คนไทยกับเทคโนโลยี (ป. อ. ปยุตฺโต)

ไทยยังไม่เป็นสังคมผู้ผลิต แต่เป็นสังคมผู้บริโภคเทคโนโลยี ทำอย่างไรจะพัฒนาคนไทยได้สำเร็จ
หรือถ้าจะให้ดี น่าจะถามว่า ทำอย่างไรคนไทยเราจะพัฒนาตนเองได้ดียิ่งขึ้น เราต้องจับให้ได้ว่า คนไทยมี
จุดอ่อนหรือย่อหย่อนในเรื่องอะไร โดยเฉพาะเหตุปัจจัยอะไรทำให้คนไทยอ่อนแอทำไมคนไทยจึงไม่ค่อยมี
ความเข้มแข็งจริงจัง ที่จะทำการต่างๆ ให้สำเร็จ ด้วยความเพียรพยายามอย่างมั่นคงเด็ดเดี่ยว โดยมุ่งมั่น
ไปในทิศทางที่ชัดเจนอย่างแน่วแน่ต่อจุดหมาย ในที่นี้ขอแสดงความเห็นว่า นอกจากสภาพทางภูมิศาสตร์
อันอุดมสมบูรณ์ ที่ทำให้จิตใจโน้มไปในทางที่จะติดเพลินในความสะดวกสบาย ชอบผัดเพี้ยน ไม่อยาก
ดิ้นรนขวนขวายแล้ว เหตุปัจจัยสำคัญยิ่งที่ทำให้คนไทยอ่อนแอมี ๒ อย่าง คือ

๑. ค่านิยมใฝ่เสพบริโภค

๒. ลัทธิรอผลดลบันดาล

เหตุปัจจัยข้อ ๒ ได้พูดไว้มากแล้ว คราวนี้จะพูดถึงเหตุปัจจัยข้อ ๑ คือ ค่านิยมใฝ่เสพหรือบริโภคนิยม
และจะจำกัดในแง่ที่เกี่ยวกับ เทคโนโลยี ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญโดดเด่นสำหรับยุคสมัยนี้ เมื่อพูดถึงเทคโนโลยี
ก็เป็นการพูดถึงความเจริญของยุคปัจจุบันและโยงไปหาประเทศที่เรียกว่าพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะคือฝรั่ง
สำหรับตอนนี้ เราลองมาดูว่า ฝรั่งกับไทยต่างกันอย่างไร ตอนนี้ เราพูดกันถึงสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน
ที่โลกอยู่ในระบบแข่งขันก็ต้องดูว่า ใครแพ้ ใครชนะ แต่ไม่ใช่หมายความว่า เราพอใจแค่เอาชนะการแข่งขัน
เท่านั้น เราจะต้องไปไกลกว่านั้น คือต้องถึงขั้นเหนือการแข่งขัน ซึ่งต้องเก่งกว่านี้อีก จึงจะแก้ปัญหาของโลกได้
แต่ตอนนี้เอาแค่ขั้นต้น คือการเอาชัยในระบบแข่งขันที่เป็นอยู่เฉพาะหน้านี้ ก็ทำให้ได้ก่อนเถอะ เพื่อให้เห็น
ภาพกว้างๆ ก็มาดูสังคมไทยในเวลานี้ ว่าเมื่ออยู่ในประ-ชาคมโลก สังคมไทยของเราเป็นอย่างไร สังคมไทย
ของเรานี้ถูกตราชื่อว่าเป็นสังคมด้อย พัฒนา เดี๋ยวนี้เปลี่ยนชื่อเป็นกำลังพัฒนา ที่ชื่อว่ากำลังพัฒนานี้ก็ไม่ดี
อยู่แล้ว นอกจากนั้นในภาวะที่กำลังพัฒนา ก็เป็นสังคมผู้ตาม และคู่กับความเป็นผู้ตามคือเป็นผู้รับ แล้วก็เป็น
สังคมที่ถูกกำหนดไม่เป็นสังคมที่เป็นฝ่ายกำหนด เมื่อเป็นอย่างนี้ก็เสียเปรียบ เพราะว่าถ้าเราจะมีบทบาทใน
โลก เราจะต้องเป็นผู้กำหนดอะไรได้บ้าง เมื่อไม่มีความสามารถที่จะกำหนดแล้ว สิทธิต่อรองเป็นต้น ก็ไม่มี
ต้องถูกสังคมที่มีอิทธิพล คือสังคมที่พัฒนาเขากำหนดให้หมด อย่างนี้ก็แย่ ทำไมจึงเป็นสังคมที่ถูกกำหนด
ก็เพราะเป็น สังคมฝ่ายบริโภคไม่ใช่ฝ่ายผลิต โดยเฉพาะสิ่งที่เป็นตัวบันดาลอิทธิพลสำคัญในระบบเศรษฐกิจ
แห่งการแข่งขันในปัจจุบัน เทคโนโลยี มีบทบาทสำคัญเป็นอุปกรณ์ที่อยู่เบื้องหลังอุตสาหกรรมทั้งหมด
เรียกได้ว่าเป็นอุปกรณ์ของระบบแข่งขันเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นเทคโนโลยีจึงเป็นอุปกรณ์แห่งอำนาจ
ในแง่ของเทคโนโลยีนี้ เมื่อแบ่งฐานะและบทบาทของประเทศต่างๆ ในประชาคม โลก ก็จะมีประเทศที่เป็น
ผู้ผลิตเทคโนโลยี กับประเทศที่บริโภคเทคโนโลยี ประเทศไทยเป็นฝ่ายไหน ในแง่เทคโนโลยี ตอบว่าไทย
เป็นประเทศผู้บริโภคเทคโนโลยี ไม่เป็นประเทศผู้ผลิตเทคโนโลยี กระแสโลกาภิวัตน์นั้น ประเทศที่ผลิต
เทคโนโลยีจะเป็นผู้กำหนด ฉะนั้นประเทศของเราจึงไม่เป็นตัวของตัวเอง เราจะทำอะไรให้ก้าวต่อไปก็ทำ
ไม่ได้เพราะไม่มีเทคโนโลยี ต้องรอให้ฝรั่งผลิตขึ้นมา ก่อนแล้วจึงทำได้

ทีนี้ นอกจากฝรั่งเป็นผู้กำหนดเราแล้ว เขายังหาผลประโยชน์จากเราได้ด้วย รวมทั้งญี่ปุ่น เขาก็มา
กระตุ้นเราให้อยากได้ เขาแข่งขันกันไป และจะโดยตั้งใจก็ตาม ไม่ตั้งใจก็ตาม ก็ล่อผู้บริโภคด้วยเทคโนโลยี
รุ่นต่อไปว่าจะดีกว่าในแง่นั้นแง่นี้ รถยนต์ รุ่นต่อไปมีดีเพิ่มขึ้นอย่างนั้นอย่างนี้ คอมพิวเตอร์รุ่นต่อไป
Pentium เท่านั้น จาก 100 เป็น 120 เป็น 133 เป็น 150 ขึ้นไป 166 จาก Pentium เป็น Pentium Pro
ว่ากันไปจน 200 คอยกระตุ้นอยู่เรื่อย เราก็ต้องซื้อ เมื่อซื้อก็ต้องจ่าย ทั้งๆ ที่เป็นประเทศที่ ยากจนอยู่แล้วก็
ตามซื้อเขาอีก ถ้าไม่มีหลักคิด เอาแต่จะตามให้ทันก็ต้องคอยตามซื้อและทุ่มจ่ายเรื่อยไป เลยทำตัวให้เป็น
เหยื่อของเขา เมื่ออยู่ในสภาพปัจจุบันแห่งเศรษฐกิจระบบแข่งขันแบบนี้เราก็จึงกลายเป็นผู้ตาม เป็นผู้รับ
เป็นผู้ถูกกำหนด เป็นผู้ถูก กระทำ และกลายเป็นเหยื่อ

ที่พูดอย่างนี้ ไม่ควรคิดว่าเป็นคำรุนแรง เพราะในระบบเศรษฐกิจแบบแข่งขัน ที่มนุษย์พยายาม
เอาชนะกัน แน่นอนว่าต้องมีฝ่ายหนึ่งเป็นเหยื่อ เราปฏิเสธคำนี้ไม่ได้ เราอาจจะพยายามสุภาพไม่ใช้คำนี้
แต่ที่จริงก็เป็นเหยื่อนั่นเอง

ทีนี้ สังคมไทยทำไมจึงอยู่ในภาวะอย่างนี้ เป็นเพราะเราไม่มีศักยภาพในการแข่งขันใช่หรือเปล่า
โดยเฉพาะคนของเราไม่มีคุณภาพพอ นอกจากปัจจัยอย่างอื่น เช่นอิทธิพลจากภายนอกมาครอบงำเรา
แต่ที่จริง อิทธิพลมี ๒ อย่าง

อิทธิพลอย่างหนึ่งคือ การถูกครอบงำโดยภาวะบีบคั้นบังคับ เนื่องจากเขามีอำนาจเข้มแข็งกว่า
เราไม่มีสิทธิเรียกร้อง ไม่มีสิทธิต่อรอง เราจึงถูกครอบงำ แต่อีกอย่างหนึ่งคือ การถูกครอบงำโดยความพอใจ
หมายความว่า สังคมไทยพอใจที่จะ เป็นอย่างนั้น เราจึงทำตัวให้เป็นเหยื่อไปเอง แบบที่สองนี้เป็นมาก
ถ้าเราไม่พอใจที่จะเป็นเหยื่อแม้เราจะถูกครอบงำจากภายนอก ด้วยปัจจัยทางด้านระบบ แต่ไม่ช้า ด้วยความ
เข้มแข็งของคุณภาพคน เราจะพลิกตัวขึ้นอยู่เหนือได้ เชื่อไหม เราจะมัวแต่บอกว่า โอ้ย! ไม่ได้หรอก เขามีอำนาจ
มีอิทธิพลกว่ามาครอบงำเรา ถ้าคิดอยู่อย่างนี้ก็ตันเท่านั้น ก็ทำไมไม่พัฒนาตัวให้เข้มแข็งล่ะ มันต้องปลดเปลื้อง
ตัวเองได้ซิ ถ้าแน่จริงก็ต้องพ้นไปได้ เพราะฉะนั้น คุณภาพคนนี้สำคัญ จึงต้องพัฒนาคนไทยให้เข้มแข็ง

ขณะนี้เราเป็นสังคมที่เป็นฝ่ายบริโภคเทคโนโลยี ไม่ใช่เป็นผู้ผลิตเทคโนโลยี ฉะนั้นเราจึงเสียเปรียบ
ทุกอย่าง เราเป็นผู้รับ เมื่อจะรับก็ต้องคอยรอเขา เมื่อรอจากเขาก็ต้องตามเขา ตามฟังตามดูว่า เขาจะผลิตอะไร
ใหม่ๆ ขึ้นมา เพื่อจะรับเอา จึงเป็นผู้ ถูกกำหนด ทั้งหมดนี้ก็เพราะเป็นผู้บริโภค ของที่เขาผลิต ผลิตเองไม่ได้
นิสัยในการผลิตนี้สำคัญมาก เป็นความเข็มแข็ง ส่วนความอ่อนแอมากับนิสัยชอบเสพบริโภค เป็นลักษณะจิตใจ
ของคนที่เห็นแก่การเสพบริโภค

การเสพบริโภค คือ กินนอนสบายใช้ของสำเร็จ ไม่ต้องทำอะไร คนที่ชอบความสุขจากการเสพบริโภค
ก็คือคนที่อยาก ได้รับการบำรุงบำเรอโดยตัวเองไม่ต้องทำอะไร เพราะฉะนั้นคนที่เป็นนักเสพบริโภคจึงมีทุกข์
จากการกระทำ ถ้าต้องทำอะไร แล้วทุกข์ เขาไม่ชอบการกระทำ เพราะต้องการให้คนอื่นทำให้แล้วเขาก็รอที่จะ
เสพบริโภค ส่วนคนที่เป็นนักผลิต ต้องมีจิตใจ เข้มแข็ง ชอบทำ และเขาจะมีความสุขจากการกระทำ เมื่อฝึกให้ดี
ก็จะก้าวไปสู่การมีความสุขจากการสร้างสรรค์

ทีนี้ นิสัยนักผลิตเรามีไหม ต้องถามคนไทยว่า เรามีนิสัยรักการผลิตหรือเปล่า คนไทยนี่นะ ขออภัยเถอะ
แม้แต่ที่อยากเจริญอย่างฝรั่ง ซึ่งก็ตามเขาอยู่แล้ว เวลามองความหมายของคำว่าจะเจริญอย่างฝรั่ง เรายังมอง
แบบนักบริโภคเลย แทนที่จะมองแบบนักผลิต ความเจริญอย่างฝรั่งมีความหมาย ๒ แบบ คือ แบบนักผลิต
กับแบบนักบริโภค

ความเจริญอย่างฝรั่งในความหมายของนักบริโภคเป็นอย่างไร นักบริโภค เข้าใจว่า เจริญอย่างฝรั่ง
คือมีกินมีใช้อย่างฝรั่ง ฝรั่งมีรถยนต์อะไรเราก็มีอย่างนั้น ฝรั่งมีตู้เย็นมีทีวีมีโทรศัพท์มือถืออะไรเราก็จะมี
อย่างนั้น แล้วเราก็บอกว่านี่เราเจริญอย่างฝรั่ง เพราะฉะนั้นเราก็ตามดูตามฟังเรื่อยซิว่าฝรั่งมีอะไรฝรั่งมีผลิตภัณฑ์
อะไรใหม่ เราก็ตามซื้อตามหามาใช้ แล้วก็เอามาอวดโก้ กันเองว่าฉันมีก่อนเธอนะอย่างนี้เรียกว่าเจริญอย่าง
ฝรั่งแบบนักบริโภค ทีนี้ เจริญอย่างฝรั่งแบบนักผลิตเป็นอย่างไร นักผลิต คิดว่าเจริญอย่างฝรั่ง คือทำได้อย่าง
ฝรั่ง หมายความว่า ฝรั่งทำอะไรได้ ฉันก็จะทำให้ได้อย่างนั้น ถ้าเข้มแข็งขึ้นไปอีก ก็บอกว่า ฝรั่งทำอะไรได้
เราจะต้องทำให้ดียิ่งกว่าฝรั่ง คนไทยคิดอย่างนี้บ้างไหม นี่แค่ความหมายของความเจริญอย่างฝรั่งก็ยังไปไม่รอด
แล้ว เราไม่มีนิสัยจิตใจแบบนักผลิตเลย ชาติที่เขาเจริญอย่างฝรั่งได้ทัน จนกระทั่งนำฝรั่งได้ ต้องมีนิสัยนักผลิต
เริ่มตั้งแต่ การมองความหมายของความเจริญอย่างฝรั่งว่า ฝรั่งทำได้อย่างไร ฉันต้องทำได้อย่างนั้น และก้าวไป
อีกขั้น หนึ่งว่า ฝรั่งทำอะไรได้ฉันต้องทำได้อย่างนั้น และต้องทำให้ดีกว่าฝรั่ง ถ้าได้ขนาดนี้แล้วไม่ต้องกลัวเลย
ชาติไทยชนะแน่การแข่งขัน นี่แหละแม้แต่ สภาพจิตยังไม่เอื้อเลย ความเข้มแข็งในจิตใจไม่มี นิสัยนักผลิตไม่มี

ต่อไป ความเข้มแข็งทางปัญญา คือ ความใฝ่รู้ ถ้าอยากจะรู้อะไร ก็หาความรู้ในเรื่องนั้นอย่างอุทิศชีวิต
ให้เลย คนไทย ยอมไหม ฝรั่งมีแล้ว ฝรั่งต้องการรู้เรื่องอะไร ถึงจะต้องเดินทางไป ๗ คาบสมุทรก็ไปเลย
ยอมอุทิศให้ทั้งชีวิต ฝ่าฟันไปข้างหน้า ฝ่าดงดิบ ผจญภัยในท้องทะเล ทนหนาวทนร้อน ไปได้หมด เพื่อหาความรู้
อย่างเดียว ที่ต้องการ บุกไปเลย เท่าไรเท่ากัน ความใฝ่รู้นี้ คือความเข้มแข็งทางปัญญา ยิ่งกว่านั้น เมื่อมีความรู้
ขึ้นมา ก็มีความเข้มแข็ง และมีความมั่นใจในตัวเองยิ่งขึ้นอีก เมื่อรู้ว่าสิ่งที่จะเจอข้างหน้าเป็นอย่างไร จะแก้ไข
ปัญหาได้อย่างไร จะทำให้สำเร็จได้อย่างไร ก็แกล้วกล้า เดินหน้าได้ แต่คนไม่รู้ ก็ไม่มีแรง ต้องถอยแน่นอน
ฝรั่งมีสภาพจิตใจอย่างหนึ่งที่เขาภูมิใจนัก เขาเรียกว่า frontier mentality คือสภาพจิตแบบบุกฝ่า พรมแดน
ซึ่งเขาถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างสรรค์ความเจริญของฝรั่งทั้งในยุโรปแล้วโดยเฉพาะก็มาพัฒนามาก
ในคนอเมริกัน ถ้าสังเกตในวัฒนธรรมฝรั่ง ฝรั่งชอบพูดคำว่า frontier ซึ่งทำให้มองไปข้างหน้า ทำให้บุกเบิก
ออกไป เมื่อไปสุดโลกนี้แล้วก็ต้องมุ่งหน้าไปในจักรวาล ออกไปสู่โลกอื่น มองออกไป ก้าวต่อไป บุกฝ่าไปเรื่อย
จากยุโรป ไปถึงแผ่นดินอเมริกา ภาคตะวันออก ขึ้นฝั่งแล้ว ข้างหน้าโน้นตะวันตกกว้างขวาง มีแต่ป่าเขาลำเนา
ไพร จะเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่ว่านั่นคือแหล่งของความสำเร็จข้างหน้า ฉะนั้น ฝรั่งก็มองไปข้างหน้า บุกเบิกฝ่าไป
ตะวันตก Go west young man . . . เจ้าหนุ่มจงมุ่งหน้าไปตะวันตก นี่เป็นคติของฝรั่ง แต่ frontier mentality นั้น
ขณะนี้ฝรั่งเอง ที่เป็นนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมบอกว่านี่แหละตัวทำลายล่ะ เพราะ เป็นต้นเหตุให้ฝรั่งทำลาย
ธรรมชาติแวดล้อม ฉะนั้นฝรั่งจึงเกิดสำนึกว่าแนวคิด frontier mentality นี้ ทำให้เขา(รวมทั้งโลก) เกิดภัยพิบัติ
จากสภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม แต่มันก็เป็นเหตุแห่งความสำเร็จของเขาในอดีต อันนี้เราเรียนรู้เพื่อที่จะได้เป็น
บทเรียน เราจะต้องรู้เรารู้เขา และพัฒนาคนของเราให้ถูกต้อง ไทยมีจุดเริ่มที่ผิด ในการสัมพันธ์กับเทคโนโลยี
ทีนี้ หันกลับมาสู่เรื่องที่พูดไว้ แต่ต้นว่า คนไทย เรานี้ไม่มีนิสัยนักผลิต แล้วยังขาดความเข้มแข็งทางปัญญา
อีกด้วย เริ่มแต่ขาดความใฝ่รู้ ทีนี้เราก็มาดูภูมิหลังว่า ที่เป็นอย่างนี้ เพราะอะไร การที่พูดถึงเรื่องภูมิหลังต่างๆ
ของคนไทย ก็เพื่อรู้จักตัวเราเองให้ถูกต้อง และในหลายเรื่องก็ต้องเอามาเทียบกับฝรั่ง (ที่เราเห็นว่าเขาเจริญ)
ด้วย เมืองไทยเรานี้ มีทุนดีพิเศษติดตัว คือ สภาพภูมิศาสตร์ ที่มีธรรม-ชาติแวดล้อมอุดมสมบูรณ์อย่างที่เราชอบ
พูดอยู่เสมอด้วยความภูมิใจว่า "ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว" อย่างไรก็ตาม เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ถ้าเรามัวเพลิน
อยู่กับความสะดวกสบายจากความอุดมสมบูรณ์นี้ ข้อดีก็ทำให้เกิดผลร้ายตามมาได้ คือทำให้คนไทยตกอยู่ในความ
ประมาท ชอบผัดเพี้ยน ไม่กระตือรือร้นขวนขวาย จะเอาแต่ที่สบาย และอ่อนแอ ขาดความมุ่งมั่นที่จะทำการต่างๆ
อย่างเด็ดเดี่ยวจริงจัง ต่างจากฝรั่งที่ธรรมชาติแวดล้อมบีบคั้น ทำให้เขาต้องลุกขึ้นดิ้นรนขวนขวาย ตั้งจุดหมาย
แน่วแน่ ทำจริงจังมั่นคง ผัดเพี้ยน เวลาไม่ได้ แล้วก็ทำให้เข้มแข็ง

ทีนี้ก็มาดูภูมิหลังในด้านความสัมพันธ์กับเทคโนโลยี ตอนนี้ไม่ต้องพูดถึงแง่ของความสัมพันธ์ในเชิงเป็น
ฝ่ายผลิต หรือฝ่ายบริโภค แต่จะมีอีกแง่หนึ่งที่จะต้องพูด คือแง่ของจุดเริ่มต้นที่คนไทยได้สัมพันธ์เจอะเจอกับ
เทคโนโลยี อันนี้เป็นเรื่องของ ภูมิหลังที่ผ่านมาแล้ว แต่มีผลต่อความแตกต่างในด้านจิตใจ คนไทยก็ใช้เทคโนโลยี
ฝรั่งก็ใช้เทคโนโลยีอย่างเดียวกัน แต่ความรู้สึกนึกคิดและการมองความหมายไม่เหมือนกัน เราเคยคิด
วิเคราะห์ความแตกต่างในเรื่องเหล่านี้ไหม ฝรั่งมองเทคโนโลยี ในความหมายอย่างไร ไทยมองในความหมาย
อย่างไร ภูมิหลังเป็นมาอย่างไร การมองความหมายและความสัมพันธ์นั้นสร้างสรรค์ชีวิตและจิตใจอย่างไร
คนไทยเจอกับเทคโนโลยี แล้วเราได้รับผลต่อชีวิตจิตใจต่างจากฝรั่งอย่างไร คนไทยเจอเทคโนโลยีเมื่อ ๑๐๐
กว่าปีที่แล้ว โดยฝรั่งนำเข้ามา ข้อสังเกตก็คือว่า

๑. คนไทยเจอสิ่งของเครื่องใช้ทางเทคโนโลยีที่สำเร็จรูปแล้วไม่ต้องผ่านการเพียรพยายามในการผลิต
หรือการสร้างสรรค์ เจอปั๊บสำเร็จรูปมาแล้ว

๒. เครื่องใช้เทคโนโลยีสำเร็จรูปที่เจอนั้น มาเด่นมาชัดมามากในประเภทบริโภค ไม่ค่อยมีอุปกรณ์
เทคโนโลยีประเภทผลิต เพราะฝรั่งเดินทางมานี้เพื่อบุกฝ่าพรมแดน เที่ยวหาอาณานิคม เขาเอาเครื่องมือสำเร็จ
รูปมาใช้ มาอำนวยความสะดวกสบาย ส่วนเครื่องมือที่ผลิตอยู่ในประเทศของเขาเอง

ทีนี้เมื่อคนไทยเจอเครื่องมือหรืออุปกรณ์เทคโนโลยีประเภทสำเร็จรูปที่มันมาช่วยในการดำเนินชีวิต
ให้สะดวกสบาย ในประเภทบริโภคนี้เข้า ก็เลยมองเทคโนโลยีในความหมายแบบบริโภคเลย คือมองว่า
เทคโนโลยี ก็คือเครื่องช่วยอำนวยความสะดวกสบาย คนไทยสะดวกสบายอยู่แล้ว ในด้านสภาพแวดล้อม
ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว เมื่อเจอเทคโนโลยีประเภทบริโภคมาเสริมความสะดวกสบายเข้าไปอีก เลยยิ่งสบายใหญ่
สบายซ้ำสอง ฉะนั้น แนวโน้มของจิตใจก็ยิ่งเห็นแก่ความสะดวกสบายมากขึ้น เสริมความเป็นนักเสพบริโภค
แล้วก็ยิ่งอ่อนแอลงอีก

ทีนี้ เราหันไปดูเทคโนโลยีกับฝรั่งบ้างอุปกรณ์เทคโนโลยีชิ้นเดียวกันอันอำนวยความสะดวกสบายที่
คนไทยเจอซึ่งมากับ ฝรั่งนั้น มีความหมายสำหรับฝรั่งโดยสัมพันธ์กับภูมิหลังแห่งการสร้างสรรค์ว่า มันเป็น
ผลผลิตแห่งความเพียรพยายามในการสร้างสรรค์ของเขาเป็นเวลาเกินกว่า ๑๐๐ ปี กว่าเขาจะสร้างและพัฒนา
มันมาจนเป็นเครื่องใช้เทคโนโลยีชิ้นนั้นได้ มันนานเหลือเกิน

ทีนี้ เบื้องหลังของการสร้างสรรค์พัฒนาเทคโนโลยีนั้น คืออะไร

๑. เทคโนโลยีอาศัยความรู้วิทยาศาสตร์ เริ่มแรกเทคโนโลยีแบบพื้นฐานอาศัยความรู้ที่ยังไม่เรียกว่า
เป็นวิทยาศาสตร์ คือ ความรู้ในการเป็นอยู่ประจำวัน เช่น จะขุดดิน แทนที่จะใช้มือก็เอาไม้มาเหลามาถากเข้า
แล้วก็เอาไปขุดดิน ต่อมาก็ทำจอบ ทำเสียม แม้แต่ปัจจุบันนี้เทคโนโลยีหลายอย่างก็ไม่ถึงกับต้องใช้ความรู้
วิทยาศาสตร์(ในความหมายที่เคร่งครัดทางวิชาการ) เช่นการทำเครื่องเฟอร์นิเจอร์หลายอย่าง แต่สำหรับ
เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เรารู้จักกันทุกวันนี้ โดยทั่วไปต้องอาศัยความรู้ ทางวิทยาศาสตร์ เช่น ต้องมีความรู้
เรื่องไฮดรอลิกส์ เรื่องกลศาสตร์ เป็นต้น จึงทำรถแบคโฮมาขุดดินได้ หรืออย่างจะทำ ไมโครโฟนทำเครื่อง
บันทึกเสียงนี้ ก็ต้องอาศัยความรู้ทางวิทยาศาสตร์ทั้งนั้น เช่นความรู้ทางแม่เหล็กไฟฟ้า ความรู้เรื่องเสียง
จึงเปลี่ยนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นคลื่นเสียง และเปลี่ยนคลื่นเสียงเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้ ยิ่งพวกเทคโน
โลยีชั้นสูง ก็ยิ่งมาอิงกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาก เช่น จะทำคอม-พิวเตอร์ สร้างโรงงานไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์
ทำเครื่องมือเลเซอร์ ทำเรื่อง วิศวพันธุกรรมก็ต้องมีความรู้เรื่องอีเลกทรอนิกส์ เรื่องนิวเคลียร์ฟิสิกส์ เป็นต้น
เพราะฉะนั้น จึงพูดกว้างๆ ว่า เทคโนโลยีอาศัย วิทยาศาสตร์ เป็นอันว่า เรื่องเทคโนโลยีโยงไปหาวิทยาศาสตร์
ฝรั่งต้องพัฒนาความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มานาน เป็นร้อยปี กว่าจะพัฒนาเทคโนโลยีระดับนี้ขึ้นได้
ในระหว่างที่เขาค้นคว้าหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ นานเป็น ๑๐๐ ปีนั้น เขาได้อะไร วัฒนธรรมวิทยาศาสตร์ก็
เกิดขึ้น จิตใจวิทยาศาสตร์ ก็เกิดขึ้น นั่นก็คือ ความมีจิตใจใ่ฝ่รู้ นิยมเหตุผล ชอบค้นคว้าทดลอง นี่คือสิ่งที่พ่วง
มากับการพัฒนาเทคโนโลยีที่คนไทยไม่เคยมีภูมิหลังเราไม่เกี่ยวด้วยเลย ฉะนั้น ฝรั่งได้อย่างหนึ่งแล้วนะ
จากภูมิหลัง ของความสัมพันธ์กับเทคโนโลยีอันเดียวกันนี้ คือฝรั่งได้วัฒนธรรมวิทยาศาสตร์ ได้จิตใจใฝ่รู้ นิยม
เหตุผล ชอบค้นคว้า ทดลอง เป็นต้น ซึ่งได้มาเป็นรากฐานของความเข้มแข็งทางปัญญา

๒. เทคโนโลยีนั้น นอกจากอาศัยวิทยาศาสตร์แล้ว ยังต้องอาศัยกระบวนการผลิตที่เรียกว่า อุตสาหกรรม
เทคโนโลยีนั้น คู่มากับอุตสาหกรรม ฝรั่งเจริญขึ้นมาได้ก็ด้วยอุตสาหกรรม และผลิตอุปกรณ์เทคโนโลยี
ได้ก็ด้วยอุตสาหกรรม แต่พร้อมกันนั้น เขาก็พัฒนาอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยี เทคโนโลยีนี่แหละอยู่เบื้องหลัง
ความเจริญของอุตสาหกรรม ในการสร้างโรงงาน อุตสาหกรรม เครื่องมือเครื่องอุปกรณ์เครื่องจักรเครื่องยนต์
เป็นเรื่องเทคโนโลยีทั้งนั้น แต่เทคโนโลยีจะพัฒนาก็ต้องอาศัย อุตสาหกรรมเขาจะผลิตเครื่องบันทึกเสียง
ไมโครโฟน ตลอดจนคอมพิว- เตอร์ ก็ต้องอาศัยกระบวนการอุตสาหกรรม ฉะนั้น เทคโนโลยีกับอุตสาหกรรมจึง
คู่กันมา ฝรั่งสร้างอุตสาหกรรมขึ้นมาด้วยอะไร เขาบอกเองว่า ด้วยแรงจูงใจที่จะเอาชนะ scarcity คือ
ความแร้นแค้นขาดแคลน เพราะเขาอยู่ท่ามกลางธรรมชาติแวดล้อมที่ไม่อำนวย เช่น ความหนาวเย็นที่รุนแรง
ในฤดูหนาวไม่มีอาหารจะกิน จะอยู่รอดได้อย่างไร ทำอย่างไรจะมีอาหารกินในฤดูหนาว เป็นต้น เขาคิดว่าด้วย
ความขยันหมั่นเพียร ในกระบวนการผลิตที่เรียกว่า อุตสาหกรรมนี้ เขาจะเอาชนะความแร้นแค้นขาดแคลนได้
แล้วอุตสาหกรรมก็พัฒนาขึ้นมา ด้วยเหตุนี้ฝรั่งจึงเรียกอุตสาหกรรมโดยใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษว่า industry ซึ่งแปลว่า
ความขยันหมั่นเพียร นี้คือตัวแท้ของ อุตสาหกรรม คือ industry ที่แปลว่า ความขยันหมั่นเพียร แล้วไทยก็แปล
มาเป็นอุตสาหกรรม คนประดิษฐ์คิดศัพท์ในภาษาไทย ก็พยายามแปลและบัญญัติให้ตรงกับภาษาอังกฤษคือ
industry นั้น และได้คำว่า "อุตสาหกรรม" ซึ่งแปลว่าการกระทำด้วยความ อุตสาหะ

อุตสาหะ ก็คือ ความขยันหมั่นเพียร ฮึดสู้ แต่คนไทยมองอุตสาหกรรมอย่างไร เราไม่ได้มองในความหมาย
ของความ ขยันเลยใช่ไหม คนไทยมองอุตสาหกรรมว่าเป็นกระบวนการผลิตสิ่งเสพบริโภคเพื่อให้เราเป็นอยู่สบาย
ส่วนฝรั่งมองอุตสาหกรรม ว่าเป็นกระบวนการแห่งความขยันหมั่นเพียร สู้ยากบากบั่น ที่จะทำการผลิตขึ้นมา
เพื่อเอาชนะความขาดแคลนแร้นแค้น ให้มี สิ่งบริโภคแล้วจะได้มีความสุขต่อไป จากภูมิหลังที่ต่างกัน
ไทยกับฝรั่งจึงมองความหมายของอุตสาหกรรมไม่เหมือนกัน อุตสาหกรรมอยู่เบื้องหลังความเจริญของเทคโน
โลยี ฝรั่งบอกว่าเขามุ่งหมายความสำเร็จ ต้องการจะมีวัตถุบริโภคพรั่งพร้อม แต่เขาจะต้องอดทน ขยันหมั่นเพียร
ไม่เห็นแก่ความสะดวกสบาย ไม่เห็นแก่ความสุขสนุกสนานบำรุงบำเรอ มุ่งหน้าทำการงานอย่างเข้มแข็ง
ไม่ยอมแก่ความเหนื่อยยาก แต่ยอมอดยอมออมยอมอยู่ง่ายๆ ซึ่งเขาเรียกว่า work ethic (แปลว่า จริยธรรม
ใน การทำงาน) และเขาก็มีความภูมิใจนักว่าด้วย work ethic นี้แหละ จึงทำให้เขาพัฒนาอุตสาหกรรมได้สำเร็จ
ฝรั่งภูมิใจเรื่องนี้นัก จนกระทั่งมาถึงยุคนี้เขาจึงเปลี่ยนมาคร่ำครวญกันหนักหนาว่า คนอเมริกันยุคใหม่ของเขา
ขาด work ethic เพราะเมื่อถึงยุค บริโภคแล้ว คนรุ่นใหม่ไม่รู้จักรสความยากลำบาก มีความสะดวกสบายทางวัตถุ
มาก ก็กลายเป็นคนหยิบโย่ง สำรวย ใจเสาะ เปราะบาง ฉะนั้นคนอเมริกันรุ่นใหม่จึงกำลังถูกติเตียนจากคน
อเมริกันรุ่นเก่า ว่ากำลังทำให้ประเทศของเขาเสื่อมลงและจะเสื่อม ต่อไป คนอเมริกันรุ่นเก่าเขาสร้างสรรค์
ความเจริญมาด้วยฝีมือของตัวเอง เขาอยู่ในยุคอุตสาหกรรม แต่อเมริกายุคปัจจุบันนี้เป็น post-industrial
คือ ผ่านพ้นยุคอุตสาหกรรม มาเป็น consumer society กลายเป็นสังคมของนักบริโภคแล้ว ฉะนั้น ฝรั่งยุคปัจจุบัน
ก็เลยพ้นยุคอุตสาหะ คือ พ้นยุคขยัน(มาเป็นยุคขี้เกียจ) และทำท่าจะพ้นยุคสร้างยุคผลิต(มาเป็นยุคเสพยุค
บริโภค) ยุคอุตสาหกรรม คือยุคคนขยัน สังคมอุตสาหกรรม คือ สังคมแห่งความขยันหมั่นเพียร ที่มีจริยธรรมใน
การทำงาน (work ethic) จริยธรรมในการทำงานนี้คือหัวใจแห่งความสำเร็จของอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมมากับ
ความขยันหมั่นเพียร เทคโนโลยีพัฒนามาด้วยอาศัย อุตสาหกรรม กว่าเทคโนโลยีจะเจริญก้าวหน้ามาได้อย่าง
ที่เป็นอยู่นี้ ก็ต้องผ่านยุคอุตสาห-กรรมมาเป็นร้อยๆ ปี เพราะฉะนั้นมันจึงทำให้ฝรั่งได้วัฒนธรรมอุตสาหกรรม

วัฒนธรรมอุตสาหกรรม ก็คือวัฒนธรรมแห่งการผลิตด้วยความขยันหมั่นเพียร ความอดทนต่อความ
ยากลำบาก ไม่ยอม ย่อท้อต่อความเหน็ดเหนื่อย พูดสั้นๆ ว่า ความสู้ยากบากบั่น เป็นอันว่า ฝรั่งได้นิสัยสู้สิ่งยาก
และ นิสัยนักผลิต จากวัฒนธรรม อุตสาหกรรม นี้คือภูมิหลังในการพัฒนาเทคโนโลยีซึ่งเราไม่มีเลย ไทยเรา
เจอเทคโนโลยีปั๊บ สำเร็จรูปมาแล้ว เสพสบายเลย เทคโนโลยีจึงมาหนุนมาเสริมความสะดวกสบาย ทำให้โน้ม
เอียงที่จะชอบเสพบริโภค เห็นแก่ความสะดวกสบายยิ่งขึ้น ต่างจากฝรั่งซึ่งเทคโนโลยีนี้หมายถึงภูมิหลังของ
การได้พัฒนาวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมอุตสาหกรรม ที่ทำให้เกิดมีนิสัยใจคอที่ฝังลึกคือ ความ
ใฝ่รู้-สู้สิ่งยาก เพราะฉะนั้น ไทยเราจะต้องรู้ตัวและแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้ได้ คนไทยยังมองไม่ถึงความหมายของ
เทคโนโลยี เรื่องคนไทยกับเทคโนโลยียังไม่จบเท่านี้ ในใจคนไทยเรามองความหมายของเทคโนโลยี
โดยไม่รู้ตัวว่าอย่างไร เราไม่เคยเอามาพูดกัน เทคโนโลยีมีความหมายอย่างไรในความหมายอย่างหยาบที่สุด
คนโดยมากจะมองเทคโนโลยีในความหมายว่าเป็นวัตถุอุปกรณ์สำเร็จรูป เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ อย่าง
ไมโครโฟน เครื่องเทป เครื่องซักผ้า หม้อหุงข้าวไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ พูดง่ายๆ ว่าเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ
เครื่องใช้ ทีนี้ ในความหมายแบบหยาบๆ ในขั้นสำเร็จรูป ที่เป็นเครื่องมือเครื่องใช้นี้ ก็ยังแยกการมอง
ความหมายออกไปได้เป็น ๒ แบบ คือ

แบบที่ ๑. เทคโนโลยี คือ เครื่องมือเครื่องใช้ที่อำนวยความสุขสะดวกสบาย (ช่วยให้เราไม่ต้องทำอะไร)
เราจะต้องทำอะไร มันก็มาทำแทน ให้ เราเลยไม่ต้องทำ เราอยากสนุกสนานเพลินเพลิน มันก็เป็นเครื่อง
บำรุงบำเรอเราตามใจปรารถนา

แบบที่ ๒. สำหรับคนอีกพวกหนึ่ง ความหมายต่างออกไปว่า เทคโนโลยี คือเครื่องมือเครื่องใช้ที่จะ
มาช่วยให้เราทำอะไรๆ ได้ดียิ่งขึ้น และสามารถทำได้ยิ่งๆ ขึ้นไป เช่นว่า เราคิดจะทำงานส่วนนี้ เทคโนโลยี
มาทำแทนให้ เราจะได้ก้าวไปทำส่วนโน้นต่อ หรือเราทำงานนี้ยังไม่มีประสิทธิ-ภาพ เทคโนโลยีก็มาช่วยให้ทำ
ได้ดียิ่งขึ้น สำหรับคนพวกหนึ่ง เทคโนโลยีมาช่วยให้ไม่ต้องทำแต่สำหรับ คนอีกพวกหนึ่ง เทคโนโลยีมาช่วย
ในการทำ หรือมาช่วยให้ทำได้ดียิ่งขึ้นและสามารถทำยิ่งๆ ขึ้นไป พูดสั้นๆ ว่ามอง ในแง่ของนักบริโภคกับนักผลิต
หรือนักเสพกับนักสร้างสรรค์ จะเห็นว่าคนไทยเรามองเทคโนโลยีแบบนักเสพนักบริโภคแทบทั้งนั้นคือมองว่า
เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ที่มาช่วยบำรุงบำเรออำนวยความสะดวกสบาย (เราจะได้ไม่ต้องทำ) จึงคิดจะม
เทคโนโลยี เพื่อช่วยให้ตัวเองสบาย จะได้ไม่ต้องทำ แต่ขอให้ลองไปดูใน dictionary จะเห็นความหมายของ
เทคโนโลยี ในเชิงช่วยอุดหนุนการกระทำให้ทำได้ดียิ่งขึ้น และทำยิ่งขึ้นไป ไม่ใช่มาช่วยให้หยุดทำ ฉะนั้นจะต้อง
มองเทคโนโลยี ในความหมายว่าเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ที่จะมาช่วยให้เราทำการสร้างสรรค์ได้ดียิ่งขึ้น นี่ต่างหาก
คือความหมายที่พึงต้องการแค่ความหมายของเทคโนโลยีก็ตกแล้ว แต่ยังไม่จบแค่นี้ นี่เป็นเพียงความหมาย
ขั้นหยาบเท่านั้น ถ้ามองไปถึงความหมายที่แท้ ซึ่งถูกต้องและละเอียดอ่อนกว่านั้น เทคโนโลยีไม่ใช่แค่สิ่ง
สำเร็จรูปอย่างนี้ ลองมาดูกันให้ถึงตัวศัพท์ เราพูดว่าเทคโนโลยี ก็คือคำ ฝรั่งว่า technology ซึ่งได้แก่
technology คำว่า logy แปลว่าความรู้ หรือวิทยา จะเห็นว่า วิชาต่างๆ ที่ลงท้ายด้วย logy เราพยายาม
แปลเป็นไทยให้ลงท้ายด้วย "วิทยา" ทั้งนั้น เช่น psychology แปลว่า จิตวิทยา sociology แปลว่า สังคมวิทยา
criminology แปลว่า อาชญาวิทยา anthropology เราแปลว่า มานุษยวิทยา ถ้าไม่ลง logy เราก็จะแปลเป็น
ศาสตร์Ž อย่าง the humanities เราก็แปลว่า มนุษยศาสตร์ science เราแปลว่า วิทยาศาสตร์ linguistics เรา
แปลว่า ภาษาศาสตร์ ที่พูดมานี้ เพื่อให้เห็นว่า เทคโนโลยี ที่จริงเป็น เรื่องของความรู้ มันไม่ใช่เป็นแค่
เครื่องมือ และก็ไม่ใช่แค่ความรู้เฉยๆ แต่เป็นความรู้ที่จะทำ

การมองเทคโนโลยีในความหมายว่าเป็นเครื่องมือเครื่องใช้นั้น นอกจากเป็นความหมายหยาบๆ ซึ่ง
ไม่ถูกต้องแล้ว ยังเป็นการมองความหมายแบบนักเอาผลหรือนักเสวยผล ไม่มองลึกลงไปแบบนักสร้างเหตุ
ที่จริงความหมายที่แท้ของเทคโนโลยี เป็นความหมายขั้นการสร้างเหตุตามความหมายที่แท้ เทคโนโลยี คือ
การนำเอาความรู้ โดยเฉพาะความรู้วิทยาศาสตร์ มาจัดทำ ดำเนินการเพื่อให้การดำเนินชีวิตของมนุษย์
เป็นอยู่อย่างได้ผลดียิ่งขึ้น และทำการต่างๆ ได้สัมฤทธิผลดียิ่งขึ้น นี่คือเทคโนโลยี เพราะฉะนั้น
เทคโนโลยีจึงไม่ได้อยู่แค่ความหมายหยาบ คือสิ่งสำเร็จรูปที่เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ แต่โยงไปหาเหตุปัจจัย
ของสิ่ง เหล่านั้นคือการนำความรู้มาใช้ นั่นคือ ตัวเหตุ ความหมายที่แท้จริงต้องลงไปถึงความรู้ ถ้าไม่มีความรู้
เทคโนโลยีที่เข้าใจว่า เป็นวัตถุเครื่องใช้นั้นก็เกิดไม่ได้ เพราะฉะนั้น การมองเทคโนโลยี จะต้องมองลงไป
ถึงความหมายพื้นฐาน คือตัวภูมิปัญญา หรือ ตัวความรู้ และการมองอย่างนี้จะโยงไปหาวิทยาศาสตร็จะเห็นว่า
science คู่กับ technology คือวิทยาศาสตร์คู่กับเทคโนโลยี ถ้าเทคโนโลยีไม่มีวิทยาศาสตร์เป็นฐาน เทคโนโลยี
พัฒนาไม่ได้ จึงต้องพัฒนาวิทยาศาสตร์มาเป็นฐานของการพัฒนาเทคโนโลยี คนไทยเรามักติดอยู่แค่เทคโนโลยี
ไม่เข้าถึงวิทยาศาสตร์ ถ้าเราจะก้าวขึ้นไปในการกระทำคือการผลิตและการสร้างสรรค์ เราจะต้องมองเทคโนโลยี
ในความหมายที่ถูกต้อง คือมองลึกลงไปถึงตัวความหมายที่แท้ ที่ลงไปถึงเหตุ คือการนำความรู้โดยเฉพาะ
วิทยาศาสตร์มาใชะวิทยาศาสตร์มาใช้สร้างสรรค์ เช่น ประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้ที่จะช่วยในการดำเนินชีวิต
และทำกิจการงาน เมื่อมองอย่างนี้ ก็จะทำให้เราต้องหันไปเน้นในเรื่องความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ที่เป็นฐานของมัน
เวลานี้เราใส่ใจกันนักในเรื่องเทคโนโลยี แต่ละเลยเรื่องวิทยาศาสตร์ ถ้าจะพัฒนาประเทศชาติกันจริงๆ จะต้องลงลึกไป
ถึงขั้นพัฒนาวิทยาศาสตร์ให้ได้

