พ4.1.gif

วารสารบำเพ็ญบุญบารมี

การเผยแผ่พระพุทธศาสนา

การเรียนการสอนในทางพุทธศาสตร์

การเรียนหรือการศึกษา

หลักอริยสัจเป็นหลักคำสอนที่สูงสุดทางด้านจิตใจ

การเข้าใจไตรลักษณ์คือการเข้าใจในโลกธรรม

มารู้จักสติปัฏฐาน ๔

การเกิดขึ้นของสังขารโดยความไม่ขวนขวาย(อพยาปารนัย)

การใช้อริยสัจในชีวิตประจำวัน

การกำเนิดโลกและมนุษย์

การเข้าใจไตรลักษณ์คือการเข้าใจความจริงสูงสุด

การแบ่งประเภทศิลปะของพระพุทธรูป

การกำหนดนิพพานใน ๒ ลักษณะ

การค้นหาความจริง

การดับกิเลส

 

 

 

BUMPENBUNBARAME JOURNAL

 

 

สารบัญ

การเผยแผ่พระพุทธศาสนา

การเรียนการสอนในทางพุทธศาสตร์

การเรียนหรือการศึกษา

หลักอริยสัจเป็นหลักคำสอนที่สูงสุดทางด้านจิตใจ

การเข้าใจไตรลักษณ์คือการเข้าใจในโลกธรรม

มารู้จักสติปัฏฐาน ๔

การเกิดขึ้นของสังขารโดยความไม่ขวนขวาย(อพยาปารนัย)

การใช้อริยสัจในชีวิตประจำวัน

การกำเนิดโลกและมนุษย์

การเข้าใจไตรลักษณ์คือการเข้าใจความจริงสูงสุด

การแบ่งประเภทศิลปะของพระพุทธรูป

การกำหนดนิพพานใน ๒ ลักษณะ

การค้นหาความจริง

การดับกิเลส

 

 

 

 

การเผยแผ่พระพุทธศาสนา

 

ศาสนาทุก ๆ ศาสนาในโลกนี้  ที่สามารถดำรงอยู่ได้และเจริญก้าวหน้าในปัจจุบัน  นอกจากอาศัยหลักธรรมที่เข้าถึงจิตใจและช่วยเหลือมนุษย์ให้พ้นจากความทุกข์ในชีวิตแล้ว  ยังต้องอาศัยหลักการและวิธีการเผยแผ่พระศาสนาที่มีประสิทธิภาพด้วย  พระพุทธศาสนาก็เช่นเดียวกัน  พระพุทธองค์ได้ทรงให้ความสำคัญกับการเผยแผ่พระศาสนาเป็นอย่างมาก   โดยสามารถศึกษาได้จากพุทธประสงค์ที่พระองค์ทรงประทานแก่พระอรหันต์ ๖๑ องค์ที่จะไปเผยแผ่พระศาสนาในยุคแรกว่า  ภิกษุทั้งหลาย  พวกเธอจงจาริกไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมากเถิด เป็นต้น   และพุทธจริยาที่พระองค์ทรงบำเพ็ญตลอด ๔๕ พรรษา คือ  เวลาเช้าเสด็จออกบิณฑบาต  เพื่อเป็นการโปรดสัตว์โลกผู้ต้องการบุญ  ในเวลาเย็นทรงแสดงธรรมแก่คนผู้สนใจในการฟังธรรม  ในเวลาค่ำ ทรงประทานพระโอวาท ให้กรรมฐานแก่ภิกษุทั้งหลาย  ในเวลาเที่ยงคืน ทรงแสดงธรรมและตอบปัญหาแก่เทวดาทั้งหลาย  และในเวลาใกล้รุ่ง  ทรงตรวจดูสัตว์โลก ที่อาจจะรู้ธรรมซึ่งพระองค์ทรงแสดง แล้วได้รับผลตามสมควรแก่อุปนิสัยบารมีของคนเหล่านั้น    ข้อนี้จึงชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่พระองค์ทรงบำเพ็ญ  และนอกจากนี้  พระสาวกสาวิกาก็ประพฤติตนตามพุทธจริยาและเป็นกำลังสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างมีประสิทธิภาพ  ดังนั้น  พระพุทธศาสนาจึงสามารถดำรงอยู่และเจริญรุ่งเรืองมาจนถึงปัจจุบันนี้

การเผยแผ่พระพุทธศาสนา เป้าหมายอยู่ที่ปลูกฝังให้พุทธศาสนิกชนมีคุณธรรมจริยธรรมในการดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างปกติสุขเป็นเบื้องต้น  และการบรรลุมรรคผลนิพพานเป็นจุดสูงสุด  ดังนั้น  การเผยแผ่พระศาสนาจึงเป็นหน้าที่ที่สำคัญ  ซึ่งบุคลากรในพระพุทธศาสนาไม่ว่าจะเป็นพระภิกษุ  ภิกษุณี  อุบาสก  หรืออุบาสิกาจะต้องเอาใจใส่และให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

        แต่ปัญหาการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในปัจจุบัน  คือบุคลากรทางพระพุทธศาสนาขาดกลวิธีและอุบายในการเผยแผ่ซึ่งเหมาะสมกับยุคสมัยของคนในสังคมปัจจุบันและมักจะมีเป้าหมายในการเผยแผ่อยู่ที่ชักชวนให้ทำบุญบริจาคทานเป็นส่วนมาก  ดังจะเห็นได้จากการเผยแผ่ธรรมะทางสื่อวิทยุกระจายเสียงในปัจจุบัน  และนอกจากนี้ บทบาทและการวางตัวของนักเผยแผ่ที่มีต่อบุคลากรทางศาสนาและสาสนิกชนของศาสนาอื่นที่ไม่เหมาะสม ยังอาจจะทำให้เกิดผลเสียต่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาได้  ศึกษาวิเคราะห์วิธีการเผยแผ่ของพระพุทธองค์และหลักการที่พระองค์ทรงวางไว้ที่เรียกว่าหลักโอวาทปาติโมกข์  รวมทั้งวิธีการนำหลักปาติโมกข์มาใช้ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในปัจจุบันด้วย  เพื่อเป็นประโยชน์ต่อความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาต่อไปในอนาคต

              @@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@2

 

 

การเรียนการสอนในทางพุทธศาสตร์

 

กำหนดได้    ระดับคือ

          .  ระดับโลกุตตรธรรม  ที่มุ่งประโยชน์สูงสุด  คือ  หมดทุกข์โดยสิ้นเชิงเป็นหนทางสู่ภาวะการไม่ปรุงแต่ง

          .  ระดับโลกียธรรม  หรือเรียกอีกลักษณะหนึ่งว่าระดับศีลธรรม  ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ปัจจุบัน  และประโยชน์ภายหน้า  (ภพหน้า)  เป็นหนทางสู่ภาวะชีวิตที่ทุกข์น้อยลง  ด้วยการเป็นอยู่และสัมพันธ์กับชีวิตอื่นลักษณะเบียดเบียนกันน้อยลง  เกื้อกูลกันและกันมากขึ้น

          สภาพจัดการเรียนการสอนในพุทธศาสนา  ให้ความสำคัญกับทั้งเหตุและปัจจัยทั้งภายนอกและภายใน  เพราะต่างมีผลต่อลักษณะและทิศทางของการเรียนรู้และการรู้ได้มาก  คือเหตุนั้นเป็นการปรุงแต่งให้แต่ละชีวิตมีรายละเอียดที่แตกต่างกันอย่างหลากหลาย  มีปัจจัยภายในแตกต่างกันหลายลักษณะ  เช่น  มีสัญญาเดิม  มีศรัทธาที่ต่างกัน  ศักยภาพของความเพียร  สติ  สมาธิ  และปัญญา  (โยนิโสมนสิการ)  มีต่างกัน  อีกทั้งเหตุเดิมจะมีผลต่อโอกาสการพบปัจจัยใหม่ที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ต่างกัน  ผู้เรียนแต่ละคนจึงมีลักษณะเฉพาะตนที่ต้องการวิธีการสอนที่มีลักษณะสอดคล้องกับตน  ทั้งปัจจัยภายนอกหรือสภาพแวดล้อม  ทั้งสภาพแวดล้อมเชิงชีวิตสังคมและสภาพแวดล้อมกายภาพเชิงวัตถุ  ล้วนมีผลต่อลักษณะและทิศทางการเรียนรู้ได้  ทำนองเดียวกันกับปัจจัยภายใน  เช่น  สัญญาดังที่กล่าวแล้วข้างต้น  โดยปัจจัยภายนอกที่ดีที่สำคัญ  คือ  ปัจจัยทางชีวิต  สังคม  เช่น  พ่อ  แม่  พี่น้อง  ครูอาจารย์  และแม้ผู้คนรอบข้างในสังคม  ควรมีลักษณะเป็นกัลยาณมิตร  เพราะกัลยาณมิตรมีความสำคัญต่อการชี้นำและส่งเสริมการเรียนรู้ที่ถูกที่ควรได้มาก  ส่วนปัจจัยภายนอกทางกายภาพก็มีส่วนสนับสนุนการเรียนรู้ให้เป็นไปได้ดี  ถ้าสิ่งแวดล้อมทางกายภาพนั้นมีลักษณะเหมาะสม  (สัปปายะ)  อย่างไรก็ตาม  สิ่งแวดล้อมทางวัตถุมีลักษณะที่ต้องการการจัดการ  ทั้งการแสวงหา  การดูแลรักษา  และการปรับใช้  หลักสันโดษ  และการรู้ประมาณในการบริโภค  มีความจำเป็นต้องนำมาเป็นหลักในการจัดการกับสิ่งแวดล้อมทางวัตถุด้วย  เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด  และคุณค่าที่แท้ของวัตถุนั้นโดยไม่เสียเวลากับการแสวงหาและดูแลรักษาวัตถุนั้นมาก

 

ไปการศึกษามีความสำคัญต่อการสร้างหรือพัฒนาคนให้เกิดความรู้  ความคิด  มีความเข้าใจทั้งด้านวิชาการและด้านวัฒนธรรม  อันนำไปสู่การประพฤติปฏิบัติที่เหมาะสม  แล้วส่งผลต่อความเจริญก้าวหน้าของบุคคล  สังคม  และประเทศชาติได้  ซึ่งความสำเร็จในการจัดการศึกษานั้น  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี  ได้ทรงบรรยายเรื่อง  “แนวโน้มการจัดการเรียนการสอนเพื่อการเรียนรู้ในทศวรรษหน้า”[1]  ไว้ตอนหนึ่งว่า  “การศึกษาคือการพัฒนาคน  พัฒนาชาติ  ให้คนมีความรู้ที่จะสามารถสร้างตนให้มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมสูงขึ้น  สร้างชาติให้อยู่อย่างมีความสุขและรุ่งเรืองได้”

          การพัฒนาคนด้วยการศึกษานี้  ก็เพื่อพัฒนาให้คนมีความรู้ในเรื่องต่อไปนี้

          ประการที่    เรียนรู้ให้อ่านออกเขียนได้เพื่อจะได้รู้และแพร่ข่าวสารได้

          ประการที่    เรียนรู้ให้มีอาชีพ  คือสามารถทำงานเลี้ยงตัวได้  ให้มีความเชี่ยวชาญในวิชาชีพ  และรู้จักปรับปรุงพัฒนาความรู้ของตนให้ดีขึ้น

          ประการที่ ๓ รู้จักดำรงตนให้สมฐานะความเป็นมนุษย์อยู่อย่างสมคุณค่าความเป็นมนุษ  มีศักดิ์ศรี  ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์  รู้จักใช้ชีวิตให้มีคุณค่า  ใช้สติคิดพินิจในการดำรงตน

          ประการที่    การมีคุณธรรมกำกับความรู้  เพื่อให้อยู่ร่วมกันในสังคมนี้ได้  เช่น  การไม่เอาเปรียบกันจนเกินไป  การปฏิบัติตามกฏหมายหรือกฏเกณฑ์  การมีวินัยในตนเอง  และการมีหลักการดำรงชีวิตอย่างมั่นคงปลอดภัย

          ประการที่    ต้องสามารถที่จะปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่นได้  มีความเข้าใจผู้อื่น  สามารถขจัดหรือลดความขัดแย้ง  ซึ่งเป็นฐานเบื้องต้นในการแก้ไขข้อขัดแย้งและสร้างสันติภาพทั้งในระดับประเทศและระดับประชาคมระหว่างประเทศสืบต่อไป

          ประการที่    ต้องมีความรู้ที่จะประหยัดใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม  เป็นเรื่องสำคัญของทศวรรษ  ศตวรรษ  และสหัสวรรษหน้า  ที่ประชากรมีแต่เพิ่มขึ้น  ในขณะที่ทรัพยากรไม่ได้เพิ่มตามไปด้วย  หรือเพิ่มแต่ช้ากว่าจำนวนประชากร

              

การเรียนหรือการศึกษา

 

การเรียนหรือการศึกษาหรือการเรียนมากรู้มากตามหลักพุทธจริยศาสตร์เรียกว่า “พาหุสัจจะ”ความเป็นผู้ได้ยินได้ฟังมาก หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ความคงแก่เรียน  ความคงแก่เรียน สอนให้คนรู้จักประมาณเป็นสำคัญ ความเป็นผู้รู้จักประมาณสอนให้คนรู้จักควบคุมชีวิต ให้ประพฤติในสิ่งที่ควรประพฤติ เว้นสิ่งที่ควรเว้นและไม่ให้มุ่งหมายอยู่แต่ความรู้อย่างเดียว แต่ให้มุ่งมั่นทำความเจริญก้าวหน้าแก่ชีวิตจิตใจเพราะตัวจักรสำคัญของคนเราคือจิตใจ เมื่อคนเรามีร่างกายแข็งแรง สมองว่องไว ประสาทคล่องแคล่วจิตใจเข้มแข็งแล้วย่อมสามารถประกอบสรรพกิจให้สำเร็จได้

) การเป็นพาหุสัจจะ ความหมายของการเป็นพาหุสัจจะ คือ การเป็นผู้สดับตรับฟังสิ่งที่ดีๆ มามากนั้น ได้มีท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวนิยามไว้ดังนี้ความเป็นผู้มีสุตะมาก ชื่อว่า พาหุสัจจะ ความเป็นผู้ฉลาดในหัตถกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ศิลปะ

ความเป็นผู้มีสุตะมาก ชื่อพาหุสัจจะ โดยอรรถ พาหุสัจจะ ได้แก่ความเป็นผู้ฉลาดในกิจนั้นๆ อันเกิดขึ้นเพราะเรียนบ้าง เพราะฟังบ้าง ซึ่งพระพุทธวจนะหรือศิลปะภายนอก (พระพุทธศาสนา) ยกความเป็นผู้ฉลาดในหัตถกรรม ที่พระผู้มีพระภาคทรงถือเอาด้วยสิปปศัพท์[2]

พระราชวรมุนี กล่าวว่า พหูสูต หมายถึงผู้ได้ยินได้ฟังมามาก คือ ทรงจำธรรมและรู้ศิลปะวิทยามาก ผู้เล่าเรียนมาก ผู้ศึกษามาก ผู้คงแก่เรียน[3]                

โดยความหมายของพหูสูต จึงน่าจะหมายถึง คนที่ได้ฟังมามาก ได้อ่านมามาก ได้ศึกษามามาก เป็นคนคงแก่เรียน เป็นคลังแห่งวิชาการ ความเป็นผู้ฉลาดรู้ คือ ผู้ที่รู้จักเลือกเรียนในสิ่งที่ควรรู้ เป็นผู้ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมามากได้ยินได้ฟังมามากและเป็นคนช่างสังเกต

) ประเภทของพาหุสัจจะ พาหุสัจจะนั้นมี ๒ อย่าง คือ พาหุสัจจะของบรรพชิตและคฤหัสถ์[4]

ความเป็นพหูสูต คือความเป็นผู้คงแก่เรียน เป็นผู้ศึกษามามากมีประสบการณ์มาก ความเป็นผู้ศึกษาค้นคว้ามามาก ได้ฟังมามาก จำไว้ได้มากจนเป็นเหตุให้เกิดความรู้ความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง รู้ดี รู้ชั่ว ดังนั้น จึงสามารถนำความรู้และประสบการณ์นั้นๆ ไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง สามารถวิเคราะห์สงเคราะห์ได้อย่างชัดเจน

พาหุสัจจะคือความคงแก่เรียนแยกเป็นได้ ๒ ประเภท ดังนี้

.การศึกษาทางโลก คือการรับเอาความรู้มาไว้ในตัวเราและล้วงเอาสมรรถภาพที่มีอยู่ในตัวเราออกมาแสดงให้ปรากฏด้วยการกระทำและการปฏิบัติเรียกว่า การศึกษาประกอบด้วยลักษณะ ๔ ประการ

.. พุทธิศึกษา ฝึกหัดสมองเพื่อให้ความรู้ ความคิด สติปัญญามีความเฉลียวฉลาดว่องไว สามารถใช้ดุลยพินิจเกี่ยวกับงานทั่วไปได้

.. จริยศึกษา ฝึกหัดจิตใจให้สูง ขัดเกลากิริยามารยาทให้สุภาพ อบรมความประพฤติและอุปนิสัยให้ดีงาม และให้มีวัฒนธรรมของชุมชน เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมยิ่งกว่าประโยชน์ส่วนตน

.. พลศึกษา ฝึกหัดกำลังกายให้แข็งแรง และบำรุงสุขภาพอนามัยให้สมบูรณ์หรือฝึกหัดให้ร่างกายเจริญพร้อมกับจิตใจ เข้าหลักที่ว่าจิตใจเข้มแข็งย่อมอยู่ในร่างกายที่แข็งแรง

.. หัตถศึกษา ฝึกหัดให้มีความเคยชินและขยันหมั่นเพียรในการใช้มือปฏิบัติงานเพื่อเป็นรากฐานของการประกอบสัมมาชีพ

การสนใจเรียนหนังสือเช่นเรียนภาษาหรือวิชาอื่นๆ พร้อมกับสนใจฝึกปรือนิสัยให้เจริญควรแก่การงาน และปรับปรุงให้ดีงาม ควรแก่ความต้องการของสังคมซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ตน ให้รู้จักความเสื่อมความเจริญ และเอาตัวรอดในหมู่คนที่เบียดเสียดแย่งกันหาแย่งกันกินแล้วนำชีวิตของตนให้ดำเนินตลอดรอดฝั่ง นี่คือ การศึกษาที่แท้ ซึ่งชุบคนให้เป็นคนคงแก่เรียนนับว่าเป็นมงคล

. การศึกษาทางธรรม การศึกษาทางธรรมนั้นหมายถึงการศึกษาพระไตรปิฎก  การศึกษาทางธรรมมี ๓ ระดับ[5] คือ

.. การศึกษาชั้นปริยัติ หมายถึงการฝึกฝนอบรมตนให้เกิดความรู้ ความทรงจำให้เกิดความคล่องแคล่วและความชำนาญจัดเป็นการศึกษาขั้นปริยัติ แบ่งออกเป็น ๓ ประเภท

() การเรียนเป็นดุจงูพิษ หมายถึง ผู้เรียนทำตนให้เป็นดุจงูพิษ คือเรียนแล้วไม่ปฏิบัติตาม ชื่อว่าเรียนแล้วทำลายศาสนา ไม่เป็นมงคลแก่ตนเอง

() การเรียนเพื่อถอนตนให้พ้นทุกข์ หมายถึง ผู้เรียนจะเรียนน้อยแล้วปฏิบัติตาม

() การเรียนเพื่อเป็นคลังศาสนา หมายถึง ผู้เรียนแล้ว รู้แล้ว ปฏิบัติแล้ว กระทำให้แจ้งแล้วซึ่งพระนิพพาน สอนคนอื่นให้รู้ตาม ปฏิบัติตาม จนกระทั่งบรรลุมรรคผล ดับทุกข์ในสังสารวัฏได้

.. การศึกษาขั้นปฏิบัติ หมายถึงการศึกษาอบรมไตรทวารให้ดำเนินไปในทางที่ชอบ เพื่ออบรมกาย วาจาให้มีมารยาทที่ดีงาม เพื่ออบรมใจให้สงบมั่นคง และเพื่อชำระทิฏฐิความเห็นให้บริสุทธิ์ผ่องใส

อนึ่ง การศึกษาขั้นปฏิบัตินี้มีอยู่ ๓ ขั้น [6]คือ

() การฝึกหัดกายวาจาให้ดีเป็นปกติ  เรียบร้อย ปราศจากโทษ รักษากายให้เป็นกายสุจริต และรักษาวาจาให้เป็นวจีสุจริต จัดเป็นศีลสิกขา

() การฝึกหัดจิตให้อยู่ในอำนาจ ควบคุมให้แน่วแน่ควรแก่การงาน ในคราวต้องการและรักษาจิตให้เป็นมโนสุจริต จัดเป็นจิตสิกขา

() การฝึกหัดใช้ปัญญา ให้รอบรู้ในกฏของธรรมชาติ ความเป็นเหตุและผล ให้รู้จักเว้นทุจริตและประกอบสุจริต จัดเป็นปัญญาสิกขา

.. การศึกษาขั้นปฏิเวธ หมายถึง การศึกษาขั้นสูงสุดของพุทธศาสนา อันได้แก่ การปฏิบัติเพื่อการหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง ซึ่งเรียกว่าวิมุตติ นับเป็นผลสุดในศาสนา ผู้บรรลุวิมุตติแล้ว ชื่อว่าอยู่จบพรหมจรรย์ เสร็จกิจที่ทำในศาสนา เป็นผู้ดับกิเลสโดยสิ้นเชิงไม่หวนกลับมาเกิดอีกในชาติต่อไป

วัตถุประสงค์ของการศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรม อยู่ที่เมื่อผู้เรียนมาจะมากหรือน้อยแล้วปฏิบัติตามที่เรียนมานั้น เพื่อให้เกิดประโยชน์และความสุข ตลอดจนถึงความสำเร็จในชีวิตของตน เรียกว่า พาหุสัจจะ และพาหุสัจจะนี้ เมื่อผู้ศึกษาปฏิบัติอบรมให้เป็นคนดี จนกระทั่งเป็นคนบริสุทธิ์หลุดพ้นจากกองทุกข์ทั้งปวงแล้ว พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นมงคลสูงสุด เพราะเป็นเหตุให้เจริญด้วยมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ และนิพพานสมบัติ

 

หลักอริยสัจเป็นหลักคำสอนที่สูงสุดทางด้านจิตใจ

 

พระพุทธองค์ทรงค้นพบที่เรียกว่าตรัสรู้โดยพระปัญญาของพระองค์เอง กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ อริยสัจเป็นศาสตร์ที่มีประวัติเกิดขึ้นในโลกผิดแผกกว่าศาสตร์ทุกชนิด โดยแฝงสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งไว้ถึง ๓ ประการด้วยกัน คือ ผู้ค้นพบ วิธีการค้นพบและสาระสำคัญของศาสตร์

ประการแรก ผู้ค้นพบศาสตร์ จะเห็นได้ว่า อริยสัจเกิดจากการค้นคว้าของบุคคลผู้เสียสละอย่างใหญ่หลวง อริยสัจไม่ได้เกิดจากปฏิวัติรัฐประหาร ไม่ได้เกิดจากการรบราฆ่าฟัน และไม่ได้เกิดเพราะถูกกดดันบีบคั้นทางสังคม หรือการประกอบอาชีพใด ๆ แล้วหนีไปพบโดยบังเอิญ แต่เกิดจากการเสียสละของคน ๆ เดียวเพื่อคนทั้งโลก ผู้นั้นคือพระพุทธเจ้า การเกิดขึ้นของหลายสิ่งหลายอย่างในโลกนี้มักเกิดจากการเสียสละของคนทั้งเมืองเพื่อคน ๆ เดียว หรือเพื่อสิ่ง ๆ เดียว แต่การเกิดขึ้นของอริยสัจมิใช่อย่างนั้น เป็นการเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์เกื้อกุลแก่คนทั่วไป

ประการที่สอง วิธีการค้นพบศาสตร์ ศาสตร์ต่าง ๆ ในโลกล้วนมีการค้นพบโดยท่านที่มีสติปัญญาทั้งนั้น แต่ว่าท่านได้ค้นพบในขณะจิตอย่างคนธรรมดาสามัญได้พบได้เห็นก็เกิดการคิดไปเขียนไป ศาสตร์บางสาขาอาจเกิดในวงข้าว วงเหล้า หรือในสนามรบ บางบท บางตอน บางเรื่อง อาจเกิดขึ้นขณะนอนหลับและฝัน หรือในขณะสติเลื่อนลอยเคลิบเคลิ้ม เกิดขึ้นด้วยความโลภ เกิดด้วยฤทธิ์โกรธ เกิดด้วยอำนาจของความหลงก็มี และเกิดในขณะจิตต่าง ๆ อีกมากมาย แต่อริยสัจเกิดในขณะจิตเป็นสมาธิ ซึ่งเป็นจิตอิสระปราศจากการรบกวนจากกิเลส มีความโลภ โกรธ หลง เป็นต้น มีแต่ปัญญาอันสว่างไสว เพราะฉะนั้น หลักอริยสัจจึงเป็นศาสตร์ที่เที่ยงตรงไม่โน้มเอียงด้วยอิทธิพลใด ๆ

