทัศน์ไหน ๆ แต่เป็นไปตามลักษณะของกระบวนทัศน์นั้น กระบวนทัศน์ที่ ๑ คนมีการยำเกรงวิญญาณทั้งหลายที่แฝงอยู่ในธรรมชาติและต้องการความคุ้มครองช่วยเหลือ กระบวนทัศน์ที่ ๒ คนเชื่อเรื่องเทพเจ้าผู้คุมกฏของโลกจึงต้องพึ่งพาเทพเจ้า ส่วนกระบวนทัศน์ที่ ๓ ผู้นำศาสนาคือผู้จะพาคนไปเชื่อมกับเทพเจ้า จนทำให้พระมีอำนาจ เข้าใจบทบาทของตนผิดไป และกระบวนทัศน์ที่ ๔ คนไม่เชื่อศาสนาที่เป็นนามธรรม แต่หันมาเชื่อศาสนาที่เป็นรูปธรรม คือความสะดวกที่มาจากวิทยาศาสตร์ จะเห็นว่าแต่ละกระบวนทัศน์ก็มีเอกลักษณ์ของตน การที่ใครสักคนยืนยันในเอกลักษณ์ของตนโจมตีเอกลักษณ์ของผู้อื่นก็เท่ากับกำลังสร้างหายนะขึ้นทันที ด้วยเหตุนี้ชาวกระบวนทัศน์ที่ ๕ จึงมองว่า ทุกกระบวนทัศน์นั้นดีหมด แต่ต้องดูภาระหน้าที่ที่จะใช้ จะใช้กระบวนทัศน์อะไรกับใครก็อยู่ที่การใช้วิธีตีความให้ตรงกับผู้นั้นกับเรื่องนั้น ซึ่งเรื่องนี้ Ludwig Wittgenstein (1889-1951) วิทเกินชทายน์ ยอมรับว่า การตีความเป็นสิ่งจำเป็นแต่ให้สอดคล้องกับบริบทนั้น หากภาษาเปรียบเหมือนเกม แต่ละคนก็ควรเข้าใจกติกาของเกมนั้นๆ ไม่เอาเกมอื่นๆ มาปะปน คือ ถ้าตีความตามกระบวนทัศน์ที่ ๑ ก็ต้องชี้ใช้เห็นว่า มีเรื่องลึกลับบอกไม่ได้อยู่ และชี้ให้เห็นว่า ก็มีสิ่งที่อยู่หลังความลี้ลับนั้นด้วย ค่อยขยับพัฒนาขอบฟ้า พัฒนาอินทรีย์ของคนนั้นไปด้วย จนกว่าจะพัฒนาสูงสุด

กระบวนการพัฒนาไปสู่มัชเฌนปฏิสัมภิทา

     ความเป็นกลาง ความสมดุล ทั้งหลักการและวิธีการมิใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นลอยๆ จะต้องมีกระบวนการพัฒนาอบรม ( Systematic Cultivation) ให้เกิดขึ้น กระบวนการนี้เองเป็นจุดสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้คนหันมาเข้าใจกันและกันได้อย่างไร จะปรับระดับไปสู่การพัฒนากระแสความคิดของคนแต่ละยุคทำได้อย่างไร ทำอย่างไรจึงจะทำให้บุคคลไม่ตกไปสู่กระบวนทัศน์อื่นๆ อย่างฝังหัว ที่พยายามกระทำกันอยู่ก็คือชี้ให้เห็นผลอันจะเกิดจากการยึดถือในกระบวนทัศน์ของตนอย่างเหนียวแน่น สุดท้ายก็ทำลายล้างกัน แต่ไม่ได้บอกกระบวนการพัฒนาให้เข้าถึงกระบวนทัศน์ที่ ๕ ถึงแม้จะทราบว่า “ การยึดมั่นถือมั่นเป็นทางความความทุกข์ ” “ การไม่ยึดมั่นถือมั่นเป็นทางแห่งความสุข ” เปลี่ยนจากแนวคิด “ อิทเมวสัจจัง โมฆมัญญัง มาเป็น สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ ” ก็ตาม แต่กระบวนการพัฒนาสู่จุดปรัชญานี้ยังไม่มี นี่เองที่เป็นจุดบกพร่องของกระบวนทัศน์ที่ ๕ เหล่านี้คือ ปัญหาหลัก และเป็นความยากนักปรัชญาหลังนวยุคกำลังค้นหา ในที่นี้จะแสดงให้เห็นว่า ปัญหาเหล่านั้นมีทางออก