เมื่อคนไทยชอบใช้ชอบเสพเป็นนักบริโภค ก็นึกคิดกันอยู่แค่เทคโน-โลยี เลยเข้าไม่ถึงวิทยาศาสตร์ แม้แต่
เป็นผู้บริหารประเทศชาติ พอพูดถึงวิทยาศาสตร์ หลายท่านก็มองแค่เทคโนโลยี คนไทยจำนวนมากไม่เข้าใจ คำว่า
วิทยาศาสตร์ ว่าแตกต่างจากเทคโนโลยีอย่างไร เมื่อพูดถึงวิทยาศาสตร์ ก็เข้าใจแค่เทคโนโลยีเท่านั้น และเทคโนโลยี
ที่เข้าใจนั้น ก็ไม่ถูกต้องอีก เพราะมองอยู่แค่ตัววัตถุอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ คือโภคภัณฑ์ที่จะเอามาเสพมาใช้
ไม่มองถึงความรู้จักจัดทำ นับว่าเป็นความผิดพลาดที่สำคัญ มาก เพราะเป็นเรื่องส่วนประกอบของความเข้มแข็งทาง
ปัญญาเลยทีเดียว ถ้าเราแก้ปัญหานี้ไม่ได้ จะไปพัฒนาคนกันได้อย่างไร เพราะว่าขนาดแค่ความเข้าใจพื้นฐาน
เกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวัน ก็ยังจับไม่ถูก

เทคโนโลยีนั้นเป็นเรื่องของความรู้ที่จะทำ หรือการรู้จักดำเนินการ ประยุกต์ความรู้มาใช้ประโยชน์ทำการ
สร้างสรรค์ คู่กับวิทยาศาสตร์ ทำไมเทคโนโลยีคู่กับวิทยาศาสตร์ เพราะว่าวิทยาศาสตร์เป็นตัวองค์ความรู้
วิทยาศาสตร์ค้นหาความจริงของธรรมชาติ ว่าคืออะไร เป็นอะไร เป็นอย่างไร เป็นเพราะอะไร วิทยาศาสตร์
บอกอย่างนี้ แล้วเทคโนโลยี ซึ่งเป็นความรู้ว่าจะทำอย่างไร ก็ไปเอาความรู้วิทยาศาสตร์ที่ว่าคืออะไร เป็นอย่างไร
เพราะอะไรนั้น มาใช้จัดสรรดำเนินการให้การดำเนินชีวิตและทำกิจการงานของมนุษย์เป็นไปอย่างได้ผลดียิ่งขึ้น
เทคโนโลยีจึงเป็นการนำความรู้วิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ เป็นความรู้ขั้นปฏิบัติการ นำมาใช้ประโยชน์
วิทยาศาสตร์เป็นตัวความรู้เฉยๆ เทคโนโลยีก็ไปเอาความรู้วิทยา-ศาสตร์นั้นมาดำเนินการสร้างสรรค์ทำอะไรต่างๆ
ให้เราได้ประโยชน์จากความรู้นั้น วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องของความ
รู้ เทคโนโลยีเป็นเรื่องของการทำ แต่จะทำได้
ก็ต้องรู้ หรือต้องรู้จึงทำได้ เทคโนโลยีเชื่อมโยงความรู้ออกมาสู่การกระทำ การมองความหมายของเทคโนโลยี
ขั้นนี้เป็นขั้นมองลงไปถึงเหตุ ไม่ใช่มองแค่ผลผลิตที่สร้างสรรค์แล้ว แต่มองลึกลงไปถึงการที่จะพัฒนาความรู้
ความสามารถ โดยโยงต่อไปถึงการที่จะต้อง

๑. ทำให้เกิดความรู้วิทยาศาสตร์ขึ้นมา

๒. เอาความรู้วิทยาศาสตร์นั้นมาดำเนินการสร้างสรรค์จัดทำให้เกิดเป็นงานเป็นการ เป็นเครื่องมือ
เครื่องใช้ เป็นต้น ขั้นนี้ต่างหากที่เราควรมองเทคโนโลยี แต่คนไทยโดยทั่วไปไม่มองความหมายถึงขั้นนี้ ยิ่งกว่านั้น
คนไทยจะมองแม้แต่ วิทยาศาสตร์ในความหมายที่เป็นเทคโนโลยี หลายคนเมื่อถูกถามว่าวิทยาศาสตร์คืออะไร
เขามองได้แค่เทคโนโลยีเท่านั้น เมืองไทย เราติดอยู่แค่เทคโนโลยี(ในความหมายอย่างหยาบที่ไม่ถูกต้อง)
เข้าไม่ถึงวิทยาศาสตร์ วัฒนธรรมวิทยาศาสตร์แทบไม่เกิดขึ้น ในเมืองไทยเลย ถ้าวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์เกิด
จิตใจวิทยาศาสตร์เกิด จะมีความใฝ่รู้ จะนิยมเหตุผล จะชอบทดลอง จะนิยมปัญญาและจะชอบแสวงหาปัญญา
คนไทยจะต้องสนใจให้ถึงตัววิทยาศาสตร์เอง ซึ่งเป็นฐานของเทคโนโลยี

ถ้าคนไทยมองเทคโนโลยีโยงไปถึงวิทยาศาสตร์อย่างนี้ ก็จะสร้างจิตใจของนักผลิตและนักสร้างสรรค์ขึ้นมาได้
ทำให้เกิดคุณสมบัติคู่กันที่ครบวงจร คือ วิทยาศาสตร์สร้างวัฒนธรรมแห่งความใฝ่รู้ และเทคโนโลยีสร้างวัฒนธรรม
แห่งความใฝ่สร้างสรรค์ ซึ่งเมื่อประสานเข้ากับวัฒนธรรมแห่งความบากบั่นสู่สิ่งยากของอุตสาหกรรม ก็นำไปสู่
ความเจริญขยายตัวของวิทยาการและการผลิตการสร้างสรรค์ พร้อมทั้งความก้าวหน้าทางวัตถุและความพรั่ง
พร้อมทางเศรษฐกิจอย่างน่าอัศจรรย์

มองลึกละเอียดลงไปให้เห็นแง่มุมเพิ่มขึ้นอีก เพื่อจะได้พัฒนาคนและพัฒนาทุกอย่างให้ถูกต้อง ที่ว่า
เทคโนโลยีเชื่อมโยงความรู้ออกมาสู่การกระทำนั้น ยังมีความหมายซ้อนและซ่อนอยู่อีก กล่าวคือ ในการที่ความรู้
จะโยงออกมาสู่การกระทำได้นั้น จะต้องมีความรู้คิดหยั่งเห็นในหนทางและวิธีการที่จะจัดทำนำความรู้มาใช้ และมี
ฝีมือที่จะทำให้สัมฤทธิ์วัตถุประสงค์ พูดอีกอย่างหนึ่งว่า ความสามารถที่จะแสดงออกซึ่งปรีชาที่จะทำให้สำเร็จประโยชน์
ความสามารถ ๒ ขั้นนี้มีชื่อเรียกว่า ศิลปะ เพราะฉะนั้น ในเทคโนโลยีจึงมีศิลปะรวมอยู่ด้วย พูดให้เป็นสำนวนว่า
เทคโนโลยีโยงวิทยาศาสตร์กับศิลปะเข้าด้วยกัน หรือพูดให้สั้นลงไปอีกว่าเทคโนโลยีโยงศาสตร์กับศิลป์เข้าด้วยกัน
และเมื่อทำได้อย่างนี้ เทคโนโลยีจึงทำให้วิทยาศาสตร์เกิดผลเป็นประโยชน์แก่ชีวิตและสังคม หรือแก่มวลมนุษย์และ
แก่โลกทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ยังไม่ใช่เท่านั้น การที่เทคโนโลยีโยงศาสตร์กับศิลป์มาต่อกันได้อย่างนี้ ยังไม่เป็นหลักประกัน
ว่าจะเกิดผลดี เป็นประโยชน์สุขอย่างแท้จริง การพัฒนาคนเพียงขั้นนี้ ยังไม่เพียงพอ ยังจะต้องมีการพัฒนาคน
อีกขั้นหนึ่ง ซึ่งเป็นขั้นตัดสินเด็ดขาด คือ พัฒนาคนให้สามารถโยงศาสตร์กับศิลป์ ให้ถึงกุศลด้วยคือให้มาเชื่อมต่อหรือ
รับใช้เจตจำนง ที่จะใช้ศิลป์นำศาสตร์ไปทำการสร้างสรรค์ให้เกิดผลดีเป็นประโยชน์แก่ชีวิตและสังคมอย่างแท้จริง
เช่นนำมาช่วยให้มนุษย์มีปัจจัยสี่กินใช้ทั่วถึง มีสุขภาพดี บำบัดทุกข์ภัย ให้เป็นอยู่อย่างสวัสดี มีสันติสุข

เมื่อเทคโนโลยีขึ้นมามีบทบาทสนองเจตจำนงที่เป็นกุศล ก็จะส่งผลสืบทอดไปถึงอุตสาหกรรม ทำให้การผลิต
เป็นไปในทางสร้างสรรค์ เพื่อประโยชน์สุขของมวลมนุษย์และสรรพชีพอย่างแท้จริง หากปราศจากการพัฒนากุศลแล้ว
การพัฒนาศาสตร์และศิลป์ อาจเบี่ยงเบนออกจากทางที่แท้อันถูกต้อง กลายเป็นเครื่องก่อความหายนะและความพินาศ
แก่มนุษย์และโลกทั้งหมดก็ได้ แต่ถ้าเราพัฒนาคนให้ถึงขั้น ได้ทั้งศาสตร์ ทั้งศิลป์ และทั้งกุศล และสามารถโยงศาสตร์
และศิลป์ ให้ถึงกุศล ก็จะเป็นมงคล คือก่อให้เกิดความดีงามและความงอกงามของมนุษยชาติ เป็นอารยธรรมที่พึงประสงค์
อย่างแท้จริง คนไทยยังศึกษาไม่ถึงสาระของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ในสังคมไทยของเรา การพัฒนาประเทศขณะนี้มีปัญหา เพราะว่า คนไทยเพลินอยู่แค่วิชาการที่เป็นระดับ
เทคโนโลยีในระบบความคิดแบบแยกส่วน วิชาการจำพวกวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ คนไทยไม่สนใจ จึงเกิดเป็นปัญหา
ของประเทศชาติในปัจจุบันว่า วิชาวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์หาคนศึกษายาก รัฐบาลวางแผนพัฒนาประเทศขณะนี้ต้องไป
เน้นย้ำว่าทำอย่างไรจะส่งเสริมให้มีคนศึกษาวิทยาศาสตร์เพิ่มมากขึ้น เพราะที่แท้วิทยาศาสตร์ต่างหากที่จะเป็นฐาน
ของการพัฒนาเทคโนโลยี ถ้าอยู่แค่เทคโนโลยีก็ไปไม่ไกล

ขอให้ไปดูในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จะรู้ว่าสังคมไทยขาดแคลนนักศึกษาผู้เรียนในวิชา
วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ปัญหาของสังคมไทยเราจึงมีมากมายหลายอย่างและหลายชั้น ทั้งปัญหาเฉพาะของเราเอง
และปัญหาร่วมกันกับโลกปัจจุบันทั้งหมด เมื่อขาดการพัฒนาวิทยาศาสตร์ ก็ขาดศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยี
แม้แต่การพัฒนาความรู้ศาสตร์ ที่จะมาโยงกับศิลป์ ก็ยังโหว่ เชื่อมกันไม่ไหว จึงไม่ต้องพูดว่าจะพัฒนาให้ถึงกุศล
ได้อย่างไร

อย่างไรก็ดี ในด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์นี้ ถ้ามองให้ดี ปัญหาความขาดแคลนผู้เรียนวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์
ยังไม่ใช่ปัญหาใหญ่แท้จริง ความขาดแคลนผู้เรียนวิทยาศาสตร์ที่ว่านี้ เป็นปัญหาการศึกษาในระดับอุดมศึกษา
ซึ่งโยงไปถึงเรื่องกำลังคนในการพัฒนาประเทศ ซึ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นสำคัญ เป็นปัญหาขั้นพื้นผิว
ที่โผล่ให้เห็นเป็นปลายเรื่องเท่านั้น ปัญหาที่แท้ก็คือ การศึกษาวิทยาศาสตร์โดยรวมในสังคมไทยที่ผ่านมาทั้งหมด
ตั้งแต่ชั้นเริ่มต้นไปจนตลอด ไม่ว่าจะเป็นระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา หรืออุดมศึกษาก็ตาม ถ้าไม่ถือว่า
ล้มเหลวทั้งหมด ก็ไม่ประสบความสำเร็จในการสร้างผลที่เป็นสาระของการศึกษาวิทยาศาสตร์

การศึกษาวิทยาศาสตร์ มิใช่เป็นเพียงการเรียนรู้ข้อมูลวิชาวิทยาศาสตร์ และไม่ใช่เพียงความสามารถ
ใช้วิธีการวิทยาศาสตร์ เท่านั้น แต่หมายถึงการพัฒนาจิตปัญญาวิทยาศาสตร์ขึ้นมาในตัวคนผู้เรียน คือ การที่คน
มีจิตใจวิทยาศาสตร์ ตลอดจนถึงการที่สังคม มีวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์ อันได้แก่ความใฝ่รู้ ความเป็นผู้มีเหตุผล
ความนิยมปัญญา ความไม่เชื่อง่ายเหลวไหลงมงาย ความชอบพิสูจน์ทดลอง ชอบค้นคว้าสืบค้นหาความจริง แต่ภาพ
ที่ปรากฏในสังคมไทยปัจจุบันนี้ ดูเหมือนจะตรงข้ามกับความมีจิตใจ วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์
จึงทำให้มองได้ว่า การศึกษาวิทยาศาสตร์ในสังคมไทยที่ผ่านมาเป็นเวลายาวนาน ไม่ได้ผลที่พึงต้องการคือผลที่เป็น
สาระของการศึกษาวิทยาศาสตร์ที่ว่ามานั้น (เรื่องนี้สถาบันพุทธศาสนาก็ไม่พ้นที่จะถูกติเตียน แบบเดียวกัน)

การศึกษาวิทยาศาสตร์ฉันใด การศึกษาด้านเทคโนโลยีก็ฉันนั้น สาระของการศึกษาเทคโนโลยี มิใช่แค่
การรู้จักทำและรู้จักใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆ แต่อยู่ที่การพัฒนาความใฝ่สร้างสรรค์ พร้อมทั้งความคิดสร้างสรรค์
และฝีมือสร้างสรรค์ กล่าวคือความใฝ่ปรารถนาที่จะแก้ปัญหาและทำให้เกิดประโยชน์สุขแก่ชีวิตและสังคมอย่างแรงกล้า
ที่ทำให้หาทางและเพียรพยายาม นำเอาความรู้ที่ดีที่สุดมาจัดสรรประดิษฐ์นวัตกรรมที่จะบันดาลผลให้สำเร็จประโยชน์สุข
นั้น ซึ่งการศึกษาด้านกุศลจะมาช่วยปิดกั้นความผิดพลาด โดยทำให้มองเห็นถูกต้องชัดเจนว่า ประโยชน์สุขที่ปรารถนา
นั้นเป็นประโยชน์สุขแท้จริง ที่เกื้อกูลแก่ชีวิต สังคม และระบบสัมพันธ์ของธรรมชาติทั้งหมด มิใช่เป็นเพียงสิ่งบำรุงบำเรอ
ชอบใจที่หลงตื่นชื่นชมวูบวาบไปด้วยกำลังโมหะ

การลงทุนสนับสนุนเพียงด้วยงบประมาณและการให้ทุน ตลอดจนเพิ่มค่าตอบแทน อาจช่วยให้มีจำนวนผู้ศึกษา
เล่าเรียนวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้น และสังคมไทยได้กำลังคนด้านวิทยาศาสตร์มาบรรจุในวงงานต่างๆ เช่นประจำโรงงาน
อุตสาหกรรม เป็นต้น หนุนเป้าหมายในการพัฒนาเศรษฐกิจ สนองความต้องการของธุรกิจอุตสาหกรรมได้ผลมาก
จนกระทั่งถ้าเสียหลัก ก็อาจจะมีสภาพอย่างที่เรียกว่าเป็นเพียงวิทยาศาสตร์ที่รับใช้อุตสาหกรรม (เวลานี้ดูเหมือนจะมี
ความโน้มเอียงที่จะเกิดมีวิทยาศาสตร์เชิงพาณิชย์หรือวิทยาศาสตร์แบบธุรกิจ เหมือนอย่างกิจการด้านอื่นๆ ของยุคสมัย)
แต่คงไม่ช่วยให้ประเทศไทยมีนักวิทยาศาสตร์ยอดเยี่ยมที่เป็นนักค้นพบผู้สร้างยุคสมัย หรือนำโลกสู่ก้าวใหม่แห่งการ
บุกฝ่าพรมแดนความรู้วิทยาศาสตร์

ความสำเร็จที่ว่านั้นอยู่ที่การศึกษาวิทยาศาสตร์ที่เข้าถึงสาระ ซึ่งสามารถสร้างจิตใจวิทยาศาสตร์และ
วัฒนธรรมวิทยาศาสตร์ ดังที่กล่าวข้างต้น คือความใฝ่รู้ รักความจริง ชอบเหตุผล นิยมปัญญา ชอบค้นคว้าแสวงหา
สืบสาว ตรวจสอบ ทดลอง ชนิดที่ว่า ถ้ายังไม่ถึงความจริงถ่องแท้จะไม่ยอมหยุด เช่นเดียวกับจิตใจของนักเทคโนโลยี
ที่ใฝ่สร้างสรรค์ ซึ่งจะต้องหาทางจัดดำเนินการให้ประโยชน์สุขนั้นเป็นผลสำเร็จให้ได้

ถ้าการศึกษาวิทยาศาสตร์สร้างจิตใจวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์ (และการศึกษาเทคโนโลยี
สร้างจิตใจของนักสร้างสรรค์) อย่างที่ว่ามานี้ได้ จึงจะเป็นการศึกษาวิทยาศาสตร์ (และการศึกษาเทคโนโลยี) ที่แท้จริง
ซึ่งเข้าถึงสาระ และมั่นใจได้ว่าการศึกษาวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์จะคึกคักขึ้นมาเองโดยธรรมชาติ อย่างไม่ขึ้นต่อกระแส
เศรษฐกิจมากนัก และสังคมไทยจะมีนักค้นพบทางวิทยาศาสตร์ และนักประดิษฐ์เกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยไม่ต้องรอ
ตื่นเต้นดีใจกับคนดีคนเด่นที่โผล่ดังขึ้นมาเป็นปรากฏการณ์บังเอิญของสังคม ชนิดนานแสนนานจะมีสักคน เพียงแค่ว่า
สังคมไทยขาดแคลนผู้ศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ ก็มีคำถามที่หนักหนาว่ารัฐบาลจะหาทางแก้ปัญหานี้อย่างไร
แต่เราไม่จำเป็นต้องรอรัฐบาล เพราะปัญหาที่แท้จริงใหญ่กว่านั้น ซึ่งจะต้องถามคนไทยทั้งชาติเลยทีเดียวว่า คนไทย
จะพัฒนาตัวเองและช่วยกันพัฒนาอย่างไร? นี้เป็นข้อใหญ่ของปัญหาการพัฒนาประเทศไทย

คนไทยยังใช้เทคโนโลยีแทบไม่ได้คุณค่าในการพัฒนา เมื่อเปรียบเทียบระหว่างประเทศหรือสังคมต่างๆ
ในโลก เราเป็นประเทศผู้บริโภคเทคโนโลยี ในขณะที่บางประเทศเขาเป็นผู้ผลิตเทคโนโลยี นี่เราก็เสียเปรียบ
ขั้นหนึ่งแล้ว ทีนี้พอเราบริโภคเทคโนโลยีคือนำเทคโนโลยี มาใช้ ก็มีปัญหาในการใช้อีกว่าใช้เพื่ออะไร การใช้แบบไหน
มากในสังคมไทย การใช้มี ๒ แบบ คือการใช้เพื่อเสพกับการใช้เพื่อศึกษาและสร้างสรรค์ เราดูตั้งแต่ประชาชนทั่วไป
ดูผู้ใหญ่ ดูเด็กนักเรียนในโรงเรียน จนกระทั่งถึงในบ้าน ในครอบครัวว่าใช้เทคโนโลยีกันแบบไหน แต่ต้องรู้จัก
แยกก่อนว่า การใช้เพื่อเสพ กับการใช้เพื่อศึกษาและสร้างสรรค์ต่างกันอย่างไร พอแยกได้ปั๊บ เราจะเห็นคนไทย
ทันทีเลยว่า คนไทยส่วนมากใช้เทคโนโลยีเพื่อเสพ หรือเพื่อศึกษาและสร้างสรรค์ ในการใช้เพื่อเสพ กับใช้เพื่อศึกษา
และสร้างสรรค์นั้น เปอร์เซ็นต์ในการใช้ ๒ แบบนี้ จะต้องสมดุล ขณะนี้เราเสียดุลอย่างหนัก เราใช้เพื่อเสพแทบจะ ๙๐%
คือหมดดุลเลย การใช้เพื่อศึกษาและสร้างสรรค์แทบไม่มี แม้แต่เด็กๆ เล็กๆ มาที่วัด เมื่อคุยกับเด็ก ลองถามดูว่าหนูดู
ทีวีวันละกี่ชั่วโมง ก็ได้คำตอบว่า ดูวันธรรมดาเท่านี้ชั่วโมง เสาร์-อาทิตย์เท่านี้ชั่วโมง ทีวีเป็นเทคโนโลยี หนูใช้มันหนูดูมัน
เพื่อเสพกี่เปอร์เซ็นต์ เพื่อศึกษากี่เปอร์เซ็นต์ เด็กคนหนึ่งอยู่ ป. ๕ อาตมาถามแกว่า หนูดูทีวีนี้ดูเพื่อเสพกี่เปอร์เซ็นต์
เพื่อศึกษากี่เปอร์เซ็นต์ แกบอกอาตมาว่า หนูดูเพื่อเสพ ๙๙% อาตมา ก็ถามแกต่อไปว่า แล้วการดูทีวี เพื่อเสพกับเพื่อ
ศึกษา อย่างไหนถูกต้องกว่า กัน แกก็บอกว่าดูเพื่อศึกษาถูกต้อง แล้วทำไม หนูดูเพื่อเสพตั้ง ๙๙% จะถูกหรือ เด็กบอกว่า
ไม่ถูก ก็ถามว่าแล้วจะทำอย่างไร ถ้าไม่ถูก เรามาแก้ไขปรับปรุงกันเอาไหม เด็กบอกว่า เอาถ้าอย่างนั้นเราลองมาช่วยกัน
คิดซิว่า เราจะค่อยๆ พัฒนาขึ้นไป ลองเริ่มว่า ตอนนี้จะเอาเสพกี่เปอร์เซ็นต์ ศึกษากี่เปอร์เซ็นต์ เด็กตอบว่า เอา ๕๐/๕๐
เราก็รู้ว่าเด็กตอบเอาใจพระ ก็บอกว่า หนู พระไม่เรียกร้องจากเด็กมากอย่างนั้นหรอก เห็นใจสังคมของเรา มันก็เป็น
อย่างนี้ผู้ใหญ่ทำมาเป็นตัวอย่าง เรามาตกลงกัน ลองวางดูซิ เอาแค่ให้ข้างศึกษามันเพิ่มขึ้นหน่อยในที่สุดก็ตกลงกันได้ว่า
ให้ดูเพื่อเสพ ๗๐% ดูเพื่อศึกษา ๓๐% จากขั้นนี้เราค่อยๆก้าวต่อ แต่มันจะเป็นไปเอง ถ้าเด็กเริ่มใช้เทคโนโลยี เช่น
ดูทีวีเพื่อศึกษา มากขึ้น เขาจะพัฒนาความใฝ่รู้ แล้วเขาจะมีความสุขจากการเรียนรู้ แล้วเขาจะเพิ่มเปอร์เซ็นต์ในการ
ใช้เพื่อศึกษา แล้วจากการใช้เพื่อศึกษาก็จะก้าวอีกขั้นหนึ่ง ไปสู่การใช้เพื่อสร้างสรรค์ เชื่อไหม มันจะต่อกัน แต่ถ้าใช้
เพื่อเสพก็จะตันอยู่ที่นั่นเอง วนเวียนอยู่ในสังสารวัฏแห่งความยินดียินร้ายชอบชัง แต่ถ้าใช้เพื่อศึกษาเขาจะก้าวต่อไป
สู่การสร้างสรรค์ เด็กอีกคนหนึ่งอยู่ ป.๔ คุณพ่อเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย มีคอมพิวเตอร์ให้ใช้ ก็ถามแกว่าที่หนูใช้
อุปกรณ์เทคโนโลยีคือคอมพิวเตอร์นี้ หนูใช้เพื่อเสพหรือเพื่อศึกษา เด็กบอกว่าหนูก็ใช้เพื่อเสพซิ ใช้เพื่อเสพอย่างไรล่ะ
ก็เล่นเกมส์ซิ ก็ถามว่าทำไมไม่ใช้เพื่อศึกษาล่ะ เช่น หัดพิมพ์ดีด เด็กก็ว่ามันไม่สนุกอะไรอย่างนี้เป็นต้น แน่นอนว่า
การเล่นเกมส์เป็นประโยชน์แก่เด็กไม่น้อย (เป็นธรรมดาอยู่แล้วว่า การเล่นโดยทั่วไปเป็นกิจกรรมที่ช่วยการพัฒนา
ของเด็ก) โดยเฉพาะเกมส์บางอย่างช่วยฝึกสมองได้มาก แต่พร้อมกับประโยชน์มันก็มีโทษด้วยและการที่จะมีประโยชน์
มากหรือน้อย มีโทษมากหรือน้อย และมีประโยชน์หรือโทษมากกว่ากันนั้น ย่อมขึ้นต่อเงื่อนไขหลายอย่าง เช่น
เกมส์ที่เล่นเป็นเกมส์อะไร ผู้ออกแบบทำขึ้นมาจากสภาพจิตและเจตจำนงที่มุ่งอะไร เด็กเล่นอย่างไร เด็กมีความรู้คิด
แค่ไหน อยู่ในความดูแลชี้แนะนำทางหรือไม่อย่างไร เล่นภายในขอบเขตหรือโดยสมดุลกับกิจกรรมการศึกษา
และสร้างสรรค์อย่างอื่นหรือไม่ อิทธิพลและผลสะท้อนในทางชักจูงหรือก่อพฤติกรรม ความคิด จิตนิสัยหรือสภาพจิต
แต่ละด้านๆ เป็นอย่างไร คุ้มหรือไม่ เด็กใฝ่หรือยอมรับกิจกรรมทางเลือกอื่นที่ดีกว่าได้แค่ไหน มีการคุมให้ได้ผลที่
พึงประสงค์เช่นใช้เป็นสื่อนำสู่สิ่งที่เป็นสาระแท้ได้เพียงใดและที่สำคัญยิ่ง ซึ่งมักมองข้ามกันไป ก็คือความหมกมุ่นกับ
เทคโนโลยีเกินพอดี ที่ทำให้เด็กห่างเหินหรือถึงกับแปลกแยกจากธรรมชาติและแม้แต่จากเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

เวลานี้ คนชอบอ้างรายงานผลการวิจัยในเรื่องต่างๆ เช่นในด้านเทคโน- โลยี ซึ่งก็มีประโยชน์ แต่ก็ต้องระวัง
ไม่เฉพาะผลการวิจัยที่รับใช้ธุรกิจอุตสาหกรรมเท่านั้น แม้แต่การวิจัยที่บริสุทธิ์ก็มักเจาะหาความจริงเฉพาะแง่
เฉพาะด้าน หรือแม้แต่เฉพาะจุด ซึ่งจะต้องมองให้พอดีกับสถานะของมัน หันกลับมาเรื่องเก่า เด็กชุดนี้ตกลงไปแล้ว
ต่อมาอีกชุดหนึ่งๆ ก็ใกล้ๆ กัน เฉลี่ยใช้เทคโนโลยีเพื่อเสพอย่างน้อย ๘๐% เราลองดูผู้ใหญ่ซิเป็นอย่างไร ผู้ใหญ่ไทย
ใช้เพื่อเสพมาก หรือใช้เพื่อศึกษามากกว่า จะต้องเริ่มที่นี่ก่อน เช่นอย่างดูทีวี ปรากฏว่าใช้เพื่อดูการบันเทิง ใช้ด
ูมวยตู้ เสียมาก แม้แต่การใช้เราก็พลาดแล้ว ฉะนั้น จะต้องมีเปอร์เซ็นต์ของการใช้เพื่อศึกษาและสร้างสรรค์ให้
เพิ่มขึ้น แล้วต่อไปการมีความสุขก็จะสัมพันธ์กับการใช้นี้ด้วย เพราะเมื่อเราพัฒนาการใช้ ก็จะนำไปสู่การมีความสุข
ที่ต่างกัน ตามวิธีใช้นั้นด้วย คือ ความสุขจากการเสพเทคโนโลยี กับความสุขจากการศึกษาและสร้างสรรค์ด้วย
เทคโนโลยี ความสุขจากการศึกษาและสร้างสรรค์ คือความสุขจากการสนองความต้องการในการใฝ่รู้ และความสุขจาก
การสนองความต้องการในการทำสิ่งทั้งหลายให้มันดี ถ้ามีความสุขแบบนี้ การพัฒนาจะเกิดขึ้นเอง เพราะเราพัฒนาคน
อย่างถูกต้อง

เอาละ ตอนนี้เห็นได้แล้วว่าสังคมไทยจะต้องแก้ไขเกี่ยวกับเรื่องเทคโนโลยี เริ่มต้นตั้งแต่การใช้เพื่อเสพกับ
การใช้เพื่อศึกษาและสร้างสรรค์ เวลานี้ เด็กหาความสุขจากการเสพเทคโนโลยีมาก ต่อไปการศึกษาตั้งแต่ในบ้าน
จะต้องมุ่งเน้นที่จะช่วยให้เขามีความสุขจากการใช้เทคโนโลยีทำการสร้างสรรค์ เด็กที่พัฒนาจะมีความสุขแบบนี้
คือความสุขจากการใช้เทคโนโลยีทำการสร้างสรรค์ หรือความสุขจากการสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี เขาจะมีความสุข
จากการใช้คอมพิวเตอร์สร้างงาน ไม่ติดอยู่กับการหาความสุขจากการใช้คอมพิวเตอร์เล่นเกมส์ เขาจะใช้เทคโนโลยี
ทำการสร้างสรรค์ต่างๆ ขึ้นมา ถ้าเด็กมาถึงขั้นนี้ พ่อแม่อุ่นใจสบายใจได้ และสังคมของเราก็มีหวังที่จะพัฒนา
แต่ถ้าเด็กยังหาความสุขจากการเสพเทคโนโลยีแล้ว ให้ระวังเถิด มันจะไปจบที่ยาบ้า เพราะเป็นพวกเดียวกัน
การหาความสุขจากการเสพเทคโนโลยี ก็คือการหาความสุขจากการเสพชนิดหนึ่ง ซึ่งอยู่ในเครือเดียวกันกับการ
เสพยาเสพติดเพราะจะต้องเพิ่มแรงกระตุ้น โดยปริมาณและดีกรีของสิ่งเร้าให้มากขึ้น เพื่อให้ได้ความสุขเท่าเดิม
ซึ่งจะนำไปสู่การพึ่งพาหรือขึ้นต่อ เทคโนโลยี ถ้าเพิ่มแรงกระตุ้นเร้าไม่ทันหรือไม่พอ เกิดเบื่อหน่ายขึ้นมา
เมื่อชีวิตและความสุขขึ้นอยู่กับการเสพเทคโนโลยีและวัตถุบำรุงบำเรอแล้ว พอเบื่อเทคโนโลยีและวัตถุเสพ
ก็พลอยเบื่อหน่ายอยากหนีชีวิตด้วย แล้วก็เลยเปิดช่องที่จะพาต่อไปหายาเสพติดและชีวิตก็อาจจะจบที่นั่น หรืออาจจะ
ไปจบที่สิ่งเสพติดทางจิต ที่มาในรูปของลัทธิความเชื่อและวิธีปฏิบัติลี้โลกหลบชีวิตแบบต่างๆ ย้ายจากปลายสุดข้าง
หลังโลก กลายเป็นหล่นจากโลกไปเลย

ในทางตรงข้าม ถ้าคนมีความสุขจากการศึกษาและสร้างสรรค์แล้ว เขาจะพ้นจากวิถีทางที่ผิดนั้น นี่คือเนื้อแท้
สำคัญส่วนหนึ่งของการศึกษา เป็นการแก้ปัญหาที่ได้ทั้งการพัฒนาคน และพัฒนาประเทศชาติ ทั้งพัฒนาจิตใจและ
พัฒนาเศรษฐกิจ ครบหมดความเป็นนักศึกษาและสร้างสรรค์ทำให้ ก้าวพ้นไปได้จากความสุขที่ขึ้นต่อสิ่งเสพ สู่อิสรภาพ
และความสุขที่สูงขึ้นไป อย่างน้อยควรระลึกไว้ว่าคุณค่าของเทคโนโลยีมิใช่อยู่แค่การได้มีสิ่งเสพบริโภคอำนวยความ
สะดวกสบาย แต่เทคโนโลยีมีคุณค่าอยู่ที่การพัฒนาคนคือเป็นเครื่องช่วยเกื้อหนุนอำนวยโอกาสให้คนสามารถพัฒนา
ศักยภาพที่จะสร้างสรรค์สิ่งดีงาม นำชีวิตและสังคมเข้าถึงความสุขและอิสรภาพที่ลึกและกว้างยิ่งขึ้นไป การมีเทคโนโลยีต้อง
หมายถึงการมีเครื่องช่วยพัฒนาปัญญา อย่างน้อยการพัฒนาเทคโนโลยีจะต้องคู่เคียงกันไปกับการพัฒนาอินทรีย์ มิใช่
กลายเป็นว่า เทคโนโลยียิ่งก้าวหน้า อินทรีย์คือตา หู มือ สมองของคน ยิ่งหมดความละเอียดไวเฉียบคม ความขัดเกลา
และความอ่อนโยนนุ่มนวล กลายเป็นอินทรีย์ที่ทื่อหยาบด้านกระด้างหื่นกระหายก้าวร้าวรุนแรง ที่จะถูกชักพาไปด้วย
แรงความอยากความปรารถนาของความใฝ่เสพบริโภคและการทำลายล้างเพื่อแย่งชิงผลประโยชน์กัน เมื่อการ
พัฒนาคนถูกต้อง ก็แก้ปัญหาทีเดียวครบตลอดกระบวนการ แต่ถ้าพัฒนาผิดแล้วก็วุ่นอยู่ในวังวนนั่นเอง เวลานี้น่ากลัว
ว่า การศึกษาและการพัฒนาคนจะกลายเป็นการพัฒนาความใฝ่เสพไปเสีย โดยนึกว่า ถ้าคนมีความใฝ่เสพแล้ว เขาจะ
แข่งขันเก่ง จะตั้งใจทำงาน ทำการแต่เปล่า ผิดเต็มประตูเลย เพราะจับปัจจัยที่แท้ไม่ได้ เมื่อคนมีความใฝ่เสพสูง สังคม
ก็มีแต่คนที่ส่วนใหญ่เป็นนักบริโภคกลายเป็นสังคมบริโภค โดยเฉพาะเมื่อเป็นเรื่องของสิ่งของเครื่องใช้ทางเทคโนโลยี
ซึ่งเป็นของที่ต้องผลิต สังคมผู้บริโภคเทคโนโลยีก็กลายเป็นสังคมผู้ซื้อโภคภัณฑ์เทคโนโลยี และเมื่อเป็นประเทศกำลัง
พัฒนา ก็มักกลายเป็นผู้ซื้อและเป็นผู้บริโภคหางแถว ที่นอกจากตามเขาล้าหลังท้ายสุด แล้ว ก็จะใช้ของที่แพงที่สุดด้วย
เพราะผ่านเบี้ยบ้ายรายทางมากที่สุด เมื่อความเป็นผู้บริโภคหางแถวมาบวกเข้ากับความเป็นประเทศหรือสังคมที่กำลัง
พัฒนา ความด้อยหรือความเสียเปรียบก็ยิ่งหนักหนา จนกระทั่งว่า ถ้าไม่มีหลักและวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง ก็จะกลายเป็นเครื่อง
ผูกรัดมัดตัวให้จมอยู่ภายใต้ความล้าหลังและความด้อยพัฒนานั้นอย่างยั่งยืนหรือยิ่งต่ำลงไปความด้อยหรือความเสียเปรียบ
มีหลายด้าน แต่ที่เห็นชัดเห็นง่ายก็คือด้านเศรษฐกิจ เช่นอย่างคนไทยที่ซื้อผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีมาใช้ เมื่อเทียบกับคน
ในประเทศพัฒนาแล้วเช่นอย่างอเมริกา จะมีฐานะเป็นผู้มีรายได้ต่ำ แต่ซื้อของแพง หรือได้น้อยแต่จ่ายมาก ยกตัวอย่าง
คนไทย เมื่อเติบโตขึ้นและจะเริ่มต้นชีวิตของตนเอง เช่น จบการศึกษาแล้วจะเริ่มทำการงาน โดยเฉพาะผู้ที่จะเริ่มทำธุรกิจ
ก็มักจะคิดถึงการมีรถยนต์ส่วนตัว ทั้งนี้ด้วยเหตุผลทางค่านิยม (ไม่ว่าจะโดยถูกบีบ หรือถูกกลืน หรือโดยหลงใหลเองก็ตาม)
ผสมกับปัญหาการจราจร ถ้าเป็นคนที่มีรสนิยมพอจะสูงสักหน่อย (ไม่ถึงกับสูงทีเดียว) ก็จะซื้อรถยี่ห้อที่นิยมกันว่าเป็นชั้นดี
เอาแค่ราคา ไม่ถึงล้าน สัก ๙ แสน ๖ หมื่นบาท ซึ่งถ้าซื้อในอเมริกา รถคันเดียวกันนี้ มีราคาประมาณ ๒๕,๐๐๐ ดอลลาร์
คือ ๖ แสนบาทเศษ ถ้า คนไทยวัยหนุ่มสาวผู้นั้นจบการศึกษาปริญญาโท ทำงานเอกชน มีรายได้ดีพอควร ได้เงินเดือนสูง
ถึงหมื่นห้าพันบาท เก็บเงินเดือน ไว้ทั้งหมด ไม่ใช้กินอยู่อย่างอื่นเลย (คงจะเป็นไปไม่ได้) และไม่นับเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น
ตามเวลา จะต้องรอถึงเกือบ ๕ ปีครึ่ง จึงจะซื้อรถคันนั้นด้วยเงินสดได้ ยิ่งถ้าเข้ารับราชการ ได้เงินเดือน ๘ พันบาท
จะต้องเก็บเงินไม่ใช้เลย นานถึง ๑๐ ปี จึงจะซื้อได้ แต่คนในประเทศอเมริกา จบปริญญาโท ทำงานได้เงินเดือน
ระดับทั่วไปเดือนละ ๒,๕๐๐ ดอลลาร์ เขาเก็บเงินเพียง ๑๐ เดือน ก็ซื้อรถยนต์ ค่อนข้างดีคันเดียวกันนั้นได้แล้ว
แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าเรื่องของถูกรายได้สูงของแพงรายได้ต่ำ ก็คือ เรื่องค่านิยมที่อยู่ในจิตใจ ภายใต้กระแสหล่อหลอม
หรือผลักดันของสังคม กล่าวคือในสังคมไทยเรานี้ คนซื้อหารถยนต์มิใช่เพียงในความหมายว่าเป็นยานพาหนะ
เครื่องใช้ในการเดินทาง แต่หมายถึงความมีหน้ามีตา ความเด่น ความโก้ และความนิยมเชื่อถือเป็นสำคัญ
(คนไทยจึงถูกพวกนักต้มตุ๋นนั่งรถโก้มาหลอกเอาได้บ่อยๆ) ซึ่งทำให้รู้สึกจำเป็นที่จะต้องมีรถยนต์ดีๆใช้ เกินความ
จำเป็นในการใช้งานจริง ต่างจากคนในสังคมอเมริกัน ที่โดยทั่วไปมองรถยนต์เป็นเพียงยานพาหนะเครื่องใช้ใน
การเป็นอยู่ เมื่อมีใช้อยู่แล้ว ก็ใช้ต่อไป ไม่ต้องทุรนทุรายเที่ยวซื้อหามาแสดงหน้าแก่ใคร ก็เลยมีเวลาและความคิด
ที่จะไปใส่ใจกับเรื่องอื่นที่เป็นสาระมากกว่า เมื่อมองในแง่ของการแข่งขัน ตามสภาพของยุคสมัยปัจจุบัน แล้วลอง
เปรียบเทียบกัน ก็จะเห็นว่า สังคมอเมริกัน ถึงแม้เวลานี้เขาจะตกอยู่ในภาวะที่โทรมหนัก แต่เขาก็ยังมีการแข่งขัน
ในเชิงปัญญาสูงกว่า ในขณะที่สังคมไทยของเราจะเด่นไปข้างการแข่งขันในทางโมหะ ซึ่งไม่เป็นเรื่องดีที่น่า
สบายใจเลยที่ว่ามานี้ ไม่เฉพาะในด้านสินค้าที่เรียกกันว่าฟุ่มเฟือย แม้แต่สิ่งของเครื่องใช้หรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวกับ
การพัฒนาคนพัฒนาสังคมโดยเฉพาะทางด้านการศึกษา คนไทยก็ตกอยู่ในภาวะเสียเปรียบ ที่ต้องซื้อของราคาสูง
ด้วยทุนของผู้มีรายได้ต่ำ เช่นเดียวกัน

ขอยกเรื่องเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นตัวอย่าง ปัจจุบันราคาเครื่องคอมพิวเตอร์ในประเทศไทยได้ลดต่ำลงมาก
นอกจากเป็นภาวการณ์ ทั่วไปในโลกแล้ว ยังเป็นเพราะการลดภาษีด้วย เมื่อ ๑๐ ปีก่อน เครื่องคอมพิวเตอร์ถูกเก็บ
ภาษี ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ต่อมาทางการได้ลดภาษีคอมพิวเตอร์ลงเหลือประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ เวลานี้ คนไทยทั่วไป
พอจะซื้อหาคอมพิวเตอร์มาใช้ได้ในราคาไม่สูงนัก อย่างไรก็ตาม ถ้าจะซื้อเครื่องที่ติดตัวไปไหนๆ ได้สะดวก และมี
ประสิทธิภาพสูง ก็ยังต้องซื้อหาในราคาที่นับว่าแพง เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คยี่ห้อดี ชั้นค่อนข้างดี มีเครื่องอ่าน
CD-ROM ในตัว เครื่องหนึ่ง ราคายังไม่คิดภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อกลางปี ๒๕๓๙ ในเมืองไทยขาย ๑๐๙,๐๐๐ บาท
ในอเมริกาขาย $3,299 คิดเป็นเงินไทยประมาณ ๘๒,๕๐๐ บาท คนอเมริกันทำงานค่าแรงอย่างต่ำ วันละ
๙๕๐ บาท (คิดจากอัตราค่าแรงอย่างต่ำ ชม.ละ $4.75 x 8 ชม.ต่อวัน; วันที่ ๑ ก.ย. ๒๕๔๐ นี้ อัตราค่าแรงอย่างต่ำ
ในอเมริกา จะขึ้นเป็น ชม.ละ $5.15 คือวันละประมาณ ๑,๐๓๐ บาท) เก็บรายได้ไว้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ใช้เวลา ๑ ปีครึ่ง
(คิดวันทำงานเดือนละ ๒๔ วัน) ก็ซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นได้ แต่คนไทยที่ทำงานอยู่ในต่างจังหวัด ได้ค่าแรง
อย่างต่ำวันละ ๑๕๐ บาท เก็บรายได้ไว้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ จะต้องรอไปถึง ๑๒ ปีครึ่ง จึงจะซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวกัน
นั้นได้ กว่าจะได้ใช้ก็จะแก่เสียแล้ว แต่คอมพิวเตอร์ถ้าเพื่อปัญญา คงไม่เป็นปัญหาสักเท่าไร ปมปัญหาสำหรับคนไทย
อยู่ที่สินค้าของใช้ฟุ่มเฟือย ที่จะบำรุงความสุข อำนวยความสะดวกสบาย และมีความหมายในเชิงอวดโก้แข่งกัน
ทั้งรถยนต์ มอเตอร์- ไซค์ เครื่องเสียงดีๆ ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ เครื่องซักผ้า ฯลฯ ทั้งจำเป็นและไม่จำเป็น
ทั้งจำเป็นแท้และจำเป็นเทียม ซึ่งมีราคาแพง และประดังเข้ามาหลายๆ อย่าง คนไทยไม่มีทางอื่น จึงต้องหันไปพึ่ง
ระบบเงินผ่อน ซึ่งหมายถึงการเป็นหนี้อย่างหนึ่ง แต่เป็นหนี้ที่พอจะมีหน้า สำหรับหลายกรณีเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ
และเป็นทางออกที่ดีอย่างหนึ่งในการผ่อนเบาปัญหาการเงิน แต่จะมีโทษมากเมื่อเพลิดเพลินชะล่าใจทำให้ตกอยู่ใน
ความประมาท อะไรๆ ก็ผ่อนส่ง เมื่อส่งไม่ทันก็ต้องไปกู้หนี้มาส่งผ่อน ทำให้ชีวิตตกอยู่ใต้ความผูกรัด ห่วงกังวล
สูญสิ้นอิสรภาพความสงบใจและความรู้สึกมั่นคง ขาดสมาธิ ไม่มีความแน่วแน่มั่นใจในการดำเนินชีวิตและทำการงาน