    ประการที่สาม สาระสำคัญของศาสตร์ อริยสัจผิดแผกจากศาสตร์สาขาต่าง ๆทั่วไปไม่ใช่เศรษฐศาสตร์ คณิตศาสตร์ อักษรศาสตร์ หรือศาสตร์อย่างใดที่มีผู้ค้นพบทั้งสิ้น แต่อริยสัจเป็นศาสตร์อิสระชนิดหนึ่งต่างหาก ว่าด้วยการทำตนให้บริสุทธิ์ หลุดพ้นจากทุกข์และความมืดมนทางจิตใจทั้งปวง เป็นหลักวิชาที่ทำให้คนบรรลุเป็นพุทธะ ถ้าจะจัดเป็นศาสตร์ เรียกได้ว่า พุทธศาสตร์ คือ ศาสตร์ที่ทำให้คนบรรลุถึงพุทธภาวะ

)  ความหมายของการเห็นอริยสัจ  การเห็นแจ้งในความจริงอย่างสูงสุดหรือการเห็นความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ ซึ่งมีเห็นความทุกข์กายทุกข์ใจ เป็นต้น  ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวไว้ดังต่อไปนี้

พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ กล่าวว่า  “อริยสัจ แปลว่า ของจริงอันประเสริฐ ของจริงไม่มีข้าศึก ได้แก่จตุราริยสัจทั้ง ๔ คือ ทุกข์ ๑ เหตุแห่งทุกข์๑ ความดับทุกข์๑ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์๑ คุณธรรมทั้ง ๔ ประการนี้ ชื่อว่าของจริงอริยสัจ”[7]

อริยสัจ หมายถึง ทุกข์ สมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์ นิโรธ ความดับทุกข์ และมรรค เป็นข้อปฏิบัติเพื่อให้บรรลุถึงความดับทุกข์ การเห็นอริยสัจแบ่งออกเป็น ๒ ขั้นตอน คือ เห็นแบบปริยัติ และเห็นแบบปฏิบัติ การเห็นอริยสัจแบบปริยัตินั้น หมายถึง การเห็นอริยสัจด้วยสุตมยปัญญา คือ ปัญญาเกิดจากการศึกษาเล่าเรียน การฟัง และจินตมยปัญญา คือ ปัญญาเกิดจากการคิดตามหลักวิชาการ ตามเหตุผล การเห็นชั้นนี้เป็นการเห็นตามทฤษฏี ส่วนการเห็นอริยสัจแบบปฏิบัตินั้น เป็นการเห็นด้วยภาวนามยปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดจากการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน อันได้แก่ การเห็นด้วยญาณทั้ง ๓ คือ สัจจญาณ กิจจญาณ และกตญาณ

อริยสัจ ๔ คือ ความจริงที่มีอยู่คู่กับโลก แต่ไม่มีใครเข้าใจหรือรู้แจ้งมาก่อน จนกระทั่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ คือ ทั้งรู้และเห็นแล้วทรงชี้ให้เราเห็นได้แก่

.ทุกข์ คือ ความไม่สบายกายไม่สบายใจต่างๆ ทุกข์เปรียบได้กับคนป่วยเป็นโรค

.สมุทัย คือ สาเหตุที่ทำให้เกิดความทุกข์ เปรียบได้กับเชื้อโรค

.นิโรค คือ ความดับทุกข์ สภาพที่ความทุกข์ดับไปเปรียบได้กับสภาพที่หายจากโรค

.มรรค คือ วิธีปฏิบัติเพื่อไปสู่ความดับทุกข์เปรียบได้กับยาที่รักษาโรคให้หายป่วย

การเห็นอริยสัจ หมายถึง การเห็นด้วยการศึกษาเล่าเรียนและการฝึกอบรมภาคปฏิบัติโดยการเจริญสมาธิและการเจริญปัญญา เพื่อให้เห็นสภาวธรรมตามความเป็นจริงว่า ตัณหาเป็นต้นเหตุของความทุกข์ จะดับทุกข์ต้องดับที่ตัณหา มรรคเป็นต้นเหตุให้เกิดการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ จะดับทุกข์ควรปฏิบัติธรรมตามหลักอริยมรรคมีองค์แปด สภาพที่ดับทุกข์ได้สิ้นเชิงเรียกว่า นิโรธ

) องค์ประกอบของอริยสัจ  อริยสัจคือความจริงอย่างประเสริฐหรือธรรมชาติจริงแท้มิได้แปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น เป็นหลักธรรมที่ทำปุถุชนให้เป็นอริยชนได้ มี    ประการ[8] คือ

    .  ทุกข์      ความไม่สบายกายไม่สบายใจ

    .  สมุทัย    เหตุเกิดแห่งทุกข์ คือ ตัณหา

    .  นิโรธ     ความดับทุกข์

    .  มรรค    ทางปฏิบัติให้ถึงซึ่งความดับทุกข์

พระพุทธองค์ทรงมีวิธีแสดงอริยสัจไว้ดังนี้ ๑. ทรงแสดงเรื่องทุกข์ เพราะทุกข์เป็นสิ่งที่หยาบ สรรพสัตว์รู้ได้ง่าย ๒. ทรงแสดงต้นเหตุแห่งทุกข์หรือสมุทัย เพราะเป็นลักษณะคำสอนที่แสดงให้ทราบถึงต้นเค้าของทุกข์ ๓. ทรงแสดงความดับทุกข์หรือนิโรธ ๔. ทรงแสดงทางให้ถึงความดับ การแสดงทั้ง ๔ วิธีนี้เป็นการแสดงที่แสดงจากผลไปหาเหตุ อีกนัยหนึ่ง ทรงแสดงเรื่องทุกข์ไว้ก่อนก็เพื่อให้สัตว์ผู้มีความกำหนัดด้วยอำนาจความชื่นชมความสุขในภพ เพื่อให้เกิดความสังเวชใจและสะดวกในการน้อมเข้าไปหาทุกข์ได้

อริยสัจ ๔ นี้มีความเป็นเอกภาพอยู่ในตัวแล้วคือมีความสมบูรณ์พร้อม ไม่ขาดไม่เกิน จะตัดออกไม่ได้ เพราะเป็นธรรมที่ต้องใส่ใจการปฏิบัติถึง ๔ ประการ คือ ธรรมที่ควรกำหนดรู้ (ทุกข์) ธรรมที่ควรละ (สมุทัย) ธรรมที่ควรทำให้แจ้ง (นิโรธ) และธรรมที่ควรทำให้เจริญ (มรรค) ดังนั้น ถ้ามองโดยภาพรวมแล้ว อริยสัจทั้ง ๔ ประการนี้ก็คือการสอนให้มองเห็นความเป็นไปของสรรพสิ่งว่าอยู่ในอำนาจของเหตุและผล

ภาวะที่เป็นจริงหรือภาวะที่ก่อให้เกิดการบีบคั้นสำหรับชีวิตมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย ชื่อว่าทุกข์ และทุกข์ก็เป็นสิ่งที่จริงอย่างยิ่ง ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า “ขึ้นชื่อว่าทุกข์แล้วจะไม่เบียดเบียนเป็นไม่มี สิ่งอื่นนอกจากทุกข์ก็ไม่มีอะไรเบียดเบียน เพราะเป็นสภาพที่ต้องเบียดเบียนอย่างแน่นอน ท่านจึงกล่าวว่า ทุกข์นี้เป็นสัจจะประการหนึ่ง ทุกข์นั้นเว้นจากตัณหาเสียแล้วก็ไม่มีจากที่อื่น และมันจะมีจากที่อื่นไม่ได้นอกจากตัณหา ตัณหาอันซ่านไปในอารมณ์ต่าง  ๆ จึงชื่อว่าเป็นสัจจะอีกอย่างหนึ่ง เพราะถือว่าเป็นเหตุแห่งทุกข์ ความสงบอย่างหนึ่ง นอกจากนิพพานมิได้มี และนิพพานจะเป็นธรรมชาติที่ไม่สงบก็หามิได้ เพราะกำหนดว่าเป็นสภาพที่สงบนิโรธจึงเป็นสัจจะอีกอย่างหนึ่ง เครื่องนำออกจากทุกข์อย่างอื่นนอกจากมรรคมิได้มีและมรรคเล่าจะไม่นำออกก็หามิได้ เพราะเหตุนั้นเองมรรคจึงเป็นสัจจะอันประเสริฐอีกประการหนึ่ง

    ทุกข์อันเกิดจากการเกิด

    ท่านกล่าวไว้ว่า ทุกข์ต่างๆ เกิดติดตามมากับทุกๆ ชีวิต หรือจะกล่าวว่า ทุกข์เป็นสภาวะที่สร้างคนให้เกิดมาก็ว่าได้ คือ เมื่อเกิดมาแล้ว ความทุกข์จะปรากฏดังนี้

    .ทุกข์เพราะทนได้ยาก (ทุกฺขทุกฺขํ)

    .ทุกข์เพราะความเปลี่ยนแปลง (วิปริณามทุกฺขํ)

    .ทุกข์ประจำสังขาร (สงฺขารทุกฺขํ)

    .ทุกข์ที่ยังปกปิดอำพราง (ปฏิจฺฉนฺนทุกฺขํ)

    .ทุกข์ที่เปิดเผย (อปฺปฏิจฺฉนฺนทุกฺขํ)

ทุกขเวทนาทางกายและทางใจ ชื่อว่า ทุกข์เพราะทนได้ยาก, สุขเวทนา ชื่อว่า ทุกข์เพราะเปลี่ยนแปลง, อุเบกขาเวทนา ชื่อว่าสังขารทุกข์เพราะเบียดเบียนบีบคั้น, อาพาธทางกายและทางใจ มีการปวดหู ฟัน และความเร่าร้อนเพราะราคะโทสะเป็นต้น ชื่อว่าทุกข์ที่ปกปิดหรืออำพราง, ทุกข์ที่เปิดเผย คือ อาพาธ ซึ่งมีสมุฏฐานต้นเหตุมาจากกรรมกรณ์ ๓๒

สรุปว่า ความเกิดเป็นทุกข์แน่นอน เพราะการเกิดเป็นการเริ่มต้นความทุกข์ของสรรพสิ่ง เช่น การเกิดเป็นมนุษย์ก็เป็นทุกข์ตั้งแต่อยู่ในครรภ์แล้ว คือ เมื่อเด็กหรือสัตว์ที่อยู่ในครรภ์ก็ย่อมได้รับความทุกข์ทรมานนานาประการ เหมือนหนอนซึ่งเกิดในน้ำครำแห่งปลาเน่า และขนมถั่วบูด เมื่อเวลามารดาเคลื่อนไหว หรือดื่มน้ำร้อน น้ำเย็น กลืนข้าว เด็กก็มีความทุกข์ทรมาน หรือทุกข์เพราะครรภ์พิบัติ ในขณะคลอดเด็กได้รับความเจ็บปวด ประดุจถูกบีบด้วยภูเขากระทบกัน เมื่อออกจากครรภ์มารดาแล้วเมื่อถูกจับตัวอาบน้ำ เด็กซึ่งยังมีสรีระละเอียดอ่อน จะรู้สึกเจ็บเหมือนแผลใหม่ถูกเช็ดด้วยของแข็ง เมื่อออกจากครรภ์แล้ว สัตว์ทั้งหลายย่อมกระเสือกกระสนพยายามเพื่อมีชีพอยู่ และเดือดร้อนเพราะกิเลสมีความโกรธ เป็นต้น และทุกข์เพราะความพยายามของผู้อื่น เช่น ถูกประหาร  ถูกเบียดเบียนเพราะบุคคลผู้มีเวรต่อกัน

ทุกข์อันเกิดจากการแก่

อวัยวะทั้งหลายมีตาเป็นต้นของสรรพสัตว์ย่อมเสื่อมสลายและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เมื่อเป็นเช่น ความทุกข์หรือความไม่สบายกายก็เกิดขึ้น

    ทุกข์อันเกิดจากความตาย

    ความตายเป็นความทุกข์ เพราะมองเห็นนิมิตอันชั่วร้ายแห่งบุคคลผู้ทำกรรมชั่วไว้มาก เพราะต้องพลัดพรากจากสิ่งอันตนรักใคร่ติดใจ

ทุกข์อันเกิดจากความโศก คือ ความแห้งใจ หรือใจแห้ง (โสกะ)

ความโศกเศร้าเสียใจเป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์ เพราะความเสียใจมักทำให้จิตใจหดหู่ ไม่สบาย

    ทุกข์อันเกิดจากความคร่ำครวญรำพัน (ปริเทวะ)

    การร่ำไรรำพันหรือคร่ำครวญเป็นลักษณะอย่างหนึ่งของความทุกข์ เพราะอาการเหล่านี้มักจะสร้างความรำคาญใจอยู่เรื่อย ทำจิตใจไม่ให้เป็นปกติสุข

    ทุกข์อันเกิดจากความทุกข์ทางกาย (ทุกขะ)

    ความทุกข์ทางกาย เช่น การเจ็บไข้ได้ป่วย ถูกเตะถูกตี เป็นต้น เหล่านี้ล้วนเป็นความทุกข์ทั้งสิ้น

    ทุกข์อันเกิดจากความทุกข์ทางใจ (โทมนัสสะ)

    ความระทมใจหรือความเศร้าในใจเป็นอาการแห่งความไม่เป็นปกติสุขในจิต เป็นสาเหตุแห่งความทุกข์อีกประการหนึ่ง

    ทุกข์อันเกิดจากความคับแค้นใจ (อุปายาส)

    ความคับแค้นใจอันเกิดจากการที่ไม่สามารถกระทำอะไรได้ตามใจ เช่น ประสบกับอารมณ์ที่ไม่ชอบใจก็ไม่สามารถระงับความโกรธได้ เป็นต้น

    ทุกข์อันเกิดจากการต้องประสบด้วยสิ่งอันไม่เป็นที่รัก (อัปปิยสัมปโยค)

    การประสบกับอนิฏฐารมณ์หรืออารมณ์ที่ไม่เป็นที่ชอบใจเป็นทุกข์อย่างยิ่ง เช่น การได้ร่วมงานกับคนที่เป็นศัตรูกัน ไม่ชอบพอกัน เป็นต้น

    ทุกข์อันเกิดจากการพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก (ปิยวิปโยค)

    การพลัดพรากหรือการสูญเสียบุคคลผู้เป็นที่รักอย่างยิ่ง เช่น พ่อ แม่ ลูก หลาน เหลน เพื่อน ปู่ ย่า ตา ยาย เป็นต้น ก็เป็นทุกข์เหมือนกัน

    ทุกข์อันเกิดจากการไม่ได้สัตว์และสังขารดังที่ใจปรารถนา (อิจฉาวิฆาตะ)

    การได้พบกับสัตว์หรือการได้สังขารที่ไม่เป็นดังใจนับว่าเป็นความทุกข์ด้วย

สมุทัย สมุทัยคือต้นเหตุที่ทำให้ทุกข์เกิด สำหรับขั้นมูลฐาน ได้แก่ ตัณหาหรือความดิ้นรนด้วยอาการๆ  มี ๓ ประการ[9] คือ

    .กามตัณหา                 ดิ้นรนในเรื่องกาม

    .ภวตัณหา                    ดิ้นรนอยากมีอยากได้

    .วิภวตัณหา                  ดิ้นรนอยากไม่มีอยากไม่เป็น

สรุปว่า สมุทัยท่านเน้นถึงตัณหา ๓ ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์นานาประการ

นิโรธ

นิโรธหมายถึงพระนิพพานซึ่งเป็นสภาวะที่ย่ำยีความเมาในภพ ถอนอาลัย ตัดวัฏฏะ กำหนัด ตัณหา  และดับทุกข์ทุกประการ

นิโรธคือการดับทุกข์หรือการดับสมุทัย (เหตุให้เกิดทุกข์) และการสำรอกราคะ ตัณหา เป็นต้น โดยสรุป นิโรธก็คือนิพพานดังที่ท่านกล่าวว่า “นิพพานมีอยู่จริง, แต่จะเห็นได้ก็ด้วยการปฏิบัติให้เหมาะสม หรือสมควรแก่นิพพานนั้น ถ้ายังไม่ปฏิบัติให้สมควรก็ไม่อาจเห็นนิพพานได้ พระนิพพานเป็นอสังขตธรรม เพราะไม่มีปัจจัยปรุง ไม่มีสิ่งให้เกิด อริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น มิใช่เป็นธรรมที่ให้เกิดนิพพาน เป็นแต่เพียงว่า พระนิพพานจะต้องบรรลุด้วยมรรคมีองค์ ๘   เท่านั้น พระนิพพานมิใช่สิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นได้ เป็นแต่เพียงบุคคลต้องบรรลุถึงเท่านั้น เพราะ        พระนิพพานไม่มีแดนเกิด ไม่มีเหตุให้เกิดจึงไม่แก่ไม่ตาย”

มรรคคือทางดำเนินให้ถึงความดับทุกข์ ประกอบด้วยคุณลักษณะ  ๘ ประการ[10] คือ

    .  สัมมาทิฎฐิ      เห็นชอบ

    .  สัมมาสังกัปปะ         ดำริชอบ

    .  สัมมาวาจา     พูดชอบ

    .  สัมมากัมมันตะ        กระทำการงานชอบ

    .  สัมมาอาชีวะ  เลี้ยงชีพชอบ

    .  สัมมาวายามะ          พยายามชอบ

    .  สัมมาสติ                  ระลึกชอบ

    .  สัมมาสมาธิ    ตั้งใจชอบ

    สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับมรรคมีองค์ ๘ มีดังต่อไปนี้

    . สัมมาทิฏฐิ ได้แก่ จักษุคือปัญญา หมายถึง การมีความเห็นถูกต้อง ไม่ถูกครอบงำด้วยวิปลาส และมีพระนิพพานเป็นอารมณ์

.สัมมาสังกัปปะ ได้แก่ ความดำริชอบ มีความดำริในการละอกุศลและประกอบกุศล หรือความดำริในการออกจากกาม เป็นต้น

.สัมมาวาจา ได้แก่ การงดเว้นจากมิจฉาวาจาหรือวจีทุจริตชนิดต่างๆ เช่น คำหยาบ คำเท็จ เป็นต้น

.สัมมากัมมันตะ ได้แก่ การเว้นจากกายทุจริต ๓ มีปาณาติบาต เป็นต้น

.สัมมาอาชีวะ ได้แก่ การงดเว้นจากมิจฉาชีพต่างๆ  เช่น งดเว้นจากการค้าขายยาพิษ เป็นต้น

.สัมมาวายามะ ได้แก่ ความพยายามชอบเพื่องดเว้นจากกายทุจริต และวจีทุจริต

.สัมมาสติ ได้แก่ ความระลึกชอบ เช่นระลึกในสติปัฏฐาน ๔ คือ กาย เวทนา จิต และธรรม

.สัมมาสมาธิ ได้แก่ ความตั้งใจชอบ การที่จิตมีอารมณ์แน่วแน่ กำจัดมิจฉาสมาธิ ประกอบด้วยสัมมาสติ

                 @@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

 

การเข้าใจไตรลักษณ์คือการเข้าใจในโลกธรรม

ก่อนอื่นขอท่านได้โปรดเข้าใจก่อนว่า  พระพุทธศาสนามิได้เป็นทั้งทุกขนิยม (Pessimistec)  การมองโลกในแง่ร้าย  และสุขนิยม (Optimistic) การมองโลกในแง่ดีแต่พุทธศาสนาเป็นสัจจนิยม (Truth)  เพราะพุทธศาสนาได้มองโลกในแง่แห่งความเป็นจริงเป็นสัจจธรรม  คือมองทุกอย่างในสภาพแห่งความเป็นจริง        พุทธศาสนาจะสอนแต่ในเรื่องของสัจจธรรม  สิ่งที่เป็นจริงตามธรรมชาติ

          คำว่าทุกข์ในความหมายที่ใช้กันทั่ว  ๆไป  หมายถึงความทุกข์ทรมาน  ความเจ็บปวด  ความโศกเศร้า  ความเสียใจเป็นต้น  และพระพุทธองค์มิได้ปฏิเสธความสุข  และมีในพระสูตรหลายแห่งที่พระองค์ตรัส     เกี่ยวกับความสุขเช่น  ความสุขในการครองเรือน  ความสุขในการไม่เป็นหนี้  ความสุขในชีวิตของนักพรต  ความสุขในการออกบวช  ความสุขทางอายตนะ  ความสุขทางกาย  ความสุขทางใจ  เป็นต้น  แต่ความสุขเหล่านี้ได้รวมอยู่ในความทุกข์  เหมือนกับเราพูดถึงอุณหภูมิของดินฟ้าอากาศ  คือพูดแต่เรื่องของความร้อน  ไม่ได้พูดถึงความเย็นเลย  แต่ความเย็นก็อยู่ในความร้อนนั่นเอง  หรือ  ความเย็นก็คือความร้อนน้อยนั่นเอง  ดังนั้น  ความสุขก็คือ  ความทุกข์น้อย  ความหมายก็คงอย่างเดียวกัน

          ทุกขัง  คือ ความทุกข์  ความไม่สบายกาย  ไม่สบายใจ  ซึ่งเกิดเพราะการเปลี่ยนแปลงไม่คงที่  เราสามารถแบ่งความทุกข์ออกได้เป็น    อย่างคือ

          .ทุกขเวทนา  คือ  ความทุกข์ยากลำบาก  ที่เกิดขึ้นในสิ่งที่มีชีวิตทุกประเภท

          .ทุกขลักษณะ  คือ  สภาวะที่ทนอยู่ไม่ได้ของสสารทุกประเภท

          ทุกขเวทนา  หมายถึง  ความยากลำบาก  ซึ่งเกิดจากความเจ็บปวดทางร่างกาย  ทางจิตใจ  โรคภัย  ไข้เจ็บเบียดเบียน  ทุกข์ประเภทนี้มีอยู่  ๑๐  ประการคือ

          . สภาวะทุกข์  คือ  ทุกข์ที่มีประจำอยู่ในสสารทุกประเภท  ซึ่งได้แก่  เกิด  แก่  ตาย

          .ปกิณณกทุกข์  ได้แก่ทุกข์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว  ได้แก่  ความโศกเศร้า  ความเสียใจ  ความคับแค้นใจ  ความน้อยใจ  ความทุกข์ใจ

          .นิพัทธทุกข์  ได้แก่ทุกข์ที่เกิดเป็นประจำ  วันละหลาย    ครั้ง  ได้แก่ความร้อน  ความหนาว     ความหิว  ความกระหาย  การปวดอุจจาระ  ปัสสาวะ  เป็นต้น

          .พยาธิทุกข์  ได้แก่ทุกข์ที่เกิดเพราะโรคภัยเบียดเบียน

          .สันตาปทุกข์  ได้แก่ทุกข์ที่เกิดเพราะความเร่าร้อน  เพราะไฟคือ  ราคะ  ความกำหนัด  โทสะ  ความโกรธฉุนเฉียว  โมหะ  การหลงงมงายสิ่งเหล่านี้ทำให้เร่าร้อนอยู่ภายใน

          .วิปากทุกข์  ได้แก่ทุกข์ที่เกิดเพราะการถูกลงอาญา  ถูกลงโทษทัณฑ์

          .สหครทุกข์  ได้แก่ทุกข์ที่เกิดพร้อมกันกับสุข  ซึ่งเกิดเพราะโลกธรรม    อย่าง  คือ  มีลาภ  เสื่อมลาภ  มียศ  เสื่อมยศ  สรรเสริญ  นินทา  สุข  ทุกข์  โลกธรรมนี้จะสับเปลี่ยนกันเกิดขึ้น  ไม่มีอะไรที่ถาวรยั่งยืนอยู่ตลอดไปได้

          .อาหารปริเยฏฐิทุกข์  ได้แก่ทุกข์เพราะการทำมาหากินการทำมาหาเลี้ยงชีพ

          .วิวาทมูลทุกข์  ได้แก่ทุกข์เพราะการทะเลาะวิวาทกันโต้เถียงกัน  ชกต่อยกัน

          ๑๐.ทุกขขันธ์  ได้แก่ทุกข์รวบยอด  คือทุกข์เพราะมีขันธ์ห้า  ถ้าไม่มีขันธ์ห้าทุกข์ทั้งหมดจะไม่มี

          ความทุกข์  ความสุขที่เกิดขึ้น  เป็นผลจากการขัดแย้ง  (Antithesis)  กันระหว่างอุปาทานการยึดมั่น  ถือมั่น  กับสภาพความเป็นจริงที่จิตรับรู้เข้ามาจนทำให้เกิดเวทนาขึ้น