     เมื่อพิจารณาแก่นแท้แห่งกระแสความคิดของกระบวนทัศน์ที่ ๕ ได้แก่ “ การไม่ยึดมั่นถือมั่น ( Non-Attachment)” จะทำอย่างไรจึงจะไม่ยึดมั่นถือมั่น ก็ต้องความเข้าใจความจริง ( Right Thought in the Truth) และมีเมตตาบริสุทธิ์ ( Pure Loving Kindness and Compassion) แต่การจะเข้าใจความจริงและทำให้เกิดความรักบริสุทธิ์ไปสู่ระดับเมตตาได้อย่างไรนั้นมีกระบวนการ ดังนี้

     ประการแรกสุด คือ การยอมรับฟังข้อมูล การรับฟังข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ได้แก่กัลยาณมิตร กัลยาณมิตรในที่นี้เป็นได้ทั้งบุคคลและตำรา เรียกว่า ปรโตโฆสะ การได้ยินได้ฟังจากผู้อื่น (ธัมมสากัจฉา บัณฑิตเสวนา) ความรู้ที่เกิดจากการฟัง การอ่าน การเขียน (สุตมยปัญญา)จากนั้นก็นำข้อมูลต่างๆ ไปพิจารณาโดยอุบายอันแยบคายด้วยตนเอง เรียกว่า โยนิโสมนสิการ ( Self Realization) ว่าสิ่งที่ได้เห็น ได้ยิน ได้ฟัง นั้นควรค่าแก่การปฏิบัติ เชื่อถือหรือไม่ โดยการเทียบเคียงหลักการ ๘ ประการ ได้แก่ สิ่งนั้น เรื่องนั้น นำไปสู่อารมณ์ผ่อนคลาย ปล่อยวาง เสียสละ มักน้อย สันโดษ สงบ บำเพ็ญเพียร และใช้ชีวิตเรียบง่ายหรือไม่ นักปราชญ์ ราชบัณฑิตสรรเสริญหรือไม่ เมื่อเทียบเคียงได้อย่างนี้ก็ลงมือปฏิบัติได้ หากมีประเด็นใดน่าสงสัย ก็ใช้หลักสังเกตดังที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้ในเกสปุตตสูตรว่า อย่าเชื่อโดยยืนยันส่วนใดส่วนหนึ่ง แต่ให้เชื่อเมื่อพิจารณารู้ด้วยตนนั่นแลว่า สิ่งนั้นเป็นอกุศลธรรม มีโทษ ผู้รู้ติเตียน ไม่เป็นประโยชน์ เป็นทุกข์ ก็ให้ละทิ้ง เลิกปฏิบัติ แต่ตรงกันข้าม สิ่งใดเป็นกุศล มีประโยชน์ ผู้รู้สรรเสริญ ก็ควรประพฤติให้เต็มที่ ย่อมนำไปเพื่อความสุข นอกจากนั้นจะต้องมีใจประกอบด้วยอัปปมัญญา ๔ ประการคือ มีเมตตา มีกรุณา มีมุทิตา และมีอุเบกขา