คนอเมริกันอยากซื้อเครื่องใช้หรืออุปกรณ์เทคโนโลยีทันสมัย คำนวณเวลาแล้ว ก็เห็นความหวังชัดเจนว่า
ตนทำงานในเวลาเท่านั้น เท่านี้ก็จะซื้อได้ แล้วก็ตั้งใจทำงานด้วยความมั่นใจ มุ่งมั่นทำงานไป โดยไม่ต้องคิดถึง
เรื่องอะไรอื่น แต่คนไทยถ้าเป็นคนมีรายได้น้อย ก็แทบมองไม่เห็นความหวังที่จะซื้อเครื่องใช้หรืออุปกรณ์นั้นได้
ด้วยเงินที่ได้จากการทำงานทำให้ไม่มีความมั่นใจในการทำงาน ถ้าไม่ เข้มแข็งจริง จิตใจก็จะฟุ้งซ่าน ไม่มีสมาธิ
ในการปฏิบัติหน้าที่ แล้วก็มองหาทางที่จะได้เงินด้วยวิธีอื่น เช่น กู้หนี้ยืมสิน ถ้าเผลอตัว ก็อาจจะเลยออกไปทางทุจริต
แม้แต่เมื่อพอจะมีเงินมีทองขึ้นมา และแม้จะระมัดระวังในเรื่องการเงินว่าต้องให้ได้มากกว่าเสีย ก็มักระวัง แต่การ
ใช้จ่ายด้านอื่น พอถึงเรื่องผลิตภัณฑ์ทางเทคโนโลยีที่ฟุ่มเฟือย ใจที่มัวแต่คิดตามให้ทันยุคสมัย หรือความเด่นนำ
ทางหน้าตา ทำให้ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายเสียมากกว่าได้

ความด้อย ความเสียเปรียบและความสูญเสียของคนไทยแต่ละคนนี้ ก็หมายถึงความด้อยความเสียเปรียบ
และความสูญเสียของสังคม ไทยและประเทศไทยด้วย นอกจากใจครุ่นคิดหารายได้พิเศษเพื่อซื้อสิ่งฟุ่มเฟือย
ทำให้งานขาดประสิทธิภาพด้อยคุณภาพถ่วงความเจริญของประเทศชาติ พร้อมทั้งปัญหาสังคมที่เกิดจากการทุจริต
และอาชญากรรมต่างๆ แล้ว คนพอจะมีพอจะได้เงินมา ก็นึกถึงแต่ผลิตภัณฑ์ทางเทคโนโลยีรุ่นใหม่แปลกหูแปลกตา
ที่จะเอามาเสพบริโภค ไม่มีช่องให้เอาใจใส่หรือคิดถึงสุขทุกข์ ของเพื่อนร่วมชาติร่วมสังคม เงินที่ใช้จ่ายมากมาย
แทนที่จะเป็นเครื่องช่วยเกื้อหนุนหรือแก้ปัญหาของคนไทยด้วยกัน ก็ถูกทุ่มเทไปกับสินค้าเครื่องใช้ทางเทคโนโลยี
ที่มีราคาสูง เป็นรายได้ส่งออกไปให้แก่ต่างประเทศที่รวยกว่า ในขณะที่ประเทศของตนด้อยโอกาสและเสียเปรียบ
ประเทศเหล่านั้นในทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว ยังจะต้องกู้หนี้ยืมสินจากประเทศเหล่านั้นเพื่อเอาไปซื้อสินค้าจากเขา
เป็นลูกหนี้ที่เป็นลูกค้าคอยหากำไรมาเพิ่มรายได้ให้แก่เจ้าหนี้ของตนเอง ในขณะที่คนไทยจำนวนมากมีชีวิตที่
หมกจมอยู่ใต้กองหนี้สิน ประเทศไทยก็ถูกพันธนาการด้วยหนี้สินระหว่างชาติจำนวนมหาศาล ที่ประชาชนไทยจะต้อง
แบกภาระต่อไปยืดเยื้อยาวนาน ถ้าไม่รีบกลับตัว ก็ต้องเกินกว่าชั่วอายุลูกหลาน

แต่ผลเสียที่ร้ายแรงยิ่งกว่านั้นก็คือ การที่คนไทยมัวเพลิดเพลินหลงใหลกับความฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย จะยิ่งเสริม
แรงความใฝ่เสพและความเป็นนักบริโภค ทำให้เห็นแก่ความสะดวกสบายเฉื่อยชาและยิ่งอ่อนแอเลื่อนไหลลงไปใต้
กระแสของระบบผลประโยชน์ สวนทางกับการที่จะมีพลังพัฒนาตนให้เป็นคนที่เข้มแข็ง มีประสิทธิภาพมากขึ้น
แม้แต่ไอที คือเทคโนโลยีด้านข่าวสารข้อมูล ที่น่าจะเป็นเจ้าบทบาท ที่โดดเด่นในการพัฒนาเสริมสร้างปัญญา
ก็เสียดุลให้แก่การใช้เชิงเสพบริโภค และธุรกิจโฆษณา มีบทบาทที่เบี่ยงเบนไปในทางเสริมโมหะมากกว่าพัฒนา
ปัญญา ถ้าเป็นอย่างนี้นานไป คนไทยจะหาอะไรซึ่งจะเป็นที่ภูมิใจและมั่นใจในตนเองและในสังคมของตนได้ยาก
จะมีก็แต่ความตื่นเต้นฟู่ฟ่าฮือฮากันไปตามกระแสชักพาของค่านิยมที่ฉาบฉวยเลื่อนลอย แล้วก็พาตัวเองไป
เป็นเหยื่อของผู้ผลิตภายใต้วัฒนธรรมบริโภค

เพราะฉะนั้น คนไทยจะต้องรู้ตัวตื่นขึ้นมา อย่าปล่อยตัวปล่อยใจหลงระเริงมัวกระหยิ่มในความรู้สึกโก้เก๋
ทันสมัย และมองไปแต่ในทางที่จะหาเสพหาบริโภค แต่จะต้องซื้อต้องใช้ต้องปฏิบัติต่อผลิตภัณฑ์ทางเทคโนโลยีอย่าง
รู้เท่าทัน ตั้งความรู้สึกรับผิดชอบต่อประเทศไทย ต่อสังคมและต่อเพื่อนร่วมชาติ เห็นตระหนักในผลดีผลเสีย ต่อชีวิต
ต่อสังคม ต่อโลก และความเสียเปรียบของประเทศชาติ ที่จะเกิดขึ้นจากการใช้จ่ายเสพบริโภคแต่ละครั้งของตน มองถึง
การสูญเสียผลประโยชน์ของประเทศชาติ และภาระที่สังคมจะต้องแบกรับสืบเนื่องต่อไปข้างหน้า

แม้จะต้องซื้อต้องใช้ของแพง ก็ทำด้วยปัญญาที่มีหลักคิด มองเห็นเหตุผลอย่างชัดเจน และมีจุดมุ่งหมาย พร้อมทั้ง
มีจิตสำนึกที่จะใช้สิ่งนั้นให้ได้ประโยชน์จากมันอย่างคุ้มค่าเกินราคาของมัน ให้ได้มากกว่าจ่าย หรือให้ได้มากกว่าที่เสียไป
ทั้งแก่ชีวิตของเราและแก่สังคม ไม่ซื้อมาเพียงเพื่อเสพบริโภคให้หมดเปลืองไป แต่ให้มันเกิดผลในทางสร้างสรรค์ที่จะ
ทำให้ชีวิตและสังคมของเราเขยิบก้าวดีขึ้นไปให้จงได้ เช่น ถ้าซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์มาใช้ ก็ตั้งใจมั่นว่า เราจะใช้คอมพิวเตอร์
เครื่องนี้ให้ได้ประโยชน์ในทางสร้างสรรค์ มากกว่าที่คนในอเมริกาใช้มัน อย่างน้อยอีกหนึ่งเท่าตัว ถ้าทำได้อย่างนี้
ทุกอย่างจะคุมตัวของมันเอง แล้วชีวิต สังคมและประเทศชาติ ก็จะฟื้นตัวขึ้นมาได้ในเวลาไม่นานเลย อีกทั้งคนไทย
ก็จะก้าวขึ้นไปมีส่วนร่วมแก้ปัญหาของโลกได้ด้วย ทั้งหมดนี้จะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อคนไทยตื่นตัวขึ้นมา ด้วยความตื่น
ทางปัญญา มีจิตใจที่เข้มแข็ง และมีความปรารถนาดีใฝ่สร้างสรรค์ชีวิตและสังคมของตนอย่างแท้จริง ซึ่งจะสำเร็จ
ได้ด้วยการพัฒนาคน ที่ชาวไทยทุกคนตั้งใจพัฒนาตนเองขึ้นไปโดยไม่ประมาท ถ้าคนไทยรุ่นผู้ใหญ่ไปไม่ไหว
หมดหวังแล้ว ก็ต้องเริ่มกันจริงๆ ที่อนุชนคนรุ่นต่อไป โดยมุ่งมั่นเน้นหนักในการศึกษาที่ถูกต้อง การศึกษาแท้
เริ่มที่บ้าน โดยพ่อแม่เป็นครูอาจารย์คนแรก ดังที่พระสอนว่า มารดาบิดาเป็นบูรพาจารย์ คือครูต้น หรืออาจารย์
คนแรก ถ้าจะนำเด็กเข้าสู่การพัฒนาที่ถูกทาง เพื่อให้ได้ผลในการเสริมสร้างความใฝ่รู้-สู้สิ่งยาก ความใฝ่ศึกษา
ใฝ่สร้างสรรค์ ความเป็นนักผลิต-นักสร้างสรรค์และพร้อมกันนั้น ก็จะได้ผ่อนลดอิทธิพลของค่านิยมใฝ่เสพ
วัฒนธรรมบริโภค ความอ่อนแอเห็นแก่สะดวกสบาย และวิถีชีวิตที่เปิดกว้างสู่ทางแห่งการเสพยาบ้า พ่อแม่ทุกบ้าน
นั่นเองจะต้องเริ่มต้น และสำหรับคนไทย จุดเริ่มอยู่ที่นี่

จงถามเด็กไทยให้น้อยลงว่า "อยากได้อะไร?" แต่จงถามเด็กไทยให้มากขึ้นว่า "อยากทำอะไร?" จาก
"อยากทำอะไร?" ก็ก้าวต่อไปว่า "อยากรู้ว่าจะทำอย่างไร" และ "จะต้องรู้อะไร?" แล้วพ่อแม่ก็คอยหนุนและให้
เพื่อสนองความใฝ่รู้และใฝ่สร้างสรรค์นี้ โดยช่วยโยงการรู้และการสร้างสรรค์นั้นไปเชื่อมต่อกับกุศลให้ได้ต่อไป

เอาละ ขอพูดถึงเรื่องคนไทยกับเทคโนโลยีไว้เท่านี้ก่อน ถ้าเราพัฒนาคนไทยในการสัมพันธ์และปฏิบัติต่อ
เทคโนโลยีได้ถูกต้องเราจะได้ความใฝ่รู้-สู้สิ่งยาก หรือ ใฝ่ศึกษา-ใฝ่สร้างสรรค์ เป็นอย่างน้อย ซึ่งแม้แต่ยังไม่ได้
คุณสมบัติอย่างอื่นมาอีก เพียงแค่นี้ก็พอที่จะพัฒนาสังคมไทยไปสู่ความมีชัยในระบบแข่งขันของโลก และพร้อมที่
จะเดินหน้าพ้นเหนือการแข่งขันไปสู่การช่วยแก้ปัญหาของโลกและเป็นส่วนร่วมอย่างสำคัญในการนำโลกไปสู่
สันติสุข
พุทธธรรมกับชีวิตในสังคมเทคโนโลยี
นำเรื่อง
ท่านสหธรรมิกทั้งหลายขอเจริญพร ประธานกลุ่มปฏิบัติการเผยแพร่พุทธธรรม ท่านผู้ทรงคุณวุฒิและท่านสาธุชน
ผู้สนใจใฝ่ธรรมทุกท่าน

อาตมภาพขออนุโมทนาด้วย ในการที่คณะผู้จัดงานครั้งนี้ได้จัดกิจกรรมต่างๆ ในทางธรรมขึ้น โดยปรารภวัน
ครบรอบ อายุ ๘๒ ปี ของพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระธรรมโกศาจารย์ หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า ท่านพุทธทาสภิกขุ
การปรารภโอกาส เช่นนี้แล้วจัดกิจกรรมที่เป็นการศึกษาและเผยแผ่พระพุทธศาสนาขึ้น นับว่าเป็นการทำสิ่งที่เป็นบุญ
เป็นกุศล ซึ่งคงจะทำให้ท่าน เจ้าคุณพระธรรมโกศาจารย์พอใจหรือยอมรับได้ เพราะการเผยแผ่พุทธธรรมเพื่อประโยชน์
สุขของประชาชนนั้นเป็นงานที่ท่านเองกระทำอยู่ และส่งเสริมอยู่แล้ว และนับว่าเป็นการปฏิบัติในสิ่งที่เรียกว่าปฏิบัติบูชา
คือ การบูชาด้วยการปฏิบัติ

ในวันนี้ หัวข้อปาฐกถาได้ตั้งไว้ว่า "พุทธธรรมกับชีวิตในสังคมเทคโนโลยี" แต่ผู้พูดเองมานึกว่า พูดไปก็อาจจะ
ไม่เข้ากับชื่อหัวข้อของเรื่องนี้ ก็เลยนึกว่าน่าจะเปลี่ยนชื่อเสียใหม่ โดยอาจจะเปลี่ยนเป็นว่าเทคโนโลยีกับชีวิต
สังคมและพุทธธรรมคือแทนที่จะเอาพุทธธรรมไว้หน้า ก็เอาเทคโนโลยีมาไว้หน้า เอาพุทธธรรมไปไว้หลัง ทั้งนี้
เรื่องที่พูดจะเข้ากับหัวข้อไหนได้ ดีกว่า ก็อยู่ที่ว่าเนื้อหาสาระจะเป็นอย่างไรชีวิตในสังคมเทคโนโลยี

ยุคสมัยนี้เราพูดได้ในแง่หนึ่งว่าเป็นยุคของเทคโนโลยี ความจริงนั้นยุคนี้มีชื่อเรียกกันหลายอย่าง จะเรียก
อย่างไรก็แล้วแต่จะเน้นให้อะไรเป็นสิ่งที่แสดงถึงความเจริญที่สำคัญของยุค แต่ไม่ว่าจะเรียกเป็นยุคอุตสาหกรรมก็ดี
เป็นยุคอวกาศ ก็ดีหรือจะเป็นยุคที่กำลังมีศัพท์ขึ้นมาใหม่ว่ายุคอินฟอร์เมชั่น คือ ยุคข่าวสารข้อมูลก็ดี สิ่งที่เป็นเครื่องแสดง
ถึงความเจริญใน ด้านต่างๆ เหล่านั้นทั้งหมดก็คือเทคโนโลยีนั่นเอง เพราะฉะนั้น คำว่า ยุคเทคโนโลยี จึงเป็นคำหนึ่งที่
ใช้ได้และครอบคลุมความ หมายที่ต้องการ

เป็นอันว่า สิ่งที่แสดงถึงความเจริญ หรือเครื่องหมายแห่งความเจริญของโลกหรือของมนุษย์ ก็คือเทคโนโลยี
เมื่อเทคโนโลยีมีความสำคัญ เป็นเจ้าของบทบาทที่ทำให้โลกมีความเจริญอย่างนี้ เราก็ควรจะให้ความสนใจเป็นพิเศษ
ในฐานะเป็นสิ่งที่มีอิทธิพล ซึ่งอาจจะเรียกว่า ครอบงำสังคมมนุษย์อยู่ หรือพูดในทางสุภาพหน่อยก็ว่า เป็นเครื่องส่งเสริม
ชีวิตและสังคมของมนุษย์ ทีนี้ การที่จะพูดถึงเทคโนโลยีก็ทำได้หลายแง่หลายประการ แต่จะพูดทั่วไปให้ครอบคลุม
ทุกแง่ ก็คงไม่ได้ ตอนแรกนี้ จึงคิดว่าจะยกเอาเรื่องราวเหตุการณ์ที่โด่งดังในทางเทคโนโลยีขึ้นมาพูดเสียก่อน
สัญญาณเตือนภัยจากเทคโนโลยี

เหตุการณ์ทางเทคโนโลยีที่ดังมากๆ นึกไปตอนนี้ก็ยังไม่เห็นมีอะไรที่ใหญ่กว่าเหตุการณ์เมื่อสองปีมาแล้ว
ใน พ.ศ.๒๕๒๙ ตอนปลายเดือนเมษายน ได้เกิดข่าวใหญ่ขึ้นมาข่าวหนึ่ง คือเรื่องโรงงานพลังนิวเคลียร์ที่เชอร์โนบิล
(Chernobyl) ในโซเวียตรัสเซียได้เกิดระเบิดขึ้น เชอร์โนบิลนี้เป็นตำบลที่อยู่ใกล้เมืองเคียฟ (Kiev) ห่างจากกรุง
มอสโคว์ประมาณ ๖๐๐ กิโลเมตร เมื่อเกิดระเบิดขึ้นแล้ว ก็มีกัมมันตภาพรังสีแผ่กระจายออกไปทั้งในประเทศสหภาพ
โซเวียตเอง และมีกระแสลมพัดพาไปทางยุโรปตะวันออก ไปยังสแกนดิเนเวีย และต่อไปจนกระทั่งถึงยุโรป ตะวันตก
ผู้คนก็ตื่นเต้นตกใจกันมาก โดยเฉพาะคนที่รู้เรื่องดีว่ากัมมันต-ภาพรังสีมีอันตรายแค่ไหนเพียงไร ก็จะมีความหวั่น
วิตกมากเป็นพิเศษ และคนในประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลายเหล่านั้นก็เป็นคนที่มีการศึกษาดี เมื่อมีเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้น
จึงได้ตื่นเต้นตกใจกันเป็นอย่างยิ่ง เขาเรียกกันว่าเป็นอุบัติเหตุนิวเคลียร์ที่ร้ายแรงที่สุดในโลก

ถอยหลังไปก่อนหน้านั้นปีเดียว รองผู้อำนวยการสถาบันพลังงานนิวเคลียร์ที่โซเวียต ได้เขียนลงพิมพ์ในหนังสือ
โซเวียตไลฟ์(Soviet Life) ว่า ก่อนสิ้นศตวรรษหน้า พลังงานทั้งหมดที่ใช้ในโลก ๒ ใน ๓ ส่วน จะมาจากโรงงานนิวเคลียร์
และเขาก็บอกว่าในสหภาพโซเวียตได้ดำเนินการศึกษาเรื่องพลังงานนิวเคลียร์นี้อย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว ได้พิสูจน์อย่าง
บริบูรณ์สิ้นเชิงว่า โรงงานพลังนิวเคลียร์ไม่มีอะไรกระทบหรือมีผลเสียต่อสุขภาพของประชากร เขาพูดอย่างนี้ก่อนหน้า
เกิดอุบัติเหตุปีเดียว

ใกล้กว่านั้นเข้ามาอีก ก่อนจะเกิดอุบัติเหตุครั้งใหญ่เพียงเดือนเดียว คือเมื่อวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๒๙
รัฐมนตรีพลังงานของสหราชอาณาจักรอังกฤษได้บอกว่า พลังงานนิวเคลียร์เป็นพลังงานที่ปลอดภัยที่สุดเท่าที่มนุษย์รู้จัก

นี่ขนาดผู้รู้ ซึ่งมีความรู้เรื่องเทคโนโลยีดีได้กล่าวกันอย่างนี้ ยืนยันถึงกับว่าเป็นสิ่งที่ปลอดภัยไร้โทษ แต่เมื่อ
เกิดเหตุนี้ ขึ้นมาแล้วคำพูด ท่าที อาการกิริยาก็เปลี่ยนไป

หัวหน้านักวิทยาศาสตร์โซเวียตที่เกิดเหตุ ได้พูดว่า ไม่มีใครในโลก ได้เคยเผชิญกับอุบัติเหตุชนิดนี้
มาก่อนเลย หนังสือพิมพ์ปราฟดา (Pravda) ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ของโซเวียต วันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๒๙ ได้ลงพิมพ์
ข้อความว่า อารยธรรมสมัยใหม่ช่างเสี่ยงต่อภัยทางเทคโนโลยีเสียเหลือเกิน ถ้อยคำนี้ทำให้นึกถึงคำพูดของเซอร์ ยอร์จ
พอร์เตอร์ (Sir George Porter) ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่ได้รับรางวัลโนเบลทางวิทยาศาสตร์สาขาเคมี (พ.ศ. ๒๕๑๐) ท่านผู้นี้ได้
บอกว่า มนุษย์ยังไม่เติบโตเพียงพอที่จะได้รับมอบความไว้วางใจให้มีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ อันนี้แสดงว่า ทัศนะ
เกี่ยวกับเรื่องพลังนิวเคลียร์ซึ่งเป็นความเจริญทางเทคโนโลยีที่สำคัญนี้ ยังมีความขัดแย้งกันอยู่ในหมู่ผู้ที่มีความรู้
เรื่องนี้

ทีนี้ เมื่อเกิดเหตุขึ้นมาแล้ว ทางการโซเวียตก็ต้องรีบจัดการอพยพ ผู้คนออกจากบริเวณโดยรอบในรัศมี ๑๐
กิโลเมตร จำนวน ๔๖,๐๐๐ คน (หนังสือ Funk & Wagnalls New Encyclopedia 1986, vol. 19, p. 256 ว่า
เคลื่อนย้ายคนออกจาก บริเวณในรัศมี ๑,๖๐๐ กิโลเมตร จำนวนประมาณ ๑๓๕,๐๐๐ คน) กัมมันตภาพรังสีได้พุ่งขึ้น
ไปสูงราว ๕๐๐ เมตร ซ้ำลมก็พัด พาไปกัมมันตภาพรังสีก็ตกลงมากับฝนบ้าง แพร่ไปตามสายลมบ้าง ครอบคลุมระยะทาง
,๕๐๐ กิโลเมตร ชาวยุโรปในเส้นทางนั้นหวาดผวากันมาก ถึงกับต้องให้เด็กเก็บตัวอยู่ในบ้าน กลัวว่าออกไปจะถูก
กัมมันต-ภาพรังสี ชาวบ้านไม่กล้าซื้อผัก ผลไม้ ไม่กล้าดื่มนม ไม่กล้าลงไปว่ายน้ำ แม้แต่เสื้อผ้าก็ต้องระวังไม่ให้ฝุ่นจับ
ประเทศสมาชิกประชาคมยุโรป ได้สั่งห้ามการนำ เข้าสินค้าและผลไม้ หรือผลิตภัณฑ์นม เนย เนื้อ และสัตว์จากยุโรป
ตะวันออกซึ่งรวมทั้งโซเวียตด้วย

คนตายในที่เกิดอุบัติเหตุเพียง ๒ คนเท่านั้น แต่เข้าโรงพยาบาลตอนนั้น ๙๗ คน ต่อมาตายเพิ่มเป็น ๙ และ
ค่อยๆ ตายต่อมาเป็นm ๒๓ แล้วก็เลย ๓๐ และความน่ากลัวก็ยังแฝงอยู่ต่อไปว่า คนจำนวนหลายแสน คนที่ได้รับ
รังสีจะประสบผลร้าย ระยะยาวในทางที่เป็นพิษภัยต่อสุขภาพพลานามัยต่อไป เป็นเรื่องที่ยังไม่สิ้นสุด เหตุการณ์นี้สิ้นสุด
ไปแล้ว แต่ภัยที่เกิดขึ้นหาได้ สิ้นสุดตามไปไม่

อุบัติเหตุครั้งนี้ เป็นเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้ความหวังจากการใช้พลังงานนิวเคลียร์แทบจะสิ้นหายไปเลย
เขาเรียกกันว่าเป็นการจบสิ้นของความใฝ่ฝันที่ฝากไว้กับนิวเคลียร์ นับแต่นั้น การต่อต้านการเปิดโรงงานนิวเคลียร์
ต่างๆ ก็มีมากขึ้น และการที่จะเปิดหรือสร้างโรงงานพลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศทั้งหลาย ต่อมาก็รู้สึกว่าแทบจะ
เงียบหายไปเลย

ถอยหลังไปก่อนหน้านั้น ในประเทศอเมริกาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๒ ก็ได้เกิดอุบัติเหตุนิวเคลียร์ครั้งใหญ่มาแล้ว
ที่เกาะทรี ไมล์ (Three Mile Island) ในรัฐเพนน์ซิลเวเนีย ซึ่งทำให้คนตื่นเต้นหวาดกลัวกันมาก ประสบการณ์ครั้งนั้น
ทำให้วงการนิวเคลียร์ ยอมรับกันว่า มนุษย์มีความ พลั้งพลาดเผอเรอที่ยากจะหลุดพ้นอุบัติเหตุเหล่านี้ไปได้ และเมื่อเกิด
เหตุขึ้นแล้วคนก็ตระหนกตก ใจตื่นเต้นตะลึงทำอะไรกันไม่ค่อยถูก อย่างในคราวเกิดอุบัติเหตุที่เกาะทรีไมล์ ในอเมริกานั้น
ประธานกรรมาธิการควบคุม นิวเคลียร์ ของรัฐบาลสหรัฐฯ จัดประชุมติดต่อกัน ๕ วัน เพื่อควบคุมสถานการณ์ ก็ได้แต่บอก
กับพรรคพวกว่า พวกเราทำงาน เหมือนคนตาบอด เพราะไม่รู้ข่าวไม่รู้ข้อมูล ทางฝ่ายรัฐเจ้าของที่เกิดเหตุก็รู้ข้อมูลคลุมเครือ
ฝ่ายคณะกรรมการหรือกรรมาธิ การชุดนั้นเองก็ไม่รู้เรื่อง เป็นเหมือนคนตาบอดสองคน กำลังหาทางตัดสินใจกันไปเปะ ๆ ปะ ๆ

นี้เป็นเหตุการณ์นิวเคลียร์ที่เกิดขึ้น ซึ่งยกมาพูดเพียง ๒ ครั้ง แต่ความจริง ตั้งแต่ปี ๒๕๐๐ เป็นต้นมา ได้เกิด
อุบัติเหตุนิวเคลียร์ครั้งสำคัญมาแล้ว ๑๔ ครั้ง มาเกิดเหตุครั้งเชอร์โนบิลนี้นับว่าเป็นครั้งใหญ่ที่สุด ที่ทำให้ความหวังอัน
รุ่งโรจน์จากพลัง นิวเคลียร์ ว่าจะเป็นแหล่งใหญ่ของพลังงานให้แก่มนุษย์นั้น แทบจะปิดรายการไปเลย และถึงแม้ว่ามนุษย์
จะเลิกเล่นกับมัน แต่พิษภัยที่เกิดขึ้นแล้วก็ไม่ได้หยุดเลิกไปด้วย พิษภัยเหล่านี้ จะก่ออันตรายแก่มนุษย์รุ่นต่อไปอีก
หลายชั่วอายุคน หรือไม่ใช่หลาย ชั่วอายุคน แต่ตลอดอายุของประเทศชาติหลายประเทศ หรืออารยธรรมทั้งหมด
ของมนุษย์ก็ได้

ไม่ใช่แต่เพียงแค่อุบัติเหตุ แม้จะไม่มีอุบัติเหตุ เวลาทำงานเกี่ยวกับพลังงานนิวเคลียร์นี้ จะมีสิ่งที่เรียกว่า
กากหรือขยะ นิวเคลียร์ (nuclear waste) ซึ่งมีอันตรายมาก จะต้องหาที่ทิ้งโดยเก็บให้มิดชิด ปัญหาในการเก็บกาก
นิวเคลียร์หรือขยะ นิวเคลียร์นี้เป็นเรื่องใหญ่มาก เช่นในอเมริกา ก็มีปัญหาว่าจะเก็บที่ไหน จะเอาไปฝังที่ไหน
แม้แต่เมื่อได้ที่ฝังที่เก็บแล้ว ก็ยังมี ปัญหาว่าจะขนส่งไปอย่างไรเวลาขนส่งไปบางรัฐก็จะห้ามไม่ให้รถที่ขนขยะ
นิวเคลียร์นี้ผ่าน เพราะกลัวว่าอาจจะพลาดพลั้งรถ เกิดอุบัติเหตุก็จะเป็นอันตรายจึงเกิดเรื่องเป็นปัญหากันยุ่งยากมาก

ขยะนิวเคลียร์นี้มีอายุยืนนาน และจะเป็นพิษภัยตลอดเวลา ยกตัวอย่างเช่น ธาตุพลูโตเนียม (Plutonium)
ซึ่งเป็นธาตุชนิดหนึ่งที่ใช้ในการทำพลังงานนิวเคลียร์นี้ เป็นธาตุซึ่งมีกัมมันตภาพรังสีเป็นพิษร้ายแรงมาก
มีอายุยืนที่สุดถ้าเอากากนิวเคลียร์ของธาตุพลูโตเนียมนี้ไปฝังไว้ ก็จะต้องใช้เวลาถึง ๕ แสนปีจึงจะหมดพิษ

ที่อังกฤษมีโรงงานพลังนิวเคลียร์ที่วินด์สเคล (Windscale) ซึ่งเป็นที่เกิดอุบัติเหตุนิวเคลียร์ร้ายแรงครั้งแรก
ของโลก เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๐(ค.ศ. ๑๙๕๗) โรงงานแห่งนี้ได้ปล่อยพลูโตเนียมลงทะเลมาตามลำดับ เดี๋ยวนี้มีอยู่ใต้ท้อง
ทะเลในไอร์แลนด์ ทั้งหมดประมาณ ๑ ใน ๔ ตัน ซึ่งจะมีกัมมันตภาพรังสีอยู่ต่อไปประมาณ ๒ แสน ๕ หมื่นปี หลังจากนั้น
กัมมันตภาพรังสีจึงจะ ลดลงไปเหลือน้อยจนกระทั่งในราว ๕ แสนปีจึงจะหมด อันนี้ก็เป็นภัยอันตรายอย่างหนึ่ง ซึ่งเมื่อเกิด
อุบัติเหตุร้ายแรงที่เชอร์โน บิลนี้แล้วก็ได้ทำให้คนเกิดความสนใจ มีการตื่นตัวกันมากขึ้น ตระหนักถึงภัยจากเทคโนโลยี
ขึ้นมาจริงจัง

ขอยกตัวอย่างอีกกรณีหนึ่ง ถอยหลังไปประมาณสักยี่สิบกว่าปี เป็นเรื่องที่เบาๆ ถึงแม้จะเป็นอันตรายแต่ก็สงบเงียบ
หน่อย ตอนนั้นวงการแพทย์ได้ชื่นชมกับยากล่อมประสาทใหม่ชนิดหนึ่งมีชื่อว่า ทาลิโดไมด์ (Thalidomide) ได้มีการพิสูจน์
ทดลองกันเป็นอย่างมาก แล้วก็มีความแน่ใจ ประกาศออกมาว่าเป็นยาที่ปลอดภัย ถึงกับใช้คำว่าปลอดภัยเป็นพิเศษ และ
เพราะเหตุที่ว่าปลอดภัยเป็นพิเศษจากการพิสูจน์ทดลองกันแล้วนี้ ก็ทำให้แม้แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วในยุโรปเปิดให้
ประชาชน ซื้อหายาทาลิโดไมด์ได้ โดยไม่ต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์

ตามปกติในประเทศทางยุโรปอเมริกานั้น การซื้อยาหายา มีการควบคุมเข้มงวดมาก ถ้าจะซื้อยาที่ต้องระวัง
อันตราย จะต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์ แต่ยาทาลิโดไมด์นี้แพทย์มีความมั่นใจถึงกับว่าไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ก็ได้

ยาทาลิโดไมด์นี้รักษาอาการกลุ้มหรืออาการทางประสาท เช่น ปวดศีรษะ ที่เรียกว่าไมเกรน หรือนอนไม่หลับ
เป็นต้นทำให้สงบสบาย ก็ขายกันมานานประมาณ ๕ ปี จาก พ.ศ. ๒๕๐๐ ถึง ๒๕๐๔ จึงได้พบว่า ผู้หญิงมีครรภ์กินยา
นี้แล้วคลอดลูก ออกมาแขนด้วน ขากุด และมีลักษณะผิดประหลาดไม่สมประกอบ พิกลพิการต่างๆ เป็นอันมาก
เป็นไปต่างๆ นานา ทำให้เกิดความตระหนกตกใจ จึงสอบสวนกันดูก็ปรากฏว่า ยานี้ทำให้มีปัญหาแก่หญิงมีครรภ์
และแก่เด็กที่อยู่ในครรภ์นั้น ก็เลยต้องงด ถอนยานี้ออกจากตลาด เลิกขายกัน แต่ก่อนจะยกเลิกยานี้ก็ปรากฏว่า
มีเด็กแขนกุด ขาด้วนมาแล้วทั้งหมด ๘,๐๐๐ กว่าราย เป็นกรณีที่เกิดในประเทศอังกฤษประเทศเดียว ประมาณ
๔๐๐ ราย

เด็กพิกลพิการ ๘,๐๐๐ รายนี้อาจจะเป็นประเภทที่สำรวจได้ง่ายในประเทศพัฒนาแล้ว ส่วนในประเทศ
ที่ยังด้อยพัฒนาหรือกำลังพัฒนาการสำรวจอาจจะไม่ทั่วถึงก็ได้ จึงเป็นไปได้ว่าความจริงอาจจะมีมากกว่านี้ หรือใน
อีกแง่หนึ่งก็เป็นไปได้ ว่าในประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลาย อาจจะไม่ค่อยมีคนได้ประสบเหตุนี้มากมายนัก เพราะว่า
โรคอย่างที่ว่านี้ เช่น โรคกลุ้ม กังวล นอนไม่หลับ มักจะเป็นโรคของประเทศที่เจริญหรือประเทศพัฒนา ประเทศที่
ด้อยพัฒนาไม่ค่อยเป็น คนในประเทศด้อยพัฒนา ก็เลยอาจจะไม่ค่อยได้ใช้ยานี้ ก็เป็นความอุ่นใจอย่างหนึ่ง

เทคโนโลยี: ผู้นำความหวังอันอัศจรรย์

ที่ว่ามานี้เป็นตัวอย่างของปัญหาที่พ่วงมากับความเจริญทางด้านเทคโนโลยี ผู้ที่ได้ฟังบางท่านก็อาจจะบอกว่า
อาตมานี้พูดมาเสียยืดยาว แต่รู้สึกว่าจะมองเทคโนโลยีในแง่ร้ายสักหน่อย ความจริงเทคโนโลยีก็มีส่วนดีมากมาย
ทำไมไม่พูด ฉะนั้น ในเมื่อพูดในแง่ร้ายมาสองเรื่อง ก็ควร จะต้องหยุดแง่ร้ายไว้บ้าง

ก็ยอมรับว่าเทคโนโลยีนี้มีประโยชน์ มีความดีมากมายเหลือเกิน อย่างที่เรามานั่งร่วมกิจกรรมกันสะดวก
สบายอยู่ใน ปัจจุบันนี้ ก็เป็นเรื่องของการอาศัยเทคโนโลยีทั้งสิ้น ผู้พูดก็อาศัยไมโครโฟน มีเครื่องขยายเสียง ผู้ฟังก็นั่ง
อยู่ในห้องประชุมที่ แสนสบายมีเครื่องปรับอากาศให้มีความเย็น และมีระบบแสง ระบบเสียงที่ดี อะไรต่างๆ เหล่านี้
ล้วนเป็นเรื่องที่แสดงถึงคุณประโยชน์ของเทคโนโลยีทั้งนั้น และดังที่กล่าวแล้วว่าเทคโนโลยีนั้นเป็นเครื่องหมายของ
ความเจริญของยุคปัจจุบัน

ความเจริญของยุคปัจจุบันนั้นมีมากมายเพียงไร ไม่จำเป็นจะต้องพรรณนากันยืดยาว แต่เขามักจะมอง
ไปที่อนาคตว่า ต่อไปโลกของเรานี้จะมีเทคโนโลยีที่เจริญขึ้น แล้วก็จะมีความสะดวกสบาย มีความสมบูรณ์พูนสุขมากขึ้น
อย่างไร ความฝันในทางเทคโนโลยีเหล่านี้ก็อิงอาศัยพัฒนาการด้านต่างๆ ของเทคโนโลยี โดยเฉพาะในปัจจุบันนี้
สาขาของเทคโนโลยีที่กำลังเจริญขึ้นใหม่นำหน้าก็มีสองสายที่สำคัญมาก คือ เทคโนโลยีทางชีววิทยา ที่เรียกว่า
ไบโอเทคโนโลยี (biotechnology) และไมโครอีเลคโทรนิคส์ (micro-electronics) อย่างพวกคอมพิวเตอร์ก็จัดอยู่ใน
ประเภทหลังนี้ สองด้านนี้กำลังเป็นความหวังใหม่ของมนุษย์ที่ว่าจะเจริญพรั่งพร้อมบริบูรณ์อย่างไร

ในด้านไบโอเทคโนโลยี นั้น เราจะได้ยินเรื่องเกี่ยวกับความเจริญที่เรียกว่า พันธุวิศวกรรม หรือเยนเนติค
เอนจิเนียริ่ง (genetic engineering) ซึ่งกำลังเจริญมากขึ้น และมีความหวังกันว่า ความเจริญในด้านนี้จะแก้ปัญหา
ให้โลกมนุษย์ได้มาก มายหลายอย่าง เช่น ในเรื่องอาหาร จะไม่มีความขาดแคลนในโลกนี้อีกต่อไป เพราะว่าด้วย
พันธุวิศวกรรมศาสตร์นี้ ก็จะทำให้คนเราสามารถเพาะพืชพันธุ์ธัญญาหารแบบใหม่ขึ้นมาได้ ซึ่งเป็นพืชพันธุ์ธัญญาหาร
ชนิดพิเศษที่เราแน่ใจได้ว่า จะทำให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ เช่นว่า ที่ไหนแห้งแล้ง เราก็เพาะพืชชนิดที่เติบโตได้ใน
ที่แห้งแล้งนั้นขึ้นมา ถ้าดินเค็มเราก็เพาะพืชชนิดที่เจริญเติบโตงอกงามในที่ดินเค็มนั้นขึ้นมาได้ และนอกจากจะ
มีความทนทานสูง สามารถงอกงามในที่แห้งแล้ง หรือในดินและสภาพแวดล้อมที่ไม่เกื้อกูลได้แล้ว ก็ยังได้ผลผลิตมาก
อีกทั้งเป็นพืชที่สามารถกำจัดโรคพืชได้เอง ต้านทานศัตรูพืชได้ สร้างปุ๋ยขึ้นมาได้ในตัวของมันเอง

ในด้านพลังงาน เรากำลังมีปัญหา พลังงานจะขาดแคลน แหล่งพลังงานบางอย่างเช่นน้ำมันจะหมดไป
จากโลก พลังงานนิวเคลียร์ก็อย่างที่พูดเมื่อกี้ว่ามีปัญหา พลาดพลั้งขึ้นมาก็เกิดภัยอันตรายร้ายแรง ต่อไปพันธุวิศวกรรม
นี้ก็อาจจะสร้างแบคทีเรียขึ้นมาชนิดหนึ่ง เป็นแบคทีเรียที่มีความ สามารถเปลี่ยนแสงแดดเป็นพลังงาน โดยไม่ต้อง
ใช้วิธีการแบบที่กำลังทำกันอยู่ แต่เป็นการก้าวไปสู่วิธีการทางชีววิทยา ใช้แบคทีเรียที่สร้างขึ้นใหม่มาผลิตพลังงาน
แล้วก็จะหมดปัญหาเกี่ยวกับเรื่องพลัง งานกันเสียที

นอกจากนั้น ยังฝันใฝ่กันต่อไปว่าจะสร้างเมืองขึ้นในอวกาศ เมืองในอวกาศนี้จะสร้างบรรยากาศ
สภาพแวดล้อมได้ ตามต้องการไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ถ้ามีสภาพดินฟ้าอากาศที่ไม่น่าพอใจ ก็กำจัดดัดแปลงแก้ไขได้
ทำการผลิตสิ่งต่างๆ ในอวกาศได้โดยสะดวกและได้ผลดียิ่งขึ้น เพราะการผลิตในอวกาศนี้จะไม่ถูกขัดขวางจาก
แรงดึงดูดของโลก ไม่มีความจำกัดของสถานที่และสามารถทำอุณหภูมิให้สูงต่ำได้ตามความต้องการ

ในทะเลก็จะสร้างเมืองลอยน้ำขึ้นมา มีโรงงานลอยน้ำ ผลิตอาหารและยาจากสารในทะเล ตลอดจนสร้าง
เชื้อเพลิงอย่างใหม่ขึ้นมา เป็นอันว่าจะไม่มีทางขาดแคลนอาหารและพลังงาน

แม้แต่จะสร้างมนุษย์พันธุ์ใหม่ขึ้นมา ก็ทำได้ ให้เป็นมนุษย์พันธุ์พิเศษที่มีความเฉลียวฉลาด
เรียกว่าเป็นซูเปอร์เรซ (superrace) ในการสงครามก็อาจจะสร้างพันธุ์มนุษย์ขึ้นมาชนิดหนึ่ง ให้มีคุณสมบัติพิเศษ
สำหรับทำหน้าที่เป็นทหารโดยเฉพาะ

ในทางการแพทย์ก็จะมีธนาคารอวัยวะต่างๆ เป็นธนาคารตับ ธนาคารไต ธนาคารปอด ฯลฯ
เป็นอะไหล่ไว้สำหรับ กรณีที่เกิดปัญหาจะต้องเปลี่ยน เมื่อใครมีโรคภัยไข้เจ็บ หรือประสบอุบัติเหตุเกี่ยวกับอวัยวะ
เหล่านี้ ก็ผ่าตัดเปลี่ยนใหม่ได้ ทั้งหมดนี้นับว่าเป็นความเจริญที่น่าฝันใฝ่เป็นอย่างมาก

อีกด้านหนึ่งที่สำคัญ ก็คือด้านคอมพิวเตอร์ ต่อไปคอมพิวเตอร์ก็จะมีใช้กันแพร่หลายมาก อย่างที่ฝรั่ง
บอกว่า ทุกบ้านจะต้องมีคอมพิวเตอร์เหมือนกับมีห้องส้วม หมายความว่า บ้านหนึ่งๆ มีห้องส้วมฉันใด ก็ต้องมี
คอมพิวเตอร์ฉันนั้น อันนี้คงจะหมายถึงบ้านในประเทศอเมริกา สำหรับบ้านในประเทศไทยก็คงจะอีกนาน

การสื่อสารคมนาคมก็จะสะดวกมาก เราจะทำงานอยู่กับบ้านก็ได้ เพราะมีเครื่องคอมพิวเตอร์แล้ว
ก็ต่อกับสายโทรศัพท์แล้วทำงาน สั่งงานและส่งงานกันทางคอมพิวเตอร์ จะเรียนหนังสือก็เรียนที่บ้านได้ และก็จะมี
คอมพิวเตอร์ชนิดที่พิเศษ ขึ้นไปอีกทำงานมีประสิทธิภาพสูงอย่างยิ่ง เขาเรียกว่า ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (supercomputer)

พร้อมกันนั้น อีกด้านหนึ่งก็จะมีคอมพิวเตอร์รุ่นต่อไปที่เรียกว่าเป็นคอมพิวเตอร์รุ่นที่ ๕ (fifth-generation computer)
ซึ่งมีสมองเทียม มีสติปัญญาคล้ายมนุษย์ ที่เขาเรียกว่า artificial intelligence ซึ่งบางคนแปลว่า ปัญญาประดิษฐ์ คอมพิวเตอร์
ชนิดนี้สามารถรู้กลิ่นได้ อ่านหนังสือได้ ฟังคนพูดได้ และก็พูดได้อย่างคน ตลอดจนสามารถคิดเหตุผลได้ สามารถพิจารณา
ตัดสินปัญหาต่างๆ ได้ด้วย

ในการสื่อสาร ระบบโทรคมนาคมจะก้าวหน้าเป็นอย่างยิ่ง เดี๋ยวนี้ดาวเทียมก็เชื่อมแทบทุกส่วนของโลก
ให้ถึงกันแล้ว ติดต่อกันได้ทันที โทรทัศน์และโทรศัพท์ที่มีอยู่แล้ว ก็พัฒนาให้ประณีตลึกล้ำมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
มีเครื่องโทรสาร คนอยู่กันคนละทวีปก็ติดต่อกันได้ง่าย จะทำหนังสือสัญญาตกลงกันก็ใช้โทรสารเซ็นสัญญากันได้
ณ ที่ทำงาน ที่นั่น เดี๋ยวนั้น ไม่ต้องเสียเงินค่าเครื่องบินและเสียเวลาเดินทางไป