          ในทุกข์ทั้ง ๒ อย่างนี้  ทุกขเวทนาเป็นสิ่งที่ทรมานร่างกายและจิตใจของมนุษย์มากที่สุด  เพราะเพียงแต่เราประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์  พลัดพรากกับสิ่งที่ตนรักตนชอบ  ก็เป็นทุกข์  ต้องการสิ่งใด  ไม่สมความตั้งใจ  ไม่สมความปรารถนาก็เป็นทุกข์  เมื่อเกิดความทุกข์แล้ว  ความเศร้าโศกเสียใจ  ความพิไรรำพัน  ความคับแค้นใจ  เหล่านี้ล้วนแต่เป็นสายใยแห่งความทุกข์ทั้งมวล  ดังนั้น  ความขัดแย้งทางจิตใจจึง ถือว่าเป็นสัจจธรรมสมบูรณ์

ทุกขลักษณะ  ทุกข์ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็น  ทุกขเวทนา  เป็นทุกข์ในอริสัจจ์ซึ่งมีอยู่ในสิ่งที่มีชีวิตทุกประเภท  ไม่มีการยกเว้นใด    ทั้งสิ้น  ทุกชีวิตจะต้องตกอยู่ในสภาพแห่งความทุกข์นี้เหมือนกัน  แต่        ทุกขลักษณะเป็นความที่ทนอยู่ไม่ได้ในสภาพเดิม  ได้แก่  ทุกข์ที่เกิดขึ้น  เพราะการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย  ซึ่งจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนไม่มีการยกเว้น  และเกิดอยู่ตลอดเวลา  โดยไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็ก  หนุ่มสาว  หรือแก่เฒ่า  ไม่เลือกว่าเป็นโต๊ะ  เป็นกระดาน  เป็นหิน  เป็นทราย  แม้เราไม่อยากให้มันเปลี่ยนแปลง  แต่มันก็เปลี่ยนแปลงไป  ตามธรรมชาติ  ธรรมดาของมันเราห้ามมันไม่ได้  เราบังคับมันไม่ได้  เหมือนกับเรายิงลูกศรขึ้นไปในอากาศ  เราอยากให้มันหยุดอยู่ตรงนั้น  ไม่อยากให้มันวิ่งต่อไปอีก  มันจะไม่เป็นไปตามความคิดของเรามันจะวิ่งไปตามแรงดัน  พอหมดแรงดันมันก็ยังไม่หยุดมันจะต้องกลับลงมาอีก  สรุปแล้วก็คือเราบังคับมันไม่ได้  มันก็จะไปตามแรงดัน  และแรงดึงนั้น  การทนอยู่ไม่ได้ของสสารทุกประเภทก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน  คือ  เป็นสภาพที่ไม่คงที่  ไม่คงทน  ไม่ถาวร  มันจะผุพัง  มันจะเสื่อมและโทรมไปตามสภาพของมัน  จึงถือว่าเป็นสัจจธรรมของธรรมชาติ  นั่นก็คือความทุกข์

          เมื่อเราได้ศึกษาเรื่องไตรลักษณ์จนเข้าใจดี ถึงความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน จะทำให้เราเข้าใจเรื่องโลกธรรม ๘ ได้เป็นอย่างดี เพราะทุกสิ่งทุกอย่างจะมีของคู่กันเสมอ เมื่อสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นอีกสิ่งหนึ่งก็จะดับไปไม่สามารถเกิดขึ้นในขณะเดียวกันได้ คือไม่สามารถคงทนอยู่ในสภาพใดสภาพหนึ่งได้ตลอดไป คือ เมื่อมีลาภ อาจจะเสื่อมลาภ เมื่อมียศ อาจจะเสื่อมยศ มีนินทา มีสรรเสริญ มีสุข มีทุกข์ สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่คนจะปรารถนาในทางที่คนชอบใจเท่านั้นให้เกิดขึ้นกับชีวิตตนและญาติมิตร เมื่อไม่ได้อย่างที่หวังไว้ก็จะเป็นทุกข์ สิ่งต่าง ๆ ในทางพระพุทธศาสนาจะเกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุปัจจัย หรือเป็นไปตามกรรมที่ส่งผลอย่างแน่นอนและถูกต้องไม่อาจห้ามได้ เมื่อเราเข้าใจกฎเกณฑ์ของไตรลักษณ์อย่างถูกต้อง โลกธรรมที่ไม่ดีเกิดขึ้นกับชีวิตเวลาไหนก็จะไม่เป็นทุกข์ โลกธรรมที่ดีเกิดขึ้นก็ไม่หลงละเริง เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเช่นนั้นเอง

                 @@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

 

 

มารู้จักสติปัฏฐาน ๔

สติ คือ ความระลึกรู้อารมณ์ที่เป็นฝ่ายดี ยับยั้งมิให้จิตตกไปในทางชั่ว หรือ ความระลึกได้ที่รู้ทันอารมณ์อันเป็นฝ่ายดี

ปัฏฐาน คือ ความตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์

ดังนั้น สติปัฏฐาน ก็คือ ความตั้งมั่นในการระลึกรู้อารมณ์ที่เป็นฝ่ายดี มี ความหมายโดยเฉพาะถึงอารมณ์อันเป็นที่ตั้งมั่นแห่งสติ ๔ ประการคือ กาย เวทนา จิต ธรรมสติตั้งมั่นพิจารณากาย เวทนา จิต ธรรมนี้มีจุดประสงค์จำแนกได้เป็น ๒ ทาง คือ

. สติตั้งมั่นในการพิจารณา บัญญัติ เพื่อให้จิตสงบ ซึ่งเรียกว่า สมถ ภาวนา มีอานิสงส์ให้บรรลุฌานสมาบัติ

. สติตั้งมั่นในการพิจารณา รูปนาม เพื่อให้เกิดปัญญาเห็นไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งเรียกว่า วิปัสสนาภาวนา มีอานิสงส์ให้บรรลุถึงมัคค ผล นิพพาน

การกำหนดพิจารณาไตรลักษณ์ ก็เพื่อให้รู้เห็นสภาพตามความเป็นจริงว่า สิ่ง ทั้งหลายล้วนแต่เป็นรูปนามเท่านั้น และรูปนามทั้งหลายเหล่านั้น ก็มีลักษณะเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หาได้เป็นแก่นสารยั่งยืนเลย จะได้ก้าวล่วงเสียซึ่งความเห็น ผิด ไม่ให้ติดอยู่ในความยินดียินร้ายอันเป็นการเริ่มต้นที่จะให้ถึงหนทางดับทุกข์ทั้ง ปวง

สติปัฏฐานจึงเป็นทางสายเอก และเป็นทางสายเดียวที่ทำให้ผู้ดำเนินตาม ทางนี้ ถึงความบริสุทธิหมดจดจนบรรลุพระนิพพาน ดังนั้นผู้ที่ปรารถนาจะบรรลุ มัคค ผล นิพพาน ต้องเริ่มต้นด้วยสติปัฏฐานนี้

มหาสติปัฏฐานสูตร กล่าวไว้ว่า ภควา เอตทโวจ เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยา โสกปริเทวานํ สมติกฺกมาย ทุกฺขโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมาย ญายสฺส อธิคมาย นิพฺพานสฺส สจฺฉิกิริยาย ยทิทํ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา ฯ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสแล้ว ซึ่งพระพุทธวจนะดังนี้ ดูก่อน พระภิกษุทั้งหลาย อันว่าหนทางนี้เป็นหนทางเอก เพื่อความบริสุทธิหมดจดแห่งสัตว์ ทั้งหลาย เพื่อความก้าวล่วงเสียด้วยดี ซึ่ง ความโศกและความร่ำไร เพื่อดับไปแห่ง เหล่าทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุญายธรรม เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน สิ่งนี้ คือ สติปัฏฐาน ๔

สติปัฏฐาน มี ๔ ประการ คือ

. กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน สติตั้งมั่นพิจารณาเนืองๆ ซึ่งกาย คือ รูปขันธ์ หรือรูปธรรม มี ๑๔ ฐาน หรือ ๑๔ บรรพ (บรรพ = ข้อ)

. เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน สติตั้งมั่นพิจารณาเนือง ๆ ซึ่งเวทนา คือ เวทนาขันธ์ มี ๙ ฐาน หรือ ๙ บรรพ

. จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน สติตั้งมั่นพิจารณาเนือง ๆ ซึ่งจิต คือวิญญาณ ขันธ์ มี ๑๖ ฐาน หรือ ๑๖ บรรพ

. ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน สติตั้งมั่นพิจารณาเนือง ๆ ซึ่งธรรม คือ รูปนามขันธ์ ๕ มี ๕ ฐาน หรือ ๕ บรรพ

รวมเป็น ๔๔ ฐาน หรือ ๔๔ บรรพ นี่เป็นการนับจำนวนโดยพิสดาร

 

กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน

กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน สติตั้งมั่นพิจารณาเนือง ๆ ซึ่งกาย คือ การกำหนด ให้เห็นรูปธรรมนั้น มี ๑๔ บรรพ ได้แก่

บรรพที่ ๑ อานาปานสติ ได้แก่ ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก

บรรพที่ ๒ อิริยาบถ ๔ ได้แก่ เดิน ยืน นั่ง นอน ซึ่งบางครั้งก็เรียกว่า อิริยาบถใหญ่

บรรพที่ ๓ สัมปชัญญะ ๗ ได้แก่

() ก้าวไปข้างหน้า และถอยไปข้างหลัง

() แลไปข้างหน้า เหลียวไปข้างซ้าย เหลียวไปข้างขวา

() คู้แขนเข้า เหยียดแขนออก

() กิริยาที่นุ่งผ้า ห่มผ้า และใช้เครื่องใช้สอยอื่น ๆ

() การเคี้ยว การกิน การดื่ม

() การถ่ายอุจจาระ ถ่ายปัสสาวะ

() อาการเดิน ยืน นั่ง นอน จะหลับ เวลาที่ตื่นขึ้น การพูด การนั่ง

สัมปชัญญะ ๗ นี้ บางทีก็เรียกว่า อิริยาบถย่อย

บรรพที่ ๔ ปฏิกูลสัญญา ได้แก่ อาการ ๓๒ มี ผม ขน เล็บ เป็นต้น

บรรพที่ ๕ ธาตุทั้ง ๔ ได้แก่ ดิน น้ำ ไฟ ลม

บรรพที่ ๖ อสุภะ ที่ตายได้เพียง ๑, , ๓ วัน

บรรพที่ ๗ อสุภะ ที่สัตว์กำลังกัดกินอยู่

บรรพที่ ๘ อสุภะ ที่เป็นกระดูก ยังมีเลือดเนื้อติดอยู่

บรรพที่ ๙ อสุภะ ที่ปราศจากเนื้อ มีแต่เส้นเอ็นยึดให้คงรูปอยู่

บรรพที่ ๑๐ อสุภะ ที่เหลือแต่โครงกระดูก ซึ่งยังคงเป็นรูปร่างอยู่

บรรพที่ ๑๑ อสุภะ ที่กระดูกเป็นท่อน ๆ เช่น ท่อนแขน ท่อนขา กระจัด กระจายอยู่

บรรพที่ ๑๒ อสุภะ ที่เก่ามาก จนกระดูกเป็นสีขาวเหมือนสังข์

บรรพที่ ๑๓ อสุภะ ที่ตากลมตากฝนมาตั้ง ๓ ปีแล้ว เหลือแต่กระดูกเป็น ชิ้น ๆ กระจัดกระจาย

บรรพที่ ๑๔ อสุภะ ที่กระดูกผุป่น ไม่เป็นรูปเป็นร่าง จนเป็นผงแล้ว

บรรพที่ ๑ อานาปานสติ นี้เจริญได้ทั้งสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา กล่าวคือ ถ้ากำหนดพิจารณาลมหายใจเข้า ลมหายใจออก โดยถือเอาบัญญัติ คือลม เป็นที่ตั้งแห่งการเพ่ง เพื่อให้ได้ฌาน ก็เป็นสมถภาวนา

แต่ถ้ากำหนดพิจารณาความร้อนเย็นของลมหายใจที่กระทบริมฝีปากบน หรือ ที่ปลายจมูก เพื่อให้เห็นรูปธรรม ตลอดจนไตรลักษณ์ ก็เป็นวิปัสสนาภาวนา

บรรพที่ ๒ อิริยาบถ ๔ บรรพที่ ๓ สัมปชัญญะ ๗ และบรรพที่ ๕ ธาตุ ทั้ง ๔ รวม ๓ บรรพนี้ ใช้ในการเจริญวิปัสสนาภาวนาแต่อย่างเดียว จะเพ่งให้เกิด ฌานจิตไม่ได้

บรรพที่ ๔ ปฏิกูลสัญญา และบรรพที่ ๖ ถึง ๑๔ อสุภะ รวม ๑๐ บรรพนี้ ใช้ในการเจริญสมถภาวนาแต่อย่างเดียวเท่านั้น

อนึ่งบรรพที่ ๓ สัมปชัญญะ ๗ นั้น มีความหมายว่า ผู้บำเพ็ญเพียรภาวนา เดินไปข้างหน้า ถอยหลัง เหลียวซ้าย แลขวา ตลอดจนการเคลื่อนไหวทำการใด ๆ จะต้องทำด้วยความมีสัมปชัญญะ คือรู้ตัวอยู่ทุกขณะที่เคลื่อนไหวไม่ใช่ทำไปเรื่อย ๆ โดยไม่ได้พินิจพิเคราะห์

อีกนัยหนึ่ง สัมปชัญญะคือการรู้ตัวนั้น ต้องมีสติและชอบด้วยเหตุผล ไม่ใช่ ทำไปตามอารมณ์หรือทำไปตามใจชอบ แต่ต้องมีทั้งสติและปัญญาด้วย จึงจะเรียก ได้ว่า มีสติสัมปชัญญะ

สัมปชัญญะ มี ๔ ประการ ใน สีลขันธอรรถกถา แสดงไว้ว่า

อตฺถปริคฺคณฺหนํ สตฺถกสมฺปชญฺญํ นาม ฯ ธรรมชาติ(ปัญญา) ที่กำหนดรู้ แต่ในประโยชน์นั้น ได้นามว่า สัตถกสัมปชัญญะ

สปฺปาย ปริคฺคณฺหนํ สปฺปายสมฺปชญฺญํ นาม ฯ ธรรมชาติ(ปัญญา) ที่ กำหนด แต่การที่ควรนั้น ได้นามว่า สัปปายสัมปชัญญะ

กมฺมฏฺฐานสฺส ปน อวิชหน เมว โคจรสมฺปชญฺญํ นาม ฯ การเจริญที่มิให้ พ้นจากอารมณ์กัมมัฏฐานนั้น ได้นามว่า โคจรสัมปชัญญะ

อภิกฺกมาทีสุ อสมฺมุยฺหนํ อสมฺโมหสมฺปชญฺญํ นาม ฯ ธรรมชาติ(ปัญญา) ที่รู้ในการเคลื่อนไหว โดยปราศจากการเคลือบแคลงนั้น ได้นามว่า อสัมโมห สัมปชัญญะ

ดังนี้ จึงแสดงความหมายแห่งสัมปชัญญะ ๔ นี้ โดยย่อ ๆ ว่า

๑. สัตถกสัมปชัญญะ พินิจประโยชน์ รู้แน่ว่ามีประโยชน์จึงทำ

๒. สัปปายสัมปชัญญะ พินิจถึงการควร รู้แน่ว่าควรทำจึงทำ

๓. โคจรสัมปชัญญะ พินิจในอารมณ์   ไม่ให้คลาดไปจากอารมณ์กัมมัฏฐาน นั้น ๆ

๔. อสัมโมหสัมปชัญญะ พินิจถึงไตรลักษณ์ รู้การเคลื่อนไหวโดยปราศจาก การเคลือบแคลง

การตั้งสติพินิจกาย ที่เรียกว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นวิธีการเบื้องต้น ในการเจริญวิปัสสนาภาวนา เพื่อให้เห็นรูปธรรม

อันว่า กาย คือ รูปกายหรือสังขารนี้ เป็นที่ประชุมแห่งธรรม ๓ ประการ คือ รูปธรรม ที่มีชื่อเรียกว่า กัมมชรูป ประการหนึ่ง จิต ที่มีชื่อเรียกว่า วิบากจิต ประการหนึ่ง และ เจตสิก ที่ประกอบกับจิตนั้น อีกประการหนึ่งในชั้นต้นนี้ ให้กำหนดดูเฉพาะรูปธรรมแต่อย่างเดียวก่อน เพราะรูปเป็นของ หยาบ เห็นได้ง่าย ยังไม่ต้องพินิจพิจารณาจิตและเจตสิก ซึ่งเห็นได้ยากกว่าการกำหนดดูรูป ก็เพื่อจะได้รู้เห็นว่า ตามที่ได้เคยยึดถือรูปกายนี้ว่าเป็นสัตว์ เป็นบุคคลมีตัวตนเราเขานั้น แท้ที่จริงก็เป็นแต่เพียงรูปธรรมมาประชุมร่วมกันเป็น รูปกาย แม้การเคลื่อนไหวกาย เช่นการเดิน เป็นต้น ก็สักแต่ว่าที่ประชุมแห่งรูป คือ รูปกายนี้ สังขารนี้ กัมมชรูปนี้ เคลื่อนไหวไปด้วยอำนาจแห่งวาโยธาตุ ซึ่งก็เป็นรูป อีกชนิดหนึ่งที่เกิดจากจิต หาใช่ว่าเราเดินเขาเดินไม่ การรู้เช่นนี้ ชื่อว่าได้เกิดปัญญา รู้เห็นถูกต้องตรงตามสภาพแห่งความเป็นจริงส่วนหนึ่งแล้วที่ว่าการเคลื่อนไหวกายเช่น การเดิน เป็นต้น เคลื่อนไหวไปด้วยอำนาจแห่ง วาโยธาตุนั้น สติปัฏฐานอรรถกถาแสดงว่า

การเดิน จิตฺตกฺริยวาโยธาตุ วิปฺผาเรน สกลกายสฺส ปุรโต อภินิหาโร คมนนฺติ วุจฺจติ ฯ วาโยธาตุอันเกิดแต่จิต ที่ซ่านไปทั่วสกลกาย ยังให้เคลื่อนไหว นั้น เรียกว่า เดิน (คมนะ)

โกคจฺฉติ ใครเดิน รูปนามเดิน

กสฺสคมนํ อาการเดินของใคร อาการของจิตตชวาโยธาตุ

กึ กรณาคจฺฉติ เดินเพราะเหตุใด เพราะอำนาจของจิตตชวาโยธาตุ

การยืน จิตฺตกฺริยวาโยธาตุ วิปฺผาเรน สกลกายสฺส โกฏิโต ปฏฺฐาย อุสฺสิต ภาโว ฐานนฺติ วุจฺจติ ฯ วาโยธาตุอันเกิดแต่จิต ที่ซ่านไปทั่วสกลกายยังให้เคร่งตึง นั้น เรียกว่า ยืน (ฐานะ)

โกติฏฺฐติ ใครยืน รูปนามยืน

กสฺสติฏฺฐนํ อาการยืนของใคร อาการของจิตตชวาโย

กึ กรณาติฏฺฐติ ยืนเพราะเหตุใด เพราะอำนาจของจิตตชวาโยธาตุ

การนั่ง จิตฺตกฺริยวาโยธาตุ วิปฺผาเรน เหฏฺฐิมกายสฺส สมิญฺชนํ อุปริม กายสฺส อุสฺสิตภาโว นิสชฺชนาติ วุจฺจติ ฯ วาโยธาตุอันเกิดแต่จิต ที่ซ่านไปทั่ว สกลกาย ยังให้ส่วนล่างจด และส่วนบนตั้งตรงนั้น เรียกว่า นั่ง (นิสัชชะ)

โกนิสีทติ ใครนั่ง รูปนามนั่ง

กสฺสนิสีทนํ อาการนั่งของใคร อาการของจิตตชวาโยธาตุ

กึ กรณานิสีทติ นั่งเพราะเหตุใด เพราะอำนาจของจิตตชวาโยธาตุ

การนอน จิตฺตกฺริยวาโยธาตุ วิปฺผาเรน สกลสรีรสฺส ติริยโต นิสารณํ สยนนฺติ วุจฺจติฯ วาโยธาตุอันเกิดแต่จิต ที่ซ่านไปทั่วสกลกาย ยังให้ยาวเหยียด นั้น เรียกว่า นอน(สยนะ)

โกสยติ ใครนอน รูปนามนอน

กสฺสสยนํ อาการนอนของใคร อาการของจิตตชวาโยธาตุ

กึ กรณาสยติ นอนเพราะเหตุใด เพราะอำนาจของจิตตชวาโยธาตุ

ที่แสดงเช่นนี้ ก็เพื่อจะให้ตระหนักว่า การเดิน ยืน นั่ง นอน นั้นเป็นแต่ ความเคลื่อนไหวอันเกิดจากธาตุลมที่มีอยู่ในร่างกาย โดยบัญชาของจิตสั่งให้เป็นไป ไม่มีตัวตน บุคคลสัตว์มาบงการให้เป็นไปแต่อย่างใด อุปมาเช่นเดียวกันกับที่เห็น รถยนต์แล่นไปมา ซึ่งความจริงที่รถแล่นไปมาได้นั้น ไม่ใช่ความสามารถของรถยนต์ หากแต่รถนั้นแล่นไปมาด้วยอำนาจของเครื่องจักรกลที่มีอยู่ในตัวรถ โดยมีผู้ขับคอย บังคับบัญชาให้เป็นไปตามความต้องการฉันใด สังขารร่างกายนี้ที่เคลื่อนไหวได้ ก็ อุปไมยฉันนั้น

มหาสติปัฏฐานสูตร ซึ่งเป็นคัมภีร์หนึ่งใน ทีฆนิกาย แห่งพระสุตตันตปิฎก แสดงไว้ว่า

อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํฯ

แปลความว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันว่าภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้พิจารณากาย ในกายอยู่ เป็นผู้มีความขะมักเขม่น รู้ตัวอยู่ มีสติอยู่ ย่อมกำจัดซึ่ง อภิชฌาและ โทมนัส ในโลกเสียได้

อิติ อชฺฌตฺตํ วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ พหิทฺธา วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ อชฺฌตฺตพหิทฺธา วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ ฯลฯ

แปลความว่า ภิกษุนั้น เป็นผู้พิจารณาเห็นกายในกายอันเป็นภายในอยู่ด้วย ประการดังนี้ก็ดี พิจารณาเห็นกายในกายอันเป็นภายนอกอยู่ก็ดี พิจารณาเห็นกายใน กายทั้งที่เป็นภายใน ทั้งที่เป็นภายนอกอยู่ก็ดี ฯลฯ

คำว่า “กายในกาย” และคำว่า “กายในกายอันเป็นภายใน กายในกายอันเป็น ภายนอก” นี้ มีอธิบายกันเป็นหลายนัย เป็นต้นว่า

๑. กาเย กายานุปัสสี เห็นกายในกาย คำว่า กาเย หมายถึง รูปกาย คือ กัมมชรูปนี้ สังขารนี้ ซึ่งมีทั้งจิต เจตสิก และรูป ส่วนคำว่า กายานุปัสสี หมาย เพียงให้เห็นให้กำหนดดูแต่รูปธรรมเท่านั้น คือให้กำหนดดูเฉพาะรูปอย่างเดียว ไม่ใช่ให้ดูจิต เจตสิก ที่มีอยู่ในสังขารร่างกายนี้ด้วย

. กายในกาย หมายตรง ๆ ว่า รูปในรูป ซึ่งกล่าวเฉพาะรูปธรรมที่มีใน สังขารร่างกาย คือ กัมมชรูปนี้ ก็มากมายหลายรูป แต่ก็ให้ดูเพียงรูปเดียวในหลาย ๆ รูปนั้น เช่นการพิจารณาลมหายใจเข้าลมหายใจออก ก็ได้กำหนดดูวาโยธาตุแต่รูป เดียวหรือกำหนดความเย็นความร้อนของลมหายใจ คือเตโชธาตุ แต่รูปเดียวเท่านั้น

. ในทำนองเดียวกัน กับการพิจารณาลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ถ้า พิจารณาอิริยาบถเดิน คือการเคลื่อนไปแห่งสังขารร่างกายนี้ ก็ให้กำหนดดูวาโยธาตุ แต่รูปเดียว ซึ่งเป็นรูปที่สามารถทำให้กัมมชรูป คือสังขารร่างกายนี้เคลื่อนไหวไปได้

. แม้ในอิริยาบถเดิน ซึ่งมีวาโยธาตุสามารถทำให้รูปกายเคลื่อนไปได้นั้น ก็ ยังมีรูปที่อุปการะให้สำเร็จในการเดินอีกหลายรูป คือ เวลายกเท้าขึ้นก็ยกด้วยอำนาจ แห่งเตโชธาตุ เวลาเคลื่อนเท้าก้าวสืบไป ก็ด้วยอำนาจแห่งวาโยธาตุ เวลาที่หย่อน เท้าลงยังพื้น ก็ด้วยอำนาจแห่งอาโปธาตุ และเวลาที่เหยียบเท้าลงถึงพื้น ก็ด้วย อำนาจแห่งปฐวีธาตุ กล่าวอย่างสั้น ๆ ให้จำได้ง่าย ๆ ก็ว่า ยกไฟ ไปลม จมน้ำ   ย่ำดิน ดังนี้ จะเห็นได้ว่า ให้กำหนดดูรูปเดินคือ วาโยธาตุแต่รูปเดียวในรูปทั้งหลาย ที่กล่าวแล้วนี้

. ส่วนคำว่า กายในกายอันเป็นภายใน และกายในกายอันเป็นภายนอกนั้น เช่นการพิจารณาลมหายใจเข้าลมหายใจออกที่เป็นไปในรูปกายนี้ ก็เป็นภายใน ลม หายใจเข้าลมหายใจออกที่เป็นไปในรูปกายอื่น ก็เป็นภายนอก ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ก็เป็นไปในสังขารนี้เป็นฉันใด ที่เป็นไปใน สังขารอื่นก็เป็นฉันนั้น ดังนี้เป็นต้น

              @@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

 

 

 

 

 

 

 

การเกิดขึ้นของสังขารโดยความไม่ขวนขวาย(อพยาปารนัย)


          
ถาม          : โยคีเห็นความไม่ขวนขวายในการเกิดขึ้นของสังขารอย่างไร เพราะเหตุผลประการใด  สังขตธรรมทั้งหลายจึงมีลักษณะของความไม่ขวนขวายและเฉื่อยชา  และธรรมเหล่านั้นเป็นไปโดยไม่มีผู้อื่นสร้างขึ้น  อย่างไร?
          