     ประการต่อไป ให้ใช้หลักมัชฌิมาปฏิปทา หรือวิมุตติปฏิปทา ได้แก่แนวทางของการควบคุมตนเอง การมีสติอยู่ทุกเมื่อ และการพิจารณาเห็นแจ้งด้วยปัญญาตามความเป็นจริง หลักการควบคุมตนเอง ก็คือ หลักแห่งการระมัดระวังกาย วาจาและใจ ระวังกายคือ ไม่เบียดเบียนสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่แย่งชิงคนรัก คนหวงแหนของผู้อื่น ระวังวาจาได้แก่ ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้า ไม่พูดคำหยาบ และระวังใจได้แก่ ไม่คิดอยากได้ของผู้อื่น ไม่พยาบาทคิดปองร้ายผู้อื่น ไม่คิดเห็นผิดเป็นชอบ เมื่อปฏิบัติตามกรอบของศีลธรรมได้ ก็เข้าสู่กระบวนการพัฒนาสติโดยการระลึกอยู่รู้ในตนทุกขณะที่ทำ พูด และคิด อย่างชัดเจน จากนั้นให้ใช้สติที่ปราดเปรียวรู้เท่าทันสิ่งที่เคลื่อนไหว เห็นตลอดสาย ดุจดังนายแพทย์ผู้ฉลาดรักษาโรค ดุจดังนายช่างผู้สร้างบ้าน ดุจดังจิตรกรวาดภาพ ที่เห็นตลอดในทุกส่วนของเรื่องนั้นๆ

     มัชฌิมาปฏิปทานี้สามารถเลือกใช้ได้ทุกส่วน จะเริ่มจากส่วนไหน หรือองค์ประกอบใดได้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับบริบทที่ปรากฏในขณะนั้น ไม่ว่าจะเริ่มที่มีความเห็นที่ถูกต้องตามคลองธรรม คิดอย่างมีความพรหมวิหาร พูดจาไพเราะ ทำด้วยความระมัดระวัง พากเพียรเลิกสิ่งไม่ดี ทำสิ่งดี รักษาสิ่งที่ดีไว้ และระวังไม่ให้สิ่งไม่ดีเข้ามาอีก ฝึกสติให้เข้มแข็ง ดำรงสภาวะที่มั่นคงทางจิตไว้ไม่ให้กระเพื่อม ทุกองค์ประกอบจะสัมพันธ์กันและกันกลายเป็นพลวัตที่มีอานุภาพ นี่คือกระบวนทางฝึกฝนอบรมมัชฌิมาให้เป็นมัชเฌนปฏิสัมภิทา

     ใช้หลักทฤษฎี “ ไตรวัต ” ได้แก่ “ สงบ มั่นคง พิจารณา ” แล้วหมุนไปทุกด้าน ทุกส่วน ทุกองค์ประกอบ เมื่อปฏิบัติตามนี้ได้ ชื่อว่า เข้าสู่คลองแห่งมัชฌิมาปฏิปทา ในขณะที่ปฏิบัติอยู่จะไม่เห็นสภาพความสมดุลและความเป็นกลาง แต่เมื่อถอนตัวออกมาจากการปฏิบัติแล้วมองลงไป จะพบว่า ทุกองค์ประกอบจะสัมพันธ์กันอย่างยิ่ง และจะเกื้อหนุน ส่งเสริมกันและกันเพื่อให้มีพลัง เข้าถึงเป้าหมาย แกนกลางของทั้งสามองค์ประกอบคือ ศีล สมาธิ และปัญญา แล้วใช้หมุนไปทั่วทิศก็สามารถจะเป็นแกนกลางของกระบวนทัศน์ที่ ๕ ได้ ไม่มีทางอื่น นอกจากทางนี้ เพราะทางนี้เป็นทางที่เจาะเข้าไปภายในแล้วขยายมาสู่ภายนอก เมื่ออินทรีย์เป็นกระบวนทัศน์ที่ ๕ การแสดงออกภายนอกก็จะเป็นกระบวนทัศน์ที่ ๕ เอง มิฉะนั้นก็เข้าตำรา พูดอย่าง ทำอย่าง ปากบอกไม่ยึดมั่นถือมั่น บอกเป็นนักคิดหลังนวยุค แต่กลับพูดให้ผู้อื่นทำ ตนเองไม่ทำ มีแต่คุณ นะ ทำ ไม่ใช่คุณธรรม วิพากษ์วิจารณ์แนวคิดผู้อื่น แต่แนวคิดตนใครแตะต้องไม่ได้ สิ่งใดที่เป็นประโยชน์แก่ตนสมควรทำ ที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นกลับไม่ทำ กลายเป็นกระบวนทัศน์จอมปลอม เป็นกระบวนทัศน์แกมโกง ( Cunning Paradigm) ไม่เป็นกระบวนทัศน์แห่งสัจจะ ( Truth Paradigm) ไม่ทนต่อการพิสูจน์ หากพัฒนาตนเป็นคนกระบวนทัศน์ที่ ๕ โดยมีความเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยมัชเฌนปฏิสัมภิทา ไม่ว่าจะทำ พูด คิด ก็เปี่ยมด้วยคุณค่า ทนต่อการพิสูจน์ เข้าถึงโลกแห่งสัจจะเดียวกัน เป็นกระบวนทัศน์ที่ข้ามพ้นกระบวนทัศน์ ( Supra-Mundane Paradigm) ในที่สุด ไม่ว่าทำเมื่อใดก็เห็นผลเมื่อนั้น