แม้แต่สายโทรศัพท์ โทรทัศน์ และการติดต่อระหว่างคอมพิวเตอร์ ที่เคยต้องใช้สายลวดทองแดง ก็จะ
เปลี่ยนไปใช้เส้นใยนำแสงที่เรียกว่า อ๊อฟติคัลไฟเบอร์ (optical fiber) ซึ่งราคาถูกและเบามาก แต่นำข่าวสารได้ดีกว่า
มากกว่า และแม้แต่จะมี ฟัาร้อง ฟ้าแลบ ฟ้าผ่า ก็จะไม่เข้าไปรบกวนระบบการสื่อสารนั้น

นอกจากนั้นก็มีเครื่องเลเซอร์ (laser) ซึ่งสร้างขึ้นมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๐๓ แล้วก็เจริญพัฒนาขึ้นมาเรื่อย
นำมาใช้ประโยชน์ได้กว้างขวางขึ้น ในการสื่อสารบ้าง การแพทย์บ้าง เช่น ในการแพทย์ก็ใช้ทำการผ่าตัดได้
ละเอียดลออ สามารถผ่าตัดโดยไม่ต้องเสียเลือด หรือผ่าตัดสิ่งเล็กๆ ละเอียดอ่อน เช่น นัยน์ตา ในการอุตสาหกรรมก็นำ
เอาเครื่องเลเซอร์มาใช้ได้มาก

ยิ่งเอาเทคโนโลยีในแขนงต่างๆ ที่เจริญมากเหล่านี้ มาประสานกัน ก็ยิ่งทำให้เกิดความเจริญก้าวหน้า
มากมายยิ่งขึ้น เช่น ต่อไปนี้คนเรานั่งอยู่บ้านก็สามารถผลิตสินค้าที่โรงงานได้เอง เขาเรียกว่าเป็นระบบการผลิตโดยลูกค้า
(custom production) ยกตัวอย่างว่าเราต้องการจะตัดเสื้อสักตัวหนึ่ง ก็อยู่ที่บ้านนั่นแหละ ต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ที่บ้าน
เข้ากับโทรศัพท์ แล้วก็ป้อนข้อมูล คือสเปค (spec หรือ specification) แบบของเสื้อที่เราต้องการสำหรับตัวเราเข้าไป
เสร็จแล้วทางปลายสาย อีกด้านหนึ่งที่โรงงานเครื่องคอมพิวเตอร์ทางด้านนั้นก็สั่งปืนเลเซอร์ที่ต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์
นั้น ตัดเสื้อให้ตามสเปคหรือตาม แบบที่ต้องการของลูกค้าทั้งที่ผลิตทีละหน่วย แต่ก็ผลิตได้รวดเร็วมาก ในยุคอุตสาหกรรม
ปัจจุบันนี้ที่ผลิตเสื้อผ้ากันทีละเป็น จำนวนมากๆ ก็ยังช้ากว่าทำทีละหน่วยด้วยเครื่องเลเซอร์ชนิดนี้

แม้แต่รถยนต์ก็เหมือนกัน เขาคาดหมายว่า ต่อไปลูกค้าจะสามารถผลิตรถยนต์ได้เองด้วยวิธีคล้ายๆ กันนี้
คือนั่งอยู่ที่บ้านแล้วป้อนสเปคที่ต้องการของรถยนต์ที่ตัวจะใช้เข้าไปในเครื่องคอมพิวเตอร์ แล้วที่ปลายด้านโน้น
เครื่องคอมพิวเตอร์ที่โรงงานก็จะดำเนินการสร้างรถยนต์ให้ตามที่เราต้องการ

นี้ก็เป็นเรื่องของความเจริญในทางเทคโนโลยีมากมายหลายประการด้วยกัน ซึ่งผู้ที่อยู่ในวงการ
เทคโนโลยีอาจจะพูดได้มากมายกว่านี้ และที่พูดมานี้หลายอย่างก็เป็นจริงแล้ว หลายอย่างกำลังจะเป็นจริง บางอย่างก็
จะเป็นจริงต่อไป แต่จะสำเร็จ จริงหรือไม่ยังไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่าไร สิ่งสำคัญที่จะต้องเน้นในที่นี้ซึ่งสำคัญไม่น้อยกว่า
ตัวเทคโนโลยีเอง ก็คือ ท่าทีและการ ปฏิบัติต่อเทคโนโลยี ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของวิทยาศาสตร์

การที่คนเราพูดถึงแต่ส่วนที่ดี ด้านดีที่เป็นคุณประโยชน์ และความหวังต่างๆ ที่เทคโนโลยีจะสนองความต้องการให้นั้น
พูดไปด้านเดียวอาจจะเป็นการกล่อมให้เกิดความเคลิบเคลิ้มหลงใหล หมกมุ่น มัวเมา และอยู่กันด้วยความฝัน เพราะฉะนั้น
เราจึงต้องมีท่าทีและการปฏิบัติต่อเทคโนโลยีให้ถูกต้อง

ท่าทีอย่างที่หนึ่งก็คือ การมองและรู้จักมันตามเป็นจริง ซึ่งก็เป็นหลักการของธรรม หรือพุทธธรรม
เพราะฉะนั้น ในเรื่องเทคโนโลยีนี้ ท่าทีอย่างแรกที่เราจะต้องทำให้ถูกต้องคือ จะต้องมองดูให้รู้จักมันตามความเป็นจริง
มองดูรู้จักมันตามเป็นจริง ก็เพื่อให้ครบถ้วนรอบด้าน แล้วก็จะได้ไปคุมไปคานกับความเคลิบเคลิ้มหลงใหล ความฝันเฟื่อง
ที่ได้เล่ามาแล้วนั้น

การที่จะมองดูรู้จักตามเป็นจริงได้ก็ต้องดูทั้งคุณและโทษ คือ จะศึกษาเรื่องใดก็ต้องมองให้เห็นคุณและโทษ
มองเห็นขอบเขตและขีดจำกัดว่ามันทำอะไรได้แค่ไหน ทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ นอกจากผลดีแล้ว ในด้านเสียจะมีผลร้าย
หรือจุดอ่อน ข้อบกพร่องอะไรบ้าง ไม่ใช่มองไปเห็นแต่คุณแล้วก็ฝันว่าเทคโนโลยีนั้นทำให้ได้ทุกอย่าง ดีเลิศทุกประการ
เมื่อเห็นขอบเขตของมันแล้วก็โยงว่าเทคโนโลยีนี้มีความสัมพันธ์กับด้านอื่นๆ ของชีวิตมนุษย์อย่างไร โยงให้เห็นกันตลอด
ทุกระบบตลอดสาย แล้วต่อจากนั้นก็มองให้เห็น ฟัง และรู้ให้ทันว่า ในวงการเทคโนโลยีเองเขามีปัญหาอะไรกันบ้าง
มีความวิตกกังวลอะไร และแนวโน้มต่อไปจะเป็นอย่างไร มองกันให้รอบด้าน ทั่วตลอดทุกอย่าง ซึ่งจะเป็นการมองตาม
ความเป็นจริง ไม่ใช่อยู่ด้วยความฝัน

ท่าทีและการปฏิบัติต่อเทคโนโลยีอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งก็จัดเข้าในเรื่องของการมองดูรู้จักตามเป็นจริงด้วย
ก็คือ เราเข้าใจ กันว่าเทคโนโลยีคืออะไร เกิดขึ้นมาอย่างไร เทคโนโลยีสมัยใหม่ทั้งหลายนี้ ล้วนแต่เป็นการนำเอา
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ ประโยชน์ สนองความต้องการของมนุษย์ทั้งสิ้น

วิทยาศาสตร์คืออะไร วิทยาศาสตร์ก็คือความรู้ในธรรมชาติและกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ เมื่อมีความรู้
ความเข้าใจในตัวธรรมชาติและกฎเกณฑ์ของธรรมชาติแล้ว เราก็สามารถเอาความรู้นั้นมาใช้ประโยชน์ เอามาจัดสรร
กระบวนการ ปรุงแต่ง เหตุปัจจัยทำการประดิษฐ์สร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ นำมาใช้ประโยชน์สนองความต้องการของเราได้
การนำเอาความรู้ในวิทยาศาสตร์มาสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ สนองความต้องการของเราได้นั้นเป็นเทคโนโลยี ตัวความรู้เอง
เป็นวิทยาศาสตร์ ส่วนการนำความรู้นั้นมาใช้สร้างสรรค์สนองความต้องการ เป็นเทคโนโลยี ดังนั้น เมื่อพูดถึงเทคโนโลยี
ก็จะต้องพูดโยงไปถึงวิทยาศาสตร์ด้วยเทคโนโลยีจะเจริญไปได้เพียงไร ก็อยู่ในขอบเขตแห่งความเจริญของวิทยาศาสตร์
วิทยาศาสตร์เจริญไปได้มาก ก็สามารถผลักดันความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีขึ้นไปได้มาก

ทีนี้ ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์นั้นมีมากเท่าใด ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เท่าที่เป็นมาจนถึง
ปัจจุบันนี้ พูดได้ว่าเป็นความรู้เพียงบางด้านบางส่วนของธรรมชาติ หรือกฎธรรมชาติ ซึ่งยังจะต้องศึกษากันต่อไป เพราะว่า
ยังรู้ไม่จบสิ้น รู้เท่าไรก็นำมาใช้เท่าที่ใช้ได้ เอามาใช้ประโยชน์สร้างเทคโนโลยีกันไป ก็เจริญต่อเนื่องกันมาเรื่อยๆ

ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่เจริญขึ้นมาและรู้เพียงบางแง่บางส่วนนั้น เช่น สมัยหนึ่งว่าอย่างนี้ถูกต้อง
ต่อมาอีกสมัย หนึ่งก็พบว่า อ้าว! ไม่ถูกเสียแล้ว ที่สมัยหนึ่งว่าอย่างนี้เป็นจริง ต่อมากลายเป็นเท็จ เรื่องเช่นนี้ปรากฏอยู่
เสมอในวงการวิทยา ศาสตร์ เช่นในสมัยโบราณทีเดียว เมื่อวิทยา-ศาสตร์เริ่มเจริญ มีการค้นพบอะตอม (atom) หรือปรมาณู
ตอนนั้นถือว่าเป็นการ ค้นพบที่ยิ่งใหญ่ แล้วก็เข้าใจว่า อะตอมนี้เป็นสิ่งที่เล็กที่สุด เป็นหน่วยย่อยสุดท้าย เป็นสิ่งที่แบ่งแยก
ออกไปอีกไม่ได้ จึงตั้งชื่อว่า อะตอม

คำว่าอะตอมนั้นเอง ก็แปลว่า สิ่งที่แบ่งแยกไม่ได้ แต่ต่อมาอีกนานก็มีผู้ค้นพบเปิดเผยออกมา ที่ว่าปรมาณู
ูแบ่งแยกไม่ ได้ เป็นต้นเดิมของสิ่งทั้งหลายในทางวัตถุนั้น มันไม่เป็นจริงเสียแล้ว อะตอมเป็นสิ่งที่แบ่งแยกได้
อะตอมหรือปรมาณูนั้นเกิดจากอนุภาคเล็กลงไป มีนิวตรอน โปรตอน อิเลคตรอนประกอบกันขึ้น อะไรทำนองนี้
ก็กลายเป็นว่า ความรู้เก่าที่ว่ากันมาผิดเสีย แล้ว คำว่า อะตอมก็ใช้ไปแล้ว ทำไงได้ จะเปลี่ยนเดี๋ยวก็จะแปลกเกินไป
ก็ใช้กันไปสักแต่ว่าเป็นชื่อ ที่จริงความหมายไม่ตรงแล้ว อะตอมแปลว่าแบ่งแยกไม่ได้ (indivisible) แต่ที่จริงมันแบ่งแยกได้
ก็ใช้อย่างรู้กัน ชื่อนั้นก็เป็นเพียงคำเรียกไปอย่างนั้นเอง

สมัยหนึ่ง นิวตัน (Sir Isaac Newton) ได้ค้นพบเรื่องแรงดึงดูดของโลก ที่เรียกว่า กฎความโน้มถ่วง
(the law of gravitation) ก็ว่าเป็นความเจริญทางวิทยาศาสตร์อย่างมาก แต่ต่อมาไอน์สไตน์ (Albert Einstein) ค้นพบ
ทฤษฎีสัมพัทธภาพ (the theory of relativity) ขึ้นมา ก็บอกว่า ที่นิวตันว่าเป็นเรื่องแรงดึงดูดของโลกนั้นไม่ใช่ ไม่เป็นความจริง
กฎไม่เป็นกฎเสียแล้ว สมัยหนึ่งบอกว่าแสงเดินทางเป็นเส้นตรง ต่อมาตอนหลังเจริญขึ้นไปอีก วิทยาศาสตร์ค้นพบบอกว่า
แสงไม่ได้เดินทางเป็นเส้น ตรงหรอก แสงเดินทางเป็นเส้นโค้ง ก็เป็นอันว่าค่อย ๆ ค้นพบกันไป

วิทยาศาสตร์นี้เจริญมาก็อย่างที่ว่า คือรู้จักความจริงในบางแง่ บางส่วน แต่อย่างไรก็ตาม ความรู้เท่าที่ค้นพบมาได้นี้
ก็นำมาใช้ประโยชน์ได้ในระดับหนึ่ง อย่างเรื่องความรู้เกี่ยวกับแรงดึงดูดของโลกก็ดี เรื่องแสงเดินทางเป็นเส้นตรงก็ดี
ก็นำมาใช้ในทางเทคโนโลยี ทำการสร้างสรรค์ได้เป็นประโยชน์มาก พอแก่ความต้องการทีเดียว พอใช้สำหรับมนุษย์
ทั้งหลาย แม้แต่จะไม่รู้ความจริงที่เกินกว่านั้น มันก็ใช้ประโยชน์ได้อยู่แล้ว

ฉะนั้น ในแง่เทคโนโลยีนี้ บางทีแม้แต่เมื่อวิทยาศาสตร์รู้เลยไปแล้ว ก็ยังไม่จำเป็นต้องใช้ความรู้ทาง
วิทยาศาสตร์ถึงขั้น นั้น เอาความรู้เก่าๆ มาก็ใช้ประโยชน์ได้ ทีนี้ที่ว่ามันเป็นปัญหาก็อยู่ตรงนี้ คือการที่รู้ความจริงไม่ทั่ว
ตลอดนี้แหละ เมื่อนำความรู้ นั้นมาใช้ แม้จะเป็นประโยชน์ในด้านนั้น แต่ต่อมาก็ปรากฏว่ามันเกิดเป็นปัญหาด้านอื่น
ขึ้นโดยไม่รู้ตัว

อีกอย่างหนึ่ง แม้เราจะรู้ความจริงหลายด้าน แต่เราก็รู้แยกไปในแต่ละด้านๆ ด้านนั้นเราก็รู้ ด้านนี้เราก็รู้
แต่ความรู้นั้น ไม่เชื่อมโยงถึงกัน เมื่อไม่เชื่อมโยงถึงกัน ในเวลาที่สร้างสรรค์ใช้เทคโนโลยี การที่ไม่สามารถเชื่อมโยง
ประสานความรู้ต่างด้าน เข้ามาก็ทำให้เกิดปัญหาอีก กล่าวคือ บางทีมุ่งให้ได้ประโยชน์ด้านหนึ่ง หรือใช้ความรู้เพียงด้าน
หนึ่งทำเทคโนโลยีขึ้นมาแล้วต่อมามันกลับเป็นปัญหาขึ้นมาในด้านอื่น หรือแม้แต่รู้แล้วไม่ทันนึกก็มี คือ ไม่ทันนึกที่จะ
เอาความรู้มาเชื่อมโยงกัน ดังตัวอย่าง เมื่อกี้กรณียาทาลิโดไมด์ ที่ว่าได้พิสูจน์ทดลองกันแล้วไม่มีปัญหา ไม่เป็นพิษภัย
แต่ต่อมากลายเป็นพิษภัยขึ้นมา ก็เพราะเป็นความรู้ที่นึกไม่ทั่วถึง เชื่อมโยงองค์ความรู้ต่างๆ ไม่ตลอดถึงกัน ก็เกิดปัญหา
ขึ้นมา

ฉะนั้น ปัญหาจากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็จะมาในสภาพนี้อยู่เรื่อยไป กรณีอื่นๆ ก็มีอยู่มากมาย
ถ้าเป็นเรื่องที่ ปัญหาเกิดขึ้นมาไว ก็ดีไป ถึงแม้จะร้ายแรงก็มีโอกาสแก้ปัญหากันได้แต่เนิ่นๆ แต่บางเรื่องนั้นกว่าปัญหา
จะปรากฏ กินเวลากว่าศตวรรษก็มี และกว่าจะเกิดเป็นปัญหาขึ้นมาให้รู้ตัวกัน คนเราก็แทบจะแย่แล้ว

ขอยกตัวอย่างเรื่องที่เรารู้ๆ และใช้ประโยชน์กันอยู่นี้ ก็คือพวกเชื้อเพลิงทั้งหลายที่เป็นแหล่งของ
พลังงานต่างๆ ที่สำคัญในปัจจุบันนี้ ได้แก่ พวกน้ำมัน ถ่านหิน แก๊สธรรมชาติ ซึ่งรวมกันเรียกว่าเป็น ฟอสซิล ฟูเอล
(fossil fuel) พลังงานเหล่านี้ เราได้ใช้กันมาในกิจการอุตสาหกรรมทำโรงงานต่างๆ แม้แต่รถยนต์ เครื่องบิน และเรือ
ทั้งหลายก็อาศัยพลังงานเหล่านี้ เราได้รับคุณประโยชน์มามากมาย แต่ในระหว่างนั้นเราก็เผาผลาญมันไป ไอเสีย
จากรถรา และควันจากโรงงานก็ลอยขึ้นไป ออกเป็นสิ่งที่เราเรียกว่าคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ (carbon dioxide)
ทีนี้เราก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่เราทำให้เกิดขึ้นมานี้จะมีผลอย่างไร

ต่อมาหลังจากใช้กันเพลินมานาน คงจะเป็นศตวรรษแล้วจึงได้มาค้นพบกันขึ้นว่า บัดนี้
เจ้าคาร์บอนไดอ๊อกไซด์นั้นได้ สะสมมากขึ้นๆ ในบรรยากาศของโลก ทำให้บรรยากาศเหนือผิวโลกร้อนยิ่งขึ้น
เมื่ออุณหภูมิพื้นผิวโลกสูงขึ้น ก็ทำให้ดินฟ้าอากาศแปรปรวน เช่น ระบบการไหลเวียนของลมผิดเพี้ยน การตก
ของฝนตลอดจนฤดูกาลก็อาจจะเปลี่ยนไป

ที่ยิ่งกว่านั้นก็คือมันทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น การที่น้ำทะเลสูงขึ้นก็เพราะว่าความร้อนนี้เองที่เพิ่มขึ้น
บนผิวโลก ทำให้น้ำในทะเลพองตัวหรือขยายตัว เมื่อน้ำขยายตัวระดับน้ำก็สูงขึ้น และอีกประการหนึ่ง เมื่อบรรยากาศ
เหนือผิวโลกร้อนขึ้น ก็ทำให้ภูเขาน้ำแข็งและผิวน้ำแข็งที่เปลือกขั้วโลกละลาย เมื่อละลายออกมาแล้วน้ำก็ไหลลงมา
ทำให้น้ำทะเลสูงขึ้น ตอนนี้ก็มีความ กลัวกันว่า ทุกวันนี้น้ำทะเลได้สูงขึ้นปีละ ๑ มิลลิเมตร ทีนี้ ถ้าอุณหภูมิสูงขึ้นถึง
๑ องศาเซลเชียส น้ำทะเลจะสูงขึ้นราว ๒ ฟุต ก็อาจจะทำให้เกิดน้ำท่วมโลกอีก

อีกตัวอย่างหนึ่งใกล้ๆ กันนั้น ยกเอามาดูเพื่อช่วยให้เห็นชัดขึ้น มีสารเคมีชนิดหนึ่ง เรียกว่า
โคลโรฟลูโอโรคาร์บอน (chloro-fluorocarbon) สารชนิดนี้เริ่มใช้กันหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ นี้เอง โดยได้พิสูจน์
แล้วว่าเป็นสารที่ไม่มีภัยไม่มีอันตราย เลยจึงเอามาใช้กันมากในตู้เย็น ในเครื่องปรับอากาศ และในกระป๋องสเปรย์
ที่ฉีดทำให้อากาศหอมอะไรต่างๆ เหล่านี้ ก็ใช้กัน มานาน จนกระทั่งบัดนี้ สารชนิดนี้ ซึ่งเรียกชื่อย่อๆ ว่า ซีเอฟซี (CFC) นั้น
ได้ขึ้นไปอยู่ในบรรยากาศของโลกเกิน ๑๐ ตันแล้ว

ทีนี้ สารที่ว่าไม่มีพิษภัยอันตรายเลยนี้ โดยที่มนุษย์ไม่รู้ตัวมันก็เกิดเป็นปัญหาขึ้นมา คือว่ามันได้ไป
ทำลายโอโซน (ozone) โดยไปทำปฏิกิริยากับแสงอุลตราไวโอเลต (ultraviolet) แล้วกลายเป็นคลอรีน (chlorine) ออกมา
คลอรีนนี้ออกมา แล้วก็ไปทำให้โอโซนกลายเป็นออกซิเจน (oxygen) เมื่อโอโซนกลายเป็นออกซิเจนแล้ว ผิวระดับ
บรรยากาศที่เรียกว่าชั้นโอโซน (ozone layer)ก็บางลงไปเกิดเป็นรูโหว่ที่เขาเรียกว่า ozone hole ขึ้นในชั้นโอโซนนั้น
และตามรายงานของคณะนักวิทยาศาสตร์ ที่ไปสำรวจความเป็นไปในบริเวณทวีปแอนตาร์กติกา (Antarctica) ปรากฏว่า
รูโหว่นั้นก็กำลังขยายกว้างออกไปๆ

โอโซนนี้ช่วยกรองไม่ให้แสงอุลตราไวโอเลตลงมาที่ผิวโลกมากเกินไป เมื่อชั้นโอโซนที่เป็นตัวกันนี้มันบาง
ลดน้อยลงไป มีช่องโหว่กว้างขึ้นแล้ว แสงอุลตราไวโอเลตผ่านลงมาได้มาก ก็จะเป็นอันตรายแก่ชีวิตในโลก เช่น ทำให้
เกิดมะเร็งผิวหนังแก่ มนุษย์ และจะลงไปทำอันตรายแก่ชีวิตเล็กๆ บนผิวโลก ในทะเล เมื่อชีวิตเหล่านั้นถูกทำลาย ตายไป
ชีวิตใหญ่ๆ ที่อาศัยชีวิต เล็กๆ นั้นก็จะพลอยพินาศตามไป ตามหลักของความอิงอาศัย กันในระบบนิเวศ (ecosystems)
ของโลก ระบบนิเวศก็จะเสื่อม เสียไปและอันตรายก็จะมาถึงมนุษย์ในที่สุด

ปัจจุบันนี้ ปัญหาสภาพแวดล้อมเสียกำลังเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ที่ประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลายพากัน
วิตกกังวลและเอาใจใส่มากเป็นพิเศษ เป็นปัญหาร้ายแรงขั้นความเป็นความตายของมนุษย์ หรือความพินาศของ
มนุษยชาติ ที่กำลังโดดเด่นขึ้นมาล้ำหน้าปัญหาภัยนิวเคลียร์ ข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ปรากฏถี่ขึ้นอย่างมาก๒ ทั้งหมดนี้
ก็เป็นเรื่องของการที่มนุษย์จะก่อภัยอันตรายขึ้นมาแก่ตัวเอง โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งก็เป็นปัญหาที่เกิดจากความ
เจริญทางเทคโนโลยี ที่เราจะต้องรู้ ต้องเข้าใจตามความเป็นจริง เทคโนโลยีกลายเป็นภัย เมื่อคนไม่มีคุณภาพ

ต่อไปก็จะขอพูดถึงว่า ความเจริญทางเทคโนโลยีนี้ ในขณะที่มันเจริญไป เราก็มองดูและเสพเสวย
ด้วยความ เพลิดเพลิน แต่พร้อมกับความเจริญนั้นเองก็มีสิ่งหนึ่งเพิ่มขึ้นมาด้วย คือภาระแก่ตัวมนุษย์เอง ได้แก่
ภาระในการที่จะใช้ และในการที่จะบำรุงรักษาซ่อมแซมแก้ไข เพราะว่าโดยทั่วไป เทคโนโลยียิ่งก้าวหน้ามากเท่าไร
ก็จะยิ่งมีความซับซ้อน มีความละเอียดอ่อนมากขึ้นเท่านั้น การปฏิบัติต่อเทคโนโลยีเหล่านั้นก็ยิ่งต้องการความชำนาญ
ความละเอียดถี่ถ้วนและความรอบคอบมากขึ้น ผิดพลาดเผลอนิดเดียวอาจเกิดความพินาศใหญ่โต เหมือนอย่างเรื่อง
ที่เล่ามาแล้ว ในกรณีของโรงงานพลังนิวเคลียร์ที่เชอร์โน บิล และเกาะทรีไมล์เป็นต้น ก็เป็นเรื่องของความผิดพลาด
ซึ่งเขายอมรับแล้วว่าเกิดจากความเผอเรอของคน

ทีนี้ การที่เทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้นไปนั้น หาใช่เป็นหลักประกันได้ไม่ว่าคนจะมีความรอบคอบมากขึ้น
ดีไม่ดีถ้าเอาแต่หลงมัวเมาเพลิดเพลินกันนัก ยิ่งเทคโนโลยีก้าวหน้า คุณภาพของคนจะยิ่งเสื่อมถอย ความมีสติรอบคอบ
จะยิ่งลดลง ถ้าอย่างนี้ โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง ก็จะยิ่งมีมาก และยิ่งเทคโนโลยีเจริญก้าวหน้าซับซ้อน มีประสิทธิภาพ
มากเท่าใด อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นก็จะยิ่งเลวร้ายและรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น คนที่ไม่มี เทคโนโลยีพลั้งพลาดเผลอสติอาจจะ
เดินตกหลุมตกบ่อแข้งขาหัก หรือหล่นเขาล้มตายไปเฉพาะตัวคนเดียว พอมีเทคโนโลยีขึ้นบ้าง เผอเรอพลาดไปอาจขับรถ
ตกภูเขาหรือทำให้ถังแก๊สถังน้ำมันระเบิดเป็นต้น คนตายเป็นสิบเป็นร้อย ยิ่งเมื่อเทคโนโลยีสูงประณีตซับซ้อนมาก
ความประมาทพลั้งเผลอนิดเดียว อาจหมายถึง ความพินาศของบ้านเมือง คนตายครึ่งค่อนประเทศ หรือแม้กระทั่ง
ครึ่งค่อนโลก

เป็นอันว่า ถ้ามนุษย์ยังหย่อนคุณภาพ การเกิดอุบัติเหตุทาง เทคโนโลยีก็ย่อมจะมีได้เสมอไป
โดยที่อาจเกิดจากความผิดพลาดเผอเรอนี้บ้าง เกิดจากความรู้ไม่ถ่องแท้ทั่วตลอดบ้าง อย่างที่กล่าวแล้วในข้อหนึ่งว่า
เพราะมนุษย์เรารู้เรื่องธรรมชาติ รู้ความจริงของธรรมชาติ ไม่ตลอดกระบวนการแห่งความสัมพันธ์ของเหตุปัจจัย ทั้ง ๒
อย่างนี้อย่างหนึ่งอย่างใด จะเป็นความไม่ รู้ก็ดี ความเผอเรอพลั้งพลาดก็ดี ก็ทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้

อีกตัวอย่างหนึ่ง ของอุบัติเหตุเนื่องจากความเผอเรอ ซึ่งเกิดจากความไม่รู้และความสะเพร่า
ของมนุษย์ครั้งสำคัญ ก็เกิดขึ้นในปีเดียวกันกับอุบัติเหตุ ที่โรงงานพลังนิวเคลียร์ในโซเวียตนั่นเอง คือก่อนหน้านั้น
ไม่กี่เดือน ในเดือนมกราคม ๒๕๒๙ มีข่าวใหญ่มากข่าวหนึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา คือการระเบิดของกระสวย
อวกาศแชลเลนเจอร์ (Space Shuttle Challenger) หลายท่านคงยังจำได้ เป็นข่าวที่โด่งดังไม่แพ้เรื่องอุบัติเหตุที
่เชอร์โนบิลนั้นเลย

โครงการอวกาศของสหรัฐฯในตอนนั้นกำลังเฟื่องฟูมาก มีความหวัง มีความใฝ่ฝันในการสำรวจ
อวกาศว่าจะเจริญก้าวหน้าอย่างเหลือเกิน แต่แล้วโดยไม่คาดฝันก็เกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ขึ้น เมื่อกระสวยอวกาศ
ขึ้นไปได้เพียง ๗๓ วินาที หรือ ๑ นาที กับ ๑๓ วินาที ก็ระเบิด มนุษย์อวกาศตายหมดทั้ง ๗ คน

ยิ่งกว่านั้น ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์หลังจากนั้น ได้เกิดอุบัติเหตุใหญ่ในโครงการอวกาศของสหรัฐฯ
อีก ๓ ครั้ง คือ ยานอวกาศระเบิด ๒ ครั้ง และการยิงจรวดเกิดความผิดพลาด ๑ ครั้ง ทำให้โครงการอวกาศของ
สหรัฐฯชะงักงันตั้งแต่บัดนั้นมาจน บัดนี้ทีเดียว เขาเรียกว่าเป็นช่วงเวลาที่มืดมัวที่สุดในประวัติการสำรวจอวกาศ
ของสหรัฐฯ

ก่อนหน้านั้นถอยหลังไป ใน พ.ศ. ๒๕๒๒ มีอุบัติเหตุที่แทบจะทำให้เกิดสงครามนิวเคลียร์ และก่อ
ความพินาศครั้ง ใหญ่ คือ ที่ฐานปฏิบัติการป้องกันทางอากาศภาคอเมริกาเหนือของสหรัฐฯ ที่ภูเขาชีเอน (Cheyenne)
ในรัฐโคโลราโด ซึ่งเป็นที่ ทำการตอบโต้การโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ ถ้าโซเวียตยิงขีปนาวุธขึ้นเพื่อจะมาทำลายสหรัฐฯ
ที่ฐานปฏิบัติการนี้มีระบบเครื่องตรวจสอบที่ทำให้รู้ว่า ทางโน้นยิงออกมาแล้ว และมีแผนปฏิบัติการว่าจะทำอย่างไร
เพื่อตอบโต้

ทีนี้ ที่ฐานปฏิบัติการนั้นเอง อยู่ๆ ก็มีสัญญาณเตือนภัยขึ้นมา แสดงว่าทางโซเวียตได้ยิงขีปนาวุธออกมาแล้ว
ทางสหรัฐฯพอมีสัญญาณเตือนภัยนี้ ก็ปฏิบัติการตามแผน ส่งเครื่องบินขึ้นไปเตรียมที่จะยิงขีปนาวุธตอบโต้ แต่เพื่อ
ความรอบคอบก็เลยมีการตรวจสอบกันขึ้นก่อนว่าเป็นอย่างไรกันแน่ ก็ได้พบว่า คอมพิวเตอร์ทำงานผิดพลาด รายงานผิด
เกือบไป เป็นความผิดพลาดในเรื่องที่สำคัญ เรื่องเป็นเรื่องตาย ร้ายแรงยิ่ง หมายความว่า ถ้าสหรัฐอเมริกาผลุนผลัน
ไม่ได้ตรวจสอบดูให้แน่ รีบยิงขีปนาวุธนิวเคลียร์ตอบโต้โซเวียต โซเวียตก็ว่า อ้าว! ทำไมสหรัฐฯทำอย่างนี้ เล่นโจมตี
แบบไม่รู้ตัว ฉันจะเอาบ้าง ก็เกิดสงครามนิวเคลียร์ขึ้นมาแน่นอน นั่นครั้งหนึ่งแล้ว

ต่อมาอีกไม่นานเท่าไร คงอีกไม่กี่เดือน ใน พ.ศ. ๒๕๒๓ ก็เกิดสัญญาณเตือนภัยผิดแบบนี้ขึ้นมา
อีกครั้ง แสดงว่าคอมพิวเตอร์ทำงานผิดพลาด ยุ่งมาก หลังจากนั้นก็คงแก้ไขกันเป็นการใหญ่ จึงเงียบไป หรืออาจจะ
มีการผิดพลาดอีก แต่ไม่โด่ง ดังออกมานี้ก็เป็นอุบัติเหตุสำคัญมากที่เราไม่ควรจะมองข้าม

ข่าวสหรัฐฯและรายงานเหตุการณ์โลก ประจำวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๒๙ พูดไว้น่าฟังว่า
"The most potent technologies tolerate the fewest mistakes" ซึ่งแปลเอาความได้ว่า "เทคโนโลยีที่มีฤทธิ์เดช
มากที่สุด ยอมทนให้คนทำผิดได้ น้อยที่สุด" ดังนั้นเทคโนโลยียิ่งเจริญก้าวหน้า ความเสี่ยงภัยจากเทคโนโลยีก็ยิ่ง
เพิ่มมากขึ้น และภัยนั้นก็ยิ่งร้ายแรงมากขึ้นด้วย

จากการสำรวจของ USN&WR-Cable News Network ได้ความว่า ถึงแม้คนอเมริกันส่วนใหญ่
จะยังพูดว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีคุณมากกว่าโทษ แต่ตัวเลขจำนวนคนที่พูดอย่างนั้นได้ลดลงจากร้อยละ
๘๓ เมื่อสามปีก่อน เหลือเพียง ร้อยละ ๗๒ ใน พ.ศ. ๒๕๒๙ เกือบ ๑ ใน ๔ ของคนที่สำรวจความเห็น คิดว่า
ต่อไปข้างหน้าอีก ๒๐ ปี เทคโนโลยีจะก่อโทษแก่ มนุษย์ยิ่งกว่าให้คุณ

เทคโนโลยีที่ทำให้คนในประเทศพัฒนาแล้วหวาดผวาหวั่นใจและกระวนกระวายมากที่สุด
ในปัจจุบันก็คือ พลังงาน นิวเคลียร์ ซึ่งระยะเวลา ๑๕ ปีที่ผ่านมา (จนถึง พ.ศ. ๒๕๒๙) มีรายงานว่าได้เกิด
อุบัติเหตุที่สำคัญในโรงงานนิวเคลียร์ใน ประเทศต่างๆ ๑๔ ประเทศ รวม ๑๕๑ ครั้ง หลังจากเกิดอุบัติเหตุ
ที่เชอร์โนบิลในโซเวียตแล้ว ประชามติที่สำรวจในสหรัฐฯ เมื่อ วันที่ ๗ และ ๘ พฤษภาคม ๒๕๒๙ ปรากฏออกมาว่า
คนร้อยละ ๕๒ ไม่ต้องการให้มีการสร้างโรงงานพลังนิวเคลียร์ขึ้นใหม่ และคนจำนวนร้อยละ ๒๘ ต้องการให้ปิด
โรงงานพลังนิวเคลียร์ เท่าที่มีอยู่ในปัจจุบันลงให้หมดสิ้น (เมื่อปี ๒๕๒๒ คนที่มีความ เห็นอย่างนี้มีจำนวนเพียง
ร้อยละ ๑๔)

นอกจากอันตรายจากอุบัติเหตุในโรงงานพลังนิวเคลียร์แล้ว ภัยนิวเคลียร์ยังมาจากขยะนิวเคลียร์
ที่ต้องทิ้งจากโรง งานเหล่านั้น ซึ่งจะแผ่กัมมันตภาพรังสีที่น่ากลัวไปอีกนานเป็นแสนเป็นล้านปี แม้ว่าจะมีมาตรการ
ในการเก็บกันอย่างรัดกุมที่ สุดแต่ก็มีความพลั้งพลาดหลุดรอดออกมาเป็นข่าวเป็นครั้งคราว โดยเฉพาะอุบัติเหตุในขณะ
ขนขยะนิวเคลียร์นั้นไปสู่ที่ฝังเก็บ

อีกอย่างหนึ่งที่น่ากลัวมากซึ่งกำลังจะเพิ่มขึ้นใหม่ ก็คือ ต่อไปข้างหน้า ภัยนิวเคลียร์กับภัยอวกาศ
จะมาประสานเข้า ด้วยกันเพราะกระสวยอวกาศที่จะทำขึ้นใหม่ จะใช้ธาตุพลูโตเนียมเป็นเชื้อเพลิง ถ้าเกิดอุบัติเหตุ
อย่างในกรณีแชลเลนเจอร์ขึ้น อีก คาวนี้อาจจะมีผลเหมือนกับว่าแชลเลนเจอร์กับเชอร์โนบิลระเบิดขึ้นพร้อมกัน

ไม่เฉพาะโรงงานพลังนิวเคลียร์เท่านั้น ที่ระเบิดแล้ว เป็นอันตรายใหญ่หลวง แม้แต่โรงงานใหญ่ๆ
ที่ผลิตหรือใช้สารเคมีบางอย่าง เกิดอุบัติเหตุขึ้นมาก็เป็นอันตรายไม่น้อย ตัวอย่างเช่น เรื่องถังเก็บสารเคมีของบริษัท
ยูเนียนคาร์ไบด์ (Union Carbide Corporation) ซึ่งเป็นบริษัทสารเคมีใหญ่ที่สุดอันดับ ๓ ของอเมริกา ระเบิดที่เมืองโภปาล
(Bhopal) ในประเทศอินเดีย เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๗ ปล่อยแก๊สเมธีลไอโซไซยาเนต (methyl isocyanate)
ออกมา ทำให้คนตายไปเกือบทันทีกว่า ๒,๐๐๐ คน และบาดเจ็บอีกหลายหมื่นคน และนี้เป็นเพียงรายที่โด่งดัง

ความจริงอุบัติเหตุแบบนี้เกิดขึ้นเรื่อยๆ เช่น ๙ เดือนหลังจากเกิดเหตุที่โภปาล โรงงานของบริษัท
ยูเนียนคาร์ไบด์นั้น เอง แต่อีกแห่งหนึ่งในรัฐเวสท์เวอร์จิเนียของสหรัฐฯเอง ก็เกิดอุบัติเหตุแก๊สชนิดเดียวกันนั้น
รั่วออกมา ต้องส่งคนเข้าโรงพยาบาล เป็นร้อย

อุบัติเหตุเกี่ยวกับสารเคมีที่เป็นอันตรายแก่ชีวิต ๑ ใน ๔ ส่วนเกิดขึ้นในการขนส่ง ตามสถิติของ
ข่าวสหรัฐฯและรายงานเหตุการณ์โลก นั้นว่า เรือที่ขนส่งสารที่เป็นอันตรายร้ายแรง เกิดอุบัติเหตุทั่วโลก
เฉลี่ยวันละ ๑ ราย๑

เทคโนโลยีใหม่สุดซึ่งเสี่ยงภัยร้ายแรงพอๆ กับพลังงานนิวเคลียร์ ก็คือ พันธุวิศวกรรมศาสตร์ หรือ
genetical engineering วิทยาการสาขานี้ กำลังโดดเด่นขึ้นมา เป็นความเจริญก้าวหน้าที่ให้ความหวังแก่มนุษย์
อย่างมาก และตื่นเต้นกัน อย่างยิ่งมนุษย์จะสามารถสร้างสรรค์ชีวิตพืชพันธุ์ชนิดใหม่ๆ ตลอดจนดัดแปลงปรับปรุง
พืชและสัตว์พันธุ์ต่างๆ แม้กระทั่งพันธุ์ มนุษย์เองให้เป็นไปได้ตามใจปรารถนา เช่น สร้างจุลชีพบางชนิดขึ้นมา
สำหรับสังเคราะห์แสงแดดเป็นพลังงานไฟฟ้า สร้างแบคทีเรียขึ้นมาชนิดหนึ่งสำหรับป้องกันไม่ให้เกิดน้ำค้าง
แข็งที่จะทำลายพืชบางชนิด แต่หลายคนที่เฝ้ามองความเจริญของเทคโนโลยีด้านชีววิทยานี้ ก็หวั่นเกรงกันว่า ชีวิต
และพืชพันธุ์ใหม่ๆ เช่น แบคทีเรียเหล่านี้ มนุษย์สร้างขึ้น เพื่อวัตถุประสงค์ที่จะใช้ประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง
แล้วมนุษย์ก็มองดูเฉพาะผลที่ตนต้องการนั้นเท่านั้น แต่ชีวิตใหม่ที่เกิดขึ้นนั้น ยังมีคุณสมบัติ(หรือโทษวิบัติ)
อย่างอื่นอีก ซึ่งบางทีมนุษย์ก็ไม่ได้ตรวจตราและคาดไม่ถึง ชีวิตเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ ถูกปล่อยแพร่ขยายพันธุ์
ออกไปในโลก บางทีอีกนานกว่ามนุษย์จะรู้ตัวว่า มันได้ก่อให้เกิดอันตรายอย่างใหม่ขึ้นมาแก่โลกและแม้แก่ชีวิต
ของมนุษย์เองมนุษย์อาจจะต้องเผชิญกับภัยอันตรายเช่นโรคร้ายใหม่ๆ และอาจจะถึงคราวหนึ่งที่ชีวิตพันธุ์ใหม่
ที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์นั้น มนุษย์ปราบไม่ไหว หรือคิดวิธีปราบไม่ทัน และมนุษย์นั้นแหละกลับเป็นฝ่ายที่ถูกมัน
ทำลายเสียเอง

นายจอห์น เฮนนิงสัน (John Henningson) รองประธานบริษัทมัลคอล์ม-เพิรนี (Malcolm-Pirnie, Inc.)
ในรัฐนิวเจอร์ซี สหรัฐอเมริกา พูดไว้เกี่ยวกับเรื่องเทคโนโลยีจากประสบการณ์ของเขาเองอย่างน่าฟังว่า

"ผมไม่มีความมั่นใจเป็นอย่างยิ่ง ว่าเรามีความสามารถที่จะจัดการกับอุปกรณ์เหล่านี้; สำหรับตัว
เทคโนโลยีเอง ผม เบาใจเสมอ แต่สำหรับบุคลากรที่ทำงานกับเทคโนโลยีเหล่านั้น ผมไม่โปร่งใจเลย"

ความรู้สึกที่นายเฮนนิงสันระบายออกมานี้ บ่งบอกถึงปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพของคนที่พัฒนาไม่ทัน
กันกับความเจริญของเทคโนโลยี หรือ แม้ทัน แต่ไม่เพียงพอที่จะควบคุมเทคโนโลยี และสิ่งที่สร้างขึ้นด้วย
เทคโนโลยีไว้ในอำนาจ ไม่เฉพาะความขาดคุณธรรม เช่น ความเอาใจใส่รับผิดชอบเท่านั้น ที่ทำให้เกิดปัญหา
แต่สาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งของปัญหานั้นก็คือ ความรู้ไม่ทั่วถึงตลอดกระบวนการของธรรมชาติ หรือพูดง่ายๆ ว่า
ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์นั่นเอง ที่ยังครอบงำวงการวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีและจะมีบทบาทอย่างสำคัญ
ในการสร้างปัญหาแก่มนุษย์ในยุคเทคโนโลยีต่อไป*

เทคโนโลยี และจะมีบทบาทอย่างสำคัญในการสร้างปัญหาแก่มนุษย์ในยุคเทคโนโลยีต่อไป*
สภาวการณ์นี้ ถ้าจะพูดในเชิงอุปมา ก็เหมือนกับว่า มนุษย์ยุคปัจจุบันนี้ก้าวหน้ามากถึงขั้นมีของใช้ของเทวดา
แต่ตัว มนุษย์เองก็ยังคงเป็นมนุษย์คนเดิม ที่ไม่ได้พัฒนายังมิได้ยกระดับคุณภาพของตนขึ้นไปให้เท่าทันเทวดา
เมื่อมาใช้ของสำหรับ เทวดา ก็เลยก่อปัญหาทำให้เกิดโทษมากกว่าคุณ(แต่ตามคัมภีร์ท่านบอกว่า เทวดานั้นมีสิ่ง
บำรุงบำเรออำนวย ความสะดวก สบายมาก เลยหลงเพลิดเพลินกลับมีสติน้อยกว่ามนุษย์ลงไปอีก มนุษย์อาจจะ
เดินตามรอยเทวดาในแง่นี้ก็เป็นได้)
เทคโนโลยีรุดไกล การพัฒนาคนจะทันหรือไม่