ตอบ          : เนื่องด้วยธรรมชาติของตัวเอง  เหตุและผล  การเข้ามาร่วมกัน  และมูลเดิม  จึงเกิดการเป็นปัจจัยของกันและกันแล้วเกิดขึ้น(ปฏิจจสมุปบาท)  เพราะด้วยธรรมชาติของการเกิดเอง  จึงมีการเกิดขึ้นของบุคคล   โดยความหมายของคำว่า  ไม่มีชีวะ  ไม่มีแรงผลักดัน  นั่นก็คือ  ความไม่ขวนขวาย(อัพยาปารนัย) ดังนี้
          
ในที่นี้  มีการปรากฏของความว่าง(จากตัวตน)  และความไม่ขวนขวาย  รวมทั้งการปรากฏของกรรมและสังขาร  การปรากฏของความไม่ขวนขวาย  ก็คือความเป็นไปตามธรรมชาติของตน  การปรากฏโดยความเป็นไปตามธรรมชาติของตนก็คือสังขาร ในที่นี้  เพราะยึดความเป็นหนึ่ง (เอกัตตนัย)  ถูกต้อง    โยคีจึงเป็นผู้แทงตลอดทุกขลักษณะ  เพราะยึดความเป็นต่าง ๆ (นานัตตนัย)  ถูกต้อง  จึงเป็นผู้แทงตลอดความไม่เที่ยง  เพราะยึดความไม่ขวนขวายและความเป็นไปตามธรรมชาติของตน (อัพยาปารนัยและธัมมตานัย)ถูกต้อง  จึงเป็นผู้แทงตลอดอนัตตา
          
ถาม          : โยคี พิจารณาการเกิดและการดับของสังขารทั้งปวงโดยไม่เหลือหรือพิจารณาเพียงสังขารเดียว?
          
ตอบ          : เมื่อกำหนดรู้ไตรลักษณ์ในสิ่งต่าง ๆ เธอย่อมแทงตลอดความเกิดความความดับและเกิดญาณนั้นแผ่คลุมสังขารทั้งปวงโดยไม่เหลือ เปรียบเหมือนบุคคลชิมน้ำทะเลที่จุดเดียวย่อมรู้ว่าน้ำทะเลทั้งปวงมีรสเค็ม(๒๗)
          
โยคีย่อมแผ่ญาณคลุมสังขารทั้งปวง   ทาง  คือ  โดยทางแห่งอารมณ์  และโดยทางแห่งความไม่หลง  ในข้อนี้    เมื่อโยคีพิจารณาสังขารโดยไตรลักษณ์  เธอย่อมคุ้นเคยกับการเกิดและการดับของสังขารทั้งปวง    อุทยัพพยญาณนี้เป็นญาณที่เห็นสังขารทั้งปวง  โดยที่เห็นสังขารทั้งปวงตั้งแต่ขณะแรกแห่งการเกิดและขณะสุดท้ายแห่งการดับไป  สังขารเหล่านี้เป็นของว่างก่อนขณะแรกแห่งการเกิดและเป็นของว่างหลังจากขณะสุดท้ายแห่งการดับไป  เพราะว่าไม่มีสิ่งอื่นเกิดก่อนสังขารเกิดและไม่มีสิ่งอื่นใดดับอีกเมื่อสังขารดับไปแล้ว  ดังนั้นอุทยัพพยญาณจึงเป็นญาณพิจารณาสังขารทั้งปวง(โดยไม่มีเหลือ)
                                                             
อุทยัพพยญาณจบ

                       @@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

 

การใช้อริยสัจในชีวิตประจำวัน

 

          การกำหนดทุกข์ ทุกข์เป็นสิ่งมีประจำอยู่กับมนุษย์ทุกคน  มนุษย์เราต้องเผชิญกับความทุกข์ทุกวันนับแต่เกิดจนกระทั่งตาย  ถ้าเราจะหวนกลับไปดูถึงชีวิตในอดีต  เราจะเห็นว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมาเราต้องเผชิญกับทุกข์อยู่ทุกๆ  เวลาทั้งที่เป็นทุกข์ทางกายและทุกข์ทางใจ  ทุกข์ทางกายก็ได้แก่การปวดเจ็บ  เมื่อยขบ ขัดยอกตามร่างกาย ตลอดจนการปวดอุจจาระ ปัสสาวะ เป็นต้น  ส่วนทุกข์ทางใจก็ได้แก่  ความวิตกกังวล ความเหนื่อยหน่าย  ความไม่ชอบใจ ความคิดฟุ้งซ่านรำคาญใจ และความไม่สบายใจ เป็นต้น  สำหรับทุกข์ทางกายนั้นถ้าจะพิจารณาอย่างลึกซึ้งแล้วก็จะเห็นว่ามีอยู่เสมอ แต่ความจริงนั้นทุกข์มีอยู่ถ้าหากเรายืน  เดิน นั่ง หรือนอน อยู่ท่าเดียวโดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถเลย ไม่ช้าเราจะรู้สึกปวดเมื่อยหรือล้าทำให้จำเป็นต้องเปลี่ยนจากอิริยาบถหนึ่งไปสู่อีกอิริยาบถหนึ่ง

          จึงกล่าวได้ว่าอิริยาบถบดบังทุกข์  คือทำให้ไม่รู้สึกว่าเป็นทุกข์  เพราะเหตุที่เราต้องเผชิญอยู่กับทุกข์ตลอดเวลานี่เอง  จึงทำให้ต้องพยายามเผาผลาญทำลายช่องทางของการเกิดทุกข์อันได้แก่ตัณหา ๓ อย่างคือ

             -กามตัณหา  ความกำหนดในกาม

             -ภวตัณหา  ความอยากเป็นนั่นเป็นนี่ เช่น อยากเป็นมหาเศรษฐี อยากเป็นเทวดา

            -วิภวตัณหา  ความไม่อยากเป็น ไม่อยากอยู่ในสภาวะเดิม  เช่นไม่อยากเป็นมนุษย์ ไม่อยากเป็นอยู่ในโลกนี้  เป็นต้น

          เมื่อละสาเหตุของทุกข์แล้ว  ควรเข้าใจถึงภาวะที่หมดทุกข์แล้วกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการปฏิบัติ  คือการปฏิบัติสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน  บุคคลที่ปฏิบัติทุกข้อในอริยสัจได้สมบูรณ์ครบถ้วน และถูกต้องตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงมา เรียกว่า “พระอริยบุคคล”

สรุปความ

          สังคมไทย  ได้มีความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นกับพระพุทธศาสนามาเป็นเวลาช้านานแล้ว คือตั้งแต่อดีตจนกระทั่งถึงปัจจุบัน  พุทธศาสนาได้ให้สิ่งที่ดีๆ แก่ประชาชนในการดำรงชีวิตโดยบุคคลากรในพุทธศาสนาได้มีบทบาทต่อสังคมไทยในหลายๆ ด้าน

          ปัจจุบันผู้คนอาจจะมองเห็นว่า พุทธศาสนามีบทบาทในสังคมลดน้อยลงไป แต่ความจริงพุทธศาสนายังเป็นตัวประสานความสามัคคีของคนในชาติได้เป็นอย่างดี

          อนึ่งหลักธรรมในพุทธศาสนายังครอบคลุมในหลายๆ  สิ่ง  แต่เหตุว่าผู้คนในสังคมมิได้ศึกษาหลักธรรมโดยตรงจึงทำให้ไม่ทราบว่า สิ่งที่ตนประพฤติอยู่นั้นเป็นธรรมะในพุทธศาสนา

          ที่สำคัญในปัจจุบันบุคลากรในพุทธศาสนาได้จัดทำกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ  เป็นอันมากเพื่อที่จะเผยแพร่หลักธรรมไปสู่ประชาชนที่ชัดเจนยิ่งขึ้นโดยมีกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมตั้งแต่ระดับต้น ไปจนถึงระดับที่สูงเรียกว่า เป็นการปฏิบัติตามหลักของศาสนาอย่างแท้ๆและประชาชนได้เริ่มหันมาศึกษาหลักธรรมของพระพุทธศาสนามากขึ้น  สาเหตุนี้อาจจะเนื่องมาจากสังคมไทยได้ประสบกับสภาวะที่ทำให้ผู้คนต้องหันมาหาที่พึงทางใจ อีกทั้งพุทธศาสนาก็มีหลักธรรมที่สามารถเป็นที่พึงของคนได้  และเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้อย่างแท้จริง.

                     @@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

 

 

 

 

 

การกำเนิดโลกและมนุษย์

 

ในเรื่องการกำเนิดขึ้นของจักรวาล โลก และมนุษย์นั้น คิดว่าหลายท่านคงจะเคยได้ทราบหรือเคยศึกษามาบ้างแล้ว ทั้งนี้เป็นเพราะมีผู้ที่สนใจในเรื่องนี้อยู่เป็นจำนวนมาก รวมทั้งเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจใคร่รู้ของมนุษย์มานับตั้งแต่ยุคโบราณ มนุษย์ต่างตั้งข้อสงสัยและพยายามแสวงหาคำตอบ เพื่อให้ทราบว่า จุดเริ่มต้นของสรรพสิ่งคืออะไร โลกเกิดขึ้นได้อย่างไร ตัวเรามาจากไหน ใครเป็นมนุษย์คนแรก จนกระทั่ง บัดนี้มนุษย์ก็ยังไม่รู้แน่ชัดถึงความเป็นจริงของคำตอบต่าง ๆ ที่ตนสงสัยมาช้านาน

 

ความเชื่อเรื่องกำเนิดโลก

มีหลายคำสอนในหลายศาสนาที่เป็นศาสนาประเภท เทวนิยม ไม่ว่าจะเป็นศาสนาของชาวอียิปต์โบราณ ชาวสุเมเรียน และชาวบาบิโลนเมื่อกว่า ๕๐๐๐ ปีก่อน เรื่อยมากระทั่ง พราหมณ์ คริสต์ อิสลาม หรือแม้แต่ ศาสนาชินโตของชาวญี่ปุ่น ต่างก็มีคำสอนว่า สิ่งต่าง ๆ ที่ เกิดขึ้นนั้นเป็นเพราะเทพเจ้าหรือพระเจ้าในศาสนาของตนเป็นผู้บันดาลให้เกิดขึ้นหรือสร้างขึ้นทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว โลก มนุษย์ และสรรพสิ่งทั้งปวงล้วนเป็นผลงานของพระเจ้าทั้งสิ้น โดยแต่ละศาสนาก็มีบันทึกเรื่องราวที่พระเจ้าในศาสนาของตนสร้างสิ่งต่าง ๆ ไว้ในคัมภีร์ซึ่งมีรายละเอียดแตกต่างกันไป

จนกระทั่งปัจจุบัน แม้โลกจะเปลี่ยนแปลงไปจากในอดีตมาก มีเทคโนโลยีและวิทยาการต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย เรียกว่าแทบจะทุกชั่วโมงเลยก็ว่าได้ และมนุษย์ก็ได้ใช้สิ่งเหล่านี้เป็นอุปกรณ์ในการค้นหาคำตอบ เพื่อพิสูจน์ความจริง จะเป็นเพราะด้วยไม่เห็นด้วยกับคำสอนที่ตนเคยได้ยินหรือได้รับการถ่ายทอดมา หรือว่าจะเป็นเพราะต้องการที่จะหาข้อพิสูจน์มายืนยันความเชื่อทั้งหลายเหล่านั้นก็ไม่ทราบได้ แล้วก็ตั้งข้อสันนิษฐานไปต่าง ๆ นา เป็นต้นว่า จักรวาล และโลก เกิดจากการระเบิดตัวของวัตถุที่มีมวลมหาศาลบ้าง มนุษย์เกิดมาจากลิงบ้าง โดยอาศัยสิ่งต่าง ๆ เป็นเครื่องสนับสนุนเพื่อต้องการให้ข้อคิดเห็นของตนนั้นน่าเชื่อถือ ดูมีเหตุมีผลเป็นหลักการ แต่แล้วก็มีผู้เสนอแนวคิดใหม่ ๆ มาหักล้างแนวคิดเดิม เป็นเช่นนี้อย่างไม่ มีที่สิ้นสุด

แต่แม้จะมีผู้พยายามเสนอทฤษฎีต่าง ๆ คนแล้วคนเล่ารวมทั้งพยายามพิสูจน์ด้วยวิธีการต่าง ๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เราก็ยังไม่ทราบอยู่นั่นเองว่า สิ่งต่าง ๆ ที่มนุษย์สงสัยและโต้แยงกันมายาวนานไม่มีที่สิ้นสุดนี้ มีคำตอบที่ถูกต้องอย่างไร มีข้อสรุปที่ชัดเจนเช่นไร ในเมื่อเราต่างก็กำลังแสวงหาคำตอบด้วยกันทุกท่าน ก็อยากจะเสนอแนวคิดเรื่องการกำเนิดขึ้นของจักรวาล โลก มนุษย์ และสรรพสิ่ง อีกทัศนะหนึ่งให้ศึกษาพิจารณาดู โดยแนวคิดนี้เป็นคำสอนที่มีปรากฏในพระไตรปิฎกซึ่งเป็นคัมภีร์ของชาวพุทธ และเป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงแสดงมากว่า ๒๕๐๐ ปี ก่อน

 

 

ปฐมเหตุที่ทรงแสดง

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสถึงเรื่องการกำเนิดจักรวาล โลก มนุษย์ และสิ่งต่าง ๆ ไว้ใน อัคคัญญสูตร พระไตรปิฎกและอรรถกถา ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม 15 หน้า 146 พระสูตรนี้ได้กล่าวถึงการบังเกิดขึ้นจักรวาล โลก มนุษย์ และสรรพสิ่งทั้งหลาย ตลอดจนความเปลี่ยนแปลงของสิ่งเหล่านี้อัคคัญญสูตรที่พระพุทธองค์ทรงแสดงนี้ มิได้มีจุดมุ่งหมายที่จะกล่าวถึงการกำเนิดของโลก และมนุษย์ ตลอดจนสรรพสิ่งโดยตรง เพียงแต่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่สามเณร ๒ รูป คือ วาเสฏฐสามเณรและภารทวาชสามเณร เพื่อจะบอกเหตุอันเป็นความเชื่อในเรื่องของวรรณะที่พวกพราหมณ์ยึดถือต่อ ๆ กันมา เนื่องจากสามเณรทั้ง ๒ นั้นเกิดมาจากวรรณะของพราหมณ์ ซึ่งในยุคสมัยนั้นถือกันว่า วรรณะพราหมณ์เป็นวรรณะสูง จะเป็นรองก็เพียงวรรณะกษัตริย์เท่านั้น (ในอินเดียได้จัดคนออกเป็นวรรณะต่าง ๆ ๔ วรรณะ ประกอบด้วย กษัตริย์ พราหม์ แพศ ศูทร กษัตริย์ และพราหมณ์จัดว่าเป็นวรรณะสูง แพศ เป็นวรรณะกลาง ส่วนศูทรเป็นวรรณะต่ำ ทั้ง ๔ วรรณะนี้จะดูถูกเหยียดหยามกัน จะไม่มีการคลุกคลีกันข้ามวรรณะ ถ้าหากว่ามีชายหญิงใดมีความสัมพันธ์กันจนมีทารกออกมา ทารกนั้นจะเป็นที่รังเกียจของคนทั้งหลายและถูกเรียกว่า จัณฑาล วรรณะทั้ง ๔ นี้)แต่ทั้ง ๒ กลับเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาที่พวกพราหมณ์เรียกว่าเป็นสมณะโล้น จัดเป็นวรรณะที่เลวทราม เกิดจากเท้าของพรหม

พระศาสดาเมื่อทรงสดับเช่นนั้น จึงทรงชี้ให้เห็นถึงที่มาที่ไปแห่งการที่เกิดชื่อเรียกของวรรณะต่าง ๆ ขึ้นเพื่อให้สามเณรทั้ง ๒ นั้นทราบ โดยทรงหยิบยกเอาเรื่องตั้งแต่การที่จักรวาลยังกลายเป็นน้ำเรื่อยมา จนเกิดมีการสมมติชื่อของวรรณะต่าง ๆ ขึ้น แล้วทรงสรุปว่า การที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะประเสริฐหรือเลวทราม ก็ด้วยการกำหนดจากธรรมและอธรรมที่เขาประพฤติเท่านั้น หาได้กำหนดจากสิ่งอื่นไม่ ถึงอย่างไรก็ตามแม้พระสูตรจะมิได้มุ่งหมายที่จะกล่าวถึงการบังเกิดขึ้นของโลก มนุษย์ และสรรพสิ่งโดยตรง แต่เนื้อหาของพระสูตรก็ทำให้เราทราบว่ามนุษย์ ตลอดจนสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ที่เราต่างก็สงสัยและโต้เถียงกันมายาวนานนั้น มีจุดกำเนิดหรือที่มาอย่างไร

กำเนิดจักรวาล โลก มนุษย์ และสรรพสิ่ง

การกำเนิดขึ้นของ จักรวาล โลก หรือมนุษย์ ตลอดจนสรรพสิ่งทั้งปวงนี้ เป็นคำสอนหรือความรู้ในพระพุทธศาสนาดังที่กล่าวมาแล้ว ดังนั้นอาจจะมีบางท่านที่เคยศึกษาแล้วอาจจะไม่เห็นด้วย หรือมีข้อขัดแย้งเกิดขึ้นในใจ ซึ่งก็ไม่ใช่สิ่งแปลกแต่อย่างใด ที่การที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะรู้สึกปฏิเสธหรือต่อต้านในสิ่งที่ผิดไปจากสิ่งที่ตนเคยรู้เคยได้ยินมา หรือแม้กระทั่งผิดไปจากสิ่งที่ตนเชื่อมั่นหรือคาดหวัง ซึ่งพระพุทธองค์ก็ทรงทราบดีอยู่ว่าจะต้องมีผู้ที่ไม่เชื่อหรือไม่เห็นด้วยเป็นจำนวนมาก ซึ่งก็ไม่ใช่อุปสรรคเลยพระพุทธศาสนาไม่ใช่ศาสนาที่บังคับให้ใคร ๆ เชื่อในคำสอน ไม่ได้ใส่ใจว่าผู้ใดจะศรัทธาหรือไม่แต่อย่างใด แต่พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาของผู้มีปัญญา เป็นศาสนาที่ว่าด้วยเหตุและผล และสิ่งที่พระพุทธองค์แสดงนั้นเป็นเพราะทรงเห็นประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น และคำสอนที่แสดงนั้นก็ไม่ได้ให้ผู้ฟังเชื่อตาม แต่ทรงให้พิจารณาไตร่ตรองและให้พิสูจน์ว่าสิ่งที่พระองค์แสดงนั้นจริงเท็จอย่างไรด้วยตัวของผู้นั้นเอง ดังที่ได้แสดงแก่ชนทั้งหลายในการที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อ ที่บ้านกาลาม ในกาลามสูตรว่า

" ควรแล้วท่านจะสงสัย ความสงสัยของท่านเกิดขึ้นแล้วในเหตุควรสงสัยจริง ท่านอย่าได้ถือโดยได้ฟังตามกันมา อย่าได้ถือโดยลำดับสืบ ๆ กันมา อย่าได้ถือโดยความตื่นว่าได้ยินอย่างนี้ ๆ อย่าได้ถือโดยอ้างตำรา อย่าได้ถือโดยเหตุนึกเดาเอา อย่าได้ถือโดยนัยคือคาดคะเน อย่าได้ถือโดยความตรึกตามอาการ อย่าได้ถือโดยชอบใจว่า ต้องกันกับลัทธิของตน อย่าได้ถือโดยเชื่อว่า ผู้พูดสมควรจะเชื่อได้ อย่าได้ถือโดยความนับถือว่า สมณะผู้นี้เป็นครูของเรา เมื่อใดท่านรู้ด้วยตนนั่นแลว่า ธรรมเหล่านี้ เป็นอกุศลธรรมเหล่านี้มีโทษ ธรรมเหล่านี้ท่านผู้รู้ติเตียน ธรรมเหล่านี้ ใครประพฤติให้เต็มที่แล้ว เป็นไปเพื่อสิ่งไม่เป็นประโยชน์ เป็นไปเพื่อทุกข์ ดังนี้ ท่านควรละธรรมเหล่านั้นเสีย เมื่อนั้น " จาก พระสูตรและอรรถกถาแปล เล่ม ๓๔ หน้า ๓๓๘.