สรุป

     กระบวนการในการเข้าถึงกระบวนทัศน์ที่ ๕ จะต้องเกิดจากการเพาะบ่มตามธรรมชาติ โดยการพิจารณาให้เห็นถึงความเป็นธรรมชาติกับทางธรรมชาติ เมื่อความเป็นธรรมชาติทั้งสองมาปรับเข้าหากันจึงไม่มีอะไรแปลกปลอม นั่นคือ หลักมัชเฌนธรรมที่มีอยู่ตามธรรมชาติ และหลักมัชฌิมาปฏิปทาก็เป็นวิธีธรรมชาติ เนื่องเพราะมนุษย์มีจิตไม่เป็นธรรมชาติ เพราะมนุษย์ถูกหล่อหลอมด้วยศรัทธา ศาสนา การศึกษา วัฒนธรรม ประเพณี กระแสวัตถุ กระแสบริโภค ทำให้ยากในการจะทำตนให้เป็นธรรมชาติได้ เมื่อใดก็ตามที่ยึดความเป็นกลางไว้ ความเป็นกลางที่เกิดจากการสั่งสม เพาะบ่มอย่างเต็มที่ ทั้งหลักการและวิธีการกลาง ก็จะทำให้เป็นผู้มีความสมบูรณ์ด้วยความเป็นกลาง เมื่อนั้นไม่ว่าอยู่ที่ไหนอย่างไร ก็จะจัดการกับทุกสิ่งด้วยความเป็นกลาง ตรงเป้าหมาย และสมดุล

     หลักการที่คงที่ แน่นอนคือหลักของมัชเฌนธรรม การจะเข้าถึงมัชเฌนธรรมได้ก็ต้องอาศัยหลักปฏิบัตินิโรธคามินีปฏิปทา ซึ่งเป็นมัชฌิมาปฏิปทา สรุปออกมาได้เป็น สงบ มั่นคง และตัดสินหยั่งลงเฉียบพลัน (ศีล สมาธิ และปัญญา) สรรพสิ่งทั้งหลายก็ไม่นอกไปจากนี้ เพราะนี่คือหลักสากลจักรวาลที่เป็นไปทั้งภาวะและอภาวะ

     การจะทำลายความยึดมั่นถือมั่นได้ก็ต้องเห็นแจ้งในกระบวนการเกิดและกระบวนการดับก่อน มิฉะนั้นก็ไม่อาจทำลายได้ กระบวนการเกิดทำให้เห็นความไม่เป็นอุจเฉททิฏฐิ คือ ความคิดที่เป็นขาดสูญ ( Nihilism) บริโภคนิยม ทุนนิยม วัตถุนิยม กระบวนการดับทำให้เห็นความไม่เป็นสัสสตทิฏฐิ คือ ความคิดที่เป็นตัวตนเที่ยงแท้ ( The-Absolutism) เทวนิยม ศาสนนิยม อมตนิยม จากนั้นก็ต้องเข้าสู่กระบวนการฝึกฝนอบรมกายและใจตามกระบวนการสายกลาง