เป็นอันว่า ยิ่งสร้างเทคโนโลยีซับซ้อนสูง ก็ยิ่งต้องเพิ่มความสามารถในการใช้ และในการควบคุม
ดูแลบำรุงรักษาซ่อมแซมแก้ไขเทคโนโลยีเหล่านั้น มนุษย์จะมีภารกิจในเรื่องอย่างนี้มากขึ้นทุกที เพราะฉะนั้น
เทคโนโลยิ่งสูง ยิ่งซับซ้อน ยิ่งเจริญ ก็ยิ่งต้องการคนที่มีคุณภาพสูงมากขึ้น เพื่อมาใช้ มาควบคุมเทคโลโลยีให้เป็น
ไปอย่างราบรื่นได้ผลดี คุณภาพของคนที่เรา ต้องการนี้หมายถึงทั้งสองด้าน คือทั้งความรู้ความชำนาญในทางเทคนิค
และความมีสติรอบคอบ ไม่ประมาท หรือทั้งคุณภาพด้านความชำนาญเฉพาะทางและคุณภาพด้านคุณธรรมในจิตใจ
แต่ปรากฏว่า ในสภาพปัจจุบัน ความเจริญชักจะสวนทางกัน คือ ในขณะที่เทคโนโลยีเจริญมากขึ้น ซับซ้อนยิ่งขึ้น
คุณภาพของคนกลับปรากฏว่าชักจะต่ำลงและต่ำลง ไม่เฉพาะในด้านของ ธรรม เช่น ความมีสติรอบคอบเท่านั้น
แม้แต่ในเรื่องของความรู้ความชำนาญทางเทคนิคเอง ก็เสื่อมทรามลงไปด้วย

ตามที่ควรจะเป็นนั้น เราจะต้องยกระดับคนหมู่ใหญ่ขึ้นมา ไม่ใช่ให้คนหมู่น้อยที่สร้างเทคโนโลยีเท่านั้น
มีความรู้เชี่ยวชาญทางเทคนิค แต่คนจำนวนมากจะต้องมีความรู้ความชำนาญมากขึ้นด้วย เพื่อรับภาระในการใช้
และดูแลรักษา แต่แล้วในอเมริกาเองก็มีปัญหานี้ขึ้น ยกตัวอย่างในด้านของความรู้ความเชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีนั้น
เวลานี้ ในทางเทคนิคก็มีปัญหา เพราะว่าปัจจุบันความชำนาญในการใช้งานและดูแลรักษามีความสำคัญมากขึ้น
สำคัญไม่น้อยกว่าความชำนาญในการสร้าง ทีนี้ถ้ามีความสามารถในการผลิตหรือสร้างเทคโนโลยี แต่ความชำนาญ
ความสามารถในการที่จะใช้และบำรุงรักษาซ่อมแซมแก้ไขตามไม่ทัน เทคโนโลยีที่สร้าง สรรค์ผลิตขึ้นมาก็จะไม่เกิด
ประโยชน์เท่าที่ควร บางทีอาจจะต้องหยุดชะงักไปด้วยซ้ำ และอาจจะเกิดภัยอันตรายที่เกินกว่าประโยชน์จากมัน
เช่น เรื่อง พลังงานนิวเคลียร์ที่เกิดปัญหาขึ้นมาอย่างที่ว่าเมื่อกี้

ในขณะที่ต้องการคนงานที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้น แต่จำนวนคนที่มีคุณภาพหาได้เพิ่มขึ้นไม่ อันนี้เป็นความรู้
ที่เกิดขึ้นในอเมริกาเอง อเมริกาเขาสรุปว่าอย่างนั้น

เมื่อคนมีคุณภาพต่ำ มาตรฐานความปลอดภัยก็ต่ำลง ความสามารถในการใช้และดูแลรักษา ก็ไม่เพียงพอ
และไม่ทันกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ก็จะทำให้อันตรายเกิดมากขึ้น หรือมิฉะนั้น เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า
ก็จะกลายเป็นหมัน ต้องชะงักสะดุดหยุดเลิกไปเอง

ขอยกตัวอย่างเช่น ปัจจุบันนี้ได้มีการผลิตรถยนต์ที่ออกแบบก้าวหน้ายิ่งขึ้น ใช้งานได้ผลดียิ่งขึ้น มีระบบ
อัตโนมัติต่างๆ มากมาย ทีนี้ รถยนต์เหล่านี้ก็ปรากฏว่าราคาแพงดูแลรักษายาก สิ้นเปลือง เสียทีหนึ่งก็ยุ่งยากมาก
ถ้าเป็นรถส่วนตัวใช้งาน เฉพาะรายก็ปล่อยไปแต่ถ้าใช้ในงานส่วนรวม โดยเฉพาะเป็นกิจการสาธารณูปโภค
มีตัวอย่างว่าปัญหาท่วมตัว ไปไม่ตลอด หรือไม่นานด้วยซ้ำไป เหตุเกิดที่รัฐสองรัฐในอเมริกา ทางการรับรถอย่างดี
มีระบบอัตโนมัติมากมายมาใช้แล้วในที่สุดต้องหยุดใช้และเก็บเอาไว้เฉยๆ หันไปเอารถเก่าๆ ออกมาซ่อมใช้แทน
เพราะสู้ความยุ่งยากและค่าใช้จ่ายไม่ไหว ยอมใช้รถเก่าต่อไปดี กว่า นี่เป็นปัญหาซึ่งเกิดขึ้นแล้ว ที่เมืองฮูสตัน
ในรัฐเทกซัส (Houston in Texas) และเมืองบัลติมอร์ในรัฐแมรีแลนด์ (Baltimore in Maryland)

เขาบอกว่า การหาคนทำงานที่ดีมีคุณภาพ กำลังเป็นปัญหาของประเทศอเมริกา ถ้าไม่สามารถสร้างหรือหา
นักเทคนิคที่มีความชำนาญมาสนองความต้องการได้เพียงพอ ก็จะต้องถูกบีบบังคับให้เลิกใช้เทคโนโลยีระดับสูง
เหล่านั้นและกลับไปใช้วิธีการเก่าๆ ที่ง่ายกว่า

เป็นอันว่า ปัญหาการใช้ การบำรุงรักษาซ่อมแซมแก้ไขเทคโนโลยีสมัยใหม่นี้ เป็นเครื่องยืนยันถึงความ
ต้องการวิศวกรนักเทคนิค ช่างซ่อมที่มีความชำนาญมากขึ้น เพราะเมื่อมีการสร้าง และทำงานด้วยเทคโนโลยีที่ซับซ้อน
ก็ต้องมีการแก้ปัญหาโดยอาศัยช่างที่ชำนาญเป็นผู้ดูแลซ่อมแซม ฉะนั้น งานหนักที่ตามมาในสังคมเทคโนโลยีก็คือ
งานใช้เป็น พร้อมทั้งงานบำรุงรักษาและซ่อมแซม และสิ่งหนึ่งที่พ่วงมาด้วยกับกิจกรรมทุกอย่างเหล่านั้น ไม่ว่าจะ
เป็นการบำรุงรักษา การซ่อมแซมแก้ไข หรือแม้แต่การจ้างวิศวกรไว้ควบคุมการใช้งาน ก็คือค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น
ในทุกรายการ ในเมื่อเรื่องนี้กำลังเริ่มเป็นปัญหาขึ้นมาในประเทศอเมริกาแล้ว ประเทศที่เจริญตามอย่างเขาก็ควรจะ
รับรู้ปัญหาไว้ด้วย

โรงพยาบาลใหญ่มากแห่งหนึ่งของราชการในกรุงเทพฯ ได้ซื้อเครื่องปรับอากาศระบบกลางที่เรียกง่ายๆ ว่า
Central Air ขนาดใหญ่ ราคา ๑๐ ล้านบาทมาติดตั้ง
ใช้งานมาได้ ๑๐ ปี นอกจากมูลค่าของเครื่องที่ใช้งานเฉลี่ยปีละ
๑ ล้านบาทแล้วยังต้องเสียเงินซ่อมมาเรื่อยทุกปีจนมาถึงปีนี้ เครื่องชำรุดทรุดโทรมลง ช่างประเมินราคาค่าซ่อม
๑ ล้านบาท ไม่มีเงินจ่ายจำใจต้องทิ้งเครื่องไปเลย แล้วหันไปซื้อเครื่องปรับอากาศชนิดแยกหน่วยมาใช้เป็นแห่งๆ ไป

มนุษย์จะต้องสำนึกตระหนักว่า ความสุขความสะดวกสบายจากเทคโนโลยีนั้น มิใช่สิ่งที่จะได้มาเปล่าๆ โดย
ไม่ต้องลง ทุนแต่เป็นความสุขและสะดวกสบายที่ต้องซื้อ และมันมาพร้อมกับภารกิจเพิ่มขึ้น ซึ่งมนุษย์ผู้ที่อยากใช้
ก็ควรจะต้องยินดีและเต็มใจแบกรับเอา ตัวอย่างง่ายๆ เช่น เครื่องปรับอากาศ หรือ air conditioner นั้น เมื่อติดตั้ง
ไว้ที่บ้านแล้ว ในเวลาที่ไม่อยู่ไม่ใช้ก็ควรจะต้องเปิดเครื่องให้ทำงานอย่างน้อยเดือนละ ๑ ครั้ง มิฉะนั้น น้ำยาจะ
ทำให้เครื่องเสีย นอกจากความสิ้นเปลืองเงินค่าใช้ จ่ายอันเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจแล้ว ก็มีมูลค่าทางจิตใจ
คือความห่วงกังวลที่จะต้องแบกภาระด้วยเช่นกัน

ดังนั้น คนที่ดำเนินชีวิตในสังคมเทคโนโลยี จึงต้องเป็นคนที่มีคุณภาพเท่าทันกับความก้าวหน้าของ
เทคโนโลยี จะต้องได้รับการฝึกหัดอบรมเป็นอย่างดี ในด้านความมีสติรอบคอบ ความไม่ประมาท และความรับผิดชอบ
เป็นต้น ตลอดจนความไม่เห็นแก่ตัวจนเกินไป และความเมตตากรุณา อย่างน้อยเห็นคุณค่าชีวิตของผู้อื่น พอที่จะอยู่
ร่วมกับเทคโนโลยีอย่างปลอดภัยและคุ้มค่าโดยไม่ทำลายคุณภาพชีวิตและสังคมของตนเอง ตลอดจนธรรมชาติ
แวดล้อมที่ตนต้องอาศัย แต่ถ้าเป็นคน มักง่ายไร้ ความรับผิดชอบ จะเอาแต่สุขสบายอย่างเดียวแล้ว ในไม่ช้า
เทคโนโลยีที่ให้ความสุขสบายนั่นแหละจะเพิ่มพูนปัญหาและ ความทุกข์ให้ตลอดจนนำไปสู่หายนะในที่สุด

ทีนี้ ถอยหลังย้อนลงไป การที่จะมีแรงงานที่มีความรู้ความสามารถชำนาญในการใช้และบำรุงรักษา
หรือแม้กระทั่งใน การที่จะสร้างเทคโนโลยีที่ซับซ้อนขึ้นได้นั้น ก็ต้องให้การศึกษาส่งต่อกันขึ้นมา เริ่มตั้งแต่การ
ศึกษาระดับต้นๆ แต่ปัญหาก็เกิด ซ้อนขึ้นมาอีก เพราะปรากฏว่าการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกากำลังทรุดลง
แม้แต่ในระดับประถมและมัธยม ปัญหานี้เป็น เรื่องที่ประเทศอเมริกาวิตกกังวลกันมาประมาณ ๒๐ ปีแล้ว

มีรายงานเมื่อปี ๒๕๒๓ โดยกระทรวงศึกษาธิการสหรัฐฯ (U.S. Department of Education) และมูลนิธิ
วิทยาศาสตร์ แห่งชาติ (National Science Foundation) เตือนว่า ชาวอเมริกันส่วนมาก กำลังก้าวไปสู่ภาวะไร้
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีโดยแท้ในอเมริกานั้นเขามีการตรวจคะแนนความสามารถในการเรียน
เรียกว่า เอสเอที สคอร์ หรือ SAT scores (Scholastic Aptitude Test)เป็นการทดสอบความสามารถ ในการศึกษา
เล่าเรียน ก่อนที่จะเข้าวิทยาลัย ซึ่งทำให้เขารู้คุณ ภาพของการศึกษาในระดับประถมและมัธยมและก็ปรากฏว่า
ในระยะเวลา ๑๖ ปีที่ผ่านมานี้ ความสามารถในทางสติปัญญา ของนักเรียนที่จบประถมและมัธยมนั้น ได้ตกต่ำ
ลดถอยลงมาโดยลำดับ

สภาศึกษานโยบายอุดมศึกษาของคาร์เนกี้ (Carnegie Council of Policy Studies in Higher Education)
รายงาน ว่าเพราะความบกพร่อง ในระบบการศึกษาระดับประถมและมัธยมของอเมริกา เด็กอเมริกันประมาณ
๑ ใน ๓ มีการศึกษา อ่อนมากไม่พร้อมที่จะดำเนินชีวิตในสังคมอเมริกัน คนไม่รู้หนังสือในสหรัฐฯตามความเป็นจริง
ไม่ใช่ตามตัวเลขที่สำรวจกันว่า เรียนไม่จบแต่เอาความจริงที่ว่าแม้เรียนจบแล้ว แต่อ่านหนังสือไม่ออก ใช้งาน
หนังสือไม่ได้นี้ มีจำนวน ๑๘-๖๔ ล้านคน เด็ก มัธยม และแม้แต่มหาวิทยาลัย จบการศึกษาแล้วไม่สามารถเขียน
ภาษาอังกฤษที่ยอมรับได้ หรือแม้แต่ทำเลขอย่างง่ายๆ ก็มาก มาย เขาบอกว่า

"เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของอเมริกา ที่คนรุ่นใหม่ซึ่งจะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่นี้ มีความรู้ความสามารถ
ด้อยกว่า คนรุ่นบิดามารดาของตนเอง

"เป็นอันว่า ในขณะที่สังคมกำลังต้องการคนทำงานที่มีความรู้ความชำนาญมากขึ้น แต่กลับได้กำลังคน
ที่มีคุณภาพลด ลงอันนี้เป็นปัญหาของสังคมอเมริกัน ซึ่งเป็นสังคมที่เจริญมากในด้านเทคโนโลยี เราจะต้องรู้เข้าใจ
เท่าทันไว้

ด้านที่สอง คุณภาพของคน นอกจากความรู้ความชำนาญทางสมอง และฝีมือในการสร้างการใช้
ดูแลแก้ไขเทคโนโลยี แล้วก็คือคุณภาพในทางความมีสติรอบคอบ ความละเอียดลออเอาใจใส่ระมัดระวัง ซึ่งเป็น
คุณธรรมในจิตใจ อุบัติเหตุที่เชอร์โนบิลก็ตามที่เกาะทรีไมล์ก็ตาม ในกรณีกระสวยอวกาศแชลเลนเจอร์ก็ตาม
ได้พิสูจน์แล้วว่าเกิดจากความสะเพร่า ความประมาทความขาดสติรอบคอบ ฉะนั้น คุณภาพของคนในด้านนี้
ก็ต้องมีมากขึ้น แต่ความเจริญทางเทคโนโลยีที่ยั่วเย้าให้คนเสพสุขมากๆ นี้ ถ้าไม่ระมัดระวังแล้วก็จะล่อใจและ
มอมเมา ให้คนมีคุณภาพในทางสติรอบคอบน้อยลง กลายเป็นคนที่มักง่ายขึ้น

ว่าโดยทั่วไป ความทุกข์ความยากลำบากมักเป็นเครื่องฝึกคนให้เข้มแข็งอดทน ความบีบคั้นและภัย
ที่คุกคาม มักเป็นเครื่องกระตุ้นเร้า ให้คนดิ้นรนขวนขวายลุกขึ้นทำการด้วยความจริงจัง ในทางตรงข้าม
ความสุขสะดวกสบายพรั่งพร้อมบริบูรณ์ มักล่อให้คนเพลิดเพลินมัวเมามักง่าย และอ่อนแอ ความเกษมสำราญ
มักชวนให้คนนิ่งเฉยเฉื่อยชาตลอดจนเกียจคร้านปล่อยปละละเลยหน้าที่และตกอยู่ในความประมาท

เทคโนโลยียิ่งเจริญก้าวหน้าขึ้นเท่าไร ความสะดวกสบายพรั่งพร้อม บริบูรณ์ และโอกาสที่จะมี
ความสุขเกษมสำราญ ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น และเมื่อความสะดวกสบายพรั่งพร้อมเช่นนั้นเกิดขึ้นแล้ว
คนก็มีโอกาสมากขึ้นที่จะหลงใหลมัวเมามักง่ายอ่อนแอและประมาท ดังนั้น เมื่อเทคโนโลยีเจริญขึ้น คุณภาพ
ของคนก็จึงมีแนวโน้มที่จะเสื่อมลง ทั้งนี้เพราะธรรมชาติของคนเมื่อไม่ได้ฝึกฝนพัฒนาก็ย่อมเป็นเช่นนั้น
สังคมใดเมื่อเจริญมากแล้ว ก็จึงเสื่อมโทรมลง เป็นอย่างนี้กันมามากมายและเรื่อยมา

ทางเดียวที่จะแก้ปัญหา ก็คือ จะต้องพัฒนาคุณภาพคนขึ้นมาจากข้างใน ไม่ให้ความเพิ่มหรือลด
แห่งคุณภาพของคนเป็นไปตามยถากรรม โดยขึ้นต่อความเจริญและความเสื่อมของสภาพแวดล้อมที่เป็นปัจจัย
ภายนอก แต่ต้องให้คุณภาพของคนยิ่งเพิ่มสูงขึ้น ในท่ามกลางความพรั่งพร้อม สะดวกสบายที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งนับว่า
ค่อนข้างจะเป็นการฝืนกระแสจิตใจของคนและจะทำสำเร็จได้ก็ด้วยการศึกษาที่ถูกต้อง ซึ่งจะต้องมีการพัฒนาคน
กันอย่างจริงจัง ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยี หรือถ้าว่าให้ถูกแท้ก็ต้องว่า ให้การพัฒนาคนเหนือกว่าการ
พัฒนาเทคโนโลยี

ดังนั้น จึงเป็นความจำเป็นในสังคมเทคโนโลยีว่า จะต้องพัฒนาคน โดยพัฒนาทั้งด้านความรู้
สติปัญญา ความสามารถในทางเทคนิค และในด้านภูมิธรรม เช่นที่เห็นชัดๆ คือ ความมีสติรอบคอบ ความเอาใจใส่
รับผิดชอบ ไม่ประมาท ขยันตรวจสอบ ในที่นี้เราจะเห็นได้ชัดถึงหน้าที่ที่แตกต่างกันระหว่างวิทยาศาตร์และเทคโนโลยี
กับศาสนาและจริยธรรม ไม่ว่าวิทยาศาสต์และเทคโนโลยีจะเจริญขึ้นไปมากมายเท่าใด ศาสนาและจริยธรรมที่ถูกต้อง
ซึ่งทำหน้าที่ของมันเองแท้ๆ ก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ ได้แต่ตรงข้าม ยิ่งเทคโนโลยีเจริญมากขึ้นไปเท่าไร ความต้องการในความ
มีสติรอบคอบ ความเอาใจใส่รับผิดชอบและความไม่ ประมาทก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น เพราะเทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้ามาก
เป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนและมีความซับซ้อนอย่างยิ่ง จึงต้องการจิตใจที่ละเอียดอ่อนลึกซึ้งและรอบคอบอย่างเท่าทันกัน

เทคโนโลยี จะเอามาสร้างความก้าวหน้า หรือเอามาซ้ำเติมความด้อยพัฒนา

เรื่องที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ต้องระลึกไว้เสมอว่า ถ้าคิดจะมีเทคโนโลยี จะมัวนั่งฝัน
เอาแต่เสวยสุขอย่างเดียว โดยไม่ยอมรับผิดชอบไม่ได้ ไม่มีการได้โดยไม่ต้องแลกเปลี่ยน ยิ่งในแง่เศรษฐกิจด้วยแล้ว
การเสวยสุขด้วยเทคโนโลยีอาจมีความหมายกว้างไกลมาก ถ้าคนไม่ได้รับการพัฒนาคุณภาพของจิตใจ และขาด
ความสังวร การได้มาซึ่ง เทคโนโลยีหรือความสุขสะดวกสบายจากเทคโนโลยี อาจหมายถึงการเบียดเบียนขูดรีด
เอารัดเอาเปรียบ ที่เพิ่มมากขึ้นในหมู่ มนุษย์ด้วยกันอีกด้วย และใครจะปฏิเสธได้ว่า อันนี้ไม่ใช่เป็นเหตุปัจจัย
อย่างหนึ่งของปัญหาในสังคมปัจจุบัน

ในแง่เศรษฐกิจนั้น ช่าวประเทศกำลังพัฒนาเสียเปรียบประเทศพัฒนาอยู่แล้วเป็นอันมาก ในการ
ที่จะมีเทคโนโลยีใช้นอกจากเป็นผู้ซื้อที่ต้องเสียเปรียบผู้ผลิตในแง่ถูกเขาตั้งราคาหากำไร และในแง่เป็นผู้ที่มีใช้
ทีหลังตามไม่ทันเขาเรื่อยไปแล้ว ยังต้องบริโภคเทคโนโลยีในราคาที่แพงลิบลิ่วยิ่งกว่าประเทศพัฒนาหลายต่อหลายเท่า
แพงกว่าโดยราคาซื้อขายในตลาดตามที่ กำหนดกันไว้นั้นก็ชั้นหนึ่งแล้ว ยังแพงโดยมูลค่าแฝงอีกหลายชั้น คือ
ทั้งรายได้ก็ต่ำ เงินก็ถูก แล้วยังต้องซื้อของแพง เพราะตัวสินค้าเองราคาก็สูงขึ้น เนื่องจากค่าขนส่งและภาษีอีกหลายส่วน

ยกตัวอย่างเช่น คนงานในประเทศไทยได้ค่าแรงอย่างต่ำวันละประมาณ ๗๐ บาท ในขณะที่คนอเมริกัน
ได้อย่างต่ำวัน ละประมาณ ๗๐๐ บาท น้ำมันรถยนต์ชนิดเบนซินซูเปอร์ในเมืองไทยลิตรละ ๘.๔๕ บาท ในสหรัฐฯ
ถูกกว่า เป็นลิตรละ ๕ บาท คนงานไทยที่มีค่าแรงอย่างต่ำนั้น เอารายได้ทั้งวันไปซื้อน้ำมันรถยนต์ได้ประมาณ ๘ ลิตร
เพียงซื้อน้ำมันรถยนต์อย่างเดียวก็ แทบหมดตัว ไม่ต้องไปใช้จ่ายอย่างอื่น แต่คนงานอเมริกันเอารายได้วันเดียว
ไปซื้อน้ำมันได้ตั้ง ๑๔๐ ลิตร ดังนั้น ถึงเขาจะใช้รถ ยนต์ ซื้อน้ำมันแล้วก็ยังมีเงินเหลือไปใช้จ่ายอย่างอื่นมากมาย
แต่แค่นี้ก็ยังไม่กระไร ขอให้ดูตัวอย่างอื่นอีก

รถยนต์ญี่ปุ่นมีชื่อเสียงมากยี่ห้อหนึ่ง ส่งไปขายในสหรัฐฯ คิดราคา เป็นเงินไทยประมาณ ๓๓๐,๐๐๐ บาท
แต่ส่งเข้า มาเมืองไทย ขายคันละ เกือบ ๖ แสนบาท๒ ถ้าคนอเมริกันที่มีรายได้ต่ำสุดเก็บเงินทั้งหมดไว้ซื้อรถนี้
จะใช้เวลา ๘๕๗ วัน คือ ๒ ปีเศษ แต่คนไทยจะซื้อรถคันเดียวกันนั้นต้องรอเก็บเงิน ๘,๒๒๘ วัน หรือ ๒๒ ปีครึ่ง
ถ้าเริ่มทำงานอายุ ๒๓ ปี กว่าจะซื้อรถยนต์ นี้ได้ก็อายุ ๔๕ ปี จะแก่เฒ่าอยู่แล้ว แต่ความจริงก็คือไม่มีหวังซื้อได้เลย
ตลอดชาตินั่นเอง แต่นี้ก็ยังเป็นของที่ส่งเข้ามา

ทีนี้ ลองดูของที่ผลิตในอเมริกาเอง เทียบกับที่เขาส่งเข้ามาขายในเมืองไทย ตู้เย็นอย่างดีพิเศษ
ยี่ห้อ GE ขนาด ๒๔ คิว ชนิดหนึ่ง ผลิตขายในอเมริกาตู้ละประมาณ ๓๓,๐๐๐ บาท ขายในเมืองไทยตู้ละ
เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท คนอเมริกันเก็บเงิน ๑๐% ของรายได้ต่ำสุดเพียง ๑ ปี ๓ เดือนเศษ ก็ซื้อตู้เย็นชนิดพิเศษนั้นได้
แต่คนไทยใช้รายได้ต่ำสุดของตนจะซื้อตู้เย็นนั้น ถ้า สะสมรายได้ไว้ ๑๐% จะต้องใช้เวลา ๓๙ ปี

ไม่เฉพาะเทคโนโลยีประเภทอำนวยความสะดวกสบาย หรือสินค้าฟุ่มเฟือยเท่านั้น ที่คนไทยและ
คนในประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายต้องเสียเปรียบ แม้แต่เทคโนโลยีที่เป็นเครื่องมือพัฒนาศักยภาพของ
ตัวคนเอง เช่นอุปกรณ์การศึกษาและเครื่องมือทำงานต่างๆ ก็เสียเปรียบเป็นอย่างมาก ตัวอย่างเช่น คอมพิวเตอร์
ชั้นดียี่ห้อหนึ่ง ผลิตขายในสหรัฐฯ ราคาเครื่องละ ๒๘,๐๐๐ บาท ส่งมาขายในเมืองไทยเครื่องละ ๘๓,๐๐๐ บาท
คนอเมริกันที่มีรายได้ต่ำสุดเก็บออมเงินเพียง ๑๐% ของรายได้ นั้น ใช้เวลาเพียง ๑ ปี ๑ เดือน ก็ซื้อเครื่อง
คอมพิวเตอร์นั้นได้ แต่คนไทยจะเอารายได้ต่ำสุดของตนมาซื้อ ถ้าสะสมรายได้ไว้ ๑๐% จะต้องใช้เวลาถึง ๓๒ ปี
จึงจะซื้อได้

คนไทยทั้งหลายควรจะต้องรู้ตระหนักถึงภาวะเสียเปรียบนี้ แล้วพยายามเสริมสร้างศักยภาพด้านอื่น
ให้มีค่าเป็นบวกอย่างสูงขึ้นมาให้เกิดความสมดุลให้ได้ หรือใช้ความเสียเปรียบให้เป็นประโยชน์แก่ตน มิใช่
มัวแต่ตื่นเต้นหลงเพลิดเพลินมัวเมาเอาสิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องเชิดชูตัวอวดโก้ในหมู่พวกกันเอง

เมื่อด้านวัตถุภายนอก ก็เสียเปรียบและด้อยโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างนี้อยู่แล้ว ถ้าด้านภายใน
คือทางจิตใจและทาง ปัญญา ก็ยังขาดคุณ- ภาพอีก เช่น ทางจิตใจก็ไม่เข้มแข็งและใฝ่แต่เสพไม่ใฝ่สร้างสรรค์
ทางปัญญาก็ไม่รู้ทันและขาดหลัก ความคิด ก็จะยิ่งเสื่อมถอยด้อยต่ำลงไป

ผลร้ายที่เห็นได้ง่ายๆ ก็คือ เมื่ออยู่ในสภาพเศรษฐกิจอย่างนี้ คนรู้ตัวอยู่ชัดๆว่า ถ้าอยากได้สินค้า
ฟุ่มเฟือยทันสมัย อย่างหนึ่งมาใช้จะต้องทำ งานตลอดทั้งชาติหรือค่อนชีวิตจึงจะได้ เขาก็จะหมดความหวัง
และขาดความมั่นใจในการทำงานแล้วจิตใจก็จะดิ้นรนหันเหออกไปที่จะหาวิธีการทำอย่างอื่น เพื่อจะให้ได้มี
ได้ใช้เทคโนโลยีทันสมัยนั้นทันอกทันใจ อาจพาชีวิตตกลงไปหมกจมอยู่ภายใต้กองหนี้สิน หรือแม้แต่ถึงกับ
ทำอะไรที่เป็น การทุจริต พร้อมกับที่ต้องตกเป็นเหยื่อของระบบการแสวงหาผลประโยชน์ยิ่งขึ้นไป
เป็นการบ่อนทำลายทั้งชีวิตของบุคคลและความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติ

เพื่อให้สังคมไทยที่อยู่ในระดับกำลังพัฒนา สามารถยืนหยัดตั้งตัวขึ้นมาได้ ไม่ถอยหลัง และมีพลัง
ก้าวออกไปข้างหน้า ได้คนไทยทั้งหลายจะต้องตั้งหลักทางจิตใจและทางปัญญาขึ้นมาให้ได้ โดยเฉพาะจะต้อง
พัฒนาความใฝ่รู้ใฝ่สร้างสรรค์ ศึกษาให้รู้เท่าทันความเป็นไปในโลกทั้งทางบวกและทางลบอย่างแท้จริง และมี
แนวความคิดที่มองความหมายของความเจริญให้ถูก ต้อง

อย่างน้อย เมื่อยังอยากเจริญอย่างฝรั่ง ก็ต้องมองความหมายของความเจริญอย่างฝรั่งนั้นแบบ
นักผลิต นักทำ นักสร้างสรรค์ ไม่ใช่มองได้แค่ความหมายแบบนักเสพหรือนักบริโภค

นักเสพหรือนักบริโภคมองความหมายของความเจริญอย่างฝรั่งว่า "เจริญอย่างฝรั่ง คือมีกินมีใช้
อย่างฝรั่ง" แต่นักผลิตและนักสร้างสรรค์มอง ความหมายอีกอย่างหนึ่งว่า "เจริญอย่างฝรั่ง คือ ทำได้อย่างฝรั่ง
และทำให้ดียิ่งกว่าฝรั่ง"

เพราะฉะนั้น คนในประเทศไทยนี้ เมื่อจะซื้อเทคโนโลยีมาใช้ ถ้าเป็นเทคโนโลยีประเภทหรูหรา
ฟุ่มเฟือยหรือเพื่อคุณค่าเทียมควรมีความยับยั้งชั่งใจให้มาก ถ้าเป็นเทคโนโลยีเพื่อประโยชน์ใช้สอยอย่างแท้จริง
หรือเพื่อคุณค่าแท้ เช่น เพื่อการศึกษาและการพัฒนาศักยภาพ เมื่อเห็นชัดเจนว่าจะต้องใช้ ก็พึงซื้อหามาพร้อมด้วย
ความตั้งใจอย่างแน่วแน่มั่นคง และคิดหาทางที่ว่าจะใช้ให้เป็นประโยชน์เกินคุ้ม หรือให้มีผลในทางสร้างสรรค์เกินค่า
กว่าที่คนในประเทศพัฒนาเองจะใช้ประโยชน์ได้ พร้อมทั้งเพียรพยายามที่จะผลิตเองให้ได้ต่อไป อย่างนี้จึงจะมีทาง
พัฒนาตัวขึ้นได้ มิฉะนั้น ก็จะต้องเป"นผู้ล้าหลังเขาอยู่เรื่อยไป

เทคโนโลยีนั้น ถ้าปฏิบัติต่อมันไม่ถูกต้อง แทนที่จะช่วยสร้างสรรค์ ชีวิตและสังคมให้ดีงามก้าวหน้า
ก็จะกลับกลายเป็นเครื่องซ้ำเติมความด้อยพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อวัฒนาหรือเพื่อหายนะ

ต่อไป ขอให้พิจารณาลึกลงไปอีกว่า มนุษย์เราสร้างสรรค์และพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมาเพื่ออะไร และเราใช้
เทคโนโลยี เพื่ออะไร ในการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีเราจะเห็นว่า กิจกรรมสำคัญ ๒ ประการของมนุษย์นี้เอง
เป็นเหตุให้เราสร้างเทคโนโลยีขึ้น มา คือ การทำมาหากิน และการต่อสู้ป้องกันภัย ซึ่งแต่เดิมมาเป็นกิจกรรม
ที่พ่วงไปด้วยกัน

การทำมาหากิน ได้แก่การหาอาหาร และการผลิตอาหาร ในสมัยโบราณ มนุษย์ไปเก็บอาหารตามป่า
เก็บผักผลไม้ใน ที่ที่มันเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และไล่สัตว์จับมาเป็นอาหาร

ในการไล่จับสัตว์นั้นสิ่งที่จะต้องทำก็คือ จะหา หรือจับมันได้อย่างไร ตอนแรกก็อาจจะใช้ก้อนหินขว้างบ้าง
ทุ่มลงไป บ้างต่อมาก็พัฒนาขึ้นว่าทำอย่างไรจะให้ใช้ก้อนหินนั้นได้เรื่อยๆ ไม่ใช่ขว้างไม่ถูกแล้วก็เลยพลาดโอกาสไปเลย
ก็มีการทำด้าม ขึ้นมาให้ก้อนหินติดอยู่ได้ ต่อมาก็ทำหินให้คมขึ้น ปรับปรุงไปมาก็กลายเป็นขวาน อะไรทำนองนี้

ส่วนในการไปเก็บพืชผักผลไม้ก็ต้องมีการขุดคุ้ย การหักเหนี่ยวเด็ดดึง ทำให้มีการพัฒนาเครื่องมือขึ้น
ต่อมาอยากจะให้พืชผักต้นไม้งอกขึ้นในที่ที่ต้องการ ไม่ต้องเดินไปหาไกล ไม่ต้องรอ ก็เอามาปลูกเอง แต่จะทำอย่างไร
ก็ต้องเพาะปลูกลงไปใน ดินต้องขุดดิน จะเอามือขุดก็ลำบาก ก็เลยเอาไม้มาจิ้มๆ แซะๆ ต่อมาก็คิดว่า เอ! ไม้นี้จะทำ
อย่างไรให้มันใช้ได้ดียิ่งขึ้น ก็พัฒนา มันขึ้นไปจนมีรูปมีร่างต่างๆ ใช้ประโยชน์ได้ดียิ่งขึ้น เช่นเป็นจอบเป็นเสียม
อะไรขึ้นมาตามลำดับ เทคโนโลยีจึงเจริญขึ้นมาพร้อมกับการทำมาหากินของมนุษย์ ดังที่เราจะเห็นชัดเจนว่า ต่อมา
มนุษย์ก็ได้พัฒนาเครื่องมือเครื่องใช้เหล่านี้ขึ้นมาเรื่อยๆ มีด ขวานเครื่องปั่นด้าย ทอผ้า อะไรต่างๆ ก็พัฒนาขึ้นมา
ในเรื่องของการทำมาหากินทั้งนั้น โดยเฉพาะก็คือเรื่องของปัจจัยสี่ นี้ ด้านหนึ่ง

อีกด้านหนึ่ง ที่มาด้วยกัน ก็คือการต่อสู้ป้องกันภัย ในการไปจับสัตว์ก็ดี หรืออยู่ดีๆ ตามปกติ สัตว์ร้ายอาจ
จะมาทำ ร้ายหรือไม่ก็ไปพบกับมันเข้า หรือมนุษย์ด้วยกันไปหาอาหาร ก็มีการแย่งชิงกัน รุกล้ำถิ่นที่ของกันและกัน
แม้แต่อยู่ตามปกติ บางทีก็มีการรังแกข่มเหงกัน ก็เกิดการต่อสู้ป้องกันภัยขึ้น การต่อสู้ป้องกันภัยนั้น ก็ทำให้มนุษย์
สร้างสรรค์พัฒนาเทคโนโลยีขึ้น

รวมความว่า เทคโนโลยีเจริญขึ้นมาในสองด้านที่ว่ามานี้เป็นสำคัญ การทำมาหากินและการต่อสู้ป้องกัน
ภัยเป็นแหล่งใหญ่ของเทคโนโลยี ต่อมา เมื่อมีเทคโนโลยีดีขึ้นแล้ว เราก็ทำงานได้ผลในเวลารวดเร็วขึ้น และก็
สามารถแบ่งงานกันทำ มีเวลาเหลือมากขึ้นจากการทำมาหากิน ก็มีโอกาสที่จะคิดสร้างสรรค์พัฒนาวิทยาการต่างๆ มากขึ้น
ตลอดจนพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นเพื่อใช้ในด้านอื่นๆ เพิ่มขยายกว้างออกไป ความเจริญของเทคโนโลยีนี้ถ้าพิจารณา
ในทางธรรม คือพิจารณาตามหลักความจริงทั่วไปจะเห็นว่า การที่มนุษย์พัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการ
คิดสร้างก็ดี การใช้ก็ดี จะแบ่งได้เป็น ๒ ประเภท คือการ คิดสร้างและใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาศักยภาพและคุณภาพ
ชีวิตอย่างหนึ่ง และเพื่อสนองความต้องการในทางปรนเปรอตนและทำลายผู้อื่นอีกอย่างหนึ่ง

ในด้านที่หนึ่ง เมื่อมนุษย์เจริญมากขึ้น สามารถสร้างสรรค์พัฒนาเทคโนโลยี ให้ประณีตซับซ้อนมากขึ้น
เราก็สร้างและใช้เทคโนโลยีนั้นในทางที่เป็นคุณประโยชน์ เพื่อพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตของเรา เช่นใช้ใน
ทางการศึกษา ก็มีการทำกระดานชนวนขึ้นมา ทำชอล์คขึ้นมา ทำสมุด ทำดินสอ ปากกา หนังสือ หรือเมื่อเราต้องการ
ความสะอาดก็ทำไม้กวาดขึ้นมา อะไรทำนองนี้ แต่อีกด้านหนึ่งก็คือ เราคิด สร้าง พัฒนา และใช้เทคโนโลยีเพื่อสนอง
ความต้องการในทางเห็นแก่ตัว ซึ่งแสดงออกต่อตนเองเป็นการปรนเปรอบำรุงบำเรอ และแสดงออกต่อผู้อื่นเป็นการ
เบียด เบียนแย่งชิงและทำลาย

ในแง่ปรนเปรอบำรุงบำเรอตนเอง เช่น ต้องการหาผลประโยชน์ ก็สร้างและใช้เทคโนโลยี เพื่อหา
ผลประโยชน์ให้แก่ ตัวเอง เรียกทางธรรมว่าใช้เทคโนโลยี หรือสร้างเทคโนโลยีขึ้นมาเพื่อสนองโลภะ เพื่อสนอง
ตัณหา ในสมัยปัจจุบันนี้จะเห็นว่า เทคโนโลยีมากมายเป็นเรื่องของการที่จะสนองตัณหา สนองโลภะ ปรนเปรอตนเอง
ให้มีความสมอยากในทางประสาทสัมผัสหรือในทางเนื้อหนังมากขึ้น ดังที่ปรากฏอยู่อย่างชัดเจนว่าเทคโนโลยีเพื่อ
ปรนเปรอสนองความอยากทางตา ทางหู ทางจมูก ทาง ลิ้น ทางกาย นี้ มีมากมายเกลื่อนกลาดเหลือเกิน

ส่วนความเห็นแก่ตัวที่แสดงออกต่อคนอื่นก็คือ พัฒนาเทคโนโลยีหรือสร้างมันขึ้นมาเพื่อเบียดเบียน
ฆ่าฟันซึ่งกันและ กันเป็นการสนองโทสะ นอกจากเบียดเบียนข่มเหงฆ่าฟันกันแล้ว ก็ใช้เป็นเครื่องครอบงำ
กันและกันให้อยู่ในอำนาจ เพื่อความ ยิ่งใหญ่ เพื่อการครองอำนาจ อย่างน้อยก็ใช้เทคโนโลยีเพื่ออวดโก้
เพื่อแสดงฐานะ เป็นการสนองสิ่งที่เรียกว่ามานะ ซึ่งก็เป็น เรื่องของกิเลสเหมือนกัน ทั้งนี้รวมไปถึงการใช้ในทาง
ที่จะทำให้เกิดความหมกมุ่น มัวเมา เคลิบเคลิ้ม ลุ่มหลงต่างๆ อย่างเช่น เทคโนโลยีในด้าน การพนัน ซึ่งมีมากมาย
หลายรูปแบบ ตลอดกระทั่งการใช้เทคโนโลยีเพื่อเป็นเครื่องปกป้องรักษาและแผ่ขยายลัทธิศาสนาอุดมการณ์
ซึ่งเรียกว่าทิฏฐิ

รวมความว่า การใช้และสร้างสรรค์เทคโนโลยี เป็นไปใน ๒ ลักษณะนี้มาก คือ ด้านหนึ่งเพื่อการพัฒนา
ศักยภาพและคุณภาพชีวิต และอีกด้านหนึ่งเพื่อสนองความต้องการในทางเห็นแก่ตัว และทำลายกัน

ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์นั้น เทคโนโลยีที่เด่นมาก ก็คือเทคโน-โลยีด้านการต่อสู้ทำศึกสงคราม
จะเห็นว่าเทคโนโลยีด้านนี้มีมากมายอย่าง ยิ่ง โดยเฉพาะปัจจุบันนี้ได้พัฒนาเป"นอย่างมาก มีอาวุธชนิดต่างๆ
ทั้งทางบกทางน้ำทาง อากาศ
เริ่มต้นตั้งแต่ขวาน หอก มีด ดาบ ธนู เกาทัณฑ์ มาถึงปืน จนถึงระเบิดชนิดต่างๆ
แม้กระทั่งระเบิดนิวเคลียร์

การที่มนุษย์สร้างอาวุธสำหรับทำลายกัน ในการทำศึกสงครามนั้น เรียกว่าเป็นเรื่องของการสนองโทสะ
แต่ไม่ใช่เรื่องของโทสะในแง่ที่ ว่าจะทำลายศัตรูเพียงอย่าง เดียว ข้อสำคัญก็คือมันเป็นสิ่งที่สนองความต้องการ
อำนาจความยิ่งใหญ่ด้วย การที่มนุษย์พัฒนาอาวุธและอุปกรณ์ที่ใช้ในการสงคราม ก็เพื่อจะได้มีอำนาจยิ่งใหญ่
แม้แต่การใช้ในทางสนองโลภะ เพื่อหาทรัพย์สมบัติ ก็เพื่อสร้างอำนาจความยิ่งใหญ่ไปด้วย จึงเป็นเรื่องที่สัมพันธ์
ซึ่งกันและกันโดยโยงไปโยงมา แต่รวมความแล้ว เทคโนโลยีจะเป็นแบบที่สนองโลภะ ก็ตาม สนองมานะและทิฏฐิ
ก็ตาม จะมีลักษณะคล้ายกันคือลักษณะที่รวมเข้าสู่ศูนย์กลางหรือรวมศูนย์เข้าหาตนเอง เพื่อให้ได้ผลประโยชน์มากๆ
ได้ครอบครองอำนาจความยิ่งใหญ่ ตลอดจนเพื่อเชิดชูทิฏฐิลัทธิ นิยมอุดมการณ์ของตน

คนกลุ่มหนึ่งมีความเชื่ออย่างแรงกล้าในเทคโนโลยี ถึงกับหวังและใฝ่ฝันว่า ในอนาคต ถึงแม้โลกนี้จะ
หมดสภาพเป็นที่อยู่อาศัยได้ เพราะธรรมชาติแวดล้อมเสื่อมโทรมเสียไปก็ดี เพราะสงครามนิวเคลียร์ก็ดี มนุษย์ก็จะ
ไปสร้างดินแดนในอวกาศอยู่อย่างมีความสุข บางคนก็ว่าจะไปสร้างดินแดนในดาวพระอังคารให้เป็นดังถิ่นสวรรค์
ที่มนุษย์จะอยู่อย่างสุขสมบูรณ์ ความคิด เช่นนี้ต้องเรียกว่าเป็นความเพ้อฝันแท้ๆ เป็นการหลีกหนีความจริง และไม่แก้
ปัญหาที่สาเหตุตามหลักเหตุปัจจัย

ในเมื่อไม่พัฒนาตัวคน ไม่ได้แก้ปัญหาที่ในตัวคนคือตัณหา มานะ ทิฏฐิ ที่เป็นมูลเหตุ เป็นตัวบงการ
ความคิดและการ กระทำตัวคนที่ไปอยู่ในอวกาศก็เป็นคนคนเดิม ที่เป็นอย่างเดิม ไปจากโลกนี้ ก็นำเอาตัณหา
มานะ ทิฏฐินั้นไปด้วย เมื่อรบกัน จนโลกนี้พังพินาศไปแล้ว ไปในอวกาศ ไปดาวพระอังคาร ก็ไปทำสงครามอวกาศ
แย่งชิงดินแดนกันที่นั่นอีก ทำลายโลกนี้แล้วหนีไปโลกอื่น ก็ไปทำลายโลกนั้นอีก และสงครามอวกาศจะรุนแรง
ยิ่งขึ้นไปกว่าสงครามในโลกนี้เสียอีก เมื่อแก้ปัญหาในโลกนี้ ไม่ได้แล้ว จะหวังไปอยู่อย่างสันติสุขในโลกอื่น
โดยมนุษย์คนเดียวกันกับที่ก่อปัญหาในโลกนี้ ซึ่งยังไม่ได้แก้ไขปรับปรุงตัวเอง คงต้องบอกว่าเป็นความเพ้อฝันที่
ไม่อาจเป็นไปได้