ดังนั้น เนื้อหาในเรื่องกำเนิดโลกนี้ หากมีท่านใดท่านหนึ่งอาจจะคัดค้านไม่เห็นด้วยก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเป็นทัศนะในพระพุทธศาสนาซึ่งไม่ปรารถนาจะให้ผู้อ่านเชื่อในทันทีเมื่อมาศึกษา แต่จะเป็นการดีถ้าได้พิสูจน์แล้วและเห็นตาม การกำเนิดขึ้นของจักรวาล โลก และสรรพสิ่งนั้น เริ่มจากแต่เดิมนั้นก่อนที่สรรพสิ่งจะเกิดขึ้นนั้น ในท้องจักรวาลไม่มีสิ่งใด ๆ เลย มีเพียงอากาศที่เวิ้งว่างว่างเปล่า โล่งเตียนตลอด โดยที่ความว่างเปล่านี้เกิดจากการที่จักรวาลได้เสื่อมและถูกทำลายลง ด้วย ไฟ น้ำ และลม

เนื่องจากจักรวาลและโลกนั้นกำเนิดขึ้น และถูกทำลายลงมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน และยังจะต้องถูกทำลาย และก็จะเกิดขึ้นอีกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด โดยที่ไม่สามารถจะระบุได้ว่า จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของการเริ่มต้นและสิ้นสุดนี้คือเมื่อใด การกำเนิดของโลกและสรรพสิ่งที่กล่าวถึงในบทเรียนนี้ จึงเป็นช่วงหนึ่งของวัฏจักรที่ไม่มีที่สิ้นสุดนั้น โดยการกำเนิดที่กล่าวถึงในบทเรียนนี้ เป็นการกำเนิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่จักรวาลถูกทำลายด้วยไฟ ก่อนที่จะมาถึงกำเนิดขึ้นนี้

หลังจากที่จักรวาลเปล่าร้างปราศจากสิ่งใด ๆ เป็นเวลายาวนาน (นานจนไม่สามารถระบุระยะเวลาได้) ต่อมามีฝนตกลงมาในท้องจักรวาลที่มีเพียงอากาศนั้น น้ำฝนที่ตกลงมาในระยะแรก เป็นฝนที่มีขนาดเล็กมาก จากนั้นจึงมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งขนาดเท่ากับลำของต้นตาล เนื่องจากฝนที่ตกขึ้นนี้ ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ปริมาณน้ำฝนจึงเพิ่มระดับสูงขึ้น จนกระทั่งท่วมเต็มทั่วทั้งท้องจักรวาล

การที่ฝนทรงตัวอยู่ได้นี้ เป็นเพราะมีลมมารองรับไว้เหมือนภาชนะ จึงทำให้น้ำไม่รั่วไหลกระจัดกระจาย แต่จะรวมตัวเป็นกลุ่มก้อน ด้วยคุณสมบัติของลมทำให้น้ำค่อย ๆ งวดยุบหดลดลงจากเบื้องบน ระดับน้ำได้ลดระดับลงมาเรื่อย ๆ เมื่อระดับน้ำลดลง ทำให้ที่ตั้งของภพต่าง ๆ ปรากฏขึ้น เริ่มตั้งแต่ พรหมชั้นต่าง ๆ เรื่อยลงมาจากชั้นบนสู่ชั้นล่าง จากนั้นสวรรค์ชั้น ต่าง ๆ จึงเกิดขึ้นหลังจากที่ระดับน้ำได้ลงไปจากที่ตั้งของภพสวรรค์ชั้นต่างๆ นั้น

เมื่อระดับน้ำลดลงมาถึงระดับพื้นดิน ระดับน้ำเริ่มคงที่ไม่ลดลงไปอีก เมื่อน้ำนิ่งจึงเกิดการรวมตัวกันเป็นตะกอนลอยอยู่เหนือผิวน้ำ ซึ่งตะกอนนี้เกิดจากการรวมตัวของธาตุหยาบ (การเกิดขึ้นของภพพรหมและสวรรค์ เป็นการรวมตัวของธาตุละเอียด ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตามนุษย์) ตะกอนที่รวมตัวและลอยอยู่เหนือน้ำนี้ คล้ายกับการลอยของใบบัวที่อยู่เหนือน้ำคือลอยอยู่ได้โดยไม่จม มีสีเหลือง รสหวาน และมีกลิ่นหอม (เรียกว่า ง้วนดิน) ซึ่งต่อมาคือแผ่นดินที่รองรับสิ่งต่าง ๆ โดยตะกอนที่เกิดขึ้นมาก่อนเรียกว่า ศีรษะแผ่นดิน ซึ่งถือว่าเป็นประธานของโลกมนุษย์

หลังจากแผ่นดินได้เกิดขึ้นแล้ว ต่อมาได้มีต้นไม้เกิดขึ้น ต้นไม้ที่เกิดขึ้นเป็นชนิดแรกคือ ต้นบัว โดยที่เป็นบัวที่มีลักษณะเป็นไม้ยืนต้น และขึ้นบนแผ่นดิน ต่างจากบัวในปัจจุบันที่เป็นไม้ล้มลุกและขึ้นเฉพาะในน้ำ บัวที่เกิดขึ้นนี้จะปรากฏขึ้นทุกครั้งที่โลกกำเนิดขึ้นหลังจากที่ถูกทำลายไป โดยที่ในการเกิดขึ้นของดอกบัวนี้จะออกดอกไม่เท่ากันในแต่ละครั้ง บางครั้งไม่มีดอก บางครั้งมีดอก โดยการออกดอกจะมีตั้งแต่ ๑ ถึง ๕ ดอก แต่จะไม่มากไปกว่านั้น ซึ่งจำนวนของดอกบัวที่เกิดขึ้นนี้จะเป็นสิ่งที่บอกว่า จะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบังเกิดหรือไม่บังเกิดขึ้น หรือว่าบังเกิดขึ้นอีกพระองค์ในกัปนั้น (อย่างเช่นในกัปของเรา มีดอกบัวปรากฏเมื่อครั้งกำเนิดโลก ๕ ดอก ก็หมายความว่าจะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น ๕ พระองค์) บัวนี้จึงมีชื่อว่า บัวพยากรณ์

การเกิดของสิ่งมีชีวิตในภพภูมิต่าง ๆ มีด้วยกัน ๔ วิธี เรียกว่า กำเนิด ๔ คือ

๑. สังเสทชะกำเนิด คือ เกิดในเถ้า ไคล สิ่งปฏิกูลต่าง ๆ เช่น การเกิดของจุรินทรีย์ เชื้อโรคต่างๆ
๒. โอปปาติกะกำเนิด คือ การที่ไม่ต้องอาศัยพ่อแม่ เมื่อเกิดแล้วโตเต็มวัยเลย ได้แก่ เทวดา พรหม สัตว์นรก เปรต อสรุกาย และมนุษย์ยุคแรก
๓. อัณฑชะกำเนิด คือ การเกิดในฟองไข่ เช่น พวกสัตว์ปีก สัตว์เลื้อยคลาน
๔. ชลาพุชะกำเนิด คือ การเกิดในครรภ์ เช่น มนุษย์ในปัจจุบัน สัตว์ต่าง ๆ

มนุษย์ยุคแรก

หลังจากที่แผ่นดินได้เกิดขึ้นแล้ว ได้มีพรหมพวกหนึ่งจุติลงมาเกิดเป็นมนุษย์ โดยเป็นพรหมที่หมดบุญ หรือสิ้นอายุจากชั้นอาภัสสราพรหม การเกิดมาเป็นมนุษย์ในยุคแรกนี้ เป็นการเกิดเองโดยไม่ต้องอาศัยพ่อแม่ เกิดแล้วมาก็โตเต็มวัยเลย ซึ่งการเกิดชนิดนี้เรียกว่า เกิดแบบโอปปาติกะ มนุษย์ที่จุติมาจากอาภัสสราพรหมนี้ จะมีรูปร่างและลักษณะเหมือนขณะที่ตอนยังเป็นพรหม คือจะไม่มีเพศ ร่างกายมีแสงสว่างเรือง มีรัศมีสว่าง เหาะไปมาในอากาศได้ และมีปีติเป็นอาหาร ไม่ต้องกินสิ่งอื่นที่อยู่ภายนอกร่างกายเข้าไป โลกในช่วงที่พรหมลงมาเกิดเป็นมนุษย์นี้ มีสัณฐานแบนและมีจุดเชื่อมต่อกับสวรรค์ (สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา) โลกกับสวรรค์สามารถไปมาหาสู่กันได้ แต่ต่อมาจึงค่อย ๆ เปลี่ยนรูปทรงและเคลื่อนตัวห่างออกจากสวรรค์ไปตามบาปอกุศลที่มนุษย์สร้าง ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ จากโลกที่แต่เดิมมีสัณฐานแบน ก็เริ่มฟูขึ้น เมื่อฟูจนได้ระดับหนึ่ง ก็จะหดตัวเข้าเป็นทรงรี แล้วจึงกลายเป็นทรงกลมในที่สุด ซึ่งแต่ละช่วงที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงรูปทรงนี้ใช้เวลานานมาก ยุคที่โลกกลมนี้เป็นยุคที่มนุษย์มีอายุต่ำกว่า ๑ แสนปี มนุษย์ที่เกิดมีชีวิตอยู่เช่นนั้นเป็นเวลายาวนาน จนกระทั่งมีมนุษย์คนหนึ่ง (มนุษย์ที่ลงมาเกิดในยุคนี้มีเป็นจำนวนมาก ไม่ใช่คนเดียวหรือ ๒ คน) เห็นดินที่มีสีสันสวยงาม มีกลิ่นหอม เห็นแล้วก็อยากจะหยิบขึ้นมาลิ้มลอง จึงหยิบใส่ปากเพื่อลิ้มรส แต่เพียงแค่ดินนั้น (ง้วนดิน) สัมผัสเพียงปลายลิ้น รสดินก็แผ่ซาบซ่านไปทั่วร่างกาย มีรสเป็นที่ถูกใจของมนุษย์ผู้นั้น จึงหยิบมาบริโภคอีก มนุษย์อื่นเห็นเช่นนั้นจึงพากันเอาอย่างบ้าง และเนื่องจากง้วนดินที่บริโภคเข้าไปนั้นเป็นอาหารหยาบ จึงทำให้รัศมีกายและแสงในตัวของมนุษย์หายไป ความมืดจึงบังเกิดขึ้น มนุษย์ทั้งหลายเมื่อถูกความมืดปกคลุมจึงพากันตกใจ เมื่อความมืดบังเกิดขึ้นอยู่นั้นเอง สุริยเทพบุตรพร้อมด้วยดวงอาทิตย์ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยก็บังเกิดขึ้น ทำให้มีแสงสว่างเกิดขึ้นมาขับไล่ความมืด จากนั้นดวงจันทร์และดวงดาวต่าง ๆ ก็เกิดขึ้น ทำให้มีกลางวัน กลางคืน ฤดูกาลต่าง ๆ พร้อมกับการเกิดขึ้นของเขาพระสุเมรุ เขาจักรวาล เขาหิมพานต์ และมหาสมุทร ซึ่งการเกิดขึ้นของสิ่งเหล่านี้ใช้เวลานานมาก นอกจากฤทธิ์ของอาหารหยาบที่มนุษย์บริโภคเข้าไป จะทำให้รัศมีกายและความสว่างหายไปแล้ว ยังส่งผลให้มนุษย์มีผิวพรรณที่เศร้าหมองลงไม่ผ่องใสสวยงามเหมือนดังเดิม แต่ความเศร้าหมองที่เกิดขึ้นในมนุษย์แต่ละคนมีไม่เท่ากัน บางคนเศร้าหมองน้อย บางคนเศร้าหมองมาก ขึ้นอยู่กับกรรมเก่าที่เคยทำมาในชาติต่าง ๆ และกิเลสที่เกิดขึ้นในขณะนั้น เมื่อมีความแตกต่างเกิดขึ้น ทำให้มนุษย์มีความยึดมั่นและถือตัวเกิดขึ้น จึงทำให้ร่างกายที่เคยเหาะได้หยาบลง จึงเหาะไม่ได้อีกต่อไปและจากบาปกรรมที่เกิดขึ้นนี้ สิ่งต่างจึงแปรเปลี่ยนไป ง้วนดินที่เคยมีรสอร่อยได้หายไป กลายเป็นสะเก็ดดิน แต่ยังคงมีรสอร่อย และกลิ่นหอม บริโภคได้เหมือนเดิม ยิ่งมนุษย์ถูกกิเลสครอบงำเท่าไร ความประณีตของอาหารก็น้อยลงทุกที จากสะเก็ดดิน กลายเป็นเครือดิน และต่อมาได้กลายเป็นข้าวสาลี

ข้าวสาลีในยุคนั้นต่างข้าวสาลีในยุคปัจจุบัน โดยเป็นข้าวที่มีเปลือกบางคล้าย ๆ เปลือกของแตงกวา จึงกินได้ทั้งเปลือก มีสีเหลืองอมขาว รู้สึกนุ่มเมื่อเคี้ยว มีกลิ่นหอม มีคุณค่าทางอาหารครบ และมีความอร่อยอยู่ในตัว เมื่อบริโภคเข้าไปแล้วจะสามารถดับความหิวกระหาย ความเหน็ดเหนื่อยได้ ขนาดของเมล็ดประมาณ ๑ ศอกของมนุษย์ในยุคนั้น(ศอกที่กำมือแล้ว) ๑ เมล็ดสามารถบริโภคได้ ๓- ๕ คน เมื่อจะบริโภคก็นำมาวางไว้บนแผ่นหินชนิดหนึ่ง ข้าวก็จะสุกเอง

เนื่องจากมนุษย์ยุคนั้นมีร่างกายที่ใหญ่กว่ายุคปัจจุบันมาก ข้าวสาลีจึงมีลำต้นสูงใหญ่มาก โดยสูงประมาณเท่าต้นยางนา (ยางนาสูงโดยเฉลี่ย ๔๐ - ๔๕ เมตร) และสูงกว่ามนุษย์ในยุคนั้น ปกติรวงข้าวจะตั้งตรง แต่ครั้นเมื่อรวงข้าวสุกก็จะโน้มลงมาจนมนุษย์สามารถเก็บได้ เมื่อเก็บแล้วก็จะงอกออกมาใหม่ และขึ้นได้ทั่วไป เนื่องจากคุณภาพของอาหารที่มนุษย์บริโภคเข้าไป มีลักษณะหยาบขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะกิเลสที่เพิ่มมากขึ้นของมนุษย์ ทำให้อาหารที่มนุษย์บริโภคเข้าไปนั้นไม่สามารถถูกดูดซึมได้ดังเดิม เกิดมีกากอาหารขึ้นกายเป็นของส่วนเกิดของร่างกาย ร่างกายของมนุษย์จึงปรากฏช่องทางขับถ่ายขึ้นคือทวารหนักและทวารเบา แต่เนื่องจากกรรมที่เคยประพฤติผิดศีลกาเมของชาติในอดีต ส่งผลทำให้มนุษย์มีอวัยวะเพศต่างกัน บางคนเพศหญิงปรากฏ บางคนเพศชายปรากฏเมื่ออวัยวะเพศปรากฏ และด้วยเหตุว่า มีเพศต่างกันเป็นเพศหญิงเพศชาย ทำให้มนุษย์เพ่งเล็งกันและกัน มีความปรารถนาในกาม มีความสนใจในเพศตรงข้าม จึงต่างเข้าหากันและได้เสพเมถุนธรรมต่กัน และเนื่องจากการเสพเมถุนธรรมนี้เป็นสิ่งแปลกใหม่ จึงทำให้มนุษย์ส่วนมาก เห็นการที่หญิงชายเสพกามกันนั้นเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ จังพากันห้ามปราม จับแยก รวมทั้งติเตียน ด่าว่า จนกระทั่งพากันขับไล่ โดยในพระสูตรได้พรรณนาถึงอาการขับไล่ไว้ว่า " สัตว์เหล่าใดเห็นสัตว์เหล่าอื่นกำลังเสพเมถุนกัน ก็โปรยฝุ่นลงบ้าง โปรยขี้เถ้าลงบ้าง โปรยโคมัยลงบ้าง ด้วยกล่าวว่า คนถ่อย เจ้าจงฉิบหาย คนถ่อย เจ้าจงฉิบหายดังนี้ แล้วกล่าวว่า ก็สัตว์จักกระทำกรรมอย่างนี้แก่สัตว์อย่างไรดังนี้ ... " 

เมื่อชายหญิงเหล่านั้น ถูกรังเกียจและขับไล่ จึงเสาะแวงหาหาและสร้างที่มุงบังเพื่อป้องปิดในเวลาเสพเมถุนธรรม ทำให้มีการสร้างบ้านเรือนตามมา เมื่อมนุษย์ต่างก็ซ้องเสพกามกัน ทำให้การเกิดแบบชลาพุชะคือ การเกิดในมดลูกมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น ซึ่งถือได้ว่ามนุษย์ได้เริ่มเกิดจากครรภ์ตั้งแต่ครั้งนั้น หลังจากนั้นก็ไม่มีการเกิดแบบโอปปาติกะในหมู่มนุษย์อีก

เมื่อมนุษย์สร้างบ้านเรือน มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่งจึงเกียจคร้านในการออกไปแสวงหาข้าวสาลีบ่อย ๆ เกิดความโลภขึ้น เมื่อออกไปเก็บข้าวสาลีก็นำมาทีละมาก ๆ นำมาสะสมไว้ ยิ่งความโลภมากเท่าไรความประณีตของอาหารก็ยิ่งน้อยลง ข้าวสาลีจึงเริ่มเสื่อมคุณภาพลงไปเรื่อย ๆ ขนาดต้นเล็กลง ปรากฏมีเปลือกขึ้น และเมื่อเก็บไปแล้วก็ไม่งอกออกมาอีก ที่เคยขึ้นอยู่ทั่วไป ก็เริ่มลดน้อยร่อยหรอลงไปเรื่อย หาได้ยากขึ้น จะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงของพรหมในชั้นอาภัสสราที่ได้เสื่อมจากอัตภาพเดิมกลายมาเป็นมนุษย์ในยุคต้นกัป เพราะอาศัยเหตุคือง้วนดินหากจะกล่าวอีกนัยหนึ่งง้วนดินก็เป็นวัตถุกามชั้นเลิศ ที่ชักชวนให้พรหมเหล่านั้นหันมาสนใจ เมื่อทดลองลิ้มก็ติดใจ ถูกกิเลสกามคือความอยากที่มีอยู่ในใจแต่เดิมเข้าครอบงำ อุปมาเปรียบง้วนดินได้กับกับดักของนายพราน ที่คอยดักสัตว์ป่าผู้โง่เขลาให้เข้ามาติดนั่นเอง

ถึงแม้ว่าอาภัสสราพรหมจะเป็นมนุษย์ในยุคต้นกัป แต่อายุของมนุษย์นั้นก็ยืนยาวจนมิอาจที่จะนับได้ซึ่งในภาษาบาลี คือ อสงไขยปี เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าในสมัยนั้นมิได้มีมลภาวะเช่นปัจจุบัน ดินฟ้าอากาศ ฤดูต่างๆ ก็มิได้แปรปรวนมีแต่ฤดูสบาย ไม่ต้องมีบ้านไว้คอยกันฝน ไม่ต้องมีร่มเงาไว้คอยบังแดด เครื่องนุ่งห่มนั้นก็เป็นเครื่องนุ่งห่มเมื่อครั้งยังเป็นพรหม ไม่ต้องมีการประกอบการงาน สิ่งใดที่เป็นความยากลำบากในยุคนั้นล้วนมิได้มีเลย

โลกในยุคแรกจึงเป็นโลกที่สะดวกสบาย ปราศจากความทุกข์ยากลำบากใดๆ หากจะมีความทุกข์บ้างก็เป็นความทุกข์เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่มีสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาชดเชยแทน เช่น การเสื่อมจากง้วนดินที่เป็นอาหารอันประณีต กลับกลายมาเป็นต้องรับประทาน กะบิดินและเครือดินตามลำดับ เป็นต้นการเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งที่มีผลกระทบอย่างยิ่งต่อมนุษย์ในยุคนั้น ก็คือเรื่องของผิวพรรณที่มีทั้งงามและทรามควบคู่กันไป เพราะการบริโภคของพวกมนุษย์ในยุคต้นกัปนั้นในสมัยที่ตนยังเป็นพรหมอยู่ก็บริโภคด้วยความต้องการ หาใช่เพราะความจำเป็นไม่ เพราะพรหมนั้นมีปีติเป็นภักษาอยู่แล้ว อาหารอย่างอื่นจึงไม่มีความจำเป็น เมื่อมนุษย์คนใดมีความต้องการมาก ก็จะบริโภคมากมาตั้งแต่สมัยที่ตนยังเป็นพรหม ธาตุหยาบที่มีสั่งสมอยู่ในร่างกายก็จะมากตามไปด้วย เป็นเหตุให้ความประณีตของผิวพรรณลดลง หากมนุษย์คนใดบริโภคเพียงเพื่อต้องการแค่ให้ดำรงอัตภาพได้ธาตุหยาบที่ได้จากอาหารก็จะเข้าไปในร่างกายน้อย ความประณีตของผิวพรรณจึงยังมีอยู่บ้าง ทำให้มีผิวพรรณงามกว่าพวกที่บริโภคมากเราอาจจะเปรียบเทียบกับการผสมสีดำลงไปในสีขาว ซึ่งถือว่าเป็นสีที่มีความบริสุทธิ์หากผสมน้อย สีขาวก็จะกลายเป็นสีเทา แต่หากผสมมากไปสีขาวก็จะกลายเป็นสีแดงไปในที่สุด เมื่อเป็นเช่นนี้พวกมนุษย์เหล่านั้นจึงดูหมิ่นผิวพรรณของกันและกัน การที่กายของพรหมหมดรัศมีไป รวมไปถึงความกล้าแข็งของกายที่ค่อยมีมากขึ้นเรื่อยๆซึ่งเราสามารถเปรียบเทียบปรากฏการณ์เช่นนี้ ได้กับวิธีการทางเคมีของนักวิทยาศาสตร์ โดยนำเอาธาตุองค์ประกอบหลาย ๆ ตัวไปผสมเข้ากับธาตุหลักตัวใดตัวหนึ่ง จนทำให้ธาตุนั้นเกิดปฏิกิริยาการเปลี่ยนแปลง ไปเป็นธาตุตามที่เราต้องการ นี้เป็นหลักพื้นฐานง่าย ๆ ในวิชาเคมีและเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปอย่างช้าๆได้กับการนำน้ำเปล่าเข้าไปแช่ในช่องฟรีส น้ำที่เป็นของเหลวในตอนแรกพอเย็นมากเข้าๆ ก็จะค่อย ๆ กลายเป็นวุ้น และพอถึงความเย็นระดับหนึ่ง ก็จะกลายเป็นก้อนแข็งไปในที่สุด น้ำนั้นมิได้แข็งขึ้นในทันทีทันใด ร่างกายของพวกพรหมก่อนที่จะกลายเป็นมนุษย์ในยุคต้นกัป ก็จะเปลี่ยนแปลงไปเช่นนั้น ซึ่งจะต้องอาศัยระยะเวลาเป็นล้านๆ ปี ร่างกายของมนุษย์ในยุคต้นกัปนั้น มีขนาดที่ใหญ่โตและแข็งแรงมาก ถ้าจะยกตัวอย่างจากในพระไตรปิฎก ก็มีในคัมภีร์พุทธวงศ์ที่กล่าวถึงพระพุทธเจ้าพระองค์ต่างๆ ที่มีพระชนมายุ และขนาดของพระวรกายไม่เท่ากัน พระพุทธเจ้าบางพระองค์มีพระวรกายสูงถึง 60 ศอก หรือถ้าจะยกตัวอย่างยุคที่ใกล้เข้ามาอีก ก็คงจะเป็นเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ของชาติต่าง ๆในสมัยก่อนที่มีขนาดใหญ่โต เช่น อาวุธในสุสานของจิ๋นซีฮ่องเต้ แม้กระทั่งของไทยเราเองที่มีแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติซึ่งบุคคลเหล่านั้นแม้จะมิได้ดำรงอยู่ในยุคต้นกัป ก็ยังมีรูปกายที่ใหญ่โต มีพละกำลังมหาศาลขนาดนั้น จึงสะท้อนให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมในยุคก่อนส่งผลมายังร่างกายของมนุษย์โดยลำดับ เมื่อสภาพแวดล้อมของธรรมชาติเลวลงกายของมนุษย์ก็ค่อย ๆ เล็กลง เริ่มอ่อนแอมากขึ้น มีโรคภัยไข้เจ็บเพิ่มขึ้น แล้วเหตุที่สภาพแวดล้อมของธรรมชาติได้เปลี่ยนแปลงไปก็มีเหตุมาจากจิตใจของมนุษย์นี่เอง

 

ระบอบการปกครองแรกของโลก

เมื่อข้าวสาลีเริ่มปรากฏน้อยลง ซ้ำยังห่างไกลออกไปจากที่อยู่อาศัยขึ้นเรื่อย ๆ จึงเริ่มมีการจับจองพื้นที่และแบ่งปันเขตแดนกัน แต่เนื่องจากมีผู้ที่อยากได้ข้าวของผู้อื่นจึงทำการลักขโมย เมื่อมีการจับได้ก็จะตัดพ้อต่อว่า และเมื่อบ่อยครั้งเข้าก็มีการทำร้ายร่าง เกิดความเดือดร้อนขึ้น มนุษย์จึงปรึกษาให้มีการตั้งทำหน้าที่ปกครองพวกตนขึ้นเป็นหัวหน้าในการคัดเลือกผู้ที่จะมาเป็นผู้ปกครองนั้น มนุษย์จะเลือกผู้ที่มีสติปัญญา มีรูปร่างลักษณะและกิริยาสง่างามน่าเกรงขาม สามารถปกครองคนทั้งปวงได้ เมื่อพบผู้ใดที่มีคุณสมบัตินี้แล้ว ก็จะเลือกให้เป็นพระเจ้าแผ่นดินปกครองประเทศ ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินก็จะทรงวางระเบียบแบบแผน และออกกฎข้อบังคับต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนปฏิบัติเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข มีการจัดแบ่งปันเขตแดนต่าง ๆ อย่างยุติธรรม จึงทำให้ได้รับการยกย่องเป็นกษัตริย์ ซึ่งแปลว่าผู้เป็นใหญ่ในการเกษตร ระบอบกษัตริย์จึงเป็นการปกครองระบอบแรกของมนุษยชาติ แต่กษัตริย์ในยุคนั้น ปกครองผู้ใต้ปกครองแบบพ่อปกครองลูก

แม้ว่าจะมีการเลือกกษัตริย์แล้ว แต่มนุษย์บางพวกเห็นการกระทำของมนุษย์ที่กระทำความผิด จึงพากันหลีกเลี่ยงออกจากอกุศลเหล่านั้น พากันลอยบาปอกุศลทิ้งไปจึงถูกสมมติว่า พราหมณ์ พวกเขาพากันสร้างกระท่อมที่มุงบังด้วยใบไม้อยู่ในราวป่า ทำการเพ่งกสิณอยู่ในป่า ไม่ได้ทำมาหากินเช่นพวกมนุษย์ทั่วไป แต่แสวงหาอาหารด้วยการขอจากชนในหมู่บ้านเพื่อบริโภคในเวลาเช้าเย็น ชนเหล่านั้นเห็นเขาทำการลอยบาปอกุศลซึ่งพวกตนก็ยังไม่สามารถทำได้จึงยินดีมอบอาหารให้แก่เขา เมื่อเขาได้อาหารแล้วก็กลับไปทำความเพียรเพ่งต่อ จนฌานเกิดขึ้น พวกเขาจึงได้ถูกเรียกสมมติว่า ฌายิกา  พวกพราหมณ์ที่ทำการเพ่งกสิณบางพวกมิได้ทำฌานให้บังเกิดขึ้นได้ กลับพากันเที่ยวไปรอบนิคมแล้วเขียนคัมภีร์ต่าง ๆ ขึ้นมา พวกเขาถูกเรียกสมมติว่า อัชฌายิกา คำนี้ในสมัยก่อนท่านสมมติกันว่าเป็นคำเลว แต่ในสมัยนี้กลับถูกสมมติว่าเป็นคำประเสริฐฝ่ายมนุษย์ที่ยึดติดในเมถุนธรรมแยกกันทำงานต่างๆเพื่อหาเลี้ยงชีพจึงถูกเรียกสมมติว่า เวสสา คำว่า แพศย์และศูทร จึงเกิดขึ้นต่อมาภายหลังเพราะการแยกประเภทของผู้ทำการงาน คือแพศย์นั้นเป็นนายหรือเจ้าของงาน แต่ศูทรกลับเป็นคนที่ทำงานให้เพื่อการรับค่าจ้าง  ต่อมาเมื่อมีสัตว์เกิดขึ้น โดยช้างกับม้าเกิดขึ้นก่อน เกิดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก มนุษย์ได้จับช้างและม้ามาใช้สำหรับทำการเกษตร และเป็นพาหนะในการเดินทาง แต่ก่อนที่จะนำไปใช้จะต้อนสัตว์เหล่านั้น เลือกสัตว์ที่มีลักษณะดีถวายกษัตริย์ และให้กษัตริย์แบ่งปันช้างม้าให้ประชาชนนำไปใช้กำเนิดสัตว์