    แน่นอนสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับมนุษย์ก็คือ การสื่อสาร ให้ใช้ภาษามัชเฌนสัมพันธ์ในการสื่อสารให้มากที่สุด ได้แก่ การไม่ละทิ้งอะไร แต่ทบทวนใหม่ สิ่งใดดีที่สุดในจำนวนสิ่งทั้งหลาย ก็ใช้สิ่งนั้น นอกจากนั้นก็ปล่อยไว้ก่อนรอให้มีโอกาสได้ใช้วิธีการนั้นๆ ก่อนค่อยเลือก ให้ใช้หลักการเดียวกับ “The best thing is the best in Duty” ไม่ใช้ผิดประเภท หูก็ทำหน้าที่หูได้ดีที่สุด การใช้หูดูก็ผิดประเภท จะโทษหูว่าดูไม่ดีไม่ได้ ไม่เป็นไปตามหลักมัชเฌนวิธี ในบุคคลคนหนึ่ง สาขาวิชาหนึ่ง ศาสตร์หนึ่ง สังคมหนึ่ง ประเทศหนึ่ง ย่อมมีความสามารถหลากหลายเมื่อต้องใช้ทำอะไร ตรงนี้แหละที่จะต้องมาร่วมกันตีความเพื่อหาทางที่ดีที่สุดของเขามาให้ แล้วเก็บส่วนอื่นไว้อย่างนั้น

    อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะตีความอย่างไร ใช้วิธีไหน ก็ต้องมีมัชเฌนปฏิสัมภิทากำกับ สิ่งนั้นก็ไม่ไกลไปจากความสำเร็จ เพื่อป้องกันการผิดพลาดทุกครั้งให้ยึดถือหลักตรวจสอบ ๘ ประการ หลักคำนึงถึงข้อสงสัย ๑๐ ประการ และหลักการวางจิต ๔ ประการ เท่านี้ก็เป็นชาวกระบวนทัศน์ที่ ๕ เต็มตัวและเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยมัชเฌนปฏิสัมภิทาโดยแท้

v v v v v v

เอกสารอ้างอิง

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐, ๑๒, ๑๕, ๑๖, ๑๗, ๒๐, ๒๑, ๒๒

อรรถกถาทีฆนิกายและอรรถกถาอังคุตตรนิกาย

ปกรณวิเศษวิสุทธิมรรค

อภิธัมมัตถสังคหะ เล่ม ๑

กีรติ บุญเจือ. อรรถปริวรรต คู่เวรคู่กรรมปรัชญาหลังนวยุค. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๙.

ศาสนาอรรถปริวรรตของมนุษยชาติ (ช่วงพหุนิยม). กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ฐานบัณฑิต. คณะศาสนาและปรัชญา มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น, ๒๕๔๖.

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย. สาส์นจาก บก. วารสารบัณฑิตศาส์น มมร. ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๘ พฤศจิกายน-เมษายน. ๒๕๔๙.

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย. สาส์นจาก บก. วารสารบัณฑิตศาส์น มมร. ปีที่ ๔ ฉบับที่ ๗ พฤษภาคม-ตุลาคม. ๒๕๔๘.

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม. กรุงเทพมหานคร : บริษัท เอส.อาร์.พริ้นติ้ง แมส โปรดักส์ จำกัด. ๒๕๔๘.

.พุทธธรรม. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๖.

สุเชาวน์ พลอยชุม. พุทธปรัชญาในสุตตันตปิฎก.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. ๒๕๔๙.

Buddhist Hermeneutics. Edited by Donald S Lopes, Jr. Honolulu: University of Hawaii Press. 1988.

Phra Prayuth Payutto. Buddhadhamma. Tr.by Brant A Olson. New York: State University of New York Press, 1995.