สภาพอย่างหนึ่งที่ชี้บ่งถึงสัญชาตญาณในการทำลาย ที่ยังเป็นไปอย่างพรั่งพร้อมในจิตใจของมนุษย์
และแสดงถึงแรงจูงใจในการมีและใช้เทคโนโลยีว่าโน้มไปในทางทำลาย ก็คือ เรื่องราวการแสดงต่างๆ ในภาพยนตร์
และทีวี ที่เกี่ยวกับ เทคโนโลยี ซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องการต่อสู้และศึกสงคราม เหมือนจะบอกว่า ถ้ามนุษย์จะพัฒนาเทคโนโลยี
ก็จะนึกถึงการที่จะใช้เทคโนโลยีนั้นเพื่อการทำลายศัตรู เพื่อครอบงำ เพื่อแย่งชิง เพื่อมีอำนาจเหนือผู้อื่นเป็นอันดับแรก
แม้แต่วีดีโอเกมส์ต่างๆ สำหรับเด็กที่แพร่หลายในปัจจุบัน ก็เป็นเรื่องของความรุนแรงโดยส่วนใหญ่ ซึ่งฟ้องอยู่ในตัวถึง
ปมปัญหาอะไรๆ หลาย อย่างใน เวลาเดียวกัน เช่น ทางด้านผู้ดูผู้ฟังผู้เล่น รวมทั้งตัวเด็กเอง ก็มีสัญชาตญาณในการ
ต่อสู้และการทำลายนี้เป็นตัวเด่น ทางฝ่ายผู้ผลิตสิ่งเหล่านี้ก็มุ่งแต่จะสนองความต้องการของผู้บริโภคโดยหวังเอาแต่
ผลประโยชน์อย่างเดียว

จิตใจที่พัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้ หาได้เป็นจิตใจที่พัฒนาแล้วแต่ อย่างใดไม่ คือ เป็นจิตใจของมนุษย์
ที่ยังไม่ได้พัฒนา ตนเองความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยี จึงมิได้เป็นหลักประกันหรือเป็นเครื่องแสดงถึงความ
พัฒนาของจิตใจมนุษย์ หรือการพัฒนาตัวของมนุษย์เอง แต่แสดงถึงการที่ความเจริญของจิตใจก้าวไม่ทัน หรือไม่ได้ก้าว
ไปด้วยกันกับความเจริญของ เทคโนโลยี ดังนั้น ถ้ามนุษย์เคยเบียดเบียนแย่งชิงทำลายและลุ่ม หลงมัวเมาอย่างไร
เทคโนโลยีก็เพียงมาช่วยเสริมให้การเบียดเบียนแย่งชิงทำลายและลุ่มหลงมัวเมานั้น สามารถแสดงออกและเป็นไปได้
อย่างสะดวกดาย และรุนแรงเต็มขีดมากขึ้นเท่านั้นและดูเหมือนว่ามนุษย์ยุคปัจจุบัน จะใช้เทคโนโลยีในรูปลักษณะนี้
เป็นเครื่องมือให้การศึกษาแก่มวลชน และแก่เยาวชนเป็น แนวหลัก

ถ้าการศึกษาของประชาชน โดยเฉพาะของเด็กและเยาวชน เป็นไปอย่างนี้ ไม่ว่าโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว
ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นที่ยอมรับของทางการหรือไม่ก็ตาม แต่ก็เป็นการศึกษานอกระบบกระแสหลัก แล้วจะหวังความสวัสดี
แก่สังคมนี้ได้อย่างไร เพราะที่แท้แล้วมันหาใช่การศึกษาไม่ แต่เป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับการศึกษาเลยทีเดียว และข้อนี้
ย่อมเป็นคำอธิบายได้อย่างหนึ่งว่า ทำไมการพัฒนาคนจึงเดินสวนทางกับการพัฒนาเทคโนโลยี คือ ในขณะที่เทคโนโลยี
เจริญก้าวหน้ามากขึ้น แต่คุณภาพของคนหรือคุณภาพของความเป็นมนุษย์กลับจะลดต่ำลง และถ้าสภาพนี้ดำเนินสืบเนื่อง
ต่อไปนานๆ โดยไม่สามารถแก้ไขปรับปรุงได้แม้แต่การพัฒนาเทคโนโลยี หรือการพัฒนาศักยภาพด้านขยายวิสัยแห่ง
อินทรีย์ของมนุษย์ที่เจริญล้ำดิ่งมาส่วนเดียวอย่างไม่ได้ สมดุลนี้ก็จะต้องถูกถ่วงดึงให้ล้าลงและหยุดชะงักไปด้วยในที่สุด
เพราะคุณภาพของคนทุกด้านย่อมส่งผลสัมพันธ์โยงถึงกันทั่ว ทั้งหมด

ยิ่งกว่านั้น ปัญหาสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่มักถูกมองข้ามไป ก็คือ เมื่อความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
มาประสานเข้ากับระบบเศรษฐกิจแบบถือผลประโยชน์เป็นใหญ่ ถ้าระบบผลประโยชน์นี้เหนียวแน่นแข็งแรง
ลงลึกมาก การพัฒนาและการใช้เทคโนโลยี ก็จะถูกกำหนดโดยระบบผลประโยชน์ทั้งหมด จะเป็นไปเพื่อสนอง
ความต้องการผลประโยชน์เท่านั้น และเมื่อความเข้มแข็งทางจริยธรรมไม่มีกำลังพอ สังคมก็จะมาถึงขั้นหนึ่งที่ว่า
แม้คนจะยังมีจิตสำนึกทางคุณธรรมอยู่บ้าง และมีความเพียรพยายามแสดงออกและทำการต่างๆ เพื่อแก้ไขปรับปรุง
แต่กลไกต่างๆ ภายในระบบจะตรึงตัวเต็มไปด้วยจุดกระทบที่ทำให้ ติดขัดไปหมด องค์ประกอบทั้งหลายของสังคม
จะอ่อนแอ ไม่มีกำลังพยุงตัวเอง ได้แต่อ่อนตัวไปตามระบบ และสภาพแวดล้อมของสังคมก็จะไม่เอื้อต่อการแก้ไข
ปรับปรุงทางจริยธรรม เมื่อถึงจุดนั้นสังคมก็อาจจะเข้าสู่ภาวะหมดความสามารถทางศีลธรรม หรือภาวะไร้สมรรถภาพ
ทางจริยธรรม เป็นเหมือน คนที่ตกลงไปในโคลนดูด หรือพลัดลงไปในทรายดูด แม้มือและแขนจะแข็งแรงก็ได้
แต่ไขว่คว้าไปเปล่าๆ แม้จะมีโคลนมีทรายก็อาศัยทานแขนพยุงตัวไม่ได้ ทรายและโคลนเหล่านั้นมีแต่จะมาช่วยกัน
ทับถมดูดตัวให้จมดิ่งลงไป

ในสังคมที่มีสภาพเช่นนี้ เมื่อมีปัญหาที่จะต้องป้องกันแก้ไข หรือมีงานสร้างสรรค์ที่จะต้องจัดทำ ทั้งที่รู้ดีว่า
จะต้องทำอะไรบ้างอย่างไร และอยู่ในวิสัยที่จะทำได้ไม่ยาก แต่เมื่อขัดกับการแสวงหาและการที่จะได้ผลประโยชน์
ส่วนตัว ก็ไม่อาจป้องกันแก้ไขปัญหาหรือจัดทำสิ่งที่ดีงามให้สำเร็จ ได้ เพราะไม่มีกำลังและที่เกาะเกี่ยวยึดเหนี่ยว
ทางจริยธรรมที่จะให้ก้าวขาอ้าแขนออกไปทำการ ทั้งที่มีเทคโนโลยีและทรัพยากรทุกอย่างพรั่งพร้อมบริบูรณ์ที่จะ
ใช้จัดทำได้ ก็กลายเป็นหมันไปหมดสิ้น หรือไม่ก็เอาไปใช้แต่ในทางที่จะสนับสนุนการแสวงหาผลประโยชน์ และแม้
กระทั่งกระทำในทางตรงข้าม คือ ใช้เป็นเครื่องมือสำหรับขัดขวางทำลายการป้องกันแก้ไขปัญหาหรือการสร้างสรรค์
สิ่งที่ดีงามนั้น สังคมจะต้องถอยตัวออกมา ก่อนที่จะถลำตกลงไปในภาวะไร้สมรรถภาพทางจริยธรรมอย่างที่กล่าวมานั้น

ในเรื่องของความคิด และแรงจูงใจในการสร้างสรรค์และใช้เทคโนโลยีนี้ ตามปกติ การสร้าง
โดยเฉพาะตัวความคิดที่ จะสร้างหรือแรงจูงใจในการสร้างเทคโนโลยีนี้ จะเป็นตัวจำกัดขอบเขตการใช้งานของ
เทคโนโลยีด้วย

ในสมัยก่อน ความคิด หรือแรงจูงใจในการสร้างเทคโนโลยีมักจะเป็นเรื่องกว้างๆ คลุมๆ รวมๆ กันไป
ไม่ชัดลงไปว่าจะใช้เพื่อวัตถุประสงค์อะไรจำเพาะเพียงอย่างเดียว เพราะฉะนั้น เทคโนโลยีสมัยก่อนนั้น
ทำขึ้นมาแล้วก็มักจะใช้งานได้หลาย อย่างคือจะใช้ในแง่สันติก็ได้ ในแง่สงครามก็ได้ เช่น มีด เราอาจจะเอามา
ใช้ตัดไม้ปลูกบ้านสับอาหารปรุงกับข้าวในครัวก็ได้ อาจจะเอามาทำร้ายกัน ฆ่าฟันคนอื่นก็ได้ แต่เมื่อเจริญมากขึ้น
ความคิดทำเพื่อความมุ่งหมายพิเศษเฉพาะอย่างก็มากขึ้น

โดยเฉพาะในเมื่อมนุษย์มีความเจริญก้าวหน้าในวิทยาการต่างๆ แบบชำนาญพิเศษเฉพาะทาง
ทำให้ความรู้ความชำนาญพิเศษเฉพาะด้าน เจริญพุ่งออกไปในแต่ละด้านๆ การพัฒนาเทคโนโลยีก็เลยมี
ลักษณะจำเพาะมากขึ้นด้วย ในสมัยนี้จึงมีการพัฒนาเทคโนโลยีชนิดที่ใช้ได้เฉพาะกิจ เช่น ใช้ในการสงคราม
อย่างเดียว เอาไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นไม่ได้

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเรามีมีด มีรถ ตลอดจนมีเครื่องบิน ในตอนแรกๆ อาจจะใช้งานได้กว้างๆ ทั่วไป
ใช้ในทางสันติก็ได้ ใช้ทำสงครามก็ได้ แต่ต่อมาเรามีปืนเอ็ม ๑๖ ปืนอาร์ก้า ซึ่งต้องใช้ในทางฆ่ากันเท่านั้น
จะเอาไปใช้ในทางสันติก็ทำประโยชน์ อะไรไม่ได้ สร้างรถขึ้นมาสำหรับใช้ในการสงครามโดยเฉพาะเช่นรถถัง
รถเกราะ เครื่องบินก็พัฒนาให้เป็นเครื่องบินรบโดย เฉพาะมีเครื่องบินมิกเครื่องบินเอฟ. ๑๔ เอฟ. ๑๕ เอฟ. ๑๖
นอกจากระเบิดนิวเคลียร์ เรายังมีระเบิดนิวตรอน ซึ่งมุ่งให้ทำลาย เฉพาะตัวคนแท้ๆ โดยที่ตัวอาคารสถานที่ไม่เสียหาย
อเมริกาคิดทำลูกระเบิดชนิดนี้ขึ้นมาแล้ว แต่ยังถูกท้วงอยู่ไม่ให้ใช้ เพราะถ้าใช้แล้วก็จะเกิดอันตรายมหาศาล คือทิ้งลงไป
แล้วคนหรือสิ่งมีชีวิตเท่านั้นตาย แต่ตัวตึก โต๊ะ เก้าอี้ วัสดุอุปกรณ์อะไรต่างๆ จะอยู่ในสภาพเป็นปรกติ ไม่แตกหัก
ไม่พัง

รวมความว่า มนุษย์คิดวิธีการที่จะสังหารกันได้มากมาย จนกระทั่ง ผลิตผลทางเทคโนโลยีนั้นใช้ได้
จำเพาะอย่างเดียวเป็นเรื่องของสงคราม เป็นเรื่องของการทำร้าย ฆ่าฟันกันโดยเฉพาะ ในเมื่อมนุษย์มีความคิด
มีแรงจูงใจเบื้องหลังการสร้างและการใช้เทคโนโลยีแบบนี้ เทคโนโลยีก็จะมีโทษพิษภัยเป็นอันมาก ปัญหาของเราก็คือ
จะปฏิบัติอย่างไรในเรื่องนี้

ได้บอกเมื่อกี้แล้วว่า โดยทั่วไปเทคโนโลยีนั้นเป็นสิ่งที่ใช้ได้ทั้ง ๒ ทาง คือ จะใช้เพื่อสนองความต้องการ
ในทางเห็นแก่ตัวและทำลายกันก็ได้ จะใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตหรือพัฒนาศักยภาพของคนก็ได้ เทคโนโลยี
บางอย่างใช้ได้ทั้งสองทางแล้ว แต่ว่าจะใช้อย่างไร แต่บางอย่างกำหนดมาจากการผลิตหรือสร้างขึ้นทีเดียว ว่าจะให้ใช้
ประโยชน์ทางไหน ฉะนั้น ในยุคที่ เทคโนโลยีเจริญพร้อมกับความชำนาญพิเศษเฉพาะด้านนี้ ถ้าคนมีแรงจูงใจ
ที่ชั่วร้ายไม่มีคุณธรรม ปัญหาเรื่องนี้ก็จะมีมากขึ้น

ปัญหาก็คือ ทำอย่างไรจะให้มนุษย์ พยายามสร้างเทคโนโลยีชนิดที่อำนวยประโยชน์ ในทางที่จะ
พัฒนาคุณภาพชีวิตและพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ และใช้เทคโนโลยีนั้นในทางที่เป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิต
อย่างที่กล่าวมา

ปัจจุบันนี้จะเห็นว่า นอกจากเทคโนโลยีชนิดที่ใช้ประโยชน์ได้เฉพาะแง่เดียว หรือใช้ได้อย่างเดียว
ในการทำลายแล้ว หลายอย่างก็ใช้ได้ทั้งในทางที่เป็นคุณประโยชน์ และในทางที่สนองกิเลส ดังที่เห็นๆ กันอยู่

โทรทัศน์ จะใช้ในทางดี เอามาช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต ใช้เป็นเครื่องแสวงหาความรู้เสริมสร้าง
ความคิดความเข้าใจจากข่าวสารข้อมูลและสารคดีต่างๆ ตลอดจนเอามาใช้ฝึกสอนวิชาความรู้กันต่างๆ ก็ได้
หรือจะใช้เป็นเครื่องสนองกิเลสต่างๆ ก็ ได้ ในขั้นต้นๆ ก็อาจจะเป็นเพียงรายการบันเทิง เรื่องสนุกสนานต่างๆ
หรืออาจจะใช้ในการโฆษณาสินค้า ตลอดจนใช้ในการเผยแพร่ข่าวสารที่อำพรางหรือเป็นเท็จ ชักนำให้หลงผิดก็ได้
แม้กระทั่งว่าชาวบ้านก็อาจจะใช้โทรทัศน์ในการเล่นการพนันอย่าง ที่เรียกว่า มวยตู้ อย่างนี้เป็นต้น

โทรศัพท์ก็เหมือนกัน จะใช้ติดต่อกันในทางดีหรือทางร้ายก็ได้ วิทยุ วีดีโอ เครื่องบันทึกเสียง
ก็ทำนองเดียวกัน หรือ อย่างในวันนี้ ถ้าพูดเข้าข้างตัวก็ว่า เรากำลังใช้เทคโนโลยีเหล่านี้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต
กำลังใช้ไมโครโฟนและเครื่องขยาย เสียงเพื่อพูดรายการเกี่ยวกับพุทธธรรม หรือ สไลด์มัลติวิชั่นเรื่องชีวประวัติ
ท่านพุทธทาสที่ฉายให้ดูเมื่อกี้ ก็เป็นการใช้เทคโนโลยี ในทางที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิต

เป็นอันว่า ปัญหาของมนุษย์ที่เกี่ยวกับเรื่องเทคโนโลยีในแง่ของพุทธธรรมด้านหนึ่งก็คือ
ทำอย่างไรจะให้คนคิดสร้างสรรค์พัฒนาเทคโนโลยีและใช้เทคโนโลยีในทางที่เป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิต
และพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ ซึ่งอาจทำได้ทั้ง สองอย่าง คือ ผลิตหรือใช้เทคโนโลยีนั้นเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต
โดยตรง และอีกอย่างหนึ่งคือใช้เทคโนโลยีนั้นเพื่ออำนวยโอกาส ให้เราสามารถพัฒนาตน เช่น เทคโนโลยี
บางอย่างช่วยทุ่นเวลาและแรงงานของเรา เราใช้มันทำงานเสร็จโดยง่ายและเร็วไวแล้ว เรามีเวลาและแรงงาน
เหลืออยู่มาก ก็จะได้เอาเวลาและแรงงานนั้นไปใช้ประโยชน์ บางท่านก็เอาไปใช้ในการแสวงหาความรู้ ถ้า
เป็นผู้สนใจธรรม ก็อาจเอาไปใช้ในการปฏิบัติธรรม ไปทำกรรมฐานหรือไปอ่านหนังสือธรรม หรือไปแนะนำให้
ความรู้และช่วย เหลือเพื่อนมนุษย์ อะไรต่างๆ ทำนองนี้ เท่ากับว่า เทคโนโลยีอำนวยโอกาสแก่เรา ในการที่จะ
พัฒนาคุณภาพชีวิตได้มากขึ้น แต่ถ้าเราไม่ใช้ในทางดี มันก็อำนวยโอกาสเหมือนกัน แต่อำนวยโอกาสในการ
ที่จะทำลายคุณภาพชีวิต เช่น ใช้มอมเมา สร้างความลุ่มหลงหมกมุ่น ใช้เล่นการพนัน นี้ก็เป็นอีกด้านหนึ่งที่
เทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องกับทางธรรม

เป็นธรรมดาที่เราจะต้องเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า เราจะเกี่ยวข้องอย่างฉลาด
ให้เป็นคุณประโยชน์ได้ อย่างไร พูดด้วยภาษาพระก็คือ จะใช้และเกี่ยวข้องกับมันในทางที่จะให้เกิดเป็นกุศล
ถ้าเป็นไปได้ก็คือ ต้องพยายามที่จะผลิตหรือสร้างสรรค์เทคโนโลยีชนิดที่ใช้ประโยชน์ ได้แต่ในทางกุศลให้มากขึ้น
ปัจจุบันนี้มีปัญหาว่า โลกได้ผลิตได้สร้างเทคโนโลยี สำหรับใช้ในทางที่เป็นอกุศลมากกว่า มีบางส่วนเท่านั้น
ที่เอามาใช้อำนวยประโยชน์ในทางกุศลได้ด้วย
เทคโนโลยี เครื่องมือพิชิตธรรมชาติ

ต่อไป ขอพูดเลยไปถึงเรื่องท่าทีของมนุษย์ต่อธรรมชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเหมือนกัน
เรื่องนี้สัมพันธ์กับข้อก่อนที่ว่ามา แล้ว ได้กล่าวแล้วว่า ประวัติการคิดสร้างสรรค์เทคโนโลยีของมนุษย์ ดำเนินมา
ด้วยกันกับประวัติอารย ธรรมของมนุษย์ โดยเทคโนโลยีก็เป็นส่วนสำคัญของอารยธรรมของมนุษย์ด้วย มนุษย์เจริญ
ผ่านยุคต่างๆ โดยมีลักษณะการ ดำเนินชีวิตที่แตกต่างกันจะขอแยกแยะสิ่งที่พูดไว้ในข้อก่อนให้ชัดเจนขึ้น กล่าวคือ
เขาแบ่งประวัติอารยธรรมของมนุษย์เป็น ระยะ หรือยุคต่างๆ ซึ่งสัมพันธ์กับการดำเนินชีวิตและเทคโนโลยีด้วย

ยุคแรกทีเดียวอาจจะเรียกว่า ยุคบุพกาล คือก่อนที่จะมีอารยธรรม เป็นยุคที่มนุษย์เที่ยวเก็บหา
อาหารซึ่งเป็นพืชพรรณที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และจับสัตว์กิน ในยุคนี้ชีวิตของมนุษย์ขึ้นกับธรรมชาติ
โดยสิ้นเชิง เพราะอาหารที่เป็นพืชพรรณนั้น ขึ้นอยู่เองตามพื้นดิน มนุษย์ไปเก็บเอาตามที่มันเกิดอยู่แล้ว สัตว์ก็เกิด
อยู่บนท้องทุ่งป่าเขาตามธรรมชาติ มนุษย์ก็ไปจับเอามัน มายุคนี้แทบจะไม่มีเทคโนโลยีเลย นอกจากเครื่องมือขั้นต้น
เพียงเล็กน้อย

ต่อมา มนุษย์มีความเป็นอยู่เจริญขึ้น ไม่อยากไปหาอาหารไกลๆ ต้องการให้อาหารอยู่ใกล้ในที่อยู่ของตัว
หรือใกล้ที่ อยู่ของตัวและให้ตัวเองสามารถกำหนดปริมาณของมันได้ ตลอดจนมีพร้อมที่จะบริโภคได้ในเวลาที่ต้องการ
มนุษย์ก็ดำเนิน ชีวิตก้าวหน้าขึ้นมา มีการเพาะปลูกพืช และมีการเลี้ยงสัตว์ แทนที่จะวิ่งไล่ตามสัตว์ไป ก็เอาสัตว์มาเลี้ยง
ในที่ของตัวเอง ยุคนี้ เรียกว่า ยุคเกษตรกรรม

ในยุคเกษตรกรรมนี้มีการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นต้นขึ้นมาแล้ว เช่น ในการเพาะปลูก ก็มีการคิดทำจอบ
ทำเสียมขึ้นมา ในการเลี้ยงสัตว์ก็รู้จักสร้างที่ให้มันอยู่ มนุษย์รู้จักทำอะไรที่เป็นของตนเองขึ้นมาบ้าง แต่การทำอะไร
ของมนุษย์ในยุคนี้ ก็เป็นการทำโดยกลมกลืนกับธรรมชาติ คือ มนุษย์จะต้องเรียนรู้วิถีของธรรมชาติว่าเป็นอย่างไร
แล้วทำให้สอดคล้องกับวิถีของธรรม ชาตินั้น เช่น จะเพาะปลูกพืชก็ต้องเลือกชนิดหรือพันธุ์ ที่ถูกกับสภาพดินฟ้า
อากาศของท้องถิ่น และต้องทำให้เป็นไปตามฤดูกาล ต้องรู้ว่าหน้าฝนจะมาในเดือนนี้ ฝนมาน้ำมีแล้ว จะต้องไถ
ต้องหว่าน ต้องเก็บเกี่ยวไปตามเวลาที่สอดคล้องเป็นไปตาม ธรรมชาติ แม้จะรู้จักทำสิ่งที่เป็นของตนเองแต่ก็ต้องทำให้
กลมกลืนกับธรรมชาติ แต่ก็เรียกว่ารู้จักใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ มากขึ้นและมีเทคโนโลยีขึ้นแล้ว แม้กระนั้นก็ยัง
มีชีวิตที่ขึ้นกับธรรมชาติมาก ความเป็นไปในธรรมชาติที่ไม่เกื้อกูลมีผลกระทบกระเทือนต่อมนุษย์มาก

ชีวิตในยุคเกษตรกรรมอย่างที่กล่าวมานั้น มนุษย์ยังไม่พอใจ ก็จึงคิดหาทางที่จะมีชีวิตที่ดียิ่งขึ้นไปอีก
ชีวิตที่ดียิ่งกว่านี้ ก็คือ ชีวิตที่ตนเองสามารถกำหนดความเป็นอยู่ มีอำนาจจัดสรรความสุขสมบูรณ์ของตัวเองได้มากขึ้น
เมื่อพยายามดิ้นรนสร้าง สรรค์ต่อมา มนุษย์ก็เจริญขึ้นมาสู่ยุคใหม่อีกยุคหนึ่ง คือได้พัฒนาเทคโนโลยีระดับก้าวหน้าขึ้นมา
มีเครื่องจักรเครื่องกล ถึงตอนนี้มนุษย์ก็สามารถผลิตอาหาร ผลิตปัจจัยสี่ได้ทีละมากๆ ในเวลาที่รวดเร็วขึ้นเขาเรียกว่า
เป็น ยุคอุตสาหกรรม

ในยุคอุตสาหกรรมนี้มนุษย์มีเวลาเหลือว่างมากขึ้น ก็จึงมีการศึกษาวิทยาการอะไรต่างๆ มีความรู้ความ
ชำนาญพิเศษ เฉพาะด้านๆ มากขึ้นไปตามลำดับ เป็นยุคที่เทคโนโลยีเจริญอย่างแท้จริง และมีความก้าวหน้ามาก
เมื่อความเจริญแบบนี้เริ่ม ต้นขึ้นใหม่ๆ มนุษย์พากันใฝ่ฝัน มีความหวังว่า ต่อไปในไม่ช้า โลกนี้จะมีความอุดมสมบูรณ์
มีทุกสิ่งทุกอย่าง พร้อมตามที่ มนุษย์ต้องการ มนุษย์จะสามารถจัดสรรและจัดการทุกสิ่งทุกอย่างได้ตามปรารถนา
เมื่อเริ่มยุคอุตสาหกรรมมนุษย์มีความฝัน อย่างนี้ เหมือนกับที่มนุษย์ในยุคเทคโนโลยีแบบปัจจุบันนี้ฝันนั้นเอง

หลักการสำคัญในการสร้างความเจริญของมนุษย์ยุคนี้ก็คือ ความใฝ่ฝันว่าจะต้องเอาชนะธรรมชาติ
หรือพิชิตธรรมชาติ การที่รู้กฎธรรมชาติ แล้ว นำความรู้นั้นมาใช้จัดสรรสิ่งต่างๆ เอาชนะธรรมชาติได้ นั่นแหละ
คือการที่มนุษย์ประสบความ สำเร็จ สิ่งที่เป็นเครื่องหมายแสดงถึงความก้าวหน้าในการพิชิตธรรมชาติ ก็คือ
ความก้าวหน้าของวิทยาการที่มีความชำนาญ พิเศษเฉพาะด้าน
แตกแขนงซอยถี่ออกไปมากยิ่งขึ้น
และเครื่องมือพิชิตธรรมชาติที่ได้ผล ก็คือ เทคโนโลยีที่ซับซ้อน มีประสิทธิ ภาพยิ่งขึ้น เมื่อกล่าวโดยรวม
การพยายามเอาชนะธรรมชาติ ความรู้ความชำนาญพิเศษเฉพาะด้าน และความก้าวหน้าของ เทคโนโลยี
นับว่าเป็นลักษณะพิเศษของยุคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะความพยายามของมนุษย์ในการเอาชนะธรรมชาตินั้นได้
แสดงออกในพฤติกรรมต่างๆ มากมาย จนถึงขั้นที่เรียกได้ว่า เป็นการเบียดเบียนธรรมชาติทีเดียว

มนุษย์ได้มีความเจริญก้าวหน้าอย่างนี้มาเป็นเวลานาน เวลาล่วงมาๆ เทคโนโลยีก็เจริญมากขึ้นๆ
จนถึงตอนหนึ่งเมื่อ ไม่นานมานี้เอง มนุษย์ก็เริ่มรู้ตัวขึ้นมา มองเห็นว่าปัญหาใหม่ที่ไม่เคยคิดฝัน ได้เกิดขึ้น
แล้วในโลกที่มนุษย์เป็นอยู่นี้ ซึ่งที่จริงเป็น ปัญหาที่สะสมมานาน แต่เพิ่งโผล่ให้เห็น เราไม่รู้ตัวมาก่อน พอมัน
ปรากฏตัวขึ้นมามนุษย์เราก็ลำบากแทบแย่เลย เพราะเป็นปัญหาที่ร้ายแรงมากถึงขั้นที่ว่าโลกมนุษย์นี้อาจจะสูญสิ้น
พังพินาศไปก็ได้

ภัยอันตรายที่มนุษย์รู้ตระหนักขึ้นมาใหม่ๆไม่นานนี้ คืออะไรบ้าง ที่เด่นก็คือปัญหาสภาพแวดล้อมเสีย
ทรัพยากรธรรมชาติร่อยหรอไป การเกิดมลภาวะต่างๆ ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตในธรรมชาติมาก เมื่อธรรมชาติ
สูญเสียหรือวิปริตผิดเพี้ยนไปผลร้ายก็สะท้อนกลับมากระทบกระเทือนแก่มนุษย์ในรูปต่างๆ เช่น โรคภัยไข้เจ็บ
แปลกๆ อากาศเสีย ซึ่งทำให้สุขภาพของ มนุษย์เสียไปโรคภัยไข้เจ็บที่รักษายากบางอย่างเช่น มะเร็ง ก็มีส่วนที่เกิดจาก
การทำลายสภาพแวดล้อมนี้ด้วย อันนี้เป็นปัญหาใหญ่ที่มนุษย์ต้องให้ความสนใจ และต้องใช้พลังความคิดในการแก้ไขมาก

ปัญหาต่อไป แม้จะเป็นเรื่องปลีกย่อย แต่ก็คอยก่อกวนระบบอุตสาหกรรมอยู่ตลอดเวลาก็คือเทคโนโลยี
ในยุคอุตสาหกรรมที่ผลิตอะไรได้มากมายและรวดเร็วนี้ ได้ทำให้เกิดการว่างงาน เป็นปัญหาของสังคมปัจจุบัน
ที่ต้องแก้ไขกันอยู่เรื่อยไป

ปัญหาอีกด้านหนึ่งก็คือ ความเจริญในยุคอุตสาหกรรมทำให้มีวัตถุบริโภคมาก มีเครื่องอำนวยความ
สะดวกสบาย ตลอดจนปรนเปรอบำรุงบำเรอมาก ในเมื่อไม่มีการพัฒนาคุณภาพของคนควบคู่ไปด้วยอย่างเพียงพอ
ก็ทำให้มนุษย์ในยุคนี้มี การแข่งขัน ในลักษณะของการเอารัดเอาเปรียบแก่งแย่งเบียดเบียนกันมาก เช่น แก่งแย่ง
เพื่อให้ได้ผลประโยชน์มากกว่า เพื่อจะได้ครองอำนาจเหนือกว่า

อีกด้านหนึ่งปัญหาสำคัญที่เด่นชัดมากขึ้นๆ ก็คือภาวะจิตใจ ซึ่งปรากฏว่า มนุษย์ในยุคนี้ โดยเฉพาะใน
สังคมอุตสาหกรรมที่มีความเจริญทางเทคโนโลยีสูง มีความเครียดมาก มีจิตใจที่กลัดกลุ้มกังวล มีความกระวนกระวาย
สูง มีสภาพจิตที่เรียกว่าความรู้สึกแปลกแยกรุนแรง ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เกิดจากลักษณะการทำงาน และความเป็นอยู่ในยุค
อุตสาหกรรมที่เจริญด้วย เทคโนโลยีนี้เอง

ยิ่งกว่านั้น ภาวะทางจิตใจที่มีความเครียด ความกระวนกระวาย มาก มีความรู้สึกแปลกแยกมากนั้น
ก็ส่งผลสะท้อนกลับไปเป็นปัญหาต่อสุขภาพของมนุษย์ ทำให้มนุษย์ในประเทศที่เจริญด้วยอุตสาหกรรมนั้น
พากันเป็นโรคหัวใจมาก เป็นโรคความดันโลหิตสูงกันมาก อย่างนี้เป็นต้น ดังเป็นที่รู้กันว่า ในประเทศที่พัฒนาแล้ว
เช่น ประเทศอเมริกา โรคหัวใจเป็นสาเหตุของการตายอันดับหนึ่ง จนเรียกว่าเป็นโรคของอารยธรรม

เมื่อมาเจอปัญหาเหล่านี้เข้า มนุษย์ก็เริ่มรู้สึกผิดหวังต่อความเจริญทางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี
ผิดหวังต่อความเจริญซึ่งเป็นผลที่เกิดจากการพัฒนาของมนุษย์ หรือการสร้างความเจริญโดยมุ่งเอาชนะธรรมชาติ
สาเหตุสำคัญของปัญหาก็ อยู่ที่ว่า การสร้างความเจริญทางเทคโนโลยีด้วยการแข่งกัน พัฒนาความรู้ความชำนาญ
พิเศษเฉพาะด้านของตนพุ่งตรงออกไป แตกแขนงแยกกันออกไปๆ ก็ดี การมุ่งเอาชนะธรรมชาติก็ดี ล้วนนำไปสู่การ
สูญเสียความสมดุลและการทำลายระบบความอิงอาศัยสัมพันธ์กัน ทำให้เกิดความระส่ำระสาย ในเวลาที่ทำไปอย่างนี้
มนุษย์ไม่รู้ตัวว่าได้ค่อยๆ ทำลายระบบการดำรงอยู่ร่วมกันขององค์ประกอบต่างๆ ที่จะทำให้ชีวิตมนุษย์เป็นอยู่ได้
ทำให้ระบบนั้นเสียสมดุลและแตกสลายลงไปเรื่อยๆ จะอยู่กับใคร: กับคนและธรรมชาติ หรือกับเทคโนโลยี
สิ่งที่เป็นองค์ประกอบร่วม ซึ่งช่วยให้มนุษย์อยู่ได้ด้วยดีนั้นมี ๓ อย่างคือ หนึ่ง ตัวมนุษย์เอง สอง สังคม สาม
ธรรมชาติแวดล้อม

สำหรับตัวมนุษย์เองที่ประกอบด้วยกายกับใจนั้น กายกับใจก็ต้องประสานกลมกลืน มีความสมดุลพอดี
ต่อกัน ถ้ากายกับใจอยู่ร่วมกันโดยทำงานประสานเกื้อกูลกันด้วยดี ก็เป็นชีวิตที่สมบูรณ์ และเป็นตัวมนุษย์ที่สมบูรณ์
แต่ตัวมนุษย์นี้ยังต้องสัมพันธ์อาศัยสิ่งอื่นอีก จะอยู่โดดเดี่ยวโดยลำพังไม่ได้ อย่างแรก ชีวิตมนุษย์ต้องสัมพันธ์
อิงอาศัยธรรมชาติ มนุษย์นั้นเกิดจากธรรมชาติและเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่ในธรรมชาติ
และตามกฎธรรมชาติ หนีจากธรรมชาติไม่ได้ และอีกอย่างหนึ่ง มนุษย์นั้นอยู่รวมกันเป็นสังคม สามอย่างนี้เป็น
องค์ประกอบที่ช่วยให้เกิดภาวะการดำรงอยู่ด้วยดีของมนุษย์ การที่มนุษย์จะดำรงอยู่ด้วยดี องค์ประกอบเหล่านี้จะต้อง
มีความประสานกลมกลืนสมดุลกัน

ทีนี้ การพัฒนาความเจริญของมนุษย์ในยุคที่ผ่านมานั้นแตกแยก ออกไปเป็นด้านๆ ไม่ประสานกัน
และมุ่งเอาชนะกด ขี่ธรรมชาติ ก็จึงผิดกฎเกณฑ์นี้ เริ่มด้วยผิดหลักการประสานกลมกลืนส่วนที่หนึ่ง กล่าวคือ
เมื่อเรามุ่งเอาชนะพิชิตธรรมชาติ เราก็มีลักษณะการกระทำและมีพฤติกรรมที่เป็นการทำลายธรรมชาติไปด้วย
เมื่อธรรมชาติถูกทำลาย องค์ประกอบที่จะทำให้เกิดความประสานกลมกลืนพอดีมีดุลยภาพก็เสียไป เมื่อเสียดุล
ขาดความพอดีและความประสานกลมกลืนไปแล้ว มนุษย์ก็ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ด้วยดี ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า
มื่อธรรมชาติเสียหายแล้ว ชีวิตมนุษย์ก็พลอยถูกกระทบกระเทือนไปด้วย

ฉะนั้น สิ่งที่ปรากฏเป็นปัญหาในสภาพปัจจุบัน ก็เกิดขึ้นกับองค์ประกอบ ๓ อย่างนี้เอง คือ ที่ตัวมนุษย์เอง
ร่างกายก็มีโรคภัยไข้เจ็บที่น่ากลัวเกิดแพร่หลายมากขึ้น เช่น โรคหัวใจ โรคมะเร็ง ซึ่งบางอย่างก็แทบจะหมดหวัง
ในการรักษา สุขภาพกายก็ เสื่อมเสียจิตใจก็เป็นทุกข์ เช่น มีความเครียด ความกลุ้มกังวล กระวนกระวายมาก
มีความรู้สึกแปลกแยกมาก สุขภาพจิตก็เสีย ในด้านธรรมชาติ ดินน้ำอากาศก็เสีย สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม
มีมลพิษมาก ถิ่นที่อยู่ของมนุษย์บางแห่งสภาพแวดล้อมเสีย มากจนอยู่ไม่ได้ มนุษย์ต้องทิ้งถิ่นฐานอพยพออกไป
ส่วนในด้านสังคม ก็มีการเอารัดเอาเปรียบแก่งแย่งแข่งขันกันมากขึ้น มนุษย์หวาดระแวงกันมากขึ้น
ขาดความรู้สึกมีส่วนร่วมในสังคมนั้นๆ การอยู่ด้วยกันไม่มีความ อบอุ่น เต็มไปด้วยสภาพตัวใครตัวมัน ทีใครทีมัน

ปัญหาที่กล่าวมานี้ล้วนเป็นผลกระทบต่อองค์ประกอบในการอยู่ร่วมกัน ๓ อย่างนี้ทั้งสิ้น ฉะนั้น
ปัจจุบันนี้มนุษย์จึงเริ่มเกิดความตื่นตัว ที่จะรู้เข้าใจโทษภัยของความเจริญแบบเอาชนะธรรมชาติ เมื่อรู้สึกถึง
อันตรายของความเจริญแบบนี้ ก็คือรู้ สึกถึงภัยของเทคโนโลยีด้วยนั่นเอง เพราะเทคโนโลยีเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้
เกิดความเจริญแบบนี้ เมื่อตื่นตัวแล้วก็หาทางออกกันเป็นการใหญ่

ทางออกทางหนึ่งก็อยู่ที่เทคโนโลยีนั่นเอง คือ หาทางสร้างสรรค์พัฒนาและใช้เทคโนโลยีที่ไม่เกิด
โทษภัย ดังปรากฏว่า ปัจจุบันนี้มีกลุ่มชนไม่น้อยหันมาสนใจเทคโนโลยีตามแนวความคิดใหม่ ที่เขาเรียกว่า
เทคโนโลยีระดับกลาง (intermediate technology) หรือบางทีเรียกว่า เทคโนโลยีที่เหมาะสม (appropriate technology)
และยังมีชื่อเรียกอีกหลายอย่าง บ้างก็เรียก ว่า ซอฟท์เทคโนโลยี เทคโนโลยีที่นุ่มนวล (soft technology) หรือว่า
เซนซิเบิลเทคโนโลยี เทคโนโลยีที่สมเหตุสมผลหรือมีความ สำนึกหน่อย (sensible technology) ออลเทอร์เนตีฟ
เทคโนโลยี เทคโนโลยีที่เป็นทางเลือก (alternative technology) อะไร ทำนองนี้ มีชื่อเรียกมากมาย การที่มีชื่อ
เรียกหลายอย่างนี้ ในแง่หนึ่งก็เป็นการแสดงว่าคนจำนวนมากได้หันมาสนใจใส่ใจ คิด เอาจริงเอาจังกับ
เทคโนโลยีแบบนี้

ลักษณะสำคัญของเทคโนโลยีแบบนี้ก็คือ พยายามไม่ให้มีมลภาวะ ไม่ทำลายสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะ
ก็ใช้ทรัพยากรที่ทดแทนใหม่ได้ หรือใช้วัสดุที่หมุนเวียนได้ ไม่ก่อความรู้สึกแปลกแยกในจิตใจ และไม่ทำให้
คนแปลกแยกจากกันเช่นให้ภายในที่ทำงานมีชีวิตชีวา ไม่ทำงานอย่างเป็นเครื่องจักรเครื่องกล แล้วก็เป็น
เทคโนโลยีที่ใช้ผลิตสิ่งบริโภคในบ้านหรือใน ท้องถิ่นแทนที่จะเป็นระดับชาติระดับเมืองอย่างที่เป็นมาแต่ก่อน
อันนี้ก็เป็นความเคลื่อนไหวใหม่

ท่าทีและการปฏิบัติในเรื่องเทคโนโลยี เท่าที่ว่ามาในข้อนี้ โดยสรุปก็คือ

๑. จะต้องมีความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับระบบความดำรงอยู่ร่วมกันด้วยดี โดยประสานกลมกลืนและ
เกื้อกูลกันระหว่างองค์ประกอบทั้ง ๓ คือ มนุษย์ ธรรมชาติ สังคม จะต้องสร้างความเข้าใจอย่างนี้ขึ้นมา ให้มนุษย์
รู้สึกตัวสำนึกว่า องค์ประกอบทั้งสาม คือ มนุษย์ ธรรมชาติ และสังคม นั้นเป็นสิ่งที่อิงอาศัยซึ่งกันและกัน ควรจะอยู่
ร่วมกันด้วยดี เกื้อกูลซึ่งกันและ กันไม่ใช่เอาเปรียบกันทำลายกัน ฉะนั้น เทคโนโลยีที่ทำลายธรรมชาติ
เทคโนโลยีที่ทำลายสังคม ที่ก่อปัญหาแก่ชีวิต จึงควรถูก ละเลิก เลิกใช้เลิกผลิต แต่ที่ว่านี้ก็ยังเป็นเพียงความฝัน
เพราะว่ามนุษย์ได้ก้าวหน้ามาในทางสายนี้ไกลมากแล้ว การกลับตัวไม่ ใช่เรื่องที่ง่ายนัก

อย่างไรก็ตาม อย่างน้อยสิ่งที่จะต้องทำประการแรกก็คือ จะต้องสร้างความตื่นตัวตระหนักสร้างความ
สำนึก และความเข้าใจพื้นฐานนี้ขึ้นมา ให้เห็นความสำคัญของการอยู่ร่วมกันด้วยดีระหว่างองค์ประกอบทั้ง ๓ คือ
มนุษย์ ธรรมชาติ และ สังคม ให้การพัฒนาเทคโนโลยีเป็นไปในทางที่จะช่วยส่งเสริมความประสานกลมกลืนและ
เกื้อกูลกันนี้ คือ ไม่ใช่สร้างเทคโนโลยีขึ้นมาเป็นองค์ประกอบใหม่ที่ ๔ ไม่ใช่สร้างเทคโนโลยีขึ้นมาเป็นตัวที่แปลก
หน้า เป็นตัวที่เข้ามาแทรกแซง กั้นแยกมนุษย์ ธรรมชาติสังคม ออกจากกัน ตลอดจนกลายเป็นตัวทำลายองค์ประกอบ
เหล่านั้น แต่จะต้องมีท่าทีปฏิบัติต่อเทคโนโลยีใหม่ คือสร้างเทคโนโลยีขึ้นให้เป็นปัจจัยที่ช่วยเสริมประสานองค์ประกอบ
ทั้ง ๓ อย่างนั้นให้เข้ามากลมกลืนเกื้อกูลและงอกงามไปด้วยกัน

๒. ตั้งเจตนาต่อธรรมชาติใหม่ ไม่มุ่งเอาชนะ ไม่มุ่งพิชิตเบียด เบียนธรรมชาติ แต่มุ่งรู้ เข้าใจ เพื่อจะได้
ปฏิบัติถูกต้อง ต่อธรรมชาติ ในการที่จะอยู่อย่างประสานกลมกลืนและเกื้อกูลกันกับธรรมชาติ และแม้แต่จะให้
สามารถช่วยเหลือธรรมชาติได้ ในเวลาที่ธรรมชาติถูกทำให้เสียสมดุล ข้อนี้แสดง ว่า การที่มนุษย์มีความเจริญ
ทางวิทยาการต่าง ๆ นี้ไม่ใช่ไร้ประโยชน์ แต่ควรจะมีท่าทีใหม่ต่อธรรมชาติ แล้วใช้ความรู้ในวิทยาการต่างๆ
สนองท่าทีใหม่ ในทางที่สร้างสรรค์เกื้อกูลนั้น

ที่ว่ามานี้ ไม่ใช่เป็นการถอยหลังกลับไปหายุคก่อน ขอให้เทียบดูในยุคต่างๆ ที่พูดมาแล้ว ในยุคแรก คือ
ยุคบุพกาล มนุษย์ขึ้นกับธรรมชาติโดยสิ้นเชิง ไม่เป็นตัวของตัวเองเลย ธรรมชาติเป็นอย่างไร ตัวก็ต้องเป็นไป
อย่างนั้น ไม่มีความเป็นอิสระต่อมาในยุคที่สอง คือยุคเกษตรกรรม มนุษย์รู้จักธรรมชาติมากขึ้น รู้จักทำสิ่งที่เป็นของ
ตัวเองโดยให้ประสานกลมกลืนกับระบบของธรรมชาติ ยังขึ้นต่อธรรมชาติ แต่มีความเป็นตัวของตัวเอง เป็นอิสระ
ขึ้นบ้างในระดับหนึ่ง ต่อมาอีกถึงยุคอุตสาหกรรม มนุษย์มุ่งเอาชนะธรรมชาติ พยายามพิชิตธรรมชาติ มีความเป็น
ตัวของตัวเอง เป็นอิสระขึ้นมากทีเดียว แต่เกิดความขัดแย้งกับ ธรรมชาติต่างฝ่ายต่างสูญเสีย เกิดความระส่ำระสาย
แล้วเกิดผลเสียหายร่วมกัน ซึ่งกระทบต่อทั้งสองฝ่าย