เมื่อมนุษย์ได้มีการคัดเลือกบุคคลขึ้นมาเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เพื่อปกครองพวกของตนแล้ว ทำให้สังคมสงบขึ้นมาอีกครั้ง เพราะแต่ละคนต่างก็เชื่อฟังพระเจ้าแผ่นดิน ปฏิบัติตามข้อปฏิบัติระเบียบแบบแผนที่พระเจ้าแผ่นดินทรงวางไว้ แต่อย่างไรก็ตามกิเลสในตัวมนุษย์ก็ไม่ได้น้อยลงไป กลับแต่จะมีเพิ่มขึ้นทุกที ดังนั้นอาหารต่าง ๆ จึงหยาบลงไปเรื่อย จากที่เป็นข้าวสาลีมีรสอร่อยกินได้โดยไม่ต้องอาศัยกับข้าว ก็มีคุณค่าทางอาหารน้อยลง รสไม่โอชาเช่นเดิม แต่ก็ได้มีพืชผัก ผลไม้ต่าง ๆ เกิดขึ้น โดยที่ต้นไม้เหล่านี้เกิดแบบโอปปาติกะ เกิดมาแล้วโตเลย ไม่มีการงอกจากเมล็ดแล้วค่อย ๆ โตขึ้น เมื่อมนุษย์เห็นก็นำมากินเป็นกับข้าว โยตลอดแรก ๆ ก็กินสด ๆ โดยไม่มีการปรุงหรือทำให้สุกอย่างในปัจจุบัน

ต่อมาเมื่อกิเลสเพิ่มมากอีก สัตว์ต่าง ๆ จึงเกิดขึ้น โดยสัตว์เหล่านี้เป็นที่เคยอยู่ในอบายภูมิของจักรวาลอื่น ซึ่งมีทั้งที่จากสัตว์นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์ดิรัจฉาน เมื่อจักรวาลที่สัตว์เหล่านี้เสวยกรรมอยู่ถูกทำลาย ซึ่งอาจจะถูกทำลายด้วย ไฟ น้ำ หรือลม ก็ตาม เนื่องจากสัตว์เหล่านี้ยังไม่หมดกรรมที่ตนจะต้องใช้ จึงถูกลมกรรมพัดจากจักรวาลที่ถูกทำลายนั้นไปบังเกิดในจักรวาลต่าง ๆ ที่ยังไม่ถูกทำลาย และไปบังเกิดในภพภูมิต่าง ๆ ตามกรรมของตนตามที่ตนเคยเป็นในจักรวาลเดิม สัตว์ใดมีกรรมที่จะต้องมาเป็นสัตว์ ก็มาบังเกิดเป็นสัตว์ในจักรวาลที่ไปบังเกิดใหม่นั้นสัตว์ในยุคแรกก็เช่นเดียวกับมนุษย์และพืชทั้งหลาย คือ เกิดแบบโอปปาติกะ เกิดแล้วโตเต็มไวทันที ไม่ต้องอาศัยพ่อแม่เป็นที่เกิด โดยการเกิดเป็นสัตว์อะไรนั้นขึ้นอยู่กับวิบากกรรมที่มีโลภะ โทสะ โมหะ ปรุงแต่ง ซึ่งโยปกติการเดเป็นสัตว์ดิรัจฉานนั้น จะมีโมหะเป็นหลัก ถ้าหากว่ามีโทสะผสมมากมีโลภะเพียงเล็กน้อย ก็จะเกิดเป็นสัตว์กินเนื้อ ถ้ามีโลภะมากมีโทสะเพียงเล็กน้อย ก็จะเกิดเป็นสัตว์กินพืช และถ้าหากมีทั้งโทสะและโลภะก็จะเกิดเป็นสัตว์ที่กินทั้งพืชทั้งเนื้อการส่วนสัดของ โลภะ โทสะ โมหะ ส่งผลทำให้เป็นสัตว์ต่าง ๆ หลากหลายกันไปนั้น เพื่อให้เข้าใจง่าย จะขอเปรียบเทียบกับการผสมสี คือ ปกติแม่สีมีอยู่ ๓ สี คือ สีแดง สีน้ำเงิน สีเหลือง เมื่อนำมาผสมกันเข้าแล้ว หากว่ามีการเปลี่ยนสัดส่วนของสี ไม่ว่าจะเป็นสีใดก็ตาม ย่อมทำให้สีที่ได้ออกมาแตกต่างกันไปได้อย่างหลากลหลาย เช่นเดียวกันเพราะสัตว์ส่วนของ โลภะ โทสะ โมหะ แตกต่างกันจึงทำให้มีสัตว์ต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างหลากหลาย

สัตว์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกก่อนสัตว์ชนิดอื่นทุกชนิด คือ ช้างและม้า ซึ่งถือว่าเป็นสัตว์ชั้นสูง โดยเกิดมาแบบโอปปาติกะ จากนั้นสัตว์ต่างจึงเกิดตามมา สัตว์ที่เกิดมานี้ล้วนเกิดแบบโอปปาติกะทั้งสิ้น แต่ว่าจะมีเพศมาด้วย ถ้ามีกรรมกาเมติดมาก็จะมาเกิดเป็นสัตว์เพศเมีย ถ้าไม่มีกรรมหรือใช้กรรมกาเมหมดแล้วก็จะเกิดเป็นสัตว์เพศผู้ เมื่อสัตว์ต่างเพศมาเจอกันจึงดึงดูดเข้าหากัน และสืบพันธุ์จึงทำให้มีการเกิดแบบอัณฑชะ คือ เกิดในฟองไข่เกิดขึ้น สัตว์ที่เกิดจากฟองไข่จึงเกิดต่อแต่นั้นมา ต่อจากนั้นสัตว์ที่มาเกิดก็เริ่มมีสัตว์ขนาดเล็กมาเกิด จากเริ่มแรกที่สัตว์ชั้นสูงคือช้างกับม้าเกิดขึ้นก่อน มาเป็นสัตว์ อื่น เป็นโค เป็นกระบือ เสือ เก้ง กวาง หมู สุนัข แมว เป็ด ไก่ ฯลฯ การเกิดของสัตว์แต่ละชนิดมาเกิดคราวละเป็นจำนวนมาก ไม่ได้เกิดเป็นคู่เฉพาะตัวที่เป็นพ่อและแม่แต่อย่างใด และในที่สุดเมื่อกิเลสในตัวมนุษย์มากยิ่งขึ้น สัตว์จำพวก มด ปลวก ยุง แมลงต่าง ๆ ก็เกิดขึ้น ต่อมาสัตว์เหล่านั้นก็กลายพันธ์ เปลี่ยนแปลงไปต่าง ๆ นานา ทั้งนี้เป็นเพราะกิเลสของมนุษย์ และกรรมของสัตว์นั้น ครั้นมาถึงช่วงที่มนุษย์มีอายุสั้น คือมีอายุขัยเพียง ๑๐ ปีมีขนาดร่างกายเล็ก สัตว์ที่มาเกิดในยุคนี้จะมีขนาดโตขึ้น จนมีขนาดใหญ่มาก อย่างเช่นกิ้งก่าตัวเล็กก็จะกลายเป็นกิ้งก่าขนาดใหญ่ โดยสัตว์ที่เกิดในช่วงนี้ไม่ได้เกิดแบบโอปปาติกะ แต่เกิดโดยการสืบพันธุ์ของพ่อแม่ มีความดุร้ายมากขั้นตามลำดับ

มนุษย์เริ่มกินเนื้อสัตว์

สาเหตุที่มนุษย์เริ่มกินเนื้อสัตว์ เนื่องจากมีสัตว์นรกที่พ้นกรรมมาเกิดเป็นมนุษย์ แต่ยังมีวิบากติดตัว เป็นวิบากที่เป็นประเภทโทสะจริต เคยผูกเวรกัน เนื่องจากเคยเป็นสัตว์ที่กินกันมาก่อน เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์จึงผูกเวรกัน เมื่อเห็นสัตว์ที่เป็นคู่กรรมคู่เวรกับตน ก็จะทำให้มีความคิดที่อยากจะฆ่า อยากจะทำร้าย โดยการฆ่าในช่วงแรกจะฆ่าด้วยก้อนอิฐ ก้อนหิน หรือท่อนไม้  ตอนแรกที่ฆ่านั้น ไม่ได้คิดว่าจะเอามาทำเป็นอาหารเพียงแค่คิดอยากจะฆ่า แต่เมื่อเห็นสัตว์นั้นตายแล้ว จึงลองมานำมาประกอบเป็นอาหาร เมื่อกินเข้าไปก็ถูกปากติดใจ ติดในรสอยากกินอีก จึงลงมือฆ่าเพื่อนำมาเป็นอาหาร ระยะแยกจะกินเพียงคนเดียว ต่อมาจึงแจกจ่ายในครอบครัว ต่อจากนั้นจึงขยายวงกว้างไปอย่างแพร่หลาย จึงกินเนื้อสัตว์กันเรื่อยมา

ครั้นเมื่อจะกินอย่างอื่นบ้างจึงนำสัตว์ที่ฆ่าได้ไปแลกกับสิ่งอื่น เช่น ข้าว พืชผักต่าง ๆ เมื่อได้กินเนื้อสัตว์เข้าไปคนเหล่านั้นก็ติดใจ ทำการกินเนื้อสัตว์เป็นที่นิยม ทำให้มีความคิดความเข้าใจกันว่า สัตว์เกิดมาสำหรับเป็นอาหารของมนุษย์ และทำให้เกิดการค้าขายแลกเปลี่ยนขึ้น ในตอนเริ่มต้นมนุษย์แลกเปลี่ยนสิ่งของกับสิ่งของ ระหว่างกัน ครั้นเมื่อมีการสมมติให้มีเงินและทองเป็นสื่อกลาง จึงเริ่มมีการซื้อขายกันด้วยเงิน และทองเกิดขึ้น  ที่กล่าวถึงเกี่ยวกับวิวัฒนาการต่าง ๆ ของมนุษย์นี้กล่าวถึงเฉพาะการเกิดบนโลกที่เราอาศัยอยู่ ซึ่งเรียกกันว่า ชมพูทวีป นอกจากโลกที่เราอยู่ ยังมีมนุษย์เกิดในโลกหรือทวีปอื่นอีก ๓ ทวีป คืออุตตรกุรุทวีป ปุพพวิเทหทวีป และอปรโคยานทวีป โดยที่แต่เดิมนั้น อายุขัยของมนุษย์ที่อยู่ในทุกทวีปจะยาวนานมาก ยาวเป็นอสงขัยปีดังที่กล่าวแล้ว ครั้นเมื่กิเลสในตัวมนุษย์มากขึ้น ทำให้สิ่งแวดล้อมในโลกเลวร้ายลง ทั้งนี้เป็นเพราะบุญที่จะมารองรับมนุษย์น้อยลง ประกอบการเกิดจากการกระทำของมนุษย์เอง ทำให้อายุมนุษยน์สั้นลงตามลำดับ

มนุษย์ในอุตตรกุรุทวีป จะอายุขัยลดลงจนถึง ๑๐๐๐ ปีแล้วจะคงที่ มนุษย์ที่อยู๋ในปุพพวิเทหทวีป อายุขัยลดลงถึง ๗๐๐ ปี แล้วคงที่ และมนุษย์ที่อยู่ในอปรโคยานทวีป อายุขัยจะลดลงเหลือ ๕๐๐ ปีแล้วคงที่ ส่วนมนุษย์ในชมพูทวีปจะมีอายุลดลงไปถึง ๑๐ ปี แล้วอายุจึงเพิ่มขึ้นตามลำดับ จนกระทั่ง อสงขัยปี แล้วก็ลดลงมาอีก เป็นเช่นนี้เรื่อยไป

ในแต่ละจักรวาลจะมีทวีป ๔ ทวีปนี้ เหมือนกันทุกจักรวาล และในทวีปต่าง ๆ ที่อยู่ในจักรวาลทั้งหลาย ก็จะมีอายุขัยเช่นนี้ มนุษย์ในทวีปทั้ง ๓ คือ อุตตรกุรุทวีป ปุพพวิเทหทวีป และ อปรโคยานทวีป จะมีศีล ๕ เป็นปกติ ทุกคนจึงชีวิตที่สงบสุข แต่อย่างไรก็ตาม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะมาบังเกิดขึ้นเฉพาะในชมพูทวีปเท่านั้น

สรุป

การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ตั้งแต่สมัยที่กัปบังเกิดขึ้น แล้วพรหมก็ลงมากินง้วนดินจนกลายมาเป็นมนุษย์ในยุคต้นกัป แล้วกลายสภาพความเป็นอยู่ของตนมาเป็นเช่นปัจจุบันนี้ ล้วนมีเหตุอันเกิดขึ้นมาจากจิตในของมนุษย์นี้เอง แม้ว่าวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามนุษย์นั้นมีต้นกำเนิดมาจากอะไร แต่พระพุทธศาสนาก็มีคำสอนที่ได้บอกเอาไว้ว่า มนุษย์นั้นมิได้เกิดมาจากสัตว์เดรัจฉานอย่างที่นักวิทยาศาสตร์พากันคิดกัน ความรู้ในวิทยาศาสตร์ หรือศาสตร์ในแขนงต่างๆ เมื่อนำมาเปรียบกับความรู้ในพระพุทธศาสนาแล้วก็เป็นเพียงแค่ก้อนเมฆที่ล่องลอยอยู่บนท้องฟ้าเท่านั้น เพราะความรู้ในพระพุทธศาสนาครอบคลุมความรู้ทั้งหมด แม้แต่อัลเบิร์ต ไอสไตน์ นักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ผู้คิดค้นทฤษฎีสัมพันธภาพยังแสดงความเห็นต่อศาสนาพุทธว่า

" ศาสนาในอนาคตจะเป็นศาสนาแห่งสากลจักรวาล เป็นศาสนาที่ข้ามพ้นความเชื่อที่เป็นตัวเป็นตนของพระเจ้า และหลีกเลี่ยงความเชื่อแบบติดศรัทธาโดยไม่พิสูจน์และเรื่องของพระเจ้ากับโลก แต่จะเป็นศาสนาที่ครอบคลุมทั้งเรื่องธรรมชาติและจิตวิญญาณ โดยมีพื้นฐานมาจากความรู้สึกทางศาสนาที่มาจากประสบการณ์ที่ได้ประสบกับสรรพสิ่ง ทั้งจากธรรมชาติและจิตวิญญาณ ด้วยนัยยะความหมายที่มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งพระพุทธศาสนาสามารถให้คำตอบในสิ่งที่พรรณนามาดังกล่าว ถ้าจะมีศาสนาใดที่ดำเนินไปได้กับความต้องการของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ศาสนานั้นก็คือพระพุทธศาสนา "

"The religion of the future will be a cosmic religion. It should transcend a personal God and avoid dogmas and theology. Covering both the natural and the spiritual, it should be based on a religious sense arising from the experience of all things, natural and spiritual, as a meaningful unity. Buddhism answers this description. If there is any religion that would cope with modern scientific needs, it would be Buddhism." (May 19th, 1939, Albert Einstein’s speech on "Science and Religion" in Princeton, New Jersey, U.S.A.)

การที่พระพุทธองค์แสดงถึงการเกิดขึ้นของจักรวาล โลก มนุษย์ ตลอดจนสรรพสิ่งนี้ เป็นเพราะเพื่อแสดงการเกิดขึ้นของพารหมณ์ และวรรณะต่าง ๆ เพื่อให้สามเณรวาเสฏฐะและสามเณรภารทวาชะเกิดความอาจหาญร่าเริงภาคภูมิใจ ที่เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาดังที่ได้กล่าวในข้างต้น มิได้มีพระประสงค์ที่จะแสดงการเกิดของสรรพสิ่งแต่อย่างใด ทั้งนี้เพราะทรงเห็นว่า ความรู้เรื่องโลกไม่ได้ทำให้ผู้ใดล่วงพ้นจากทุกข์ เลย  ดังนั้นเมื่อมีผู้ถามพระองค์ก็มิได้ทรงตอบ ซึ่งบางครั้งถึงกับ มีพระภิกษุรูปหนึ่งมาขู่ถามว่า ถ้าพระองค์ไม่ทรงตอบว่าโลกเกิดขึ้นได้อย่างไร จะลาสิกขา พระองค์ ก็ไม่ทรงตอบ เพราะทรงเห็นว่าไม่เกิดประโยชน์กลับภิกษุนั้นแต่อย่างไร เพราะการที่พระพุทธองค์ทรงสร้างบารมีเพื่อตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น มิได้ปรารถนาเพียงเพื่อรู้ถึงสิ่งต่าง ๆ แต่อย่างใด แต่ทรงปรารถนาที่จะยกสรรพสัตว์ให้พ้นจากห้วงทะเลแห่งความทุกข์ ด้วยเหตุนี้เองการที่พระพุทธองค์จะแสดงสิ่งใดก็ตาม ทรงได้เล็งเห็นแล้วว่าเป็นประโยชน์  ดังนั้นการที่ทุกท่านได้มาศึกษาจักรวาลวิทยานี้ หากศึกษาเพียงเพื่อรู้ย่อมไม่เกิดประโยชน์อันใดเลย ซ้ำยังเป็นการผิดพุทธประสงค์ แต่ถ้าศึกษาแล้วเกิดความเบื่อหน่าย เห็นทุกข์ภัยในวัฏสงสาร ซึ่งไมมีอะไรใหม่ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นก็ของเดิมที่เกิดวนเวียนไปมาอย่างไมมีที่สินสุด เมื่อเห็นเช่นนี้ก็ควรที่จะแสวงหาทางที่จะไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก ซึ่งจะเป็นการได้ประโยชน์จากการศึกษาวิชานี้มากกว่า ... .. .

 

 

การเข้าใจไตรลักษณ์คือการเข้าใจความจริงสูงสุด

 

          ในด้านคุณค่าทางจริยธรรม  คำสอนต่าง    มักอ้างอิงถึงอนิจจตา  คือ  ความไม่เที่ยงมากกว่าลักษณะอื่นอีกสองอย่าง  ทั้งนี้เพราะความไม่เที่ยง  เป็นภาวะที่ปรากฏชัด  มองเห็นง่าย  ส่วนทุกขตาเป็นภาวะที่มองเห็นยากปานกลาง  จัดเป็นลำดับที่สอง  และอนัตตตาเป็นภาวะที่ประณีต  มองเห็นได้ยากที่สุด  จัดเป็นลำดับสุดท้าย  อีกประการหนึ่ง  ท่านกล่าวถึงอนิจจตาที่มองเห็นได้ง่าย  เพื่อเป็นพื้นฐานเบื้องต้นที่จะนำเข้าสู่ความเข้าใจในทุกขตาและอนัตตตาต่อไป

          พุทธพจน์สองแห่งต่อไปนี้  อาจถือได้ว่าเป็นตัวแทนที่ชี้ถึงคุณค่าทางจริยธรรม    ประการ  ของไตรลักษณ์  คือ

          . สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ  มีความเกิดขึ้นและเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา   เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป  ความสงบวางแห่งสังขารนั้นเป็นสุข

          . สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา  เธอทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม  (หรือจงบำเพ็ญกิจให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท)

          พุทธพจน์ข้อที่    ชี้ถึงคุณค่าในด้านการวางใจต่อสังขาร  คือโลกและชีวิต  ให้รู้เท่าทันว่า  สิ่งทั้งหลายซึ่งเป็นสภาพปรุงแต่ง  ล้วนไม่เที่ยงแท้ยั่งยืน  ต้องเปลี่ยนแปลงแปรปรวนไป  ไม่อาจคงสภาพเดิมอยู่ได้  มิใช่ตัวตนที่จะบังคับบัญชาให้เป็นไปตามความปรารถนา  มันเป็นไปตามเหตุปัจจัย  และเป็นธรรมดาของมันอย่างนั้นเอง  เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว  ก็จะมีท่าทีของจิตใจที่ถูกต้อง  ไม่ยึดติดถือมั่นในสิ่งทั้งหลาย  แม้สิ่งทั้งหลายที่พบเห็นเกี่ยวข้องจะแปรปรวนเสื่อมสลายพลัดพรากสูญหายไป  จิตใจก็ไม่ถูกครอบงำย่ำยีบีบคั้น  ยังคงปลอดโปร่ง  ผ่องใส  เบิกบานอยู่ได้  ด้วยปัญญาที่รู้เท่าทันธรรมดา  คุณค่าข้อนี้เน้นความหลุดพ้นเป็นอิสระของจิตใจ  เป็นระดับโลกกุตตระ  เรียกง่าย    ว่า  คุณค่าทางด้านการทำจิต

          พุทธพจน์ข้อที่    ชี้ถึงคุณค่าในด้านการปฏิบัติหน้าที่  เพื่อความมีชีวิตที่เรียกว่าเป็นอยู่หรือดำเนินไปอย่างถูกต้องดีงามในโลก  อันเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขทั้งแก่ตนเองและบุคคลอื่น  และเพื่อให้เข้าถึงบรมธรรมที่เป็นจุดหมายสูงสุดของชีวิต  โดยให้รู้ตามความเป็นจริงว่า  สิ่งทั้งหลายทั้งปวงทั้งชีวิตและโลกล้วนเกิดจากองค์ประกอบทั้งหลายประมวลกันขึ้น  ดำรงอยู่ได้ชั่วคราวไม่เที่ยง  ไม่ยั่งยืน  มีความบีบคั้น กดอัด    ขัดแย้งแฝงอยู่ทั้งภายนอกและภายใน  จะต้องทรุดโทรมแตกสลายเปลี่ยนแปลงกลายรูปไป  ไม่อยู่ในอำนาจของความปรารถนา  ขึ้นต่อเหตุปัจจัยและเป็นไปตามเหตุปัจจัย  กระบวนการแห่งความเปลี่ยนแปลงตามเหตุปัจจัยนี้  ดำเนินไปตลอดทุกขณะ  ไม่รอเวลา  ไม่คอยความปรารถนา  ไม่ฟังเสียงเรียกร้องวิงวอนของใคร  เฉพาะอย่างยิ่ง  ชีวิตนี้สั้นนัก  และไม่แน่นอน  จะวางใจมิได้เลย  เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว  ก็จะได้กระตือรือร้นเร้าเตือน  กระตุ้นตนเองให้เร่งรัดขวนขวายทำสิ่งที่ควรทำ  และเว้นสิ่งที่ควรเว้น  ไม่ละเลย  ไม่รอช้า  ไม่ปล่อยเวลาและโอกาสให้สูญเสียไปเปล่า  เอาใจใส่แก้ไขสิ่งเสียหายที่ได้เกิดขึ้น ระมัดระวังป้องกันหนทางที่จะเกิดความเสื่อมทรุดเสียหายต่อไป  และสร้างสรรค์สิ่งดีงามความเจริญก้าวหน้า  โดยไตร่ตรองพิจารณาและดำเนินการด้วยปัญญาอันรู้ที่จะจัดการตามเหตุปัจจัย  ทำให้เกิดผลสำเร็จด้วยดีทั้งในแง่กิจที่ทำและจิตใจของตน  คุณค่าข้อนี้เน้นด้านความไม่ประมาทเร่งรัดทำกิจ  เป็นระดับโลกิยะ  เรียกง่าย  ๆ ว่า  คุณค่าด้านการทำกิจ

                    @@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

 

 

การแบ่งประเภทศิลปะของพระพุทธรูป

 

ในประเทศแถบเอเชียตะวันตกเฉียงไต้และเอเซียไต้ตามรูปแบบและกาลเวลาและเชื้อชาติ

 