The Magic of Thinking Big. David J.Shwartz, Tr. ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร. กรุงเทพมหานคร : บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน). ๒๕๔๔.

http://www.marxists.org/reference/archive/feuerbach/works/future/future2.html

ผู้ที่นำบทความนี้ไปใช้ประโยชน์ทางวิชาการ เผยแพร่ หรืออ้างอิง โดยต้องไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของบทความ และกรุณาอ้างอิงแหล่งที่มาตามสมควร โดยระบุถึงเว็บไซต์ www.phd.mbu.ac.th

 

 

             ประวัติผู้รวบรวมเรียบเรียงเขียน

ชื่อสกุล                        นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี

วันเดือนปีเกิด             วันพฤหัสที่    กันยายน  พ.ศ. ๒๕๐๒

ที่อยู่ปัจจุบัน                  ๔๓/๑๒ ถนนพุทธมณฑลสาย ๓ เขตบางแค

                                กรุงเทพมหานคร

วุฒิการศึกษา                                                                               

มัธยมศึกษาสายสามัญโรงเรียนวัดราชาธิวาส แผนกวิทย์

นิติศาสตร์บัณฑิต   สมาชิกวิสามัญแห่งเนติบัณฑิตยสภา

พุทธศาสนศึกษามหาบัณฑิต มหามกุฎราชวิทยาลัย

ประสบการณ์การทำงาน

รับราชการที่มหาวิทยาลัยมหิดล คณะสาธารณะสุขศาสตร์

เป็นผู้ช่วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุทัยธานี

เป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท พีไทย อาคิเต็คฯ  จำกัด

เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท เอสเอสโกลเด้นท์แลนด์ จำกัด

เป็นเลขาธิการสมาพันธ์ชมรมวิทยุสมัครเล่นกรุงเทพมหานคร

ประธานชมรมนักกฎหมายวิทยุสมัครเล่น

บรรณาธิการฝ่ายกฎหมายนิตยสารQRZ

กรรมการฯการสื่อสาร(CAT)

กิจการทางพระพุทธศาสนา

เป็นกรรมการบริหารพุทธธรรมรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎรสังกัดคณะกรรมาธิการศาสนาวัฒนธรรมสภาผู้แทนราษฎร

เป็นกรรมการชมรมพิทักษ์พระพุทธศาสนา

ประธานชมรมวิทยากรพิทักษ์พระพุทธศาสนา รุ่น ๔                                

เป็นนักจัดรายการวิทยุใน รายการไขปัญหาชาวพุทธ  รายการรู้ธรรมนำปฎิบัติ, รายการบำเพ็ญบุญบารมีสถานีวิทยุเพื่อพระพุทธศาสนาธรรมะพล ๑ AM ๑๔๒๒ MKz

เป็นเวบมาสเตอร์ จัดทำโฮมเพจให้องค์กรพุทธ ฯ หลายแห่ง

อาจารย์พิเศษสอนระดับปริญญาโทและเป็นวิทยากรและผู้บรรยายในสถาบันการศึกษาหลายแห่ง

ผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาและ

ผู้อำนวยการโครงการจัดทำหลักสูตรการศึกษาโดยสื่อทางไกลของมูลนิธิเบญจนิกาย

พศ ๒๕๓๖ – ปัจจุบัน   เป็นกรรมการบริหารมูลนิธิเบญจนิกาย

พศ ๒๕๕๐ – ปัจจุบัน   เป็นกรรมการบริหารมูลนิธิพุทธางกูร

พศ ๒๕๕๐ – ปัจจุบัน   เป็นกรรมการบริหารสมาคมนักเรียนเก่า ร.ร.วัดราชาธิวาส

ตำแหน่ง/สถานที่ทำงาน ปัจจุบัน  ทำงานบริษัทในเครือ บริษัท สหวิริยา กรุ๊ป ตำแหน่งผู้จัดการสำนักกฎหมาย ฝ่ายบริหารบริษัท