ตอนนี้จะขึ้นยุคใหม่เป็นยุคที่ ๔ จะต้องเปลี่ยนใหม่ ไม่ใช่หวนหลังกลับไปหาเก่าทั้งหมด แต่เป็นการปรับ
ให้พอดี คือ รู้ จักจัดตนเองและธรรมชาติให้ประสานกลมกลืนและเกื้อกูลต่อกัน ซึ่งมนุษย์สมัยปัจจุบันมี ความสามารถ
ที่จะทำได้มาก เพราะว่ามนุษย์ได้มีความรู้ เข้าใจธรรมชาติมากขึ้นด้วยความเจริญทางวิทยาศาสตร์ ส่วนการปฏิบัติ
ให้ถูกต้องก็คือการนำพุทธธรรมมาใช้นั่นเอง และนี่ก็เป็นจุดหนึ่ง ที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาบรรจบกับพุทธธรรม

๓. สร้างสรรค์ พัฒนา และใช้เทคโนโลยี เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตหรือพัฒนาศักยภาพของคน หรือ
เพื่อสร้างเสริมโอกาสในการที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิต หรือพัฒนาศักยภาพ เช่นนั้น ไม่ผลิต พัฒนา หรือใช้เทคโนโลยี
เพื่อสนองความเห็นแก่ตัว และการเบียดเบียนทำลาย ไม่ว่าจะเป็นการทำลายมนุษย์ด้วยกัน ทำลายสังคม หรือทำลาย
ธรรมชาติแวดล้อมก็ตาม ไม่มุ่ง สนองโลภะ โทสะ โมหะ หรือ ตัณหา มานะ และทิฏฐิ ไม่ส่งเสริมให้เกิดความลุ่มหลง
มัวเมาที่ทำให้มนุษย์กลายเป็นทาสของ วัตถุ ตลอดจนเป็นทาสของเทคโนโลยีเอง แต่ให้เทคโนโลยีเป็นเครื่องส่ง
เสริมเอื้ออำนวย ในการที่มนุษย์จะเข้าถึงสันติสุข และอิ สรภาพ รวมทั้งดำรงรักษาความเป็นอิสระจากเทคโนโลยี
นั้นเอง ไว้ได้โดยตลอดด้วย

ที่จริงนั้น ไม่ว่ามนุษย์จะเจริญด้วยเทคโนโลยีมากเพียงไร แม้จะเอาชนะพยายามพิชิตธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม
ก็หนี ความต้องการธรรมชาติไปไม่พ้น เพราะองค์ประกอบทั้ง ๓ อย่าง คือ มนุษย์ ธรรมชาติ สังคมนั้น เป็นองค์ประกอบ
ที่มีชีวิต มีฐานที่โยงถึงกัน ซึ่งดึงดูดกันอยู่เป็นธรรมดา และมนุษย์นี้ต้องการความมีชีวิตชีวา ซึ่งเทคโนโลยีไม่สามารถ
ให้ได้โดยสมบูรณ์ แม้ว่าเทคโนโลยีจะเจริญพัฒนาไปมากมาย มนุษย์อาจจะตื่นเต้นไปกับเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ๆ
จนหลงลืมตัว ลืมเพื่อน สนิทมิตรร่วมตายสหายเก่า เพราะมัวสนุกสนานกับเทคโนโลยีนั้น ทำให้ลืมไปชั่วคราว
ไม่นึกถึงธรรมชาติ ไม่นึกถึงสังคม ไม่นึก ถึงมนุษย์ด้วยกัน เห็นแก่ตัว แต่ไม่เห็นแก่ชีวิตของตน

ความตื่นเต้นเตลิดไป และความมัวเมาจากการที่ได้สนองตัณหา สนองมานะ สนองความรู้สึกอวดโก้
มีความหรูหรา ฟุ้งเฟ้ออะไรต่างๆ เหล่านี้ เป็นความรู้สึกที่ทำให้เราเพลิดเพลินไปได้ชั่วคราว เมื่อใดความรู้สึก
ตื่นเต้นฟู่ฟ่านี้จางหายหมดไป มนุษย์ก็จะรู้สึกว่าเทคโนโลยีนั้นเป็นของที่แห้งแล้ง จืดชืด ไม่มีชีวิตชีวา แม้คนจะ
เจริญด้วยเทคโนโลยี มีคอมพิวเตอร์ อะไรต่างๆ มากมาย แต่ก็หนีธรรมชาติไม่พ้น ในเวลาหนึ่งเขาจะต้องการ
ความมีชีวิตชีวา จะต้องนึกถึงธรรมชาติ และจะต้องนึกถึงมนุษย์ ด้วยกัน

แม้ว่าเทคโนโลยีจะช่วยสื่อสารให้คนพูดกันได้เห็นกันได้ทางโทรศัพท์ ติดต่อกันได้ทางคอมพิวเตอร์
สื่อสารกันได้รวดเร็ว รู้สึกตื่นเต้นสนุกไปชั่วคราว แต่ในที่สุด มนุษย์ก็ต้องอยากพบตัวจริงกันอยู่นั่นแหละการมา
พบปะกัน มาคุยกันต่อหน้าต่อตาและพร้อมหน้าพร้อมตา ย่อมให้ความรู้สึกเต็มอิ่มเต็มจิตเต็มใจ ดีกว่าจะใช้เทคโนโลยี
เหล่านั้นเป็นเครื่องติดต่อ (ในทางตรง ข้าม บางคนถ้าพบกันจะทำให้เสียความมีชีวิตชีวา ก็เลยใช้เทคโนโลยีเป็น
เครื่องมือติดต่อสื่อสารเพื่อจะได้หลีกเลี่ยงการพบปะ ตัวกันจะได้ไม่สูญเสียความมีชีวิตชีวา) เพราะฉะนั้น ในขั้นสุดท้าย
มนุษย์จะหนีธรรมชาติ หนีสังคม และหนีชีวิตที่แท้จริงของ ตนเองไปไม่พ้นจึงเป็นอันว่า จะต้องคำนึงอยู่ตลอดเวลา
ถึงองค์ประกอบ ๓ ประการนี้ ซึ่งเป็นองค์ประกอบ พื้นฐานของความ เป็นมนุษย์เลยทีเดียว

อนึ่ง ควรจะพูดย้ำไว้ว่า เทคโนโลยีไม่ว่าจะเจริญ ก้าวหน้ามากเท่าใด ก็เป็นเพียงส่วนเสริมหรือเป็น
ตัวการพิเศษในระบบการดำรงอยู่ของมนุษย์ โดยที่มันเป็นเครื่องมือขยายวิสัยแห่งอินทรีย์ของมนุษย์ ทำให้มนุษย์
เข้าไปเกี่ยวข้องอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในกระบวนการแห่งเหตุปัจจัย เป็น ปัจจัยข้างฝ่ายมนุษย์ที่เกิดเพิ่มเข้ามา
ในกระบวนการแห่งเหตุปัจจัยนั้น เพื่อสนองความประสงค์ของมนุษย์เอง ข้อพิเศษอยู่ที่ว่า แม้ว่ามันจะเป็นปัจจัย
อย่างหนึ่งในกระบวนการแห่งเหตุปัจจัยนั้น แต่มันก็ เป็นปัจจัยที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งมนุษย์ใช้จัดสรรปัจจัยอื่นๆ
เพื่อผันหรือผลักดันกระบวนการแห่งเหตุปัจจัยให้ดำเนินไปตามที่
มนุษย์ต้องการ

ถึงแม้จะพูดกันถึงขั้นที่ว่า มนุษย์สามารถใช้เทคโนโลยีชั้นสูงสร้างชีวิตพันธุ์ใหม่ขึ้นมาได้ แต่แท้ที่จริง
มนุษย์และเทคโนโลยีก็หาได้สร้างชีวิตขึ้นมาไม่ มนุษย์ทำได้เพียงแค่ใช้เทคโนโลยีเป็นปัจจัยจัดสรรผลักดัน
องค์ประกอบและเหตุปัจจัยของ ชีวิตที่มีอยู่ในธรรมชาติให้ปรากฏผลออกมาอย่างนั้นเท่านั้น เทคโนโลยีถ้าไม่เป็น
ปัจจัยแปลกปลอม ก็เป็นเพียงปัจจัยเสริมเติม เท่านั้น มันไม่ใช่ชีวิต และไม่สามารถแทนชีวิตได้ ปัญหาสำคัญ อยู่ที่ว่า
เราจะใช้มันในทางที่เกื้อหนุนชีวิต หรือในทางที่จะเบียด เบียนทำลายชีวิต

เรื่องมนุษย์กับธรรมชาติและสังคมนี้ จะเห็นได้ว่า ในพระพุทธศาสนาท่านคำนึงอยู่ตลอดเวลา
พระสงฆ์นั้นจะต้องไม่ห่างจากธรรมชาติ วิถีชีวิต การปฏิบัติบำเพ็ญต่างๆ ก็สนับสนุนให้ไปใช้ประโยชน์จาก
ธรรมชาติ ไปอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ส่วนในด้านสังคม แม้พระพุทธศาสนาจะไม่ส่งเสริมความติดพัน ไม่สรรเสริญ
การคลุกคลี และแนะนำให้พระสงฆ์อยู่อย่างสงบในที่สงัดแต่แม้ในกรณีอย่างนั้น คือ แม้แต่พระสงฆ์ที่ต้องการวิเวก
ท่านก็ไม่ให้ตัดขาดจากสังคม พระต้องเข้ามาหาชาวบ้านเพื่อรับอาหารและให้ธรรม

แม้ในสังคมของพระสงฆ์เองก็มีวินัยบังคับว่า พระภิกษุจะต้องมีการประชุมกัน ต้องมาพบปะกันอย่างน้อย
๑๕ วัน ครั้งหนึ่ง มาทำสังฆกรรม ทำอุโบสถ พระสงฆ์ตามหลักธรรมวินัย มีชีวิตแบบอยู่ร่วมกันอย่างน้อยก็เป็นชุมชน
เล็กๆ ต้องเรียนรู้ และฝึกฝนที่จะปฏิบัติต่อกันในทางสังคม ให้อยู่กันอย่างเรียบร้อยด้วยดี เกื้อกูลกัน พร้อมเพรียงกัน
มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดำรงธรรมได้ และเป็นหลักใจของประชาชน ตามหลักสาราณียธรรม ๖ และ
อปริหานิยธรรม ๗ พระสงฆ์จึงไม่สามารถแยก ตัวตัดขาดจากสังคม

การเป็นสมาชิกของสงฆ์ก็คือการอยู่ร่วมในสังคมนั้นเอง แม้แต่เป็นอริยบุคคลแล้วก็ร่วมอยู่ในอริยสงฆ์
สงฆ์ก็คือหมู่ หรือชุมชน ผู้ที่บรรลุธรรมชั้นสูงเป็นอริยบุคคลก็มีความรู้สึกว่าท่านมีส่วนร่วมอยู่ในสงฆ์ ไม่ว่าจะเป็นพระ
โสดาบัน พระ สกทาคามี พระอนาคามี หรือพระอรหันต์ แต่ละท่านก็มีส่วนร่วมอยู่ในสงฆ์ทั้งหมด ไม่ได้หนีสังคม

เป็นอันว่า องค์ประกอบ ๓ ประการนี้ เป็นสิ่งที่ต้องประสาน กลมกลืนไปด้วยกัน ถ้าจะมีและใช้เทคโนโลยี
ก็ต้องให้เทคโนโลยีนั้นส่งเสริมหลักการที่กล่าวมานี้ และนี้ก็เป็นข้อปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องเทคโนโลยีอีกอย่างหนึ่ง

เมื่อพูดถึงความประสานกลมกลืน มีเรื่องที่ควรทำความเข้าใจกันเล็กน้อย ความประสานกลมกลืนนั้น
ตรงข้ามกับ ความขัดแย้งและความเหลื่อมล้ำลักลั่นแทรกแซง เมื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งเจริญงอกงามขึ้นนั้น บางทีก็ต้องมี
อาการขัดแย้งและความเหลื่อมล้ำลักลั่นแทรกแซงเกิดขึ้นภายในตัวก่อน ในกรณีเช่นนี้ ถ้ามีแต่ความประสานกลมกลืน
กันอยู่ ความเจริญงอกงามก็ไม่ เกิดขึ้น ความขัดแย้งเหลื่อมล้ำลักลั่นแทรกแซงจึงอาจจะเป็นอาการอย่างหนึ่งของความ
เจริญงอกงาม

อย่างไรก็ตาม จะต้องไม่หลงเข้าใจผิด แล้วไม่เห็นความสำคัญของความประสานกลมกลืนในกระบวน
การแห่งความ เจริญงอกงาม จะต้องเข้าใจว่า เมื่อมีความขัดแย้งเหลื่อมล้ำลักลั่นแทรกแซงกันเกิดขึ้นนั้น ถ้าสิ่งนั้น
จะเจริญงอกงามต่อไป

ความขัดแย้งลักลั่นนั้นก็เป็นอาการที่แสดงว่า มีเหตุปัจจัยบางอย่างซึ่งทำให้สิ่งนั้นต้องทำการปรับตัวใหม่
ความข้ดแย้งลักลั่น นั้นเป็นอาการของการปรับตัวที่กำลังดำเนินไปอยู่ เมื่อปรับตัวใหม่ได้แล้ว สิ่งนั้นก็ก้าวเข้าสู่
ความเจริญขั้นต่อไป การปรับตัวได้ก็ คือการที่สิ่งนั้นคืนเข้าสู่ภาวะประสานกลมกลืนใหม่อีกครั้งหนึ่ง ความขัดแย้ง
ลักลั่นนั้น เป็นอาการของความเคลื่อนคลาดออกจากดุลยภาพ และพร้อมกันนั้นก็เป็นการดิ้นรนเพื่อเข้าสู่ดุลยภาพใหม่
คือความประสานกลมกลืนอีกครั้งหนึ่ง ความประสานกลมกลืนจึงเป็นจุดหมายของความลักลั่นขัดแย้ง และทั้งเป็นเครื่อง
บ่งบอกถึงความสำเร็จในการปรับตัวใหม่ได้ ที่ทำให้ความลักลั่นขัดแย้งสิ้นสุดลง ความประสานกลมกลืนเป็นภาวะ
แห่งดุลยภาพเดิมก่อนที่จะเกิดความลักลั่นขัดแย้ง และเป็นภาวะแห่งดุลยภาพใหม่ที่เป็นจุดหมายของความลักลั่น
ขัดแย้งที่เกิด ขึ้นเช่นเดียวกับความสงบหรือสันติ เป็นภาวะแห่งดุลยภาพเดิมก่อนที่จะเกิดความดิ้นรนปั่นป่วนหวั่นไหว
และก็เป็นจุดหมายปลายทางของความดิ้นรนปั่นป่วนหวั่นไหว และแม้แต่ระส่ำระสายที่เกิดขึ้น เพราะการที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง
ดิ้นรนหวั่นไหวก็เพื่อเข้าไปหาภาวะสงบนิ่งหรือสันตินั่นเอง

ฉะนั้น ความลักลั่นขัดแย้งที่ยอมรับได้ก็คือ ความลักลั่นขัดแย้งในกระบวนการปรับตัว ที่กำลังดำเนิน
เข้าสู่ความประสานกลมกลืนหรือ ดุลยภาพใหม่ โดยเฉพาะความลักลั่นขัดแย้งที่ดำเนินไปภายในการควบคุมดูแล
ของปัญญา ที่กำลังนำทางมันเข้าสู่ความประสานกลมกลืนได้อย่างชาญฉลาด ซึ่งจะเป็นขั้นตอนของความเจริญงอกงาม
อย่างแท้จริง แต่ถ้าความลักลั่นขัดแย้งเหลื่อมล้ำแทรกแซงนั้น เป็นเพียงความเคลื่อนคลาดออกจากดุลยภาพ แล้วดำเนิน
ไปอย่างเปะปะ สับสนเลื่อนลอย ไม่เข้าในทางแห่งการปรับตัวสู่ความประสานกลมกลืน ที่เป็นดุลยภาพใหม่ และไม่เป็น
ไปโดยการนำทางของปัญญา ความลักลั่นขัดแย้งนั้นก็จะเป็นเพียงอาการ หรือขั้นตอนของความพินาศแตกสลาย หาใช่
เป็นความเจริญงอกงามอย่างใดไม่

ดังนั้น จึงต้องกล่าวถึงความประสานกลมกลืนยืนเป็นหลักของความเจริญงอกงาม แต่เป็นความประสาน
กลมกลืนที่เคลื่อนไหวปรับตัว ไม่ใช่ความกลมกลืนอยู่นิ่งๆ ตายๆ ความประสานกลมกลืนนี้ เป็นดุลยภาพภายใน
กระบวนการ คู่กับสันติหรือความสงบ ซึ่งเป็นดุลยภาพที่ปรากฏภายนอก หรือเป็นดุลยภาพในที่สุดคือเมื่อจบ
กระบวนการ

อนึ่ง บางครั้ง แม้ว่าความลักลั่นขัดแย้งจะยังไม่เกิดขึ้น ปัญญาที่ชาญฉลาดอาจริเริ่มทำให้เกิดการ
เปลี่ยนแปลงขึ้นในสิ่งทั้งหลายเอง โดยจัด สรรปัจจัยต่างๆ ทั้งที่มีอยู่เดิมและที่เพิ่มเข้ามาใหม่ ให้ปรับตัวเข้าด้วยกัน
และดำเนินต่อไปอย่างประสานกลมกลืนตั้งแต่ต้นจนตลอด โดยไม่ปรากฏความลักลั่นขัดแย้งออกมาเลย ถ้าอย่างนี้
ก็เรียกว่าเป็นความเจริญงอกงามอย่างประสานกลมกลืน หรือเป็นการพัฒนาอย่างมีบูรณาการ ซึ่งทำให้มีสมดุล
สืบเนื่องอยู่ได้ตลอดเวลาพิชิตธรรมชาติ หรือผิดธรรมชาติ

ขอก้าวสู่ข้อต่อไป ซึ่งเป็นเรื่องที่เนื่องจากประเด็นที่พูดมาเมื่อกี้ กล่าวคือ เทคโนโลยีที่พัฒนามาใน
ยุคอุตสาหกรรมนั้น ในเมื่อมันมุ่งจะเอาชนะธรรมชาติ พิชิตธรรมชาติ ตลอดจนกระทั่งทำลายธรรมชาติ มันก็มี
ลักษณะที่ทำให้คนแยกตัวจากธรรมชาติเทคโนโลยีอย่างนี้จะมีลักษณะที่ทำให้เกิดสิ่งแปลกปลอมแปลกหน้าขึ้นมา
แล้วก็จะทำให้เสียดุลยภาพในระบบความเป็น อยู่ของมนุษย์และกลายเป็นโทษต่อมนุษย์เอง

อะไรเป็นสิ่งแปลกปลอม แปลกหน้า และเกินพอดีจากเทคโนโลยีเหล่านี้ ยกตัวอย่างเช่น เราพยายาม
สร้างเทคโนโลยี ขึ้นมาเพื่อช่วยให้มนุษย์มีความสุขมากขึ้น แม้แต่อาหารการกิน เราก็ต้องการให้มีรสอร่อยน่ากิน
มากยิ่งขึ้น เราจึงใช้สารเคมีปรุงแต่งสีสันและรสของอาหารจนผิดธรรมชาติ ซึ่งเป็นการเอาชนะธรรมชาติอย่างหนึ่ง
และก็ทำให้เอร็ดอร่อยกินได้มาก แต่เสร็จแล้วเป็นอย่างไร ก็เป็นอันตราย ตอนแรกที่ใช้ก็ลุ่มหลงกันไป ตื่นเต้น
นิยมกันใหญ่ แต่ต่อมา พอรู้ตัวขึ้น ปรากฏว่าสารเคมีที่เจือปนปรุงแต่งรสสีอาหารเป็นอันตราย ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง
โรคข้ออักเสบ เป็นต้น ตลอดจนกระทั่งว่า ทั้งๆ ที่กินมาก แต่กลายเป็นโรคขาดอาหาร เพราะอาหารที่กินนั้น ไม่มี
คุณค่าทางอาหารที่แท้จริงตามธรรมชาติ คือเป็นอาหารแต่ชื่อ ไม่ใช่เป็นอาหารในความหมายที่แท้จริง จะเรียกว่า
เป็นอาหารเทียมก็ได้

อีกตัวอย่างหนึ่ง เราใช้เทคโนโลยีในการปรุงแต่งแสงสีและเสียงให้ปลุกเร้าอารมณ์อย่างรุนแรง โดยคิดว่ามนุษย์จะมี
ความสุขมากขึ้น เช่นในดิสโก้เธค (discotheque) มีการใช้ระบบปรุงแต่งแสง สี เสียง จนเกินธรรมชาติเป็นอย่างมาก แล้วเป็น อย่างไร
ก็สนุกมาก แต่ต่อมาเป็นอย่างไร ปรากฏว่าคนจำนวนมากที่ไปเที่ยวดิสโก้เธคเป็นประจำ เป็นโรคหูหนวก ตาบอด ตั้ง แต่ยังหนุ่มยังสาว
ทั้งๆ ที่ว่าสมัยก่อนนี้โดยมากก็อยู่กันไปจนแก่หน่อยจึงจะหูหนวกตาบอด หรือหูหนักหูตึง ตาฝ้าตาฟาง เพราะ ว่าใช้งานมามาก
นี่ก็เป็นการปรุงแต่งที่ว่าเอาชนะธรรมชาติ ซึ่งบางทีก็มีความหมายเท่ากับผิดธรรมชาติ คือ ถ้าไม่เบียดเบียน ทำลายธรรมชาติข้างนอก
ตัวคนก็ผิดแปลกไปจากธรรมชาติของตนเอง หรือทำลายทั้งสองอย่างพร้อมไปด้วยกัน

ข้อสังเกตต่อไป เทคโนโลยีแบบที่ว่านี้ เขาสร้างและพัฒนาให้ปลุกเร้าประสาทสัมผัสอย่างรุนแรง ให้เกิดความต้องการ
ทางอารมณ์อย่าง รุนแรง และสนองความต้องการที่จะเสพอารมณ์อย่างรุนแรง เพื่อให้ได้ความสุขอย่างรุนแรง ผลที่เกิดขึ้นอีก
อย่างหนึ่งก็คือ ขีดระดับของการที่จะเกิดความพอใจของคนเลื่อนสูงขึ้นไป ทำให้กลายเป็นคนที่มีความสุขยากขึ้นตามลำดับ

ขอยกตัวอย่างเช่น สมัยหนึ่งเราเคยมีเครื่องเสียง อาจจะเป็นวิทยุที่เป็นชั้นสามัญ ฟังเพลง ฟังดนตรีก็รู้สึกว่าไพเราะ
เป็นที่สบายเพลิดเพลินดี แต่ต่อมาคนคนเดียวกันนั้น ไปได้เครื่องเสียงที่มีคุณภาพสูงขึ้น เป็นเทคโนโลยี ระดับสูง ฟังกระหึ่ม
ละเอียดอ่อนนิ่มนวลมากขึ้น ก็รู้สึกว่ามีความสุขมากขึ้น พอคุ้นกับเครื่องเสียงที่มีเทคโนโลยีสูงขึ้นอันนี้แล้ว หันกลับไปฟังเครื่อง
เสียงอันเก่าที่มีเทคโนโลยีระดับสามัญ กลายเป็นไม่เพราะเสียแล้ว บางทีกลายเป็นรำคาญเสียด้วยซ้ำ ต้องฟังเครื่องขนาดนี้ที่มี
เทคโนโลยีสูงจึงจะมีความสุขได้

ทีนี้ต่อไป เกิดไปได้เครื่องเสียงที่มีเทคโนโลยีสูงกว่านั้นขึ้นไปอีก ความสุขที่จะสนองความต้องการได้ก็เลื่อนขึ้นไปอีก
ระดับหนึ่ง เครื่องเสียงระดับต่ำกว่านั้นลงมา สองอันเก่ากลายเป็นไม่น่าฟัง ไม่ไพเราะเสียแล้ว แทนที่ว่า เขาจะมีขอบเขตที่จะได้
ความสุขมากขึ้น กลับกลายเป็นว่าแดนของความสุขจำกัดแคบลงมา และตัวเขาเองก็มีความสุขยากขึ้น กลายเป็นคนที่มีความ สุขได้ยาก
แล้วก็มีความรำคาญง่ายขึ้น กลายเป็นว่ามีทุกข์ง่ายขึ้นและมากขึ้น ขอบเขตของความทุกข์ขยายกว้างขวางขึ้นความ
สุขเสียพื้นที่ให้แก่ความทุกข์ หรือความทุกข์ขยายขอบเขตออกมา กินเนื้อที่ของความสุขไปได้มากขึ้น พูดอีกอย่างหนึ่งว่า ศักย
ภาพที่จะเป็นทุกข์ขยายตัวเพิ่มสูงขึ้น

เพราะฉะนั้น เทคโนโลยีแบบนี้พัฒนาขึ้นไปมากเท่าไร ขอบเขตที่คนจะมีความทุกข์ก็มากขึ้น ขอบเขตที่เป็นสุขก็น้อย ลง
เพราะขีดที่จะมีความสุขเลื่อนสูงขึ้นไปเรื่อย คนก็ถอยลงมาไม่ได้

ฉะนั้น ถ้าไม่รู้จักวางตัววางใจวางท่าทีให้ถูกต้องแล้ว คนในยุคเทคโนโลยีจะมีปัญหาอันนี้มากขึ้น คือขีดระดับที่จะมี
ความสุขเลื่อนสูงขึ้นไป และกลายเป็นคนที่มีความสุขยากขึ้น และพร้อมกับที่มีความสุขยากขึ้นนั้น ในทางตรงข้าม ก็กลายเป็น
คนที่มีความทุกข์ได้ง่ายขึ้นด้วย อย่างที่บอกเมื่อกี้ เทคโนโลยีที่เคยช่วยให้เขามีความสุขได้ คือ เครื่องเสียงที่เคย ฟังไพเราะใน สมัยก่อน
เดี๋ยวนี้ฟังแล้วรำคาญ เขาจะมีความทุกข์มากขึ้น หรือเพิ่มศักยภาพที่จะมีความทุกข์ เพราะเมื่อต้องเจอเทคโนโลยีที่ ต่ำกว่านั้น
หรือไม่มีเทคโนโลยีเลย เขาก็จะเป็นสุขไม่ได้ ฉะนั้น คนในยุคนี้จะเป็นคนที่มีลักษณะเบื่อง่าย เหงา ว้าเหว่ เศร้าซึมได้ ง่าย
เพราะหาความสุขได้ยากขึ้นทุกที ขีดที่จะเป็นสุขได้เลื่อนสูงขึ้นไปทุกที และขอบเขตที่จะมีความสุขก็แคบลงไปทุกที ใน
ระดับหนึ่งสิ่งที่จะเป็นไปได้มากก็คือ จะเป็นคนที่อยู่โดยปราศจากเทคโนโลยีไม่ได้ ถ้าไม่มีเทคโนโลยีแล้ว จะไม่มีความสุข อยู่
ตามธรรมชาติไม่ได้ สภาพที่ว่ามานี้เป็นคำอธิบายว่า

ประการแรก ทำไมคนปัจจุบันที่มีเทคโนโลยี มีเครื่องอำนวย ความสะดวกสบายทุกอย่าง จึงไม่จำเป็นต้องมีความสุข
มากกว่าคนในสมัยโบราณ แม้แต่ในยุคเกษตรกรรมที่มีวัตถุบริโภคน้อย ถ้าคนมีเทคโนโลยี จึงจะเป็นสุข ก็แสดงว่าคนสมัยก่อน
ไม่มีสิทธิที่จะเป็นสุข แต่ตามความเป็นจริง คนสมัยก่อนมากมายก็มีความสุขได้ และก็อาจจะมีความสุขไม่น้อยกว่าคนในยุคนี้
โดยเฉพาะตามหลักที่ว่า เทคโนโลยีเลื่อนขีดระดับของการมีความสุขได้ขึ้นไป ทำให้คนมีความสุขยากขึ้น นี้ก็เป็นข้อไขที่อธิบาย เรื่องนี้ว่า
ทำไมคนสมัยนี้จึงไม่จำเป็นต้องมีความสุขมากกว่าคนสมัยโบราณ หรือในสมัยเดียวกันนี้ คนที่มีเทคโนโลยีมาก ก็ไม่
จำเป็นต้องหมายความว่าจะมีความสุขมากกว่าคนในยุคเดียวกัน ที่มีวัตถุบริโภคน้อยกว่า หรือไม่มีเทคโนโลยี บางคนอยู่ในป่า ในเขา
ก็อาจจะมีความสุขได้เหมือนกัน หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ

ประการที่สอง เป็นเครื่องอธิบายว่า ทำไมคนในประเทศที่เจริญแล้ว พัฒนาแล้ว พอเทคโนโลยีเจริญมากขึ้น กลับมี
ปัญหาทางจิตใจมากขึ้น ฆ่าตัวตายมากขึ้น แต่คนในประเทศด้อยพัฒนา ยากจน ขาดแคลน ไม่มีเทคโนโลยีหรือเทคโนโลยีน้อย
กลับไม่มีปัญหาโรคจิต แล้วทั้งๆ ที่น่าจะเป็นทุกข์มาก แต่ไม่มีใครฆ่าตัวตาย อันนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าสังเกต

ขอยกตัวอย่าง ๒ ประเทศ อเมริกากับเม็กซิโก อยู่ติดกัน อเมริกาอยู่เหนือขึ้นไป เม็กซิโกอยู่ใต้ลงมา เขตแดนติดกัน
สองประเทศนี้ต่างกันมากโดยระดับความเจริญ อเมริกามีเทคโนโลยีมาก เจริญสูงกว่า เป็นประเทศมั่งคั่งร่ำรวย เม็กซิโกเป็น
ประเทศที่ยากจนมาก ประเทศอเมริกามีสถิติคนฆ่าตัวตายแสนละ ๑๒.๕ คน เม็กซิโกมีสถิติคนฆ่าตัวตายแสนละ ๑.๗ คน ต่าง กัน- ๗
เท่า หมายความว่า เม็กซิโกที่ยากจนนั้นมีคนฆ่าตัวตายน้อยกว่าอเมริกาที่ร่ำรวย ๗ เท่า ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น ประเทศที่
เจริญพัฒนาแล้วมีเทคโนโลยีสูง คนฆ่าตัวตายมาก มีความทุกข์มาก มีโรคจิตมาก

ผลใกล้ชิดของการใช้เทคโนโลยีแบบนี้ ที่มองเห็นง่ายๆ ไม่ต้องอธิบายลึกซึ้งก็คือ การที่จะต้องทะยานดิ้นรนแสวงหา
เทคโนโลยีที่สูงยิ่งขึ้นไป เพื่อสนองความต้องการที่มีความสุขยากนั้น ซึ่งพร้อมกันนั้น ก็หมายถึงการใช้จ่ายเงินทองมากขึ้น เป็น
ความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ทำความเดือดร้อนแก่ตนเอง และอาจหมายถึงการเบียดเบียนกันที่เพิ่มขึ้นในสังคมอีกด้วย

เมื่อพูดในเชิงเปรียบเทียบ คนสมัยก่อนมีเทคโนโลยีน้อย ไม่ค่อยมีเครื่องบำรุงบำเรออำนวยความสะดวกสบาย เท่า
กับว่ามีโอกาสในการที่จะมีความสุขน้อยกว่าคนสมัยปัจจุบัน แต่การที่เขาขาดแคลนเครื่องอำนวยความสะดวกสบายนั้น ก็ทำ
ให้คนสมัยก่อนต้องเพียรพยายามมากในการที่จะมีความสุข การที่ต้องเพียรพยายามต่อสู้ดิ้นรนอดทนมาก ในการสร้างความ สุข
ก็ทำให้เขามีภูมิต้านทานความทุกข์มากขึ้น และถ้าเขาประสบความสำเร็จ ได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกสบาย บ้างแม้เพียง เล็กน้อย
หรือแม้แต่มีความทุกข์ยากลำบากน้อยลงบ้าง เขาก็จะเกิดมีความสุขได้ทันที เรียกได้ว่า เขามีความพร้อมที่จะมีความ สุขได้ง่าย

ส่วนคนสมัยปัจจุบันที่มีเทคโนโลยีมาก มีเครื่องอำนวยความสะดวกสบายพรั่งพร้อมบริบูรณ์นั้นตรงกันข้าม ทั้งที่มี
โอกาสที่จะมีความสุขมากกว่า แต่ถ้าเทคโนโลยีที่เคยมีเคยใช้ หรือเครื่องอำนวยความสะดวก สบายบางอย่างลดน้อยขาดหาย ไป
ทั้งที่เทคโนโลยีเครื่องปรนเปรอที่เหลืออยู่ก็แสนจะมากมาย เขาก็ไม่สามารถมีความสุข แต่กลับเกิดความทุกข์ขึ้นมาอย่าง ง่ายดาย
แทนที่จะเป็นคนซึ่งพร้อมที่จะมีความสุข ก็กลับมีความพร้อมที่จะเป็นทุกข์ และแทบจะไม่มีภูมิต้านทานความทุกข์เลย จึงเห็นได้ว่า
คนสมัยก่อนมีโอกาสที่จะเป็นสุขน้อยกว่า แต่มีความพร้อมที่จะเป็นสุขมากกว่า ส่วนคนสมัยนี้มีโอกาสที่จะเป็นสุข มากกว่า
แต่มีความพร้อมที่จะเป็นสุขน้อยกว่า

แม้ถึงคนในยุคสมัยเดียวกันที่มีฐานะความเป็นอยู่ มีเทคโนโลยีมากน้อยแตกต่างกัน ก็เป็นเช่นที่ว่ามานี้เหมือนกัน
โลกมนุษย์เป็นอย่างนี้ ชีวิตจิตใจของมนุษย์มีลักษณะเช่นนี้ ดังนั้น ทั้งที่ว่าโลกเจริญขึ้น เทคโนโลยีก้าวหน้ามากขึ้นอย่างเหลือ เกิน
ความทุกข์ก็จึงยังเป็นปัญหาที่รังควาญชีวิตและสังคมของมนุษย์อยู่ตลอดเวลา เรียกได้ว่าไม่ลดน้อยลงเลย เพียงแต่เปลี่ยน
แปรรูปแบบต่างกันไปบ้างเท่านั้น

ปัญหาอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรจะให้ความพร้อมที่จะมีความสุขไม่ลดน้อยลง ในขณะที่โอกาสที่จะมีความสุขเพิ่มมากขึ้น
สิ่งที่จะปิดช่องว่างนี้ได้ก็มีแต่ภูมิธรรมในตัวคนเองเท่านั้น การพัฒนาคุณภาพสมรรถภาพพร้อมทั้งสุขภาพของจิตใจ พร้อมทั้ง
พัฒนาปัญญาที่รู้เท่าทันโลกและชีวิตตามความเป็นจริง จะทำให้คนมีภูมิต้านทานความทุกข์ และสามารถพัฒนาความพร้อมที่
จะมีความสุข ขึ้นมาเป็นคุณสมบัติประจำตัว เมื่อมีการพัฒนาเทคโนโลยีก้าวหน้าไปมากขึ้น ความพร้อมที่จะมีความสุขก็คงอยู่
ควบคู่กับการเพิ่มขึ้นของโอกาสที่จะมีความสุข อย่างน้อยก็จะทำให้ สามารถดำรงรักษาความพร้อมที่จะมีความสุขไว้ได้ ไม่ให้
ลดลงไปในขณะที่โอกาสที่จะมีความสุขเพิ่มมากยิ่งขึ้น และยิ่งกว่านั้นจะทำให้พร้อมที่จะมีความสุขได้ แม้แต่เมื่อโอกาสที่จะมี
ความสุขลดน้อยลงหรือหดหายไป

อีกเรื่องหนึ่ง ที่ควรพูดไว้ด้วย คือ เมื่อมนุษย์ทำการเปลี่ยนแปลงอย่างใดอย่างหนึ่งในธรรมชาติ มนุษย์มักจะมองดู
หรือมองเห็นธรรมชาติเฉพาะส่วนนั้นที่ตนเปลี่ยนแปลงได้สำเร็จ แล้วก็พูดว่าเอาชนะธรรมชาติได้แล้ว แต่ความจริงสิ่งทั้งหลาย
ในธรรมชาติอิงอาศัยสัมพันธ์โยงต่อๆ กันไป การเปลี่ยนแปลงของสิ่งหนึ่ง จึงมีผลกระทบส่งทอดไปยังสิ่งอื่นๆ โยงต่อๆ กันไป
ทำให้สิ่งอื่นๆ ต้องปรับตัวเปลี่ยนไปตาม ดังนั้น ถ้ามนุษย์จะให้การเปลี่ยนแปลงเกิดผลดีแก่ตนอย่างแท้จริง เมื่อทำการเปลี่ยน
แปลงสิ่งหนึ่ง แล้วก็จะต้องปรับเปลี่ยนธรรมชาติส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องกับสิ่งนั้น ให้ประสานกลมกลืนกันไปด้วย

ถ้ามนุษย์ทำความเปลี่ยนแปลงแก่สิ่งหนึ่งแล้ว ไม่จัดสรรปรับเปลี่ยนสิ่งที่เนื่องกันให้ประสานกลมกลืนกัน สิ่งที่เกี่ยว
เนื่องนั้นก็จะต้องเกิดการปรับเปลี่ยนตัวของมันเอง ถ้าการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นไปในทิศทางลักษณะอาการ และทันเวลาที่จะ เกื้อกูล
หรือตรงกับความต้องการของมนุษย์ก็ดีไป แต่ถ้าสิ่งที่เกี่ยวเนื่องนั้นๆ เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางโดยลักษณะอาการหรือ
ไม่ทันเวลาที่จะเกื้อกูล หรือสนองความต้องการของมนุษย์ ผลร้ายก็จะเกิดขึ้นแก่มนุษย์

ปัญหาที่เกิดแก่มนุษย์จากเทคโนโลยีเป็นอันมาก เกิดจากสาเหตุนี้ คือการเปลี่ยนแปลงธรรมชาติเพียงจุดหนึ่งจุด เดียว
โดยไม่ได้จัดสรร ปรับเปลี่ยนธรรมชาติส่วนอื่นที่อิงอาศัยสัมพันธ์กันอยู่ ให้ครบถ้วนหรือทั่วตลอด ปรับส่วนหนึ่ง แต่
อีกส่วนหนึ่งไม่ได้ปรับตาม ก็เกิดความขัดแย้ง ระส่ำระสายกลายเป็นปัญหา

ความขัดแย้ง ความระส่ำระสายวิปริตต่างๆ ในธรรมชาตินั้น ว่าที่จริงก็คือความดิ้นรนที่จะกลับเข้าสู่ดุลยภาพ เป็น ธรรมดาว่า
ธรรมชาติเมื่อเคลื่อนคลาดออกจากดุลยภาพแล้ว ก็ย่อมดิ้นรนคือเคลื่อนไหวปรับตัวเพื่อเข้าสู่ความประสานกลม
กลืนและความสงบที่เป็นดุลยภาพอีก ถ้ามนุษย์เปลี่ยนแปลงสิ่งหนึ่งแล้ว ไม่ปรับเปลี่ยนสิ่งที่เกี่ยวข้องให้ประสานกลมกลืนกัน ก็
เท่ากับว่ามนุษย์ทำให้ธรรมชาติสูญเสียดุลยภาพ เมื่อมนุษย์ไม่จัดสรรปรับเปลี่ยนองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องให้ทั่วถึง องค์
ประกอบเหล่านั้นก็จะเปลี่ยนแปลงเพื่อปรับตัวของมันเอง ถ้าการปรับเปลี่ยนนั้นทันเวลาหรือดำเนินไปในทิศทาง และอาการที่
เกื้อกูลแก่มนุษย์ ก็ดีไป ดังที่ว่ามาแล้ว แต่ถ้าไม่เป็นไปอย่างนั้น ก็อาจจะเกิดสิ่งที่มนุษย์เรียกว่า เป็นความวิปริตต่างๆ ตลอดจน
ความพินาศ

แท้จริงแล้ว ความวิปริตทั้งหลายหรือแม้แต่ความพินาศ ก็เป็นเพียงอาการปรับตัวที่ธรรมชาติจะกลับเข้าสู่ดุลยภาพ ใหม่
หรือดุลยภาพในขอบเขตที่กว้างขวางออกไป สำหรับมนุษย์มันอาจจะเป็นความพินาศ แต่สำหรับธรรมชาติมันคือความคืน สู่สมดุล
ถึงแม้มนุษย์จะอวดอ้างว่าตนพิชิตธรรมชาติได้แล้ว แต่เมื่อมองในวงกว้าง แท้จริงแล้ว ในขั้นสุดท้าย เท่าที่เป็นมาจนถึง ปัจจุบันขณะนี้
ผู้ชนะที่แท้จริง ก็คือธรรมชาติ ธรรมชาติยังเป็นผู้พิชิตสูงสุดอยู่ดังเดิม
การพัฒนาคน เพื่อให้เทคโนโลยีเป็นคุณ

ที่ว่ามานี้ เป็นเรื่องของเทคโนโลยีด้านหนึ่งที่เราจะต้องรู้เข้าใจ ส่วนสิ่งที่เราจะต้องทำในเบื้องแรกคือ
ท่าทีของการปฏิบัติมีอะไรบ้าง ด้านหนึ่งก็คือการรู้จักพึ่งตัวเอง จะต้องพร้อมที่จะเป็นอยู่ได้โดยไม่ต้องมีเทคโนโลยี
และถ้ามีเทคโนโลยี ก็ให้เทคโนโลยีนั้นเป็นเครื่องเสริมความเป็นอยู่ให้ดียิ่งขึ้น หมายความว่า ถ้าคนในสังคมที่
เทคโนโลยีเจริญแล้วกลับกลายเป็นว่าชีวิต ต้องขึ้นกับเทคโนโลยี ก็จะมีลักษณะเป็นทาสเทคโนโลยีใน ๒ ประการ
คือขาดเทคโนโลยีแล้วไม่มีความสุข และขาดเทคโนโลยีแล้วทำงานไม่ได้ แต่ก่อนนี้อยู่ได้โดยไม่ต้องมีเทคโนโลยี
แต่เมื่อมีแล้วกลับกลายเป็นคนที่หมดอิสรภาพไป นี้เป็นท่าทีที่ผิด

ฉะนั้น จะต้องวางท่าทีใหม่ ให้เทคโนโลยีไม่เกิดโทษ คือ ไม่ว่าจะมีเทคโนโลยีหรือไม่ก็ตาม เราก็สามารถ
มีความสุขได้ในระดับหนึ่ง และทำงานได้ด้วย แต่เมื่อมีเทคโนโลยีแล้ว ก็มีความสุขได้มากขึ้น แล้วก็ทำงานได้มากขึ้น
ถ้าอย่างนี้ก็เป็นส่วนที่เสริมให้ดีขึ้น

ปัญหาจากเทคโนโลยีที่ว่ามานี้ เกิดขึ้นตามหลักสำคัญ ๖ อย่าง คือ

๑. การสนองคุณค่าเทียม กล่าวคือ เทคโนโลยีที่ใช้ในลักษณะที่กล่าวมาว่า เป็นเครื่องปรุงแต่งปลุกเร้า
ความต้องการให้เกิดความสุขอย่างรุนแรงนี้ เป็นไปในด้านสนองความต้องการคุณค่าเทียม เช่น ความเอร็ดอร่อย
ความตื่นเต้น ความรู้สึกโก้เก๋ ความเลื่อนไหลไปตามกระแสค่านิยมในสังคม คุณค่าเทียมนี้ไม่ว่าจะทำการสนอง
ความต้องการมากเท่าไร ก็ไม่อาจให้เพียง พอได้ตามหลักที่ว่า ตัณหานั้นไม่มีเต็ม ท่านบอกว่า นตฺถิ ตณฺหาสมา นที
แม่น้ำเสมอด้วยตัณหาไม่มี แม่น้ำยังเต็มได้ แต่ ตัณหาไม่รู้จักเต็ม

๒. ปัญหาจากการเสียสมดุล หรือเกินพอดี กล่าวคือ ในเมื่อเทคโนโลยีนี้มาปลุกเร้าอารมณ์ความรู้สึก
ทำให้เกิดความต้องการอย่างรุนแรง แล้วก็สนองความต้องการอย่างรุนแรง เพื่อให้มีรสชาติเต็มที่ เกิดความสุข
อย่างสุดขีด และสุดขีดที่ประสาทสัมผัสจะรับได้ เกินขอบเขตปกติหรือความพอดีที่ระบบสรีระเตรียมไว้รับตาม
ธรรมชาติ ก็เกิดความเสียสมดุล ในระบบชีวิตและแม้กระทั่งในระบบร่างกาย จึงเกิดปัญหาขึ้น นี้เป็นตัวอย่าง
ความเสียสมดุลในวงแคบ ส่วนในวงกว้างออกไป จุดที่เป็นปัญหามากในปัจจุบัน คือการใช้เทคโนโลยีที่ทำให้
เกิดความเสียสมดุลในระบบนิเวศ และกว้างออกไปอีก คือในระบบความดำรงอยู่ร่วมกันของมนุษย์ ธรรมชาติ
และสังคม โดยเฉพาะที่เด่นมากคือปัญหาสภาพแวดล้อมเสีย