สมัยที่ 1 อาณาจักรทวาราวดี

รากเริ่มแห่งพุทธศิลปในแถบเอเชียไต้ เกิดจากการจาริกของพระจากเกาะลังกามาที่ นครศรีธรรมราชอยู่ในห้วงเวลาพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๖ เป็นอาณาจักรที่มีศูนย์กลางอยู่บริเวณภาคกลางของไทยในปัจจุบัน พระพุทธรูปในสมัยนี้ทำด้วย ศิลา ดินเผา และโลหะ มีลักษณะพระเกตุมาลาเป็นต่อมสั้น ขมวดพระเกตุโตและป้าน ไม่มีไรพระศก พระนลาฏไม่เรียบเสมอกัน หลังพระเนตรอูมเกือบเสมอพระนลาฏ พระขนงยาว พระพักตร์กว้างและแบน พระโอษฐ์แบะ พระหนุป้าน จีวรบางแนบติดกับพระองค์ ชายผ้าสังฆาฏิมีทั้งแบบสิ้นเหนือพระอุระ และชนิดยาวถึงพระนาภีพระหัตถ์ และพระบาทมีขนาดใหญ่ ฐานบัวเป็นกลีบขนาดใหญ่ และมีกลีบเล็กแซม มีทั้งแบบบัวคว่ำและบัวหงาย และบัวหงายอย่างเดียว พระพุทธรูปในสมัยนี้มี ๒ ยุค มีพุทธลักษณะแตกต่างกันเล็กน้อย กล่าวคือ ในยุคแรกพระพักตร์จะยาวและกลมกว่ายุคหลัง ซึ่งพระพักตร์มีลักษณะแบนกว่าและกว้างกว่า พระเนตรโปนโตพระนลาฏแคบ และพระนาสิกแบน

 

สมัยที่ 2 อาณาจักรศรีวิชัย

อยู่ในห้วงเวลาพุทธศตรวรรษ ที่ ๑๓-๑๘ มีราชธานีอยู่ที่เกาะสุมาตรา ทางด้านตะวันตกของ เมืองปาเล็มบังในปัจจุบัน ได้แก่ อาณาเขตไปถึงเกาะชะวา และแหลมมะลายูขึ้นเหนือมาถึงเมือง นครศรีธรรมราชสมัยนั้นมีชื่อว่า ตามพรลิงค และเมืองไชยา (สมัยนั้นชื่อว่าครหิ) นำศิลปวิทยาของ สกุลช่างศรีวิชัย เข้ามาแพร่หลายในภาคใต้ของไทยในปัจจุบัน บรรดาศิลปวิทยาดังกล่าวก็มีที่มาจาก อินเดีย เช่น อาณาจักรทวาราวดี

พระพุทธรูปในสมัยนี้ จะมีลักษณะองค์พระอวบกว่าสมัยทวราวดี คล้ายกับพระพุทธรูปครั้งราชวงศ์ปาละในอินเดีย พระเกตุมาลาเป็นต่อมสั้น ขมวดพระเกศเล็กและละเอียด และมักจะมีใบโพธิ์ ติดอยู่ทางด้านหน้าของพระเกตุมาลา พระพักตร์แบน พระนลาฏเรียบ พระขนงโก่ง พระโอษฐ์ไม่แบะ พระหนุไม่ป้าน ชายสังฆาฏิมีทั้งแบบสั้นเหนือพระอุระ และชนิดยาวถึงพระนาภีเช่นเดียวกับสมัยทวาราวดี ชายจีวรมักจะซ้อนกันเป็นริ้ว อยู่บนพระอุราเบื้องซ้าย พระหัตถ์และบัวรองฐานกลีบใหญ่ มีกลีบเล็กแซม เกษรละเอียด
 

สมัยที่ 3 ยุคลพบุรี

อยู่ในห้วงเวลาพุทธศตรรรษที่ ๑๗-๑๙ สมัยขอมมีอำนาจแผ่เข้ามาถึงบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้ตั้งเมืองลพบุรีเป็นเมืองของอุปราช และตั้งเมืองหน้าด่านออกไป ทางเหนือถึงเมืองศรีสัชนาลัยและสุโขทัย ทางใต้ถึงเมืองเพชรบุรี

พระพุทธรูปสมัยนี้ มีทั้งฝ่ายลัทธินิกายมหายานและลัทธิ นิกายหินยาน มีลักษณะพระเกตุมาลาแบ่งออกได้เป็นสี่แบบ คือ เป็นต่อมแบบก้นหอยเป็นแบบฝาชีครอบ เป็นแบบมงกุฎเทวรูป และเป็นแบบดอกบัว เครื่องศิราภรณ์มีแบบกระบังหน้าแบบมี ไรพระศกเสมอ และแบบทรงเทริด (แบบขนนก) เส้นพระศก ทำอย่างเส้นผมคนทั่วไป พระพักตร์กว้าง พระโอษฐแบะ พระหนุป้าน พระกรรณยาวจรดพระอังสา

การห่มจีวร ถ้าเป็นพระยืนจะห่มคลุมส่วนพระนั่ง มีทั้งห่มคลุมและห่มดอง ชายสังฆาฏิ ยาวถึงพระนาภี ขอบอันตรวาสก (สบง) ข้างบนเป็นสัน สำหรับพระทรงเครื่องจะมีฉลองพระศกกำไลแขน และประคด บัวรองฐานมีทั้งแบบบัวคว่ำบัวหงายและแบบบัวคว่ำอย่างเดียวกับบัวหงายอย่างเดียว

 

สมัยที่ 4 เชียงแสน

อยู่ในห้วงพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๒๒ อยู่ทางตอนเหนือของประเทศไทย มีศูนย์กลางอยู่ที่เมือง เชียงแสนเก่า ชาวไทยได้เข้ามาตั้งรกรากอยู่ในพื้นที่บริเวณนี้มาแต่โบราณ ดังนั้นพระพุทธรูปในพื้นที่นี้ ซึ่งให้ชื่อว่าสมัยเชียงแสนจึงเป็นฝีมือช่างไทย เราสามารถแบ่งออกได้เป็น ๓ รุ่น

รุ่นแรก ที่เรียกกันว่ารูปสิงห์หนึ่ง น่าจะได้รับอิทธิพลจากศิลปะแบบปาละของอินเดีย มีลักษณะองค์พระอวบ พระรัศมีเป็นต่อมกลมคล้ายดอกบัวตูม เส้นพระศกใหญ่เป็นต่อมกลมหรือเป็นก้นหอยไม่มีไรพระศก พระพักตร์กลมสั้น พระขนงโก่ง พระนาสิกงุ้ม พระโอษฐ์เล็ก พระหนุป้านพระอุระนูน ชายสังฆาฏิสั้นอยู่เหนือพระอุระด้านซ้าย ตรงชายมักทำเป็นแฉกหรือแบบเขี้ยวตะขาบ

ฐานมีบัวรองมีทั้งบัวคว่ำบัวหงาย มีกลีบแซมและมีเกสรกับแบบฐานเอียงแบบโค้งออก

รุ่นที่สอง ที่เรียกกันว่ารุ่นสิงห์สอง ส่วนใหญ่มีลักษณะเหมือนรุ่นแรก แต่องค์พระจะอวบน้อยกว่า และชายสังฆาฏิจะยาวลงมาอยู่เหนือพระนาภี

รุ่นหลัง ที่เรียกกันว่ารุ่นสิงห์สาม เปลี่ยนแปลงไปจากรุ่นแรกค่อนข้างมาก ทำตามแบบสุโขทัยเป็นส่วนใหญ่ กล่าว คือ พระรัศมีเป็นเปลว เส้นพระศกละเอียดมีไรพระศกกับระหว่างเส้นพระเกศากับพระนลาฏ ชายสังฆาฏิอ้างถึงพระนาภี ฐานเอียงแบบโค้งออก

 

สมัยที่ 5 สุโขทัย

อยู่ในห้วงพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๐ นับตั้งแต่พ่อขุนบางกลางท่าวเจ้าเมืองบางยาง และพ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราดได้ร่วมกันตีได้เมืองสุโขทัย พ่อขุนบางกลางท่าวได้รับสถาปนาเป็นเจ้าเมืองสุโขทัย ประกาศอิสรภาพไม่ขึ้นกับขอม และได้มีพระมหากษัตริย์ปกครองกรุงสุโขทัยต่อมาอีกหลายพระองค์ ตั้งอาณาจักรสุโขทัยเป็นปึกแผ่น

ในห้วงเวลาดังกล่าว พุทธศาสนาในลังกาเจริญรุ่งเรืองมาก บรรดาพระสงฆ์ในสุวรรณภูมิอันได้แก่ ไทย พม่า มอญ พากันไปศึกษาพุทธศาสนาในลังกาเป็นอันมาก และได้มีพระสงฆ์ชาวลังกา เข้ามาเผยแพร่ พุทธศาสนาในดินแดนส่วนนี้ด้วย โดยในระยะแรกมาอยู่ที่นครศรีธรรมราช ต่อมาจึงขึ้นไปอยู่สุโขทัย และเชียงใหม่ ดังนั้นพระพุทธรูปในยุคนี้จึงได้แบบอย่างมาจากลังกา ลักษณะโดยทั่วไปมีดังนี้คือ รัศมียาว เส้นพระศกขมวดก้นหอย ส่วนมากไม่มีไรพระศก พระขนงโก่ง พระนาสิกงุ้ม พระหนุเสี้ยม หัวพระถันโปน ชายสังฆาฏิยาว ปลายมี ๒ แฉก และย่นเป็นเขี้ยวตะขาบ ฐานส่วนใหญ่เป็นแบบฐานเอียง ตอนกลางโค้งเข้าด้านใน ตรงข้ามกับสมัยเชียงแสน

พระพุทธรูปสมัยนี้ แบ่งออกเป็น ๓ รุ่น ด้วยกัน คือ

รุ่นแรก มีวงพระพักตร์กลมแบบลังกา

รุ่นที่สอง มีวงพระพักตร์ยาว และพระหนุเสี้ยม

รุ่นที่สาม น่าจะสร้างในรัชสมัยพระมหาธรรมราชา หรือ พระเจ้าลิไท พระองค์ทรงหาหลักฐานต่าง ๆ จากพระไตรปิฎก มาประกอบการสร้างพระพุทธรูป จึงได้เกิดพระพุทธรูปแบบสุโขทัยขึ้นอีกแบบหนึ่ง ได้แก่ พระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ วงพระพักตร์ รูปไข่คล้ายแบบอินเดีย ปลายนิ้วพระหัตถ์เสมอกันทั้ง ๔  นิ้ว

 

สมัยที่ 6 ราชวงค์อู่ทอง

 

อยู่ในห้วงพุทธศตวรรษที่ ๑๗-๒๐ พื้นที่อยู่ในภาคกลางของประเทศไทย พระพุทธรูปแบบนี้ แบบผสมระหว่างศิลปะแบบทวาราวดีลพบุรี และสุโขทัย แบ่งออกได้เป็น ๓ รุ่น คือ

 

 

รุ่นที่ ๑ ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๗-๑๘ เป็นฝีมือช่างไทย แต่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะแบบ ทวาราวดี ลักษณะโดยทั่วไปมีพระรัศมีทั้งแบบต่อม นูนเป็นกระเปาะ และคล้ายทรงฝาชีเตี้ย พระพักตร์เหลี่ยม มีไรพระศกเป็นกรอบรอบวงพระพักตร์ แบ่งส่วนพระเกษากับพระนลาฎ เส้นพระเกศาละเอียด พระหนุ ค่อนข้างแหลม พระนาสิกค่อนข้างแบน พระโอษฐ์แบะ

ชายสังฆาฏิยาว ชายขอบอันตรวาสก (สบง) ด้านบนเป็นสัน

ฐานหน้ากระดาษ ด้านหน้าเป็นร่องเข้าด้านใน ด้านหลังเรียบและโค้งออก

 

รุ่นที่ ๒ ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๘-๑๙ ได้รับอิทธิพลจากศิลปะขอมมากขึ้น ลักษณะส่วนใหญ่เหมือนรุ่นที่ ๑ ที่ต่างกัน คือ รุ่นนี้มีรัศมีเป็นเปลว พระพักตร์เป็นรูปสี่เหลี่ยมมากขึ้น พระนาสิกโค้งมากขึ้น พระหนุสี่เหลี่ยม

 

รุ่นที่ ๓ ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๐ ได้รับอิทธิพลจากศิลปะสุโขทัย จึงทำแบบสุโขทัยเป็นส่วนใหญ่ มีลักษณะ พระกายค่อนข้างสูง พระพักตร์รูปไข่ มีไรพระศกเป็นแถบแบนกว้างกันระหว่างพระนลาฏกับเส้นพระศก พระรัศมีเป็นเปลวแบบสุโขทัย แต่ด้านหลังเรียบ ระหว่างเส้นพระศกกับพระรัศมีมีแถบกั้น สังฆาฏิมีขนาดใหญ่

ฐานเป็นแบบหน้ากระดานสองแผ่นซ้อนกัน มีร่องตรงกลางเว้าเข้า ด้านหลังโค้งออกและเรียบ

 

สมัยที่  7  สมัยอยุธยา

 

อยู่ในห้วงพุทธศตวรรษที่ ๒๐-๒๓ ในขั้นต้นน่าจะมีที่มาจากสมัยอู่ทอง ต่อมาในต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๑ ศิลปสมัยสุโขทัยแพร่หลายมาถึงอยุธยามากขึ้น ช่างจึงสร้างพระพุทธรูปตามแบบสุโขทัย แต่ไม่งามเท่า มาถึงรัชสมัยพระเจ้าประสาททอง ได้มีการสร้างพระพุทธรูปด้วยศิลาทรายแบบเขมร ปลายสมัยอยุธยา นิยมสร้างพระพุทธรูปทรงเครื่องแบบมหายาน ลักษณะโดยทั่วไป วงพระพักตร์และพระรัศมีทำตามแบบสุโขทัย ที่ต่างกันคือ มีไรพระศก และสังฆาฏิใหญ่สำหรับพระทรงเครื่อง พระรัศมีทำเป็นก้นหอยหลายชั้น บ้างก็เป็นแบบมงกุฎของเทวรูปสมัยลพบุรี ถ้าทรงเครื่องใหญ่มักทำเป็นมงกุฎแบบพระมหากษัตริย์ ถ้าทรงเครื่องน้อย มักเอาแบบมาจากศิลปะสุโขทัย ต่างกันที่ในสมัยอยุธยาจะมีครีบยื่นออกมาสองข้างเหนือพระกรรณ ยังมีพระพุทธรูปสกุลช่างทางใต้ พบมากที่นครศรีธรรมราช จึงเรียกว่าสมัยอยุธยาแบบนครศรีธรรมราช ลักษณะเหมือนสมัยเชียงแสนรุ่นแรก ลักษณะทั่วไปพระรัศมีเป็นต่อมกลางคล้ายดอกบัวตูม เส้นพระศกใหญ่ พระโอษฐกว้างกว่าสมัยเชียงแสน ชายสังฆาฏิอยู่เหนือพระอุระ ชายจีวรใหญ่มีหลายแฉกซ้อนอยู่ใต้ชายสังฆาฏิ พระอุระนูน องค์พระอวบนั่งขัดสมาธิเพชร ปางมารวิชัย ฐานไม่มีบัวรอง  ชนิดไม่มีบัวรองก็ไม่เหมือนบัวแบบเชียงแสน

 

 

สมัยที่ 8 สมัยรัตนโกสินทร์

 

เริ่มตั้งแต่กลางพุทธศตวรรษที่ ๒๔ ถึงปัจจุบัน มีลักษณะผสมกันของแบบสุโขทัย และแบบอยุธยา มีที่ต่างกันคือ พระเกตุมาลาและพระรัศมีสูงกว่า เส้นพระเกษาละเอียดกว่า มีวิวัฒนาการตามลำดับ ดังนี้

สมัยรัชกาลที่ ๑ และ รัชกาลที่ ๒ คงทำตามแบบอยุธยา

สมัยรัชกาลที่ ๓ โปรดเกล้า ฯ ให้สร้างพระพุทธรูปปางต่าง ๆ เพิ่มเติมจากที่มีอยู่เดิม

สมัยรัชกาลที่ ๔ โปรดเกล้า ฯ ให้แก้ไขพุทธลักษณะ ให้คล้ายคนธรรมดามากยิ่งขึ้น ได้แก่ ตัดพระเกตุมาลาออก คงมีแต่พระรัศมีเป็นเปลวอยู่บนพระเศียร

สมัยรัชกาลที่ ๕ พระพุทธรูปกลับมีพระเกตุมาลาอีก

สมัยรัชกาลปัจจุบัน เมื่อคราวฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ ได้สร้างพระพุทธรูปปางลีลา มีลักษณะเหมือนมนุษย์สามัญ แต่มีศิลปแบบสุโขทัยปนอยู่

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้า ฯ ให้สร้างพระพุทธรูปโดยพระราชนิยมขึ้น ๒ ปาง คือ พระพุทธรูปประทับนั่ง ปางประทานพร และพระพุทธนวราชบพิตร เป็นปางมารวิชัย

 

                    @@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

 

 

การกำหนดนิพพานใน ๒ ลักษณะ

 

ความจริง นิพพานมีอย่างเดียว แต่แบ่งเป็น ๒ ด้าน ด้านที่หนึ่ง คือนิพพานในแง่ของความสิ้นกิเลส ซึ่งมีผลต่อการติดต่อเกี่ยวข้องกับโลกภายนอก หรือต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ด้านที่สองคือ นิพพานในแง่ที่เป็นภาวะจำเพาะล้วน ๆ แท้ ๆ ซึ่งเป็นประสบการณ์เฉพาะของผู้บรรลุ ไม่อาจหยั่งด้วยประสบการณ์ทางอินทรีย์๕ เป็นเรื่องนอกเหนือจากประสบการณ์ที่เนื่องด้วยขันธ์ ๕ ทั้งหมด

อนุปาทิเสสนิพพาน คือ นิพพานตามความหมายของนิพพานจริง ๆ (ไม่เกี่ยวข้องกับขันธ์ ๕)

สอุปาทิเสสนิพพาน คือ นิพพานตามความหมายในทางปฏิบัติเมื่อสัมพันธ์กับการดำเนินชีวิตประจำวัน

พูดอีกอย่างหนึ่งว่า อนุปาทิเสสนิพพาน คือนิพพานในความหมายที่พระอรหันต์มีนิพพานเป็นอารมณ์  สอุปาทิเสสนิพพาน คือนิพพานในความหมายที่พระอรหันต์มีขันธ์ ๕ เป็นอารมณ์

ที่กล่าวว่า อนุปาทิเสสนิพพาน หมายถึง ภาวะของนิพพานเองแท้ ๆ ล้วน ๆ นั้น มีมติของพระอรรถกถาจารย์ ในคัมภีร์ปรมัตถทีปนี ซึ่งอธิบายว่า อมตมหานิพพานธาตุ เรียกว่า “อนุปาทิเสสา” ตรงกับภาวะที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “มีอยู่นะ ภิกษุทั้งหลาย อายตนะที่ไม่มีปฐวี ไม่มีอาโป ไม่มีเตโช ไม่มีวาโย ไม่มีอากาสานัญจายตนะ” นอกนั้น อรรถกถาและฎีกาบางแห่ง อธิบายความหมายบ้าง ใช้ถ้อยคำบ้าง อันแสดงให้เห็นว่า อนุปาทิเสสนิพพาน ตรงกับอนุปาทิเสสนิพพาน ซึ่งหมายถึงภาวะของนิพพานที่เป็นจุดหมายในการปฏิบัติธรรมหรือเป็นที่บรรลุสูงสุดในพระพุทธศาสนา

ในอรรถกถา “พระผู้มีพระภาคเจ้า เสวยบิณฑบาตที่นางสุชาดาถวายแล้ว ทรงปรินิพพานด้วยสอุปาทิเสสนิพพานธาตุ เสวยบิณฑบาตที่นายจุนทะถวายแล้ว ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ”

โดยความหมายหรือวิวัฒนาการของการใช้คำทำนองนี้  จึงทำให้ความหมายของนิพพานทั้งสองนี้  ในอรรถกถาหลายๆ แห่งเน้นไปที่จุดแห่งเหตุการณ์  ในชีวิตของพระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์ คือเน้นการกระทำอันได้แก่การบรรลุภาวะ  มากกว่าจะเน้นตัวภาวะนั้นเอง  ด้วยเหตุนี้ ความหมายของพระนิพพาน ๒  เมื่อว่าตามนัยของอรรถกถาทั่วๆไปจึงมีลักษณะที่ค่อนข้างจำกัด  กล่าวคือ สอุปาทิเสสนิพพาน  หมายถึงดับกิเลส  ยังมีเบญจขันธ์เหลือ  หรือนิพพานของพระอรหันต์ผู้ยังมีชีวิตอยู่  มุ่งเอาการบรรลุอรหัตตผล อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ หมายถึง ดับกิเลสไม่มีเบญจขันธ์เหลือ หรือนิพพานของพระอรหันต์ เมื่อทำลายขันธ์ บางทีเรียกว่า ดับขันธ์ มุ่งเอาการสิ้นชีวิตของพระอรหันต์ โดยเฉพาะอนุปาทิเสสนิพพานจำเพาะเจาะจงลงไปที่การสิ้นชีวิตของพระอรหันต์อย่างชนิดจำกัดตายตัว ดิ้นเป็นอย่างอื่นไม่ได้

 

 

การค้นหาความจริง

 

การค้นหาความจริง หาให้เจอความจริง ซึ่งอาจจะหมายถึงการหาความหมายที่แท้ของสิ่งนั้นและอีกอย่างหนึ่งคือ ค้นหาสิ่งที่ดี สิ่งที่ประสงค์ คุณค่าหรือประโยชน์ที่ต้องการ ตลอดจนกระทั่งว่า ถ้าสิ่งนั้นยังไม่ดี หรือยังไม่เป็นอย่างที่ประสงค์ ก็หาทางที่จะทำให้มันดีหรือให้ได้ผลอย่างที่ต้องการ

        การที่จะวิจัยเพื่อจะให้ได้ความจริง ให้ได้สิ่งที่ดี และหาทางทำให้ดี พร้อมทั้งให้สำเร็จนั้น จะมีปัจจัยอย่างหนึ่งที่ช่วยหนุนอยู่คือ ความเชื่อที่เป็นฐาน เช่น ความเชื่อในหลักการแห่งความเป็นเหตุเป็นผลของสิ่งทั้งหลาย ถ้าเราเชื่อหลักการนี้ก็จะเป็นแรงกระตุ้นให้หาความจริง ให้ค้น เพราะว่าถ้าเราไม่เชื่อในหลักการแห่งความเป็นเหตุเป็นผล หรือในความเป็นไปตามเหตุปัจจัยแล้วก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องค้นหาความจริง และว่าโดยวิธีการมันก็ไม่นำไปสู่การค้นหาด้วยวิธีการของความเป็นเหตุเป็นผล... การศึกษาเป็นกระบวนการที่นำชีวิตให้ดำเนินไปด้วยดี ก็จะทำให้คนพัฒนาเป็นสัตว์ที่ประเสริฐได้จริง[11]

        ...มนุษย์ก็จะเปลี่ยนจากสัตว์ที่ต้องอาศัยตัณหาเป็นเครื่องจูงชีวิตมาสู่การดำเนินชีวิตด้วยปัญญา การที่จะมีชีวิตด้วยปัญญาเราก็ต้องดำเนินชีวิตโดยใช้ปัญญา ซึ่งเป็นชีวิตแห่งการที่มีจิตใจเป็นนักวิจัยตลอดเวลา...

        ...การวิจัยคือการเปลี่ยนปัญหาให้เป็นปัญญา

        ...มนุษย์ยุคปัจจุบันได้มีจุดเน้นที่แคบเข้ามามากกว่า เขาจัดการธรรมชาติเพื่ออะไร ก็เพื่อเอาธรรมชาติมารับใช้สนองความต้องการเสพปริโภคของมนุษย์ อันนี้แหละที่เป็นเป้าหมายสำคัญในปัจจุบัน และงานวิจัยก็จะถูกครอบงำด้วยความคิดความมุ่งหมายนี้ด้วยโดยไม่รู้ตัวมันจึงกลายเป็นจุดที่เราต้องมาวิจัยกันซ้อนอีกชั้นหนึ่งว่าความคิดความมุ่งหมายนั้นถูกต้องหรือไม่ และถ้ามันไม่ถูกต้องเราจะต้องคิดแก้ไข .. คือทำอย่างไรจะให้การวิจัยไม่ตกอยู่ใต้ครอบงำแห่งอิทธิพลของฐานความคิดอันนี้ เราจะต้องสามารถวิจัยตัวการที่ครอบงำอารยธรรมมนุษยชาตินี้ให้ชัดให้ได้ เพื่อนำมนุษยชาติให้หลุดพ้นออกไปอยู่เหนือกระแสอิทธิพลของฐานความคิดที่ผิด

        จุดอ่อนของยุคปัจจุบันในทางวิชาการรวมทั้งการวิจัยคือเราไม่สามารถประสานโยงจุดหมายของการวิจัยทางมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ให้ลงเป็นอันเดียวกันได้ ว่ามุ่งหมายเพื่อประโยชน์ของมนุษย์ชาติได้อย่างไร เพราะว่าศาสตร์ทั้ง ๓ หมวดนี้ มีขึ้นจากมนุษย์และเพื่อประโยชน์แก่มนุษย์ชาติ แต่เราไม่สามารถโยงถึงกันเป็นอันเดียวได้ว่าศาสตร์ทั้ง ๓ แดนมารวมกัน เพื่อจุดหมายอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อประโยชน์แก่มนุษย์ชาติอย่างไร...

        ....จะต้องว่ากันให้ชัดว่าเราจะพัฒนามนุษย์ในฐานะเป็นมนุษย์ หรือพัฒนามนุษย์ในฐานะเป็นทรัพยากรมนุษย์ หรือเอาทั้งสองอย่าง

        เวลานี้คิดว่าจะต้องเอาทั้งสองอย่าง คือเราต้องพัฒนามนุษย์ในฐานะที่เป็นทรัพยากรมนุษย์ด้วย หมายความว่าในด้านหนึ่งเรามองมนุษย์ในฐานะที่เป็นทุนหรือเป็นปัจจัยในการที่จะไปพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ถ้ามนุษย์มีคุณภาพดี มีความรู้ความสามารถดี เป็นแรงงานที่มีฝีมือ มีจิตใจดี เช่น ขยันหมั่นเพียร อดทน รับผิดชอบ ก็ไปช่วยพัฒนาเศรษฐกิจได้ดี พร้อมกันนั้นอีกด้านหนึ่งเราก็ต้องพัฒนามนุษย์ในฐานะเป็นมนุษย์ ด้วยความมุ่งหมายว่าทำอย่างจะให้เป็นมนุษย์ที่ดี เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เป็นมนุษย์ที่มีความสุข เป็นมนุษย์ที่มีอิสรภาพ...

        การที่จะวิจัยให้สำเร็จเพื่ออนาคตทั้งสองขั้นนี้จะทำอย่างไร ก็แยกการวิจัยเป็นสองระดับ คือ

๑.               วิจัยเพื่อรู้จักตัวเอง เข้าถึงพื้นฐานของตัวเอง และทำตัวเองให้ดีให้ได้ แก้ปัญหาของตัวเองให้สำเร็จซึ่งจะต้องโยงไปหาข้อสงสัยด้วย คือ

๒.               วิจัยเพื่อรู้เท่าทันโลกและผู้อื่น ไม่ว่าจะเพื่อเอาบทเรียนมาใช้หรือเพื่อเอาชนะในการแข่งขันกับเขาตลอดจนเพื่อจะช่วยโลกนั้นได้

        ...คนของเราบางทีมีแต่ภาพแห่งความหลงใหล นักศึกษาไปไปโดยไม่รู้จักสังคมของตัวเองและกลับมาโดยไม่รู้จักสังคมฝรั่งเลยไม่ได้ทั้งสองอย่างที่เป็นส่วนสำคัญด้านหนึ่งของการศึกษา…

          … เป้าหมายของการวิจัย ต้องให้ได้ทั้งสองอย่าง หนึ่ง หนุนพวกที่มาวิจัยเรื่องสังคมของเราให้ตรงกับเรื่องราวด้านที่เราต้องการ สอง หนุนคนของเราให้วิจัยสังคมประเทศนั้นๆ ที่เขาไปศึกษา

        การวิจัย ๒ ระดับอย่างหนึ่งคือ ระดับวงแคบเฉพาะเรื่องเฉพาะกรณี และอีกอย่างหนึ่งคือเรื่องระดับวงกว้างที่เป็นสภาพทั่วไป...

        การวิจัย ๒ ระดับอีกอย่างหนึ่งคือ ระดับปฏิบัติการ กับระดับภูมิธรรมภูมิปัญญา…

          การวิจัยนั้นนำให้เกิดปัญญา

...คติเหตุปัจจัยทำให้ต้องวิจัย เราวิจัยเพื่อให้ได้ปัญญาที่รู้เหตุปัจจัย เมื่อรู้เหตุปัจจัย ของความเสื่อมแล้วเราจะได้แก้ไข ป้องกัน กำจัด และเมื่อรู้เหตุปัจจัยของความเจริญแล้วเราจะได้ทำเหตุปัจจัยนั้น...

การพัฒนามนุษย์หรือพัฒนาชีวิตนั้น จะเป็นไปได้ด้วยดีต้องอิงอาศัยความเชื่อความมั่นใจ และความรู้ความเข้าใจที่เป็นพื้นฐานสำคัญ ๒ ประการ คือ

ก.                        ความเชื่อ ความมั่นใจในธรรมชาติของมนุษย์ว่าเป็นสัตว์ที่ฝึกฝนพัฒนาได้ และมีวิสัยแห่งการพัฒนาได้อย่างสูงสุด การพัฒนาคนนั้น มีลักษณะเด่นอย่างหนึ่งคือ การดึงเอาศักยภาพที่มีอยู่ในตัวมนุษย์แต่ละคนออกมาพัฒนาให้งอกงามเต็มที่ และใช้ให้ได้ผลดีที่สุด ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องที่อยู่ในแนวคิดของการศึกษาปัจจุบัน แต่วันนี้เราพูดในแง่ของพุทธศาสนาด้วย

        พระพุทธศาสนานั้นมีความเชื่อพื้นฐานว่า มนุษย์เป็นสัตว์ที่ฝึกได้ ในพุทธคุณมีข้อความบทหนึ่งว่า ปริสทมฺมสารถิ แปลว่า พระพุทธเจ้าเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ฝึกได้ ท่านถือว่ามนุษย์เป็น ทัมมะ คือเป็นสัตว์ที่ฝึกได้ และคติในทางพุทธศาสนาถือว่าการฝึกฝนหรือการศึกษานี้เป็นสิ่งสำคัญเพราะด้วยการฝึกหรือการศึกษานี้ มนุษย์จะกลายเป็นสัตว์ที่ประเสริฐ ดังพุทธพจน์ว่ ในบรรดามนุษย์ทั้งหลาย มนุษย์ที่ฝึกแล้วประเสริฐสุด (ทนฺโต เสฏโฐ มนุสฺเสสุ) ยิ่งกว่านั้นยังบอกว่า มนุษย์ที่มีการศึกษาฝึกฝนพัฒนาดีแล้ว เป็น “ภาวิตัตตะ” เป็นผู้ที่แม้แต่เทวดา พระอินทร์ พระพรหม ก็เคารพบูชา คือเราถือว่า มนุษย์หรือสัตว์ที่มีการศึกษาฝึกดีแล้ว ประเสริฐแม้ยิ่งกว่าเทวดาและพระพรหม ฉะนั้น พระพุทธศาสนาจึงให้ความสำคัญแก่มนุษย์มาก และคตินี้ก็เข้ากับหลักศักยภาพที่ว่า เราจะต้องดึงเอาศักยภาพของคนออกมาพัฒนาให้เต็มที่จนถึงขั้นสูงสุด ซึ่งการจะพัฒนาศักยภาพได้ก็ต้องมีความเชื่อหรือยอมรับว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่ฝึกได้ พูดอีกนัยหนึ่ง ความเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ กับความเชื่อว่ามนุษย์เป็น

 

การดับกิเลส

 

1 ระดับกิเลสของพระอริยบุคคล

ระดับกิเลสของพระอริยบุคคลนั้น  พิจารณาจากความสามารถในการละกิเลสของพระอริยบุคคล 4 ประเภท ได้แก่  พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์  โดยมีสังโยชน์ 10[12]  ได้แก่  1. ความเห็นว่าเป็นตัวตน  (สักกายทิฎฐิ) 2. ความสงสัย (วิจิกิจฉา) 3. ความถือมั่นศีลพรต (สีลัพพตปรามาส) 4. ความกำหนัดในกาม (กามราคะ) 5. ความขัดเคือง (ปฎิฆะ) 6. ความติดในรูปภพ (รูปราคะ) 7. ความติดในอรูปภพ  (อรูปราคะ)  8. ความถือตัว (มานะ) 9. ความฟุ้งซ่าน (อุทธัจจะ) 10. ความไม่รู้ (อวิชชา) เป็นเกณฑ์สำหรับวัดระดับเพื่อแสดงระดับกิเลสของพระอริยบุคคลแต่ละประเภท ดังนี้

1 พระโสดาบัน

พระโสดาบัน  คือผู้ถึงกระแสแห่งนิพพานหรือผู้ปฏิบัติตนตรงตามทางของพระอริยเจ้า  พระอริยบุคคลระดับนี้เป็นผู้บริบูรณ์ในศีล บำเพ็ญสมาธิและปัญญาได้ในระดับหนึ่ง พร้อมกับละสังโยชน์ 3  คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส  พระโสดาบันจัดเป็นพระอริยบุคคลขั้นต้นในพุทธศาสนา ซึ่งจำแนกออกเป็น 3 ประเภท[13]  ได้แก่

1) เอกพีชี  หมายถึงพระโสดาบันผู้มีกำลังแห่งศีลบริบูรณ์  มีกำลังแห่งสมาธิและปัญญาพอประมาณ  เมื่อไม่สามารถบรรลุมรรคผลขั้นสูง  ตายไปแล้วจะเกิดอีกเพียง 1 ครั้ง  จะบรรลุมรรคผลที่สูงยิ่งขึ้นจนถึงอรหัตผลและนิพพานในภพภูมินั้น

2)  โกลังโกละ    หมายถึงพระโสดาบันผู้มีกำลังแห่งศีลบริบูรณ์  มีกำลังแห่งสมาธิและปัญญาพอประมาณ  เมื่อไม่สามารถบรรลุมรรคผลขั้นสูง  ตายไปแล้วจะเกิดอีก 2-3 ครั้ง  จะบรรลุมรรคผลที่สูงยิ่งขึ้นจนถึงอรหัตผลและนิพพานในภพภูมิที่ 2-3 นั้น

3)  สัตตักขัตตุปรมะ  หมายถึงพระโสดาบันผู้มีกำลังแห่งศีลบริบูรณ์ มีกำลังแห่งสมาธิและปัญญาพอประมาณ  เมื่อไม่สามารถบรรลุมรรคผลขั้นสูง  ตายไปแล้วจะเกิดอีกไม่เกิน 7 ครั้ง  จะบรรลุมรรคผลที่สูงยิ่งขึ้นจนถึงอรหัตผลและนิพพานในภพภูมินั้น

น่าสังเกตว่า  พระโสดาบันทั้ง 3 ประเภทนี้ เป็นผู้มีคุณสมบัติเหมือนกันคือมีกำลังแห่งศีลบริบูรณ์พร้อมกับกำลังแห่งสมาธิและปัญญาพอประมาณ  แต่ช่วงเวลาที่จะบรรลุมรรคผลที่สูงยิ่งขึ้นจนถึงอรหัตผลและนิพพานในภพภูมิต่อไปนั้นกลับไม่เท่ากัน ทั้งนี้เพราะพระอริยบุคคลเหล่านั้นมีอินทรีย์หรือปฏิปทาที่ไม่เท่ากัน[14] อนึ่ง แม้พระโสดาบันจะเป็นผู้ศรัทธาในพระรัตนตรัยอย่างมั่นคงก็ตาม  แต่จิตใจยังคงหวั่นไหวไปตามอารมณ์ที่ตนต้องประสบในชีวิตประจำวัน  เช่น อาการเสียใจของวิสาขา  เพราะสูญเสียหลานสาว13

1.2 พระสกทาคามี

พระสกทาคามี  คือผู้จะอุบัติขึ้นในโลกนี้อีกครั้งเดียวก็จะสิ้นทุกข์  พระอริยบุคคลระดับนี้เป็นผู้บริบูรณ์ในศีล บำเพ็ญสมาธิและปัญญาได้ในระดับหนึ่ง  นอกจากนี้ยังละสังโยชน์ 3  พร้อมกับทำราคะ โทสะ และโมหะให้เบาบางลงอีกด้วย   ความเป็นพระสกทาคามีนั้นสะท้อนให้เห็นภาพของพัฒนาการทางจิตที่วิวัฒนาการสูงขึ้นตามลำดับ  ซึ่งมีแนวโน้มว่าสภาพจิตกำลังยกระดับขึ้นเหนืออำนาจของกิเลส

1.3 พระอนาคามี

พระอนาคามี  คือผู้ไม่หวนกลับมาสู่โลกมนุษย์อีก  ซึ่งจะปรินิพพานในภพที่อุบัติเท่านั้นเพราะพัฒนาการทางจิตของพระอริยบุคคลระดับนี้กำลังก้าวเข้าสู่ภาวะอิ่มตัวหรือจ่อจุดจบของกิเลส โดยจะไม่เกิดเป็นมนุษย์หรือเทวดาในกามาวจรภูมิหรืออรูปาวจรภูมิอื่นใด แต่จะเกิดบนสวรรค์ชั้นสุทธาวาสเพียงแห่งเดียว พระอริยบุคคลระดับนี้เป็นผู้บริบูรณ์ในศีลและสมาธิพร้อมกับบำเพ็ญปัญญาได้ในระดับสูง  และละสังโยชน์เบื้องต่ำ 5 ได้เด็ดขาด  อนึ่ง พระอนาคามีจำแนกออกเป็น 5 ประเภท14ได้แก่

1) อันตราปรินิพพานยี  หมายถึงพระอนาคามีผู้ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นสุทธาวาส  เมื่ออยู่ยังไม่ถึงกึ่งหนึ่งของอายุขัยก็นิพพาน

2) อุปหัจจปรินิพพานยี  หมายถึงพระอนาคามีผู้ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นสุทธาวาส  อยู่จนอายุพ้นกึ่งหนึ่งของอายุขัยก็นิพพาน

3) อสังขารปรินิพพานยี  หมายถึงพระอนาคามีผู้ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นสุทธาวาส  เมื่อนิพพานจะไม่ใช้ความเพียรมากนัก

4) สสังขารปรินิพพานยี   หมายถึงพระอนาคามีผู้ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นสุทธาวาส   เมื่อนิพพานจะต้องใช้ความเพียรมาก

5) อุทธังโสโต อกนิฏฐคามี  หมายถึงพระอนาคามีผู้ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นสุทธาวาสชั้นใดชั้นหนึ่งแล้วเลื่อนขั้นขึ้นไปเกิดบนชั้นที่สูงขึ้นจนถึงชั้นอกนิฏฐาจึงนิพพาน  

อย่างไรก็ตาม ตามปกติพระอริยบุคคลขั้นสูงจะไม่เปิดเผยภูมิธรรมหรือคุณวิเศษของตนต่อสาธารณชน  เพราะไม่มีความคิดที่จะอวดอ้างหรือยกยอตน ดังกรณีของพระเถระรูปหนึ่งที่มิยอมให้ศิษยานุศิษย์ทราบว่าตนเป็นพระอนาคามีจนกระทั่งท่านมรณภาพ15

1.4 พระอรหันต์

พระอรหันต์  คือผู้ทำลายซี่กำแห่งสังสารจักรได้เด็ดขาด  หมดสิ้นอาสวะกิเลสทั้งปวง  พระอริยบุคคลระดับนี้เป็นผู้บำเพ็ญศีล สมาธิ และปัญญาได้บริบูรณ์  พร้อมกับละสังโยชน์ได้ทั้งหมด อนึ่ง เพราะพระอรหันต์เป็นผู้เจนจบจากกระบวนการศึกษาตามหลักไตรสิกขา จึงสมบูรณ์แบบด้วยคุณลักษณะพิเศษ 3 ประการ ได้แก่ ปัญญา จิต และพฤติกรรมในสังคม16 แม้พระอรหันต์ทุกรูปจะมีสุขภาพจิตที่ดีก็ตาม  แต่สุขภาพกายอาจจะไม่สมบูรณ์ก็ได้  เช่น  พระจักขุบาลเถระเป็นผู้พิการทางสายตา17หรือพระลกุณฎกภัททิยเถระเป็นคนร่างเล็กเตี้ยค่อม จนกลายเป็นตัวตลกตามสายตาของเหล่าสามเณร18 

อนึ่ง นอกจากพระอริยบุคคลดังกล่าวข้างต้น สำหรับปุถุชนทั่วไปยังแบ่งออกเป็น 2 ประเภท (ตามอัตราส่วนของกิเลส) ได้แก่  พาลปุถุชนคือผู้กำหนัดหนักในกามคุณ 519และกัลยาณปุถุชนคือผู้ยินดียิ่งเพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ20 อย่างไรก็ตาม ตามธรรมดาวิถีจิตของปุถุชนย่อมเป็นไปทั้งในฝ่ายกุศลและฝ่ายอกุศล  โดยเฉพาะฝ่ายกุศลนั้น  บางคราวจิตก็คิดเพื่อละกิเลสหรือคิดเบื่อหน่ายคลายความกำหนัดจากกาม อาจกังขาว่า กิเลสคงมิได้เกิดขึ้นในทุกขณะจิตหรืออย่างไร ?  วิสัชนาว่า  การขาดช่วง (เว้นวรรค) ในการเกิดขึ้นของกิเลสก็มีเหมือนกัน  หากธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกิเลสอย่างใดอย่างหนึ่งปรากฎหรือสติและปัญญาเกิดขึ้นทัน21หรือแม้กิเลสจะไม่ได้เกิดขึ้นในจิตหรือวิญญาณทุกขณะ แต่มีอยู่ในลักษณะแอบแฝงหรือเป็นแนวโน้มที่พร้อมจะเกิดที่เรียกว่า “อนุสัย” ซึ่งอิงแอบอยู่ภายในจิตของปุถุชนตลอดเวลาและพร้อมที่จะแสดงตัวทันทีหากเหตุปัจจัยมีครบ  เปรียบเหมือนตะกอนที่นอนอยู่ก้นแก้วพร้อมที่จะฟุ้งขึ้นมาทำให้น้ำในแก้วนั้นขุ่นมัว22

น่าสังเกตว่า  วุฒิภาวะคือพัฒนาการที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาผนวกกับการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจ  สำหรับการบรรลุความเป็นพระอริยบุคคลทุกระดับมิได้มีข้อจำกัดในด้านวัยวุฒิ  กล่าวคือ ทุกคนทุกเพศทุกวัยสามารถบรรลุได้โดยปราศจากเงื่อนไขเกี่ยวกับอายุ ซึ่งพระอริยบุคคลล้วนเป็นผู้เจริญด้วยคุณวุฒิ  แต่จะเจริญด้วยวัยวุฒิหรือไม่ก็ได้  เมื่อเป็นเช่นนี้ อาจกังขาว่า พฤติกรรมการดำเนินชีวิตในสังคมจะขัดแย้งกันหรือไม่หากเกิดช่องว่างระหว่างวัยหรือสถานภาพทางด้านอายุของพระอริยบุคคลแตกต่างจากคนในครอบครัวหรือผู้อื่นในสังคม วิสัชนาว่า ความแตกต่างในด้านวัยวุฒิกับคุณวุฒิอาจก่อให้เกิดความสับสนหรือเข้าใจไม่ตรงกันระหว่างบุคคลได้เช่นกัน ดังกรณีของเด็กหญิงสุมนาเทวี (เธอบรรลุสกทาคามีตั้งแต่เด็ก) ที่ร้องเรียกบิดา (พระโสดาบัน) ของตนว่า  “น้องชาย”  จนเธอถูกมองว่าเสียสติ23

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

             ประวัติผู้รวบรวมเรียบเรียงเขียน

ชื่อสกุล                        นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี

วันเดือนปีเกิด             วันพฤหัสที่    กันยายน  พ.ศ. ๒๕๐๒

ที่อยู่ปัจจุบัน                  ๔๓/๑๒ ถนนพุทธมณฑลสาย ๓ เขตบางแค

                                กรุงเทพมหานคร

วุฒิการศึกษา                                                                               

มัธยมศึกษาสายสามัญโรงเรียนวัดราชาธิวาส แผนกวิทย์

นิติศาสตร์บัณฑิต   สมาชิกวิสามัญแห่งเนติบัณฑิตยสภา

พุทธศาสนศึกษามหาบัณฑิต มหามกุฎราชวิทยาลัย

ประสบการณ์การทำงาน

รับราชการที่มหาวิทยาลัยมหิดล คณะสาธารณะสุขศาสตร์

เป็นผู้ช่วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุทัยธานี

เป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท พีไทย อาคิเต็คฯ  จำกัด

เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท เอสเอสโกลเด้นท์แลนด์ จำกัด

เป็นเลขาธิการสมาพันธ์ชมรมวิทยุสมัครเล่นกรุงเทพมหานคร

ประธานชมรมนักกฎหมายวิทยุสมัครเล่น

บรรณาธิการฝ่ายกฎหมายนิตยสารQRZ

กรรมการฯการสื่อสาร(CAT)

กิจการทางพระพุทธศาสนา

เป็นกรรมการบริหารพุทธธรรมรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎรสังกัดคณะกรรมาธิการศาสนาวัฒนธรรมสภาผู้แทนราษฎร

เป็นกรรมการชมรมพิทักษ์พระพุทธศาสนา

ประธานชมรมวิทยากรพิทักษ์พระพุทธศาสนา รุ่น ๔                                

เป็นนักจัดรายการวิทยุใน รายการไขปัญหาชาวพุทธ  รายการรู้ธรรมนำปฎิบัติ, รายการบำเพ็ญบุญบารมีสถานีวิทยุเพื่อพระพุทธศาสนาธรรมะพล ๑ AM ๑๔๒๒ MKz

เป็นเวบมาสเตอร์ จัดทำโฮมเพจให้องค์กรพุทธ ฯ หลายแห่ง

อาจารย์พิเศษสอนระดับปริญญาโทและเป็นวิทยากรและผู้บรรยายในสถาบันการศึกษาหลายแห่ง

ผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาและ

ผู้อำนวยการโครงการจัดทำหลักสูตรการศึกษาโดยสื่อทางไกลของมูลนิธิเบญจนิกาย

พศ ๒๕๓๖ – ปัจจุบัน   เป็นกรรมการบริหารมูลนิธิเบญจนิกาย

พศ ๒๕๕๐ – ปัจจุบัน   เป็นกรรมการบริหารมูลนิธิพุทธางกูร

พศ ๒๕๕๐ – ปัจจุบัน   เป็นกรรมการบริหารสมาคมนักเรียนเก่า ร.ร.วัดราชาธิวาส

ตำแหน่ง/สถานที่ทำงาน ปัจจุบัน  ทำงานบริษัทในเครือ บริษัท สหวิริยา กรุ๊ป ตำแหน่งผู้จัดการสำนักกฎหมาย ฝ่ายบริหารบริษัท

 

 

 



[1]สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา  สยามบรมราชกุมารี,  รัตนพินิจนิทิศการศึกษา,  (กรุงเทพฯ  :  บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง  จำกัด  (มหาชน),  ๒๕๔๒),  หน้า  ๘๖.

[2] มงฺคลตฺถทีปนี. / -.

[3] พระราชวรมุนี, เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๘๗.

[4] มงฺคลตฺถทีปนี. / .

[5] องฺ. . / ๓๙๑.

[6] ที. ปา. ๑๑ / ๒๒๘ / ๒๓๑.

[7] พระอุบาลีคุณูปมาจารย์, เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๑๕.

[8] อภิ. วิภงฺค. ๓๕ / ๑๔๕ / ๑๒๗.

[9] องฺ. ฉกฺก. ๒๒ / ๓๗๗ / ๔๙๔.

[10] . มู. ๑๒ / ๑๔๙ / ๑๒๓.

[11] ทศวรรษธรรมทัศน์พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต)

[12]ที.ปา. 11/284/225; สํ. . 15/12/4; ฯลฯ. อนึ่ง สังโยชน์ 10  จำแนกออกเป็น 2 ่วน  ได้แก่  สังโยชน์เบื้องต่ำ (โอรัมภาคิยสังโยชน์) หมายถึงสังโยชน์ข้อที่ 1-5  และสังโยชน์เบื้องสูง (อุทธัมภาคิยสังโยชน์) หมายถึงสังโยชน์ข้อที่ 6-10  (ที.ปา. 11/284/225)  สังโยชน์ 10 นั้น  อาจรวมลงในอกุศลมูล 3  ดังนี้ือ  ความกำหนัดในกาม ความติดในรูปภพ และความติดในอรูปภพ  จัดอยู่ในโลภะ   ความขัดเคือง จัดอยู่ในโทสะ  ส่วนความเห็นว่าเป็นตัวตน ความสงสัย ความถือมั่นศีลพรต ความถือตัว ความฟุ้งซ่าน และความไม่รู้  จัดอยู่ในโมหะ.

[13]องฺ.สตฺตก. 23/216/349.

[14]ขุ.อิติ.. 24/98.

13ขุ... 6/143.

14องฺ.ทสก. 24/64/123.

15ขุ... 6/153.

16พระธรรมปิฎก (..   ปยุตฺโต), พุทธธรรม, . 242-260.

17ขุ... 1/11.

18ขุ... 4/39.

19ขุ.. 29/88/75.

20ขุ.. 29/149/110.

21กลุ่มปฏิบัติธรรมเพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา, ธรรมโฆษณ์อรรถานุกรม (กรุงเทพฯ: ภาพพิมพ์, 2533), . 16.

22ผศ.ดร. วัชระ    งามจิตรเจริญ,  “บัญญัติ ขันธ์ ธาตุ กิเลส และสังสารวัฏ  วารสาร พ... ปีที่ 35 (พฤษภาคม–มิถุนายน 2545):11.

23ขุ... 1/142.