๓. มิจฉาทิฏฐิ คือความเห็นผิด หรือความไม่เข้าใจตามเป็นจริง ไม่มองสิ่งทั้งหลายตามสภาพของมัน
วางใจต่อสิ่งทั้ง หลายไม่ถูกต้อง รวมทั้งวางใจต่อชีวิตของตัวเองไม่ถูกต้อง และวางใจแม้ต่อเทคโนโลยีนั้น
ไม่ถูกต้อง ว่ามันเป็นเพียงสิ่งที่เข้ามา ช่วยเสริมอย่าให้ชีวิตของเราไปเป็นทาสต้องขึ้นต่อมัน เมื่อวางท่าทีผิด
เข้าใจผิด โทษก็เกิดขึ้นทันที นอกจากนี้ ความหลงผิดที่ร้ายแรง ก็คือ ความคิดว่า ความสำเร็จความพรั่งพร้อม
และความสุขของมนุษย์จะเกิดขึ้นได้ด้วยการเอาชนะพิชิตธรรมชาติ การมองธรรมชาติด้วยท่าทีของความเป็น
ศัตรูที่จะต้องปราบ แล้วนำไปสู่การเบียดเบียนทำลาย ธรรมชาติกลายเป็นสาเหตุสำคัญของความทุกข์ยาก
เดือดร้อนของมนุษย์ ดังที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน

๔. การปล่อยตัวให้อ่อนแอลงไปตามความสะดวกสบาย ที่เกิดจากเทคโนโลยี โดยมัวเพลิดเพลิน สำเริง
สำราญ ขาดการฝึกตนให้เข้มแข็งอดทนมีภูมิต้านทานความทุกข์ มนุษย์ในยุคเทคโนโลยีนี้ถ้าขาดการฝึกฝน
พัฒนาตนเสียแล้ว ก็มีโอกาสมากที่จะเป็นคนที่มีความสุขยาก และมีทุกข์ได้ง่ายอย่างที่ว่าเมื่อกี้ ฉะนั้น พร้อมกับ
ความเจริญแบบนี้ ก็ยิ่งมีความจำเป็นที่มนุษย์จะต้องฝึกฝนตนเองให้มีสติ มีความยับยั้งชั่งใจ มีความหนักแน่น
อดทน มีภูมิต้านทานต่อความทุกข์มากยิ่งขึ้น อย่าปล่อยให้ความสะดวกสบายและอิทธิพลการปรนเปรอของ
เทคโนโลยีมาทำลายศักยภาพที่จะมีความสุขที่มีอยู่ในตัวเอง

๕. ความเสื่อมประสิทธิภาพแห่งอินทรีย์ของมนุษย์ เพราะมัวหวังพึ่งพาประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นของเทคโนโลยี
ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพของคน ที่สัมพันธ์โดยตรงกับการใช้เทคโนโลยี นอกจากปัญหาในด้านความสุขแล้ว
คนก็เสื่อมประสิทธิภาพในด้านความสามารถที่จะดำเนินชีวิตและการทำกิจการงานด้วยตนเองด้วย แล้วปัญหานี้ก็
ส่งผลย้อนกลับมาสู่การใช้ เทคโนโลยีนั้นเองเช่น ทำให้เกิดความผิดพลาดก่ออุบัติเหตุร้ายแรงง่ายขึ้น เนื่องจาก
ความขาดสติรอบคอบ ขาดความเอาใจใส่ รับผิดชอบ และความประมาทดังที่กล่าวแล้วว่า ยิ่งเทคโนโลยีที่ปรนเปรอ
ให้ความสะดวกเจริญมากขึ้น คนก็มีแนวโน้มที่จะขาด สติขาดความรับผิดชอบเผอเรอประมาทมากยิ่งขึ้นและยิ่ง
เทคโนโลยีซับซ้อนมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อเกิดความพลั้งเผลอผิด พลาดอันตรายที่เกิดขึ้นก็ยิ่งเลวร้ายรุนแรง
มากขึ้น ปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพของคนในด้านจิตใจหรือคุณธรรม จึงมีความสำคัญยิ่งขึ้นในยุคเทคโนโลยี

๖. ความละเลยการพัฒนาความเป็นมนุษย์ ข้อนี้เป็นปัญหาที่ลึกลงไปกว่าข้อที่กล่าวมาทั้งหมด ซึ่งพูดได้ว่า
เป็นรากเหง้าของปัญหาในแง่อื่นๆ ทั้งหมด กล่าวคือ แม้ว่ามนุษย์จะได้ประสบความสำเร็จอย่างมากมาย ในการ
พัฒนาศักยภาพทางด้านการขยายวิสัยแห่งอินทรีย์ของตนด้วยเทคโนโลยี แต่มนุษย์ที่พัฒนาเทคโนโลยีนั้น
ก็มิได้พัฒนาเนื้อตัวของเขาเอง หรือความเป็นมนุษย์ของเขาขึ้นไปด้วย อย่างควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยี

ในเมื่อความเห็นแก่ตัว ความต้องการอำนาจปรารถนาความยิ่งใหญ่ครอบงำผู้อื่น ความคิดเบียดเบียน
ทำลายกันและความลุ่มหลงมัวเมายังหนาแน่นอยู่ในจิตใจ ไม่ได้รับการขัดเกลา พร้อมกันนั้น ความเมตตากรุณา
ความเอาใจใส่ผู้อื่น ปัญญาที่แท้จริงและความมีจิตใจเป็นอิสระ ก็ไม่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาแทนที่ วิสัยแห่งอินทรีย์
ที่ขยายออกไป ก็ยิ่งกลายเป็นช่องทางให้เขาสามารถสนองโลภะ โทสะ โมหะ และตัณหา มานะ ทิฏฐิ ของตนได้อย่างมี
ประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และกลายเป็นเครื่องบำรุงส่งเสริมกิเลสเหล่านั้นให้เติบโตแข็งกล้ายิ่งขึ้น ปัญหาการเบียดเบียน
แย่งชิง ความเดือดร้อนวุ่นวายในสังคมมนุษย์ความเสื่อมโทรมแห่งสภาพแวดล้อม และความทุกข์ในจิตใจของ
มนุษย์เอง จึงมิได้ลดน้อยลงเลย แต่กลับเพิ่มพูนและรุนแรงยิ่ง ขึ้นจนถึงขั้นที่น่ากลัวว่า มนุษยชาติจะพินาศสูญสิ้น
ด้วยผลกรรมของตนเอง ดังที่กำลังหวาดหวั่นกันอยู่มาก

การแก้ปัญหาก็ตรงข้ามกับการเกิดปัญหานั้นเอง คือ

๑. เทคโนโลยีเพื่อคุณค่าแท้ที่เสริมคุณภาพชีวิต โดยรู้จักแยก ระหว่างคุณค่าแท้และคุณค่าเทียม คุณค่าแท้
คือคุณค่าที่สนองความต้องการให้เกิดคุณภาพชีวิต เช่น กินอาหารเพื่ออะไร ร่างกายของเราต้องการอาหาร เพื่อจะเอา
มาสร้างความ เจริญเติบโตซ่อมแซมตนเอง จึงควรกินอาหารให้มีส่วนประกอบหรือธาตุอาหารต่างๆ อย่างเพียงพอ
ถ้าเรากินอาหารเพื่อสนองความต้องการของชีวิตแท้ๆ ตามความหมายนี้ พอกินไปได้สักปริมาณหนึ่งมันก็จะพอ คือ
พอกินให้ได้ตามความต้องการของร่างกายที่จะซ่อมแซมตัวมันเองและสร้างความเจริญเติบโตให้มีสุขภาพดีแข็งแรง
พอได้คุณค่าของธาตุอาหารครบถ้วน ก็จบ แต่ถ้าเรากินอาหารเพื่อสนองคุณค่าเทียม คือกินเพื่ออร่อย โก้ สนุกสนาน
มัวเมา อวดฐานะกันแล้วก็ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะไม่มีเกณฑ์ ที่จะตั้งคุณค่าแท้มีเกณฑ์ที่จะวัดได้ และเรารู้จุดจบ
รู้ขอบเขต แต่คุณค่าเทียมไม่มีจุดจบสิ้น คุณค่าแท้เสริมคุณภาพชีวิต แต่คุณค่าเทียมทำลายคุณภาพชีวิตพร้อมทั้ง
เบียดเบียนสังคมและเอาเปรียบธรรมชาติ เทคโนโลยีนี้เราจะต้องเปลี่ยนจากการสร้างและใช้เพื่อเสพคุณค่า
เทียม ให้มาเป็นเครื่องช่วยในการที่มนุษย์จะได้ประโยชน์จาก คุณค่าแท้ที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิต ไม่ใช่ปล่อย
ให้เป็นเครื่องส่งเสริมการเสพคุณค่าเทียม

๒. เทคโนโลยีที่เกื้อหนุนระบบความประสานเกื้อกูลแห่งดุลยภาพ โดยรู้จักประมาณ คือความพอดี หรือภาวะ
สมดุลแล้วดำเนินชีวิตและปฏิบัติการทั้งหลายโดยคำนึงถึงดุลยภาพแห่งระบบการดำรงอยู่ของสิ่งทั้งหลาย ที่ดำเนินไป
ด้วยดีด้วยความเป็นองค์ประกอบและเป็นปัจจัยร่วมที่มาประสานเกื้อกูลกันอย่างพอดี เริ่มตั้งแต่ความเป็นอยู่
ประจำวัน แม้แต่ในการกิน อาหารเมื่อเอาคุณค่าแท้ตั้งเป็นหลัก บางทีถึงจะมีคุณค่าเทียมประกอบมากบ้างน้อยบ้าง
ก็จะไม่เสียสมดุล เพราะคุณค่าแท้ที่ ตั้งไว้เป็นหลักจะเป็นตัวรักษาความพอดีให้คงอยู่ คุณประโยชน์ก็จะเกิดขึ้นได้
ความสัมพันธ์กับเทคโนโลยีจะต้องดำเนินไปพร้อมด้วยการคำนึงถึงหลักดุลยภาพนี้อยู่เสมอ ให้เทคโนโลยี
เข้ามาเป็นปัจจัยหรือองค์ประกอบในด้านประสานเกื้อกูล ไม่ใช่มาก่อความแปลกแยก รวมทั้งในการปฏิบัติต่อ
ธรรมชาติแวดล้อมทั่วไปเมื่อจะทำการอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง หรือมีผลกระทบต่อ
ธรรมชาติแวดล้อม จะต้องคำนึงถึงการรักษาสมดุลหรือการปรับให้เข้าสู่ภาวะประสานกลมกลืน โดยมีดุลยภาพ
ที่น่าพอใจอยู่เสมอ ดังนี้เป็นต้น

๓. เทคโนโลยีบนฐานของสัมมาทิฏฐิ คือ การผลิตการพัฒนาและการใช้เทคโนโลยีจะต้องประกอบด้วย
ปัญญาที่มองเห็นและเข้าใจสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง เช่น รู้จักคิดให้เข้าใจถูกต้องในความสุข ความทุกข์ของ
มนุษย์ว่าคืออะไร ไม่ใช่จะคอยหาความสุขจากการปลุกเร้าความต้องการขึ้น แล้วก็ตามสนองความต้องการนั้น
เรื่อยไปอย่างไม่รู้จักสิ้นสุด ไม่ใช่เข้าใจว่าความสุขมีอยู่เพียงที่การคอยสนองความต้องการที่ปลุกเร้าขึ้น รู้จักและ
เข้าใจคุณประโยชน์และโทษของเทคโนโลยี เพื่อใช้เทคโนโลยีในทางที่เป็นคุณ มองธรรมชาติในฐานะเป็นองค์
ประกอบร่วมในการดำรงอยู่ของตน ซึ่งจะต้องเกื้อกูลต่อกัน ไม่มองในฐานะเป็นศัตรูที่จะต้องพิชิตหรือทำลาย
การเรียนรู้กฎเกณฑ์ปรากฏการณ์และความเป็นไปในธรรมชาติ มุ่งเพื่อสามารถแก้ไขจัดสรรเหตุปัจจัยต่างๆ
ในธรรมชาติให้เป็นไปในทางที่เกื้อกูลต่อกันยิ่งขึ้น ทั้งให้ธรรมชาติเกื้อกูลต่อมนุษย์ และมนุษย์เกื้อกูลต่อ
ธรรมชาติ ไม่ใช่เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของมนุษย์ฝ่ายเดียว อย่างที่เคยผิดพลาดมา ทั้งนี้โดยคำนึงอยู่เสมอ
ถึงการรักษาสมดุลและการปรับให้เข้าสู่ความประสานกลมกลืน จนเกิดดุลยภาพที่น่าพอใจอย่างที่กล่าวแล้ว
ในข้อก่อน

๔. เทคโนโลยีของคนที่เป็นไท คนผู้มีผู้ใช้เทคโนโลยีจะต้องระลึกอยู่เสมอว่า มนุษย์เป็นผู้สร้างเป็นผู้
พัฒนาและเป็นผู้ใช้เทคโนโลยี มนุษย์จะต้องเป็นนายเทคโนโลยี ให้เทคโนโลยีเป็นปัจจัยส่งเสริมความดีงาม
ความประเสริฐของมนุษย์ โดยตัวมนุษย์เองจะต้องไม่กลายเป็นผู้พึ่งพา ขึ้นต่อเทคโนโลยี หรือเป็นทาสของ
เทคโนโลยี เริ่มแต่จะต้องมีสำนึกในการฝึกฝนพัฒนา ตนรู้จักบังคับควบคุมตนเอง เป็นคนเข้มแข็ง มีภูมิต้าน
ทานความทุกข์ และความพร้อมที่จะมีความสุขอยู่เสมอ อย่างที่ว่า แม้ ไม่มีเทคโนโลยีฉันก็อยู่ได้ ฉันก็สามารถ
มีความสุขได้ รู้จักที่จะเป็นอิสระจากเทคโนโลยี วางเทคโนโลยีไว้ในฐานะที่ถูกต้อง ให้เทคโนโลยีเป็นส่วน
เสริมขึ้นจากการที่ตนเองสามารถหาความสุขได้อยู่แล้ว ทำงานได้อยู่แล้ว ให้มีโอกาสที่จะมีความสุขได้มาก ขึ้น
ทำงานได้มากขึ้น

๕. เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าคู่กันไปกับการพัฒนาคุณภาพของคน โดยฝึกคนให้มีคุณภาพทันกับความก้าวหน้า
ของ เทคโนโลยีที่มีความละเอียดอ่อนซับซ้อนยิ่งขึ้น เช่นฝึกปรืออินทรีย์ให้เฉียบคม มีประสิทธิภาพที่จะสามารถ
เป็นอยู่อย่างเป็น อิสระหรือเป็นไทแก่ตนเองอยู่เสมออย่างที่กล่าวในข้อก่อน ไม่ใช่เทคโนโลยียิ่งละเอียดอ่อน
คนกลับยิ่งหยาบ เทคโน-โลยียิ่งซับ ซ้อนคนกลับมักง่ายมากขึ้น แต่ให้เป็นคนที่มีสติสัมปชัญญะ มีความรับผิดชอบ
ละเอียดรอบคอบ ไม่ประมาท นอกจากเป็นนายของเทคโนโลยีแล้ว จะต้องเป็นนายที่สามารถใช้และควบคุม
เทคโนโลยี ให้ทำงานสนองวัตถุประสงค์ในทางสร้างสรรค์ได้
อย่างถูกต้องเรียบร้อยเป็นผลดีแท้จริง
ให้เทคโนโลยีเป็นทาสที่ซื่อสัตย์ หรือเป็นมิตรที่เกื้อกูลของมนุษย์

๖. เทคโนโลยีที่สนองจุดหมายของอารยชน การพัฒนาเทคโนโลยีจะต้องเป็นรองและเป็นเครื่องรับใช้การ
พัฒนาคนในความหมายแท้จริง ที่ถึงขั้นรากฐาน อย่างเข้าถึงธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ คือ พัฒนาตัวมนุษย์
เอง หรือ พัฒนาความเป็น มนุษย์ทำให้เป็นสัตว์ที่พัฒนาตนแล้ว ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ที่ได้พัฒนาสิ่งอื่นๆ รวมทั้งพัฒนา
เทคโนโลยีแล้ว แต่ตัวเองกลับยังไม่ได้ พัฒนาหมายความว่า พัฒนาคนให้พ้นจากภาวะของอันธพาลปุถุชน
ที่เป็นอยู่เพียงด้วยการสนองความเห็นแก่ตัว การแสวงหาสิ่งเสพบำรุงบำเรอตน การแก่งแย่งผลประโยชน์
และความเป็นใหญ่ที่นำไปสู่การเบียดเบียนทำลายกัน และความลุ่มหลงมัวเมาด้วยความมืดบอดต่อความเป็นจริง
ของโลกและชีวิต พัฒนาขึ้นมาสู่ความเป็นอารยชน ผู้มีชีวิตที่เป็นอยู่ด้วยปัญญา ซึ่งทำให้รู้ที่จะปฏิบัติได้อย่าง
ถูกต้องต่อชีวิต ต่อสังคม ต่อธรรมชาติที่แวดล้อมตน และต่อสิ่งทั้งหลายที่มนุษย์เองได้พัฒนาขึ้นมา เช่นต่อ
เทคโนโลยีนั้นเอง เป็นต้น รวมทั้งเป็นผู้พร้อมที่จะดำเนินการพัฒนาต่างๆ ทุกอย่างไปในทางที่ไร้โทษ เป็นคุณ
เกื้อกูลต่อชีวิต สังคมและธรรมชาติ ทำให้แก้ปัญหาได้ ปลอดพ้นจากปัญหา ไม่ใช่ก่อปัญหาเพิ่มขึ้น โดยใช้เทคโนโลยี
ส่งเสริมปัญญาที่จะเข้า ถึงสัจธรรมเพิ่มพูนคุณธรรม และนำชีวิต สังคม และธรรมชาติ ให้ดำเนินไปในระบบความ
สัมพันธ์อันประสานเกื้อกูล ที่ตัวมนุษย์เองจะได้เข้าถึงสุขสันติและอิสรภาพที่แท้จริง

การศึกษาจะต้องเน้นการพัฒนาคนในระดับนี้ ให้เหนือกว่าและนำหน้าการพัฒนาความสามารถในทาง
เทคโนโลยีการพัฒนาขั้นนี้คงจะเป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก แต่ก็เป็นสิ่งจำเป็นสูงสุดที่จะต้องทำให้ได้
ถ้าต้องการแก้ปัญหาที่กำลังหวาดกลัวกันอยู่ให้ได้ผลอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม แท้ที่จริง สิ่งที่ว่าทำได้ยากนั้น
ถ้าทำถูกช่องทางแล้ว ก็อาจกลายเป็นสิ่งที่ทำได้ง่าย ปัญหาสำคัญอยู่ที่ว่า มนุษย์ไม่รู้ตระหนักถึงรากเหง้าต้นตอของ
ปัญหานี้ แล้วกลับไปทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับการ แก้ปัญหาการศึกษาในยุคเทคโนโลยีนี้ มีภารกิจสำคัญที่จะต้อง
สร้างทัศนคติและปัญญาอย่างนี้แก่เด็กให้มากเป็นพิเศษ ไม่ว่า จะในโรงเรียนหรือในบ้านซึ่งพ่อแม่ก็จะต้อง
สร้างความเข้าใจนี้แก่ลูก ยิ่งเมื่อโลกเจริญมาถึงยุคข่าวสารข้อมูล และเทคโนโลยีด้านข่าวสารข้อมูลมีบทบาทมาก
ต่อชีวิตของมนุษย์ มีอิทธิพลมากต่อความเจริญและความเสื่อมของสังคม

การศึกษาจะต้องช่วยให้คนเจริญเท่าทันยุคสมัยในความหมายที่ว่า อย่างน้อยจะต้องตื่นตัวรู้เท่าทันต่อความ
เป็นไปและปัญหาต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต และความเสื่อมความเจริญของสังคม เมื่อสดับข่าวสาร ก็ไม่ติด
อยู่แค่ส่วนปลีกย่อยที่จะเอามาซุบซิบ ตื่นเต้นกันไปแต่มองให้เห็นภาพรวมของโลกและสังคม ทั้งในด้านปัญหา
ที่จะต้องแก้ไขและทางเจริญที่จะดำเนินต่อไป และสามารถแยกแยะวิเคราะห์องค์ประกอบ และเหตุปัจจัยเชื่อมโยง
กันขึ้นไป

จะเป็นเรื่องน่าหัวเราะสักเพียงไร ถ้าคนที่อยู่ท่ามกลางความแพร่สะพัดของข่าวสารข้อมูล และเป็นผู้ใช้
ผู้บริโภคเทคโนโลยีประเภทนั้นอยู่อย่างเต็มที่ แต่ไม่รู้ทันความเป็นไปของสังคม และสภาพแวดล้อมในโลกที่อยู่
รอบตัว โดยเฉพาะในส่วนที่จะส่งผลแก่ชีวิตของตนและคนข้างเคียง ไม่สำเหนียกคุณโทษ และไม่ได้พัฒนา
ปัญญาที่จะรู้จักใช้ข่าวสารข้อมูลให้เป็น ประโยชน์ถ้าเป็นอย่างนี้ ก็ไม่สมควรจะเรียกว่าเป็นผู้ใช้เทคโนโลยี
แต่เป็นเพียงผู้ถูกเทคโนโลยีครอบงำเท่านั้น ถึงเทคโนโลยีจะ พัฒนาขึ้นไปเท่าไร ตนเองก็ไม่ได้พัฒนา และก็
ไม่ได้ประโยชน์จากการพัฒนาของเทคโนโลยีนั้นด้วย เทคโนโลยีเท่านั้นทันสมัย แต่คนหาได้ทันต่อยุคสมัยไม่
และเมื่อไม่สามารถใช้เทคโนโลยีในทางที่เป็นคุณ เทคโนโลยีนั้นก็ไม่ช่วยในการแก้ปัญหา มีแต่จะ สร้างปัญหา
ให้มากขึ้นเท่ากับว่าความเจริญของเทคโนโลยีกลายเป็นโทษ ทำให้การพัฒนามีค่าเป็นหายนะ

ในยุคแห่งเทคโนโลยีที่ข่าวสารข้อมูล มีบทบาทเด่นนำหน้านี้ การศึกษาจะต้องเน้นบทบาทในการทำให้
คนรู้จักปฏิบัติ ต่อเทคโนโลยี และข่าวสารข้อมูลอย่างถูกต้อง ด้วยการพัฒนาคน เพื่อให้เทคโนโลยีเป็นคุณ
มองเทคโนโลยีให้พอดีกับความจริง

เวลาล่วงไปมากแล้ว ขอพูดอีกเรื่องหนึ่งคือ สภาพความใฝ่ฝันเกี่ยวกับเทคโนโลยี ในสมัยปัจจุบันนี้
เราอาจแยกคนได้ เป็นสุดโต่ง ๒ พวก พวกหนึ่งคือคนที่เพ้อฝันในเรื่องเทคโนโลยีอย่างที่พูดมาแล้ว คือเห็นว่า
เทคโนโลยีจะตอบปัญหาของมนุษย์ ได้ทุกอย่างจะสร้างความสมบูรณ์พูนสุขทุกอย่าง และอีกพวกหนึ่งคือคนที่
ต่อต้านเทคโนโลยี การต่อต้านเทคโนโลยีเป็นปฏิกิริยาที่เพิ่มสูงขึ้นในระยะไม่นานนี้ ในประเทศพัฒนาแล้ว
โดยเฉพาะในอเมริกา มีคนต่อต้านเทคโนโลยีเกิดขึ้นมาก

อย่างที่ได้บอกเมื่อกี้แล้วว่า มนุษย์เคยใฝ่ฝันว่า เทคโนโลยีที่เจริญขึ้นในยุคอุตสาหกรรมนี้จะทำให้มนุษย์
มีทุกอย่างพรั่งพร้อมบริบูรณ์ และมนุษย์จะมีความสุขเต็มที่ แต่ต่อมาเมื่อไม่นานนี้ ได้ปรากฏปัญหาขึ้นมาทีละอย่าง
ปัญหาผุดขึ้นมาๆ เช่น เกิดปัญหาสภาพแวดล้อมเป็นพิษ เกิดปัญหาเรื่องโรคภัยไข้เจ็บแปลกๆ ใหม่ๆ มีโรค
หลายอย่างซึ่งเกิดจากความเป็นอยู่ที่ ไม่พอดี ไม่สมดุล ฯลฯ ในช่วง ๒๐ ปีที่ปัญหาเหล่านี้ปรากฏขึ้น ได้ทำให้คน
ในประเทศพัฒนาตื่นเต้นหวาดกลัวกันมาก จนบางพวกหันไปเป็นปฏิปักษ์ต่อเทคโนโลยี ดังได้มีขบวนการต่างๆ
ที่ต่อต้านเทคโนโลยี เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา และพร้อมกันนั้นก็มีกลุ่มที่เพ้อฝันเรื่องเทคโนโลยี
กลุ่มเพ้อฝันนี้อาจเป็นพวกที่หลงเหลือมาจากสภาพความคิด เก่าๆ บ้าง เป็นปฏิกิริยาต่อพวกที่ต่อต้านเทคโนโลยีบ้าง

สำหรับคนที่มีความรู้ความเข้าใจเท่าทันในเรื่องเทคโนโลยี อยู่ในวงการที่ตามความเจริญได้ดีและมองสภาพ
สิ่งต่างๆ มองสังคมมองอะไรต่างๆ รอบด้านกว่านั้น ก็จะมีทัศนคติที่กว้างขวางออกไป และจะมีทัศนะที่ต่างจากทั้ง
พวกต่อต้าน เทคโนโลยีและต่างจากพวกที่เพ้อฝันเรื่องเทคโนโลยี

ในเมื่อเทคโนโลยีเกิดขึ้นในประเทศที่พัฒนาแล้ว เราก็ควรมองดูว่า ในประเทศพัฒนานั้นเขามีความรู้สึก
ความเข้าใจและมองปัญหาเทคโนโลยี กันอย่างไร เพราะฉะนั้นอาตมาจึงขอนำเอาตัวอย่างความคิดเห็นของคน
ในสังคมที่มีเทคโนโลยีพัฒนาสูงแล้วมาพูดให้ฟังว่า เขามีความรู้สึกอย่างไร อย่างไรก็ตาม เมื่อจะยกเอาคนใน
ประเทศเหล่านั้นมาอ้าง ก็ต้องเลือกเอาคนที่เชื่อถือได้ ที่คนเขารับฟังกันมาก หรือถือได้ว่าเป็นตัวแทนความคิดใหม่ๆ
ซึ่งจะยกตัวอย่างมาสัก ๒-๓ คน

คนหนึ่งชื่อนายจอห์น เนสบิทท์ (John Naisbitt) เป็นนักทำนายสังคมและเป็นผู้ให้คำปรึกษา แก่บรรษัท
ชั้นนำของอเมริกาหลายบรรษัท แม้แต่บรรษัทที่เจริญมากในด้านเทคโนโลยีอย่าง เอทีแอนด์ที บริษัทยูไนเต็ด
เทคโนโลยี ไอบีเอ็ม ยีอีหรือเยเนอราลอีเลคตริค เป็นที่ยอมรับกันว่า เขาเป็นแหล่งความรู้ชั้นยอดของอเมริกา
เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองและเทคโนโลยี ที่เชื่อถือได้มาก นายคนนี้ได้เขียนไว้
ในหนังสือ Megatrends ซึ่งเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดเล่มหนึ่ง อยู่ในบัญชีหนังสือขายดีที่สุดของหนังสือพิมพ์
นิวยอร์คไทมส์ถึง ๖๐ สัปดาห์ ตอนหนึ่งในหนังสือนั้น เขายกเอาบทความของนาย จอห์นเฮสส์ (John Hess) เรื่อง
"ความบ้าคอมพิวเตอร์" ("Computer Madness") มาลงไว้ว่า

"ความผิดพลาดอยู่ที่เราคิดว่า เครื่องอุปกรณ์ใหม่ๆ จะแก้ปัญหาได้ อันนี้เป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรง"
แล้วเขาก็เขียนต่อไปว่า

"เมื่อเราตกลงไปอยู่ในกับดักของความเชื่อ หรือพูดให้ถูกแท้คือความหวังที่ว่า เทคโนโลยีจะแก้ปัญหาของเรา
ได้ทุก อย่างนั้นแท้จริงก็คือเรากำลังสลัดความรับผิดชอบของคนทิ้งไป ความฝันเพ้อในเรื่องเทคโนโลยีเป็น
ตัวอย่างของเรื่องนี้ เราเฝ้าคอยยาวิเศษขนานใหม่ ที่จะทำให้เราสามารถกินอาหารไขมันได้ทุกอย่างตามความ
ต้องการ โดยน้ำหนักไม่เพิ่ม เราจะเผาน้ำมันเท่าไรก็ได้ตามต้องการ โดยไม่ทำให้อากาศเสีย เราจะเป็นอยู่แบบ
ไม่รู้จักประมาณตามชอบใจอย่างไรก็ได้ โดยไม่เป็นมะเร็งหรือโรคหัวใจ

"อย่างน้อยในใจของเราก็รู้สึกเหมือนว่า เทคโนโลยีจะปลดเปลื้องเราให้พ้นไปได้ จากความมีวินัยและความ
รับผิดชอบแต่มันไม่เป็นอย่างนั้นดอก และจะไม่มีวันเป็นอย่างนั้นเลย

"ยิ่งเทคโนโลยีระดับสูงมาอยู่รอบตัวเรามากเท่าไร ก็ยิ่งจำเป็นต้องให้คนเข้าไปเอาธุระมากขึ้นเท่านั้น . . .
เรามาพัฒนาความรู้ด้านใน คือ ปัญญาที่จำเป็นจะต้องใช้เป็นเครื่องนำทาง ในการที่จะบุกเบิกเข้าไปในแดนแห่ง
เทคโนโลยี . . .เทคโนโลยีระดับสูงควบคู่กับการเข้าไปรับผิดชอบอย่างจริงจังของคน หลักการนี้เป็นสัญลักษณ์
บ่งบอกถึงความจำเป็น ที่จะต้องมีดุลยภาพระหว่างของนอกกายกับภาวะทางจิตปัญญา"

ทัศนะนี้เป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่า คนที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องเทคโนโลยีดี กลับมีทัศนะที่เห็นความ
สำคัญของ จิตใจมาก

อีกคนหนึ่งชื่อนายแอลวิน ทอฟเฟลอร์ (Alvin Toffler) เป็นผู้แต่งหนังสือ Future Shock ที่โด่งดังมาก
เป็นนักวิพากษ์สังคมที่มีชื่อเสียงทั่วโลก เขาได้เขียนไว้ในหนังสือเล่มหลังชื่อ The Third Wave ซึ่งเป็นหนังสือ
bestseller คือขายดีที่สุดเหมือน กัน เขาเขียนว่า

"ปัจจุบันนี้ มีการยอมรับที่แพร่ไปอย่างรวดเร็วทั่วโลกว่า ความเจริญก้าวหน้าจะวัดด้วยเทคโนโลยีหรือ
มาตรฐานการครองชีพทางวัตถุเพียงอย่างเดียว ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว แต่เรายอมรับกันว่า สังคมที่เสื่อมทรามทาง
ด้านศีลธรรม ทางด้าน สุนทรียภาพด้านการเมือง หรือด้านสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นสังคมที่มั่งคั่งหรือชาญฉลาด
ทางด้านเทคนิคเพียงใดก็ตาม ก็หาใช่เป็นสังคมที่เจริญก้าวหน้าไม่ กล่าวโดยย่อก็คือว่า เรากำลังก้าวย่างไปสู่ความ
เข้าใจความหมายของความเจริญก้าวหน้าโดยนัยที่กว้างขวางครอบคลุมยิ่งกว่าเก่าอย่างมากมาย"
นี้ก็เป็นทัศนะหนึ่ง

ขอข้ามเลยไปถึงอีกคนหนึ่งชื่อนายฟริตจ๊อฟ คาปร้า (Fritjof Capra) เป็นนักฟิสิกส์และเป็นผู้แต่งหนังสือ
Tao of Physics ซึ่งเป็นหนังสือที่จัดว่าเป็น international bestseller คือขายดีที่สุดระดับนานาชาติ เขาเขียนไว้ใน
หนังสือเล่มหลังต่อ จากนั้น ชื่อ TheTurning Point ตอนหนึ่งว่า

"ความหลงใหลในเทคโนโลยีระดับสูง ที่แสดงออกมาอย่างถึงที่สุด ก็คือความเพ้อฝันที่เคลิ้มกันไปอย่าง
กว้างขวางว่า ปัญหาต่างๆ ในปัจจุบันของเราสามารถแก้ไขได้ด้วยการสร้างถิ่นฐานดินแดนเทียมขึ้นในอวกาศ
นอกโลก ข้าพเจ้ามิได้ปฏิเสธความเป็นไปได้ ที่ว่าคนจะสร้างอาณาจักรในอวกาศเช่นนั้นขึ้นมาได้สักวันหนึ่ง
แต่จากแผนการที่มีอยู่ และความคิดที่อยู่ภายใต้แผนการนั้น เท่าที่ข้าพเจ้ามองเห็น ข้าพเจ้าคงจะไม่ต้องการ
ไปอยู่ที่นั่นด้วยอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ความผิดพลาดพื้นฐานของความคิดทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เป็นเรื่อง
เทคโนโลยี แต่ความผิดพลาดนั้นได้แก่ความเชื่ออย่างไร้เดียงสาว่าเทคโนโลยีอวกาศสามารถแก้ปัญหาวิกฤตการณ์
ทางสังคมและวัฒนธรรมบนพื้นโลกนี้ได้"๑

ที่ยกมากล่าวอ้างนี้ เป็นทัศนะของคนที่รู้ความเคลื่อนไหวของโลกและสังคมรอบด้าน ที่คนยอมรับและ
อ่านกันมาก สาระสำคัญของความคิดของทั้งสามคนนี้ก็ตรงกัน คือว่า อย่าให้เราหลงใหลเพ้อฝันไปกับเทคโนโลยี
ว่าจะแก้ปัญหาของมนุษย์ได้ทุกอย่าง ว่าจะทำให้มนุษย์อยู่สุขสมบูรณ์ แม้ว่าเทคโนโลยีจะเป็นส่วนหนึ่งของปัจจัย
ที่จะช่วยแก้ปัญหาบางอย่าง แต่ เทคโนโลยีนั้น ก็จะต้องมีสติปัญญาของมนุษย์คอยควบคุม เพราะฉะนั้นการพัฒนา
มนุษย์จึงเป็นงานที่ต้องทำกันต่อไป แม้ว่ามนุษย์จะพัฒนาเทคโนโลยีเจริญไปมากเท่าไรก็ตาม สิ่งที่จะต้องเจริญ
คู่กันไปก็คือการที่จะต้องพัฒนามนุษย์ ต้องพัฒนาคน

การพัฒนาคนนั้นไม่ใช่พัฒนาเฉพาะในด้านความรู้ และความชำนาญทางด้านเทคนิคอย่างที่ว่ามาแล้ว
หรือในเรื่อง วิทยาการต่างๆเท่านั้น แต่หมายถึงการพัฒนาคุณภาพในด้านชีวิตจิตใจ พัฒนาศีล สมาธิ ปัญญา
โดยเฉพาะในการที่จะใช้ เทคโนโลยีที่ซับซ้อนมากขึ้นก็ยิ่งต้องการความมีสติรอบคอบ ความละเอียดถี่ถ้วน
ความไม่ประมาทมากขึ้น อย่างที่อาตมาได้ ยกตัวอย่างมาให้ฟังแล้วและนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและสังคม
ยุคเทคโนโลยี ที่ทำให้พุทธธรรมจะต้องมีความหมายอยู่ต่อ ไป

เท่าที่ได้พูดมาจนเกินเวลาแล้วนี้ ก็พูดไปได้เฉพาะเรื่องเทคโนโลยีในระดับทั่วไป ส่วนที่จะต้องพูด
ซึ่งยังเหลืออยู่ ก็คือเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับสังคมไทยโดยเฉพาะ แต่เพราะเวลาหมดไปนานแล้ว เรื่องเทคโนโลยี
กับสังคมไทยโดยเฉพาะนี้ก็จะต้องยกตัดตอนไป
จุดบรรจบของพุทธธรรมกับวิทยาการและเทคโนโลยี

เมื่อจบเทคโนโลยี ในส่วนที่เกี่ยวกับสังคมไทยโดยเฉพาะแล้วก็มาสรุปในแง่ที่เป็นเรื่องของเทคโนโลยีกับ
พุทธธรรม ขอพูดสั้นๆ ว่า ในที่สุดแล้ว เรื่องเทคโนโลยี โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้าอย่างที่เราเกี่ยวข้องอยู่
ในยุคพัฒนาด้วยอุต สาหกรรมนี้เราจะต้องรู้ว่ามันเกิดมาจากวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์นั้นเป็นตัวความรู้ที่เป็น
พื้นฐาน ซึ่งก่อให้เกิดเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ก็คือการเรียนรู้เข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติและกฎธรรมชาติ การเรียนรู้
เข้าใจกฎของธรรมชาตินั้นก็คือการเรียนรู้ธรรมเพราะความจริงของธรรมชาติ และกฎเกณฑ์ของธรรมชาตินั้นก็คือ
สิ่งที่เรียกว่าธรรม ฉะนั้น ความเพียรพยายามของวิทยา ศาสตร์ที่ผ่านมาก็คือการเพียรพยายามที่จะเข้าถึงธรรม

อย่างไรก็ตาม เท่าที่ผ่านมานั้น วิทยาศาสตร์ได้รู้เข้าใจธรรมเพียงบางด้านบางส่วน โดยเฉพาะในด้านรูปธรรม
และในเมื่อวิทยาศาสตร์เจริญมาได้เพียงบางแง่บางส่วน มันก็ทำให้เรายังไม่สามารถสร้างระบบความประสาน
กลมกลืน ที่จะให้เกิดผลตามธรรมอย่างแท้จริง เพราะว่าแท้จริงนั้น ถ้าคนเข้าถึงธรรมอย่างแท้จริงแล้ว ผลจากธรรม
ก็จะเกิดขึ้นในแนวทางที่ว่า เมื่อเรารู้ ตัวธรรมรู้ความจริงของธรรมชาติแล้ว ความรู้ คือปัญญาที่รู้ความจริงของ
ธรรมชาตินั้น ก็จะทำให้เราดำเนินชีวิตถูกต้องตามความเป็นจริงของธรรมชาติ หรือถูกต้องสอดคล้องกับกฎของ
ธรรมชาติ นั้นก็คือการดำเนินชีวิตตามธรรม

เมื่อดำเนินชีวิตตามธรรมแล้ว ความพอดี ความสมดุล และประสานกลมกลืนก็เกิดขึ้น ความประสานกลมกลืน
เกิดขึ้นก็คือการไม่มีความบีบคั้น ความบีบคั้นนั้นคือความทุกข์ เมื่อไม่มีสิ่งบีบคั้นก็คือไม่มีทุกข์ เมื่อเกิดสภาพ
ประสานกลมกลืนพอดี ก็เกิดความคล่องตัวเบาสบายเป็นความสุข ฉะนั้นการรู้ธรรมคือความจริงที่เรียกว่าสัจธรรม
ด้วยปัญญา ก็จึงนำมาซึ่งการดำเนินชีวิตตามธรรมที่เรียกว่า จริยธรรม และจากการดำเนินชีวิตตามธรรม สอดคล้อง
กับธรรมชาติ ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ เกิดความประสานกลมกลืนพอดี ก็เกิดภาวะไร้ทุกข์ที่เรียกว่าความสุข ขึ้น
เป็นภาวะคล่อง สบาย ปราศจากความบีบคั้นขัดข้อง

ดังนั้น ในขั้นสุดท้าย ปัญญา การรู้ธรรมก็ดี จริยธรรม การดำเนิน ชีวิตถูกต้องตามธรรมก็ดี และความสุข
ที่เกิดจากการดำเนินชีวิตถูกต้องตามธรรมแล้วเกิดความประสานกลมกลืนกันก็ดี จึงเป็นองค์ ๓ ที่เชื่อมโยงกัน
เป็นอันหนึ่งอันเดียว เพราะ ฉะนั้น ปัญญาที่ถูกต้อง ก็ทำให้เกิดจริยธรรม คือการดำเนินชีวิตตามธรรม แล้วก็
ทำให้เกิดความสุข

องค์ทั้ง ๓ นี้ในระดับสุดท้าย ใช้เป็นเครื่องวัดความสมบูรณ์ของชีวิต ซึ่งจะต้องมาด้วยกัน แต่ในระดับต้นๆ
เพราะเหตุที่มันยังไม่สมบูรณ์ ฉะนั้น บางทีปัญญาก็ไม่มากับคุณธรรม บางทีปัญญาก็ไม่มากับความสุข บางที
จริยธรรมก็ไม่มากับความ สุขไม่มากับปัญญา ยุ่งไปหมด เพราะยังเจริญเป็นส่วนๆ วิทยาศาสตร์ก็เหมือนกัน
ได้เข้าถึงความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับธรรมเพียงบางแง่บางส่วน จึงยังไม่สามารถทำให้เกิดผลสำเร็จนี้ได้
กล่าวคือ ความเชื่อมโยงเป็นอันเดียวกันระหว่างปัญญากับคุณธรรมและความสุข

ฉะนั้น จุดหมายของพุทธธรรมก็คือ การเข้าถึงความจริงโดยสมบูรณ์เกี่ยวกับธรรมชาตินี้ด้วยปัญญา
แล้วทำให้เกิดคุณธรรมและความสุขขึ้นในขั้นสุดท้าย ผู้ที่เข้าถึงธรรมอย่างแท้จริง เรียกว่าพุทธะ จึงมีองค์คุณ ๓
คือ มีปัญญาคุณ ได้แก่ปัญญาที่รู้เข้าใจธรรมชาติ และกฎธรรมชาติ มีกรุณาคุณ ซึ่งเป็นเครื่องแสดงถึงความเต็ม
บริบูรณ์ของคุณธรรม เพราะ เมื่อมีคุณธรรมในตนเองพรั่งพร้อมแล้ว ก็แสดงออกต่อเพื่อนมนุษย์ในรูปที่เรียกว่า
กรุณา และมีวิมุตติคุณ คือความหลุดพ้น ซึ่งจะเรียกว่าวิสุทธิก็ได้ เรียกว่าความสุขก็ได้ เรียกว่าสันติก็ได้ เรียกว่า
อิสรภาพก็ได้ หมายถึงความหลุดพ้นจากความทุกข์ เป็นอิสระโดย สมบูรณ์พระพุทธเจ้าเป็นตัวอย่างของบุคคลที่ได้
เข้าถึงธรรม และมีองค์คุณสมบัติ ๓ อย่างนี้โยงรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

วิทยาศาสตร์จะต้องเจริญต่อไป และจะต้องเจริญให้ถูกทาง เพื่อให้เข้าถึงธรรมคือตัวความจริงโดยสมบูรณ์
ถ้าเข้าถึงความจริงคือตัวธรรมแล้วก็จะทำให้ได้ผลอันนี้ ฉะนั้น วิทยาศาสตร์จะต้องเจริญในแนวทางที่จะให้ได้
ปัญญา ที่ทำให้เกิดคุณ ธรรมและนำมาซึ่งความสุขที่เป็นอิสระ จึงจะเป็นวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง

ส่วนเทคโนโลยีนั้นก็จะต้องเป็นเครื่องช่วยสนับสนุนความปรารถนา ของวิทยาศาสตร์ในการที่จะเข้าถึง
จุดหมายอันนี้ ฉะนั้นเทคโนโลยีที่สร้างและใช้อย่างถูกต้อง ก็คือเทคโนโลยีที่จะมาช่วยให้มนุษย์มีโอกาสในการที่
จะพัฒนาคุณภาพชีวิต พัฒนาศักยภาพของตนในการที่จะเข้าถึงธรรมด้วยปัญญา มีคุณธรรม และมีความสุขแห่ง
สันติในอิสรภาพเป็นที่บรรจบ ประสานเมื่อคุณสมบัติที่เป็นองค์ประกอบทั้งสามนี้ประสานกันสมดุลและสมบูรณ์ได้
อันนี้ก็คือจุดบรรจบของพุทธธรรมกับวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี

ขอจบการปาฐกถาครั้งนี้ไว้ เพราะหมดเวลามานานแล้ว เพียงเท่านี้ ขออนุโมทนา และขอความสุขสวัสดี
จงมีแด่ทุก ท่าน

 

บูชาธรรมและรวบรวมโดย

          

ธเนศ อุ่นศิริ นบ.
ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี